CALL FOR SUBMISSION​S BEFF 6th

posted on 27 Oct 2011 23:16 by filmsick

 

เวบเทศกาลครับ

http://beffbeff.com/2011/10/call-for-submission%e2%80%8bs-deadline-30-nov-2011/

เทศกาลหนังทดลองกรุงเทพ ครั้งที่ 6

มกราคม 2555

 เปิดรับสมัครผลงาน

“การเสนอภาพอดีตอย่างเปี่ยมด้วย ความเป็นประวัติศาสตร์นั้นไม่ใช่การถ่ายทอดความหลังครั้งก่อน ‘แบบที่มันเคยเป็นจริงๆ’ สิ่งที่จำป็นต้องทำคือไขว่คว้าประกายความทรงจำที่จู่ๆ ก็สว่างวาบขึ้น ณ โมงยามคับขัน”

วอลเตอร์ เบนจามิน

หนังหรือวิดิโอมีศักยภาพหรือบทบาทตรงไหนใน ภารกิจช่วงชิงความทรงจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาแห่งการต่อสู้อย่างเข้มข้นเพื่อความเปลี่ยนแปลง เทศกาลหนังทดลองกรุงเทพครั้งที่ 6 เชิญท่านส่งผลงานที่อาจพ้องกับนิยามความหมายของประวัติศาสตร์แบบที่ วอลเตอร์ เบนจามิน เสนอว่า ประวัติศาสตร์คือการสร้างความหมายจากประกายความทรงจำ ที่อาจกลายตัวเป็นแรงต้านอันทรงพลัง ปลดปล่อยผู้คนจากเงื้อมมือกดขี่ของมายาคติเกี่ยวกับอดีตชาติปูมหลังไปได้

กรุณาส่งผลงานของท่านซึ่งทำขึ้นระหว่างปี 2552-2554 พร้อมทั้งเขียนคำอธิบายสั้นๆบรรยายความสัมพันธ์ระหว่างผลงานที่ร่วมส่งกับ แนวคิดข้างต้น สาหรับเทศกาล BEFF6 ประเภทของงานที่เราสนใจเป็นพิเศษคือ งานจำพวกที่ทดลองเสนอภาพประวัติศาสตร์ผ่านการเลือกใช้หนังบ้าน ภาพยนตร์จากคลังสะสม found footage หรือกลยุทธิ์ช่วงชิงการให้ความหมายกับประวัติศาสตร์ด้วยวิธีการอื่น เทศกาลหนังทดลองกรุงเทพครั้งที่ 6 เปิดรับผลงานภาพยนตร์และ วิดีโอทดลอง งานสารคดี งานติดตั้ง(จอเดี่ยว) และงานอนิเมชั่น

หมดเขตปิดรับสมัครผลงานวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 และคาดว่าจะทราบผลภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2554

กรุณาส่งผลงานของท่านในรูปแบบดิจิตอล DVD หรือสามารถส่ง links และ password เพื่อเข้ารับผลงานออนไลน์ พร้อมใบสมัครที่สมบูรณ์ ผลงานที่ได้รับคัดเลือก จะถูกจัดอยู่ในโปรแกรมพิเศษของเทศกาลหนังทดลองกรุงเทพ ‘Raiding the Archives’ ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนมกราคม 2555 นี้ ‘Raiding the Archives’ เสนอตัวเป็นเวทีถกเถียงว่าด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ ของบรรดาภาพเคลื่อนไหว ‘นิรนาม’ ที่เก็บซ่อนสะสมไว้ในกรุต่างๆรอคอยผู้ค้นพบ และเพื่อสร้างบริบทสาหรับการหารือเกี่ยวกับคุณค่าทางสังคมและคุณค่าทาง สุนทรียศาสตร์ของภาพเคลื่อนไหวจำพวก ‘ชายขอบ’

ส่งผลงานของท่านมาที่:

เทศกาลหนังทดลองกรุงเทพครั้งที่ 6 / หอศิลป์บ้านจิมทอมป์สัน

เลขที่ 6, ซอยเกษมสันต์ 2

ถ .พระราม1

เขตปทุมวัน

กรุงเทพมหานคร, 10330

Email: beff.six@gmail.com

ดาวน์โหลด  กฎเกณฑ์และข้อบังคับ

ดาวน์โหลด  ใบสมัคร

The 6th Bangkok Experimental Film Festival

 January 2012

 Call for Submissions

‘Articulating the past historically does not mean recognising it ‘the way it really was’. It means appropriating a memory as it flashes up at a moment of danger.‛

Walter Benjamin

What is the potential of films and videos for the mobilisation of historical memory at moments of intense struggle for change? BEFF6 invites submissions of films and videos that resonate with Walter Benjamin’s sense of history as sudden illumination and potent force against the oppressive weight of a mythic past.

Please send us your work, made between 2009 and 2011, and a line or two suggesting how you see the relationship between your submission and some of these ideas. We’re especially interested in works that explore history through the use of home movies, archival film, found footage and other strategies of historical reclamation. BEFF6 welcomes experimental film and video, documentary, installation work (single channel), artists’ film, and animation.

The deadline for submission is 30 November 2011. If your work is selected we aim to notify you by 31 December. Please submit a completed entry form, additional enclosures (as specified in the entry form), and your work for selection in one of these digital formats: DVD, or by sending us links and passwords to access your work online.

The selected work will be programmed in the open call section of BEFF6 Raiding the Archives, scheduled to open in Bangkok in late January 2012. Raiding the Archives uses the platform of an experimental film festival to pose the question: What histories of Southeast Asia await excavation from audio-visual archives in the region and beyond? Our emphasis lies in innovative programming, a global historical frame, and creating a context for high-quality public discourse on the social and aesthetic values of marginal forms of moving images.

Address to send your work:

BEFF6, Jim Thompson Art Center

6 Soi Kasemsan 2

Rama 1 Road

Pathumwan

Bangkok 10330, Thailand.

Email: beff.six@gmail.com

Download REGULATIONS

Download  ENTRY FORM



เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของหนัง

หนังเป็นเหมือนลูกครึ่งของ คิมคีดุ๊ก กับ ท่านพ่อลีชางดอง แต่มันยังออกมาไม่ลงตัวเลยเอียงไปทางคนแรกหน่อยๆ แล้วทำให้หนังมันดูจงใจไปจนน่าเสียดาย

ตัวละครในหนังเรื่องนี้ดูเงี่ยนๆทุกตัวเลย

เรื่องอยู่ในทำนองว่า พระเอกขายแม่กิน แม่พระเอกเป็นหญิงปัญญาทึบที่พระเอกเอาไปขายในฐานะ กะหรี่ที่ถูกที่สุดในเกาหลี 15 นาทีเอาได้ จ่ายเจ็ดเหรียญ พูดให้ง่ายคือพระเอกเป็นแมงดาขายแม่ตัวเอง 

พ่อพระเอกไปมีครอบครัวใหม่กับสาวคลั่งศาสนาลูกติด ตัวลูกติดแม่ลูกสาวมาติดพระเอก ส่วนลูกชายเป็นฮิคิอยู่แต่ในห้อง เรื่องของเรื่องคืออีพ่อรอตุ๋ยลูกชาย อีแม่เอาแต่คลั่งศาสนา ตัวลุกสาวก็เที่ยวไปเฝ้าพอ่แท้ๆที่กำลังป่วยแล้วตามหาพระเอก 

แม่พระเอกโดยมากก็ขายตัวให้พวกเด็กปัญญาอ่อน คนพิการอะไรแบบนั้น วันนึงมีพวกทหารมาเที่ยวก็ซ้อมพระเอกแล้วรุมข่มขืนแม่ 

ถ้ายังไม่สะใจพอ พระเอกก็มีเด็กหนุ่มาแอบชอบ ลงเอยด้วยการตุ๋ยพระเอก โดยไม่รู้ว่าจริงๆพระเอกเป็นแอดส์ 

ขอบอกว่ามันยังไม่จบแค่นี้ด้วย

หนังออกมาแบบนิ่งๆ เท่ๆ แรงๆแบบคิมคีดุ๊ก แต่สิ่งที่ดีคือมันจะมีบางช่วงที่มีเซนส์ของหนังเข้าใจมนุษยืแบบท่านพ่อลีชางดอง แยากดูหนังของผู้กำกับคนนี้อีกและหวังว่าเขาจะเอียงไปทางข้างท่านพ่อลีชางดอง


ไปๆมาๆดึูเหมือนหนังจะวิพากษความเป็นชายของเกาหลีอย่ามันส์มือมาก หนังมีแต่ตัวละครผู้ชายง่อยเปลี้ยเสียขา พวกคนปัญยาอ่อนคนพิการ พวกคนวิปริต พวกตุ๋ยเด็ก ผู้ชายในเรื่องเป็นพวกสืบพันธุ์ไม่ได้ (ชอบผู้ชาย ) ง่อยเปลี้ยเสียขา (ลูกค้าของพระเอก) แต่พวกที่เป็นชายสุดๆ ก็มีเพียงพ่อพระเอก กับพวกทหาร ซึ่งกักขฬะถึงขีดสุดรุมข่มขืนคนแก่ หรือตุ๋ยลูกเลี้ยง พวกผู้ชายในหนังใช้ผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศไม่สิ้นสุด ตัวพระเอกก็เป็นวัตถุทางเพศของไอ้เดฌ็กหนุ่มหรืออาจจะเป็นของอดีตพ่อด้วย 

ตัวละครจะกินหมูย่างเกาหลีตลอดทั้งเรื่องดูเหมือนไปอ้หมุย่างเกาหลีมีคุณสมบัติในการเป็นตัวแทนโลกเก่าโลกชายเป็นใหญ่เหมือนกัน ทั้งเรื่องจะมีตัวแม่ที่ชอบกินหมู่ย่าง แล้วจริงๆหนังเปิดเผยว่าแม่ชอบให้ผู้ชายเอาด้วย ตัวละครแม่กับ เมียใหม่ของพ่เลยเป็นภาพผู้หญิงที่ยอมจำนนด้วย กล่าวให้ถูกคือตัวละครทุกตัวง่อยเปลี้ยเสียขาในสภาวะแบบปิตาธิปไตยเต็มขั้น ดังนั้นฉากจบที่เกิดขึ้นในขณะแดกหมูย่างเกาหลี การฆ่าพ่อที่กำลังแดกหมูย่างด้วยเลือดชั่วของลูกชายจึงเป็นสภาพการทำลายล้างปิตาธิปไตยแบบถึงขีดสุด (ยิ่งถ้าคิดว่าพระเอกถูกทำให้กลายเป็นหญิงผ่านการถูกตุ๋ยต่อหน้าแม่) 

ความรักของแม่ลูกในหนังเรื่องนี้จึงเป็น platonic relationshipเดียวในเรื่อง ซึ่งพูดแบบนี้ในหนังเรื่องอื่นอาจจะบอกว่ามึงพุดไปทำไม ความรักแม่ลูกต้องไม่มีเรื่องเพศอยุ่แล้ว แต่ในโครงสร้างที่ตัวละครทุกตัวหงี่เงี่ยน ความสัมพันธ์ของแม่ลูฏเลยกลายเป็นความสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์แบบสุดๆ เพราะเป็นตัวละครคู่เดียวที่ไม่ได้เอากัน (จริงไตัวน้องสาวก็ยังขอเอาพี่ชาย)

สิ่งที่ดีมากๆอีกอย่างในหนังคือควาฒโสมมของเมืองที่ถ่ายออกมาได้ดี (อาจจะออกแห้งๆเพรราะถ่ายกล้องดิจิตัล แต่มันกลัทำให้ทัศนียภาพของหนังโสมมขึ้นไปอีกซึ่งดีมากๆ)


เวลา: ปี1974  ในระหว่างโมงยามของความสามัญธรรมดา  สามัญธรรมดาที่หมายถึงว่า ระหว่างเรื่องของชาติ ชนชั้น ระบบการเมือง การแลกเปลี่ยนทั้งหลายแหล่ไม่ได้นำเราไปสู่อะไรเลย ความหวังนั้นยังคงอยู่แต่มันได่้ถุกทำให้เป็นสิ่งสามัญธรรมดาผ่านทางทัศนคติแบบเหมารวม  ถ้อยความอธิบายความเกี่ยวกับความหวังถูกกลบฝัง เหลือเพียงถ้อยคำ วันเวลา และฤดูกาลเท่านั้นที่ยังคงเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

นี่คือประโยคเปิดของหนังเรื่องนี้ หนังที่เล่าเรื่อง112 วันของความรักของปอล วิศวกรหนุ่มที่กำลังจะลงสมัครเทศมนตรี และเอเดรียน่าสาวเสริ์ฟชาวอิตาเลี่ยนที่เดินทางมาหางานทำในเมืองเล็กๆนี้  ปอลผู้ซึ่งรู้แต่เพีงตัวเองต้องการอะไร กับเอเดรียนาที่เช่นกัน รู้เพียงแต่ว่าตัวเองไม่้องการอะไร นั่นทำให้ทั้งคู่รักกันและไม่ได้รักกันอีก ในโมงยามที่ความหวังค่อยๆดับสูญกลางปีเดือนที่เคลื่อนคล้อย

เรื่องมันมีอยุ่ว่า ปอลวิศวกรหนุ่มประจำโรงงานในเมืองได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนลงเลือกตั้งตำแหน่งนายกเทศมนตรีในนามของพรรคเสรีนิยม ด้วยภาพลักษณ์ของลูกชายชาวนา คนธรรมดาสมถะรักครอบครัวที่ใส่ใจในเหตุบ้านการณ์เมืองจะขอมาเป็นตัวแทนประชาชน ในเวลาเดียวกัน เอดรียน่าสสวอิตาเลียนที่สูญเสียสามีในอุบัติเหตุในโรงงาน บ้านโดนไฟไหม้จนทิ้งรอยแผลเป็นไว้บนใบบหน้าเล้กน้อยเป็นเหตุให้ต้องทำผมปรกหน้าตลอดเวลา โดยสารรถไฟมาสมัครเป็นสาวเสริ์ฟในเมืองนี้  เธออาศัยในห้องเช่าเล็กแคบที่ไม่มีห้องน้ำในตัว แต่มันเงียบ อบอุ่ม และมืดพอที่เธอจะใช้ชีวิตเงียบๆของเธอได้ กล่าวได้ว่าเธอพอใจกับชีวิตของเธอ

หนังเล่าเรียงวันนับตั้งแต่ทั้งคู่ยังไม่รู้จักกันจนกระทั่งสรรพสิ่งสิ้นสุด ปอลพบเธอเมื่อครั้งแรกที่เขามาอาศัยร้านที่เธอทำงานหาเสียง เขาติดใจเธอ มากินกาแฟแอบมองเธอ และขอพบเธอดื้อๆ แรกทีเดียวพวกเขาเที่ยวไปในท้องทุ่งยะเยือกต้นฤดูหนาว ในที่สุก็ขยับความสัมพัธ์ลึกซึ้งในห้องเล้กที่เธอเอาโค้ตปิดหน้าต่างจนมืดสนิท พวกเขาร่วมรักกันครั้งแล้วครั้งเล่า ปอลไม่สนใจการหาเสียงมากกว่าการมาหาเธอ ใครต่อใครเห็นทั้งคู่อยู่ด้วยกัน ทั้งคู่หลงรักกันอย่ายิ่ง ปอลมองเห็นหนทางที่ทั้งคู่จะอยุ่ร่วมกัน เขาจะทำงานให้เธอออกจากคาเฟ่ ไปซื้อบ้านสวย ไปอยุ่ก้วยกัน แต่สำหรับเอเดรียน่า เธอแค่รักปอลในห้องเล็กๆของเธอ ปอลเกิดและเติบโตในเมืองที่อยู่ใจกลางโลก สำหรับเอเดรียน่า ห้องเล็กมืดิดและการร่วมรักกับปอลคือใจกลางโลก เมื่อมันสั่นสะเทือน มันจะไม่มีอนาคตที่ดีขึ้น มีแต่การพังทลายและการบอกลา


เฉกเช่นกับหนังเรืื่องอื่นๆของ TANNER หนังเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมา เรียงตามวันที่ กระชับฉับไวแม้จะไม่กินเวลาหลายเดือนหลายปีเหมือนกับเรื่องอื่นๆแต่ก็กินความยาวนานตั้งแต่ก่อนสิ่งต่างๆเริ่มขึ้น และหลังจากมันจบไปแล้ว และก็เป็นดังช่นหนังหลายๆเรื่องของTANNER มันสำรวจตรวจสอบพรมแดนอาณาเขตของปัจเจกชน เสรีชนและการเมือง ด้วยดวงตาที่เป็นกลาง การแสดงภาพควาโรแมนติคที่สิ้นสุดลง และการเข้ากันไม่ได้ของสองสิ่ง นั้นคือการเป็นเสรีชน และเป็นส่วนหนึ่งของระบบ

ภายใต้ระบบภาพแทนเบื้องต้นเราพอจะบอกได้ว่าปอลคือตัวแทนของระบบ ในขณะที่เอเดรียน่าคือภาพแทนของเสรีชนคนที่ทำอะไรตามใจตัว โลกของทั้งคู่เชื่อมเข้าหากันด้วยแรงปรารถนาแบบเสรีนอกเหนือชนชั้น หรือ ระบบคิดครอบครัวผัวเดียวเมียเดียว ความรักในฐานะเสรีชนที่ทั้งคู่มีให้กันถูกทำลายโดยระบบสังคม เรื่องการเมืองที่ทำให้คนทั้งคู่ไม่สามารถจะรักกันได้ แต่ในเมื่อมันเป็นหนังของTANNER มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

เพราะอันที่จริงระบบที่ TANNER พูดถึงไม่ใช่  ‘สิ่งที่อยู่ตรงข้าม’ กับการเป็นเสรีชน หากมันกลับคือระบบของตัวเสรีชนนั้นเอง  หนังอาจจะไม่ขับเน้นแต่เรารู้ว่าปอลคือตัวแทนของพรรคเสรีนิยม ผ่านทางฉากเล็กๆที่นายช่างในอู่คุยกับลูกน้องว่าคู่แข่งของปอลคือ ‘พวกโบสถ์’ กล่าวอย่างง่ายคือปอลผู้สมัครสายเสรีนิยมที่ต่อสู้กับคู่แข่งจากฝั่งอนุรักษ์นิยม

แล้วปอลก็ทำตัวเป็นเสรีนิยมจริงๆเมื่อเขาลงมาจริงจังกับเอเดรียน่า สาวเสริ์ฟข้ามชาติที่เป็นพลเมืองชั้นสองของเมืองที่ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง การหลงรักอย่างหัวปักหัวปำของปอลโดยไม่พยายามจะปกปิดเรื่องนี้จากคนทั้งเมืองเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี

แต่ความเป็นเสรีนิยมของปอลนั้นเป็นไปในกรอบขอบเขตของ ‘เสรีนิยม’ ที่ดี กล่าวให้ถูกต้องคือเป็นเสรีนิยมที่ีมีความถูกต้องทางการเมืองเข้าครอบงำอยู่ เมื่อรักใครเขารักจริง เขาอยากจะทำให้ชีิวิตของเขาและเธอดีขึ้น การเมืองเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยสำหรับเขา แต่การดำเนินชีวิตตามทำนองคลองธรรมต่างหาก การใช้ชีิวิตในฐานะพลเมืองที่รับผิดชอบการกระทำของตนเองต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญของปอล  เพราะฉะนั้นน

แต่เอเดรียน่าต่างออกไป  เธอคือเสรีนิยมโดยสมบูรณ์ เธอเลืิอกทางชีิวตของเธอเอง เธอพึงพอใจในสิ่งที่มันเป็น การได้รักเขา (โดยไม่ได้สนใจเรื่องการที่เขาแต่งงานแล้วหรือลงเลือกตั้ง) การได้ร่วมรักกับเขาครั้งแล้วครั้งเล่าในห้องของเธอ การได้เป็นสาวเสริ์ฟ การได้มีชีวิตส่วนตัวบ้าง ทั้งหมดสวนทางกันบนถนนเสรีนิยมท่ามกลางความปรวนแปรของกระแสการเมืองท้องถิ่น

แน่นอนว่ามันกระทบกันไปหมด ทั้งคะแนนนิยมของปอล ผลการเลือกตั้งก้บอแล้วว่าเสรีนิยมแห่งชุมชนนี้ไม่ชอบเรื่องซุบซิบนินทา แม้พวกเขาจะแปะป้ายเสรีนิยมแต่นั่นก็ไม่ได้หมายถึงพวกเขาจะเป็นเสรีนิยมอย่างแท้จริงในทุกๆเรื่อง พวกเขามีระบบของเสรีนิยมที่ต้องรักษา และคนที่เป็นเสรีนิยม ‘อย่างแท้จริง’ คนที่ยอมรับในการแต่งงานโดยบังเอิญของตนในอดีต ยอมรับในร่องรอยของตนเอง ยอมรัยที่จะรักคนอื่นๆดท่าๆกับที่รักตนเองอย่างง่ายๆและออกะเถื่อนถ้ำอยู่บ้างมีทางเลือกไม่มากนัก หากไม่ยอมสยบต่อ  ‘ ระบบจริยธรรมเสรีนิยม’ ก็มีแต่จะต้องจากไป

ฉากหนึ่งที่เจ็บปวดมากในหนังคือช่วงท้ายๆที่เขาไปหาเธอที่บ้าน เธอถอดกางเกงออกแล้วบอกเขาว่ามาร่วมรักกับฉันนี่ เขามองดูเธอเปลือยท่อนล่างแล้วบอกว่าเะอทำตัวเหมือนโสเภณี พวกโสเภณีจะไม่ถอดเสื้อเวลาเอากับลูกค้า เธอตอบกลับว่า งั้นเหรอ พวกเธอทำแบบนั้นเหรอ มาเถอะ ก็ฉันหนาวนี่นา  ในที่สุดเสรีนิยมโดยสมบูรณ์จึงเป็นเสมือนโสเภณีของเสรีนิยม เพราะมันคือเครื่องแบ่งแยกของเสรีนิยมเด็กดีในระบบกับเสรีนิยมสุดโต่งเลวทราม ระบบการเมืองไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอนุรักษ์นิยมกับเสรีนิยม แต่ยังแบ่งแยกแตกย่อยลงไปมากกว่านั้น ซับซ้อนยิ่งกว่านั้น และเจ็บปวดร้าวรานยิ่งกว่านั้น

ดังนั้นในท้ายที่สุดการจากไปอย่างไร้คำตอบของเอเดรียน่า(เพื่อสาวเสริ์ฟของเะธอเฝ้าถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าทำไมเธอจึงไปจากปอล แต่ไม่ว่าจะถามอย่างไรก็ไม่มช่คำตอบที่แท้) จึงเป็นการปฏิเสธคุณค่าแบบ ‘ระบบเสรีนิยม’ ที่ใจกลางโลกของปอลกับของเธอเป็นคนละที่กัน ดินแดนที่ปอลเกิดคือใจกลางโลกที่ไม่ซ้ายไม่ขวาเป็นใจกลางโลกที่ถุกตั้งขึ้นโดยระบบของการชั่งตวงวัดคุณค่า แต่ใจกลางโลกของเอดรียน่าคือสถานที่ลึกลับซึ่งเป็นของเธอคนเดียว ที่อย่างห้องเล็กๆที่ไม่มีห้องน้ำ หรือการกินส้มบนรถไฟ

หากนี่ก็ไม่ใช่การฉลองชัยชนะโรแมนติกของเสรีนิยม ในฉากสุดท้ายของหนัง เอเดรียน่าไม่ต่างจากเหล่าปัญญาชนใน Jonas will be 25 in a year 2000 เธอพ่านแพ้ต่อระบบเช่นคนอื่นๆ เธอกลายจากสาวเสริ์ฟรักอิสระ ไปเป็นสาวโรงงาน ตกอยู่ในระบบที่โหดเหี้ยมยิ่งกว่าหากยังมีช่องโหว่อยู่มากกว่า อย่างน้อยเธอก็ยังได้กินส้มดังเช่นที่เธอปรารถนา
ความหวังนั้นเกิดใหม่เสมอและมันถูกส่งต่อออกไปในทุกๆวัน แต่แทนที่ความหวังจะหลั่งไหลเขามในชีวิต มันกลับแตกสลายไปโดยฝีมือของอะไรอย่างเช่น คำลวง โอกาส หรือ ความกลัว -และนั้นคือข้อความสุดท้ายจากเอเดรียน่า

อ่านพิ่มเติม ALAIN TANER  แรงเฉื่อยของปัจเจกชน