filmsick

 

 


ทราบจากเวบของกำมะหยี่ว่าหนังสือเข้าโรงพิมพ์ไปแล้ว ทีนี้ก็มาถึงเวลาขายของแบบไม่เกรงใจใคร

ผู้แต่ง:        ฮารูกิ มูราคามิ
ผู้แปล:         ปาลิดา พิมพะกร, วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา,ธนรรถวร จตุรงควาณิช, นฆ ปักษนาวิน, โตมร ศุขปรีชา
จัดพิมพ์ครั้งที่:    1 (มีนาคม 52)
จำนวนหน้า:  167 หน้า
ราคา:           175 บาท

รวมเรื่องสั้น “เส้นแสงที่สูญหาย เราร้องไห้เงียบงัน " เป็นบทพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า มูราคามิยังคงสั่นสะเทือนคนอ่านให้สั่นไหว เยียบเย็น และนิ่งอึ้ง รวมทั้งทิ้งปริศนาท้าทายให้คนอ่านขบคิดได้อย่างไม่รู้จบ ตัวหนังสือของเขายังคงคว้านหลุมอันเว้าแหว่งในจิตใจของเราให้ลึกลงไป ลึกลงไป เพื่อที่จะพบว่าความมืดมิดในก้นบึ้งของจิตใจเรานั้น ปลอบโยนและเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเราเสมอมา

 ไปอ่านต่อ + อ่านบางส่วนของหนังสือ(เป็น pdf) ได้ที่นี่ครับ

http://www.gammemagie.com/content/view/78/148/lang,thai/

 

ตื่นเต้นว่ะ

อนึ่ง ไหนๆก็ขายของแล้ว อย่าลืมสองเล่มนี้ด้วยเน่อครับ

 

มีแค่ 50 เล่ม limited  edition  (เพราะมีปัญญาพิมพ์เท่านั้น) ครับ

http://filmsick.exteen.com/20090310/hotel-alphaville

http://filmsick.exteen.com/20090228/entry

ขายอันนี้ด้วย แม้จะมีเรื่องสั้นเรื่องเดียว ก็ตายตาหลับ !

 

โรงแรมอัลฟ่าวิลล์ ภาค 1 : บทที่ 12 l 3 l 4

โรงแรมอัลฟ่าวิลล์ ภาค 2 : บทที่ l 2 l 3 l 4

โรงแรมอัลฟ่าวิลล์ ภาค 3 : บทที่ 1 l 2l 3

 

บทที่4 ตอนอวสาน

โถงทางเดินมืดทึบปูพรมสีเลือดนก ประตู้ห้องแข็งเกร็งราวปิดตายชั่วนิรันดร์ เธอเดินไปบนทางเปลี่ยวนั้นรู้สึกราวเดินอยู่ในโถงถ้ำท้องปีศาจ บันไดวนทอดสู่ความมืดทึบ ลิฟท์ครืดคราดส่งเสียงหอบหายใจทั้งที่ไม่มีใครขึ้นหรือลง ไฟแดงสว่างวาบเหมือนดวงตาอาฆาตมาดร้ายซึ่จ้องมอง  ศพของเหลียงเฉ่าเหว่ย และจางซียี่ซึ่งรับบทคนพม่าในเรื่องนี้วางทาบทับกันในลักษณาการร่วมเพศอยู่ภายในห้องสอง -สี่ศูนย์หก ได้ยินเสียงกรีดร้องทุ้มห้าวอยู่ในฉากหลัง และหูซ้ายเปื้อนเลือด โดดเด่นเป็นสง่ากลางโถงทางเดิน   ความชั่วร้ายเคลื่อนตัวเชื่องช้า คล้ายปลาอานนท์ที่หลับสนิทอยู่ใต้โลกพลิกตัวในรูปเสียงหนาหนักของรองเท้าส้นสูงซึ่งกระทบพื้นพรมกึกกึก หล่อน-เจ้าของเสียงเดิน มั่นคงเชื่องช้า ก้าวลงบันไดไป เสียงส้นรองเท้า กึก กึก กึก  ควันบุหรี่หรือควันปืนลอยอ้อยออิ่งราวกับมีอากาศไม่มากพอจะละลายมัน มิพักต้องครวญใคร่ เรื่อราวขมวดปมมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว( โปรดย้อนกลับไปอ่านชื่อบท-ตอนอวสาน)

 

"ไม่มีใครบอกว่าว่าเราสิ้นไร้ทางหลบหนี"   เธอเอื้อนเอ่ยเชื่องช้า กับถูกคนพร้อมไฟแช๊คในมือ   จุดบุหรี่สูบด้วยมาดนางร้ายจากหนังฟิล์มนัวร์   จากตรงที่พวกเขานั่งอยู่มองเห็นเพียงเงาดำและแสงไฟสว่างวาบ นั่นไม่ใช่แอน แอนคือจุดเปราะบางที่สุดของเรื่องนี้เธอจำเป้นต้องหายตัวไป สูญสลายไปอย่างลึกลับหรืออาจไม่ได้มีอยู่มาแต่ต้น เพราะเธอควบครวมบทบาทเข้ากับมาริ และมาลี   หรือในอีกทางหนึ่งสตรีทั้งสามนางเป็นเพียงตัวตนหลวมๆในโลกของนักเขียนเพศชาย

 

ฉันไม่คิดว่าเธอจะทำสำเร็จ แต่ไม่ลองก็ไม่รู้นี่ เธอก็รู้ฉันเหม็นเบื่อที่นี่เต็มทน เหน็ดเหนื่อยกับการรับบทหญิงสองบุคลิก แล้วยังต้องผูกพ่วงกับบทของนังแอนนั่นอีก กะหรี่ชัดๆ เธอเองก็ขายตัวลืมข้อนี้แล้วเหรอ หุบปากเถอะน่า เราจะเผามันให้หมด แล้วมารอดูกันว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่เธอจะฆ่าเรา ยังไงเราก็ตาย เราเป็นแค่ตัวละครนะอย่าลืมสิ ต่อให้เรามอดไหม้ในนี้เราก็อาจได้ชีวิตในจินตนาการของคนอ่าน โถเธอพูดราวกับจะมีใครอ่านมัน อย่างน้อยมันก็ไม่เจ็บปวดหรอก ถ้าเขาไม่เขียนให้เราเจ็บนะ เขาไม่มีเวลาหรอกเชื่อฉันสิ

 

ม่านสีเลือดนกกลายเป็นสีส้มไปแล้วตอนนี้ มันลุกติดไฟพรึ่บพั่บ ราวกับการเริงระบำอันเหี้ยมหาญ กลิ่นใยสังเคราะห์ฟุ้งอบอวล(คุณและบรรดาตัวละครได้กลิ่นมันครั้งแรก เพราะผมเขียนมันลงไปเมื่อกี้นี้ และคุณกำลังจะรู้สึกถึงความร้อน) มวลอากาศระอุขึ้นตามอุณหภูมิของเปลวไฟ เมอร์ซิเออร์ โกดาร์ดทะลึ่งพรวดขึ้นจากเก้าอี้ 

"นี่เธอทำอะไร"

"ทำลายที่นี่ไง เก็บของเข้าเถอะเราจะไปกันแล้ว"

 

เสียงร้องเตือนดังถี่จนผมสะดุ้ง ซอฟท์แวร์ดักจับไวรัสทำงานว่องไวกระตุ้นเตือนขึ้นมากลางทาง  BURN.EXE คือชื่อไวรัส ผมกดทำความสะอาด มั่นไจในซอฟท์แวร์ของตนเกินกำลัง ก่อนจะโดนสวนกลับมาว่าไม่สามารถฆ่าไวรัสนี้ได้ !

 

บัดซบ  ผมมองเห็นไฟล์ไมโครซอฟท์ เวริ์ด ค่อยไหม้ไฟไปต่อหน้า  กดพิมพ์เอกสารอาจเป็นทางเลือกสุดท้าย ไวรัสทำงานเชื่องช้าผมมีเวลาไม่มาก บรรดาตัวละครบุกกันมาแล้ว

 

ที่โรงแรงมอัลฟ่าวิลล์ สรรพสิ่งลุกไหม้ในเพลิงโหม  สมุดลงทะเบียนเข้าพักเหลือเพียงขี้เถ้าสีดำลอยฟุ้งในกองไฟ โคมระย้ากลางห้องทำจากพลาสติกราคาถูกเยิ้มเหลวเป็นหยดฝนไฟ ชุดโต๊ะเก้าอี้ในลอบบี้เป็นเงาสีดำกลางทะเลเพิลงวูบวาบ ศพในห้องสี่ศูนย์หกลุกไหม้ ควันของเศษเนื้อติดไฟกลายเป็นส่วนหนึ่งของควันปืนที่ไม่จางหายไป ตัวละครสองตัวถูกลืมชั่วนิรันดร์หลังจากช่วงใช้หมดประโยชน์  ใบหูลุกติดไฟ อยู่กลางโถงทางเดิน ชุดเสื้อผ้าสำหรับร้องเพลงปักเลื่อมแพรวพราวร่วงหล่น เด็กผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่กลางกองไฟ ร้องให้หาแม่ แล้วค่อยๆเลือนหายวูบลับ อีเลคโทนหงิกงอเปล่งโน้ตสั้นๆเพลง ฟังค้ลายเพลงกอดฉันของ วารุณี  สุนทรีสวสัดิ์  คอมพิวเตอร์โน้ตบุคหายไปจากห้อง  และห้องที่มืดทึบสว่างกระต่างกลางกองเพลิง ประตูหน้าโรงแรมที่เคยปิดมาตลอดบัดนี้เปิดอ้าออกให้ทางกับลมที่พัดกระพือ นักเขียนในห้องมืดหาทางรักษาต้นฉบับ นึกสาปแช่งระบบคอมพิวเตอร์ที่ทำให้เขารักสบาย  เลิกใช้กระดาษปากกา ตัวหนังสือที่เคยเป็นองค์ประกอบเคมีของคาร์บอน แปรรูปเป็นดิจิตอลไฟล์  ดูหมดจดงดงามแก้ไขได้ง่ายแต่สาบสูญได้เพียงลืมกดปุ่มเซฟ

 

ผมเหลือเวลาอยู่ไม่มากนักถ้าผมจบเรื่องนี้ได้ ไวรัสนั่นก็อาจสาบสูญไปด้วย มันถูกส่งตรงมาจากที่นั่น พวกตัวละครพากันปฏิวัติผ่านช่องโหว่ของการเขียน ราวกับระบบอินเตอร์เนตคือทวารซึ่งเปิดสู่โลกไม่รู้หน  พรินเตอร์ส่งเสียงครืดคราด พิมพ์ไฟล์ทั้งหมดออกมา หนทางรอดอันเดียวพาผมย้อนกลับไปสู่ ต้นทางดั้งเดิม

 

โรงแรมอัลฟ่าวิลล์

 

ตัวหนังสือเคลื่อนออกมาแค่นั้นก็หยุดกึก คอมพิวเตอร์ลุกติดไฟ !

 

!!!!!!!!!!!!!!!!!!

 

บทส่งท้าย

 

นักเขียนหนุ่มเชคอินเข้าห้องพักตอนหลังเที่ยง หลังเที่ยงวันหรือเที่ยงคืนไม่อาจแน่ใจเพราะในห้องโรงแรมนั้นมืดมิด ผู้หญิงที่โต๊ะลงทะเบียนไม่ตอบรับคำของเขา เขาแทบไม่เห็นหน้าหล่อนเห็นแต่ดวงตาที่ชวนให้ระลึกถึงอันนา คารินนา  ดาราและภรรยาคนแรกของ ฌอง ลุค โกดาร์ด ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส เขาเกลียดหนังของโกดาร์ดเพราะมันดูไม่รู้เรื่อง  แต่เขาจำเธอได้จากหนังสือหนังที่เขาอ่านไม่รู้เรื่องพอๆกับหนังที่ดู   ตอนที่เขาเปิดประตูห้องเขารู้สึกอวลกลิ่นพลาสติกไหม้ไฟ ซึ่งจางไปอย่างรวดเร็วหลังเปิดเครื่องปรับอากาศ   เขาทิ้งตัวลงกับเตียงรู้สึกประหลาดพิกลตั้งแต่แรกมาถึง แหงนหน้ามองเพดานเปล่าเปลือย หัวเขายังว่างเปล่า ว่างเปล่าเหมือนห้องโรงแรมร้างผู้คน เขาอยากใส่ใครเข้าไปสักคนในนั้น เพื่อเฝ้าสังเกต และเขียนออกมา มันอาจเป็นนิยายสักเรื่อง เรื่องสั้นสักเล่ม หรือบทกวีสักบท อะไรก็ได้ ตอนนี้เขากระหายการเขียนถึงที่สุด แต่ขาดไร้เรื่องเล่าถึงขีดสุดเช่นกัน นั่นคือสาเหตุที่เขาเดินทางมาที่นี่โรงแรมกลางเมืองลพบุรี เมืองเล็กๆที่เขาเลือกจิ้มจากแผนที่แล้วจับรถมา นึกวูบตอนมาถึงว่าทำไมไม่เป็นเมืองอื่นอย่างเชียงใหม่หรือภูเก็ต  แต่ในเมื่อเลือกแล้วก็หมดข้อโต้แย้ง มองโลกในแง่ดีว่าเขาอาจจะหาเรื่องดีๆได้จากการยังเมืองแปลกหน้านี้

 

แสงไฟนีออนในห้องสลัวเลือน มันส่องไปไม่ถึงที่มันควรไปถึงเขารู้สึกลึกๆว่าตรงมุมหนึ่งของห้องมีใครจ้องมองอยู่ ความกลัวในที่แปลกถิ่นผลักเขาพุ่งตัวขึ้นจากที่นอน เปิดไฟทุกดวงในห้องเปิดประตูห้องน้ำ  เปิดประตูตู้ และ รื้อดูใต้เตียง ที่นั่นเองเขาพบคอมพิวเตอร์โน้ตบุคตัวหนึ่ง เขาสอดมือล้วงเอามันออกมาจากใต้เตียง รู้สึกยังอุ่นอยู่ราวกับมีใครพิมพ์งานค้างไว้ บางส่วนของมันไหม้ไฟไปแล้ว พลาสติกครอบโครงเครื่องหงิกงอเหมือนใบหน้าเบี้ยวๆเหยเก  แต่ปุ่มเปิดสวิทช์และคีย์บอร์ดยังใช้การได้  เขารู้สึกตื่นระทึกในอกที่มาพบโน้ตบุคประหลาดในห้องนี้ พลางกดสวิทช์เปิดด้วยความอยากรู้อยากเห็น 

 

เสียงเครื่องครวญครางต่ำๆอย่างเกียจคร้าน หน้าจอยังคงมืดดำเหมือนหลุมดำ มืดจนเขาคิดว่ามันจะใช้การไม่ได้แล้วจริงๆ แต่มันก็ติด สว่างวาบในท้ายที่สุด ไฟล์งานเดียวค้างอยู่ในเครื่อง เป็นไฟล์เวริ์ด บรรจุงานเรื่องสั้นชิ้นหนึ่ง  มารู้ตัวอีกทีเขาก็กำลังอ่านมันอย่างหื่นกระหาย !

 

เขาพบว่าเรื่องมันมาจบตอนที่คอมพิวเตอร์ลุกติดไฟ  นึกเสียวสันหลังวาบว่ามันจะเป็นเครื่องเดียวกับที่เขากำลังอ่านนี่อยู่หรือไม่  เรื่องสั้นนี้ไม่อาจนับว่าดี ไม่อาจนับว่าลงตัว ลักลั่นและตอแหล แต่มันน่าจะพอปรับแก้ได้   กล่าวอย่างง่ายคือมันก็พอใช้ได้ เขาครุ่นคิดพลางลูบคลำตามขอบของเครื่องและพบว่าช่องเสียบUSB ยังไม่ถูกทำลายไป แม้มันจะสุ่มเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดเขาตัดสินใจเซฟไฟล์งานนี้เอาไว้ในthumb drive สักวันเขาจะแก้มัน หรือเขียนอีกสักเรื่องจากแรงบันดาลใจในเรื่องนี้

 

ม่านของโรงแรมนี้เป็นสีเลือดนก เขาไม่ทันได้คิดอะไร   ไม่ได้เห็นเด็กหญิงที่ยืนหันหน้าเข้าหาผนัง หรือดาวยั่วชั้นสามที่ยืนรออยู่ปากประตู