sickfilm

 

 

มีสองสาเหตุผลที่ทำให้หนังเรื่องนี้ต้องเป็นหนังอนิเมชั่น  เหตุผลข้อแรกคือ ในบางช่วงฉากของหนัง ต้องมีการถ่ายทอด แสงวาบของความสุขพาฝัน   ความงดงามของอาการเนืองจริง เช่นโคมโฟเงานกที่กลายเป็นนางนวล  หรือตุ๊กตาตัวน้อยที่พูดได้  ความงามที่หนังคนแสดงไม่สามารถนำพาไปถึงได้โดยไม่เกิดอาการหวานเลี่ยนเอียนด้วยงานCG ไปเสียก่อน

 

ส่วนเหตุผลอีกข้อหนึ่งนั้น ก็เพราะว่าหนังเรื่องนี้ที่จริงแล้วเต็มไปด้วยความเหี้ยมโหด เถื่อนถ่อยของชีวิต ซึ่งปราฏออกมาแบบตรงหน้า รุนแรง และนำพาคนดุไปสู่โศกนาฏกรมที่ไม่อาจกู้กลับคืน !

 

เพราะนี่คือหนังที่เล่าเรื่องของ ออกัสท์ อดีตบาทหลวงที่มีปมฝังใจอันยากเยียวยา  หลังออกจากการเป็นบาทหลวง เขาเดินทางไปยังซ่องเสื่อมโทรม เพื่อรับตัวมีอา หลานสาววัยห้าขวบ ลูกของน้องสาวผู้ตายดับของเขา  ด้วยความผิดบาปที่กัดกินใจ   เขาสาบานว่าจะปกป้องมีอาด้วยชีวิต และในขณะเดียวกันด้วยความคับแน่นหัวอก เขาสาบานว่าเขาจะต้องตามกำจัดหนังโป๊ทุกเรื่องที่คริสติน่าน้องสาวของเขาเล่น (ในนามของ -เจ้าหญิง- ) นำไปสู่ปฏิบัติการจองเวร กับชาร์ลี คนรักของน้องสาวที่ชักนำเธอเข้าสู่อุตสาหกรรมหนังโป๊ ซึ่งกว่าจะไปถึงชาร์ลีเขาก็พาความแค้นของเขาไปจัดการกับธุรกิจมาเฟียหนังโป๊ที่เกลื่อนเมือง ซ้ำยังต้องฉุดดึงมีอาลงมาร่วมปฏิบัติการจองเวรของเขา   อย่างโดดเดี่ยวและสิ้นหวังอีกด้วย

 

พลอตหนังโหดเหี้ยมทารุณทั้งทางตา และทางใจ ถูกนำมาเล่าผ่านการ์ตูนลายเส้นน่ารักฝีมือของ ANDERS MORGENTHALER อนิเมเตอร์ นักเขียน และนักวาดการ์ตูนสำหรับเด็กชื่อดังของเดนมาร์ค  เขาสร้างหนังเรื่องนี้ออกมาอย่าสุดทางไม่ประนีประนอม และไม่มีความคิดในทำนองที่ว่า การ์ตูนเป็นเรื่องสำหรับเด็ก อีกต่อไป เพราะทิ่จริงในโลกของอนิเมชั่นนั้น  มันเต็มไปด้วยความหลากหลายสายพันธุ์  ตั้งแต่อนิเมชั่นระดับดิสนีย  ไปจนถึงสตูดิโอจิบลิแห่งญี่ปุ่น  ความน่ารักขำกลิ้งแบบ ชินจัง ไปจนถึงการผจญภัยของ แต๋งแต๋ง  การ์ตูนซุเปปอร์ฮีโร่อเมริกันนิยม ไปจนถึงมังงะอภิปรัชญาปะทะวิทยาศาสตร์แบบ AKIRA  ความหลากหลายในระดับนี้ หากผู้ใหญ่ใจแคบยังจัดสรรเอาแบบหยาบและฉาบฉวย ว่าอนิเมชั่นควรจะเป็นเพียงเรื่องของเด็ก  และจำต้องใส่กุญแจมือที่ชื่อความบริสุทธิ์  ตรวนแห่งความสวยสดงดงาม และปลอกคอแห่งการจรรโลงสังคม ก็นับว่าเป็นผู้ใหญ่ที่น่าสงสารในทัศนะแคบสิ้นดี!

 

PRINCESS เป็นการ์ตูนสำหรับผู้ใหญ่แบบไม่ปิดบัง   แม้หนังจะไม่มีฉากเซกส์จะแจ้ง   หากหนังเต็มไปด้วยภาพความรุนแรงของการล้างแค้นไล่ล่า  บางฉาก เป็นมีอาเด็กหญิงวัยห้าขวบด้วยซ้ำ ที่ต้องลงมือเอง  เธอตกเป็นเหยื่อที่ถูกทารุณ ถูกขายบริการ และเมื่อหลุดพ้นมาได้เธอก็ตกเป็นเหยื่อของการสาดซัดความรุนแรงเกรี้ยวกราดเข้าใส่โลกและสังคม

 

มาถึงตรงนี้เราอาจต้องตั้งคำถามกับหนังว่าสรุปนี่เป็นเพียงหนังแห่งความสะใจที่ใช้ความรุนแรงตอบโต้ความรุนแรงเท่านั้นหรือ!!

 

ลองพิจารณากันอีกครั้ง หนังให้ภาพปูมหลังของมีอาอย่างหนักแน่นผ่านทางร่องรอยบนเนื้อตัว หรือวิธีที่เธอปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น หนังมีฉากสุดแสนปวดใจเมื่อเธอพยายามจะเล่นพ่อแม่ลูกกับเด็กๆร่วมแฟลต  เด็กบอกว่าพวกเธอมีครบทั้งพ่อแม่ลูกแล้ว มีอาบอกว่าเธออยากเล่นด้วยให้เธอรับบทโสเภณีก็ได้   หรือในอีกฉากหนึ่งเมื่อออกัสท์จับเธออาบน้ำ หากในความหมายของเธอการอาบน้ำเป็นรูปแบหนึ่งของ-การบริการ- !!!

 

มีอาคือเด็กที่ถูกปล่อยให้เติบโตมากับซ่องโสเภณี วังวนของหนังลามก และการขายบริการทาเพศม่รู้จบ (กระทั่งตอนอยู่ในท้อง แม่ของเธอยังเล่นหนังโป๊ ) ในขณะเดียวกัน ภาพของมีอา สะท้อนกลับไปหาคริสติน่า แม่ของเธฮ (ซึ่งปรากฏตัวผ่านภาพวดีโอ ซึ่งใช้คนเล่นจริงๆ ) ภาพบันทึกของคริสติน่าที่สูญเสียพ่อแม่ไปจากความเขลาของเธอเอง  เธอขาดแรงยึดเหนี่ยวจนต้องพึ่งพิงชาลีแฟนหนุ่มที่ลงเอยด้วยการฉุดลากเธอเข้าสู่วังวนของกิจการหนังโป๊  ที่เจ็บปวดและร้ายกาจที่สุดคือ ที่จริงแล้ว ออกัสต์อยู่ตรงนั้นตลอด และเขาเองมีส่วนในการทำให้คริสติน่าต้องลงเอยเช่นนั้น  กระทั่งในหนังเรื่องรแกของเธฮ (ที่เกิดจากความบังเอิญ เพราะต้องการแก้แค้นเจ้าของห้องเช่า) มันก็เป็นกล้องของออกัสต์ด้วยซ้ำ

 

การพยายามปัดกวาดของออกัสต์ที่แท้มันจึงคือความพยายามชำระบาปแปในใจของเขาเอง   เขาทิ้งคริสติน่าไว้ในหล่มโคลนของความชั่วช้าที่เขามีส่วน  กระทั่งมีอาก็โดนทอดทิ้งเช่นกัน ฉากที่เจ็บปวดมากคือเมื่อมีอาถามเขา(หลังจากได้ดูวีดีโอสุดแสนเจ็บปวดเมื่อคริสติน่าเกิดเป็นบ้าจะเอามีดจ้วงแทงลูกตัวเอง) ว่า  ทำไมถึงไม่ช่วยเธอ  ทำไมถึงทิ้งเธอไว้นานขนาดนี้   กว่าเขาจะรู้ว่าสิ่งเขาทำตอนนี้เขาควรทำไปตั้งหลายปีแล้วมันก็สายเกินไป

 

ออกัสต์ใยมิใช่คล้ายผู้คนซึ่งเพิกเฉย  เราทุกคนที่ยืนดูความต่ำช้าในชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งโยไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง  ในขณะที่เราแสดงอาการสะใจกับการล้างแค้นอย่างเหี้ยมหาญของออกัสต์เราเองแค่พยายาม ไถ่บาปให้กับตัวเองที่เพิกเฉยต่อความโหดเหี้ยมในโลกจริง

 

สิ่งที่พิเศษจริงๆของหนังคือการทำให้ตัวละครอย่างคริสติน่าซึ่งตายไปตั้งแต่ต้นเรื่องเป็นตัวละครที่มีเลือดเนื้อวิญญาณ  เธอไม่ใช่เพียงจิ๋มเดินได้สำหรับบำบัดความใคร่ให้ผู้ชาย  หรือเป็นเศษขยะไร้ค่าสำหรับผู้เค่งศีลธรรม เธอคือผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีชีวิตขอเธอ มีความทุกข์เศร้า ความโหดเหี้ยม มีความรัก และความทุกข์เป็นของเธอเอง 

 

PRINCESS อาจทำให้นึกถึงหนังคนเล่นที่เจ็บปวดใจอย่าง LILYA -4-EVER ของ LUKAS MOODYSON ซึ่งเล่าเรื่องโสเภณีข้ามชาติได้อย่างทรงพลัง หรือหนังโปแลนด์เรื่อง YOUR NAME IS JUSTINE ซึ่งเล่าเรื่องหญิงสาวชาวบ้านที่ถูกหลอกมาเป็นโสเภณี  แม้หนังจะเต็มไปด้วยเรื่องราวที่อัดแน่นบีบคั้น มันก็ไม่ได้ฟูมฟายจนเกินงาม  แม้เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว PRINCESS อาจเป็นหนังที่แรงที่สุดทั้งในแง่ของความรุนแรง และในแง่ของการตบกะโหลกคนดู  แต่หนังทั้งสามเรื่องนี้ล้วนเป็นหนังที่ พลาดไม่ได้ ในประเด็นนี้

 

 

 

หลังออกจากโรงพยาบาลโรคจิต  เจสสิก้าย้ายาตามสามีมาอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ  ระหว่างทางพวกเขาขับรถผ่านสุสาน ที่นั่นเจสสิก้าขอลงไปคัดลอกแผ่นหินจารึกเหนือหลุมศพ (งานอดิเรกพิลึกๆของเธอ ) โดยเอาดินสอดำแรเงาลงบนกระดาษบางที่วางแนบแผ่นหิน  ที่นั่นเธอกลับมาเห็นคนอีก ได้ยินเสียงอีก  แต่เธอได้แค่ท่องบ่นกับตัวเอง  เพราะถ้าบอกทุกคนเขาจะคิดว่าเธอกลับไปเป็นบ้า  เธอเก็บมันไว้ข้างในแล้วออกไปหาสามี และเพื่อนของสามีที่จะย้ายตามมาอยู่ด้วยกัน

 

แล้วเขาและเธอก็มาถึงเมืองเล็กๆเมืองนั้น  เมืองที่มีแต่ชายสูงวัยสุมหัวกันกน้าร้านชำ  ท่าทางไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย  ทั้งหมดจึงมุ่งตรงสู่บ้านหลังโตที่อยู่ติดกับทะเลสาบ  ที่ที่สามีของเจสสิก้าเอาเงินเก็บทั้งหมดมาซื้อ  จนไม่ว่าจะยังไง  พวกเขาก็ต้องอยู่ที่นี่ไปสักระยะ  ที่นั่นพวกิเขาพบกับหญิงสาวแปลกหน้าที่อาศัยอยู่ในบ้านมาก่อน  เธอเป็นคนพเนจรที่แวะผ่านมาพักที่นี่โยไม่รู้ว่ามีเจ้าของ  พวกเขาเชื้อเชิญให้เธออยู่ต่อ เจสสิก้าจะได้มีเพื่อน  แต่นั่นไม่ช่วยอะไร เจสสิก้าเริ่มเห็นเด็กผู้หญิงประหลาดมายืนกวักมือเรียก  ได้ยินเสียงเรียกประหลาดๆ  และที่ทะเลสาบเธอรู้สึกเหมือนมีใครสักคนดึงขาเธอลงไปในน้ำ  เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะเก็บเรื่องนี้ไว้กับตัวเพราะยิ่งเธอพูมาก พวกเขาจะยิ่งมองเธอเป็นบ้า เธฮถูกคุกคามหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ  และเริ่มสงสัยว่าทั้งสามีและเพื่อนสามี อาจจะกำลังสนใจหญิงสาวหน้าใหม่อยู่ นั่นยิ่งทำให้เธอโดดเดี่ยวมากขึ้น  ท่ามกลางการหลอนหลอกไม่รู้จบ!!

 

 

นี่คืออีกหนึ่งหนังสยองขวัญอีกเรื่องที่ถูกลืมจากยุค 70's  หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นในปี 1971 โดยการกำกับของJOHN D. HANCOCK  ผู้กำกับที่ทำหนังทีวีมากกว่าหนังโรง และเคยเป็นผู้กำกับหนังชุด TWILIGHT ZONE อยู่หลายตอน  LET'S SCARE JESSICA TO DEATH เป็นหนังเรื่องที่สองของเขา โดยมี ZOHRA LAMPERT นางเอกหนังทีวีชื่อดัง(ในตอนนั้น) มารับบบท JESSICA และว่ากันว่านี่เป็นบทนำครั้งเดียวบนจอใหญ่ตลอดชีวิตการแสดงของเธอ  เมื่อครั้งแรกที่หนังออกฉายนั้น  มันไม่ประสปความสำเร็จทั้งในแง่รายได้และคำวิจารณ์ จนลาจอไปอย่างรวดเร็ว  แต่หลายปีต่อมา มีคนเอาหนังเรื่องนี้ไปฉายทางโทรทัศน์ และมันกลายเป็นหนังคัลท์สุดดังที่ฮิตจนกระทั่งมีแฟนคึลับเป็นของตัวเอง และก่อตั้งเวบไซต์ของหนังซึ่งยังเคลื่อนไหวอยู่จนถึงวันนี้

 

สาเหตุหนึ่งที่หนังไม่ประสบความสำเร็จอาจเป็นเพราะหนังออกฉายหลังหนังเรื่องสำคัญอย่างROSEMARY'S BABY และหนังดำเนินไปโดยวิธีการเดียวกันกับหนังหญิงสาวผู้ให้กำเนิดลูกของซาตานเรื่องนั้น โดยหนังเล่าเรื่องอย่างจำกัดมุมมองผ่านทางเฉพาะที่ตัวเอก (ฝ่ายหญิง)ต้องประสบพบเจอ  การค่อยๆกลายเป็นบ้าจากการถูฏคุกคามโดยสิ่งที่ผู้อื่นมองไม่เห็น  ปรึกษาใครไม่ได้ หนีก็ไม่พ้น  ต่างกันตรงที่ว่ในขณะที่ ROSEMARY ผเชิญชะตากรรมอยู่ในอพาร์ทแมนท์ และวงสังคมคนเมือง JESSICA กลับติดอยู่ในเมืองแปลกหน้าที่เธอไม่รู้จัก  บรรยากาศชนบทที่ดูสงบเรียบง่ายกับทอประกายชวนหวาดแสยง ไม่เป็นมิตร และดูเหมือนเป็นเมืองลับแลตกสำรวจตลอดกาล  ที่สาหัสกว่าคือ JESSICA เองก็ไม่อยากจะเชื่อตัวเอง เพราะเธอยังเข้าใจว่านี่คืออาการประสาทหลอนตกค้างจาฏโรคที่รักษษไม่หายของเธอ

 

หนังเล่าเรื่องผ่านมุมมองJESSICA  ถึงขนาดมีเสียงเล่าของเธอตลอดเวลา  เสียงนั้กระตุ้นเตือนว่าเธอไม่ควรบอกใครว่าเห็นเด็กหญิงกวักมือเรียกตลอดเวลา  ไม่บอกใครว่าภาพที่เธอเห็นในห้องใต้หลังคาคือกุญแจนำไปสู่ความลับดำมืดของเมืองนี้  ไม่บอกใครว้าเธอเริ่มสงสัยเด็กสาวที่มาอาศัยพวกเธออยู่ว่าหล่อนอาจเป็นนางแวมไพร์ที่ฆ่าคนทั้งเมือง  หนังดำเนินเรื่องตามความสงสัยเธอไปเรื่อย ใช้ภาพ และเสียง ในบรรยากาศของเมืองชนบท ในการหลอกหลอนคนดู หมอกที่ลอยอ้อยอิ่งในทะเลสาบ  บ้านหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยซอกมุมมืด หรือแยนินเขาทุ่งหญ้าที่ดูปิดบังสายตาและเหมือนมีความชั่วร้ายหลบซ่อนอยู่   ในขณะที่หนังให้เสียงปะปนระหว่างจริงกับลวง จนกระทั่งคนดูก็ได้แต่งงงวย  ฉากหนึ่งหนังถึงกับให้เจสสิก้าแสดงอาการลิงโลดเมื่อสามีเองก็เห็นในสิ่งที่เธอเห็น พิสูจน์ว่าเธอไม่ได้บ้าอยู่คนเดียว

 

แม้กล่าวโดยรวม LET'S SCARE JESSICA TO DEATH จะเป็นเพียงหนังสยองขวัญดาดๆตกสำรวจ แต่อย่างไรก็ตาม หนังทำได้ในระดับสมราคา และการแสดงของZOHRA LAMPERT ก็อยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยม หนังค่อยๆกดคนดูให้อยู่มือนำพาไปสู่ฉากท้ายเรื่องที่สุดแสนสิ้นหวัง  หญิงสาววิ่งหนีไปอย่างไร้ทิศทางไม่ว่าไปทางไหนก็ไม่อาจหนีพ้นกระที่งเป็นล้มสลบไปก็ยังต้องตื่นมาหนีต่อไป  ก่อนที่หนังจะจบลงอย่างหลอกหลอนในทะเลสาบอันเวิ้งว้างท่ามกลางแสงสีทองรำไรอันงดงาม  และโดยส่วนตัวหนังเรื่องนี้หลอกหลอนอยู่ในระดับเดียวกับ ROSEMARY's BABY และ เอาเข้าจริงแล้วหนังชวนให้นึกถึง สุดยอดหนังสยองขวัญพันธุ์หลอนอย่างCARNIVAL OF SOULS ยิ่งฉากจบของหนังรู้สึกเหมือนกับการสลับตำแหน่งแห่งที่ของ ฉาก ผีโผล่จากน้ำ ในCARNIVAL OF  SOULS ด้วยซ้ำ (ซึ่งต่อมาฉากนี้ถูกนำมารีเมคใน APOCALYPSE NOW ไปจนถึง LAND OF THE DEAD )

 

แต่อย่างไรก็ตาม LET'S SCARE JESSICA TO DEATH ก็ทำหน้าที่ของมันในฐานะหนังสยองขวัญได้อย่างทรงประสิทธิภาพ ลูกล่อลูกชนของเรื่อง เทคนิคทางภาพและเสียงที่นำมาใช้สั่นประสาทคนดูห่างไกลจากหนังสยองขวัญพันธุ์เลือดสาด ที่เกลือ่นตลาดในเวลาต่อมา  และชวนให้นึกถึงหนังสยองขวัญญุ่ป่นในยุค post-RINGU ด้วยซ้ำ 

หมายเหตุ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ LET'S SCARE JESSICA TO DEATH ได้ใน FILMVIRUS 4 : สางสำแดง ผู้เขียนรู้จักหนังเรื่องนี้จาก หนังสือเล่มนี้ และชื่อภาษาไทยของบทความหยิบมาจากชื่อไทยตอนที่หนังเข้าฉาย (อ้างอิงจาก FILMVIRUS 4 : สางสำแดง เช่นกัน)

เวบแฟนคลับของหนังอยู่ที่ http://www.letsscarejessicatodeath.net/

 

 

 

 

เนื่องจากนี่คือหนัง  - exploitation - จากยุค 70 (หมายถึงหนังเกรดบีกระจอกงอกง่อยที่สร้างฉายกันตามโรงหนัง drive in ) ดังนั้นที่เราควรทำคือ สร้างคำโปรยให้แรง เข้าไว้ว่า

 

นี่คือหนังเกี่ยวกับฮิปปี้นรกบูชาซาตานที่กินหนูเป็นอาหารแล้วออกอาละวาดไล่ทุบตีผู้คนจนถูกแก้แค้นด้วยการให้กินพายเนื้อผสมเลือดจากศพของหมาที่เป็นโรคกลัวน้ำ  ผลนั้นหรือเจ้าพวกฮิปปี้ฏ็เป็นปีศาจไปจริงๆแล้วอกไล่ฆ่าผู้คนทั่วเมือง

เลือด การทารุณสัตว์  ฉากเซกซ์ ความรุนแรง  ภาพชวนอ้อวก !  เอ้า ประโคมโหมกันให้สะใจ

แต่ขอบอก ขอบอก!   ทั้งหมดที่คุณได้อ่าน มันเกิดขึ้นจริงๆในหนังเฟ่ย!

ทำไมน่ะหรือเพราะนี่คือหนังเรื่องแรกที่ได้รับเรท X จากความรุนแรงในเรื่องเพียงอยากเดียวโดยไม่มีฉากนู้ดเข้ามาเกี่ยวข้อง!!!  แม้หนังจะมีฉากเปลือย (เห็นก้นนักแสดงแต่ไม่เห็นด้านหน้า )แต่สาเหตุหลักน่าจะมาจากฉากอย่างการล่าหนู เชือดคอไก่ ลากศพแพะไปตามถนน  ตัดมือคนด้วยเลื่อยนี้ไว้เลื่อยเนื้อ หรือฟันหัวคอขาดแล้วห้อยหัวรุ่งริ่งแกว่งใส่จอ เป็นต้น โอย จะเป็นลม!

 

มาฟังพลอตเรื่องโดยละเอียดกันดีกว่า  หนังเปิดเรื่องด้วยฉากพิธีกรรมประหลาดที่ทุกคนเปลือยกายล้อมรอบกองไฟ  เจ้าหนุ่มอินเดียน (ที่จริงรับบทโดยนักเต้นชาวอินเดีย ชื่อ BASHKAR ที่มีรูปร่างดีมากถึงมากที่สุด (แน่นอนเขาเปลือย) ว่ากันว่าหลังจากเล่นหนังเรื่องนี้แล้วกำลังดังได้ที่  ระหว่างการแสดงครั้งหนึ่งเขาเต้นจนตกเวทีแล้วกลายเป็นอัมพาตครึ่งท่อน )หัวหนาแกงค์ร่ายมนต์บูชาเทวาซตาน มีหญิงสาวนอนเปลือยเป็นบรรณาการโดยกระทำการเชือดคอไก่กันแบบจะๆแล้วเอาเลือดราดรดลงบนร่างเจ้าหล่อน

แต่แม้จะไปทำพิธีกันในป่าดงก็ไม่ได้รอดพ้นสายตาของสาวน้อยหน้าใสที่แอบดูอยู่หลังต้นไม้ โชคร้ายเจ้าพวกฮิปปี้ใจโฉดจับสาวน้อยได้  พวกมันจึงจัดการชำเราสาวน้อย จนรุ่งสางเธอโผเผกลับมาบ้าน   ไอ้พวกฮิปปี้ที่ปนอกจากไอ้หนุ่มอินเดียน (ย้ำอีกทีว่าแสดงโดยคนอินเดีย)  หนุ่มผิวสีที่มีท่าทางเหมือนกะเทย  คุณป้าชาวเอเชียที่นุ่งกี่เพ้าทำหน้าตายตลอดเวลา  เมียของไอ้หนุ่มอินเดียนเป็นสาวผิวขาวร่างท้วมที่กำลังอุ้มทอง  สาวสวยร่านสวาท  สาวใบ้หน้าตาสวยเหมือนนางแบบ และไอ้หนุ่มผิวขาวผมทองอีกคน ก็เข้ามาในเมือง แวะมาเช่าบ้านร้าง(ซึ่งมีมากมายในเมืองที่กำลังจะตายเนื่องจากมีการสร้างเขื่อน) จากเจ้าของร้านขนม พอเข้าไปได้พวกนั้นก็เริ่มทุบทำลายข้าวของอย่างไม่ปรานีปราศรัย แล้วจากนั้นก็ออกล่าหนูที่มีอยู่มากมาย เชือดคอ แขวนร้อยเป็นพวก แล้วโยนเข้ากองไฟกินกันอย่างออกรส!!!    ครูปู่หมอ (เป็นปู่ของสาวน้อยซึ่งมีอาชีพเป็นหมอ)  เห็นสภาพหลานสาวก็ให้เกิดอาการปรอทแตก คว้าปืนไปล้างแค้น แต่น่าเสียดาย เจ๊ญี่ปุ่น (หรือจีนวะ) จับกรอกยาเสพติดจนหลอนเพ้อไป ก่อนจะจับโยนออกมาจากบ้าน เหลือเพียงหนึ่งเดียวที่จะกู้วิกฤตินี้ได้ คือเจ้าหลานชายคนเล็กที่เฝ้าสังเกตการณ์มาโดยตลอด  คืนนั้นเจ้าหนูเข้าป่าไปผเชิญหน้ากับหมาบ้าดุร้าย  ยิงมันตาย แล้วเอาไซริงจ์ไปดูดเลือดของหมาบ้ามาเก็บไว้  จากนั้นในตอนเช้าเขาก็ตีหน้าตายไปช่วยงานเจ้าของร้านเบเกอรี่ตามปกติ  อาศัยทีเผลอ แอบผสมเลือดหมาบ้าเข้าไปในพายเนื้อพวกนั้น   ทีนี้พอเจ้าพวกฮิปปี้มาก็ยัดเยียดขายมันไปในราคาถูก  เจ้าพวกฮิปปี้หลังกินอิ่มก็เกิดอาการกระอัดกระอ่วน บางคนเริ่มกลายเป็นบ้า กวัดแกว่งดาบไปตัดขาเพื่อนตัวเองและเริ่มไล่ฆ่ากัน ผลนั้นหรือคือการกระเจิดเปิดเปิงไปคนละทิศละทาง  ในอีกทางหนึ่งสาวเจ้าของร้านที่โดนเจ้าฮิปปี้คุกคามก็ไปขอร้องแฟนเธอซึ่งเป็นหัวหน้าคนงานให้มาช่วยเคลียร์ คนงานเป็นขโยงจึงยกกันไปที่บ้านผุ แล้วโดนสาวยั่วสวาทล่อลวง  ผลนั้นหรือคือวันรุ่งขึ้น คนงานเขื่อนทั้งหมดก็ติดเชื้อบ้าน้ำลายฟูมปากไล่ฆ่าคนไปด้วย !

ทั้งหมดทั้งมวล นำไปสู่ครึ่งชั่วโมงสุดท้ายที่เป็นการ  -ปิดเมืองล่า - ที่มีทั้งการตัดหัว ตัดมือ (แบบที่เล่าไปแล้ว) ไปจนถึงการแทงท้องตัวเอง  กระทั่งเจ๊ญี่ปุ่นที่จุดไฟเผาตัวเองแบบต่อหน้าต่อตา!!!!

 

นี่ไม่ใช่พลอต แต่เป็นการเล่าหนังทั้งเรื่องเพราะเปล่าประโยชน์จะปกปิด พลอตคาดเดาได้ไม่ยาก  แต่ที่สำคัญคือควรจะเห็นฉากต่างๆด้วยตา! เพราะภายใต้เอฟเฟคต์เต่าถุยประสาหนังเกรดรอง หนังกลับสนุกสนานและเต็มไปด้วยอารมณ์ชวนขนลุกขนพองอย่างยิ่ง  ถ้าคุณต้องการความบันเทิงบัดซบสำหรับคืนวันศุกร์อันเหนื่อยหน่าย นี่คือหนังของคุณแล้วหล่ะ!

 

แต่ถ้าคุณต้องการอะไรที่หนักกว่านั้นหน่อย ลองมาดูนัยยะของหนังกันสักนิด นี่คือหนังที่สร้างขึ้นในยุค 70 ช่วงการแพร่ระบาดของบุปผาชน ในโมงยามนั้นหนุ่มสาวละทิ้งห้อเรียนมาดื่มด่ำ ดอกไม่สายลม การประท้วง เซกส์เสรี การเดินทาง ศาสนาพุทธ และ LSD  เหล่าหนุ่มสาวนักแสวงหาปฏิเสธสังคมอเมริกันหันมาไว้ผมยาวรุงรังเดินเปลือยเท้า ทัดดอกไม้ที่หูแลสวมเสื้อโปร่งบาง  ในทางหนึ่งมันคือเสรีภาพอันงดงาม  หากในอีกทางสำหรับสังคมอนุรักษ์นิยมหัวเก่านั้น การไม่ทำอะไรเลยของคนเหล่านี้คือภัยร้ายที่ต้องกำจัด  และอาการหวาดระแวงฮิปปี้และการเหยียดผิวเหยียดเพศ นั้นซ่อนนัยอย่างแจ่มชัด อยู่ในหนังเรื่องนี้!

 

ลองกลับไปดูพวกฮิปปี้แดนเถื่อนกันอีกทีที่เราพบนั้นหรือคือ หนุ่มอินเดียนแดง คนดำ ชาวเอเซีย  คนใบ้  หรือพูดอย่างง่ายเหล่าฮิปปี้คือบรรดาคนชายขอบที่กักขฬะ สกปรกต่ำช้าและไม่น่าไว้ใจ   พวกนั้นบุกเข้ามาทำลายความสุขของบรรดาชนชั้นกลางอเมริกันผิวขาว (อย่างคุณปู่หมอ หลานสาวหลานชาย และคู่รักผิวขาวหน้าตาดี ) ชั่วร้ายอย่างไม่มีเหตุผลราวกับมาจากนรกมากกว่าจากโลกนี้ แถมยังแพร่เชื่อหมาบ้าต่ำช้าให้กับผู้คนอื่นนๆด้วยซ้ำ ในขณะเดียวกัน ตัวละครตัวเดียวที่กลับใจได้ทันจากแก๊งค์กลับเป็นเด็กหนุ่มผิวขาวหน้าตาดี ที่ตัดสินใจไม่กินพายเนื้อแล้วหนีออกจากแก๊งค์   คนขาวพ้นมลทิน และตกเป็นเหยื่อ จนต้องรออำนาจรัฐให้เข้ามาจัดการในตอนท้าย!

 

ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ I DIRNK YOUR BLOD ก็เป็นหนังบันเทิงเจือทัศนคติที่น่ากลัวกว่าตัวหนัง ด้วยซ้ำ ความบันเทิงพวกนี้บุกรุกเข้ามาสร้างภาพจำขึ้นในสมองเรา ตีตราและสร้างค่านิยมที่จะนำไปสู่สิ่งซึ่งเป็นอันตราย !

สุดท้ายนี้ขออนุญาตตีสองหน้าตัวเองให้สมราคาด้วยการบอกว่า ในฐานะหนัง I DRINK YOUR BLOOD  จัดเป็นหนังอันตรายมากๆที่ต้องระแวดระวังอย่างยิ่ง  แต่ในอีกทางหนึ่ง นี่คือหนังสยองขวัญต่ำช้าที่สนุกสะใจโจ๋อย่างยิ่ง!!!!