QUEEN OF THE BLACK MAGIC (LILIEK SUDJIO /1979 ) ลองของฉบับอิเหนา!
posted on 26 Nov 2008 08:35 by filmsick in sickfilm
ในงานแต่งงานใหญ่ของหมู่บ้านเล็กๆ พิธีสมรสของลูกสาวผู้ใหญ่บ้าน กับหนุ่มหล่อ เกิดอาเพทเหตุร้ายขึ้นอย่างรุนแรง เริ่มจากบรรดาแม่ครัวที่เห็นข้าวเป็นหนอนเต็มกาละมัง จากนั้นฝั่งเจ้าสาวก็ออกอาการคุ้มคลั่ง เห็นมาลัยกลายเป็ฯงูยักษ์ เห็นเจ้าบ่าวเป็นหน้าผี ลมหรือก็กรรโชกแรงจนขบวนขันหมากพังครืนลงต่อหน้าต่อตา ชาวบ้านวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น จ้างหมอผีมาปัดเป่าวิญญาณร้าย หมอพีก็โดนซะน่วม ก่อนจะหมดลม หมอผีก็กล่าวแค่ว่า คุณไสยนี้มาจากฝั่งตะวันตก เจ้าบ่าวก็เอะใจทันทีว่าเป็นฝีมือของMIRNA คนรักเก่าที่เขาทิ้งมาแต่งงานกับลูกสาวผู้ใหญ่
ม่ฟังความอันใดต่อไป ชายหนุ่มเกฯฑ์คนทั้งหมู่บ้านไปจัดการกับนางแม่มดMIRNA พอไปถึงบ้านที่เธออาศัยอยู่กับแม่ผู้แก่เฒ่าก็จิกหัวลากตัวหล่อนออกมา มวลชนคลั่งแค้นลุกฮือขึ้นเผาบ้านทั้งๆที่แม่ของเธอติดอยู่ข้างใน ไม่มีการสอบสวน ทกุคนพากันปักใจเชื่อว่าเธอคือต้นเหตุแห่งความชั่วร้าย จับเธอโยนลงเหวลึกหมายให้ตกตายไปเสีย
การณ์กลายเป็นว่าเธอตกลงในอ้อมแขนขแงชายชราหมอผีลึกลับ เขาช่วยเธฮสอนให้เธอแค้น และให้เธอชำระแค้นด้วยการฝึมนต์ดำคุณไสยอันเหี้ยมโหด ผ่านล่วงไปหลายปี MIRNA สำเร็จศาสตร์มืด และย้อมคืนหมู่บ้านเพื่อทวงแค้นกับมันทุกตัวที่ทำกับเธอไว้
ฟังพลอตเรื่องชวนให้นึกถึงหนังไทยโบราณ แต่นี่คือหนังสยองขวัญ ปี 1979 จากบ้านใกล้เรือนเคียงประเทศอินโดนีเซีย ที่ใช้พลอตแบบเดิม เสริมเติมบรรยากาศร้อนชื้นแบบเอเซียอคาเนย์ คุณไสยโบราณเก่าแก่ลึกลับ ประสมกับเอฟเฟคต์ยุคกก่อนจะมีซีจี หุ่นยาง เลือดปลอม และมุมกล้องทำให้หนังสยองขวัญคัลท์แตกเรื่องนี้เต็มไปด้วยอารมณ์พิลึกพิลั่น ที่ทั้งสยองทั้งฮา
หนังเดินหน้าไปด้วยการแก้แค้นของMIRNA ที่ฝึกวิทยายุทธโดยการเปลือยกายใต้แสงจันทร์ (ฉากนี้คัลท์สุดๆ) และมี มนต์ดอกมะลิเป็นอาวุธไม้ตาย MIRNA ล้างแค้นผู้คนอย่างเหี้ยมโหด แต่ในใจกลับอ่อนไหวในความสำนึกบาป กระทั่งชายหนุ่มแปลกหน้าเดินทางเข้ามาในเมือง และบอกผู้คนในหมู่บ้านว่าวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้คือการที่ทุกคนหันมาฝึกจิตเคร่งครัดในหลักอิสลามให้มากขึ้น หนังให้ภาพสังคมได้น่าสนใจเพราะนี่คือดินอดนชนบทที่ที่ศาสนากับคุณไสยอยู่ร่วมกันและอย่งชิงพื้นที่ทางความเชื่อของมวลชน ซึ่งเมื่อเทียบเคียงกับบ้านเราแค่เปลี่ยนอิสลามมาเป็นพุทธประเด็นทุกอย่างก็เข้ากันได้ไม่ขาดเกิน (ในบ้านเราหนังที่พลอตคล้ายคลึงและสูสีในความEXOTIC น่าจะเป็นหนังเรื่องลองของ ทั้งสองภาพ ที่เราแค่เปลี่ยนMIRNA มาเป็นครูพนอ!)
แต่ที่โหดเหี้ยมที่สุดในเรื่องนี้กลับไม่ใช่ MIRNA แต่เป็นสังคมชนบทที่ส่งข่าวกันแบบปากต่อปาก ความตายของmIRNA เกิดจากมวลชนไร้สติ ขณะเดียวกัน พอชายแปลกหน้ามาที่หมู่บ้าน ชาวบ้านก็เริ่มมีใจให้ศาสนา ก่อนจะซุบซิบกันว่าเห็นชายแปลกหน้าพบปะนางปีศาจที่ริมแม่น้ำ ข่าวซูบซิบกระพือไวทุกหย่อมหญ้า และชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนแปลงท่าที MIRNA เองหลังจากสังหารโหดคนรักเก่าที่ทำลายชีวิตเธออย่างย่อยยับ ด้วยการให้เจ้าหนุ่มฉีกหัวตัวเองต่อหน้าสาธรณชน เธอก็รู้สึกทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง จนในที่สุดเจ้าแห่งมนต์ดำปรากฏตัว MIRNA พบว่าตนเองถูกหลอกใช้ และต้องต่อกรกีบอาจารย์ของตนเอง เพื่อปกป้องหมู่บ้านที่ทำลายเธอ !
QUEEN OF THE BLACK MAGICไม่ใช่หนังสยองขวัญชั้นเลิศ หนังเดินเรื่องตรงไปตรงมา และใช้เทคนิคพิเศษแบบกระจอกงอกง่อย ถ่ายทำส่วนใหญ่ในโรงถ่าย แต่สิ่งที่ทำให้มันโดดเด่นคือการเล่าเรื่องภายใต้บรรยากาศ และควเชื่อเฉพาะแบบอินโดนีเซีย การที่มันไม่พยายามจะเป็นหนังผีสากล แต่เป็นหนังผีพื้นเมือง ทำให้ความลึกลับ ชั่วช้า หรือกระทั่งความฮาของมันมีเอกลักษณ์เฉพาะ และทิ้งร่องรอยแบบหนังสยองขวัญที่ติดตาคน ไว้หลังจากดูจบ
บ่ายหน้าออกนอกเมือง ระหว่างทางเขาแวะเติมน้ำมันที่ปั๊มเล็กๆแห่งหนึ่ง โดยบังเอิญรถยนตร์คันหนึ่งถอยมาชนมอเตอร์ไซค์ของเขาล้มคว่ำ สภาพของมันร้ายแรงพอสมควร เอ๊ดน่าหญิงสาวเจ้าของรถจึงยื่นข้อสเนอว่าเธอจะขับไปส่งเขาเอง แต่ระหว่างทางเธอกลับขอร้องให้เขาไปส่งเธอก่อน เธอต้องรีบยไปเยี่ยมพี่สาวที่กำลังป่วย จากนั้นเขาสามารถเอารถเธอไปใช้ตลอดสุดสัปดาห์นี้ได้ แม้จะไม่เต็มใจแต่จอร์จก็จำต้องรับข้อเสนอ ระหว่างทางพวกเขาขับรถพลัดหลงเข้าไปในไร่ที่กำลังใช้วิธีไล่แมลงแบบใหม่โดยใช้คลื่นเสียงโซนาร์ส่งลงไปบนพื้น โตรงการยังอยู่ในระยะทดลอง และสนับสนุนโดยรัฐ จอร์จลงไปถามทางกับชาวนาและบ่นเรื่องว่ามันอาจจะมีอันตรายกับชาวนา ระหว่างนั้นเอ็ดน่ารออยู่ในรถ และเจอเข้ากับศพเดินได้ที่ไล่ฆ่าเธอ แต่บอกใครก็ไม่มีใครเชื่อ จอร์จคิดว่าเธอเพี้ยน (เขาคิดแบบนั้นตั้งแต่แรกแล้ว)
ข้ามเชื้อชาติชวนงงและชื่อชวนขันไป นี่คือหนังสยองขวัญคลาสิคอีกเรื่องจากยุคเจ็ดสิบที่สานต่อสิ่งซึ่งNIGHT OF THE LIVING DEAD ของGEORGE A ROMERO ไว้ได้อย่างแข็งขัน แน่นนอว่าพลอต และ สไตล์นั้นลอกกันมาอย่างตั้งใจไม่ว่าจะเป็นศพลุกขึ้นจากหลุม มาเดินช้าๆไล่ควักตับไตไส้พุงของมนุษย์ (เพียงแต่ในหนังเรื่องนี้มีเลือดแดงฉาน) หรือการวางตัวละครหลักเป็นชายหนุ่มผู้ควบฐานะเป็นคนนอกสังคม กับหญิงสาวที่ดูเพี้ยนมากกว่าจะเอาใจช่วย รวมไปถึงตอนจบของหนังที่สะท้อนสังคมอย่างจริงจัง (และตัวละครยังร่วมชะตากรรมกันอีกด้วย) ขณะที่NIGHT เป็นหนังขาวดำ และสิ่งที่JORGE GRAU เอาติดมาด้วย (แต่ FULCI และ ZOMBI ของเขาลืม) คือการที่หนังมีประเด็นทางสังคมอย่างแข็งขัน
ในหนังเรื่องนี้ ประเด็นความหวาดกลัวเทคโนโลยี และความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์ถูกนำมายาให้ใหญ่ผ่านฉากเปิดเรื่อง(ที่คลาสสิคมาก) เมื่อจอร์จขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านเมือง หนังตัดภาพของจอร์จบนมอเตอร์ไซค์เขากับภาพของเมืองที่เต้มไปด้วยมลพิษ ภาพปล่องควันของโรงงานนิวเคลียร์ ภาพแหล่งเสื่อมโทรม ภาพการก่อสร้าง ภาพคนไอจาม เชื้อโรค ควันพิษ ผุ่น ความสกปรก เสียงอันอื้ออึงของเมืองใหญ่ถูกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในฉษกนี้ ก่อนที่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นจะเปลี่ยนภาพแทนไปเป็นไปอยู่ในรูปของเครื่องมือไล่แมลงชนิดใหม่จากรัฐ ที่กำลังทำการทดลองเพื่อจะนำมาแทน ยาฆ่าแมลง โดยใช้คลื่นเสียงโซนาร์สาดลงไปบนพื้น ตัวแทนรัฐบอกว่ามันจะส่งผลกับระบบประสาทของมวลแมลง ทำให้พวกมันบ้าคลั่งแล้วเตลิดหนีไป หนังสร้างสมมติฐานเล่นๆว่าระบบประสาทของคนที่ตายไปใหม่ๆจะยังคงยู่แต่อาจลดรูปไปเหมือนโครงสร้างของแมลง ดังนั้น มันจึงทำให้เหล่าศพกลายเป็นบ้าลุกขึ้นมาเดินดิน!
นี่คือภาพยนตร์สยองขวัญพันธุ์เกรดต่ำจากปี 1964 โดยผีมือของ HERSCHELL GORDON LEWIS ชายที่ได้ชื่อว่าเป็น THE GODFATHER OF GORE อันหมายถึงว่าเขาคือต้นแบบของบรรดาหนังเลือดสาดทั้งหมดทั้งมวล LEWIS เริ่มต้นจากการทำหนังโป๊เปลือยวับๆแวมๆตั้งแต่ต้นยุคทศวรรษที่หกสิบ จนกระทั่งหนังอีโรติคเริ่มตกกระแสเขาจึงหันมาทำหนังสยองขวัญดูบ้างโดยหนังสยองเรื่องแรกของเขาคือ BLOOD FEASTในปี 1963 โดยไม่มีใครรู้หนังเรื่องนี้ต่อมาได้พลิกหน้าใหม่ของวงการหนังสยองขวัญของอเมริกาให้เดินเข้าสู่ยุคของหนังที่เรียกกันว่า SPLATTER FILM อันหมายถึงหนังสยองขวัญที่เต็มไปด้วยภาพโหดร้ายทารุณ การฆาตกรรมแบบถึงเลือดถึงเนื้อถึงพริกถึงขิง นักวิจารณืหลายสำนักยกให้ BLOOD FEATS เป็นหนังเชือดเลือดสาดเรื่องแรกของโลก และมันเป็นแค่จุดเริ่มต้น
ต่างจากหนังสยองขวัญนักเชือดทั่วไป ที่ฆาตกรมักมีเพียงหนึ่งคน หนังเรื่องนี้บอกไว้โต้งๆตั้งแต่ชื่อเรื่องว่ามีไอ้บ้าสองพันคน! ซึ่งก็เท่าจำนวนประชากรในเมือง หนังที่มาษตกรโรคจิตสองพันคนนี้ช๊อคคนดูได้ชะงัดด้วยการใส่ฉากสังหารให้โดยมากเกิดกลางแจ้ง ท่ามกลางดวงตาผู้คนของชาวบ้าน ฉากสังหารโหดมักถูฏตัดแทรกด้วยภาพดวงตาของชาวบ้านที่ยืนมองเหยื่อ อย่างไม่ยินดียินร้าย บางคนเหยียดยิ้มมุมปากอย่างชวนสยอง ทั้งพ่อแก่แม่เฒ่า ลูกเล็กเด็กแกง ใช่แล้วนี่คือการเฉลิมฉลอง โดยการเชือดไอ้พวกแยงกี้ขี้เท่อ!!!
หนังจบลงด้วยความชั่วร้ายยังคงอยู่ ภูติปผีที่ตายฟื้นคืนชีพจากหลุมทรายดูด รอคอยนักท่องเที่ยวขับรถติดป้ายทะเบียนทางเหนือรายต่อไป