documentary

 

 

สารคดีโดย เจี่ยจางเคอะ ผู้กำกับจีนรุ่นหก ที่ทำขึ้นคู่ขนานระหว่างที่เขาหนัง STILL LIFE   ภาพยนตร์รางวัลสิงโตทอง   STILL LIFE นั้นเล่าเรื่องของชาวบ้านในหมู่บ้านที่กำลังจะจมหายไปในน้ำเมื่อรัฐบาลสร้างเขื่อนเรียบร้อย DONG ติดตามการทำงาน LUI XIOA DONG จิตกรชาวจีนที่วางแผนจะวาดรูปขนาดใหญ่ยักษ์ของชาวบ้าน โดยในครึ่งแรก เขาเขจ้าไปในหมู่บ้าน บริเวณ เขื่อนสามโตรก (ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกันกับที่ปรากฏใน STILL LIFE)  เพื่อวาดรูปเหล่ากรรมกร ที่ทำการทุบตึก ก่อนที่ครึ่งหลัง เขาจะเดินทางมายังกรุงเทพ ประเทศไทย เพื่อวาดภาพ(ขนาดใหญ่ยักษ์เช่นเดิม) ของบรรดาโสเภณีในกรุงเทพ

 

ในฐานะหนังสารคดี เอาเข้าจริงหนังสารคดีเรื่องนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ในการติดตาม กระบวนการวาดภาพอย่างใจจดจ่อ แม้หนังจะมีบทสัมภาษณ์ของ LUI XIOA DONG เพื่อแสดงให้เห็นว่าทำไมเขาจึงตัดสินใจวาดภาพเหล่านี้ เขาอาจพูดถึง ความสัมพันธ์ของสถานที่ ทัศนียภาพ และผู้คนตัวเล็กๆ จิตวิญญาณที่สูญหาย พูดถึงตัวเอง (ถึงขนาดถ่ายภาพเขารำไท้เก๊กในตอนเช้า)  เขาอาจพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ที่แท้แล้วสารคดีเรื่องนี้กลับไม่ได้มีขึ้นเพื่อเล่าเรื่องศิลปินเลยแม้แต่น้อย  ที่จริงแล้ว LUI XIOA DONG ทำหน้าที่เป็นเพียง- พาหนะ- ของหนังเรื่องนี้มากกว่าเป็นตัวหลักด้วยซ้ำ  

 

เพราะที่หนังต้องการจะเล่าคือการสอดกล้องส่องเข้าไปมองชีวิตของบรรดาคนตัวเล็กตัวน้อย คนงานทุบตึกที่มีชีวิตอย่างยากลำบาก หนังค่อยๆออกห่างจากการวาดภาพ เมื่อชายคนหนึ่งที่เป็นแบบเกิดตายลง (หนังไม่ให้เราเห็นการตายและดุเหมือนจะเป็นการยกฉากนี้ออกมาจากฉากหนึ่งใน STILL LIFE) LIU XIAO DONG จึงออกเดินทางเข้าไปในหมู่บ้านชนบทเพื่อไปแจ้งข่าวความตาย ตรงนี้เองหนังเริ่มแสดงให้เห็นว่าที่แท้หนังต้องการพาเราไปดูสภาพของผู้คนมากกว่าการวาดรูป จากทัศนียภาพแห่งซากปรักหักพัง กล้องติดตาเขาไปบนถนนดินแดง ฝนที่พรำสายไม่หยุดหย่อน การเดินทางด้วยรถตู้ ไปพบกับครอบครัวของชายไร้ชื่อเอารูปของเขาไปให้ เอากระเป๋าลายตลกๆไปให้ลูกสาวของเขา จังข่าวความตาย

 

เช่นเดียวกันในครึ่งหลัง เมื่อเขามาวาดรูปที่กรุงเทพ โสเภณีที่นั่งรวมกลุ่ม(เขาวาดภาพใหญ่ยักษ์ด้วยการให้บรรดาผู้คนนั่งรวมกลุ่มเรียงกันเหมือนชั่วโมงพัก ) ในตอนที่เขาวาดภาพคนงานพวกเขาเล่นไพ่ ในชุดกางเกงชั้นในตัวเดียว และกับสาวๆพวกเธอร้องเพลง -เมื่อเขามาฉันจะไป- ของ ดา เอนโดรฟิน ( และเป็นครั้งแรกที่ผมพบว่าเพลงนี้ เพราะและมีความหมายลึกซึ้งมาก อย่างน้อยการที่ร้องออกมาจากปากพวกเธอ มันทำให้เพลงนี้เหมือนเขียนมาจากชีวิตของพวกเธอเลยด้วยซ้ำ)

 

หนังแสดงภาพทาบทับคนสองกลุ่มจากสองดินแดนเข้าด้วยกันในฐานะของแรงงานไร้ชื่อผู้ไม่อาจมีปากเสียง คนงานทั้งสองกลุ่มจัดอยู่ในกลุ่มต่ำสุดของสังคม แต่พวกเขาคือฐานรากของการดำรงคงอยู่  คนงานในจีน มีจำนวนมากมายและได้ค่าแรงถูกพวกเขาอพยพมาจากขนบทอันโพ้นไกล และหากพวกเขาตายลงพวกเขาก็จะไม่ได้ถูกจดจำอีก ฉากหนึ่ง XIAO DONG เอารูปที่เขาถ่ายชายผู้ตายไว้ตอนจะวาดงาน ไปส่งให้ภรรยาผู้ตาย เธออ้อนวอนขอรูปจากเขา แต่ไม่ร้องให้ เพียงหันไปบอกลูกสาวว่าพ่อเอ็งจะไม่กลับมาอีกแล้ว   ชายผู้นี้อาจไม่เคยมีรูปสักใบเป็นของตัวเอง   ตอนนี้เขาตายไปแล้วถูกลืมสิ้น   ลึกๆมันราวกับว่ากระทั่งภรรยาของเขาก็มั่นใจว่าเขาอาจจะไปแล้วไปเลย เธอจึงทำใจได้ล่วงหน้าแล้ว  กล้องจับจ้องภาพพ่อของผู้ตายที่มองจ้องตอบด้วยดวงตาที่ไม่อาจอ่านความรู้สึกได้  ดวงตาที่อาจเป็นภาพแทนความแร้นแค้นทั้งมวล  ในขณะที่หนังติดตามชีวิตของเหล่าบรรดาโสเภณีในเมืองไทยได้น้อยกว่า กล้องอาจทำได้เพียงติดตามชีวิตของสาวนางหนึ่งในกลุ่ม  มองดูเธอกลับบ้าน ก่อนที่เธอจะพบว่า ที่บ้านเกิดเธอกำลังประสบอุทกภัย  ภาพสุดท้ายคือเรามองเห็นเด็กสาวขึ้นรถไฟไปอุตรดิตถ์ และไม่อาจรู้ว่าเธอจะกลับมาที่นี่หรือไม่ หรือเกิดอะไรขึ้นกับเธอที่นั่น

 

โดยที่เราไม่รับรู้หรือไม่ยอมรับรู้โลกนี้ล้วนหมุนเคลื่อนด้วยเรี่ยวแรงของกลุ่มแรงงานไร้นามอพยพเหล่านี้ ทั้งคนชนบทที่เข้ามาทำงานในเมือง เรื่องไปถึงพลเมืองชั้นแปดอย่างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่ถูกปฏิบัติต่ำกว่าสัตว์เลี้ยงเสียด้วยซ้ำ หนังแสดงให้เห็นทั้งความไร้นามของเหล่าคนนี้และในขณะเดียวกันก็ให้เราเห็นภาพร่างของชีวิตอันมีน้ำเนื้อแห่งความลำเค็ญของพวกเขาไปในคราวเดียวเช่นกัน

 

แม้ DONG อาจมีรูปร่างหน้าตาเหมือนสารคดีขนาดสั้นที่ไม่ได้มีตุดประสงค์หนักแน่นในการตีแผ่นเหมือนกับสารคดีเรื่องอื่นๆที่คุ้นลิ้น แต่ ความเลื่อนไหลในสิ่งที่กล้องของหนังสนใจ กับมัดรวมไปสู่ประเด็นเดียว ซึ่งไม่ใช่เพียงการแสดงความบากบั่นของจิตรกรหนุ่ม หากลึกลงไปถึงสิ่งที่จิตรกรหนุ่มคนนั้นจ้องมองนั่นคือภาพของคนตัวเล็กในทัศนียภาพอันรกร้างว่างเปล่า ในทางหนึ่ง หาก LI XIAODONG วาดภาพ JIA ZHANGKE ก็สร้างหนังเพื่อบอกเล่าในประเด็นเดียวกัน ภาพสุดท้ายของทั้งสองตอนจึงเป็นภาพของภาพวาดที่เสร็จสมบูรณ์ กลางทัศนียภาพที่เงียบเศร้า อย่างยิ่ง

 

 

 

ทะเลสาบวิคตอเรีย ในแทนซาเนียถือเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของโลก  ตามตำนานเก่าแก่ของชนเผ่า มันคือต้นกำเนิดของมนุษย์ทุกคนบนพื้นพิภพนี้ 

 

เรากำลังจับจ้องมองทะเลสาบวิคตอเรีย ผิวน้ำนิ่งสงบสี้ขียวครามกระเพื่อมไหวตามแรงลม ตอนนั้นเองที่เราเห็นเงาของเครื่องบินลำยักษ์บนฟ้า เครื่องบินที่บินมาที่นี่วันละเที่ยว ไม่ได้นำอาหารมาให้ผู้คนที่ขาดแคลน แต่มา-เอา- อาหารจากสถานที่นี้ไป และอาหารนั้นคือเนื้อปลา  NILE PERCH ปลาขนาดใหญ่ยักษ์ ที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้

 

ว่ากันตามจริงแล้ว ปลา NILE PERCH ก็ไม่ใช่ปลาพื้นถิ่นของที่นี่ มันถูกนำมายังทะเลสาบวิคตอเรีย ในยุค 60  เพื่อทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์  แต่ผลจากความแข็งแกร่งและการเป็นผู้ล่า (ที่ไม่ต่างจากเจ้าอาณานิคมผู้นำมันมา ) เจ้าปลา NILE PERCH ทำให้ปลาพื้นถิ่นในทะเลสาบเกือบทั้งหมด มีอันต้องสูญพันธ์ไป และโดยไม่มีใครคาดคิด สามสิบปีต่อมา มันจะกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจสำหรับ ประเทศแทนซาเนีย  EU นำเข้าเนื้อปลาชนิดนี้เป็นจำนวนมาก จนสามารถตั้งโรงงานขนาดใหญ่ สำหรับการแล่เนื้อปลาส่งขายมีเครื่องบินมารับสินค้าทุกวัน ฟังดูเป็นเรื่องดีสำหรับประเทศยากจนอย่างแทนซาเนีย แต่ก็เช่นเดียวกับปลา NILE PERCH ผลของโลกทุนนิยมทำลายทวีปแอฟิกาจนป่นปี้อย่างเป็นระบบ ด้วยวิธีการอันซับซ้อโยงใย หากทวีปแอฟริกา คือ ทะเลสาบวิคตอเรีย เราเองใยมิคลายปลา NILE PERCH และนี่คือสิ่งที่สารคดีเรื่องนี้จะพาเราไปชม

 แรกเริ่มเดิมที่ HUBERT SAUPER ผู้กำกับสารคดี ชาวออสเตรีย เดินทางเข้าไปในประเทศ คองโก ระหว่างการสู้รบของ เผ่า HUTUS และ เผ่าTUTSI ติดตามไปกับบรรดานักข่าวจากBBC และคนจากสหประชาชาติ เดินทางโดยรถไฟเข้าไปยังค่ายอพยพ เพื่อทำสารคดีเรื่อง KISANGANI DIARY สารคดีที่ไม่ได้ตั้งค่าถาม หรือมองอแฟริกาผ่านมุมของคนขาว แต่เป้นการถือกล้องกวาดไปตามเส้นทางมรณะ  มองดูคนที่ต้องตายเพียงเพราะเกิดมาต่างเผ่า ชาวเผ่าHUTUS ที่โดนไล่ล่าเดินทางหนีตายไปตามค่ายพักผู้อพยพ บางค่ายโดนกวาดล้างสังหารหมู่ในตอนกลางคืน ประมาณกันว่ามีคนตายในแต่ละวันเท่ากับจำนวนคนที่ตายในเหตุการณ์ 11 กันยา กล้องพาเราไปดูผู้คนที่ถูกเล่าไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องว่าจนถึงตอนนี้เขาและเธอคงตายกันหมดแล้ว เด็กทารกหิวโซที่เหมือนซากสัตว์มากกว่ามนุษย์ มือที่ไขว่คว้าขอความช่วยเหลือ กลุ่มฝูงชนที่เดินตามเสียงรถไฟไร้ประโยชน์ เพื่อดูว่าจะมีใครช่วยเหลือเขาได้หรือไม่ HASANGANI DIARY สะเทือนขวัญผู้ชมด้วยภาพ ของผู้อพยพ ล้มตายเพราะอดอาหาร กลิ่นศพเน่าเหม็น ทำให้คนที่ยังมีชีวิตรอดต้องปิดจมูกอาศัยเพราะพวกเขาก็ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะฝังศพ  SAUPER ติดตามไปดูการช่วยเหลือจาก EU แล อเมริกา ที่ส่ง บิสกิตกับถั่วมากับเครื่องบิน   ซึ่งบนเครื่องบินนั้นเองที่เขารู้สึกตะหงิดๆว่าอาจมีการขนอาวุธเข้ามาในแอฟริกา  ความช่วยเหลือที่ล่าช้า และเด็กที่อดอาหารตายคนแล้วคนเล่า  กองทัพนักข่าวถูกกล่าวหา ว่าเป็นสายของทางทหารและถูกกดันให้ออกนอกประเทศ  ภาพสุดท้ายของ HSANGANI DIARYคือภาพเด็กแอฟริกันคนหนึ่งที่มีดวงตากลมโตใหญ่ยักษ์ เพิ่งมองมายังกล้อง  จ้องมองเนิ่นนาน คล้ายจะถามไม่ก็ มองด้วยความสงสัย  SAUPER ถามเขาว่า รู้สึกอย่างไร เด็กน้อยตอบว่า -ดี- คำสั้นๆที่สะเทือนอารมณือย่างยิ่ง เพราะหลังจากนักข่าวกลับไป ค่ายผู้อพยพก็ถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก

 

หลังเสร็จKISANGANI DIARY HUBERT SAUPER กลับมาที่แอฟริกาอีกครั้งเพื่อทำสารคดีเรื่องใหม่ ด้วยทีมงานเพียงตัวเขาเองกับตากล้อง พวกเขาต้องปลอมตัวและสมยอมเป้ฯทั้งนักธุรกิจ ชาวออสเตรเลีย เป็นนักท่องเที่ยวแบคแพค จนถึงหมอสอนศาสนา เพื่อแอบถ่ายทำ  สารคดี DARWIN'S NIGHMARE แบบกองโจร พวกเขาถูกจับติดคุกในแอฟริกาหลายครั้ง (ด้วยข้อหาถ่ายหนังโป๊!)  เมื่อมีนักข่าวชาวอเมริกันมาร่วมงาน ก็ถูกกดดันจากทางรัฐบาล อย่างไรก็ดี เขาก็ถ่ายทำ หนังเรื่องนี้จนเสร็จสิ้น และหัวข้อเดี่ยวเกี่ยวกับการค้าปลาในแทนซาเนีย สามารถส่งผลสะเทอืนในการอธิบายโยงใยซับซ้อนของโลกปัจจุบัน ที่ทำลายกันและกันอย่างน่าทึ่ง

สิ่งที่น่าสนใจในหนังสารคดีของHUBERT SAUPER คือดวงตาที่เขาจ้องมองสิ่งซึ่งเขาถ่ายทำ นักทำสารคดีอย่างMICHEAL MOORE นั้นเลือกข้างชัดเจนและทำสารคดี มุ่งโจมตี เป้าหมายอย่างทรงประสิทธิภาพ แต่สำหรับ SAUPER เขามีคำถามอยู่ในหัว และไม่พยายาม มุ่งโจมตีเป้าหมาย กล้องของเขากลับพาเราซอกซอนไปยังชีวิตเล็กๆบนท้องถนน ตั้งแต่กลุ่มเด็กขาขาดไร้บ้าน ที่เร่ร่อนขอทานบนถนน ชายหนุ่มที่เป็นจิตรกรคนเดียวในเมือง พา SAUPER ท่องไปดูกลุ่มเด็กที่ต้องอาศัยอยู่ด้วยกันเพราะหากแยกกันอาจถูกกลุ่มอื่นทุบตีทำร้าย กล้องพาเราไปพบ ELIZA โสเภณีที่ขายตัวให้กับกลุ่มนักบินรัสเซียที่บินมารับปลา เธอตายก่อนสารคดีถ่ายทำเสร็จ ถูกแทงยับจากลูกค้าของเธอเอง หรือคุยกับยามโรงงานปลาที่มีอาวุธเป็นธนูอาบยาพิษ ยามที่ถูกคอจนพาเขาลึกเข้าไปในเกาะกลางทะเลสาบ ที่อยู่อาศัยของคนงานหาปลา และโสเภณี   หรือแฝงตัวเข้าไปชมชีวิตของกลุ่มนักบิน ที่พอจะรู้เลาๆว่าตัวเองไม่ได้มาเพื่อขนปลากัลบไปเพียงอย่างเดียว ภาพนักบินพูดเศร้าๆโดยไม่มองกล้องเล่าเรื่องว่า เขาบินมาลงที่คองโก เพื่อส่งอะไรสักอย่างในกล่องขนาดใหญ่ แล้วแวะอีกประเทศเพื่อขนองุ่นไปพอเป็นพิธี กลับไปบ้าน -เด็กบ้านผมได้องุ่นเป้นของขวัญวันคริสมาสต์แต่เด็กแอฟริกันได้ปืน - เขาพูดเศร้าๆ เพราะในฐษนะเฟืองชิ้นเล็กที่ต้องอยู่ต้องกิน มันเป็นธุรกิจที่เขาไม่มีปัญญาคัดค้าน

 

มองผ่านมุมของคนเล็กคนน้อย น่าตื่ตาที่ SAUPER ร้อยเรียงเรื่องเล่าอย่างเป็นระบบ จากธุรกิจค้าปลาเขาขยายผลให้เราเห็นอย่างชัดเจน ถึงการทำลายจากระบบทุน การล่าอาณานิคมที่ไม่เสียเลือดเนื้อ แต่บีบให้คนเล็กคนน้อยตายไปเองได้อย่างไร

หนังพาเราไปชม โรงงานปลาที่มีคนงานแอฟริกันคอยแล่ปลาตัวยักษ์ (ตัวเท่าคนแล่) ออกเป็นชิ้นๆ สำหรับส่งขายให้ EU  มันฟังดูไม่เลวร้าย ถ้าไม่เพียงว่าความจริงคือ  แรงงานคนในการหาปลานั้นเป็นชาวบ้านที่เคยทำกเษตรกรรม ในแถบนั้น ความยากจนทำให้พวกเขาแปรสภาพมาเป็นคนงานที่พร้อมจะอาศัยในทะเลสาบ เสี่ยงกับการถูกกัดขาขาดโดยจระเข้ และ การติดเอดส์จากโสเภณี เมื่อใครสักคนป่วยเจ็บ พวกเขาจะถูกไล่กลับบ้านเพราะการไปทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ ราคาถูกกว่าการกลับไปเป็นศพ (กรณีที่ตาย พวกเขาจะฝังเอาไว้ที่นั่นเลย)  สำหรับครอบครัว เมื่อสามีตาย ฝ่ายภรรยาก็ต้องออกไปขายตัว เพื่อแลกเงินตามท่าเรือ เข้าสู่วงจรของโรคเอดส์ทีร่ไม่จบสิ้น (หนังแสบสันต์เมื่อSAUPERถามบาทหลวงที่ฝังศพว่า เขาเคยแนะนำเรื่องถุงยางอนามัยหรือไม่ แล้วบาทหลววงบอกว่าเขาพูดไม่ได้ เพราะมันผิดหลักศาสนาที่จะมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส! )  ในขณะเดียวกันเด็กที่พ่อแม่เลี้ยงดูไม่ได้ ก็จะออกมาเป็นอันธพาลตามท้องถนน เมื่อได้อาหารพวกเขาต่อยตีแย่งกันเหมือนสัตว์ พยายามจะมีชีวิตรอด ที่ชวนเจ็บปวดคือพวกเขาเอาพลาสติกห่อแพคปลามาต้น ใช้ดมแทนกาว เพื่อให้ลืมว่าพวกเขาต้องนอนบนถนน

ในขณะเดียวกันธุรกิจค้าปลาก็ผูกพ่วงโยงใยกับธุรกิจค้าอาวุธ เมื่อเครื่องบินจากรัสเซีย จะขนอาวุธมาแวะลงคองโก รวันดา และแอฟริกาส่วนที่ยังมีสงคราม (สถานที่ที่เหมือนนรกบนดินใน HASANGANI DIARY ) แล้วจากนั้นทำทีว่ามารับปลากลับยุโรปไป

หนังถึงขั้นพาเราไปดูปารประชุมของ EU ที่กล่าวชื่นชมการจัดการอุตสาหกรรมปลา (ตัดสลับกับภาพคนตัวเล็ฏตัวน้อยรอบทะเลสาบ) ติดตามไปจนถึงซากปลาที่ถูกนำไปตากในดินแดนสยดสยองลึกเข้าไปในแผ่นดิน ที่เป็นเหมือนสุสานซากปลา คนงานตากปลาทำงานอยู่กับดินทรายและหนอนสกปรกบนตัวปลา ยามที่มันเน่าแกซแอมโมเนียจะลอยฟ่อง และทำให้คนงานตาบอด  คุณภาพชีวิตระดับต่ำสุดจากธุรกิจปลาสำหรับพวกเขาอาจถือเป็นเรื่องดี เพราะท่ามกลางความยากจนข้นแค้นของประเทศ การเป้นคงานทำเงินมากกว่าการทำอย่างอื่น

แอฟริกาไม่ใช่ดินแดนข้นแค้น มันเต็มไปด้วยทรัพยากรแต่คนแอฟริกันอดตายเพราะ พวกเขาถูกโลกฉกฉวยทรัพยากรไปจนหมดสิ้น !

มันจึงเป็นเรื่องตลกที่ไม่มีสิทธิ์หัวเราะเมื่อเราพบว่า ปลา NILE PERCH ก็เป็นเสมือนตัวแทนขแงเหล่าคนขาวเจ้าอณานิคม ที่แพร่ขยายเข้าไปในแอฟริกา เหมือนทั่มนขยายพันธุ์เต็มทะเลสาบวิคตอเรีย ทำลายปลาพื้นถิ่นจนหมดสิ้นไม่ต่างจากคนแอฟริกาตัวเล็กตัวน้อย ที่ -ฉิบหายอย่างเป็นระบบ- จากโครงสร้างขนาดใหญ่ที่กดทับลงมา

หาก ชารล์ส ดาร์วิน ประกาศกฎแห่งการอยู่รอด เกี่ยวกับปลาใหญ่กินปลาเล็ก สัตว์ที่แข็งแรงย่อมอยู่รอด นี่ก็คิอก้านมืด คือฝันร้าย ภาพสะท้อนอันชัดเจน เป็นฝันร้าย ที่กระทั่งดาร์วินเองก็อาจต้องสะพรึง!

 

 โดยส่วนตัวนี่คือหนังที่ผมชอบที่สุดในเดือนมกราคม ครับ

รู้จัก HUBERT SAUPER เพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

http://www.hubertsauper.com/

เวบทางการของDARWIN 's NIGHTMAREครับ

http://www.darwinsnightmare.com/

 

THE TRUTH BE TOLD : จริงเพียงจริง

posted on 10 Sep 2007 23:49 by filmsick in sickfilm

นี่คือสารคดีที่ว่าด้วยการติดตาม ชีวิตของ สุภิญญา กลางณรงค์ หญิงสาวนักรณรงค์ด้านสื่อ ที่กลายเป็นข่าวหลังจากถูก บริษัท ชินคอร์ป ฟ้องร้องกรณีที่เธอให้สัมภาษณ์ลงหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ เกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากล ของ ผลประโยชน์ของทับซ้อนบริษัท กับอดีตนายกรัฐมนตรี (ซึ่งเป็นนายกฯ ในขณะนั้น ) ซึ่งเคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท เธอโดนฟ้องร้องเป็นค่าเสียหาย 400 ล้านบาท และใช้เวลา สามปีในการต่อสู้คดีในชั้นศาล

พิมผกา โตวิระ ผู้กำกับหญิงเจ้าของหนัง คืนไร้เงา ซึ่งว่าด้วยผู้หญิงสองคนที่ถูกชะตาชักนำมาพบกันหลังการหายตัวไปของผู้ชายคนหนึ่ง หนังพูดถึงความเป็นหญิงได้อย่างน่าสนใจ น่าเสียดายที่ฉบับที่เข้าฉายในประเทศถูกหั่นออกเสียบางส่วน และความนิ่งงันของตัวหนัง ทำให้หนังไม่ประสบความสำเร็จในตารางทำเงินของบ้านเรา คุณ พิมผกา พบกับ คุณสุภิญญา ครั้งแรกในต่างประเทศ และจากที่ไม่เคยสนใจการเมืองเลย เธอค่อยตัดสินใจติดตามถ่ายทำชีวิตของคุณสุภิญญา ตลอดเวลา สามปี แม้จะเป็นการถ่ายทำที่ลุ่มๆดอนๆด้วยเงินทุนอันจำกัด และระยะเวลาอันเนิ่นยาว แต่ในที่สุด สารคดีเรื่องนี้ก็เสร็จออกมา

ความคาดหวังเบื้องต้น อาจชวนให้คิดว่าจะได้เห็นสารคดี ที่เข้มข้นด้วยจุดยืนทางการเมือง หรือสารคดีที่เปิดเผยแง่มุมเบื้องลึกที่เราไม่เคยได้เห็นจากข่าวในสื่อต่างๆ แต่จุดยืนที่คุณพิมผกาเลือกเสนอ กลับมุ่งสนใจที่จะเป็น สารคดีว่าด้วยชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นเด็กต่างจังหวัด อาศัยในห้องเช่าเล็กๆ อยู่มาวันหนึ่งต้องพบพานกับเรื่องที่กดดันที่สุดในชีวิต และบางที สิ่งที่กดดันเธอที่สุดอาจไม่ใช่การถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในปริมาณที่ไม่อาจใช้คืนได้หมดในชาติเดียว หากแต่เป็น การเผชิญหน้ากับความกลัว ทั้งจากพ่อแม่พี่น้อง และ ที่สำคัญที่สุด ในตัวของเธอเอง

หนังติดตามคุณสุภิญญาไปยังที่ต่างๆ ตั้งแต่ บ้านเกิดที่สุราษฏร์ธานี ไปจนถึงม๊อบพันธมิตรเมื่อปลายปี 2549 จาก ห้องทำงานปัจจุบันในมหาวิทยาลัยไปจนถึงห้องเช่าของเธอ จากทะเลไปจนถึงหน้าศาล หนังงดเว้นการเล่าเรื่องคดี ไม่มีฉากการพิจารณาความในศาล (ส่วนหนึ่งเพราะห้ามถ่ายทำ ) และกระทั่งตัวคดี หนังก็เลือกเล่าแบบผ่านๆ โดยอาศัยปากคำ จากตัวคุณสุภิญญา และพ่อแม่ของเธอ กระทั่งหนังจบ เราเองก็ไม่อาจอธิบายรูปคดีได้อย่างชัดเจน

แต่ที่หนังเลือกเล่ากลับเป็นการเผชิญหน้าของคุณสุภิญญา ทั้งต่อ ตัวเธอเอง ที่ไม่แน่ใจว่า คดีจะลงเอยอย่างไร และต่อพ่อแม่ของเธอ ที่แม้จะรู้ว่าลูกสาวไม่ได้มีความผิด และไม่ได้เพียงต่อสู้เพื่อตัวเอง แต่คำหนึ่งที่แม่ของคุณ สุภิญญาพูดนั้นน่าสนใจยิ่ง เพราะคนที่ต่อสู้อยู่นั้นเป็นลูกของเธอ หากเป็นลูกของผู้อื่น เธอคงจะสนับสนุน แต่เมื่อเป็นลูกของตัวเอง บางที สังคมหรือสิ่งอื่นใดก็ไม่สำคัญเท่ากับความเป็นไปของลูกสาวคนเดียวของเธอ

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าเสียดาย ที่ปัญหาหลักของหนัง กลับมาจากจุดยืนของหนังเอง เมื่อหนังพยายามไม่เป็นหนังการเมืองที่เข้มข้น หรือหนังตีแผ่เบื้องหลังเบื้องลึกของคดีดัง แต่เลือกที่จะเป็นหนังสารคดีว่าด้วยบุคคลคนหนึ่ง ดังนั้นที่สำคัญที่สุดคือการพยายามดึงเอาทุกด้านของความเป็นมนุษย์ ออกมาจากกบุคคลหลัก ทั้งความสุข ความทุกข์ ความหวั่นไหว ความกลัว ด้านมืด ด้านสว่าง น่าเสียดายที่ทั้งตัวผู้กำกับ และตัวเจ้าของเรื่องกลับทิ้งระยะห่างจากกันอยู่ในระดับหนึ่ง (ซึ่งตัวผู้กำกับเองก็ยอมรับในเรื่องนี้ )

ผลทีได้จึงกลายเป็นหนังครึ่งๆกลางๆ ที่เข้าไม่ถึงเบื้องลึกของตัวเจ้าของเรื่อง เป็นเพียงภาพผ่านคร่าๆวที่แสดงความเป็นไปของเจ้าของเรื่องในขณะที่คดีดำเนินไป เป็นเหมือนภาพข่าวส่วนบุคคล ที่ไม่ได้ทำหน้าที่สะท้อนตัวตนภายในจริงๆออกมา ยิ่งเมื่อเสริมกับภาพลักษณ์ของคุณสุภิญญาที่เก็บความรู้สึก และควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี ทำให้หนังขาดอารมณ์ที่หนังต้องการจะให้มีไปอย่างน่าเสียดาย

หนังไม่ได้มุ่งเชิดชูวีรกรรมของคุณสุภิญญา ไม่มีภาพชัยชนะอันอิ่มเอิบในหนังหนัง หนำซ้ำยังเสียดเย้ยอยู๋กลายเมื่ หลังจากได้รับชัยชนะ คุรสุภิญญาในขณะนั้นยังเผลอคิดว่า นายกจะลาออกหลังจากนี้ เธอพูดออกไป แต่ไม่มีใคร(กระทั่งเธอในตอนนั้น) จะเชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะพลิกผันไป

หลังจากคดีชนะ ไม่นานนัก ก็เกิดการรัฐประหารขึ้นในประเทศ (ที่จริงแล้ว คุณพิมผกาตัดสินใจจบหนังลงตั้งแต่คดีชนะ แต่ยังไม่ทันตัดต่อเสร็จก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นเสียก่อน) หนังตามลงไปเก็บภาพครอบครัวคุณสุภิญญาหลังวันที่ 19 กันยา ภาพที่ปรากฏ จึงเข้มข้นไปด้วยอารมณ์ร่วมของผู้คน ในขณะนั้น ยิ่งเมื่อตามด้วยบทสัมภาษณ์คุณสุภิญญา หลังรัฐประหาร ที่เจ้าตัวเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าที่แท้ชัยชนะของตัวเองนั้นได้ช่วยสังคมไว้อย่างที่ตนเองเข้าใจมาแต่แรกหรือเปล่า ภาพ รถที่แล่นไปบนถนนในตอนเช้า ภาพคุณสุภิญญาพิมพ์ดีดเดียวดายในห้องปิดในฉากจบจึงกลายเป็นความสะเทือนใจมากกว่าความอิ่มเอิบแห่งชัยชนะ

ในช่วงQ& A หลังหนังจบ คุณสุภิญญาบอกว่า การรัฐประหารทำให้เธอได้ฉุกคิดว่า ที่แท้ชัยชนะที่เธอเคยเชื่อไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะของเธอ แต่ยังเป็นชัยชนะของสังคม ที่แท้แล้วไม่จริงเลย มันเป็นเพียงการดิ้นรนเอาชัยชนะของปัจเจกบุคคลธรรมดา และ มันไม่ได้ช่วยให้สังคมกล้าที่จะพูดความจริง หรือเข้าใจเรื่องเสรีภาพในการพูดได้เลย เสียดายที่ตัวหนังไม่แข็งแรงพอที่จะดึงเอาความเจ็บปวดนี้ออกมาได้

และถึงแม้คุณพิมผกา จะประกาศว่าไม่ได้แสดงจุดยืนทางการเมืองใดๆ ในหนังเรื่องนิ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ฉากหนึ่งที่ทรงพลังที่สุดในหนังไม่ใช่ฉากของคุณสุภิญญา หากกลับเป็นฉาก ทหารปีนข้ามรั้ว ในคืนวันที่ 19 กันยา และภาพถนนอันเงียบสงบในเช้าวันถัดมา ซึ่งนั่นขับเน้นย้อนแย้งและตั้งคำถามฉากของม๊อบพันธมิตร ที่มาก่อนหน้าอย่างรุนแรงไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ซึ่งผลพวงจากฉากนี้เอง ทำให้ฉากที่ผม (โดยส่วนตัว) รุ้สึกว่าเศร้าที่สุด คือ ทุกๆฉากที่เกิดขึ้นในม๊อบพันธมิตร เพราะไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ภาพถนนว่างโล่ง หรือภาพประชาชนไปถ่ายรูปกับทหาร ทำให้บังเกิดคำถามรุนแรงขึ้นโดยพลันว่า พลังประชาชนจำนวนมหาศาลในคืนก่อนหน้านั้นสาบสูญไปแห่งใดในชั่วข้ามคืน มันเป็นพลัง ประชาธิปไตย- ที่มีอยู่จริง หรือเป็นเพียง ฝันไป เประชาชนได้ชัย (เหมือนคุณสุภิญญาชนะคดี) หรือพ่ายแพ้หมดรูป และมันสำคัญมากที่ว่า ในที่สุด มหาประชาชนเหล่านั้นเป็นเพียงพลังประชาธิปไตยเทียม ที่ไม่ได้เข้าใจเนื้อความใดๆ หรือที่แท้เป็นเพียงพลังบริสุทธิ์ที่ถูกการเมือง (ที่ไม่ได้หมายความแค่นักการเมือง) หลอกใช้ ชัยชนะของคณสุภิญญา ก็เช่นกัน ถึงที่สุดแล้วกระทั่งตัวเธอเองก็ยังตั้งคำถามกับมัน

แม้โดยส่วนตัวผมจะยังรู้สึกว่าสารคดีเรื่องนี้ไม่ได้สมบูรณ์ (ถึงขั้นน่าเสียดาย) แต่ก๋เป็นที่น่ายินดีว่าอย่างน้อย คนทำหนังไทย ก็ได้พยายามพาภาพยนตร์ไปสู่บริบทใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริบททางการเมือง การได้ดูหนังอย่าง เคียด ของ คุณพัลลภ ฮอหรินทร์ ไม่มีอะไรให้ดู ของคุณ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ความลักลั่นในงานรื่นเริงของคุรปราบต์ บุญปาน รวมไปถึงโปรแกรม SPOKEN SILENCE ในงานหนังสั้นปีล่าสุด (ที่ผมไม่ได้ดู ) รวมถึงหนังสั้นของผู้กำกับหลายท่านที่ผมไม่มีโอกาสได้ดู และ มาถึงTE TRUTH TO BE TOLD เรื่องนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่าวงการหนังไทย ยังมีหนัง ในฐานะบทบันทึกความคิดเห็นทางการเมือง อยู่ และเป็นไปอย่างครึกครื้นและน่าจับตายิ่ง

ในฉากจบของหนัง เรามองเห็นคุณสุภิญญานั่งโดเดี่ยวในห้องน้อย พิมพ์งานของเธอไปเงียบๆ ท่ามกลางเสียงก๊อกแก๊กของนิ้วที่กระทบคีย์บอร์ด กล้องค่อยๆทอดสายตาออกไปนอกห้อง เราได้ยินเสียงของเธอที่เคยปราศรัยบทเวทีพันธมิตร หลังได้รับชัย ลอยล่องมาเบาๆ ราวกับเป็นเสียงจากความฝันที่พลันตื่นแล้วพบว่าไม่มีจริงกล้องทอดสายตาไปยังประตูที่ปิด ซูมเข้าหาต้นไม้ที่เคลื่อนไหวอยู่ข้างหลัง ภาพนั้นถูกถ่ายผ่านกอรบสามสี่ชั้น ทั้งประตู กระจกเลยข้ามระเบียงไปที่หน้าต่าง ราวกับเสียงแห่งเสรีภาพในการพูด ที่ยังตกอยู่ในกรอบอีกหลายชั้นหว่าที่เราจะเดินทางจากห้องนี้ไปที่ต้นไม้ ที่ส่ายไหวในแสงแดดนั้นและรับฟังเสียงของมันอย่างจริงจัง