movie

 

DVD

 

1.DARWIN'S NIGHTMARE (HUBERT SAUPER /2004/FRANCE)

สารคดีที่พาเราไปดูกระบวนการในอุตสาหกรรมปลาซึ่งลากโยงเอาชีวิตชาวบ้านในแอฟริกาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย นี่คือตัวอย่างอันสมบูรณ์แบบของภาวะโลกาภิวัฒน์ว่าการกินปลาในยุโรปส่งผลอะไรกับชาวบ้านในแอฟริกา หนังจริงจนน่าขนลุก และชวนคับแค้นอย่างยิ่ง ไม่ใช่สารคดีแห่งปี นี่คือหนังที่จำเป็นต้องดูถ้าจะคุยกันเรื่องความยากแค้น!

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20080130/kisangani-diary-darwin-8216-s-nightmare-hubert-sauper

 

2.BARREN ILLUSION (KIYOSHI KUROSAWA / 1999/JAPAN)

คิโยชิ คุโรซาวะทหนังรัก !  นี่คือหนังที่ถูกมองข้ามมากที่สุดเรืองหนึ่งของคิโยชิ คุโรซาวะ เราจะกล่าวถึงหนังได้ง่ายๆว่านี่คือหนังที่มีตัวละครจากหนังของหว่องกาไว หลุดเข้าไปในโลกแบบหนังของ LUIS BUNUEL หากภายใต้ บรรยากาศ ทัศนียภาพ และความแห้งแล้งแบบ คุโรซาวะ หากได้ดูหนังเราจะไม่มีทางลืมฉากที่ตัวละครเลือนหายไปดื้อๆ และฉากโครงกระดูกเกยหาดอย่างแน่นอน ย้ำอีกทีว่านี่คือหนังรัก

 

3. JEAN ROLLIN'S COLLECTION

 

ดูแยกเรื่องอาจจะรู้สึกเฉยๆแต่ดูทั้งชุดแล้วจะค้นพบอัจฉริยะภาพของเจ้าพ่อหนัง ‘เปลือยเปื้อนเลือด' จะมีหนังสยองขวัญที่ไหนที่สร้างบรรยากาศแปลกแยกแตกเปลี่ยว กลางปราสาทร้างลึกลับ ริมทะเล กับแวมไพร์สาวเขี้ยวน่ารักที่เปลือยกันตลอดเวลา ความเย้ายวนอันเวิ้งว้าง และเรื่องผีสางบนเรื่องเซกส์ ให้บรรยากาศพิลึกพิลั่น หากจะลองสองเรื่องแนะนำ LE FRISSON DU VAMPIRE และ NIGHT OF THE HUNTED หนึ่งคือหนังแวมไพร์สุดเหวอและอีกหนึ่งเป็นหนังไซไฟเท่โคดแล้วคุณจะรักสาวๆของป๋า ROLLIN

 

4. สุรีรัตน์ล่องหน (ส.อาสนจินดา/2504 /ไทย)

การปะทะสังสรรค์ของขนบหนังดราม่าลูฏเลี้ยงแสนดีแม่เลี้ยงมหาภัยขั้นพีค (หมายถึงว่ามีถึงขั้นตบตีจับกุมคุมขังไล่ฆ่ากัน!)กับหนังไซไฟมนุษย์ล่องหน  ไม่มีอะไรจะสนุกสนานตื่นเต้นไปกว่านี้อีกแล้ว ตลอดความยาวสองชั่วโมงของหนัง เต็มไปด้วยความสนุกสนานเร้าใจแบบไทยๆ ไม่ต้องปิดบังอะไรอีกแล้วนี่คืกหนังที่บันเทิงที่สุดของปี และในอีกทางหนึ่งนี่คือ CULT FAVORITE ที่โลกยังไม่ค้นพบ ถ้ายังไม่สะใจพอ หนังมีการแสดงขั้นเทพของสุพรรณ บูรณพิมพ์เป็นของแถม!

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20081010/2504-supreme-thai-cult-favorite

 

5. เมืองในหมอก (เพิ่มพล เชยอรุณ /2521/ไทย)

หนังไทยที่ดัดแปลงจาเรื่องสั้น ผู้บริสุทธิ์ ของกามูส์มาใช้บรรยากาศแห่งเมืองแม่ฮอ่งสอนสร้างเป็นเมืองลึกลับ และบรรยากาศชวนสยอง หนึ่งในหนังไทยไม่ปรานีปราศรัยจากยุคทสซรรษที่70's หนังเต็มไปด้วยฉากการฆาตกรรม ความบ้าคลั่ง และฉาก monologue ยาวๆ แบบที่เราไม่สามารถหาได้ในหนังไทยยุคปัจจุบันอีกต่อไป ใครก็ได้ช่วยรีมาสเตอร์ที่ โลกจะได้รู้ว่าเรามีหนังแบบนี้อยู่ในมือ!

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20071117/entry

 

6.XIAO WU (JIA ZHANGKE/1997/CHINA)

หนังยาวเรื่องแรกของผู้กำกับจีนที่ตอนนี้กลายเป็นแถวหน้าตัวจริงของผู้กำกับระกับโลกไปแล้ว  เมือ่ครั้งที่เจี่ยจางเคอะยังไม่เซอร์เรียลแบบSTILL LIFE เขาเคยทำหนังที่ซอกซอนไปตามชีวิคของคนจีนตัวเล็กๆท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของประเทศแบบก้าวกระโดด หนังเรื่องนี้เล่าตรงไปตรงมาใช้วิธีการเกือบๆจะเป็นสารคดี ในขณะเดียวกันอดคิดไม่ได้ว่านี่เป็นตัวละครประเภทเดียวกับในหนังของหว่องกาไวนี่นา เพียงแต่นี่คือตัวละครเหล่านั้นในแบบไม่โรแมนติคและอยู่ในโลกของความเป็นจริง หนังจึงออกมาสะเทือนใจอย่างเงียบเชียบมากๆ

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20080515/xiao-wu-jia-zhangke-1997

 

7. GERMAN CHAINSAW MASSACRE (CHRISTOPH SCHLINGESIEF/ 1991/GERMAN)

การปะทะกันจนเจ็บปวดล้มตายระหว่างหนังสยองขวัญเชือดเลือดสาดและหนังการเมืองที่ขวานผ่าซากอย่างไร้ปรานี ผลนั้นหรือคือความพิสดารพันลึกของแท้  นี่คือหนังที่มีทั้งเลือดและเนื้อ เสียงหัวเราะและเสียงกรีดร้อง ความบ้าเหนือคำบรรยายของผู้กำกับทำให้หนังเสมือนมีจุดพีคทุกห้านาที ในกรณีที่เป็นคนเยอรมันความพีคนี้คงทิ่มแทงจนเสียสติกันไปข้างหนึ่ง นิยามหนังสั้นๆคือนี่คือหนังที่บ้าทุกนาทีของมัน!

http://filmsick.exteen.com/20081126/the-german-chainsaw-masacre-christoph-schlingenseif-1991

 

8. HUMAN RESOURCES (LAURENT CANTET/1999 / FRANCE)

ประเด็นปัจเจกพ่อลูกในหนังเรื่องนี้ถูกจ้องมองด้วยฐานะปัจเจก แต่ที่แท้สะท้อนภาพโครงสร้าสงใหญ่ของสังคม ที่พูดประเด็นปัญหาครอบคลุมตั้งแต่ความแตกต่างของคนชั้นแรงงานกับชนชั้นผู้บริหาร ลามเลยไปจนถึงประเด็นการถีบตัวเลื่อนชั้นของเด็กหนุ่มดีๆคนหนึ่ง ที่ความลักลั่นทางชนชั้นและจริยธรรมส่วนบุคคลตามเล่นงานเขาไม่รู้จบ LAURENT CANTET อาจจะไม่ใช่ของฮิต (ต่อให้เขาได้คานส์มาก็ตาม) แต่หนังของเขาหนักแน่นพอจะรับตำแหน่งคนทำหนังSOCIAL REALISM คนสำคัญที่ต้องจับตามอง หนังทุกเรื่องของเขาเล่าอย่างแน่นหนากับประเด็นทางสังคมมาตลอดและยิ่งทวีความพิเศษทางภาพยนตร์มากขึ้นไปเรื่อยๆ แต่เราขอยกให้ความสดของหนังเรื่องนี้เป็นตัวแทนครับ

 

9.BLACK SUN (GARY TARN /2005 / UK)

สารคดีอันมลังเมลืองเรื่องนี้เล่าโดยศิลปินตาบอด ที่ตาบอดเพราะบังเอิญถูกโจรปล้นชิงทรัพย์ทำร้าย  ประสปการณ์เลวร้ายไม่ได้ทำให้เขาสูญสิ้นศรัทธษแต่ทำให้เขาค้นพบความงามในอีกรูปแบบหนึ่ง ภาพบุมเบลอ และแสงซึ่งวาดไปมาอย่างระยิบระยับ ไปจนถึงภาพจากมุมมองของนกใต้แสงสีทองของยามสายัณห์ปลุกเร้าให้เราสดชื่อ ตื่นรู้อย่างเศร้าสร้อยหากสวยสดงงดงาม นี่คือหนังสารคดีมี่น่าทึ่งทั้งวิธีการ ภาพที่เห็น ตลอดจนเนื้อหาที่อยู่ภายใน

 

10. DEATH  BED :THE BED THAT EATS ( GEORGE BARRY / 1977/USA)

หนังสยองขวัญตกสำรวจจากยุคทศวรรษที่70'เล่าเรื่องตรงไปตรงมาของเตียงปีศาจกินคน  เทคนิคของหนังอาจไม่หวือหวา แต่บรรยากาศประหลาดโลกแบบหนังสยองขวัญยุค 70's ที่แพร่กระจายตลบอบอวล ความวิเวกวังเวงของสถานที่และเทคนิคพิเศษแบบโบราณทำให้หนังเรื่องนี้ ผนวกกับความทุนต่ำจำกัดได้สร้างสิ่งเพิเศษภายใต้ข้อจำกัดจนกลายเป็นหนังสยองขวัญที่เต็มไปด้วยบรรยากาศมากกว่าฉากเลือดสาด รีเมคไม่ได้ทำใหม่ไม่มีทางถึงจริงๆ

 

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20080624/death-bed-the-bed-that-eats-george-barry-1977

 

11. THE FORSAKEN LAND (VIMUKTHI JAYASUNDARA/2005/SRI LANKA)

ภาพเคลื่อนไหวแห่งทัศนียภาพปลายขอบโลก ภาพฉายของความสิ้นหวังของมนุษย์ในภาวะนิ่งงันและปลักตมอันขมขื่นของจารีตโดยมีภาพของสงครามอันไร้เหตุผลส่งเสียงเพรียกหาอยู่ไกลๆ ภาพเรียงร้อยอันนำเราไปสู่ความมืดดำ ในเสียงของตำนานโหดเหี้ยมซึ่งถูกขับขานไม่รู้สิ้น  หนังเรียงร้อยภาพราวบทกวีของแสงเงาซึ่งสาดมาแต่เพียงความมืดลึกลับ เหตุการณ์เงียบใบ้ไร้คำอธิบายและความตายที่กำจายกลิ่นโอบคลุม ไม่รู้จะเรียก THE FORSAKEN LAND ว่าหนังกวีได้หรือไม่ แต่หากมันเป็นบทกวีทางภาพมันก็เป็นบทกวีที่มืดดำอย่างยิ่ง

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20081224/the-forsaken-land-vimukthi-jayasundara-2005

 

12.OPERA JAWA(GARIN NUGROHO/ 2006/INDONESIA)

รามเกียรติ์ฉบับร้องเต้นเล่นละครนี้ ทำได้ถึงอกถึงใจชนิดจางอี้โหมวยังต้องอาย พลังอันโดดเด่นของภาพ เสียง บทเพลง และท่าเต้น รวมถึงองค์ประกอบฉากทำให้หนังเป็นทั้งภาพยนตร์ ละครร้อง การแสดง รวมถึงภาพเขียนเชิงทดลองที่น่าทึ่งยิ่งเมื่อวิเคราะห์ผ่ามุมมองสตรีนิยมที่เฉียบคมทำให้มิติของหนังหนักแน่นภยใต้การ้องเต้นที่ตระการตาทุกห้านาที ! ถ้าคุณชอบการตีความใน SITA SING THE BLUES หนังเรื่องนี้จะทำให้เรื่องนั้นกลายเป็นหนังของพวกขี้เล่นไปเลย

เขียนถึงหนังไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20080311/opera-jawa-garinnugroho-2006


13. DOWN TO EARTH(PEDRO COSTA /2001/ PROTUGAL)

อีกหนึ่งภาพยนตร์เชิงกวีที่พาเราไปยังสุดขอบโลกผ่านทางการเดินทางของนางพยาบาลที่ตั้งใจจะนำคนตายไปสู่ดินแดนอันมีชีวิตชีวาแต่กลับพบว่าที่แท้เธอพาคนเป็นกลับมายังดินแดนที่ตายแล้ว  หนังวิพากษ์อาณานิคม และวิธีคิดของมันอย่างแนบเนียนและหนักแน่น ภายใตทัศนียภาพของแผ่นดินตีนภูเขาไฟ วินาทีหนึ่งมันเป็นหนังสะท้อนสังคม อีกวินาทีหนึ่งมันเป็นกนังดราม่าเข้มข้น และอีกวินาทีหนึ่งมันกลายเป็นภาพเชิงกวีที่น่าทึ่ง อย่าแปลกใจถ้าใครๆจะฮือฮากับหนังของPEDRO COSTA เขาสมควรได้รับมันจริงๆ

 

14. ZOMBIE AND THE GHOST TRAIN (MIKA KAURISMAKI / /FINLAND)

ภาพยนตร์หน้าตายแบบเคาริสมากิ (ซึ่งเป็นน้องชายผู้กำกับ) พานพบกับความสิ้นหวังแบบ ROBERT BRESSON นี่คือหนังแมนๆที่พูถึงชายผู้ไม่เข้ากับโลกและไม่อาจทนอยู่บนโลกนี้ได้อีกต่อไป ภายใต้วิธีการของหนังตลกหน้าตาย หนังนำพาเราไปพบกับคนหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงประโยคในหนังTHE DEVIL, PROBABLY (ดู THE CLASSIC I LIKE TO MENTIONED ) ซึ่งพูดถึงประเด็นเดียวกัน ตัวละครในหนังพูดว่า " ผมเกลียดชีวิต  แต่ผมก็เกลียดความตายด้วย มันทำให้ผมกลัว ...และถ้าผมจะฆ่าตัวตาย ...ผมไม่อยากเชื่อว่าผมจะถูกประณามที่ผมไม่อาจจะทำความเข้าใจกับสิ่งที่มันไม่อาจเข้าใจได้"โดยส่วนตัวหนังทั้งสองคือหนังเรื่องสำคัญในรอบปีนี้ของผม

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20081122/zombie-and-the-ghost-train-mika-kaurismaki-1991-the-devil-pr

 

15. THE SWAMP (LUCRECIA MARTEL / 200 /ARGENTINA)

โปรดย้อนกลับไปดู THE HEADLESS WOMAN ด้านบน อย่าแปลกใจที่ชื่อของLUCRECIA MARTELมาปรากฏอีกครั้ง เธอสมควรได้รับสิ่งนั้น เพราะนี่คือหนังเรื่องแรกของเธอที่เล่าเรื่องผ่านตัวละครนับสิบซึ่งร่วมกันถกัทอโยงใยส่องสะท้อนความเหลวเป๋วลื่นไหลของบรรดาชนชั้นกลาง หนังเต้มไปด้วยภาพตามติดชิดใกล้ และการเหวี่ยงจากตัวละครหนึ่งไปยังตัวอื่นๆ ไม่มีจุดหลักแต่ทั้งหมดคือภาพประกอบอันชัดจเนเกี่ยวกับชนชั้นทางสังคม โดยมีบรรยากาศคุกคามไม่น่ไว้ใจเป็นเหมือนเงาติดตามตัว THE SWAMP เป็นผลงานทางศิลปะที่สร้างบรรยากาศขึ้นมาโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคนิคอื่นใดนอกจากเทคนิคของภาพยนตร์!

 

HONORABLE MENTION


FIDO(ANDREW CURRIE/2006/CANADA)

LET'S SLEEPING CORPSE LIE (JORGE GRAU / 1974/ ITALY/SPAIN)

2000 MANIACS (HERSCHELL GORDON LEWIS/1964/USA)

LET'S SCARE JESSICA TO DEATH(JOHN D. HANCOCK /1971/USA)

ATTACK OF  KILLER TOMATOES ( JOHN De BELLO /1978/USA)

KILLERS OF SHEEP( CHARLES BURNETT /1977 /USA)

HEADING SOUTH (LAURENT CANTET /2005/FRANCE)

MULHOLLAND   DR.(DAVID LYNCH/2005/USA)     

UNKNOWN PLEASURE (JIA ZHANGKE/2002/CHINA)



THE CLASSICS I LIKE TO MENTIONED


VAGABOND (AGNES VARDA /1985/ FRANCE)

MARTHA(REINER WERNER FASSBINDER /1974/ GERMANY)

THE GARDEN(DEREK JARMAN /1990 /UK)

THE HAUNTING(ROBERT WISE/1963/ USA)

THE INNOCENTS ( JACK CLAYTON/1961 /USA)

 REPAST(MIKIO NARUSE/1951/ JAPAN)

THE DEVIL,PROBABLY (ROBERT BRESSON/1977/ FRANCE)

THE YEARNING(MIKIO NARUSE/1964/JAPAN)

JEANNE DIELMAN, 23 QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES (CHANTAL AKERMANN/1975 /BELGIUM )

JE TU IL ELLE (CHANTAL AKERMAN /1974/BELGIUM)

NATHALIE GRANGER (MARGUERITE DURAS /1972 / FRANCE)

SUNLESS (CHRIS MARKER /1983 /FRANCE)

 หนัง (นับเฉพาะหนังที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ และเทศกาลหนังตลอดปี2008 ครับ)


1.กอด (คงเดช จาตุรันต์รัศมี /2008 / ไทย)

เราอาจบอกได้ว่านี่คือหนังรักเพี้ยนๆ ขณะเดียวกันเราอาจบอกได้ว่านี่คือหนังชีวิตอันเศร้าสร้อยของคนนอกที่ต้องยอมสูญเสียตัวตนเพื่อจะมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้  และในขณะเดียวกันเราก็อาจบอกได้ว่านี่คือหนังที่จับภาพการเมืองร่วมสมัยมายั่วล้อได้อย่างน่าสนใจ  หนังอาจถูกมองในฐานะหนังไม่ลงตัวที่มีอะไรเพี้ยนๆยากที่จะรับได้ ในขณะเดียวกันการยั่วล้อของหนังก็อาจแนบสนิทไปกับตัวเรื่องจนไม่โดดเด่น ไม่ว่าจะมองว่าอะไรก็ตาม ผมเลือกหนังเรื่องนี้ให้อยู่ในอันดับหนึ่งของปีตั้งแต่ดูครั้งแรกด้วยเหตุผลง่ายที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณงามความดีของหนัง แต่อย่างใด เพราะเหตุผลหลักๆคือนี่คือหนังที่ผมรู้สึกว่ามันพูดกับผมโดยตรง  เป็นหนังแบบที่มีขึ้นเพื่อปลอบประโลมจิตใจให้รู้ว่าอย่าน้อยก็ยังมีคนแบบเดียวกันอยู่บนโลก

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20080225/entry

2. NOW SHOWING (RAYA MARTIN /2008 /PHILLIPINES )

นี่คือสี่ชั่วโมงที่ทั้งรื่นรมย์และขมขื่น  ทั้งสวยงามและทุกข์เศร้า มหากาพย์ของคนสามัญถูกถ่ายทอดอย่างเชื่องช้าและเต็มไปด้วยดวงตาของความอารี  หนังจ้องมองชีวิตเด็กหญิงริต้าโดยเลือกจ้องมองช่วงฉากอันดูเหมือนไร้ความสำคัญแล้วค่อยๆก่อรูปตัวละครขึ้นมาช้าๆจากฉากไม่สำคัญเหล่านั้น  ชีวิตของเธอ แม่ของเธอ  เพลงเงียบของเธอ น้ำตาของเธอ ความรักและความฝันของเธอ ทั้งหมดถูฏจับมาเล่าอย่างเบามือ ระมัดระวัง ทำห้ริต้าค่อยๆมีชีวิตขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกันหนังด็เล่นสนุกกับฟอร์แมตของภาพ จนทำให้ในอีกชั้นชีวิตของริต้าสะท้อนภาพเปรียบเทียบการดำรงคงอยุ่ของภาพยนตร์ในฐานะวัตถุบันทึกความทรงจำ RAYA MARTIN เพิ่งอายุยี่สิบต้นๆ แต่กลับทำหนังออกมาได้อย่างน่าทึ่ง นับเป็นผู้กำกับที่ต้องจับตามองอย่างยิ่ง

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20081007/now-showing-raya-martin-2008

3. THE HEADLESS WOMAN (LUCRECIA MARTEL / 2008/ ARGENTINA)

เป็นไปได้อย่างไรที่ภาพยนตร์จะนำเสนอสิ่งซึงเป็นนามธรรมอย่างภาวะการหลุดหลงลืมเลือน ความสำนึกบาป หรือความกระอักกระอ่วนในการเป็นคนชั้นกลาง เป็นไปได้อย่างไรททิสิ่งซึ่งง่ายดายในการร่ายสาธกยกนิทานในงานวรรณกรรมจะถูกแปรรูปไปสู่วัฒนธรรมทางสายตา ที่ลดทอนจริตจะก้านทางเทคนิคลง ใช่เพียงการเลือกกรอบภาพและการจัดวางอันแม่นมั่นเข้าจัดการ LUCRECIA MARTEL ทำให้การเมืองพบปปะกับปัจเจกบุคล และพบกันผ่านสื่อที่เรียกว่าภาพยนตร์ เธอเปิดการรับรู้ใหม่หรือ ไม่เลยเธอคือผลพวงจาอดีต แต่การขยับขยายกลาพันธุ์นี้ช่างน่าตื่นตะลึงยิ่งและนี่คือหนังอันอุดมไปด้วยคุณค่าทั้งทางศิลปะและทางความคิดแห่งปี  พิสูจน์ว่าภาพยนตร์คือศาสตร์ที่ศักยภาพของมันสูงเกินขีดจำกัดที่เราเข้าใจ

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ ติดตามได้ใน วารสาร อ่าน ฉบับที่ 3 ครับ

4. DIARY OF THE DEAD  (GEORGE A ROMERO./2008/US)

คมคาย หลักแหลม ลากไส้! เราอาจจะพูดถึงหนังสั้นๆได้ประมาณนี้ บทที่5 ของ มหากาพย์คนกินเนื้อคนของเสด็จเตี่ยโรเมโรไม่เคยทำให้เราผิดหวัง   เขาอาจจะไม่หวือหวาบ้าเลือดเหมือนพวกลูกหลาน แต่ประเด็นอันเข้มข้นนั้นยังครบถ้วน แถมยังสดใหม่ไฉไลร่วมยุคปัจจุบันอีกต่างหาก  มีคนทำหนังสักกี่คนที่ไม่แก่ไปตามวัย ยังคงทำหนังมที่พูดถึง ‘ปัจจุบันขณะ'อย่างแน่นหนา แถมยังยึดมั่นในแนวทางเกรดรองของตนเองอย่างออกนอกหน้า  มาถึงตอนนี้ ได้แต่ร้องว่า รอภาค6ด้วยใจระทึก

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20081220/my-18-horrors-of-the-years-2008

5.PAPER CANNOT WRAP UP THE EMBERS (RITHY PAHN /2008/CAMBODIA)

สารคดีโสเภณีขเมร ที่ใช้วิธีการเชิงRETROSPECTIVE โดยให้บรรดาซับเจคตท์ ย้อนไปเล่า และย้อนไปเล่นเมื่อครั้งเจ้าตัวยังเป็นโสเภณีที่นอนตามตึกร้าง   ทั้งตัววิธีการและการนำเสนอทำท่าจะกันคนดูออกจากหนังเต็มที่หากผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม   นี่คือหนังที่ตัวละครเล่าเรื่องอย่างชาเฉยหากสะเทือนสะทกในอกคนดูอย่างมหาศาล  นี่คือหนังที่มีทั้งความกระอักกระอ่วน ความทุกข์ ความเหี้ยมโหด ความจริงและกระทั่งความฝัน ความหวังอยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน สารคดีที่ดูไม่จริง กลับจริงจนเจ็บได้!

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20081014/paper-cannot-wrap-up-the-embers-rithy-pahn-2008-24-city-jia-

6.จอมโหดมนุษย์ซีอิ้ว (ไพสิษฐ์ พันธุ์พฤกษชาติ/ 2000/ไทย)

นี่คือหนังยาวอินดี้ของไทยที่ไม่ค่อยมีใครได้ดู หนังติดตามตามชีวิตชายคนหนึ่งแบบตามติดชิดใกล้ ตลอดทั้งเรื่องแทบจะเต็มไปด้วยบทสนทนาไร้สาระความหมาย ไม่มีเหตุการณ์คืบเคลื่อน ตัวคนทำก็แค่เอากล้องไปติดตามชีวิตเพื่อนคนหนึ่งของเขาอย่างตามติดชิดใกล้จากนั้นเอามาตัดต่อให้กลายเป็นหนังเรื่องนี้ขึ้นมา   วิธีการอันไม่ธรรมดาย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ไม่ธรรมดา  เพราะนี่คือหนังอินดี้ยุคต้นของไทยที่ทรงพลังที่สุดโดยไม่ต้องพึ่งพาอะไรมากไปกว่าวิธีการบ้านๆและจินตนาการอันน่าทึ่งของผู้กำกับ  โดยส่วนตัว นี่คือหนึ่งในสามหนังอินดี้ไทยที่ถือว่าต้องดู นอกจาก ดอกฟ้าในมือมาร และ BIRTH OF SEANEMA

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20080507/entry

7. SUMMER HOURS ( OLIVIER ASSAYAS /2008/ FRANCE )


ภายใต้ความเป็นหนังดรามาครอบครัว  และกาดกวัดแกว่งกล้องแบบตามติดชิดใกล้ตามประสาของอัสซายาส นี่คือหนังที่ตั้งคำถามหนักๆเกี่ยวกับความเป็นครอบครัวท่ามกลางโลกโลกาภิวัฒน์ ได้อย่างหนักแน่น หากนุ่มนวลและเป็นมนุษยืจนเราถึงกับสะเทือนใจเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละคร  ไม่แปลกเลยถ้าเราจะเทียบเคียงตัวละเข้ากับตัวเอง เราล้วนเป็นหนึ่งในตัวละครเหล่านั้นตามตำอหน่งแห่งที่ในครอบครัว  หนังมองคนทุกรุ่นอย่างให้โอกาสและแสดงให้เผ็นถึงมรดกตกทอดทางวิญญษณของมนุษย์ที่สำคัญกว่าทรพย์สิน  เหนืออื่นใด หลังจากหนังจบลงเราก็ยังคงรู้สึกว่าบรรดาตัวละครยังคงมีชีวิตอยู่ ยิ่งเราจินตนาการถึงตัวละครในหนังมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแสดงความยอดเยี่ยมของหนังมากเท่านั้น

8.MODERN LIFE(RAYMOND DEPARDON/2008/FRANCE)

นี่คือสารคดีซึ่งนำเรากลับไปสู่ความเรียบง่ายทั้งตัวเนื้อหาและความหมายเชิงภาพยนตร์ เพราะนี่คือหนังสารคดีที่ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการเอากล้องไปตั้งแล้วถ่ายทำบทสัมภาษณ์ของบรรดาเกษตรกรในฝรั่งเศสที่ยังคงทำไร่เลี้ยงแกะ แบบเดิมๆ และกำลังจะตายลงเมื่อถูกแทนที่ด้วยการเกษตรแบบเชิงอุตสาหกรรม โดยไม่พึ่งพาเทคนิคการตัดต่อใดๆให้มากความ ความสามัญของสารคดีเรื่องนี้กลับทรงพลังในการเล่า และทั้งหมดทั้งมวลอาจมาจากความใส่ใจในมนุษย์ของผู้กำกับที่รู้จักผู้คนเหล่านี้มาค่อนชีวิต การหยอดคำถาม ความเงียบ การรอคอยคำตอบ ทั้งหมดทั้งมวลคือคำตอบที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องแสดงภาพวูบวาบให้เสียเวลา จ้องมอดวงตาเขาสิ นั่นล่ะคำตอบและเรื่องเล่า ผู้กำกับคงอยากพูดแบบนี้โดยแสดงให้ดู  นี่คือหนังสารคดีที่ทำให้คนดูร้องให้โดยไม่ต้องเล่าเรื่องแค่จ้องมองกันและกัน

9. WENDY AND LUCY(KELLY REICHARDT /2008/USA)

หนังมีความเป็นหนังการเมืองมากพอๆกับการเป็นหนังที่เล่าชีวิตรันทดส่วนบุคคล เราอาจมองความฉิบหายในชีวิตของเวนดี้เป็นเรื่องเชิงปัจเจกของเด็กผู้หญิงหมาหายก็ได้ ในขณะเดียวกันหนังก็แสดงให้เห็นว่าความฉิบหายเหล่านั้นไม่ได้ดำรงคงอยู่อย่างโดดๆมันผูกพ่วงอยู่กับกระบวทัศน์หลักๆของโลกทุนนิยมด้วย และที่น่าทึ่งเป็นสองเท่าคือการที่KELLY REICHARDT ไม่ได้พูดมันออกมาตรงๆ แต่หล่อยให้เราค่อยๆมองเห็นมันผ่านชีวิตของเวนดี้ซึ่งได้การแสดงอันลืมไม่ลงของMICHELE WILLIAMS เป็นเสมือนดาวเหนือเปล่งประกาย โดยไม่ต้องใส่เหตุการณ์บีบคั้น แค่มองหน้าเธอเราก็รู้สึกร้อยพันอย่างแล้ว 

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

 

10. HAPPY -GO LUCKY (MIKE LEIGH/2008/UK)

นี่คือความรื่นรมย์ประจำปี 2008 ที่มาเยี่ยมเยือนเหมือนลมหนาวช่วงปลายปี ชีวิตของป๊อปปี้ เป็นเหมือนสาวน้อย อเมลี เวอร์ชั่นชนชั้นกรรมาชีพ ที่มีชีวิตอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง  ไมค์ ลีห์ เด็ขาดและนุ่มนวลในการเล่าเรื่องมากๆ เพราะเราอาจจะรำคาญคนแบบป๊อปปี้ได้ทุกขณะจิต แต่การที่เขาค่อยๆให้เรารู้จัก ป๊อปปี้ โลกของเธอ เพื่อๆนของเธอ และวิธีการมองโลกของเธฮ เราก็จะตกหลุมรักเธออย่างถอนตัวไม่ขึ้น ในขณะเดียวกันกับตัวละครร้ายๆของเรื่อง เขาก็ยังมีมิติความเป็นมนุษย์จนเปลี่ยนจากตัวร้ายเป็นเพียงคนมองโลกในแง่ร้ายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในตัวของทุกๆคน และนับเป็นโชคที่หนังเลือกจบลงด้วยความรู้สึกว่าการมองโลกในแง่ดีไม่ใช่เรื่องของการมองโลกในแง่เดียว มันย้อนกลับไปหาความหมายของชื่อเรื่องว่าบางที การมีความสุขต่างหากที่นำโชคมาให้ และยิ่งหนังซ้อนเรื่องทั้งหมดห่มคลุมไว้ภายใต้ประเด็นการศึกษา ทุคนเป็ฯทั้งครูและนักเรียนของกันและกันมันก็ยิ่งคมคายมากขึ้นเป็นทบทวี

11.HASHI (SHERMAN ONG /2008/ JAPAN?)

เราอาจอนุมานเอาว่านี่คือ 20 30 40 เวอร์ชั่นสุดเหวอ  (แต่เป็น 20 30 50 แทน (ข้อมูลจากเวบของหนัง)  โดยเราอาจบอกได้ว่าที่บทของน้อง 20 ใช่ผู้หญิงสี่คนเล่น เพาะคนวัย 20 ยังมีความสับสนในชีวิต แสนเหวอของเธอยังมีความฝัน(เธอเลยมักหลับและฝันจนเสียงานเสียการ) พออายุมากขึ้นความสับสนก็น้อยลง เพราะเจ๊ 30 มีผู้หญิงสองคนเล่น  ปัญหาก็ไม่พ้นเรื่องความเบื่อหน่ายชีวิตคู่  ส่วนเจ๊ 50 นั้นผ่านทุกประสปการณ์ชิวิตมาแล้ว เธอเล่นคนเดียว และมีปัญหาเรื่องความเงียบเหงา ลูกโต ไม่รู้จะคุยอะไรกับผัว หาอะไรกิ๊กๆกั๊กๆกับแฟนเก่าให้กระชุ่มกระชวย นี่คือหนังสุดแสนเพลิดเพลินจำเริญใจหาใดปาน เพราะมันคือหนังยาวสองชั่วโมงที่บอกให้เราโยนระเบียบวิธีการดูหนังทิ้งไปให้หมด เพื่อเพลิดเพลินกับหนังที่เป็นเหมือนการเฝ้าสังเกตชีวิต และปัญหาของผู้หญิงสามวัยโดยไม่มีแม้แต่ความต้องการสร้างเรื่องเล่า เริ่มต้น สร้างปม คลี่คลายสรุปจบ

 

12.MISTER LONELY (HARMONIE KORINE/2008/US)

เราอาจบอกได้ว่านี่คือหนังเกี่ยวกับคนเพี้ยนที่ทำขึ้นโดยคนเพี้ยน (HARMONIE KORINEผกก.GUMMO)และเล่นโดยคนเพี้ยน (อย่างน้อยก็ WERNER HERZOG กับ คนนึงล่ะ) หนังเล่าเรื่องของบรรดาพวกคนหน้าเหมือน นักแสดงแทนตัว พระเอกเล่นเป็นไมเคิล แจคสัน นางเอกเล่นเป็นมารีลิน มอนโร ที่แต่งงานกับชาลี แชปลิน แล้วไปอยู่บนเกาะที่มีทั้งควีนอลิซาเบธ โป๊ป ไปจนถึงหนูน้อยหมวกแดง ตัดสลับกับการเล่าเรื่องเอ่อ แม่ชีบินได้ ความเพี้ยนพิลึกของผู้คนในหนังเรื่องนี้ไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะตัวตลก หรือพวกขี้แพ้ แต่นพเสนอในฐานะของมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ ยิ่งได้การแสดงอันน่าทึ่งของบรรดานักแสดงในเรื่อง ยิ่งทำให้หนังทรงพลังและเข้มข้นขึ้น  เมือ่หนังเพี้ยนทำโดยคนที่เพี้ยนจริงๆมันก็เลยเต็มไปด้วยอารมณ์เพี้ยนพิลึกที่หนักหน่วงและเจ็บปวดในขณะเกียวกันก็ดิ้นรนที่จะเปล่งประกายเรื่อเรืองด้วยในเวลาเดียวกัน

 

13. SILENT LIGHT (CARLOS REYGADAS /2007/ MEXICO )

งานเฉลิมฉลองของความเงียบและแสงอันสาดส่อง การปะทะกันของพื้นแผ่นดินและเรื่องเล่าอันเหนือจริงของโลกลาติน เรื่องราวของหนังนั้นมีให้จับต้องไม่มานัก  เป็นเพียงเรื่องเล่ารักสามเส้าพื้นๆทั่วไป ดังนั้นตลอดเวลา 143 นาทีของหนัง เรื่องจึงคืบเคลื่อนอย่างเชื่องช้าหากทิ้งคนดูไว้ท่ามกลางทัศนียภาพของเรือกสวนไร่นาแผ่นดินอุดมของเมกซิโกตอนเหนือ หนังของ REYGADAS ขึ้นชื่อเสมอในเรื่องของLONG TAKE และในหนังเรื่องนี้ หนังเต็มไปด้วยฉากลองเทคอันยืดยาว กล้องที่ค่อยๆคืบเคลื่นเข้าหาตัวละคร หรือค่อยผินดวงตาออกจากตัวละครไปจ้องมอง ท้องฟ้า หมู่แมกไม้ สายลมและที่สำคัญแสงอันสาดส่อง   นี่คือหนังที่มีไว้ชำระจิตใจภายใต้โศกนาฏกรรมของมนุษย์

เขียนยาวๆถึงหนังไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20080711/silent-light-carlos-reygadas-2007

 

14. FAREWELL TO ARK (SHUJI TERAYAMA/1984/JAPAN)

การดัดแปลงวรรณกรรมไม่ใช่เรื่องง่าย  ยิ่งการดัดแปลงอภิมหาวรรณกรรมอย่าง ‘หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว'ของการ์เบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ให้เป็นหนังยาวสองชั่วโมงยิ่งเป็นไปไม่ได้   แต่ชูจิ เทรายามาทำ และทำได้ให้กลายเป็ทั้งหนังที่หยิบเอาหนึ่งร้อบปีแห่งความโดดเดี่ยวมาตีความในบริบทใหม่โดยยังคงความหายซ่อนเร้นในบทประพันธ์ดั้งเดิมซ้ำยังก้าวล้ำถึงขั้นคล้ายคลึงกับบทวิจารณ์อยู่ในที ในขณะเดียวกันหนังยังก้าวล่วงไปสู่ความเป็นหนังส่วนตัวในฐานะหนังเรื่องสุดท้ายในชีวิตของเทรายาม่า เขาเรียกบรรดาดาราขาประจำมาเล่น ถึงขนาดให้ทุกคนมาถ่ายรูปร่วมกันในฉากสุดท้ายของหนัง นี่คือหนังที่มีทั้งความบ้าคลั่งและความรื่นเริงแห่งการสั่งลา และเป้นทั้งหนึ่งในหนังที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง!

 

15. CARGO 200 (ALEXEI BALABANOV/2007/RUSSIA)

นี่คือหนังแห่งความเสื่อมของแท้แน่นอน หนังพาเรากลับไปทอดน่องท่องช่วงเวลาก่อนสหภาพโซเวียตจะแตก ช่วงเวลาที่ผู้คนภายในประเทศพากัน ‘เน่าใน'กันทุกระดับชั้น หนังด่ากราดจากนักการเมืองไปจดวัยรุ่นไม่รู้อิโหน่อิเหน่ในฐานะบรรดาผู้ร่วมขบวนชะตากรรมอันโหดเหี้ยมของเด็กสาวคนหนึ่ง หนังแกว่งไปมาระหว่างการเป็นหนังแฉสังคมกับหนังเขย่าขวัญ   ช่วงท้ายของหนังเลยเถิดจนกลายเป็นหนังสยองขวัญชวนสะอิดสะเอียนด้วยซ้ำ  และกลิ่นแห่งความฉิบหายในหนังเรื่องนี้จะติดตัวคุณไปแม้จะดูจบไปแล้ว นี่คือหนังแห่งความกระอักกระอ่วน ทั้งในทางจิตใจและทางกาย!

 

16. THE SKY , THE EARTH AND THE RAIN(JOSE LUIS TORRES /2008/CHILE)

ภาพยนตร์แห่งความเงียบ ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ในการเฉลิมฉลอง ความเงียบและทํสนียภาพในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่อื้นใดนอกจากความสิ้นหวังและการดิ้นรนที่ไร้ทางออก   ตัวละครหลักในหนังเรื่องนี้ เป็นตัวละครแบบที่จะไม่ดิ้นรนต่อสู้อะไร เธอเป็นคนโง่ทึ่ม เธอออาจจะอยากผูกพันกับใครสักคนแต่เธอก็ขลาดกลัวเกินไป  เธอคอยดูแลแม่ที่ป่วยหนัก  พอแม่เธอตายทุกอย่างก็หมดสิ้น  ฉากหลังจากแม่ตาย เธอดำเนินชีวิตต่อไปเหมือนเดิม ซึ่งมันเจ็บปวดมาก  เพราะเธอไม่มีอะไรเลืออยู่อีก  กลัวเกินกว่าจะไปเริ่มต้นใหม่ และกลัวเกินกว่าที่จะตาย

 

17. I'M NOT THERE (TOD HAYNES/2007/USA)

อวตารทั้งเจ็ดของบอบ ดีแลน พิสูจน์ความจริงว่ามนุษย์ไม่ใช่สิ่งซึ่งคงรูป กระแสความคิดนั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางคนเรียกการเติบโตบางคนเรียกการเปลี่ยนแปลง และบางคนไม่มีชื่อเรียก เช่นเดียวกัยการที่กระแสสำนึกของมนุษย์ไม่ได้ผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่าหนังจึงมีอวตารที่เป็นเสมือนต้นธารความคิดของดีแลนแทรกปนมาด้วย นี่คือหนังที่เล่าเรื่องตรงไปตรงมาเพียงแต่เส้นตรงของหนังคือเส้นตรงทางความคิดมากกว่าชีวิตตามเข็มนาฬิกา ขอแสดงความคารวะให้กับหนังช่างคิดแห่งปี

 

18.SUMMER BOOK (SEYFI TEOMAN /2008/ TURKEY)

หนังทำท่าจะเป็นหนังเด็กแต่เอาเข้าจริงกลับเป็นหนังที่ปล่อยให้เราจับจ้องมองชีวิตแระจำวันของครอบครัวครอบครัวหนึ่งไปเรื่อยๆ กว่าที่เราจะรู้ว่าทั้งหมดเป็นเพียงภาพจำลองที่มุ่งนัยทางการเมืองก็เป้นช่วงท้ายๆของเรื่อวง ไม่ว่าจะเป็นหนังการเมืองหรือไม่ จังหวะเชื่องช้าของหนังก็ให้อารมณ์อ้อยสร้อยอันน่าติดตาม ถือเป็นหนังที่เซอร์ไพรส์ที่สุดในปีนี้

 

19. NEW AGE (KEREN CYTTER /2008/NETHERLANDS)

หนังซ้อนหนังที่ซ็อนภาวะการวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นหนังได้อย่างน่ากรี๊ด หนังเรื่องนี้ไม่มีทั้งสถานที่ และเวลา ทั้งหมดไหลท่วมทับและจัดกระบวนใหม่ เมื่อใครสักคนพูดอะไรสักอย่างมันอาจเป็นแค่การแสดง หรือไม่ก็ได้ อย่าคลหาเส้นเรื่องมั้นจะนำไปสู่ทางตันย อย่าจัดำกับเวลาเพราะมันจะไม่นำพาไปไหน ไม่ใช่ความไม่เนียนแต่เป็นความตั้งใจ หากคิดว่านี่คือหนังเบรคเชี่ยน มันก็เป็นเบรคเชี่ยนยกกำลังสอง

 

20. UP THE YANGTZE( YUNG CHANG/2008/CHINA)

นี่คือสารคดีติดตามชีวิตชาวบ้านที่ต้องเจอกัยปัญหาสาหัสจากการสร้างเขื่อนสามผาที่ตรงไปตรงมาจนไม่น่าจะมีอะไรพิเศษ แต่การติดตามตัวเอกที่มาจากครอบครัวอันยากจนและกำลังจะยากจนลงไปอีก (อันเป็นผลจากการกระทำของรัฐ) การเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงของตัวละครเป็นความเจ็บปวดร้าวรานที่ยากจะปฏิเสธ เพราะมันเป็นภาพแทนของสิ่งซึ่งเกิดขึ้นในทุกๆที่ทั่วโลก

 

HONORABLE MENTION


IN THE CITY OF SLYVIA (JOSE LUIS GUERIN/2007/SPAIN ) 

ONCE(JOHN CARNEY / 2006 /IRELAND)  

THE SUN ALSO RISE (JIANG WEN /2007/ CHINA)  

MY WINNIPEG(GUY MADDIN /2007/ CANADA)

CAOTICA ANA(JULIO MEDEM /2007 / SPAIN)

THE PATH (ISHTAR YASIN GUTIERREZ /2008/COSTA RICA)

EAT , FOR THIS IS MY BODY(MICHELANGE QUAY/2007/HAITI/FRANCE)

THE STRANGERS (BRYAN BERTIN0/2008/USA)

EASTERN PROMISES (DAVID CRONENBERG/2007/USA)

NO COUNTRY FOR OLD MEN(JOEL+ETHAN COEN / 2007/USA)(

OTTO,OR UP WITH THE DEAD( BRUCE LABRUCE /2008/GERMAN/CANADA)

HUNGER (STEVE McQUEEN/2008/UK)

GONE BABY GONE(BEN AFFLECK/ 2007/USA)

THE MIST(FRANK DARABONT /2008/USA)

DOOMSDAY (NEIL MARSHALL/ 2008/UK)

LET THE RIGHT ONE IN( TOMAS ALFREDSON/2008/SWEDEN)

JUBILEE(DERELK JARMAN/1977 /UK )

24 CITY (JIA ZHANGKE/2008/CHINA)

สะบายดีหลวงพระบาง (ศักดิ์ชาย ดีนาน +อนุสอน ศิริศักดา/2008/ไทย)

LABAN: THE MEANING OF THE EDSA REVOLUTION ( SALLY JO BELLOSIO /2008/PHILLIPPINES)


SURPRISE FILM


PAINTED SKIN(GORDON CHAN/2008/HONGKONG)

THE DETECTIVE(OXIDE+ DANNY PANG/2007/HONGKONG)

BE KIND REWIND ( MICHEL GONDRY /2008/USA)
 

ภาพแรกที่เราเห็นคือภาพเด็กชายคนหนึ่ง ดวงตาเศร้าจ้องมองออกไปนอกจอ  ไปยังพ่อของเขาที่กำลังดุด่าว่ากล่าว   "แกกำลังจะโตเป็นผู้ชายเต็มตัว แกจะรังแกน้องไม่ได้ โลกนี้มันโหดร้าย ฉันจะสอนให้แกเป็นผู้ชายจริงๆ "

และหนังเรื่องที่เหลือคือเรื่องนั้น  การกลายเป็นผู้ชายจริงๆ ที่ต้องดูแลครอบครัว อันประกอบด้วยภรรยา  กับลูกสาวลูกชาย ทำงานหนักในโรงงานชำแหละเนื้อแกะ  คอยปฏิเสธเพื่อนที่มาชวนให้ไปก่ออาชญากรรม มีชีวิตในฐานะคนชั้นใต้ถุนสังคมของ ป่าคอนกรีตศักดินาดอลลาร์ *  ภาพฉายอันงดงามในความหม่นเศร้า ห้วงยามความสุขเล็กๆท่ามกลางการงานอันหนักหนาสาหัส  แสงที่ฉายส่องในโลกที่มองไปทางไหนก็มืดมน  ดนตรีเพลงปลุกใจบรรเลงทับถ้อยคำของผู้คนที่ยากจน  การดิ้นรนอย่างไร้ทางออก และการเต้นรำอย่างเหนื่อยล้าเงียเชียบตามจังหวะชีวิต

นี่คือหนัง ปี 1977 ของ CHARLES BURNETT ผู้กำกับผิวสีชาวอเมริกัน ที่ในที่สุดตอนนี้กลายเป็นหนึ่งในหนึ่งร้อยหนังสำคัญของประเทศ ไปแล้ว เขาทำหนังเรื่องนี้ในปี 1973 (ปต่ไม่ได้ออกฉายอย่างเป็นทางการจนถึงปี 1977 ) ในตอนนั้นยังเป็นนักเรียนหนัง อยู่  KILLER OF SHEEP คือหนังสำรับจบการศึกษาของเขา

หนังเล่าเรื่องของแสตน คุณพ่อลูกสองที่ทำงานเต็มเวลาในโรงงานชำแหละแกะ เขาอาศัยอยู่บ้านเก่าๆ ใจกลางชุมชนคนผิวสี  เขาทำงานอย่างหนัก และต้องคอยหลบเลี่ยงเพื่อนเก่าที่จะมาชวนเขาไปทำอะไรที่ได้เงินไวๆ ใช้ชีวิตหรูๆ ลูกชายของเขา เล่นคลุกดินคลุกทรายอยู่กับเพื่อนพ้องมากกว่าจะอยู่บ้าน ลูกสาวเล็กของเขา ชอบร้องเพลง และร่าเริงเสมอ ขณะที่ภรรยาของเขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อเอาใจสามี เธอแต่งตัวสวย ทำครัว ดูแลบ้านช่อง แต่ก็ไม่สามารถดึงเขาขึ้นจากความสิ้นหวังได้

หนังเล่าเรื่องอย่างเรื่อยเฉื่อยประหนึ่งทอดตามองกิจวัตรประจำวันของครอบครัว แสตนไม่ช่พวกพ่ออารมณ์ร้ายหรือสามีขี้วัน  เขาเป็นคนดีที่ยากจนคนหนึ่ง รูปร่างสมส่วน จนภรรยาเจ้าของร้านชำพยายามก้อร่อก้อติกกับเขา แต่เขาก็ไม่เล่นด้วย  หนังแทบไม่มีเรื่องราวเป็นชิ้นเป็นอัน ฉากที่มีเหตุการณ์รุนแรงที่สุดน่าจะเป็นฉากแรกของหนังซึ่งเป็นไปได้ว่าจะเป็นฉากแสดงภาพชีวิตวัยเด็กของแสตน  นอกจากนั้น หากจะมีเรื่องราวอะไร ก็คงมีเพียงแสตนกับเพื่อนเจียดเงินเดือนส่วนหนึ่งไปซื้อเครื่องยนต์มือสอง จากพวกคนมีเงิน  ที่ในที่สุดพวกเขาก็ไม่สามารถนำมันกลับบ้านได้

ตัวหนังที่เหลือคือการสังเกตสังกาชีวิตคนชั้นล่าง  โดยใช้กล้องแทนดวงตา  เราได้เห็นภาพของหนุ่มๆนั่งเล่นไพ่ เด็กวัยรุ่นถีบจักรยานแล้วโดนหมาวิ่งไล่  เด็กสาวจับกลุ่มร้องเพลงเต้นรำอยู่ข้างถนน ใครบางคนขโมยทีวีของบางบ้าน  คนที่เข้าไปนั่งในรถแล้วทำทีว่าไปเที่ยวทั้งๆที่รถคันนั้นไม่สามารถขยับไปไหนได้  การพักร้อนที่ไปไม่ถึงไหนเพราะรถที่เก่าแก่เกินเยียวยา  การทำงานอันตายซากในโรงงานสกปรก  การเต้นรำกับเพลงเศร้าของคนดำที่กำลังบอกให้ตัวเองมีหวัง ปลอบขวัญตัวเองซ้ำๆยืดเวลาสู้ชีวิตออกไป

หนังใช้เพลงได้อย่างทรงประสิทธิภาพ เพลงโซลแบบคนดำ ไพเราะอวลเจือเหมือนหนึ่งอยู่ในอากาศ ฉากหนึ่งลูกสาวตัวเล็กของบ้าน ร้องเพลงตามเสียงวิทยุ และในฉากหนึ่งคู่ผัวเมียพยายามจะเต้นรำอย่างสิ้นหวัง ราวกับมีเพียงเสียงเพลงที่ปลุกปลอบจิตใจ  ขณะที่ในบางฉาก เพลงกลับทำหน้าที่เสียดเย้ย อย่างยิ่งโดยเฉพาะเพลงปลุกใจที่พูดถึงอเมริกันดรีม  ถูกเปิดคลอดกับภาพเด็กผิวสีวิ่งเล่นคลุกดินคลุกทรายในบริเวณรกร้าง   

แต่เนื่องจากนี่ไม่ใช่หนังประเภท ชีวิตบัดซบ   นี่จึงไม่มีการบีบน้ำตา  หรือชะตากรรมเหี้ยมโหด หนังแสดงภาพทั้งสุขและทุกข์ของผู้คน  หนังจึงมีโมงยามน่ารักเมื่อสแตนเล่นกับลูกสาว หรือนั่งนิ่งๆกับภรรยา  หรือฉากสวยงามที่กล้องพาเราไปเฝ้ามองดูเด็กๆเล่นกันอย่างรื่นเริง

หนังคือภาพร่างอันทรงพลังของชีวิต คนข้างล่าง คนงานฆ่าแกะที่ในอีกทางหนึ่งเขาคือแกะที่ในทางหนึ่งก็กลายเป็นลูกแกะด้วย ในช่วงท้าย หนังซ้อนภาพฝูงแกะในโรงเลี้ยงตัดกับภาพของครอบครัว ของแสตน  ดังนั้นชื่อหนัง -คนฆ่าแกะ-จึงไม่ได้เป็นเพียงอาชีพของแสตนเท่านั้น แต่ยังมีความมหายถึงหนังเรื่องนี้ ที่ให้เราดูภาพร่างจากมุมมองของลูกแกะที่ถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากการใช้ชีวิตในฐานะพลเมืองชั้นสอง