sickfilm

 

 

 

ในงานแต่งงานใหญ่ของหมู่บ้านเล็กๆ พิธีสมรสของลูกสาวผู้ใหญ่บ้าน กับหนุ่มหล่อ  เกิดอาเพทเหตุร้ายขึ้นอย่างรุนแรง เริ่มจากบรรดาแม่ครัวที่เห็นข้าวเป็นหนอนเต็มกาละมัง  จากนั้นฝั่งเจ้าสาวก็ออกอาการคุ้มคลั่ง เห็นมาลัยกลายเป็ฯงูยักษ์ เห็นเจ้าบ่าวเป็นหน้าผี  ลมหรือก็กรรโชกแรงจนขบวนขันหมากพังครืนลงต่อหน้าต่อตา  ชาวบ้านวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น จ้างหมอผีมาปัดเป่าวิญญาณร้าย หมอพีก็โดนซะน่วม ก่อนจะหมดลม หมอผีก็กล่าวแค่ว่า คุณไสยนี้มาจากฝั่งตะวันตก  เจ้าบ่าวก็เอะใจทันทีว่าเป็นฝีมือของMIRNA คนรักเก่าที่เขาทิ้งมาแต่งงานกับลูกสาวผู้ใหญ่

ม่ฟังความอันใดต่อไป ชายหนุ่มเกฯฑ์คนทั้งหมู่บ้านไปจัดการกับนางแม่มดMIRNA พอไปถึงบ้านที่เธออาศัยอยู่กับแม่ผู้แก่เฒ่าก็จิกหัวลากตัวหล่อนออกมา มวลชนคลั่งแค้นลุกฮือขึ้นเผาบ้านทั้งๆที่แม่ของเธอติดอยู่ข้างใน  ไม่มีการสอบสวน ทกุคนพากันปักใจเชื่อว่าเธอคือต้นเหตุแห่งความชั่วร้าย จับเธอโยนลงเหวลึกหมายให้ตกตายไปเสีย

การณ์กลายเป็นว่าเธอตกลงในอ้อมแขนขแงชายชราหมอผีลึกลับ  เขาช่วยเธฮสอนให้เธอแค้น และให้เธอชำระแค้นด้วยการฝึมนต์ดำคุณไสยอันเหี้ยมโหด  ผ่านล่วงไปหลายปี MIRNA สำเร็จศาสตร์มืด และย้อมคืนหมู่บ้านเพื่อทวงแค้นกับมันทุกตัวที่ทำกับเธอไว้

 

ฟังพลอตเรื่องชวนให้นึกถึงหนังไทยโบราณ แต่นี่คือหนังสยองขวัญ ปี 1979 จากบ้านใกล้เรือนเคียงประเทศอินโดนีเซีย ที่ใช้พลอตแบบเดิม เสริมเติมบรรยากาศร้อนชื้นแบบเอเซียอคาเนย์ คุณไสยโบราณเก่าแก่ลึกลับ ประสมกับเอฟเฟคต์ยุคกก่อนจะมีซีจี   หุ่นยาง เลือดปลอม  และมุมกล้องทำให้หนังสยองขวัญคัลท์แตกเรื่องนี้เต็มไปด้วยอารมณ์พิลึกพิลั่น ที่ทั้งสยองทั้งฮา

 

หนังเดินหน้าไปด้วยการแก้แค้นของMIRNA ที่ฝึกวิทยายุทธโดยการเปลือยกายใต้แสงจันทร์ (ฉากนี้คัลท์สุดๆ) และมี มนต์ดอกมะลิเป็นอาวุธไม้ตาย MIRNA ล้างแค้นผู้คนอย่างเหี้ยมโหด แต่ในใจกลับอ่อนไหวในความสำนึกบาป กระทั่งชายหนุ่มแปลกหน้าเดินทางเข้ามาในเมือง และบอกผู้คนในหมู่บ้านว่าวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้คือการที่ทุกคนหันมาฝึกจิตเคร่งครัดในหลักอิสลามให้มากขึ้น  หนังให้ภาพสังคมได้น่าสนใจเพราะนี่คือดินอดนชนบทที่ที่ศาสนากับคุณไสยอยู่ร่วมกันและอย่งชิงพื้นที่ทางความเชื่อของมวลชน ซึ่งเมื่อเทียบเคียงกับบ้านเราแค่เปลี่ยนอิสลามมาเป็นพุทธประเด็นทุกอย่างก็เข้ากันได้ไม่ขาดเกิน  (ในบ้านเราหนังที่พลอตคล้ายคลึงและสูสีในความEXOTIC น่าจะเป็นหนังเรื่องลองของ ทั้งสองภาพ ที่เราแค่เปลี่ยนMIRNA มาเป็นครูพนอ!)

 

แต่ที่โหดเหี้ยมที่สุดในเรื่องนี้กลับไม่ใช่ MIRNA แต่เป็นสังคมชนบทที่ส่งข่าวกันแบบปากต่อปาก ความตายของmIRNA  เกิดจากมวลชนไร้สติ ขณะเดียวกัน พอชายแปลกหน้ามาที่หมู่บ้าน ชาวบ้านก็เริ่มมีใจให้ศาสนา ก่อนจะซุบซิบกันว่าเห็นชายแปลกหน้าพบปะนางปีศาจที่ริมแม่น้ำ  ข่าวซูบซิบกระพือไวทุกหย่อมหญ้า และชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนแปลงท่าที  MIRNA เองหลังจากสังหารโหดคนรักเก่าที่ทำลายชีวิตเธออย่างย่อยยับ ด้วยการให้เจ้าหนุ่มฉีกหัวตัวเองต่อหน้าสาธรณชน เธอก็รู้สึกทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง จนในที่สุดเจ้าแห่งมนต์ดำปรากฏตัว MIRNA พบว่าตนเองถูกหลอกใช้ และต้องต่อกรกีบอาจารย์ของตนเอง เพื่อปกป้องหมู่บ้านที่ทำลายเธอ !

QUEEN OF THE BLACK MAGICไม่ใช่หนังสยองขวัญชั้นเลิศ หนังเดินเรื่องตรงไปตรงมา และใช้เทคนิคพิเศษแบบกระจอกงอกง่อย ถ่ายทำส่วนใหญ่ในโรงถ่าย แต่สิ่งที่ทำให้มันโดดเด่นคือการเล่าเรื่องภายใต้บรรยากาศ และควเชื่อเฉพาะแบบอินโดนีเซีย  การที่มันไม่พยายามจะเป็นหนังผีสากล แต่เป็นหนังผีพื้นเมือง ทำให้ความลึกลับ ชั่วช้า หรือกระทั่งความฮาของมันมีเอกลักษณ์เฉพาะ และทิ้งร่องรอยแบบหนังสยองขวัญที่ติดตาคน ไว้หลังจากดูจบ

 

จอร์จเป็นเจ้าของร้านขายของเก่า เช้าวันนั้นเขาปิดร้าน เก็บของบางชิ้นลงกระเป๋า ตั้งใจจะเดินทางไปเที่ยวในวันหยุดแถมพกด้วยการเอารูปปั้นโบราณไปเสนอขายลูกค้า ขึ้นมอเตอร์ไซค์คู่ชีพ ขับผ่านเมืองแออกสู่ชนบท เมืองที่เต็มไปด้วยปล่องควันโรงงาน ผู้คนป่วยไข้ไอจาม ท่อน้ำเสีย สิ่งก่อสร้างค้างๆคาๆ เครื่องจักรกล รถยนตร์ และแหล่งเสื่อมโทรม

 

บ่ายหน้าออกนอกเมือง ระหว่างทางเขาแวะเติมน้ำมันที่ปั๊มเล็กๆแห่งหนึ่ง โดยบังเอิญรถยนตร์คันหนึ่งถอยมาชนมอเตอร์ไซค์ของเขาล้มคว่ำ สภาพของมันร้ายแรงพอสมควร เอ๊ดน่าหญิงสาวเจ้าของรถจึงยื่นข้อสเนอว่าเธอจะขับไปส่งเขาเอง  แต่ระหว่างทางเธอกลับขอร้องให้เขาไปส่งเธอก่อน เธอต้องรีบยไปเยี่ยมพี่สาวที่กำลังป่วย จากนั้นเขาสามารถเอารถเธอไปใช้ตลอดสุดสัปดาห์นี้ได้  แม้จะไม่เต็มใจแต่จอร์จก็จำต้องรับข้อเสนอ  ระหว่างทางพวกเขาขับรถพลัดหลงเข้าไปในไร่ที่กำลังใช้วิธีไล่แมลงแบบใหม่โดยใช้คลื่นเสียงโซนาร์ส่งลงไปบนพื้น โตรงการยังอยู่ในระยะทดลอง และสนับสนุนโดยรัฐ จอร์จลงไปถามทางกับชาวนาและบ่นเรื่องว่ามันอาจจะมีอันตรายกับชาวนา ระหว่างนั้นเอ็ดน่ารออยู่ในรถ  และเจอเข้ากับศพเดินได้ที่ไล่ฆ่าเธอ  แต่บอกใครก็ไม่มีใครเชื่อ จอร์จคิดว่าเธอเพี้ยน (เขาคิดแบบนั้นตั้งแต่แรกแล้ว)

 

ข้างฝ่ายพี่สาวของเธอซึ่งกำลังติดยา เธออาศัยอยู่กับสามีที่เป็นช่างภาพ  เธอคิดว่าเขาขอให้น้องสาวมารับเธอไปโรงพยาบาล หลังจากทะเลาะกัน สามีเธอออกไปถ่ายรูปเธอเข้าไปพี้ยา พลันพบศพเดินได้ไล่ฆ่า เธอวิ่งร้องกรี๊ดๆออกไปนอกบ้าน ผลกลายเป็นว่าสามีเธอมารับเคราะห์แทน กว่าเอ๊ดน่าและจอร์จจะมาถึง ตำรวจก็อยู่กันเต็มบ้านไปหมด 

 

ท่านสารวัตรไม่เชื่ออะไรใครทั้งสิ้น เขาคิดว่าเจ้าหล่อนเป็นคนฆ๋าสามีตัวเองเพราะสามีเธอเคยแอบถ่ายรูปโป๊เธอเอาไว้ ซ้ำเธอยังเป็นนังขี้ยาอีกต่างหาก  ความสงสัยเลยไปถึงจอร์จ ในฐานะที่เขาไว้ผมยาวไว้หนวดเครา แต่งตัวเหมือนฮิปปี้ซ้ำยังก่อเรื่องน่ารำคาญด้วยการบอกว่าเขาไม่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม  กลายเป็นว่าจอร์จและเอ๊ดน่าถูกกักตัวไว้ในเมืองเล็กๆ ตามสืบคดีลึกลับ เกี่ยวกับศพเดินได้และถูกจับตามองอย่างเอาเรื่องจากนายตำรวจขาใหญ่อีกต่างหาก

 

ภาพยนตร์ปี 1974 ของผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปน JORGE GRAU   หนังเรื่องนี้ถือสัญชาติกึ่งสเปนกึ่งอิตาลี แต่หนังก็พูดภาษาอังกฤษ ตัวละครรับทเป็นคนอังกฤษ และเหตุการ์ณก็เกิดในอังกฤษ (แต่ไปถ่ายกันในอิตาลี!) หนำซ้ำชื่ออังกฤษของหนัง(ที่มีมากมายหลายชื่อ)มีชื่อหนึ่งว่า THE LIVING DEAD OF MANCHESTER MORGUE (อีกชื่อหนึ่งกะขายตีหัวเข้าบ้านโดยการไปแอบอ้างเข้ากับหนังของของLUCIO FULCI นั่นคือ ZOMBI 3(ภาค3 ตรงไหน!))

 

ข้ามเชื้อชาติชวนงงและชื่อชวนขันไป นี่คือหนังสยองขวัญคลาสิคอีกเรื่องจากยุคเจ็ดสิบที่สานต่อสิ่งซึ่งNIGHT OF THE LIVING DEAD ของGEORGE A ROMERO ไว้ได้อย่างแข็งขัน แน่นนอว่าพลอต และ สไตล์นั้นลอกกันมาอย่างตั้งใจไม่ว่าจะเป็นศพลุกขึ้นจากหลุม มาเดินช้าๆไล่ควักตับไตไส้พุงของมนุษย์ (เพียงแต่ในหนังเรื่องนี้มีเลือดแดงฉาน) หรือการวางตัวละครหลักเป็นชายหนุ่มผู้ควบฐานะเป็นคนนอกสังคม กับหญิงสาวที่ดูเพี้ยนมากกว่าจะเอาใจช่วย รวมไปถึงตอนจบของหนังที่สะท้อนสังคมอย่างจริงจัง (และตัวละครยังร่วมชะตากรรมกันอีกด้วย)  ขณะที่NIGHT เป็นหนังขาวดำ  และสิ่งที่JORGE GRAU เอาติดมาด้วย (แต่ FULCI และ ZOMBI ของเขาลืม) คือการที่หนังมีประเด็นทางสังคมอย่างแข็งขัน

หนังสยองขวัญมักเป็นต้นธารของการแสดงภาพอาการวิตกจริตของสังคมมนุษย์ ด้วยค่าที่ว่าหนังสยองขวัญนั้นนำคนดูไปสุดพรมแดนของความพาฝัน  สิ่งที่เรารู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงแต่ไม่อาจแสดงออกในชีวิตประจำวันจะถูกนำมาขยายให้ใหญ่ในหนังสยองขวัญ จากนั้นคนดูก็จะเข้าไปดูมันโดยตั้งธงว่า ‘นี่เป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันสนุกสนาน' หลังจากนั้นเราจะสนุกไปกับมัน หวาดกลัวไปกับมัน และเมื่อมันจบลง เราก็จะได้รับการปลดปล่อยความกลัวนั้นออกไป ในฐานะของเรื่องเล่าที่จบลง  เราเป็นคนดูอยู่วงนอก เรื่องที่เรากลัวเกิดขึ้นแล้วแต่กับคนอื่น จากนั้นเราจะกลับบ้านและหลับอย่างเป็นสุข

 

ในหนังเรื่องนี้  ประเด็นความหวาดกลัวเทคโนโลยี และความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์ถูกนำมายาให้ใหญ่ผ่านฉากเปิดเรื่อง(ที่คลาสสิคมาก) เมื่อจอร์จขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านเมือง หนังตัดภาพของจอร์จบนมอเตอร์ไซค์เขากับภาพของเมืองที่เต้มไปด้วยมลพิษ ภาพปล่องควันของโรงงานนิวเคลียร์ ภาพแหล่งเสื่อมโทรม ภาพการก่อสร้าง ภาพคนไอจาม เชื้อโรค ควันพิษ ผุ่น ความสกปรก เสียงอันอื้ออึงของเมืองใหญ่ถูกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในฉษกนี้ ก่อนที่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นจะเปลี่ยนภาพแทนไปเป็นไปอยู่ในรูปของเครื่องมือไล่แมลงชนิดใหม่จากรัฐ ที่กำลังทำการทดลองเพื่อจะนำมาแทน ยาฆ่าแมลง โดยใช้คลื่นเสียงโซนาร์สาดลงไปบนพื้น ตัวแทนรัฐบอกว่ามันจะส่งผลกับระบบประสาทของมวลแมลง ทำให้พวกมันบ้าคลั่งแล้วเตลิดหนีไป  หนังสร้างสมมติฐานเล่นๆว่าระบบประสาทของคนที่ตายไปใหม่ๆจะยังคงยู่แต่อาจลดรูปไปเหมือนโครงสร้างของแมลง ดังนั้น มันจึงทำให้เหล่าศพกลายเป็นบ้าลุกขึ้นมาเดินดิน!

 

แน่นอนว่านี่เป็นสมมติฐานเบื้องต้นข้างๆคูๆ (แถมยังถูกทำให้รั่วไปช่วงท้ายเรื่อง) แต่มันก็กลับประจุความวิกจริต ความไม่ไว้ใจที่สังคมขณะนั้นมีต่อทเคโนโลยี แต่มากกว่าเทคโนโลยี อีกสิ่งหนึ่งที่ถูกสงสัยในหนังเรื่องนี้คือคนหนุ่มสาวชาวบุปผาชน

 

หากในหนังเรื่อง I DRINK YOUR BLOOD ของ DAVID E. DURSTON  มองฮิปปี้ในฐษนะของตัวอันตรายที่ไล่ฆ่าผู้คนทั้งยามเป็น และยามตาย  ในLET THE SLEEPING  CORSPE LIES  หนังก็สะท้อนค่านิยมกลัวฮิปปี้ผ่านทางตัวละครสารวัตรที่สงสัยจอร์จ เพราะเขาดูเหมือนพวกฮิปปี้ แถมยังพกตุ๊กตาประหลาดจนไพล่คิดไปว่าเขาเป็นพวกคลั่งลัทธิ ซึ่งก็เป้นสิ่งที่ผู้คนภายนอกมักคิดเกี่ยวกับฮิปปี้ และเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงฉากไคลแมกซ์ เราก็พบว่าที่จริงแล้วเหล่าซอมบี้ไม่ได้มีความสำคัญอะไรอีกต่อไป  สิ่งที่ทำให้ทุกสิ่งไปสู่หายนะจริงๆจึงคืออคติในใจผู้คนต่างหาก  ดังนั้นการกลับมาทวงแค้นในฉากสุดท้าย(เมือ่ฮิปปี้กลายเป็นผีดิบไปจริงๆ) จึงกลายเป็นฉษกที่น่าสนใจมากๆ เพราะมันคือการผลของการผลักดันกีดกันแบ่งแยกออกจากสังคม  การตีตราที่ในที่สุดส่งผลจริงๆ 

 

ที่จริงแล้วหนังเรื่องนี้จึงคือการนำเสนอภาวะพาฝันของเหล่าบุปผาชน ที่หวาดกลัวต่อการรุกคืบของเทคโนโลยีที่มุ่งทำลายธรรมชาติในขณะเดียวกันก็แสดงภาพอคติที่พวกเขาต้องผเชิญจากสังคมอีกชั้นหนึ่งด้วย

 

 

 

 

ยังมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งกลางหุบเขาลึก  เมืองน่าอยู่ผู้คนน่ารัก  ทุกคนในเมืองหน้าตาดีแต่งตัวเรียบร้อยยิ้มแย้มชื่นบานต้อนรับการมาเยือนของนักท่องเที่ยว กระทั่งนายกเทศมนตรีผู้อารีอารอบยังออกมาต้อนรับ เมืองที่ทั้งเมืองกำลังเฉลิมฉลอง นักท่องเที่ยวสี่คน และ  คนแรมทางอีกสองแวะผ่านเข้ามาในเมือง  ผู้คนยิ้มแย้มยินดี พาพวกเขาไปพักในโรงแรมที่ดีที่สุดของเมือง  พวกกนุ่มสาวหน้าตาดีในเมืองเกี้ยวพาราสีผู้มาใหม่  ทุกสิ่งดูดีงดงามเกินความเป็นจริง  หากปรารถนาการเดินทางอันเป็นที่จดจำ  ก็จะได้รับการจดจำ เพียงแต่ในมันอาจเป็ฯความทรงจำสุดท้ายอันสุดสยอง!

 

นี่คือภาพยนตร์สยองขวัญพันธุ์เกรดต่ำจากปี 1964 โดยผีมือของ  HERSCHELL GORDON LEWIS ชายที่ได้ชื่อว่าเป็น THE GODFATHER OF GORE อันหมายถึงว่าเขาคือต้นแบบของบรรดาหนังเลือดสาดทั้งหมดทั้งมวล  LEWIS เริ่มต้นจากการทำหนังโป๊เปลือยวับๆแวมๆตั้งแต่ต้นยุคทศวรรษที่หกสิบ  จนกระทั่งหนังอีโรติคเริ่มตกกระแสเขาจึงหันมาทำหนังสยองขวัญดูบ้างโดยหนังสยองเรื่องแรกของเขาคือ BLOOD FEASTในปี 1963 โดยไม่มีใครรู้หนังเรื่องนี้ต่อมาได้พลิกหน้าใหม่ของวงการหนังสยองขวัญของอเมริกาให้เดินเข้าสู่ยุคของหนังที่เรียกกันว่า SPLATTER FILM อันหมายถึงหนังสยองขวัญที่เต็มไปด้วยภาพโหดร้ายทารุณ  การฆาตกรรมแบบถึงเลือดถึงเนื้อถึงพริกถึงขิง  นักวิจารณืหลายสำนักยกให้ BLOOD FEATS เป็นหนังเชือดเลือดสาดเรื่องแรกของโลก และมันเป็นแค่จุดเริ่มต้น

 

TWO THOUSAND MANIACS เป็นหนังเรื่องต่อมาและเป็นหนังเรื่องที่สองของไตรภาคแห่งลาบเลือด ก่อนจะปิดไตรภาคด้วยCOLOR ME BLOD RED  แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะหยุด เพราะตลอดยุคทศวรรษที่70เขายังคงทำหนังออกมาอย่างต่อเนื่อง มีตั้งแต่สุดขีดหนังเชือดเลือดสาดไปจนถึงหนังโป๊ หนังอาชญากรเด็ก  อนึ่ง หนังสำหรับเด็กเขาก็ทำ 

 

ดังนั้นในฐานะของภาคสองแห่งไตรภาคลาบเลือด (BLOOD TRILOGY) สิ่งที่คุณได้รับย่อมไม่แตกต่างจากที่คุณคาดหวัง   หนังที่ว่าด้วยเรื่องเมืองลึกลับของชาวใต้ ที่ผู้คนยังติดยึดอยู่กับสงครามกลางเมืองเมื่อร้อยปีที่แล้ว จนฉลองครบรอบการทำสงคราม(หรือการแพ้สงคราม) ด้วยการคอยดักจับรถที่เป็นทะเบียนของชาวเหนือ(ไอ้พวกแยงกี้!) แล้วก็จับมาเชือด เชือดนิ่มๆซะ! หนังเต็มไปด้วยการสร้งสรรค์อภิมหาฉากเลือดสาดที่เต็มไปแบบทุนต่ำเตี้ยเรียดิน ฉากมีตั้งแต่ฉากจามแขนด้วยขวาน(ระดับความสร้างสรรค์สองบวก) การใช้ม้าแยกร่าง (ระดับความสร้างสรรค์ห้าบวก) จนไปถึงการจับใส่ถังแล้วค่อยๆตอกตะปูแหลมๆรอบๆถังจากนั้นก็กลิ้งลงเนินมา(ระดับความสร้างสรรค์ เจ็ดบวก)  และการจับขึงพืดให้ชาวเมืองมาเล่นสาวน้อยตกน้ำ โดยไอ้ที่ตกลงมาคือหินก่อมหึมา!(ระดับความสร้างสรรค์ สองร้อยบวก)

 

 

ต่างจากหนังสยองขวัญนักเชือดทั่วไป  ที่ฆาตกรมักมีเพียงหนึ่งคน หนังเรื่องนี้บอกไว้โต้งๆตั้งแต่ชื่อเรื่องว่ามีไอ้บ้าสองพันคน! ซึ่งก็เท่าจำนวนประชากรในเมือง  หนังที่มาษตกรโรคจิตสองพันคนนี้ช๊อคคนดูได้ชะงัดด้วยการใส่ฉากสังหารให้โดยมากเกิดกลางแจ้ง ท่ามกลางดวงตาผู้คนของชาวบ้าน ฉากสังหารโหดมักถูฏตัดแทรกด้วยภาพดวงตาของชาวบ้านที่ยืนมองเหยื่อ อย่างไม่ยินดียินร้าย บางคนเหยียดยิ้มมุมปากอย่างชวนสยอง ทั้งพ่อแก่แม่เฒ่า ลูกเล็กเด็กแกง ใช่แล้วนี่คือการเฉลิมฉลอง โดยการเชือดไอ้พวกแยงกี้ขี้เท่อ!!!

 

หนังดำเนินตามสูตรหนังเชือด (ที่เดาว่าตอนนั้นยังไม่มีสูตร) ตัวละครหลบหนีออกมาได้ แล้วหนังก็หักมุมเมื่อตัวละครพากันไปแจ้งตำรวจเพื่อจะค้นพบว่าเมืองนั้นไม่มีอยู่บนแผนที่ พวกเขาพลัดหลงไปในแดนสนธยา  ที่ไม่มีอยู่จริง  ฉากการกลับมาตามหาเมืองPLEASANT VALLEY กลายเป็นฉากหลอนจิต (แบบที่ต่อมาพบเห็นในหนังเสด็จพ่อ DAVID LYNCH) ไม่ทางเข้าไม่มีร่องรอย ป้ายบอกกล่าวเรื่องสงครามที่ตัวเอกเคยเห็น ค่อยๆเลือนหายไปอยู่ข้างหลังพวกเขานั้นเอง !

 

หนังจบลงด้วยความชั่วร้ายยังคงอยู่ ภูติปผีที่ตายฟื้นคืนชีพจากหลุมทรายดูด รอคอยนักท่องเที่ยวขับรถติดป้ายทะเบียนทางเหนือรายต่อไป 

 

ว่ากันว่าหลังจากหนังเรื่องนี้ LEWIS ยังเล่นกับประเด็นสงครามกลางเมืองและชาวใต้ใจเหี้ยมในหนังสยองขวัญสุดห่ามอีกอย่างน้อยสองเรื่องนั่นคือ NOONSHINE MOUNTAIN และ THIS STUFF I'LL KILL YA   ที่น่าสนใจก็คือสิ่งที่ชวนสยองที่สุดในหนังไม่ใช่การเชือด (เพราะมันออกจะให้เอฟเฟคต์ราคถูก) หากมันคือการแพนภาพชาวเมืองที่รื่นอริงระหว่างรับชมนาฏกกรรมสังหาร  ภาพรอยยิ้มปลอมๆ เสียงเพลงคันทรี่อันเปี่ยมสุข  เสียงโห่ร้องดีใจ งานรื่นเริงในหนังเรื่องนี้คือรูปแบบของนรกของจริง!

 

2000 MANIACS ถูกรีเมคใหม่ในปี 2005 โดยให้ ROBERT ENGLAND (หรือ ท่านเฟรดดี้ ครูเกอร์) มารับบทนายกเทศมนตรี และเพิ่มจำนวนคนบ้ามาอีกหนึ่งคนกลายเป็น 2001MANIACS  นอกจากนี้หนังเรื่องยังบันดาลใจให้เกิดชื่อวงดนตรีอย่าง 10,000 MANIACS อีกด้วย!

 

เลือดปลอม เสียงกรีดร้อง อวัยวะกะรุ่งกะริ่ง  เสียงหัวเราะบ้าคลั่ง และเพลงคันทรี่(ที่ผู้กำกับร้องเองเล่นเอง)  คือบรรยากาศที่ปกคลุมไปในหนังหนังทุนต่ำ ที่สร้างเพื่อเอาไปฉายในโรงหนัง drive in เรื่องนี้  นี่ไม่ใช่หนังดี ไม่ใช่หนังคลาสสิคตกสำรวจ แต่ที่หนังเรื่องนี้มีดีคือความชั่วร้ายในตัวหนังเอง

 

HERSCHELL GORDON LEWIS