LET'S SLEEPING CORPSE LIE (JORGE GRAU /1974) : คนตายเดินดิน
posted on 23 Oct 2008 16:13 by filmsick in sickfilm
จอร์จเป็นเจ้าของร้านขายของเก่า เช้าวันนั้นเขาปิดร้าน เก็บของบางชิ้นลงกระเป๋า ตั้งใจจะเดินทางไปเที่ยวในวันหยุดแถมพกด้วยการเอารูปปั้นโบราณไปเสนอขายลูกค้า ขึ้นมอเตอร์ไซค์คู่ชีพ ขับผ่านเมืองแออกสู่ชนบท เมืองที่เต็มไปด้วยปล่องควันโรงงาน ผู้คนป่วยไข้ไอจาม ท่อน้ำเสีย สิ่งก่อสร้างค้างๆคาๆ เครื่องจักรกล รถยนตร์ และแหล่งเสื่อมโทรม
บ่ายหน้าออกนอกเมือง ระหว่างทางเขาแวะเติมน้ำมันที่ปั๊มเล็กๆแห่งหนึ่ง โดยบังเอิญรถยนตร์คันหนึ่งถอยมาชนมอเตอร์ไซค์ของเขาล้มคว่ำ สภาพของมันร้ายแรงพอสมควร เอ๊ดน่าหญิงสาวเจ้าของรถจึงยื่นข้อสเนอว่าเธอจะขับไปส่งเขาเอง แต่ระหว่างทางเธอกลับขอร้องให้เขาไปส่งเธอก่อน เธอต้องรีบยไปเยี่ยมพี่สาวที่กำลังป่วย จากนั้นเขาสามารถเอารถเธอไปใช้ตลอดสุดสัปดาห์นี้ได้ แม้จะไม่เต็มใจแต่จอร์จก็จำต้องรับข้อเสนอ ระหว่างทางพวกเขาขับรถพลัดหลงเข้าไปในไร่ที่กำลังใช้วิธีไล่แมลงแบบใหม่โดยใช้คลื่นเสียงโซนาร์ส่งลงไปบนพื้น โตรงการยังอยู่ในระยะทดลอง และสนับสนุนโดยรัฐ จอร์จลงไปถามทางกับชาวนาและบ่นเรื่องว่ามันอาจจะมีอันตรายกับชาวนา ระหว่างนั้นเอ็ดน่ารออยู่ในรถ และเจอเข้ากับศพเดินได้ที่ไล่ฆ่าเธอ แต่บอกใครก็ไม่มีใครเชื่อ จอร์จคิดว่าเธอเพี้ยน (เขาคิดแบบนั้นตั้งแต่แรกแล้ว)
ข้างฝ่ายพี่สาวของเธอซึ่งกำลังติดยา เธออาศัยอยู่กับสามีที่เป็นช่างภาพ เธอคิดว่าเขาขอให้น้องสาวมารับเธอไปโรงพยาบาล หลังจากทะเลาะกัน สามีเธอออกไปถ่ายรูปเธอเข้าไปพี้ยา พลันพบศพเดินได้ไล่ฆ่า เธอวิ่งร้องกรี๊ดๆออกไปนอกบ้าน ผลกลายเป็นว่าสามีเธอมารับเคราะห์แทน กว่าเอ๊ดน่าและจอร์จจะมาถึง ตำรวจก็อยู่กันเต็มบ้านไปหมด
ท่านสารวัตรไม่เชื่ออะไรใครทั้งสิ้น เขาคิดว่าเจ้าหล่อนเป็นคนฆ๋าสามีตัวเองเพราะสามีเธอเคยแอบถ่ายรูปโป๊เธอเอาไว้ ซ้ำเธอยังเป็นนังขี้ยาอีกต่างหาก ความสงสัยเลยไปถึงจอร์จ ในฐานะที่เขาไว้ผมยาวไว้หนวดเครา แต่งตัวเหมือนฮิปปี้ซ้ำยังก่อเรื่องน่ารำคาญด้วยการบอกว่าเขาไม่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม กลายเป็นว่าจอร์จและเอ๊ดน่าถูกกักตัวไว้ในเมืองเล็กๆ ตามสืบคดีลึกลับ เกี่ยวกับศพเดินได้และถูกจับตามองอย่างเอาเรื่องจากนายตำรวจขาใหญ่อีกต่างหาก
ภาพยนตร์ปี 1974 ของผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปน JORGE GRAU หนังเรื่องนี้ถือสัญชาติกึ่งสเปนกึ่งอิตาลี แต่หนังก็พูดภาษาอังกฤษ ตัวละครรับทเป็นคนอังกฤษ และเหตุการ์ณก็เกิดในอังกฤษ (แต่ไปถ่ายกันในอิตาลี!) หนำซ้ำชื่ออังกฤษของหนัง(ที่มีมากมายหลายชื่อ)มีชื่อหนึ่งว่า THE LIVING DEAD OF MANCHESTER MORGUE (อีกชื่อหนึ่งกะขายตีหัวเข้าบ้านโดยการไปแอบอ้างเข้ากับหนังของของLUCIO FULCI นั่นคือ ZOMBI 3(ภาค3 ตรงไหน!))
ข้ามเชื้อชาติชวนงงและชื่อชวนขันไป นี่คือหนังสยองขวัญคลาสิคอีกเรื่องจากยุคเจ็ดสิบที่สานต่อสิ่งซึ่งNIGHT OF THE LIVING DEAD ของGEORGE A ROMERO ไว้ได้อย่างแข็งขัน แน่นนอว่าพลอต และ สไตล์นั้นลอกกันมาอย่างตั้งใจไม่ว่าจะเป็นศพลุกขึ้นจากหลุม มาเดินช้าๆไล่ควักตับไตไส้พุงของมนุษย์ (เพียงแต่ในหนังเรื่องนี้มีเลือดแดงฉาน) หรือการวางตัวละครหลักเป็นชายหนุ่มผู้ควบฐานะเป็นคนนอกสังคม กับหญิงสาวที่ดูเพี้ยนมากกว่าจะเอาใจช่วย รวมไปถึงตอนจบของหนังที่สะท้อนสังคมอย่างจริงจัง (และตัวละครยังร่วมชะตากรรมกันอีกด้วย) ขณะที่NIGHT เป็นหนังขาวดำ และสิ่งที่JORGE GRAU เอาติดมาด้วย (แต่ FULCI และ ZOMBI ของเขาลืม) คือการที่หนังมีประเด็นทางสังคมอย่างแข็งขัน
หนังสยองขวัญมักเป็นต้นธารของการแสดงภาพอาการวิตกจริตของสังคมมนุษย์ ด้วยค่าที่ว่าหนังสยองขวัญนั้นนำคนดูไปสุดพรมแดนของความพาฝัน สิ่งที่เรารู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงแต่ไม่อาจแสดงออกในชีวิตประจำวันจะถูกนำมาขยายให้ใหญ่ในหนังสยองขวัญ จากนั้นคนดูก็จะเข้าไปดูมันโดยตั้งธงว่า ‘นี่เป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันสนุกสนาน' หลังจากนั้นเราจะสนุกไปกับมัน หวาดกลัวไปกับมัน และเมื่อมันจบลง เราก็จะได้รับการปลดปล่อยความกลัวนั้นออกไป ในฐานะของเรื่องเล่าที่จบลง เราเป็นคนดูอยู่วงนอก เรื่องที่เรากลัวเกิดขึ้นแล้วแต่กับคนอื่น จากนั้นเราจะกลับบ้านและหลับอย่างเป็นสุข
ในหนังเรื่องนี้ ประเด็นความหวาดกลัวเทคโนโลยี และความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์ถูกนำมายาให้ใหญ่ผ่านฉากเปิดเรื่อง(ที่คลาสสิคมาก) เมื่อจอร์จขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านเมือง หนังตัดภาพของจอร์จบนมอเตอร์ไซค์เขากับภาพของเมืองที่เต้มไปด้วยมลพิษ ภาพปล่องควันของโรงงานนิวเคลียร์ ภาพแหล่งเสื่อมโทรม ภาพการก่อสร้าง ภาพคนไอจาม เชื้อโรค ควันพิษ ผุ่น ความสกปรก เสียงอันอื้ออึงของเมืองใหญ่ถูกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในฉษกนี้ ก่อนที่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นจะเปลี่ยนภาพแทนไปเป็นไปอยู่ในรูปของเครื่องมือไล่แมลงชนิดใหม่จากรัฐ ที่กำลังทำการทดลองเพื่อจะนำมาแทน ยาฆ่าแมลง โดยใช้คลื่นเสียงโซนาร์สาดลงไปบนพื้น ตัวแทนรัฐบอกว่ามันจะส่งผลกับระบบประสาทของมวลแมลง ทำให้พวกมันบ้าคลั่งแล้วเตลิดหนีไป หนังสร้างสมมติฐานเล่นๆว่าระบบประสาทของคนที่ตายไปใหม่ๆจะยังคงยู่แต่อาจลดรูปไปเหมือนโครงสร้างของแมลง ดังนั้น มันจึงทำให้เหล่าศพกลายเป็นบ้าลุกขึ้นมาเดินดิน!
แน่นอนว่านี่เป็นสมมติฐานเบื้องต้นข้างๆคูๆ (แถมยังถูกทำให้รั่วไปช่วงท้ายเรื่อง) แต่มันก็กลับประจุความวิกจริต ความไม่ไว้ใจที่สังคมขณะนั้นมีต่อทเคโนโลยี แต่มากกว่าเทคโนโลยี อีกสิ่งหนึ่งที่ถูกสงสัยในหนังเรื่องนี้คือคนหนุ่มสาวชาวบุปผาชน
หากในหนังเรื่อง I DRINK YOUR BLOOD ของ DAVID E. DURSTON มองฮิปปี้ในฐษนะของตัวอันตรายที่ไล่ฆ่าผู้คนทั้งยามเป็น และยามตาย ในLET THE SLEEPING CORSPE LIES หนังก็สะท้อนค่านิยมกลัวฮิปปี้ผ่านทางตัวละครสารวัตรที่สงสัยจอร์จ เพราะเขาดูเหมือนพวกฮิปปี้ แถมยังพกตุ๊กตาประหลาดจนไพล่คิดไปว่าเขาเป็นพวกคลั่งลัทธิ ซึ่งก็เป้นสิ่งที่ผู้คนภายนอกมักคิดเกี่ยวกับฮิปปี้ และเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงฉากไคลแมกซ์ เราก็พบว่าที่จริงแล้วเหล่าซอมบี้ไม่ได้มีความสำคัญอะไรอีกต่อไป สิ่งที่ทำให้ทุกสิ่งไปสู่หายนะจริงๆจึงคืออคติในใจผู้คนต่างหาก ดังนั้นการกลับมาทวงแค้นในฉากสุดท้าย(เมือ่ฮิปปี้กลายเป็นผีดิบไปจริงๆ) จึงกลายเป็นฉษกที่น่าสนใจมากๆ เพราะมันคือการผลของการผลักดันกีดกันแบ่งแยกออกจากสังคม การตีตราที่ในที่สุดส่งผลจริงๆ
ที่จริงแล้วหนังเรื่องนี้จึงคือการนำเสนอภาวะพาฝันของเหล่าบุปผาชน ที่หวาดกลัวต่อการรุกคืบของเทคโนโลยีที่มุ่งทำลายธรรมชาติในขณะเดียวกันก็แสดงภาพอคติที่พวกเขาต้องผเชิญจากสังคมอีกชั้นหนึ่งด้วย
นี่คือภาพยนตร์สยองขวัญพันธุ์เกรดต่ำจากปี 1964 โดยผีมือของ HERSCHELL GORDON LEWIS ชายที่ได้ชื่อว่าเป็น THE GODFATHER OF GORE อันหมายถึงว่าเขาคือต้นแบบของบรรดาหนังเลือดสาดทั้งหมดทั้งมวล LEWIS เริ่มต้นจากการทำหนังโป๊เปลือยวับๆแวมๆตั้งแต่ต้นยุคทศวรรษที่หกสิบ จนกระทั่งหนังอีโรติคเริ่มตกกระแสเขาจึงหันมาทำหนังสยองขวัญดูบ้างโดยหนังสยองเรื่องแรกของเขาคือ BLOOD FEASTในปี 1963 โดยไม่มีใครรู้หนังเรื่องนี้ต่อมาได้พลิกหน้าใหม่ของวงการหนังสยองขวัญของอเมริกาให้เดินเข้าสู่ยุคของหนังที่เรียกกันว่า SPLATTER FILM อันหมายถึงหนังสยองขวัญที่เต็มไปด้วยภาพโหดร้ายทารุณ การฆาตกรรมแบบถึงเลือดถึงเนื้อถึงพริกถึงขิง นักวิจารณืหลายสำนักยกให้ BLOOD FEATS เป็นหนังเชือดเลือดสาดเรื่องแรกของโลก และมันเป็นแค่จุดเริ่มต้น
ต่างจากหนังสยองขวัญนักเชือดทั่วไป ที่ฆาตกรมักมีเพียงหนึ่งคน หนังเรื่องนี้บอกไว้โต้งๆตั้งแต่ชื่อเรื่องว่ามีไอ้บ้าสองพันคน! ซึ่งก็เท่าจำนวนประชากรในเมือง หนังที่มาษตกรโรคจิตสองพันคนนี้ช๊อคคนดูได้ชะงัดด้วยการใส่ฉากสังหารให้โดยมากเกิดกลางแจ้ง ท่ามกลางดวงตาผู้คนของชาวบ้าน ฉากสังหารโหดมักถูฏตัดแทรกด้วยภาพดวงตาของชาวบ้านที่ยืนมองเหยื่อ อย่างไม่ยินดียินร้าย บางคนเหยียดยิ้มมุมปากอย่างชวนสยอง ทั้งพ่อแก่แม่เฒ่า ลูกเล็กเด็กแกง ใช่แล้วนี่คือการเฉลิมฉลอง โดยการเชือดไอ้พวกแยงกี้ขี้เท่อ!!!
หนังจบลงด้วยความชั่วร้ายยังคงอยู่ ภูติปผีที่ตายฟื้นคืนชีพจากหลุมทรายดูด รอคอยนักท่องเที่ยวขับรถติดป้ายทะเบียนทางเหนือรายต่อไป
ทำไมเขาถึงเป็นตำนานน่ะหรือ ก็เพราะ ROGER CORMAN คือผู้อำนวยการสร้าง และผู้กำกับที่ได้ชื่อว่าเป็นคนทำหนังทุนต่ำเตี้ยเรี่ยดินให้ออกมาดูดีมีสกุลถึงที่สุด เขาสามารถทำหนังได้จากเศษเหลือจากฉากของหนังเรื่องอื่น ใช้เวลาทำเพียงไม่กี่วัน จนมีคำกล่าวติตลกว่าเขาสามารถสร้างหนังเยวกับการล่มสลายของอาณาจักรณโรมันได้ด้วยตัวประกอบสองคน กับพุ่มไม้สักพุ่มเท่านั้น! [บรรดาคนใหญ่คนโตในฮอลลีวู้ด อย่างฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า แจค นิโลสัน หรือ โรเบิร์ต เดอนีโณ ก็ล้วนผ่านเกิดและเป็นอดีตลูกมือของเขาทั้งสิ้น ซ้ำยังทำหนังได้ทุกประเภท รัก เชือด เดือด แค้น โป๊เปลือย บู๊ล้างผลาญ ไปจนถึง หนังดัดแปลงจากวรรณกรรมของเอดการ์ อลัน โป !!!
พลอตของหนังนั้นแสนจะง่ายว่าด้วยเรื่องของไอ้หนุ่มจอมทึ่มที่กำลังจะโดนเจ้านายหน้าเลือดเฉดหัวออกจากร้านเพราะซุ่มซ่ามเหลือเหตุ ถ้าไม่เพราะหญิงสาวเพื่อร่วมงานที่เขาแอบหลงรักช่วยพูดกับเจ้านายไว้ โดยเขาบอกว่ากำลังซุ่มเพาะต้นไม้พันธุ์พิเศษที่จะทำให้เจ้านายรวยไม่รู้เรื่อง ที่บ้านเขาอาศัยกับแม่ติดเหล้าและติดลูกที่ชอบแสร้างป่วยเพื่อเรียกร้องความสนใจจากลูกชายที่เลี้ยงมาอย่างไข่ในหิน(จนกลายเป็นเจ้าทึ่มไป) และเขากำลังเพราะพันธุ์ไม้อยู่จริง แล้วมันก็ทำให้เจ้านายเขารวยไม่รู้เรื่องจริงๆ เพราะมันโตเร็ว ดูประหลาดพิลึกจนใครต่อใครเรียงคิวจ่ายเงินมาขอดูต้นไม้ ซึ่งสาเหตุจริงๆที่มันโตไวอย่าน่าพิลึก ก็เพราะมันกินเลือดสดจากเจ้าหนุ่มโดยบังเอิญ จากเลือดไม่กี่หยด กลายเป็นศพที่เพิ่มจำนวนขึ้นทุกทีทุกที ทั้งจากการฆ๋าโดยไม่ได้ตั้งใจ ไปถึงตั้งใจฆ่าเพื่อเอาตัวรอด แล้วต้นไม้ปีศาจก็ผลิดอกออกผลที่ทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องช๊อคสลบกันสามตลบ