sickfilm



แล้วฤดูร้อนของพวกเขาก็สิ้นสุดลง
เมื่อเด็กหนุ่มสาวห้าคนขับรถข้ามรัฐไปท่องเที่ยวกันในวันหยุด
แวะเยี่ยมหลุมศพของผู่ใครคนหนึ่งในกลุ่ม
ที่ได้ยินเสียงร่ำลือว่าถูกขุดขึ้นมา
ก่อนที่จะไปหาที่จู๋จี๋ประสาหนุ่มสาวที่บ้านเก่าของปู่
ซึ่งตอนนี้กลายเป็นบ้านร้าง
หากแต่ระหว่างทางพวกเขาแวะรับหนุ่มนักโบกท่าทางประหลาดคนหนึ่ง
ผอมเกร็งพูดจาวกวน จู่ๆก้ยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปแฟรงคลินหนุ่มพิการนั่งรถเข็นคนเดียวในกลุ่ม
แล้วเรียกร้องเงินค่าถ่าย
พอแฟรงคลินปฏิเสธก็เอารูปเขามาเผาต่อหน้า แล้วจู่ๆก็ชักมีดมากรีดแขนแฟรงคลินก่อนจะถูกไล่ลงจากรถไป
ทั้งหมดมาถึงบ้านปู่พร้อมกับพบว่ารถน้ำมันหมดแต่ก็ไม่แยแส
พากันจับคู่แยกย้ายกันไปมามุมสงบ ทิ้งแฟรงคลินให้หงุดหงิดหัวเสียอยู่คนเดียว

กระทั่งแพม กับ เคริ์ก ออกมาหาทำเลจู๋จี๋กันข้างนอก
ไปพบกับบ้านเก่าหลังหนึ่ง
เคริ์กเข้าไปขอน้ำมัน และกลายเป็นเหยื่อรายแรกท่ามกลาง ยามบ่ายแดดจัดจ้าสดใส
....................................................................................
และทั้งหมดที่เล่ามาคือ 25 นาทีแรกของหนัง
ในขณะที่หนังใช้เวลาที่เหลือไปกับการ ทุบ สับ เลื่อย เกี่ยว เชือด หั่น ตัวละคร ทั้ง 5 อย่างไม่ปราณีปราศรัย
หนังแทบไม่มีพลอตเลย(ซึ่งต่างจากฉบับ remake ที่เพิ่งเข้าฉายไปไม่นาน)
หนังไม่ให้คนดูทำความรู้จักกับตัวละครใดๆทั้งสิ้น
ไม่มีไอ้หนุ่มห้าว อีสาวยั่ว ไอ้หนุ่มหัวขี้เลื่อย สาวติ๋ม เด็กเนริ์ด หรือตัวละครพิมพ์นิยมใดๆทั้งทสิ้น
เราไม่รู้ที่มาที่ไปของเด็กหนุ่มสาวเหล่านั้น ไม่รู้นิสัยใจคอ
ความตายของพวกเขาจึงถูกทำให้กลายเป็นเรื่องน่าตระหนกมากๆ
เด็กที่เราไม่รู้จัก ยังหนุ่มยังสาว ถูกฆ่าโหด โดยที่เราไม่ได้นึกสมน้ำหน้า หรือเอาใจช่วย
ทำได้แค่อึ้งตะลึง
ในขณะที่ตัวละครกลุ่มครอบครัวโรคจิต
อันประกอบไปด้วย พ่อ จอมเพี้ยน กับลูกชายสองคน คนแรกคือหนุ่มนักโบก และอีกคนเป็นหนุ่มร่างใหญ่นามleatherface
ที่ห่อหุ้มตัวเองด้วยหน้ากากหนังมนุษย์ !มีเลื่อยไฟฟ้าเป็นอาวุธประจำตัว
รวมไปถึงซากศพของปู่และย่าอีสองซากศพในห้องใต้เพดาน( และแม้จะเป็นซากศพ ปู่ก็ยังสามารถดูดเลือดได้อีกต่างหาก)
หนังไม่ได้ให้เหตุผล ที่มาที่ไปเช่นกัน เราไม่เกลียด ไม่สงสาร
มีแต่ความสะอิดสะเอียนขยะแขยงเท่านั้น ที่กั้นขวางระหว่างเรากับหนัง


แต่จุดที่โดดเด่นเป็นเอกเหนือใครในหนังเรื่องนี้คือการสร้างบรรยากาศ
หนังได้แรงบันดาลใจจากคดีสะเทือนขวัญของนาย เอ๊ด จีน ที่ฆ่าคนแล้วเอากระดูกมาตกแต่งบ้าน
ฉากภายในบ้านของหนังจึงแต็มไปด้วยภาพของโครงกระดูกทั้งมนุษย์และสัตว์แขวนห้อยระโยงระยาง
พื้นห้อง เต็มไปดวยขนสัตว์ หรือขนอะไรสักอย่างที่ไม่รู้ว่าคืออะไร
รวมไปถึงฉาก-ห้องเชือด- ของ leatherface องค์ประกอบฉากและแสถูกจัดวางได้หลอกหลอนขนหัวลุก
นอกจากนี้ หนังดำเนินเรื่องในช่วงเวลากลางวัน
ท้องฟ้าจัดจ้าภายนอก ตัดกับบรรยากาศสุดสะพรึงในบ้านเสริมบรรยากาศหลอกหลอนได้อย่างน่าทึ่ง
อีกทั้งการถ่ายภาพแบบดิบๆ (ที่เป็นลักษณะของภาพจากหนังในยุค 70หลายเรื่อง ซึ่งโดยส่วนตัวผมพบว่ามันเป็นจุดสคัญจุดหนึ่งที่ทำให้ผมยกนิ้วให้หนังสยองขวัญยุค 70 ดิบและโหดที่สุด)ทำให้หนัง-แรง-ขึ้นหลายเท่าตัว
และเมื่อหนังมาถึงฉากกลางคืนหนังก็ปล่อยหมัดเด็ดด้วยการให้นางเอกวิ่งหนีleatherfaceชนิด นันสต๊อป
กรีดร้องยาวนานกว่า สิบนาที พุ่งฝ่าไปในพงหนาม(ว่ากันว่าฉากนี้นางเอกของเรื่องวิ่งจริง กรีดร้องจริง และเลือดที่ไหลจากหนามเกี่ยวก็เป็นของจริงล้วนๆ! ... มิน่า ฉากนี้ถึงได้อารมณ์สะพรึงสุดๆ)
อีกจุดที่มองข้ามไม่ได้คือฝีมือการตัดต่อ
เพราะแม้ตัวหนังจะออกมาโหดมาก
แต่ โทบี้ ฮูเปอร์(tobe hooper)ผู้กำกับของเรื่องกลับเลือกจะไม่ถ่ายฉากสยองนั้นออกมาแบบถึงเลือดกถึงเนื้อเลย
หนังตัดต่อฉับไว เอาฉากสำคัญออกโดยถ่ายเจาะเฉพาะ ก่อนกับหลังการเชือด แต่อารมณ์ของคนดูก็กระเจิดกระเจิงไปล่วงหน้าแล้ว
(ฉากเชือดฉากนึง ถ่ายภาพจับที่ตะขอ คนดูมองเห็นเหยื่อดิ้นอยู่เป็นฉากหลังเบอลๆ แต่เราเสียวสันหลังไปแล้ว)
..................................................
แม้ตัวหนังจะไม่ได้จัดเป็นหนังคลาสสิค ที่ยกระดับจิตวิญญาณอะไร
แต่ความยอดเยี่ยมในแนวทางของมัน จนแม้จะผ่านไป 30 ปีแล้วก็ยังฉายชัด อยู่จนไม่อาจมองข้ามได้เมื่อมีการอ้างถึงหนังเชือดมหาโหดสักเรื่อง
จนในปีนี้เองหนังถูกนำมารีเมคใหม่
โดยเพิ่มเติมเนื้อเรื่องมากขึ้นและจัดการเติม ลักษณะพิมพ์นิยมให้ตัวละครลงไป
รวมไปถึงหยิบเอาชอตเด็ดจากภาคต่อมาใส่ไว้ในเรื่องด้วย
และเพิ่มเติมฉากถึงเลือดถึงเนื้อมากขึ้น
แม้งานด้านภาพจะออกมาโดดเด่นมากขึ้น(ฉากที่ถ่ายรอยเปื้อนเลือดตรงกระจกหลัง(ซึ่งเกิดจากการระเอบิดสมองตัวเอง) สะท้อนภาพท้องฟ้าสีฟ้าจัด เป็นชอตที่ภาพเด็ดมาก)
น่าเสียดายที่เอาเข้าจริงทั้งหมดที่ว่ามากลับทำให้หนังลดอารมณ์ดิบเถือ่นของตัวเองลงอย่างเหลือเชื่อ
และหลายเป็นหนังสยองขวัญถึงเลือดภาพสวยธรรมดาๆเรื่องหนึ่งเท่านั้น

..............................................


ย้อนกลับมาที่ภาคต้นฉบับ
ฉากตอนท้ายเรื่องในยามเช้า
แสงแรกอาทิตย์สาดส่อง
นางเอกวิ่งเลือดอาบไปเจอรถกระบะ
จากระยะไกลเราเห็นleatherfaceวิ่งตามเธอมาก
ฟาดฟันเลื่อยไฟฟ้าราวกับการร่ายรำ ในยามอรุโณทัย
บิดเบี้ยว ผิดประหลาด
อธิบายหนังเรื่องนี้ได้ชัดเจนหมด
นาฏกรรมการเชือดอันหมดจดงดงาม


edit @ 2005/06/06 15:39:39




พวกเขาล้วนอยู่อาศัยในเขต 18 ท้องที่ที่กำลังครอบคลุมด้วยความหวาดผวา จาก - นักฆ่าคุณยาย - นักฆ่า ที่ออกสังหารบรรดาหญิงชราที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง ไม่มีใครรู้ว่าหมอนี่เป็นใคร เอาเข้าจริงไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำ ความหวาดผวาเป็นเพียงข่าวในหนังสือพิมพ์ เพราะมันจะเป็นอะไรถ้าจะมีหญิงชราผู้โดดเดี่ยวตายไปสักคนสองคน

พวกเขาที่ว่าประกอบด้วย ธีโอ นักไวโอลินหนุ่มผิวสี ที่เพิ่งเลิกรากับภรรยา เพราะเขามีความคิดจะย้ายกลับไปยัง แผ่นดินมาตุภูมิ เขาอาศัยอยู่กับลูกชายในแฟลตเล็กๆ ที่มักจะได้ยินเสียงสะอื้นของหญิงสาวข้างห้องเสมอๆ ในขณะที่ คามิลล์ น้องชายชาวเกย์ของธีโอใช้ชีวิตเป็นนางโชว์กลางคืน มีคู่รักเป็นหนุ่มผิวขาว ทั้งคู่มักหลบไประเริงรักกันในโรงแรม เก่าแก่ ที่ ไดก้า ทำงานอยู่ ไดก้า เป็นสาวชาวลิธัวเนีย เธอขับรถลุยเดี่ยวมาปารีสมาหายายของเธอเพื่อขอที่อยู่และรองานนักแสดงละครเวที เธอรู้ภาษาฝรั่งเศสน้อยมาก ยายของเธอเลยฝากงานกับเพื่อนเก่า (ที่เป็นนักสอนศิลปะป้องกันตัวสำหรับหญิงชรา) ให้ไดก้าไปเป็นพนักงานทำความสะอาดในโรงแรมนั้น


และในหนังเรื่องนี้ ต่างคนก็ต่างมีชีวิตของตน ไม่มีใครส่งผลต่อชีวิตใคร แถมสองในสามตัวละครหลักไม่รู้จักกัน ทุกตัวละครล้วนมีปัญหา แต่ไม่มีใครรู้ปัญหาของกันและกัน และกระทั่งคนดู ก็ยังไม่มีทางรู้ว่า ปัญหาของพวกเขาคือเรื่องใดกันแน่ เราเหมือนถูกโยนลงไปกลางวงของคนอมทุกข์ที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจความทุกข์ของเขา แถมยังต้องคอยระแวดระวัง - นักฆ่าคุณยาย - อีกต่างหาก ปัญหาของแต่ละคนดำเนินต่อไป ไม่มีทีท่าจะพบแสงสว่างหรือความหวัง ราวกับว่าเดินอยู่ในความมืด มาก่อนหน้า และกระทั่งหนังจบ ตัวละครก็ยังคลำทางในความมืด ปล่อยให้คนดูคิดถึงสิ่งนั้นด้วยความป่วยไข้แม้หนังจะจบลงไปแล้ว

..................................................................
หลอกหลอน สับสน หม่นเศร้า เจ็บปวด เงียบงัน เย็นชา

นี่เป็นความรู้สึกรวมๆที่เราจะได้รับขณะชมภาพยนตร์ ฝีมือ claire denise ลูกศิษย์สุดรักคนหนึ่งของ วิม เวนเดอรส์ (แคลร์ เป็นตากล้องใน wings of desire และเป็นผู้ช่วยผู้กำกับใน paris,texas) เรื่องนี้ หนังไม่สนใจจะคลี่คลายเรื่องราว หรือกระทั่งสร้างความผูกพันระหว่างตัวละครกับคนดู คนดูถูกกันออกเป็นคนนอก ที่จ้องมองเหตุการณ์อย่างไม่เข้าใจ ตลอดเวลา ซึ่งนั่นอาจทำให้หลายคนอึดอัดอยากลุกหนีเลิกดูหนังไปเสีย หากแต่ที่แท้ภาวะที่เกิดขึ้นกับคนดูนั้นมันคือภาวะจริงแท้ที่เกิดขึ้กับตัวละครหลักในเรื่อง ภาวะที่เรียกกันว่า -ความเป็นอื่น -


หนังกำหนดให้ตัวละครหลักล้วน -เป็นอื่น - ไดก้า มาจากลิธัวเนีย และมีความรู้ภาษาฝรั่งเศสน้อยมาก (ฉากหนึ่งเธอโดนตำรวจไล่เรื่องที่จอดรถ โดนคนขายกาแฟต่อว่าเรื่องค่าครัวซองท์ แถมโดนผู้กำกับละครเวทีไล่ต่อหน้าเป็นภาษาที่เธอไม่รู้จัก) เธอเป็นคนพลัดถิ่นที่รู้สึก-เป็นอื่น -ได้อย่างชัดเจนที่สุด


ในขณะที่ธีโอโหยหาการกลับไปยัง-แผ่นดินมาตุภูมิ - แสดงความเป็นอื่นของเขากับดินแดนนี้ และยิ่งเป็นอื่นมากขึ้นเมื่อภรรยา(รับบทโดย เจ๊ เบียทริซ ดัลล์!)ขอเลิก และเอาเข้าจริงแม้หนังไม่ได้บอก แต่ก็ดูเหมือนว่าทั้งครอบครัวของเขาจะอยู่ในฝรั่งเศส จนอาจเป็นไปได้ว่า เมื่อเขาไปถึงดินแดนนั้นก็ใช่ว่า -ความเป็นอื่น-จะหายไป หนำซ้ำ คนข้างบ้านของธีโอ ซึ่งซ่อนความวิปริตบางประการไว้ (และเป็นคนที่ควรจะ -เป็นอื่น- อย่างแท้จริง) กลับมองธีโอ - เป็นอื่น- ยิ่งกว่า จะด้วยสีผิว ท่าทาง หรืออะไรก็แล้วแต่ (ในฉากที่เขาไปต่อตู้ ให้หญิงผิวขาวคนหนึ่ง ธีโอร่ำๆจะโดนเบี้ยวค่าแรงด้วยซ้ำ)


แต่คนที่ดูเหมือนจะ -เป็นอื่น - มากที่สุดน่าจะเป็น คามิลล์ น้องชายของธีโอ เพราะนอกจากเขาจะเป็นคนดำ เขายังเป็นเกย์อีกด้วย หนังเปิดตัวธีโอด้วยความกราดเกรี้ยว เมื่อเขาเตะต่อยผู้ชายคนหนึ่งริมถนน กอ่นจะเปิดเผยตัวตนของเขาในฉากต่อมา (อย่างชาญฉลาด) ก่อนที่เขาจะกลับมารักดูดดื่มกับผู้ชายคนเดิม อารมณ์อันแปรปรวน ความเข้ากันไม่ได้กับครอบครัว ผลักดันให้เขายิ่ง -เป็นอื่น- มากขึ้น และ ฉากเล็กๆในโรงพยาบาล ที่เราไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไรกันแน่ ดูจะเป็นฉากที่ยิ่งทำให้ คามิลล์แปลกแยกมากขึ้นไปอีก (ฉากต่อมาเขาพยายามจะบอกอะไรบางอย่างกับ ธีโอแต่มาเจอ พี่สะใภ้ และแม่ของเธอเสียก่อน จากนั้นหนังก็ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้อีกเลย)


และบางทีกระทั่งคุณยายก็กลายเป็นอื่น! มีอยู่สองสามครั้งที่หนังถ่ายฉากความตายของคุณยาย ซึ่งมักเป็นหญิงชราอาศัยเพียงลำพัง คุณยายมักจะตายอยู่ในบ้าน มืดๆเงียบๆ กว่าจะมีคนพบศพก็หลายวัน การกล่าวถึงคุณยายอย่างผ่านๆ การให้เราเห็นข่าวเป็นระยะอย่างไร้ความสำคัญ ยิ่งทำให้ความตายของคุณยายกลายเป็นเรื่องที่ - เป็นอื่น - สำหรับทั้งตัวละครและคนดูมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดีหนังปล่อยให้ตัวละครได้เข้าใกล้สิ่งที่เรียกว่า -ความสงบ - อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่ง ในฉากที่เกี่ยวข้องกับดนตรี (ซึ่งเป็นภาษาสากล และ-ไม่เป็นอื่น-ที่สุดไม่ว่ากับใคร) คามิลล์ร้องเพลง ธีโอเล่นดนตรี และ ไดก้าเต้นรำ ทั้งสามฉากถูกถ่ายทำยาวนาน เต็มๆฉาก ราวกับเป็นช่วงพักที่คนดูชิดใกล้กับตัวละครมากที่สุด (แต่ก็ยังไม่รู้อะไรอยู่ดี) ในฉากหนึ่งหนังทำได้อย่างน่าสนใจคือฉากที่ไดก้าติดตามคามิลล์ไปในค่ำคืนหนึ่ง หนังแทบจะไม่บอกถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ไม่มีใครรู้อะไร แต่มีสายใยบางๆในการติดตามนั้น และเป็นฉากเดียวที่ดูเหมือนว่า คนสองคนที่เป็นอื่นมาชั่วชีวิตได้เข้าใกล้ กัน และเป็นพวกเดียวกัน


หนังปล่อยให้ปัญหาเดินไปข้างหน้า และไม่คลี่คลายลง การเฉลยตัวฆาตกร ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นสำหรับใครเลย (ยกเว้นไดก้า ) ผู้คนยังคงเป็นอื่น และจมอยู่ในทุกข์ของตนต่อไป ชื่อหนังแปลได้ง่ายๆว่า -ฉันนอนไม่หลับ - แต่ในเรื่องไม่มีการถ่ายภาพภาวะนอนไม่หลับ เว้นแต่คุณยายคนหนึ่งพูดว่า -ฉัน นอนไม่หลับ - หากภาวะนอนไม่หลับเป็นภาวะของคนพลัดถิ่น นอนผิดที่ ชื่อนี้ใยมิใช่แทนความหมายถึงภาวะ เป็นอื่น ของผู้คนในเรื่องเป็นอื่นทางกายภาพ เป็นอื่น ทางจิตวิญญาณ เป็นอื่นกระทั่งในวิถีชีวิตของตัวเองและหากคุณยาย (ผู้กลายเป็นอื่น)นอนไม่หลับ และถูกฆ่าด้วยคนนอนไม่หลับ มันอาจหมายถึงที่ทางของความเป็นอื่น ที่หากไม่ฆ่า ก็ต้องกลายเป็นเหยื่อ!

หนังมีฉากเปิดด้วยฉากที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเลย เป็นภาพเฮลิคอปเตอร์ บนบนฟ้าหลัว คนขับสองคน หัวเราะเรื่องอะไรสักอย่าง(ที่เราไม่รู้ว่าเรื่องอะไร) บางคนว่ากันว่านี่เป็นมุมมองการเสียดสีหนังเขย่าขวัญฉบับฮอลลีวู้ด (เพราะฉากเฮลิคอปเตอร์แบบนี้พบเห็นได้ทั่วไปในหนังที่ว่าด้วยการฆาตกรรมจากฮลลีวู้ด และพวกฮอลลีวู้ดคงหัวเราะเยาะหนังเรื่องนี้อยู่บนฟ้า ) แต่ในอีกทางหนึ่งนี่ก็เป็นเหมือนรหัสบอกใบ้ จากบนฟ้าถึงการดิ้นรนของบรรดาผู้คนข้างล่าง ที่มีความทุกข์อันน่าขัน บางทีที่ตำรวจสองคนนั่นหัวเราะ อาจเป็นชะตากรรมของคนผู้เป็นอื่น ทั้งสามก็เป็นได้
...........................................................................................
f o o t n o t e

ขอบคุณคุณเต้ แนะนำหนังดี (อีกแล้ว)
โดยส่วนตัวผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นเหมือน code unknown ของ ป๋าฮาเนเก้ ผสมl'avventura ของอันโตนิโอนี่ แล้วฉาบด้วยอารมณ์แบบในหนังของลุงชาโบรล (แต่คุณเต้บอกว่ารู้สึกเหมือน days of being wild)

ข้อมูลหนังหาได้ที่นี่ครับ


http://www.imdb.com/title/tt0110171/


ปล. ว่ากันว่า ธีโอและโมนา คู่สามีภรรยาในหนังเรื่องนี้ยังตามมาเป็นคู่สามีภรรยาจิตป่วนใน trouble everydayหนังเรื่องต่อๆมาของ clare denise ด้วยครับ



edit @ 2005/09/30 07:34:30


หากเอาหนังเรื่อง code unknown มานับฉากเล็กๆที่ซอยแยกออกจากกัน จะนับได้ทั้งสิ้น 45 ฉาก * เป็นฉากสั้นๆ ที่บ้างไม่มีตอนจบ บ้างไม่มีตอนต้น บ้างเป็นเรื่อง บ้างไม่เป็นเรื่อง บ้างน่ากลัว บ้างน่าเศร้า บางตอนไม่รู้จะใส่เข้ามาทำไม ร้อยเรียงกันราวรหัสลับที่ถอดไม่ออก.....

มิคาเอล ฮาเนเก้ ผู้กำกับชาวออสเตรีย จัดเป็น จอมเลือดเย็น และเป็น -นักทำหนังตบกระโหลก-คนดู หนังของฮาเนเก้ ไม่ใช่หนังที่พูดถึงด้านงามของชีวิต หรือเชิดชูความยิ่งใหญ่ของมวลมนุษย์ หากกลับเป็นด้านตรงข้ามของหนังเหล่านั้น เพราะเขาเลือกเล่าเรื่อง อย่างเช่น สองหนุ่มโรคจิต อาละวาดฆ่าล้างบางครอบครัวหวานแหวว หรือ ครูเปียโนกับเซกส์ซาดิสต์ของเธอ หรือโลกที่ไม่มี น้ำ และ อาหาร มีแต่ผู้คนที่ไว้ใจไม่ได้ !


หญิงสาวออกไปทำงานในตอนเช้า พบกับน้องเขยที่จับรถไฟเข้าปารีสเที่ยวแรกมาแต่เช้าตรู่ หนีพ่อมาหาที่พักในเมือง เธอซื้อขนมปังให้เขา ให้เขาไปพักที่บ้าน ระหว่างเดินกลับบ้าน เขาเขวี้ยงเศษกระดาษห่อขนมปังใส่หญิงขอทาน พลันชายหนุ่มผิวสีคนหนึ่งคว้าคอเขาไว้และบอกให้เขาขอโทษเธอแต่เขาปฏิเสธ ลุกลามจนกลายเป็นเรื่องชกต่อยกัน เจ้าของร้านแถวนั้นเข้ามาห้าม แต่ไม่อาจสงบศึกได้ จนตำรวจมา จับชายผิวสี และหญิงขอทานไปโรงพัก

ฉากนี้กินเวลาสิบนาทีเศษ เป็นฉากสำคัญที่ร้อยรัดเรื่องราวทั้งหมดเอาไว้เป็นเหมือนกุญแจให้สำหรับถอดรหัสเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในหนัง ครอบคลุมแก่กนแกลางของเรื่อง และยังสอดแทรกอารมณ์เสียดเย้ยความแตกต่างระหว่างชนชั้น(อันเป็นเสมือน หัวใจหลักในหนังของฮาเนเก้ทุกเรื่อง ) ไว้ได้อย่างแนบเนียน สมบูรณ์ ที่สำคัญฉากนี้ถ่ายทำแบบ long take ไม่มีการตัดต่อเลย ตลอดเหตุการณ์!


เพเตอร์ บิคเซล เป็นนักเขียนชาวสวิตเซอร์แลนด์ เขาเขียนหนังสือเล่มเล็กๆบางๆ ที่แสนโด่งดังทั้งในเมืองนอกและบ้านเรา หนังสือเล่มนั้นฉบับแปลไทย มีชื่อไทยว่า -โต๊ะก็คือโต๊ะ- เล่าเรื่องเหมือนเป็นนิทานเศร้าของคนชราที่พยายามจะทำอะไรสักอย่างเช่น เดินทางรอบโลกโดยไม่อ้อมสิ่งใดเลย หรือเปลี่ยนชื่อเรียกสิ่งของ จากตู้เป็นโต๊ะ โต๊ะเป็นเก้าอี้ หนังสือเล่มแรกของเพเตอร์ บิคเซล มีชื่อไทยว่า -มิสซิสบลูมอยากรู้จักคนส่งนม - หนาราวๆ 75 หน้า เล่าเหตุการณ์สั้นๆ 21 เรื่อง ไม่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง ไร้ที่มาที่ไป และแทบจะไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้น แต่เมื่อเราอ่านไปจนจบ หนังสือกับประมวลภาพรวมของ การสื่อสารที่ไปไม่ถึงของมนุษย์ ความเงียบเหงาภายในจิตใจที่ไม่อาจบอกเล่าได้เป็นเรื่อง เรื่องไม่เป็นเรื่องที่ซ่อนเรื่องราวเอาไว้มหาศาล เพเตอร์ บิคเซลไม่ได้เกี่ยวข้องกับ มิคาเอล ฮาเนเก้ หรือหนังเรื่องนี้ หากแต่วิธีการเล่า และแก่นแกนของเรื่อง กลับคล้ายกันอย่างน่าประหลาด จนผมแอบอุทานหลังหนังจบว่า นี่มัน เพตอร์ บิคเซล ภาคใจหินนี่นา!

แอนน์เป็นนักแสดง เธอกำลังถ่ายทำหนังเรื่องใหม่ที่เกี่ยวกับ ฆาตกรโรคจิต เธอแต่งงานกับ จอร์จ สามีที่เป็นช่างภาพข่าวสงคราม จอร์จไปโคโซโวตอนที่ ฌอน มาหาเธอที่บ้าน

อามาดูเป็นครูสอนนักเรียนหูหนวก เขามีชีวิตในครอบครัวผิวสีที่นับถือศาสนาอิสลาม มีน้องสาวหูหนวกเป็นใบ้ และ อามาดูทนไม่ได้กับเรื่องต่างๆ ที่ไม่ยุติธรรม

มาเรียอพยพมาจากที่ไหนสักแห่งในยุโรปตะวันออก บ้านเมืองยากจนข้นแค้น จนเธอหนีเข้าเมืองมายังปารีสอย่างผิดกฏหมาย เธอมีหลานสองคน มีลูกสาว ที่กำลังจะแต่งงงาน แต่ในปารีสเธอเป็นแค่ขอทาน

ฌอน เป็นน้องชายของ จอร์จ เขาเกลียดพ่อที่เริ่มกลับมาทำฟาร์มอีกครั้งและ ไม่อยากทนอยู่ในฟาร์มไปจนตาย เขาจึงหนีเข้าเมืองมาหาจอร์จแต่พบแอนน์ พี่สะใภ้ เธอเลี้ยงขนมปังเขา

ผู้คนทั้งหมดล้วนมีเรื่องส่วนตัวที่ต้องตัดสินใจ แต่ก็มาพบกันในสายวันนั้นบนบาทวิถี ด้วยเหตุการณ์เล็กๆที่ชวนขนลุกเหตุการณ์เล็กๆที่อธิบายได้ถึงความบกพร่องทางการสื่อสารของ มนุษย์ ทั้งในระดับของครอบครัว ไปจนถึงระดับนานาชาติ กระทั่ง ศาสนา และ สงคราม ยังเต็มไปด้วยการสื่อสารที่บกพร่อง และมันถูกบอกเล่าในหนังเรื่องนี้



ฮาเนเก้ให้สัมภาษณ์ถึงไอเดียในการทำหนังเรื่องนี้ว่า เขาได้ไอเดียมาจากครั้งหนึ่งที่เขาเดินทางไปยังเมืองใหญ่ที่ใช้ คีย์การ์ดแบบต้องใส่รหัส เมื่อเราใส่ รหัสพลาด เราก็ไม่มีทางกระทั่งเข้าบ้านตัวเอง

รหัส แปลว่า เหตุลับ, ความลับ, ความลึกลับ. ข้อความลับที่เข้ารหัส, ระบบสัญลักษณ์ที่ใช้ในเครื่องมือเครื่องใช้ เช่นกุญแจหรือตู้นิรภัย.*2


ภาษา แปลว่า เสียงหรือกิริยาอาการที่ทำความเข้าใจกันได้, คำพูด, ถ้อยคำที่ใช้พูดกัน.*3


มีความแตกต่างอยู่ระหว่าง ภาษา กับ รหัส เรามักเข้าใจรหัสในฐานะของตัวเลข รูปภาพ หรือข้อความไม่มีคำแปล ขณะที่กับ ภาษา คล้ายเป็นสิ่งที่เราใช้สื่อสารโดยทั่วไป แต่ใช่หรือไม่ที่ทั้ง รหัสและภาษา ล้วนใช้เพื่อสื่อสาร อาจจะต่างกันที่ว่าภาษาเป็นสากล และรหัสถูกคิดค้นสำหรับ -เรื่องลับ!-
และในหนังเรื่องนี้ใช่หรือไม่ที่ในภาษามีเรื่องลับ และหนำซ้ำยังเป็น รหัสที่แกะไม่ออกอีกต่างหาก!
แต่หนังขึ้นต้นประโยคแรกว่า - นี่คือเรื่องเล่าของการเดินทางที่ไม่สมบูรณ์ -

ถ้าเช่นนั้น แล้วสิ่งใดคือการเดินทาง และสิ่งใดที่ไม่สมบูรณ์


และในเมื่อสิ่งที่หนังพูดถึงไม่ใช้ตู้นิรภัยธนาคาร หรือหนังผจญภัยของอินเดียน่า โจนส์ หากแต่เป็นเรื่องของ มนุษย์กับมนุษย์ สิ่งซึ่งเดินทางระหว่างมนุษย์ และไม่สมบูรณ์ ใช่หรือไม่ ที่สิ่งนั้นอาจคือ การสื่อสาร

ถ้อยคำ เดินทางเข้าสู่หู การกระทำเดินทางเข้าสู่ดวงตา ทว่า รหัสลับในสิ่งเหล่านั้นมิอาจถูส่งต่อได้



พิจารณากันตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง เด็กหูหนวกคนหนึ่งกำลังเล่นเกมกับเพื่อน เธอยืนอยู่หน้าห้อง ค่อยๆถอยตัวเองเข้าชิดผนัง ย่อร่างลงเรื่อยๆ เพื่อนๆนั่งทายว่าเธอจะแสดงถึงอะไร ความเศร้า การถูกกักขัง ความโกรธ แกงค์สเตอร์ แต่ไม่มีใครทายถูก

หลังจากนั้น เราได้เห็นอีกหลายเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็น ภาพของพ่อยกจานข้าวให้ลูกชาย แต่สะท้อนถึงความเหินห่างแบบสุดขั้ว

ฉากการการพูดคุยเรื่องศาสนา การกลับคืนสู่มาตุภูมิ ที่ซ่อนประเด็นความขัดแย้งทางความเชื่อของศาสนา

ฉากหนึ่ง (ซึ่งในดีวีดี ให้ชื่อว่า 3ภาษา) เป็นฉากบทสนทนา ระหว่างพี่ชายกับนร้องสาวด้วยภาษาใบ้ พี่สาวกล่าวประชดพ่อที่หนีไปแต่งงานใหม่ในแอฟริกา และแม่ดุลูกสาว ซ้อนความขัดแย้งในครอบครัว
ฉากหนึ่งแอนน์รีดผ้าแล้วได้ยินเสียงกรีดร้อง เธอก้มหน้ารีดผ้าต่อไป ซ่อนรหัสแห่งการเพิกเฉย (ในฉากต่อมาเธอไปซูปเปอร์มาร์เกตกกับสามีหลังได้รับโน้ตประหลาด และความเพิกเฉยของเพื่อนบ้าน สามีเธอก็เพิกเฉย ลงเอยด้วยการทุ่มเถียงรื่องภายในระหว่างเขากับเธอ ซึ่งเป็นเรื่องจริงๆที่แอนน์จะพูดแต่ยกเรื่องเด็กมาอ้าง)


ฉากการล้มวัวของพ่อ ซ่อนภาพหดหู่สิ้นหวัง ยิ่งในฉากต่อมาแอนน์พยายามจะสื่อสารกับพ่อด้วยการจับมือเขากลับปฏิเสธ เป็นการสื่อสารสองฝ่ายที่ซ่อนนัยยะไปอย่างล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ฉากการพูดคุยถึงโทรศัพท์มือถือ ของมาเรีย กับหลานชาย ฉากบ้าน กระทั่งฉากมาเรียนั่งรถแล้วเล่าเรื่องโกหก สารที่ซ่อนอยู่ในฉากนั้นกลับต้องการให้เห็นเพียงสภาพบ้านเมืองที่เหมือนเพิ่งฟื้นจากสงครามซ่อนรหัส ความยากจนข้นแค้น


ฉากภาพถ่ายสงครามในโคโซโว (ในดีวีดีใช้ชื่อว่าจดหมาย) ซ่อนรหัส ความขัดแย้งของสงคราม และต่อมาฉากจดหมายครั้งที่อสง แทนที่หนังจะถ่ายภาพสงครามอีกครั้งหนังกลับเลือกถ่ายภาพผู้คนบนรถไฟ (ที่จอร์จไปแอบถ่ายมา) ใบหน้าชืดชาเพิกเฉยซ้อนทับกับเรื่องเล่า การสังหารโหดในกรุงคาบูล ซ่อนรหัส ต่อต้านสงครามและเสียดสีชนชั้นกลางอย่างแสบสันต์ ไล่ไปจนถึงฉากง่ายๆอย่างการตรวจบัตรประชาชน(ในฉากแรก ) แทบจะเป็นการเสียดสี ถึงรหัสซ่อนนัยของบัตรประชาชนซึ่งนำมาสู่การแบ่งแยกระหว่างชนชาติ


หนังมีฉากการถ่ายหนังอยู่ด้วย (ซึ่งถ้าหนังในหนังเรื่องนี้ถูกสร้างออกมาจริงๆมันคงน่าดูมาก ) ในฉากหนึ่งแอนน์ซึ่งเป็นนางเอกจะต้องถูกขังในห้องรมแก๊ส ที่ปิดตาย (จูเลียต บินอชให้การแสดง แบบสุดยอดในฉากนี้) กล้องโคลสอัพที่ใบหน้า และตัวละครที่ซ้อมบทกับแอนน์ (ซึ่งเราไม่เห็นหน้า)บอกว่า เปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมาสิ ใบหน้าที่แท้ การตอบสนองทันทีที่ไม่ผ่านการกลั่นกรองทางความคิด ยิ่งคนพูดยืนอยู่หลังกล้อง เขาก็ทำหน้าที่แทนฮาเนเก้ ที่จับคนดูเข้าห้องรมแก๊ส แล้วบอกว่า แกพูดสิ่งที่อยากพูดมาสิ! การสื่อสารของแกมันง่อยเปลี้ยเสียขาสิ้นดีและแกจะต้องตายในห้องรมแก๊สนี้(ซึ่งอาจหมายถึงโลก!)


และในฉากการถ่ายหนังนี้เอง (มีสามฉาก ฉากห้องรมแก๊ส ห้องดนตรี และฉากสระว่ายน้ำ) ฮาเนเก้ ประกาศตัว ชัดแจ้งถึง อำนาจแห่งภาพยนตร์ เมื่อในฉากดังกล่าว เขาเล่าเรื่องย้อนหลังบ้าง แสดงตัวถึงการมีอยู่ของคนทำหนังบ้าง เลยเถิดไปถึงขั้น ในฉากสระว่ายน้ำ แสดงการทำหนังออกมา ด้วยการให้ตัวแสดงยืนหัวเราะในฉากอัดเสียง(แต่ฉากที่ปรากฏบนจอเป็นฉากที่ชวนให้หัวใจตกไปอยู่ตาตุ่ม)


เขาให้สัมภาษณ์ ว่า ภาพยนตร์ไม่ได้มีหน้าที่บันทึกความจริง มันเพียงมีหน้าที่บันทึก ตัวอย่างของความจริง(model of reality ) ซึ่งเป็น สิ่งไม่จริง เพราะมันไม่มีทางครอบคลุมความจริงได้รอบด้าน สิ่งนี้ยิ่งน่าประหวั่นพรั่นพรึงเมื่อมันอยู่ในสารคดี เพราะสารคดีประกาศตัวถึงการบันทึกความจริง แต่มันเป็นเพียงจุดแคบๆของความจริงเท่านั้นไม่ใช่ความจริงทั้งหมด หากแต่มันกลับถูกนำมาแทนค่าเป็นความจริงเมื่อมันออกฉาย ดังนั้น ในหนัง เขาจึงแสดง แบบอย่างของความจริง แล้วตบกระโหลก เตือนเราว่า นี่เป็นเพียง ตัวอย่างของความจริงเท่านั้น ตัวหนังเองก็ทำหน้าที่เช่นเดียวกัน ภาพที่ปรากฏในหนัง และเรื่องที่หนังเล่าไม่ได้มีความสำคัญเท่ากับ รหัสที่หนังซ่อนมา การพูดถึงความอ่อนเปลี้ย ระหว่างการสื่อสารกันระหว่างมนุษย์ เวลาเราจะพูดอะไร เราพูดเรื่องหนึ่ง เพื่อโยงมายังอีกเรื่องที่เราไม่ได้พูด รหัสซ่อนนัย ทำให้ผู้คนตีความ ผิดพลาด

หนังสือเล่มล่าของเพเตอร์ บิคเซล มีชื่อว่า -เรื่องเล่าผิดเวลา - เป็นบทความสั้นๆที่เล่าเรื่องว่าด้วยการเล่าเรื่อง และหนังสือเล่มนั้น เหมือนบทขยายของหนังเรื่องนี้ เพราะในนั้น หนังสือเล่มนั้นมีตอนหนึ่งเล่าเรื่องของชายคนหนึ่งซึ่งเข้ามาในบาร์แล้วโหวกเหวกเรื่องความห่วยของทีมเบสบอลประจำเมือง หากแต่สิ่งที่เขาต้องการจะพูดคือชีวิตเฮงซวยของเขาเอง ไล่ไปจนถึงบทหนึ่งนี่พูดว่าในที่สุด เราถึงกลับ กลัวเรื่องเล่าของตัวเอง จนในที่สุดเราก็ไม่เล่า หรือเล่าเรื่องอื่น แล้วซ่อนรหัสเอาไว้ในเรื่องเล่านั้น

ฉากสุดท้ายของหนัง
มาเรียเคว้งคว้างอยู่กลางถนน ไม่สามารถสื่อสารความทุกข์ยากของเธอให้ไปถึงชนชั้นกลางใจจืดได้
ในขณะเดียวกันหนังจบด้วยภาพง่ายๆ ของสิ่งที่ฮาเนเก้พบเจอก่อนทำหนัง
แค่การเปลี่ยนรหัส เราก็ไม่สามารถเปิดประตูเข้าบ้านของเราได้
หารสื่อสารถูกตัดขาดสิ้นเชิง ท่ามกลางเสียงกลองระทึกของเด็กหูหนวก!


ในฉากแรกไม่มีใครทายท่าทางนั้นถูก ฉากสุดท้าย เกมเดิมกลับมาอีกครั้ง เด็กคนหนึ่งแสดงท่าทางประหลาด ที่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่มีวันเข้าใจให้เราคนดูนั่งดู ย้อนไปที่ฉากแรก คนดู เป็นเด็กๆซึ่งหูหนวกและเป็นใบ้! ใช่แล้ว ฮาเนเก้ซ่อนรหัสมาตบกระโหลก เราว่า ที่แท้ที่เรานี่เอง เราคนดู ที่หนังดูอยู่ และทุกคนบนโลกนี้ ที่แท้แล้วล้วน หูหนวกและเป็นใบ้ !

และหากคุณอ่านบทความนี้ไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย มันก็หาใชอื่นใดนอกจาความพยายามสื่อสาร รหัสซ่อนนัย ที่ไปไม่ถึงจากผู้ส่งสารซึ่งทั้งหูหนวกและเป็นใบ้!

footnote
* 45 ฉากดังกล่าวถูกแบ่งมาใน chapter selection ของ DVD ซึ่งเชคดูแล้วตรงตามการเปลี่ยนฉากทุกครั้งไป
*2 , *3 จากเวบพจนานุกรม ราชบัณฑิตฯ ดูลิงค์ที่นี่ครับ


บทสัมภาษณ์ มิกาเอล ฮาเนเก้ มาจาก special feauture ใน DVD ฉบับ artificial eyeครับ

หนังสือของเพเตอร์ บิคเซล หาซื้อได้ทั่วไปโดยสำนักพิพม์ อมรินทร์ แปลโดยคุณ ชลิต ดุรงคพันธุ์ ซึ่งแปลได้เจ๋งมากครับ

เคยเขียนถึงลุงฮาเนเก้ไปสองครั้ง ดูได้ที่นี่ครับ
funny games
http://www.bioscopemagazine.com/review/index-in.php?id=9600


the piano teacher


http://www.bioscopemagazine.com/review/index-in.php?id=13103

http://rirs3.royin.go.th/riThdict/lookup.html

ดูข้อมูลหนังได้ที่นี่ครับ

http://www.imdb.com/title/tt0216625/



edit @ 2005/10/05 21:08:05