sickfilm

 

จอร์จเป็นเจ้าของร้านขายของเก่า เช้าวันนั้นเขาปิดร้าน เก็บของบางชิ้นลงกระเป๋า ตั้งใจจะเดินทางไปเที่ยวในวันหยุดแถมพกด้วยการเอารูปปั้นโบราณไปเสนอขายลูกค้า ขึ้นมอเตอร์ไซค์คู่ชีพ ขับผ่านเมืองแออกสู่ชนบท เมืองที่เต็มไปด้วยปล่องควันโรงงาน ผู้คนป่วยไข้ไอจาม ท่อน้ำเสีย สิ่งก่อสร้างค้างๆคาๆ เครื่องจักรกล รถยนตร์ และแหล่งเสื่อมโทรม

 

บ่ายหน้าออกนอกเมือง ระหว่างทางเขาแวะเติมน้ำมันที่ปั๊มเล็กๆแห่งหนึ่ง โดยบังเอิญรถยนตร์คันหนึ่งถอยมาชนมอเตอร์ไซค์ของเขาล้มคว่ำ สภาพของมันร้ายแรงพอสมควร เอ๊ดน่าหญิงสาวเจ้าของรถจึงยื่นข้อสเนอว่าเธอจะขับไปส่งเขาเอง  แต่ระหว่างทางเธอกลับขอร้องให้เขาไปส่งเธอก่อน เธอต้องรีบยไปเยี่ยมพี่สาวที่กำลังป่วย จากนั้นเขาสามารถเอารถเธอไปใช้ตลอดสุดสัปดาห์นี้ได้  แม้จะไม่เต็มใจแต่จอร์จก็จำต้องรับข้อเสนอ  ระหว่างทางพวกเขาขับรถพลัดหลงเข้าไปในไร่ที่กำลังใช้วิธีไล่แมลงแบบใหม่โดยใช้คลื่นเสียงโซนาร์ส่งลงไปบนพื้น โตรงการยังอยู่ในระยะทดลอง และสนับสนุนโดยรัฐ จอร์จลงไปถามทางกับชาวนาและบ่นเรื่องว่ามันอาจจะมีอันตรายกับชาวนา ระหว่างนั้นเอ็ดน่ารออยู่ในรถ  และเจอเข้ากับศพเดินได้ที่ไล่ฆ่าเธอ  แต่บอกใครก็ไม่มีใครเชื่อ จอร์จคิดว่าเธอเพี้ยน (เขาคิดแบบนั้นตั้งแต่แรกแล้ว)

 

ข้างฝ่ายพี่สาวของเธอซึ่งกำลังติดยา เธออาศัยอยู่กับสามีที่เป็นช่างภาพ  เธอคิดว่าเขาขอให้น้องสาวมารับเธอไปโรงพยาบาล หลังจากทะเลาะกัน สามีเธอออกไปถ่ายรูปเธอเข้าไปพี้ยา พลันพบศพเดินได้ไล่ฆ่า เธอวิ่งร้องกรี๊ดๆออกไปนอกบ้าน ผลกลายเป็นว่าสามีเธอมารับเคราะห์แทน กว่าเอ๊ดน่าและจอร์จจะมาถึง ตำรวจก็อยู่กันเต็มบ้านไปหมด 

 

ท่านสารวัตรไม่เชื่ออะไรใครทั้งสิ้น เขาคิดว่าเจ้าหล่อนเป็นคนฆ๋าสามีตัวเองเพราะสามีเธอเคยแอบถ่ายรูปโป๊เธอเอาไว้ ซ้ำเธอยังเป็นนังขี้ยาอีกต่างหาก  ความสงสัยเลยไปถึงจอร์จ ในฐานะที่เขาไว้ผมยาวไว้หนวดเครา แต่งตัวเหมือนฮิปปี้ซ้ำยังก่อเรื่องน่ารำคาญด้วยการบอกว่าเขาไม่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม  กลายเป็นว่าจอร์จและเอ๊ดน่าถูกกักตัวไว้ในเมืองเล็กๆ ตามสืบคดีลึกลับ เกี่ยวกับศพเดินได้และถูกจับตามองอย่างเอาเรื่องจากนายตำรวจขาใหญ่อีกต่างหาก

 

ภาพยนตร์ปี 1974 ของผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปน JORGE GRAU   หนังเรื่องนี้ถือสัญชาติกึ่งสเปนกึ่งอิตาลี แต่หนังก็พูดภาษาอังกฤษ ตัวละครรับทเป็นคนอังกฤษ และเหตุการ์ณก็เกิดในอังกฤษ (แต่ไปถ่ายกันในอิตาลี!) หนำซ้ำชื่ออังกฤษของหนัง(ที่มีมากมายหลายชื่อ)มีชื่อหนึ่งว่า THE LIVING DEAD OF MANCHESTER MORGUE (อีกชื่อหนึ่งกะขายตีหัวเข้าบ้านโดยการไปแอบอ้างเข้ากับหนังของของLUCIO FULCI นั่นคือ ZOMBI 3(ภาค3 ตรงไหน!))

 

ข้ามเชื้อชาติชวนงงและชื่อชวนขันไป นี่คือหนังสยองขวัญคลาสิคอีกเรื่องจากยุคเจ็ดสิบที่สานต่อสิ่งซึ่งNIGHT OF THE LIVING DEAD ของGEORGE A ROMERO ไว้ได้อย่างแข็งขัน แน่นนอว่าพลอต และ สไตล์นั้นลอกกันมาอย่างตั้งใจไม่ว่าจะเป็นศพลุกขึ้นจากหลุม มาเดินช้าๆไล่ควักตับไตไส้พุงของมนุษย์ (เพียงแต่ในหนังเรื่องนี้มีเลือดแดงฉาน) หรือการวางตัวละครหลักเป็นชายหนุ่มผู้ควบฐานะเป็นคนนอกสังคม กับหญิงสาวที่ดูเพี้ยนมากกว่าจะเอาใจช่วย รวมไปถึงตอนจบของหนังที่สะท้อนสังคมอย่างจริงจัง (และตัวละครยังร่วมชะตากรรมกันอีกด้วย)  ขณะที่NIGHT เป็นหนังขาวดำ  และสิ่งที่JORGE GRAU เอาติดมาด้วย (แต่ FULCI และ ZOMBI ของเขาลืม) คือการที่หนังมีประเด็นทางสังคมอย่างแข็งขัน

หนังสยองขวัญมักเป็นต้นธารของการแสดงภาพอาการวิตกจริตของสังคมมนุษย์ ด้วยค่าที่ว่าหนังสยองขวัญนั้นนำคนดูไปสุดพรมแดนของความพาฝัน  สิ่งที่เรารู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงแต่ไม่อาจแสดงออกในชีวิตประจำวันจะถูกนำมาขยายให้ใหญ่ในหนังสยองขวัญ จากนั้นคนดูก็จะเข้าไปดูมันโดยตั้งธงว่า ‘นี่เป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันสนุกสนาน' หลังจากนั้นเราจะสนุกไปกับมัน หวาดกลัวไปกับมัน และเมื่อมันจบลง เราก็จะได้รับการปลดปล่อยความกลัวนั้นออกไป ในฐานะของเรื่องเล่าที่จบลง  เราเป็นคนดูอยู่วงนอก เรื่องที่เรากลัวเกิดขึ้นแล้วแต่กับคนอื่น จากนั้นเราจะกลับบ้านและหลับอย่างเป็นสุข

 

ในหนังเรื่องนี้  ประเด็นความหวาดกลัวเทคโนโลยี และความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์ถูกนำมายาให้ใหญ่ผ่านฉากเปิดเรื่อง(ที่คลาสสิคมาก) เมื่อจอร์จขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านเมือง หนังตัดภาพของจอร์จบนมอเตอร์ไซค์เขากับภาพของเมืองที่เต้มไปด้วยมลพิษ ภาพปล่องควันของโรงงานนิวเคลียร์ ภาพแหล่งเสื่อมโทรม ภาพการก่อสร้าง ภาพคนไอจาม เชื้อโรค ควันพิษ ผุ่น ความสกปรก เสียงอันอื้ออึงของเมืองใหญ่ถูกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในฉษกนี้ ก่อนที่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นจะเปลี่ยนภาพแทนไปเป็นไปอยู่ในรูปของเครื่องมือไล่แมลงชนิดใหม่จากรัฐ ที่กำลังทำการทดลองเพื่อจะนำมาแทน ยาฆ่าแมลง โดยใช้คลื่นเสียงโซนาร์สาดลงไปบนพื้น ตัวแทนรัฐบอกว่ามันจะส่งผลกับระบบประสาทของมวลแมลง ทำให้พวกมันบ้าคลั่งแล้วเตลิดหนีไป  หนังสร้างสมมติฐานเล่นๆว่าระบบประสาทของคนที่ตายไปใหม่ๆจะยังคงยู่แต่อาจลดรูปไปเหมือนโครงสร้างของแมลง ดังนั้น มันจึงทำให้เหล่าศพกลายเป็นบ้าลุกขึ้นมาเดินดิน!

 

แน่นอนว่านี่เป็นสมมติฐานเบื้องต้นข้างๆคูๆ (แถมยังถูกทำให้รั่วไปช่วงท้ายเรื่อง) แต่มันก็กลับประจุความวิกจริต ความไม่ไว้ใจที่สังคมขณะนั้นมีต่อทเคโนโลยี แต่มากกว่าเทคโนโลยี อีกสิ่งหนึ่งที่ถูกสงสัยในหนังเรื่องนี้คือคนหนุ่มสาวชาวบุปผาชน

 

หากในหนังเรื่อง I DRINK YOUR BLOOD ของ DAVID E. DURSTON  มองฮิปปี้ในฐษนะของตัวอันตรายที่ไล่ฆ่าผู้คนทั้งยามเป็น และยามตาย  ในLET THE SLEEPING  CORSPE LIES  หนังก็สะท้อนค่านิยมกลัวฮิปปี้ผ่านทางตัวละครสารวัตรที่สงสัยจอร์จ เพราะเขาดูเหมือนพวกฮิปปี้ แถมยังพกตุ๊กตาประหลาดจนไพล่คิดไปว่าเขาเป็นพวกคลั่งลัทธิ ซึ่งก็เป้นสิ่งที่ผู้คนภายนอกมักคิดเกี่ยวกับฮิปปี้ และเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงฉากไคลแมกซ์ เราก็พบว่าที่จริงแล้วเหล่าซอมบี้ไม่ได้มีความสำคัญอะไรอีกต่อไป  สิ่งที่ทำให้ทุกสิ่งไปสู่หายนะจริงๆจึงคืออคติในใจผู้คนต่างหาก  ดังนั้นการกลับมาทวงแค้นในฉากสุดท้าย(เมือ่ฮิปปี้กลายเป็นผีดิบไปจริงๆ) จึงกลายเป็นฉษกที่น่าสนใจมากๆ เพราะมันคือการผลของการผลักดันกีดกันแบ่งแยกออกจากสังคม  การตีตราที่ในที่สุดส่งผลจริงๆ 

 

ที่จริงแล้วหนังเรื่องนี้จึงคือการนำเสนอภาวะพาฝันของเหล่าบุปผาชน ที่หวาดกลัวต่อการรุกคืบของเทคโนโลยีที่มุ่งทำลายธรรมชาติในขณะเดียวกันก็แสดงภาพอคติที่พวกเขาต้องผเชิญจากสังคมอีกชั้นหนึ่งด้วย

 

 

 

 

ยังมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งกลางหุบเขาลึก  เมืองน่าอยู่ผู้คนน่ารัก  ทุกคนในเมืองหน้าตาดีแต่งตัวเรียบร้อยยิ้มแย้มชื่นบานต้อนรับการมาเยือนของนักท่องเที่ยว กระทั่งนายกเทศมนตรีผู้อารีอารอบยังออกมาต้อนรับ เมืองที่ทั้งเมืองกำลังเฉลิมฉลอง นักท่องเที่ยวสี่คน และ  คนแรมทางอีกสองแวะผ่านเข้ามาในเมือง  ผู้คนยิ้มแย้มยินดี พาพวกเขาไปพักในโรงแรมที่ดีที่สุดของเมือง  พวกกนุ่มสาวหน้าตาดีในเมืองเกี้ยวพาราสีผู้มาใหม่  ทุกสิ่งดูดีงดงามเกินความเป็นจริง  หากปรารถนาการเดินทางอันเป็นที่จดจำ  ก็จะได้รับการจดจำ เพียงแต่ในมันอาจเป็ฯความทรงจำสุดท้ายอันสุดสยอง!

 

นี่คือภาพยนตร์สยองขวัญพันธุ์เกรดต่ำจากปี 1964 โดยผีมือของ  HERSCHELL GORDON LEWIS ชายที่ได้ชื่อว่าเป็น THE GODFATHER OF GORE อันหมายถึงว่าเขาคือต้นแบบของบรรดาหนังเลือดสาดทั้งหมดทั้งมวล  LEWIS เริ่มต้นจากการทำหนังโป๊เปลือยวับๆแวมๆตั้งแต่ต้นยุคทศวรรษที่หกสิบ  จนกระทั่งหนังอีโรติคเริ่มตกกระแสเขาจึงหันมาทำหนังสยองขวัญดูบ้างโดยหนังสยองเรื่องแรกของเขาคือ BLOOD FEASTในปี 1963 โดยไม่มีใครรู้หนังเรื่องนี้ต่อมาได้พลิกหน้าใหม่ของวงการหนังสยองขวัญของอเมริกาให้เดินเข้าสู่ยุคของหนังที่เรียกกันว่า SPLATTER FILM อันหมายถึงหนังสยองขวัญที่เต็มไปด้วยภาพโหดร้ายทารุณ  การฆาตกรรมแบบถึงเลือดถึงเนื้อถึงพริกถึงขิง  นักวิจารณืหลายสำนักยกให้ BLOOD FEATS เป็นหนังเชือดเลือดสาดเรื่องแรกของโลก และมันเป็นแค่จุดเริ่มต้น

 

TWO THOUSAND MANIACS เป็นหนังเรื่องต่อมาและเป็นหนังเรื่องที่สองของไตรภาคแห่งลาบเลือด ก่อนจะปิดไตรภาคด้วยCOLOR ME BLOD RED  แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะหยุด เพราะตลอดยุคทศวรรษที่70เขายังคงทำหนังออกมาอย่างต่อเนื่อง มีตั้งแต่สุดขีดหนังเชือดเลือดสาดไปจนถึงหนังโป๊ หนังอาชญากรเด็ก  อนึ่ง หนังสำหรับเด็กเขาก็ทำ 

 

ดังนั้นในฐานะของภาคสองแห่งไตรภาคลาบเลือด (BLOOD TRILOGY) สิ่งที่คุณได้รับย่อมไม่แตกต่างจากที่คุณคาดหวัง   หนังที่ว่าด้วยเรื่องเมืองลึกลับของชาวใต้ ที่ผู้คนยังติดยึดอยู่กับสงครามกลางเมืองเมื่อร้อยปีที่แล้ว จนฉลองครบรอบการทำสงคราม(หรือการแพ้สงคราม) ด้วยการคอยดักจับรถที่เป็นทะเบียนของชาวเหนือ(ไอ้พวกแยงกี้!) แล้วก็จับมาเชือด เชือดนิ่มๆซะ! หนังเต็มไปด้วยการสร้งสรรค์อภิมหาฉากเลือดสาดที่เต็มไปแบบทุนต่ำเตี้ยเรียดิน ฉากมีตั้งแต่ฉากจามแขนด้วยขวาน(ระดับความสร้างสรรค์สองบวก) การใช้ม้าแยกร่าง (ระดับความสร้างสรรค์ห้าบวก) จนไปถึงการจับใส่ถังแล้วค่อยๆตอกตะปูแหลมๆรอบๆถังจากนั้นก็กลิ้งลงเนินมา(ระดับความสร้างสรรค์ เจ็ดบวก)  และการจับขึงพืดให้ชาวเมืองมาเล่นสาวน้อยตกน้ำ โดยไอ้ที่ตกลงมาคือหินก่อมหึมา!(ระดับความสร้างสรรค์ สองร้อยบวก)

 

 

ต่างจากหนังสยองขวัญนักเชือดทั่วไป  ที่ฆาตกรมักมีเพียงหนึ่งคน หนังเรื่องนี้บอกไว้โต้งๆตั้งแต่ชื่อเรื่องว่ามีไอ้บ้าสองพันคน! ซึ่งก็เท่าจำนวนประชากรในเมือง  หนังที่มาษตกรโรคจิตสองพันคนนี้ช๊อคคนดูได้ชะงัดด้วยการใส่ฉากสังหารให้โดยมากเกิดกลางแจ้ง ท่ามกลางดวงตาผู้คนของชาวบ้าน ฉากสังหารโหดมักถูฏตัดแทรกด้วยภาพดวงตาของชาวบ้านที่ยืนมองเหยื่อ อย่างไม่ยินดียินร้าย บางคนเหยียดยิ้มมุมปากอย่างชวนสยอง ทั้งพ่อแก่แม่เฒ่า ลูกเล็กเด็กแกง ใช่แล้วนี่คือการเฉลิมฉลอง โดยการเชือดไอ้พวกแยงกี้ขี้เท่อ!!!

 

หนังดำเนินตามสูตรหนังเชือด (ที่เดาว่าตอนนั้นยังไม่มีสูตร) ตัวละครหลบหนีออกมาได้ แล้วหนังก็หักมุมเมื่อตัวละครพากันไปแจ้งตำรวจเพื่อจะค้นพบว่าเมืองนั้นไม่มีอยู่บนแผนที่ พวกเขาพลัดหลงไปในแดนสนธยา  ที่ไม่มีอยู่จริง  ฉากการกลับมาตามหาเมืองPLEASANT VALLEY กลายเป็นฉากหลอนจิต (แบบที่ต่อมาพบเห็นในหนังเสด็จพ่อ DAVID LYNCH) ไม่ทางเข้าไม่มีร่องรอย ป้ายบอกกล่าวเรื่องสงครามที่ตัวเอกเคยเห็น ค่อยๆเลือนหายไปอยู่ข้างหลังพวกเขานั้นเอง !

 

หนังจบลงด้วยความชั่วร้ายยังคงอยู่ ภูติปผีที่ตายฟื้นคืนชีพจากหลุมทรายดูด รอคอยนักท่องเที่ยวขับรถติดป้ายทะเบียนทางเหนือรายต่อไป 

 

ว่ากันว่าหลังจากหนังเรื่องนี้ LEWIS ยังเล่นกับประเด็นสงครามกลางเมืองและชาวใต้ใจเหี้ยมในหนังสยองขวัญสุดห่ามอีกอย่างน้อยสองเรื่องนั่นคือ NOONSHINE MOUNTAIN และ THIS STUFF I'LL KILL YA   ที่น่าสนใจก็คือสิ่งที่ชวนสยองที่สุดในหนังไม่ใช่การเชือด (เพราะมันออกจะให้เอฟเฟคต์ราคถูก) หากมันคือการแพนภาพชาวเมืองที่รื่นอริงระหว่างรับชมนาฏกกรรมสังหาร  ภาพรอยยิ้มปลอมๆ เสียงเพลงคันทรี่อันเปี่ยมสุข  เสียงโห่ร้องดีใจ งานรื่นเริงในหนังเรื่องนี้คือรูปแบบของนรกของจริง!

 

2000 MANIACS ถูกรีเมคใหม่ในปี 2005 โดยให้ ROBERT ENGLAND (หรือ ท่านเฟรดดี้ ครูเกอร์) มารับบทนายกเทศมนตรี และเพิ่มจำนวนคนบ้ามาอีกหนึ่งคนกลายเป็น 2001MANIACS  นอกจากนี้หนังเรื่องยังบันดาลใจให้เกิดชื่อวงดนตรีอย่าง 10,000 MANIACS อีกด้วย!

 

เลือดปลอม เสียงกรีดร้อง อวัยวะกะรุ่งกะริ่ง  เสียงหัวเราะบ้าคลั่ง และเพลงคันทรี่(ที่ผู้กำกับร้องเองเล่นเอง)  คือบรรยากาศที่ปกคลุมไปในหนังหนังทุนต่ำ ที่สร้างเพื่อเอาไปฉายในโรงหนัง drive in เรื่องนี้  นี่ไม่ใช่หนังดี ไม่ใช่หนังคลาสสิคตกสำรวจ แต่ที่หนังเรื่องนี้มีดีคือความชั่วร้ายในตัวหนังเอง

 

HERSCHELL GORDON LEWIS
 

 

ถ้าอ่านจากเวบของเทศกาลภาพยนตร์กรุงเทพไม่ผิด  ปีนี้ทางเทศกาลจะมีสัมมนาชื่อ THE PRODUCERS ซึ่งเน้นที่การอำนวยการสร้างภาพยนตร์   โดยหนึ่งในวิทยากรคือ  ROGER CORMAN!!

 

และถ้าผมจำไม่ผิด ROGER CORMAN เคยเดินทางมาเทศกาลหนังในบ้านเราหลายปีก่อน(อ้างอิงจากบทความบางชิ้นของ FILMVIRUS) ในครั้งนั้น(และอาจจะรวมถึงครั้งนี้ ) ไม่มีนิจยสารหนังเจ้าใดขอสัมภาษณ์เขาเลย  ทั้งๆที่ที่จริงแล้ว ROGER CORMAN ไม่ได้เป็นแค่ผู้อำนวยการสร้างหรือผู้กำกับธรรมดา  หากอยู่ใกล้เคียงกับคำว่า ‘ตำนาน' จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่ง

 

ทำไมเขาถึงเป็นตำนานน่ะหรือ  ก็เพราะ ROGER CORMAN คือผู้อำนวยการสร้าง และผู้กำกับที่ได้ชื่อว่าเป็นคนทำหนังทุนต่ำเตี้ยเรี่ยดินให้ออกมาดูดีมีสกุลถึงที่สุด   เขาสามารถทำหนังได้จากเศษเหลือจากฉากของหนังเรื่องอื่น  ใช้เวลาทำเพียงไม่กี่วัน จนมีคำกล่าวติตลกว่าเขาสามารถสร้างหนังเยวกับการล่มสลายของอาณาจักรณโรมันได้ด้วยตัวประกอบสองคน กับพุ่มไม้สักพุ่มเท่านั้น! [บรรดาคนใหญ่คนโตในฮอลลีวู้ด อย่างฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า แจค นิโลสัน หรือ โรเบิร์ต เดอนีโณ ก็ล้วนผ่านเกิดและเป็นอดีตลูกมือของเขาทั้งสิ้น   ซ้ำยังทำหนังได้ทุกประเภท  รัก เชือด เดือด แค้น โป๊เปลือย บู๊ล้างผลาญ ไปจนถึง หนังดัดแปลงจากวรรณกรรมของเอดการ์ อลัน โป !!!

 

เนื่องจากผมได้ดูหนังของคอร์แมน เพียงเรื่องเดียว จึงไม่อาจอธิบายกิติตศัพท์ของROGER CORMAN ได้สมบูรณ์ ดังนั้นจึงของแนะนำให้คุณผู้อ่านตามไปอ่าน แฟนคอร์แมน เขียนถึงคอร์แมนในบทความของFILMVIRUS ในFILMVIRUS เล่ม 4 : สางสำแดง และ เล่ม 5 ปฏิบัติการหนังทุนน้อยครับ

 

ในบรรดาหนังของโรเจอร์ คอร์แมนนั้น เชื่อได้ว่าหลายต่อหลายเรื่องเคยเข้าฉายในบ้านเรา( อ้าอิงคอลัมน์ ศาลาเฉลิมรักษ์ ของ FILMVIRUS อีกนั่นแล) แต่กลับไม่พบเห็นออกเป็นแผ่นวีซีดีหรือดีวีดีลิขสิทธ์มากนัก (ทั้งๆที่หนังของเขาเหมาะกับการออกเป็นหนังซองให้ดูเอามันส์เป็นอย่างยิ่ง) ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะมันหลงหูหลงตาไปหรือเพราะไม่มีจริงๆอย่างไรก็ตามในที่สุด หนังเรื่องสำคัญของเขาอย่างLITTLE DHOP OF HORRORS ก็ออกแผ่นลิขสิทธ์ในบ้านเราภายใต้ชื่อเก๋มากถึงมากที่สุดว่า ‘ต้นไม้กินคน'!!!

 

เอาเข้าจริงในบ้านเราอาจจะคุ้นชื่อ LITTLE SHOP OF HORRORS จากการที่มันเป็ฯละครเวทีอันโด่งดัง หรือไม่ก็จากเวอร์ชั่นของFRNAK OZ ที่เล่นโญ RICK MORANIS  ฉบับละครเวทีนั้นผมหาเคยดูไม่ ฉต่ฉับบของFRANK OZ นั้นพอเทียบกับต้นฉบับแล้วก็เหมือน แมวบ้านเซื่องหงอยกับนางแมวป่าตัวร้ายเลยทีเดียว(ว่าเข้าไปนั่น)

 

พลอตของหนังนั้นแสนจะง่ายว่าด้วยเรื่องของไอ้หนุ่มจอมทึ่มที่กำลังจะโดนเจ้านายหน้าเลือดเฉดหัวออกจากร้านเพราะซุ่มซ่ามเหลือเหตุ  ถ้าไม่เพราะหญิงสาวเพื่อร่วมงานที่เขาแอบหลงรักช่วยพูดกับเจ้านายไว้ โดยเขาบอกว่ากำลังซุ่มเพาะต้นไม้พันธุ์พิเศษที่จะทำให้เจ้านายรวยไม่รู้เรื่อง  ที่บ้านเขาอาศัยกับแม่ติดเหล้าและติดลูกที่ชอบแสร้างป่วยเพื่อเรียกร้องความสนใจจากลูกชายที่เลี้ยงมาอย่างไข่ในหิน(จนกลายเป็นเจ้าทึ่มไป)  และเขากำลังเพราะพันธุ์ไม้อยู่จริง แล้วมันก็ทำให้เจ้านายเขารวยไม่รู้เรื่องจริงๆ  เพราะมันโตเร็ว ดูประหลาดพิลึกจนใครต่อใครเรียงคิวจ่ายเงินมาขอดูต้นไม้  ซึ่งสาเหตุจริงๆที่มันโตไวอย่าน่าพิลึก ก็เพราะมันกินเลือดสดจากเจ้าหนุ่มโดยบังเอิญ  จากเลือดไม่กี่หยด กลายเป็นศพที่เพิ่มจำนวนขึ้นทุกทีทุกที  ทั้งจากการฆ๋าโดยไม่ได้ตั้งใจ ไปถึงตั้งใจฆ่าเพื่อเอาตัวรอด แล้วต้นไม้ปีศาจก็ผลิดอกออกผลที่ทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องช๊อคสลบกันสามตลบ

 

ตัวหนังนั้นเต็มไปด้วยฉากที่ถ่ายภายในโรงถ่ายจากฉากใช้แล้วของหนังเรื่องอื่น ซ้ำยังถ่ายทำแค่สองวัน แต่ผลลัพธ์ที่ตามมากลับทำให้มันกลายเป้นหนังคัลท์เรื่องสำคัญของวงการภาพยนตร์โลก!!!

 

เอฟเฟคต์สุดกระป๋องกระแป๋ง เรื่องเล่นกับมุกตลกเจ็บตัวแบบโฉ่งฉ่าง ตัวละครที่ดูทึ่มทื่อไม่เข้าท่าและบทที่ดูเลื่อนเปื้อนไปเรื่อยๆ  กับคนอื่นอาจเป้นคุณสมบัติที่ทำให้หนังออกมาน่าเบื่อสุดๆ แต่ภายใต้ฝีมือของโรเจอร์ คอร์แมน ร้านเล็กสยองโลกกลับออกมาสนุกสนานอย่างเมามัน เจ้าหนุ่มออกฆ่าคนโดยบังเอิญ แล้วเอาศพมาโยนใส่เจ้าต้นไม้กินคน ก่อนเรื่องจะลุกลาม  แม่ขี้เมาของเขาก็ขเม่นกับสาวน้อยที่จะมาเป็นว่าที่ลูกสะใภ้ซึ่งแสดงอาการโง่หมดจดตลอดเวลา เจ้านายจอมจู้จี้ให้บังเอิญรู้ความหลับแล้วหวาดผวาตลอดเวลาจนเกือบเป็นบ้า ขณะที่ลูฏค้าในร้านก็มีคนอย่าง ไอ้หนุ่มที่ซื้อดอกไม้ไปกิน(ถึงขั้นพกเกลือพริกไทยติดตัว) หรือคุณป้าที่มีญาติตายทุกวันเพื่อจะได้มาซื้อดอกไม้ลดราคา หรือกระทั่งแม่สองสาวน้อยไฮเปอร์ที่บอกว่าจะมาหาดอกไม้ไปตกแต่งรถพฤกษชาติทุกวันๆ

 

ตัวละครห่ามเพี้ยนไม่ได้มีเท่านี้หากยังมี แจค นิโคลสันเมื่อครั้งยังเป็นหนุ่มกระทงมารับบทตัวประกอบ(โคดๆ) เป็นไอ้หนุ่มเพี้ยนที่บังเอิญมาถอนฟันหลังการฆาตกรรมหมอฟันมาหมาดๆ จึงได้รับการถอนฟันจำเป็นจนหมดปาก ก่อนจะลากลับบ้านไปอย่างพึงใจ!!!!

 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ LITLE SHOP แตกต่างจากหนังในประเภทเดียวกันเรื่องอื่นๆอาจจะอยู่ที่การที่ตัวหนังนั้นทั้งที่อาจจะเล่นกับตลกเจ็บตัวแต่หนังกลับมีอารมณ์ชั่วร้ายคุกคามครอบคลุมตลอดเวลา  ตัวละครในหนังอาจจะทำอะไรลงไปโดยไม่รู้ และความตายในหนังก็ไม่ได้ถูฏทำให้เป็นเรื่องซีเรียส  แต่เรากลับรู้สึกถึงความชั่วร้ายไร้ศีลบธรรมภายใต้ความตลกโปกฮานี้ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่ต้นไม้ปีศาจ  หากคือคนดีๆที่ดูไม่มีพิษมีภัยด้วย  ที่สำคัญในฉากท้ายๆของหนัง เมื่เจ้าต้นไม้ผลิดอกออกผลอารมณ์ของหนังแทนที่จะขำขัน มันกลับเต็มไปด้วยอารฒณ์ชวนแสยงขนพิลึก  ไอ้ความกวัดแกว่งไปมาระหว่างการเป็นหนังตลกกับหนังสยองขวัญนี้เองทำให้หนังเลื่อนขั้นขึ้นไปอยู่ในฐานะหนังคัลท์คลาสสิค ที่คอคัลท์ พลาดไม่ได้เป็นอันขาด!

 

 

สั่งซื้อสางสำแดงได้ทางนี้ครับ

http://twilightvirus.blogspot.com/2008/03/filmvirus-bookvirus.html

อ่านงานสัมมนาTHE PRODUCER ที่นี่ครับ

http://www.bangkokfilm.org/index.php?option=com_content&view=article&id=8&Itemid=13&lang=th

อนึ่งวีซีดีลิขสิทธิ์ฉบับพากย์ไทย เป็นหนังสีครับ

รูป โรเจอร์ คอร์แมน ครับ เผื่อเจอจะได้ทักถูกคน (ควรเอาหนังซองปกเหลืองอ๋อยไปให้เขาเซ็นไหมเนี่ย!)