สิ่งที่ดีที่สุดในรักสามเศร้าของยุดเลิศ คือเสื้อยืด 'กูฟังเพลงไทย'เพราะถูฏต้องแล้วกูนี้แหละฟังเพลงไทไม่มีตก สิ้นปีแล้วมาทำอัลบั้มแห่งปีกันดีกว่า 

 

เดี๋ยวนี้มนุษย์มักหูพิการ ฟังเพลงมักง่ายมักโหลด โหลดเอามาแต่เพลงที่ชอบ ยอดขายซีดีก็ร่วงเพลงก็รุ่งริ่ง คอนเซปต์อัลบั้มอย่าได้หวังทำ ฉะนั้นเราขอสนับสนุนการซื้อซีดีมาลูบคลำพลิกคว่ำพลิกหงายดูเนื้อเพลง ซึ่งหมายความว่าต้องนอนลง 'ฟังเพลง'จริงๆ ไม่ใช่เอาหูฟังยัดหูรอเวลารถติดแต่อย่างใด หวังว่าปีหน้ายอดขายซีดีเพิ่มขึ้นมาบ้าง (แต่ข้าพเจ้ายังต้องโหลดอยู่ เพราะขืนซื้อทุกอัลบั้มที่โหลด คงต้องมีเงินเดือนเดือนละแสนห้า)

 ปีนี้ตลก แกรมมี่อาร์เอส ลดคูรภาพประหนึ่งโรงงานลดเกรดวัตถุดิบ (ซึ่งก็ลดมาหลายปี) อินดี้ก็ svae ass กันถ้วนหน้า พี่บอย พี่ป๊อดเลยต้องร้องเพลงหวานจ๋อยไปเรืยๆ ฝั่งเพื่อชีวิตยิ่งรันทดหนักมีแต่เพื่อชีวิตกู มากกว่าเพื่อชีวิตผู้คน จนหูหาเรื่องอย่างข้าพเจ้าได้แต่ต้องหวังพึ่งเพลงลูกทุ่งเป็นหลัก!! 

และนี่คือ11 อัลบั้มแห่งปีที่เลือกมา อย่าได้ถามว่าทำไม่มีอัลบั้มนู้น อัลบั้มนี้ เพราะต่อให้มีอีกร้อยหูก็คงฟังเพลงใหม่ๆไม่ทันหมด เอาเป็นว่านี่เป็นอัลบั้มแห่งปี เท่าที่หูได้ยิน อัลบั้มไหนรอดหู(รอดตา) เก็บไว้ว่ากันปีหน้านะพี่นะ 

 

 

GREASY CAFE  : ทิศทาง 

เพลงร็อครักรันทด ฟังแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองเป็น EDWARD NORTON ยืนกุมมือของHELENA BONHAM CARTER ดูเมืองทั้งเมืองกำลังระเบิดเป็นจุณในฉากสุดท้ายของFIGHT CLUB  




 ไผ่ พงศธร ชุดที่5: มีเธอจึงมีฝัน 

ข้อพิสูจน์ว่า วสุ ห้าวหาญเป็นมือวางนักแต่งเพลงอันดับต้นๆของประเทศไทย ทั้งเพลงหวาน และเพลงชีวิต ที่ทำให้เพลงเพื่อชีวิตต้องมุดดินหนี เพลง ทบ.2 ลูกอีสาน เป็นเพลงพูดเรื่องภาคใต้ที่น่าสนใจที่สุดนับจาก ฝากใจไปบ้านของ พจนาถ พจนาพิทักษ์ (แน่นอนว่าดีกว่าเพลง ราตรีสวัสดิ์ประมาณ สามล้านเท่า) อย่าแปลกใจถ้าจะได้ยินเสียงพี่ไผ่ ในมือถือผู้เขียน (ซึ่งสมยอมต่อระบบทุนไปแล้ว)  เพราะจะเอามีเธอจึงมีฝันที่หวานบาดจิตมาเป้นเสียงรอสายไว้ออ้นสาว อ้อนหนุ่ม! 




 ลูกแพร อุไรพร : หัวหงอกหยอกสาว

 

อย่าประมาท เสียงอีสาน ไม่มีดีไม่ครองใจคนทั้งอีสาน ลูกแพรอัลบั้มใหม่ อาจจะไม่ครีเอททำนองเอง(ก๊อปเพลงดังๆมาทั้งนั้น) แต่เนื้อหามันคนละเรื่อง นี่คือการประสานกำลังระหว่างเพลงฝรั่งสุดฮิปที่ถูกตัดต่อพันธุกรรมรองรับเนื้อหาชาวบ้านร้านตลาด ทั้งไอ้หนุ่มเครื่องไฟ พ่ายรัก พี่ที่พูดคำเดียวที่เหลือเมียเว่าทั้งหมด ไปจนถึงไอ้หนุ่มแอปเปิ้ล นกแก้ว ที่ยังไงก็ไม่เคยเปลี่ยนยี่ห้อแฟน!  เพลงเรียกคืนอัตลักษณ์ชนชั้นที่อาจจะไม่ตระหนักรู้ แต่เอาจริง!




WILD SEED : DEMO SEED

 สารภาพตามสัตย์ ผู้เขียนเพิ่งได้ฟังเพลงในอัลบั้มนี้ได้แค่สองเพลง และยังไม่สามารถหามาเป็นเจ้าของได้เนื่องจากทำน้อยขายน้อย จนถึงบัดนี้ยังหาซื้อไม่ได(เข้าใจว่าคงเกลี้ยงไปแล้ว) WILD SEED เคยออกอัลบั้มกับMILESTONE มาอัลบั้มหนึ่งหลายปีที่แล้ว ซึ่งข้าพเจ้าหลงไหลได้ปลื้มเป็นอย่างยิ่ง กลับมาคราวนี้เครื่องดนตรีน้อยชิน แต่ยังคงคมคายขั้นเทพเหมือนเดิม! ใครก็ได้ช่วยเอาไปปั๊มเยอะๆมาขายที พี่ขอ! 

 




วรรธนา วีรยวรรธน : EVERYTHING I-SEA 

 ถ้าพูดตามตรง เราค้นพบว่า อัลบั้มล่าสุดของพี่เจี๊ยบคนโปรด ไม่มีเพลงที่ติดอันดับเพลงแห่งปีเลย เพลงของพี่เจี๊ยบจริงๆยังคงเหมือนเดิมทุกประการ ดังนันหลังจากพีคสุดๆใน Ticket to the moon อัลบั้มนี้เลยกลายเป็นงานพักร้อนกลายๆไป แต่เอาเข้าจริงพอไปเชค Last FM ของตัวเองพบว่าถ้าเป็นอัลบั้มใหม่ในปีที่ผ่านมา อัลบั้มนี้ติดอยู่ในอัลบั้มยอดนิยมของข้าพเจ้า เนื่องจากมันมียอดฟังสูงสุด (มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เปิดวนทั้งวันเลยทีเดียว) กล่าวอย่างง่ายคือมันเป็นงานแบบที่ต้องฟังยกอัลบั้มถึงจะิอิน  ฉะนั้นถ้าต้องเลือก10 things ไปทะเล อันดับที่5 น่าจะเป็นอัลบั้มนี้มากกว่าป๋าแจค เหมือนในเพลงนะพี่นะ 





ต่าย อรทัย: หมอลำดอกหญ้า

เพลงเก่าร้องใหม่ยกอัลบั้ม เรียบเรียงดนตรีก็งั้นๆ เสียงเครื่องดนตรีเท่าๆกันหมด เหมาะสำหรับเปิดฟังง่ายๆมากกว่าจะเอาจริงทางดนตรี) แต่กลับเป็นอัลบั้มที่มีเสน่ห์เหลือหลาย  ต่าย อรทัยดึงความเศร้าในเนื้อเสียงมาใช้ในการตีความเพลงได้อย่างน่าทึ่ง ฟังแล้วอยากท่องอีสานไปเยี่ยมสาวภูไท ไหว้พระธาตุพนม กันเลยทีเดียว เพลงดีคือเพลงดี กี่สิบปีไม่มีตก อย่าพลาดเพลง แรงงานข้าวเหนียวเป็นอันขาด ฟังรอบแรก ข้าพเจ้าถึงกับหลั่งน้ำตา!




YARINDA : SCHOOL 

 กลับมาใหม่แบบใส่สดหมดหม่นหมอง ฟังแล้วสบายอกสบายใจลั้นลาไปหลายวัน แม้จะมาพบในภายหลังว่ามีเพลงหนึ่งในอัลบั้มที่จังหวะและเทคนิคช่างคล้ายคลึงกับเพลงของ Shugo Tokumaru แต่ก็ไม่ได้ทำใหชอบลดลงฮวบฮาบมากนัก คู่กัน ไดโนเสาร์ เมื่อไหร่จะหลับ ให้อารมณ์สดใสซาบซ่าปิ๊งๆเหมือนดื่มกาแฟเย็นในวันที่ร้อนระอุ ในขณะที่ HEROES คือน้ำเย็นเฉียบที่บาดลึกในคืนเปลี่ยว 




 ลูกทุ่ง ไฮ ไฟ: หลายคน ภายใต้การควบคุมของบรรณ สุวรรณโภชิน

แอบชอบพี่บรรณมานาน ตั้งแต่ครั้งออกอัลบั้มกับอาณืเอส ซื้อมั่งไม่ซื้อมั่ง (ไม่ชอบฟังเพลงแปลง แล้วก็ไม่บ้าบอล เลยพลาดสองอัลบั้มนี้ไปอย่างตั้งใจ) กล่าวตามจริงเราไม่ชอบเพลงไหนในอัลบั้มนี้เลย ปัญหาหลักของมันคือมันเต็มไปด้วยความพยายามจะเป็นลูกทุ่ง แต่ใช้กรอบคิดแบบคนเมืองมาจับ มันเลยลักลั่นอิหลักอิเหลือไปหมด ความเก่าที่เอามาใช้่ในเนื้อเพลง มันกระเดียดไปทางลูกกรุงมากว่าลูกทุ่ง ฟังทั้งอัลบั้มเลยรู้สึกเหนื่อยหน่ายอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าหากต้องจัดอันดับอัลบั้มน่าสนใจแห่งปี อัลบั้มนี้คงอยู่อันดับหนึ่ง เพราะมันเอามาวิเคราะห์ ความไม่เข้ากันของคนชั้นกลางในเมืองกับชาวบ้านร้านตลาดได้อย่างน่าสนใจ ไม่เชื่อลองเปรียบเทียบ เสียงครวญจากหนุ่มไทย กับ สาวเกาหลี ของพี สะเดิดดู จะรู้ว่าแบบไหนมันเป็นแบบไหน

อย่างไรก็ตาม เราก็ชื่นชมอัลบั้มนี้มากๆๆๆๆ น้องนักร้องเด็ดขาดทุกคน ถ้าพี่บรรณทำภาคสอง ลองชวนครูเพลงมาแจมเนื้อไหมพี่!




เขม : SPACE STATION

 ถ้าพูดกันตามตรงนี่คืออัลบั้มที่ดีที่สุดในปีที่ผ่านมา ทั้งภาคดนตรีและเนื้อหา เพลงบรรเลงทุกเพลงในอัลบั้มนี้ผสมออกมาอย่างลงตัวและน่าทึ่ง ในขณะที่ภาคเพลงร้องก็คมคายไม่น้อย  อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทำให้เราไม่ชอบอัลบั้มนี้สุดๆคือมันจืดจาง sense of popไปอยู่บ้าง (ซึ่งก็ดีแล้ว) อย่้างไรก็ตามเพลง คนจากอดีต คนจากอนาคต คือเพลงแห่งปีเพลงหนึ่งของเราเลยทีเดียว สรุปง่ายๆว่า เยี่ยมมาก แต่ไม่ใช่ทางของเราเท่าไหร่ (ชอบสองอัลบั้ีมที่ผ่านมาของเขามากกว่านิดนึง)






เกี่ยวก้อย : ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

ที่จริงอัลบั้มนี้ออกมาเจ็ดแปดปีแล้ว อ.ไวท์เคยบอกว่า ตอนที่บ้านน้ำท่วม  มาสเตอร์อัลบั้มนี้มันหายไปหมด ฉบับเดียวที่มีจึงเป็นเทป คาสเสตต์ ซึ่งบัดนี้มันหมดท่าไปแล้ว  กราบขอบพระคุณกะทิกะลาจริงๆที่ในที่สุดอัลบั้มนี้กลับมาจนได้ เพราะนี่คืออัลบั้มหนึ่งในอัลบั้มเพลงไทยที่ชอบที่สุดตลอดกาล แน่นอนว่าเพลงของ อ.ไวท์ไม่ได้มีเครื่องดนตรีครบครัน ทำนองการเรียบเรียงก็เล่นกันง่ายๆ แต่ที่เหนือใครคือเนื้อเพลงที่ฟังแล้วล่องลอย ของแท้ ใครอยากไปดวงจันทร์ หรือติดปีกนก โดยไม่ต้องเสียกะตังค์ ฟังอัลบั้มนี้คุณจะบินได้! 

 




บุตรของนายเฉลียวและนางอำไพ : มาโนช พุฒตาล +สมพงศ์ ศิวิโรจน์ 

อันนี้ขี้โกง เพราะมันเป็นอัลบั้มของปีที่แล้ว แต่เรายังฟังต่อเนื่องข้ามปีมาเรื่อยๆ อัลบั้มสุดเก๋ ที่ใช้วิธีทำเอามัน ปั๊มน้อยขายน้อย แต่เด็ดมาก งานนี้พี่ซันปะทะ คุณสมพงศ์ อดีตคนแต่งเพลงของมาลีฮวนน่า ดวลกันคนละเพลงสองเพลง   ทั้งสี่เพลงอยู่ในขั้นพีคสุดจิต แต่ขอเทใจให้ เพลงช้าง นี่สิเพลงแห่งปี(ที่แล้ว)ตัวจริงเสียงจริง

 

 FILMVIRUS กำลังจัดทำ หนังประจำทศวรรษกันครับ แต่เนื่องจากเราประกาศตัวเป็น 'บ้านของหนังด้อยโอกาส' เราจึงเลือกลิสท์ หนังด้อยโอกาสประจำทศวรรษ แทน และนี่คือลิสต์ส่วนบุคคลของผมครับ 

 หมายเหตุ เนื่องจากคำว่า 'ด้อยโอกาส' เป็นคำเชิง อัตวิสัย หนังที่ผมเห็นว่าถูกมองข้าม อาจจะไม่ใช่เรื่องเดียวกับคนอื่นๆ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมในลิสต์นี้ผมถึงเลือก หนังของอภิชาติพงศ์ ออก เพราะสำหรับผม อภิชาติพงศ์ ไม่ได้ถูกมองข้ามอีกต่อไป (หายถึงในโลกภาพยนตร์นะครับ ไม่ใช่ประเทศสารขัณฑ์) อีกอย่างถ้ารวมหนังพี่เจ้ยมาด้วย คงมีหนังจำนวนมากต้องตกลิสต์ไป ฮา! 

 

และนี่คือ ยี่สิบอันดับหนังถูกมองข้ามประจำทศวรรษที่ผ่านมา (2000-20009) ของผมครับ 

 

1.จอมโหดมนุษย์ซีอิ้ว (ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ /2001/ไทย)

หนึ่งในผู้กำกัยหนังอิสระที่ถูกมองข้ามมากที่สุดคนหนึ่งของไทย หนังเรื่องนี้ประกอบสร้างจากฟุตเตจที่เหมือนสารคดีทำมือ ภาพที่ถูกคัดทิ้งจากหนังแบบเดียวกันเรื่องอื่นๆ แต่ไพสิฐกลับสร้างเรื่องขึ้นมาใหม่ได้จับใจยิ่งจนกลายเป็นงานมาสเตอร์พีซชิ้นสำคัญ 

2.Birth of Seanema ( ศศิธร อริยวิชชา /2004/ไทยi)

งานเปิดโลกจินตนาการผู้ชมด้วยภาพอันไม่มีความหมายในตัวเองที่ถูกนำมาร้อยเรียงต่อกันกับภาษาที่คิดค้นขึ้นมาใหม่ คงามเงียบยาวนานหกสิบนาทีที่มีแต่เสียงของความฝันและจินตนการอึงอลอยู่ในหัว


3.Evolution of Fillipino Family(Lav Diaz/2004/Philippines)

ความดีงามของหนังเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ความยาว หากอยุ่ที่ความกล้าหาญทั้งในเชิงประเด็น และสุนทรียศาสตรซึ่งพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินการรับรู้อาณาเขตของภาพยนตร์จนหมดสิ้น ใครจะลือมฉาก เดินไปตายยาวยี่สิบนาทีที่ราวกับผู้ชมจะหมดลมหายใจลงไปพร้อมกันด้วยได้

4.Platform(jia Zhang Ke /2000/China)

งานหนัาตายร้ายลึกของเจี่ยจางเคอะ ซึ่งผลักคนดูไปสังเกตหารณืจีนใหม่โดยไม่ตัดสินอะไรทั้งสิ้น ภาพระยะไกล กล้องที่จดจ้องหากทิ่มแทงลงตรงความร้าวรานใจของประวัติศาสตร์ขนาดสั้นในทศวรราแห่งความเปลี่ยนแปลง ทั้งของจีน และัของปัจเจกบุคคล 

5.Death In the Land of Encantos(Lav Diaz/2007/Philippines)

อีกหนึ่งหนังของลาฟ ดิแอซที่ยังคงกล้าหาญ และมีหัวใจ ความยาวของหนังอาจเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ชม(และทำให้มันถูกมองข้ามเช่นเดียวกับหนังเรื่องอื่นๆ) แต่ลองได้ดูแล้วเราก็จะค้นพบความงามในความนิ่งยาว ความเจ็บปวดทางการเมืองที่หล่อหลอมเข้ากับบทกวี ทั้งกับชีวิต กับภาพและกับบทกวีจริงๆ ในขณะเดียวกันมันก็น่าสะพรึงกลัวอย่างรุนแรงด้วยเช่นกัน

 

6.เรื่องเล่าจากเมืองเหนือ (อุรุพงษ์ รักษาสัตย์/2006/Thai)

 หนังที่ประกอบสร้างขึ้นจากหนังสั้นหลายๆเรื่องจนเป็นเหมือนภาพฉายชีวิตชนบทของชาวบ้านร้านตลาดทางภาคเหนือของไทย แกว่งไหวระหว่างความเหนือจริงและความสมจริงอันชวนรันทดทุกข์เศร้า ฉากบทสนาแะความเงียบงำของสองแม่เฒ่ากลายเป็นฉากที่เศร้าที่สุดและสวยงามที่สุดฉากที่เคยดูในหนังไทยทั้งหมด 

7.Modern Life (Raymond Depardon/2008/France)

สารคดีอันนุ่มละมุน เจ็บปวด  หากใช้วิธีการที่ตามขนบอย่างยิ่ง นี่คือหนังแบบที่ทำได้ง่าย แต่จะให้ผลลัพธ์ขนาดนี้นั้นยาก สิ่งเดียวที่ต้องมีนั่นคือความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นอย่าลึกซึ้ง นี่คือหนังที่ ความเงียบเปล่งเสียงอันนุ่มนวลสร้อยเศร้าราวกับบทเพลงโซนาต้า ในทุกขณะที่ผุ้คนในเรื่องพากันจมลงในห้วงคิดของตน 

8.กอด (คงเดช จาตุรันต์รัศมี/2008/ไทย)

หนังไทยที่ประสปความล้มเหลวทางการตลาด หากนุ่มละมุนและแปลกประหลาดอย่างยิ่ง ในจักรวาลคนทุกข์ของคงเดช ยังคงประกอบขึ้นด้วยคนตัวเล็กๆในสังคมซึ่งค่อยๆล่มสลายทางจิตวิญญาณเพื่อหาที่เหยียบยืนในสังคมและค้นพบว่าต่อให้เขาทำลายตัวเองจนหมดก็ไม่อาจมีที่ยืนให้ หนำซ้ำหนังยังฉายภาพการเมืองไทยได้อย่างน่าทึ่งและแนบเนียนยิ่ง

9.Phantom Love (Nina Menkes/2007/US)

 หนังซึ่งพาผู้ชมเลีื้อยลึกเข้าไปในเขตแดนสนธยา ภาพขาวดำประหลาดล้ำที่ทำลายทุกความต่อเนื่องความเป็นไปได้ โลกซึ่งไม่ได้ประกอบขึ้นจากตรรกะพื้นฐาน การรับรู้หนังเรื่องนี้อาจจำต้องโยนความเข้าใจที่มีต่อแบบแผนในโลกเก่าให้หมดสิ้น เพื่อให้ความมืดซึมไหลเข้ามาในตัวเรา

10.สัตว์วิบากหนักโลก (ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ/2004/ไทย)

อีก หนึ่งผลิตภัณฑ์พันธุ์พิเศษของไพสิฐ ที่คราวนี้ แต่งเรื่องจากภาพเพี้ยน ทัศนีบยภาพสุดแสนประหลาด และเรื่องเล่าที่เหมือนไม่เข้ากัน นี่คือประสปการณ์แปลกเพี้่ยนทีี่เกิดขึ้นครั้งเีดียวหนเดียว พิเศาจขนไม่อาจปล่อยให้ผ่านเลยไปได้ 

11.Face (Sakamoto Junji/2000/Japan)

หนังญี่ปุ่นที่เล่าเรื่องของสาวอ้วนรันทดซึ่งค้นพบชีวิตใหม่หลังจากลงมืฆาตกรรมน้องส่วตัวเอง! หนี่คือหนังที่เล่าเรื่องเพี้ยนประหลาด ด้วยลีลาที่แกว่งไปมาระหว่างหนังดราม่ารันทดกับหนังตลกรื่นรมย์ที่พูดถึงความงามของชีวิต แนบสนิทมอยู่กัยเรื่องสยองขวัญ นี่คือหนังที่จะมอบความหวังกับเราำไปพร้อมความพรั่นพรึง!

12.Look Of Love(Yoshiharu Ueoka/2006/Japan)

 เราพูดหนังเรื่องนี้ได้ง่ายๆว่านี่คือหนังที่ 'ไม่ต้องรู้เรื่องอะไรกันอีกต่อไป!' อย่าถามเพราะไม่รู้จะเล่าเรื่องย่อยังไง เอาเป็นว่านี่คือพรมแดนสนธยาที่หนังโป๊พบกับอนิเมชั่นปัญญาอ่อน หนังเรนียนรู้ชีวิตปะทะกับหนังชีวิตกะหรัี่รันทด หนังเหนือจริงเจอกับหนังฆาตกรรมอำพราง เอาเป็นว่า คำว่า 'เหวอ' อาจจะเป็นคำที่ไม่พอใช้ในอากรอธิบายหนังได้อีกต่อไป+

13.La Monde Vivant(Eugene Green/2003/France)

น้อยแต่มาก ยากแต่ง่าย นี่คือหนังโคตรพ่อ มินิมัลลิสท์ ที่รับเอาทางของROBERT BRESSON มาคลี่ขยายสายใหม่ แกะเครื่องทรงรุ่งริ่งออกจนเห็นแก่นแกนของเรื่องเล่า เราอาจใช้สัญญศาสตร์มาตีความขณะเดียวกันมันก็มีความพิเศษทางตาที่หาไม่ได้จากสเปเชียล เอฟเฟคต์แพงๆ แต่อย่างได

14.Fallen (Fred Kelemen/2005/Latvia)

นี่อาจไม่ใช่หนังที่ดีที่สุดของ Fed Kelemen หนังไม่ได้พาคนดูเข้าไปในแดนสนธยาทางสายตาเหมือนหนังเรื่องก่อนๆของเขา หากเล่ากันตรงไปตรงมาในบรรยากาศเมืองหม่นก่นมืด หากนี่คือหนังที่พูดเรื่องความสำนึกบาปและการ ร่วงหล่นลงในบาปอย่างคมคาย เมื่อเทียบกับหนังเรื่องก่อนหน้า เราอาจพบว่า เคเลเมน ลดเทคนิคหวือหวาทางภาพลง แต่หันมาเน้น ความซับซ้อนในใจของตัวละครมากขึ้น ฉาก สถานการณ์ในหนังอาจดูซับซ้อนแข็งแรงพอจะเล่าเรื่องสนุก ๆ แต่เคเลเมนกลับเลือกใช้ในทางตรงกันข้ามด้วยการให้มันทำหน้าที่เพียงกะเทาะ เปลือกกลวงข้างในตัวละครไร้ชื่อเหล่านั้นเท่านั้นเอง

15.Last Days (Gus van Sant /2005 / US)

 ภาพฝันของการล่องลอยก่อนล่วงลับของคนหนุ่มซึ่งตัดสินใจจะไปจากโลกตั้งแต่ก่อนหนังเริ่มต้อน นี่คือโลกเฉพาะจักรวาลของการกล่าวอำลาเงียบเชียบ ความสำนึกบาป ความเกรี้ยวกราด ความเศร้าสร้อยทั้งหมดถูกเล่าอย่างไม่ปะติดปะต่อ ขาดเป็นห้วงๆคล้ายความทรงจำซึ่งค่อยๆไหลรินออกจากตัว นี่คือหนังที่บรรยายบรรยากาศของความตายได้อย่างดงามยิ่ง

16.The Headless Woman(Lucrecia Martel/2008/Argentina)

 อีกครั้งที่ Lucricia Martel ใช้พลังของภาพยนตร์เป็นแก่นแกนหลัก พาคนดูไปเยี่ยมชมการตีแผ่ความเลื่อเปื้อนเหลวไหลอันน่าพรั่งนพรึงของคนชั้นกลาง ซึ่งไอ้เรื่องแบบนี้พูดกันมานักต่อนัก แต่สิ่งที่ทำให้นางเศียรขาดเหนือชั้นกว่าหนังในกลุ่มเดียวกันคือการพูดถึงมันกระทั่งในรูปแบบการถ่าย และสุนทรียศาสตร์ของภาพยนตร์ นี่คือหนังที่คิดยากถ่ายยาก เล่นท่ายาก และออกฤทธิ์ออกเดชอย่างรุนแรงยิ่ง

17. 4 (Ilya Khrjanovsky/2005/Russia)

 เราขอยืนยันว่าหนังเรื่องนี้คือหนังสยองขวัญหนังเล่าเรื่องชายสองหญิงหนึ่งและโลกประหลาดของพวกเขาจากการโกหกคำโตในคำคืนหนึุ่งจากลูกหมูไปจนถึงบรรดาคุณย่าคุณยายจากนรก!  พลอตหลักของเรื่องเบาบางจนสามารถเล่าสั้นๆให้ จบภายในสามบรรทัด แต่ความเลอะเลือน ระหว่างความจริงกับเรื่องเล่า ระหว่างธรรมชาติบิดเบี้ยว วามไม่ต่อเนื่อง ไม่เกี่ยวข้องเชื่อมโยง กระทั่งเรื่องที่ดูเหมือนเป็นเรื่องและแทบจะเป็นความไร้สาระสุดโต่ง กลับหลอมรวมก่อร่องรอยอันคลุมเครือ น่าหวาดผวา สยดสยอง ทั้งยังน่ารำคาญ และรบกวนจิตใจอย่างยิ่งจนคนดูได้แต่นั่งอึดอัดไปตลอดเวลา และครุ่นคิดอย่างขัดเคืองถึงหนังอีกเป็นเวลานานs

17. Cecil B. Demented (John Waters/2000/US)

'เราหงี่แต่หนังของเราต้องมาก่อน' นี่คือคำประกาศกร้าวของ เซซิล บี สมองเสื่อม หัวหน้าทีมคนทำหนังอินดี้ที่ทำหนังเยี่ยงการก่อการร้าย หนังเสียดสีวงการหนยังอินดี้สุดแซ่บของเจ้าป้าตอห์น วอเตอร์ส ที่แสดงหใ้เห็นว่าหนังอินดี้น่ะเขาทำกันอย่างไร! ตัวหนังเป็นทั้งการเสียดสี และตบหน้า ขณะเดียวกันก็คารวะครูคนทำหนังอินดี้ หนังโป๊ หนังกังฟู หนังชายขอบของสังคมเส็งเคร็งอันเคร่งครัด นี่คือ CINEMA PARADISO แบบต่ำช้าบ้าเลือด สำหรับคอนหนังชายขอบโดยเฉพาะ!

19.Paper Cannot Wrap up the Embers( Rithy Pahn/2008/Cambodia)

 หนังสารคดีกะหรี่ขเมรรันทด ที่ใช้ตัวจริงเสียงจริงมารับบทเป็นตัวเองเมื่อครั้งที่ยังขายตัว  สารคดีเรื่องนี้ก้าวข้ามเส้นแบ่งของความจริงกับหนังเล่าเรื่อง จำลองความทรงจำให้เป็นเหตุการณ์จริงโดยให้ตัวเองเล่นซ้ำความทรงจำของตัวเอง ประเด็นของหนังแข็งแรง เจ้บปวด และร้ายกาจมากในขณะที่ความเป้นภาพยนตร์สารคดีของมันก็เป็นกรณีศึกษาได้เลยทีเดียว(แม้ว่าจะเป็นการซ้ำรอยทางกันกับS. 21 และ  THE BURNT THETRE ของตัวเองก็ตาม ) หนังเต็มไปด้วยภาพ สถานที่ บรรยากาศ และเรื่องเล่าที่เราจะลืมไม่ลงเลยทีเดียว

20. The Sky, The Earth And The Rain (Jose Luis Torres Leiva/2008/Chile)

ภาพเงียบเศร้าของการยอมจำนน ของหญิงสาวที่หลังจาอุทิศชีวิตให้แม่ก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อไปหลังจากความตายของแม่ หนังไม่ได้ใส่เหตุการณืพลิกผันหักมุม ขณะเดียวกันไม่ได้ให้ทางออกอะไีรไว้ ทำหนั้าที่เป็นภาพฉายของการหลงทิศไม่รู้ทางของหญิงสาวชาวบ้านนางหนึ่งซึ่งทั้งเศร้าสร้อยและรวดร้าวอย่างยิ่ง

 

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว นิโคลัสกำลังมุ่งหน้าไป ระหว่างทางเขาพบชายผู้หนึ่งซึ่งจูงสุนัขมาตัวหนึ่งชายผู้นั้นบอกว่าเขาคืออัศวินสิงห์ และนี่คือสิงโตของเขา เขากำลังเดินทางไปสู่กับออร์ก เพื่อช่วยหญิงคนรักที่ถูกคุมขังบนหอคอย เขาให้นิโคลัสเดินตรงไปแล้วจะได้เจอหอคอย และเจอเจ้าหญิง ส่วนเขาจะตรงไปเช่นกันไปยังปราสาทของออร์ก ไปสู้กับออร์กเพื่อช่วยเจ้าหญิงออกมา

 

แล้วนิโคลัสก็ได้พบเจ้าหญิง นางรับเขาขึ้นไปบนหอคอย บอกให้เขาดึงดาบ หากดึงได้จะได้เป็นเจ้าของหวัใจนาง เขาดึงได้ และเดินทางไปปราบออร์ก ในขณะเดียวกัน อัศวินสิงห์โตไปท้าสู้กับออร์ก แต่ได้พบกับภรรยาของออร์ก ซึ่งถูฏบังคับให้แต่งงานกับเจ้าออร์กเพราะคำสัญญา นางพาอัศวินไปซ่อน รับคำท้าไปแจ้งแก่สามี 

 

อัศวินสิงโตสู้กับออร์ก โดยได้รับความช่วยเหลือจากนาง แต่ก็ต้องพ่ายแพ้เพราะกลโกง นิโคลัสเดินทางมาทัน เขาปราบออร์ก รู้ว่าเพื่อนรักท่ำกลังสิ้นลมมีใจให้นางภรรยาของออร์ก เขากลับไปรับเจ้าหญิงซึ่งบอกว่าแท้จริงนางหลงรัก อัศวินสิงห์โต แต่นางต้องให้นิโคลัสเป็นเจ้าหัวใจเพราะคำสัญญาที่นางให้ไว้ว่าหากใครดึงดาบได้จะได้เป็นเจ้าหัวใจ ทั้งคู่เดินทางไปหาอัศวินสิงห์โต และนางภรรยาของออร์ก อัศวินสิงห์โตสิ้นลมอย่างสงบก่อนจะฟื้นคืนชีพ ทั้งสองคู่ได้ครองรักอย่างมีความสุขชั่วกาลนิรันดร์

 

ถูกต้องแล้วนี่คือนิทาน นิทานปรัมปราโบร่ำโบราณที่เล่าเรื่องอัศวิน เจ้าหญิงเจ้าชายยักษ์มาร  รักแท้ และความสุขชั่วกัลปาวสาน  เข้าใจกันได้ในทันทีที่อ่านเรื่องย่อ เราคงไพล่จินตนาการเพริดไปถึง บรรยากาศโบร่ำโบราณ ปราสาทเก่าแก่ เครื่องแต่งกายงามหรู  การผจญภัยชวนใจระทึก  งานสร้างอลังการหวานซึ้ง ซึ่งต้องขอแสดงความเสียใจว่ามันจะไม่เกิดขึ้นเลย

 

เพราะในหนังเรื่องนี้ มีเพียงผู้ชายสองคนสวมเสื้อเชิ้ตกางเกงยีน รองเท้าหนัง สิงโตก็เป็นเพียงสุนัขน่ารักตัวหนึ่ง ฝ่ายสุภาพสตรีอาจได้เครื่องแต่งกายที่ดูเข้าท่ากว่า แต่ยังห่างไกลจากเครื่องทรงแบบเจ้าหญิงหรือกระทั่งหญิงโบราณนัก  ออร์กนั้นเหล่าก็โผล่มาแค่มือถือดาบกับเท้าขนดก  สเปเชียลเอฟเฟคต์อย่าได้แลหา เพราะกระทั่งการถ่ายทำ ก็ตั้งกล้องถ่ายกันง่ายๆ เลือกเล่าเอาแต่ที่จำเป็น กล่าวให้รวบรัด ว่านี่คือหนังเทพนิยายที่ถ่ายราวกับเป็นหนังของROBERT BRESSON ก็มิปาน  แต่หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังของROBERT BRESSON มันคือหนังของEUGENE GREEN

 

EUGENE GREEN เริ่มทำหนังเรื่องแรกตอนอายุปาเข้าไป 50 เขาใช้ดาราชุดเดิมในหนังทุกเรื่องของเขา หนังซึ่งเรียบง่ายจนแทบเหมือนละครโรงเรียนมากกว่าหนังจริงๆ เขาเกิดในอเมริกา แต่ย้ายมาอยู่ปารีสตั้งแต่ยังหนุ่ม ซึ่งสำหรับตัวเขาเองยึดปารีสเป็นเสมือนบ้านเกิดเมืองนอนจริงๆ หรือถ้าจะให้ยิ่งไปกว่านั้น เขาชิงชังบ้านเดิด(ที่แท้)ของตนเองอย่างยิ่ง เขาเรียกที่นั่นว่า บ้านป่าเมืองเถื่อนที่ซึ่งทำลายอารยธรรมของโลก  เขายินดีสัมภาษณ์เป็นภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน  คาตาลัน แต่ไม่ยอมพูดภาษอังกฤษ  เช่นเดียวกับหนังของเขา สิ่งที่เขาสนใจจริงๆในหนังคือ ‘ภาษา' พลังอำนาจและการทำงานของมัน

 

กล่าวได้เลยว่าหนังทั้งเรื่องนี้เดนหน้าไปได้ด้วยการทำงานของภาษา  ซึ่งตัวมันเองในแต่ละหน่วยคำหาได้มีความหมายเฉพาะจวบจนมันได้ทำงานสัมพันธ์กับหน่วยอื่น การประคับประคองกันและกันของหน่วยภาษาที่ต่างกัน สะท้อนความหมายใส่กันไปมา ได้ก่อร่างประโยคขึ้นซึ่งก็ทำหน้าที่เช่นกันในการก่อร่างเรื่องราวขึ้น -นี่คือทฤษฎีภาษาศาสตร์ที่คิดค้นขึ้นโดย  โซซูร์ และ GREEN ทำใมห้เรา ‘เห็นเป็นภาพ' ขึ้นมาจริงๆ

 

หากเราแยกชิ้นส่วนหนังเรื่องนี้ออกมา เราจะพบว่าไม่มีสิ่งใดหลงเหลือร่องรอยเค้าเดิมของหนังอีกต่อไป เพราะที่เราได้คือ บรรดาหนุ่มสาวนุ่งยีนส์ สวมเชิ๊ต  สถานที่ซึ่งเป็น ปราสาทเก่าๆในยุโรป ชุดขนดก(ที่มีแต่แขนกับหลัง) หนึ่งชุด สุนัข  แมว และ ลา (อดคิดไม่ได้ว่าลาเป็นการคารวะ AU HAZARD BALTHAZAR ของBRESSON) อย่างละตัว  ดาบที่ทำขึ้นมาใหม่อย่างกระป๋องกระแป๋ง และแน่นอน เรื่องเล่าเทพนิยายเรื่องหนึ่ง  ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวไปแทบจะไร้ความหมายแบบที่ปรากฏบนจอโดยสิ้นเชิง

 

แต่ความหมายใหม่ปรากฏขึ้นเมื่อมันมารวมกัน และกำหนดบบาทเสียใหม่ โดยอาศัยกันและกัน คำกำกับภาพให้เราเห็นความหมาย เมื่อตัวละครเรียกสุนัขว่าสิงโต ผู้ชมอาจจะต่อต้านสิงโตนั้นต่อให้มีเสียงคำรามน่ากลัว แต่ในจักรวาลของหนังเรื่องนี้ โดยไม่ต้องสงสัย นี่คือสิงโต ตัวละครทุกตัวยอมรับให้สุนัขน่ารักคือสิงโต และแมว(นอกจอ) คือ ช้าง(ในจอ)  และโดยการใช้ตรรกะนี้มันได้ลามเลยไปสู่การยอมรับว่านี่คือัศวิน นั่นเจ้าหญิง นี่เจ้าชาย นั่นนางไม้และนี่ออร์ก  วิธีการแบบนี้ในหนังของGREEN ประกอบขึ้นจากการจงใจทำให้เห็นถึงการยอมจำนนต่อ คำกำกับความ ของเรา แต่ต้องไม่ลืมว่า ในหนังทุกเรื่องเราก็ยอมจำนนในทำนองนี้เช่นกัน เราหล่อยให้คำต่างๆกำกับความหมายตัวละคร พระเอก นางเอก นางร้าย ตัวตลก เราทำกับหนังทุกเรื่อง ทุกเรื่องเล่าที่เราได้ยิน ได้ดู เพียงแต่เรื่องเล่าเหล่านั้นแนบเนียนอยู่กับความรับรู้ของเรา(ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้) เราจึงละเลยความตระหนักรู้เหล่านี้ไป ล่องไหลไปกับโลกของเรื่องเล่า ซึ่งไม่มีทางจะเป็นโลกจริงไปได้ หากในหนังเรื่องนี้ GREEN เตือนให้เราเห็นการเล่นเล่ห์ร้อยแปดของถ้อยคำ (ซึ่งGREEN หรือผู้กำกับคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ประดิษฐ์ขึ้น มันดำรงคงอยู่ก่อนการมีหนังเหล่านี้ด้วยซ้ำ) แสดงให้เห้นว่ามันตบตาเราได้อย่างไร

 

เลยพ้นไปจากภพาฉายเบื้องต้น กลไกของภาษายังคงทำงานลึกลงไปในระดับเนื้อเรื่องอีกชั้น  เมื่อทุกตัวละครในเรื่องเองก็ถูกผลักไปตามเกมกลของ 'คำสัญญา ‘ ภรรยามนุษย์ของเจ้าออร์ก แต่งงานกับเขาเพราะคำสัญญาที่ตกลงกันไว้ เช่นเดียวกับเจ้าหญิงที่ยอมติดตามนิโคลาส เพราะ ‘คำสัญญา'ที่เธอให้ไว้กับเขา (การที่เธอถูจับมาขังบนหอคอย ก็เป็นไปตามคำสัญญาของออร์ก ) ชีวิตของสตรีในเรื่องนี้ดำเนินไปตามคำสัญญาซึ่งขัดแย้งกับความต้องการภายในใจ  ต้องรอจนผู้ชาย(ซึ่งได้รับสิทธิ์ ในการครอบครองสัญญา) มาทำลายคำสัญญาดั้งเดิม (ในที่นี่การฆ่าออร์ก และการดึงดาบ จึงไหลมาซ้อนทับกันอย่างช่วยไม่ได้) พวกเธอจึงถูกปลดปล่อยจากคำสัญญา และมีอิสระอีกครั้ง   อำนาจของถ้อยคำร้อยรัดตัวละครในสองระดับ ทั้งระดับของคำสัญญาในตัวเรื่องและระดับ รูปสัญญะที่ผู้ชมมีต่อเรื่อง ซึ่งนอกจากเราเห็นการกดขี่ผ่านถ่อยคำแล้วเรายังเห็นลำดับชั้นของการถูกกดขี่อีกชั้นหนึ่งด้วย

 

และหากถอยออกมามองภาพรวมหนังทั้งเรื่อง เราก็เห็นได้เลยว่า เทคนิคการถ่ายทำ (ตั้งกล้องนิ่ง แสดงแข็งทื่อ -เดินตามรอยบรรพบุรุษ BRESSON ซึ่งEUGENE GREEN ประกาศชัดแจ้งว่าได้อิทธิพลมาแบบเต็มๆ ) การจัดตัวละคร  รวมไปถึงทุกองค์ประกอบของหนัง เป็นไปในรูปแบบของMinimalism  พยายามเน้นความน้อยเป็นหลัก  ความน้อยนี้เองคือเครื่องหมายของการถอดรื้อของประดับตกแต่งของเรื่องเล่าที่ทำให้เรื่องเล่าแต่ละเรื่องแตกต่างกันไป  การที่หนังถอดรื้อจนเปิดเผยให้เห็นโครงสร้างซึ่งยึดโยงหน่วยย่อยแต่ละหน่วยเข้าด้วยกันนี้เอง ช่วนให้เราเห็น  ‘เรื่องเล่าแกนหลัก' ที่แท้จริง โครงเรื่องที่สามารถเปลี่ยนจากเจ้าหญิง เจ้าชาย เป็นายก. นางสาว ข.ได้  สถานะขั้นต่ำสุดที่จะผลักเรื่องราวให้เดินไปข้าหงน้าได้ ไม่ว่าจะเปล่ยนเครื่องทรง เป็นยุคกลาง ยุคปัจจุบัน หรืออนาคตก็ตาม

 

ดังนั้นจะว่าไปแล้วชื่อหนังTHE LIVING WORLD จึงมีนัยยะเดสียดเย้ยที่น่าสนใจยิ่ง ในแง่ที่ว่าโลกที่มีชีวิตในหนังที่แท้คือโลกแห่งเรื่องเล่าชุดหนึ่งซึ่งถูกประดับตกแต่งไปเป็นสิ่งอื่นร้อยสีพันอย่าง  และในหนังเรื่องนี้เขาได้ลองรื้อชิ้นส่วนเหล่านั้นออกไปทีละชิ้น( ซึ่งแน่นอนว่ากระทั่งการื้อออก ก็นับเป็นเรื่องเล่าประการหนึ่ง  ) แล่เนื้อเถือ'หนัง'จนเราได้เห็นว่ากระดูกแห่งเรื่องเล่านั้นเป็นอย่างไร

เราอาจพูดได้เลยว่านี่เป็นหนังโง่ๆ เพราะมันไม่สิ่งใดถูกตกแต่งฉาบเคลือบ เพื่อให้เกิด ‘ความสมจริง' ซึ่งในทางหนึ่งความสมจริงนี้เองที่ผลักให้เรื่องเล่าทำเนียนเป็นเรื่องจริงได้ คนดูพร้อมจะเชื่อเรื่องจริงในหนัง(ซึ่งอาจไม่เหมือนความจริง) ขอแค่มันอยู่ในร่องในรอยของความสมจริง และสิ่งนั้นถูกรื้อทำลายทิ้งในหนังเรื่องนี้ ด้วยกลวิธีอันร้ายกาจนั่นคือการกลับไปเป็นเด็ก กลับไปทำเสมือนเด็กๆเล่นละครในตอนบ่ายวันหยุดฤดูร้อน สมมติตัวเองเป็นเจ้าหญิงเจ้าชาย ฝันกันเอาเองว่าเหาะได้ มีดาบวิเศษ และต่อสู้กับเหล่าร้าย  วธีการที่ดูเหมือนเพ้อฝันที่สุด ในที่สุดได้ปอกลอกเอาสิ่งที่ซ้อนอยู่ในผ้าคลุมของเรื่องเล่ามาคลี่ให้เราเห็นได้อย่างน่าทึ่ง

 

 

ปล. ความคิดเห็นส่วนตัว โปสเตอร์ของ LA MONDE VIVANT ดูคารวะ PICPOCKET ของ BRESSON มากๆ

 

http://www.cinema-scope.com/cs20/ar_huber_green.htm