เชิญทุกคนมาร่วม พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยน สังสรรค์ ดูหนัง "วาทกรรมคนบาป" (the sinners's discourse) 25 ธันวาคม 2552 ที่ หอศิลป์กรุงเทพฯ เวลา 18.30 น.

วาทกรรมคนบาป (The Sinners's Discourse) : 2009 : Thai : 80 min.

วาท กรรมคนบาป พื้นที่แห่งการสารภาพ ความรู้สึกผิด การชำระล้าง ผ่านงานวีดีโอ จากศิลปินอิสระ นักเขียน นักวิจารณ์ คนทำหนัง และทุกคนที่มีบาป 

The sinners's discourse – a space for every sinner to confess, redeem their sin via a video art 

ร่วมสารภาพโดย :
ไกรวุฒิ จุลพงศธร : Graiwoot Chulphongsathorn
จุฬญาณนนท์ ศิริผล : Chulayarnnon Siriphol
ชัยศิริ จิวะรังสรรค์ : Chaisiri Jiwarangsan
นฆ ปักษนาวิน : Nok Paksnavin
นนทวัฒน์ นำเบญจพล : Nontawat Numbenchapol
พิชชานันท์ เลาหะพรสวรรค์ : Pichanund Laohapornsvan
วิชาติ สมแก้ว : Vichart Somkaew
วิรัส ยั่งยืน : Wirut Yangyuen
วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา : Wiwat Lertwiwatwongsa
สันติภาพ อินกองงาม : Santiphap Inkong-ngam
ศาสตร์ ตันเจริญ : Zart Tanchareon
อรรถวุฒิ บุญยวง : Authawut Boonyuang

more details : 
http://thesinners.exteen.com/

 

 

 

เธอคือหญิงคนเที่ยวของเกาะแห่งไกลนั้น เขาเป็นนายทหารผู้มาใหม่ รับผิดชอบกองกำลังราวหนึ่งหมู่ซุ่มซ้อมพวกทหารให้พรักพร้อม เปลือยออกเรียงแถวกันอยุ่กลางแสงแดด ตะโดนเสียงดำ วิ่งกันเป็นเป็นกระบวน ซักซ้อมการสวนสนามและจัดแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เธอร่างท้วม และออกจะเพ้อฝัน หญิงคนหนึ่งอ่านอนาคตของเธอจากใบชา และพบเห็นการมาถึง ค่ำคืน ความมืด มงกุฏ และกางเขน กางเขนเช่นเดียวกับแขนที่กางออกของนายทหารที่เต้นรำอย่างเมามายอยู่ในร้านเหล้ายามค่ำคืน  ที่ที่เธอพบเขา ก่อนจะมีเรื่องกับหนุ่มชาวบ้าน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือชายคนรัก กล่าวให้ถูกกว่าคือ แมงดาของเธอ คืนนั้นเองทั้งคู่ตกหลุมรักกัน ความรักร้อนแรงเกินห้ามอกหักใจ ความรักแบบที่เหลือบแลเพียงชั่วครู่ก็รู้ว่ามีแต่เดินไปสู่โศกนาฏกรรม

 

เรื่องเล่าสุดแสนสามัญไม่ยากเกินคาดเดา แต่กลับห่างไกลอย่างยิ่งกับสิ่งที่คาดเดาได้ นี่คือภาพยนตร์ของALEXIS DAMIANOS ชื่อผู้กำกับอาจไม่คุ้นหู แต่ว่ากันว่าสำหรับภาพยนตร์จากกรีซนี่คือหนังเรื่องสำคัญประจำทศวรรษที่ 70's ที่ทุกองค์ประกอบของหนังล้วนถูกนำเสนออย่างรุนแรงทางอารมณ์ยิ่ง

 

รุนแรงเช่นเดียวกับชีวิตรักของEVDOKIA กับทหารหนุ่มผู้ซึ่งไฟรักแผดเผาจนต้องลอบหนีไปหาหล่อน  ทั้งคู่ซ้อนมอเตอร์ไซคล์ไปไหนต่อไหน  ปวิ่งไล่จับกันในป่า ปีนภูเขาไปโล้ชิงช้าน่าหวาดเสียวที่ริมหน้าผา ก่อนจะตกลงใจแต่งงานกันอย่างรวดเร็ว EVDOKIA ชวนคนทั้งหมู่บ้านมาร่วมยินดี หากเจ้าบ่าวกลับหายตัวไปในวันงาน กว่าเขาจะมาถึงเธอก็กราดเกรี้ยวเกินเยียวยา เธอไล่ตะเพิดเขาไป โดยฟังว่าเขาถูกจับกุมคุมขังเรื่องที่เขาหนีอ ออกมาหาเธอกลางดึก แต่ก็คืนดีกันในท้ายที่สุด แต่แม้ทั้งคู่จะตกร่องปล่องชิ้นกัน คนอื่นๆก็ยังคงมองเธอเป็นเพียงนางโสเภณีอยู่ดี เขาพาเธอขี่มอเตอร์ไซค์ลไปเที่ยวทะเล ไอ้พวกเพื่อนทหารก็มาก้อร่อก้อติกจนเกือบมีเรื่อง ยิ่งพอเธอยักคิ้วหลิ่วตาให้เขาก็ยิ่งเป็นฟืนเป็นไฟถึงกับจอดรบลากเธอมาตบตี  ก่อนจะไปเริงเล่นกันที่ชายหาดลึกลับนอกเมือง

 

ความสัมพันธ์ลุ่มๆดอนๆของเขาและเธอเป็นไปเช่นนั้น รักกัน ชังกัน ไม่ไว้ใจกัน อยู่ด้วยกันก็มีแต่ทะเลาะกัน แต่ก็ไม่อาจแยกขาดจากกันได้ ไฟรักร้อนแรงแผดเผาจนทั้งคู่แทบลูกไหม้ โหมซ้ำด้วยไฟของสังคมที่ยังคงซุบซิบนินทาลับหลัง กระทั่งนายทหารหนุ่มเริ่มหมดความอดทน เขาหนีเธอไปเกาะอื่น   ตอนนั้นเองเจ้าแมงดาที่ยังคงอาวรณ์จนแอบลอบติดตามเธอเสมอก็กลับมา  เธอออกขายตัวอีกรอบ แม้เพียงแค่ใช้ปากกลางถนนเปลี่ยวกับตาแก่หงำเหงอะ มันก็ทำให้เขาอดรยทนไม่ได้เมื่อกลับมา ยิ่งรักยิ่งถลำลงในห้วงรัก ความรักอันผิดทำนองคลองธรรมของธรรมของเขาและเธอนั้นไม่อาจยอมให้เกิดขึ้นได้ในสังคมเล็กๆแห่งนี้

ภายใต้เนื้อหาที่คุ้นเคยสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างออกไปคือการสร้างอารมณือันปั่นป่วนรุนแรงในทุกอณูของเนื้อหนัง เริ่มตั้งแต่ทัศนียภาพของเกาะแก่งห่างไกลที่ทุกอย่างล้วนอวลไปด้วยฝุ่นทราย บ้านของEVDOKIA อยู่ริมขิบของหมู่บานซึ่งก่ออิฐฉาบปูนอย่างเรียบง่ายราวกับผุดขึ้นมาจากลานทราย ซึ่งผงฝุ่นพัดปลิวราวกับสุดขอบโลก บรรยากาศของลานฝึกทหารโล่งเตียนล้อมรั้วลวดหนาม บรรดาทหารหนุ่มกระทืบเท้าลงบนพื้นสีขาวซีดๆอวลฝุ่น   กลางบรรยากาศแห้งแล้งหงอยเหงา บรรดาตัวละครกลับสาดซัดพายุอารมณ์อย่างไม่ยั้งมือ ทุกคนในเรื่องเพราะจะตะโดนใส่กัน ตบตี ฉุดกระชากลากถูแสดงอารมณ์อย่างไม่ปิดบังราวกับเป็นตัวละครที่มาจากหนังของ Rainer Werner Fassbinder ก็มิปาน หนำซ้ำ การตัดต่อของหนังก็เล่นกับอารมณ์รุนแรงทุกห้วงขณะ  หนังตัดภาพสามสี่ภาพซึ่งไปม่ต่อเนื่องกันมาปะทสังสรรค์กัน  เทคนิคที่ชวนให้นึกถึงถึงการตบโต๊ะปังกลางห้องสมุดที่เงียบเชียบ เรื่องเดินหน้าไปเรื่อยๆพลันแทรกภาพจากอีกที่ตัดสลับไปมา ทำให้ทุกอย่างดูรุนแรงมากขึ้นไปอีก

ความรักของหญิงชายคู่นี้นั้นผิดทำนองคลองธรรมอย่างไร  มองผาดเผินมันก็แค่น่ารบกวนใจในแง่ความรักต่างชนชั้นเท่านั้น แต่ลึกลงไปใต้เปลือกผิวมันยังยอกย้อนซ้อนมายาคติจำนวนมากไว้อีกหลายเท่า เพราะ EVDOKIA ที่จริงแล้วไม่ได้ถือครองตำแหน่ง หญิงงามที่รอนายทหาร (คนนอก /คนเมือง/คนขาว/เจ้าอาณานิคม สุดแล้วแต่ท่าจะแทนค่าเติมคำลงในช่องว่าง) ถ้าเธอจะมีอะไรคล้ายกันคือเธอถือครองตำแหน่งหญิงงาม แต่เป็นหญิงงามเมืองของผู้ชายบนเกาะต่างหาก แน่นอนว่าสถานะโสเภณีของเธอนั้นจัดได้ว่าอยู่ลำดับชั้นต่ำสุดของสังคม พอแก่ปลดระวางก็เป็นยายโสเภณีเพิ้งขี้เมา (หญิงนางเดียวที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนของเธอ) ในขณะเดียวกัน นายทหารถือครองฐานะผู้บุกรุก หากในหนังแสดงให้เห็นว่าการบุกรุกของเขาที่แท้ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย พวกเขาแค่เอาเกาะนี้เป็นที่ฝึกระเบียบของเหล่าทหาร นายทหารมีหน้าที่ฝึกฝนร่างกายขงบรรดาทหารให้พร้อมเพรียงเป็นหนึ่งเดียว (ส่วนนี้ชวนให้นึกถึงหนังที่มาทีหลังอย่างBeau Travail ของCalire Denis อย่างยิ่ง)  นายทหารครอบครองร่างกายของลูกหมู่ (และครอบครองร่างกายของชาวเกาะคือแผ่นดินในแง่ที่ว่าเขาเป็นตัวแทนรัฐ หากการครอบครองของเขาก็เป็นไปเพียงเพื่อครอบครองและจัดระเบียบ) 

 

ระเบียบของเขาใช้ไม่ได้กับความรักอันรุนแรงไร้ระเบียบเหตุผลของเขากับEVDOKIA  ที่จริงแล้ว EVDOKIA ก็เคยถูกครอบครอง จากบรรดาชายชาวเกาะ การเป็นโสเภณีทำให้เธอเป็นร่างที่พร้อมจะพถูกครอบครอง กระทั่งนายทหารชิงตัวเธอไปครอบครองจริงๆซ้ำยังไม่ใช่การครอบครองแบบลับๆอย่างการหนีเมียมาเที่ยวเธอ หากเป็นการครอบครองที่ถูกต้องตามกฏหมาย นั่นคือการแต่งงาน (ในแง่หนึ่งการแต่งงานก็คล้ายกับเป็นการปักปันเขตแดนโดยรัฐลงบนเกาะห่างไกล ) และนายทหารพยายามฝึกร่างกายของเธอให้อยู่ในรูปรอยโดยการจงรักภักดีต่อเขาเพียงผู้เดียวและเลิกสำส่อนเสียที กล่าวให้ง่ายการฝึทหารนับว่าใกล้เคียงที่สุดกับชีวิตแต่งงานของทั้งคู่!

 

ดังนั้นเหตุการณ์ในฉากไคลแกมกซ์ของหนังจึงไม่ใช่การหึงหวงกันทั่วไปหากมีนัยยะสะท้อนถึงการเอาคืนกับอำนาจรัฐ แต่ไม่ใช่จากประชาชนหากเป็นของนายทุน(แมงดา)ผู้ครอบครองประชาชน(แผ่นดิน/ร่างกาย ของ EVDOKIA)  หล่อนเกิดมาเป็นหญิงคนเที่ยวและจำต้องทำหน้าที่เช่นนั้นไปชั่วนิรันดร์ ที่แท้แล้วนางโสเภณีต่างหากที่เป็นเสาค้ำชุมชนนี้ไม่ให้ร่วงหล่นลง  ในฉากสุดท้ายของหนังภาพเศราของEVDOKIA จ้องมองแสงไฟขณะถูกบังคับให้ขึ้นรถจึงเป็นความเศร้าของแผ่นดิน /ร่างกายซึ่งอยู่ใต้บงการของเจ้าของ(ที่อาจทึกทักความเป็นเจ้าของเอาเองก็ได้) ซึ่งอาจเป็นใครสักคนที่เราไม่ต้องรู้จักหน้าค่าตาเลยทีเดียว

 

 

หมายเหตุ: ชื่อบทความมาจากชื่อหนังสือซึ่เงขียนโดย มิเชลล์ ฟูโกต์และแปลโดย ทองกร โภคธรรม

 

พิภพคู่ขนาน : บทที่1

posted on 22 Dec 2009 00:34 by filmsick

 

1.มือและลึงค์

ขาที่ถ่างกว้างออก ลึงค์อันมหึมาและทรวงอกอันกลมมนจนผิดรูปบนร่างของเธอนั้นจมอยู่ในส่วนที่แสงส่องไม่ถึง ขณะที่มืออันยืนยาวออกไปนอกหน้าต่างของเขานั้นห้อยค้างอยู่กลางแสงยามสายซึ่งสลัวเลือนประหนึ่งส่องลอดผ้าลูกไม้ที่กรองซับเอาแสงไปเสียครึ่งหนึ่งก่อนจะสาดลงมาบนโลก  เช่นเดียวกันกับมือ ลึงค์ของเขาก็อยู่ในแสงแดด ซึ่งอาบไล้ร่างเปลือยเปล่าหลังเสร็จกิจธุระทางเพศ  นักท่องเที่ยวสักคนเดินตัดถนนมา มองจากชั้นแปดของโรงแรมเมอร์แชนท์ นักท่องเที่ยวดูเล็กจ้อยราวคนแคระ เจ้าคนแคระโง่ซึ่งหยิบกล้องขึ้นมาประทับเล็ง โดยอัตโนมัติเขาหดมือกลับดึงบานหน้าต่างงับปิดราวกับหวาดกลัวว่าจะถูกบันทึกภาพไว้ ต่อให้เป็นภาพที่แทบจะมองไม่เห็นมือซึ่งไม่สามารระบุได้กระทั่งว่าเป็นมือของเพศหญิงหรือชาย

 

2.คืนที่เขาพบกับโจนิ มิทเชลล์

เขาพบโจนิ มิทเชลล์ นั่งดื่มเบียร์ดำเดียวดายอยู่ข้างถนน เขาเดินมาทั้งวันเสียจนเมื่อยล้า สองเท้าบวมพองราวกับจะปริแตกออก เหงื่อซึ่งระเหยไปในอากาศกลางคืนทิ้งความเหนียวกนับไว้ตามเนื้อตัว  ขณะเขาเดินผ่านเกสท์เฮาส์แห่งหนึ่งซึ่งเปิดชั้นล่างเป็นบาร์ อากาศกลางคืนยังคงร้อนอ้าว  หญิงผู้นั้นนั่งไขว่ห้างอยู่ที่โต๊ะฝั่งซ้ายมือ แทบเรียกได้ว่าจมอยู่ในความมืด ไหล่ซึ่งแผ่กว้าง ผมสีทองในชุดกระโปรงติดกันสีดำและเสื้อแขนกุด  ดวงตาซึ่งหรี่ปรืออย่างคนสันโดษที่สอดสายตามองปัจจุบันด้วยอดีต เทียบเคียงและเรียนรู้ บางทีคำพูดติดปากของเธอในตอนนี้อจจะเป็นคำว่า ‘นี่ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว'   มือซึ่งคีบบุหรี่เท้าค้างเหม่อจ้องอย่างไร้จุดหมาย ภาพประทับเหมือนกับที่เขาพบเห็นบนปกซีดีอัลบั้ม โบธ ไซด์'ส นาว ที่วางแผงในปี 2001 เธอร้องเพลงของตัวเธอเองที่เคยร้องไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งยังสาวอีกครั้ง และนำมันมาใช้เป็นชื่ออัลบั้ม ตอนเป็นเด็กสาวเธอคยมีเสียงแหลมสูงสะพายกีตาร์และร้องบอกกล่าวว่าเมื่อเธอได้เห็นบางสิ่งจากทั้งสองด้านเธอได้ค้นพบว่าเธอไม่ได้ค้นพบอะไรอีกต่อไป หลายสิบปีส่วงผ่าน เสียงของเธอกลายเป็นทุ้มนุ่ม เธอร้องมันอีกครั้งด้วยการเรียบเรียงใหม่ ความเข้าใจไม่ทำให้เศร้าอีกต่อไป เธอร้องเพลงนั้นซ้ำ ไม่เจือน้ำเสียงความละห้อยอีกแล้ว เวลาทำให้เธอค้นพบอีกด้านของโจนิ มิทเชลล์  โจนิ มิทเชลล์ผู้ซึ่งตอนนี้เมื่อเขาเดินผ่านหล่อนแล้วหันกลับไปมองก็ดูไม่คล้ายโจนิ มิทเชลล์อีกต่อไ เป็เพียงฝรั่งแก่ๆ ที่นั่งดื่มเบียร์เดียวดายในความมืด

 

3.ปืนยาว

ปากของกระบอกปืนยาวทุกลำล้วนชี้ตรงไปทางทะเล  ตัวปืนนั้นผลิตในอังกฤษ แต่ตอนนี้มันต่างเรียงตัวไปทางทิศเดียวกันอยู่บนเรือสำเภาที่แล่นออกจากปีนัง มุ่งตรงไปยังภูเก็ต พร้อมกับจดหมายจากกัปตันฟรานซิส ไลท์  เราไม่อาจจินตนการใดๆถึงเนื้อความในจดหมาย เยื่อใยซึ่งหลบเร้นอยู่ระหว่างตัวอักษร ไม่สามารถจินตนาการภาพใหญ่โตโอ่โถงของเรือสำเภา ไม่อาจกระทั่งจินตนาการถึงฟองคลื่นสักหยด ในห้วงสมุรอันราบเรียบของทะเลอันดามัน โลกในยุคต้นรัตนโกสินทร์สะบั้นสายสัมพันธ์กับเราผ่านทางการไหลทบของกาลเวลา เราอยู่ในยุคที่ไม่สามารถสืบย้อนไปได้กระทั่งสองรุ่นก่อนหน้าของบรรพบุรุษของเราเอง หล่นร่วงอยู่กลางปัจจุบันขณะอันเป็ฯผลพวงของอดีตซึ่งเรามองไม่เห็น และเข้าใจว่าไม่เกี่ยวข้องกัน  จดหมายถูกพับอย่างเรียบร้อยในซองประทับตราครั่งปิดผนึก  ทะเลสีครามของโลกซึ่งได้จบสิ้นไปหากยังดำรงคงอยู่  ปืนยาวซึ่งในที่สุดก็สาบสูญไป หลังจากใช้รบกับพม่าในระหว่างสงครามเก้าทัพยามพม่าล้อมเมืองถลาง  เขม่าปะทุแตกของกระสุนนัดแรกสาบสูญไปก่อนใครเพื่อน เลือนจางราวกับไม่ได้มีอยู่มาตั้งแต่ต้น

 

4.ส่าหรีสีน้ำทะเล

 

หญิงในชุดส่าหรีสีน้ำทะเลนั้นปรากฏขึ้นครั้งแรกในความฝัน ความฝันแรกเมื่อผมย่างเท้าเข้ามาถึงเมืองนี้ ก่อนจะม่อยหลับไปบนรถตู้ขณะข้ามสานจากฝั่งบัตเตอร์เวิร์ธ  ผมไม่แน่ใจว่าในความฝันั้นคือบ้านสักหลังบนถนนดีบุก ในภูเก็ต หรือถนนในปีนังที่ผมยังไม่เคยพบเห็น นางยืนอยู่ในระยะไกล มองเห็นได้เพียงส่าหรีสีน้ำทะเลซึ่งพะเยิบไหวหระหนึ่งมีชีวิตของมันเอง  นางผู้ชราซึ่งอยู่ไกลเกินกว่าที่ผมจะอธิบายรูปทรงของนางได้ ที่รู้สึกได้ก็เพียงการจ้องมองตรงมาของนาง จาสุดขอบซุ้มประตูโค้งซึ่งทอดเชื่อบ้านทุกหลังสุดถนน นางจ้องมองมานั้นแน่แท้ ยินนิ่งประหนึ่งร่างทั้งร่างสลักเสลาจากหินสีน้ำทะเล แล้วห่มคลุมด้วยส่าหรี ในความฝันผมเดินตรงไปหานาง คุ้นเคยราวกับเคยพบมาก่อนที่ไหนสักแห่ง  แต่ยิ่งเดินเข้าใกล้ร่างของนางยิ่งไกลออกไป  ราวกับการเดินไปข้างหน้าคือการเดินถอยหลัง ร่างหนังยังคงนิ่งขึง ชายส่าหรีสะบัดไหวไกลออกไป ไกลออกไปกระทั่งกลายเป็นเพียงจุดวูบวาบสีฟ้า ตอนนั้นเองที่ผมตื่นขึ้น

 

5. แฝด

 

ให้มันเริ่มต้นจากห้องซึ่งมีแสงสาดส่องห้องหนึ่งในบรรดาห้องมากมายซึ่งเรียงรายไปบนชั้นแปดของบลอคบีของอาคารแข็งเกร็งที่เหยียดยืดขึ้นไปบนฟ้า เรียงรายเป็นแผงลดกลั่นกันไปตรงตีนเขา เธอทั้งคู่เคลื่อนเข้าหากันราวกับมีแรงดึงดูด ร่างของทั้งคู่สั่นน้อยๆด้วยความประหม่าในกันและกัน เพราะแม้จะเติบโตมาด้วยกันตลอดชีวิต แต่เธอทั้งคู่ไม่เคยชิดใกล้กันขนาดนี้มาก่อน ริมผีปากของเธิประกบเข้าหากัน จูบกันและกันอย่างแผ่วเบา รอยจูบซึ่งจะติดตัวเธอทั้งคู่ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต  เธอสะดุ้งน้อยๆเมื่อเธออีกคนสัมผัสหน้าอกของเธอ  หน้าอกกลมกลึงซึ่งยังคงปวดแปลบจากรอยมีด

 

มันเป็นครั้งแรกที่เธอยอมให้เธอรุกล้ำ กลางแสงแดดบ่ายที่ร้อนเร่าและเศร้าสร้อย

 

ตอนนี้เราทั้งคู่เหมือนกันแล้ว ในที่สุดฉันได้กลายเป็นอย่างพี่ เธอรำพึงในใจรู้สึกลึกล้ำยามถูกสัมผัสตอนลึงค์เบื้องล่าง รู้สึกราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันกับอีกเธอ ทรวงอกซึ่งกลมมนหันเข้าหากันเพยิบไหวตามการหอบหายใจหนักหน่วง ราวกับหัวใจทั้งคู่เต้นในจังหวะเดียวกัน เธอเพิ่งกลับจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงสัปดาห์ ยังคงปวดแปลบที่ตรงนั้นตรงนี้ซึ่งหมอได้ลงมือตกแต่งมันเสียใหม่ บัดนี้เธอกลายสภาพจากพี่น้องไปเป็นฝาแผดซึ่งมีหน้าตาเหมือนกัน เว้นแต่เพียงลำลึงค์ของเธอซึ่งเธอขอร้องไม่ให้เธอทำ  สัตว์ประหลาดจากโลกดึกดำบรรพ์กำลังละลายเข้าหากันในแสงแดดบ่ายอันแรงร้อน  แสงสุกสว่างซึ่งสีขาวของมันบดบังดวงตาเรา จนไม่อาจแยกได้ว่าใครคือคนไหนอีกต่อไป ในความสัมพันธ์ชิดใกล้อันถูกทำให้วิปริตผิดทำนองคลองธรรมนั้นเอง เธอได้ค้นพบความอบอุ่นอันลึกล้ำ การชำแรกที่นุ่มนวลของอีกร่างหนึ่งของเธอ ความอบอุ่นซึ่งเธอไม่เคยได้สัมผัสต้องมันอีกหลังความตายของแม่

 

6.วิญญาณในภาพถ่าย

 

สมุดบันทึกนั้นเขียนด้วยปากกาหมึกซึมซึ่งค่อยๆซึมลงไปเป็นเนื้อเดียวกับกระดาษ ตัวหนังสือภาษาจีนอันอ่อนจางเรียงเป็นระเบียบอยู่ในสมุดบันทึก ซึ่งที่จริงแล้วน่าจะเป็นสมุดบัญชีมากกว่า ตัวเลขเรียงลำดับอยู่ทางข้างขวา และรายการข้อความสั้นๆทางด้านซ้าย และยังมีรูปถ่ายอีกใบ รูปถ่ายซีดจางของก๋งกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่เหลือเค้าใดๆให้สืบค้น รูปซึ่งละลายหลอมติดกับสมุดบัญชีเก่าคร่ำ หลักฐานบิ้นสุดท้ายว่าแกเคยทำกิจการเดินเรือค้าขายระหว่างภูเก็ตและปีนัง เรือซึ่งค่อยๆผุพังลงในหล่มโคลนพร้อมกับการแตกกระสานซ่านเซ้นของครอบครัว สมุดบันทึกนี้ระเห็จมาอยู่ในห้องเก็บของของแม่ และเขาค้นพบมันเข้าโดยบังเอิญ ทึกทักเอาว่าสถานที่นั้นคือแผ่นดินอันเป็นฝาแฝดของบ้านเกิดของเขา