sickfilm

sombre ใน โลก มืด !

posted on 28 May 2005 00:11 by filmsick  in see-it-and-die, sickfilm


*******************************************************************************************************************
อารัมภบท
บทความชิ้นนี้เขียนขึ้นจาก -ความเข้าใจเพียงครึ่งเดียว - ที่ผมมีต่อหนังเรื่องนี้ เนื่องจากผมดูหนังเรื่องนี้โดยไม่มีคำบรรยายใดๆ (ตัวหนังแม้จะพูดน้อยมากแต่ก็พูดภาษาฝรั่งเศสครับ ) นอกจากนี้ผมยังไม่สามารถเข้าใจอีกหลายๆนัยยะในเรื่องได้แม้จะหลงติดคิดวนเวียนถึงมัน อยู่เป็นเวลา สองวันเต็ม และพยายามรื้อหาบทความมาอ่านประกอบแล้วก็ตาม ดังนั้น เป้าประสงค์ของบทความชิ้นนี้จึงต้องการเพียงชักชวนให้ไปหาหนังเรื่องนี้มาชม และต้องการตามหาท่านที่มีฉบับบรรยาย(ไทยหรืออังกฤษก็ได้) มาช่วยชี้ทางในการค้นหาครับ
*******************************************************************************************************************

- ่ถ้าอยากเล่าเรื่อง ก็ไปเขียนหนังสือสิ ! ผู้กำกับชื่อดังท่านหนึ่ง(ที่ผมจำไม่ได้ว่าใคร)เคยกล่าวเอาไว้ เมื่อมีการพูดคุยถึงเรื่องภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง
หากอำนาจของวรรณกรรม อยู่ที่การเล่าเรื่อง (ไม่ว่าจะโดยวิธีการใด)อยู่ที่การเล่าเรื่อง บางที อำนาจของภาพยนตร์ อาจอยู่ที่การใช้ องค์ประกอบ ของ ภาพ เสียง และ เรื่อง มาประมวลผลรวมเป็นการบันทึก มนุษย์ ทั้งสภาพภายนอก และ ภายในจิตวิญญาณ
และหนังเรื่อง sombre ของ Philippe Grandrieux คือการปะทะสังสรรค์ ระหว่างภาพ และ เสียง และลดทอนคุณค่าของ เนื้อเรื่อง ให้ลงไปอยู่ขั้นต่ำสุด ซึ่งผลลัพธ์คือ การบันทึก โลกมืด วิปริต ที่อยู่ระหว่างความเป็น กวี กับคนบ้า ความรักกับความตาย ความรุนแรง กับความอ่อนหวาน ความสั่นไหวกับความพร่าเลือน แสงสว่างกับความมืด โลกที่อยู่ภายในหัวของชายผู้เป็นฆาตกรโรคจิต! (นี่คือการพบกันของ funny games ของนักทำหนังตบกระโหลก อย่าง Michael Haneke และ Schramn ของผู้กำกับที่หลงใหลในศพ และชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ อย่าง Jorge Buttgereit แล้วเติมความเป็นกวี และแสงสว่างกับความมืดอย่างละนิดละหน่อย )
ส่วนของเนื้อเรื่องนั้น สามารถเล่าจบง่ายภายในไม่กี่ประโยค มันเป็นเรื่องของภายใต้ความมืดมิดที่คลี่คลุม ฌอง นักเชิดหุ่นมือที่มักมองหาโสเภณี สูดดมเส้นผมและอวัยวะเพศ(ซึ่งถูกถ่ายกันจะๆในความมืด) แล้วฆ่าเธอด้วยวิธีที่คล้ายคลึงกับการเชิดหุ่นมือของตน จนกระทั่งเขาพบ แคลร์ และคริสตีน น้องสาวของเธอ แรกทีเดียวเขาคิดจะฆ่าแคลร์ และคริสตีน แต่ทำไม่สำเร็จ สองสาวหนีไปได้ หากแคลร์ย้อนกลับมาโดยไม่ทราบเหตุผล บางทีเธอถูกดึงดูดด้วยความมืดของฌอง ทั้งคู่ร่วมรักกัน (ในบรรยากาศกระอักระอ่วน มืดมิด และอยู่ระหว่าง พลังทางเพศ และพลังการฆาตกรรม ) ฌองไล่เธอไป ลงท้ายด้วยการจากลา และเขายังคงฆ่าต่อไป

ไม่มีเหตุและผลใดๆในเรื่องนี้ ไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีสาเหตุ การเริ่มต้น จุดลงเอย ของชายผู้นี้ ไม่มีแรงจูงใจในการกระทำของเขา ไม่มีการสอบสวนจากตำรวจ ไม่มีบริบททั้งทางสังคมและทางจิตวิทยา มีแต่ความบ้าคลั่งผิดเพี้ยน สยองขวัญ และความรัก
หนังถ่ายทำในสภาพที่ราวกับว่าโลกทั้งใบตกอยู่ภายใต้สุริยุปราคา ดวงอาทิตย์ในหนังจะหลบอยู่บนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆ แม้ในช่วงกลางวัน ภาพก็ยังมืดสลัว และยิ่งรุนแรงขึ้นในตอนกลางคือ ราวกับว่า ฌอง คือผู้ดูดซับความมืดมิดในทุกที่ที่เขาเหยียบย่างไปถึง

หาก ไฉ้หมิงเลี่ยง และโหวเสี่ยวเชี่ยน สะกดคนดูไว้ด้วยการแช่กล้องไว้ในภาพเดิม Philippe Grandrieux กลับหลอกหลอนคนดู ด้วยการปรากฏซ้ำของภาพ ความพร่าเลือน หลุดโฟกัส ความสั่นไหว และ ดนตรีประกอบสุดหลอน จาก Alan Vega (ในฉากหนึ่งเราได้เห็นภาพแสงไฟหน้ารถสาดใส่แนวต้นไม้ในความมืดอย่าสั่นไหวซ้ำๆ พลันแทรกเสียงกรีดร้องของชายคนหนึ่งขึ้นมา หลอกหลอนสุดฤทธิ์)
ในส่วนของเคมีระหว่างฌอง กับ แคลร์ Philippe Grandrieux เคยสัมภาษณ์ไว้ว่าในหนังของเขาความสัมพันธ์ของ แคลร์กับฌองถอดแบบมาจากเทพนิยายกริมม์ (ว่ากันว่าเทพนิยายกริมม์ต้นฉบับที่ไม่ใช่ของดิสนีย์นั้นxxxมเกรียมมาก)เป็นความรักของหญิงสาวกับคนเถื่อน หนังให้ฌองเป็นนักเชิดหุ่นมือให้เด็กๆดู (หนังเปิดฉากแรกด้วยเสียงกรีดร้องของเด็กๆ ตอกย้ำถึงอารมณ์xxxมโหดในมนุษย์ซึ่งซุกซ่อนอยู่ไม่เว้นแม้แต่ในเด็กและนิทานสำหรับเด็ก รวมไปถึงการให้ฌองแอบมองด้วยความพึงใจ และในกระเป๋าของเขาเองก็มีชุดหมาป่าอยู่ ซึ่งหากแคลร์เป็นตัวแทนของนางเอก เจ้าหญิงหรือหนูน้อยหมวกแดง การให้เธอแอบมาลองสวมชุดหมาป่า นอกจากจะแสดงความสนที่เธอมีต่อตัวฌองมันยังพูดถึงด้านมืดของตัวเธอ (หรืออีกนัยยะหนึ่งคือการเข้าไปในท้องของหมาป่านั่นเอง) และภาพลักษณ์ของแคลร์กลับถูกยกให้สูงขึ้น แต่ว่าเป็นในด้านหัวกลับ เมื่อเธอเป็นคนเดียวในเรื่องที่เราไม่ได้เห็นอวัยวะเพศ !และเป็นคนเดียวที่ได้ร่วมรักกับฌอง !
หนังเปิดตัวด้วยภาพเด็กๆกรีดร้อง และปิดตัวด้วยภาพใบหน้าคนเฉยชาที่พากันออกมายืนข้างถนนเพื่อรอดู ขบวนตูร์ เดอ ฟรองซ์ กรีดร้องและเฉยเมย เสียงที่สอดรับกับภาพ(เสียกรีดร้อง) และเสียงที่ไม่สอดรับกัน(เสียงเพลงในตอนจบ) แคลร์จมลงไปใต้กล้อง ขณะที่ฌองแผ่ความมืดออกดับเฟรม กวี และ ความโหดxxxมรุนแรง หนังแกว่งไปแกว่งมาระหว่างขั้วตรงข้ามอย่างสนุกสนาน และน่าตื่นตา กระทั่งเสียงผู้ชมยังตรงกันข้าม บางคนว่านี่คือ ภาพยนตร์ที่ใช้อำนาจของภาพยนตร์ได้ยอดเยี่ยมที่สุด และ บางคนว่า นี่มันเป็นอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่ภาพยนตร์
ขั้วตรงข้าม ความมืด ความสว่าง ความคลุมเครือ พร่าเลือน สั่นไหว ปรากฏซ้ำ บางทีนี่อาจเป็นการบันทึก จิตวิญญาณของชายนักฆ่าออกมาได้อย่าง -ถึง- มากที่สุดเรื่องหนึ่ง

f o o t n o t e

ข้อมูลหนังหาได้ที่นี่ครับ

http://www.imdb.com/title/tt0166808/
บทวิจารณ์เด็ดๆเกี่ยวกับหนังครับ
http://home.earthlink.net/~steevee/sombre.html
http://www.sensesofcinema.com/contents/00/1/sombre.html

ตัวหนังหาได้ที่ร้าน พี่สาวประเภทสองใจดีคนนั้นครับ (ไม่มีซับนะครับ)

ขอบคุณ คุณเต้ สำหรับคำ แนะนำหนังเรื่องนี้
ขอบคุณ จักรกลวิตกพิสูจน์อักษร





edit @ 2005/05/28 12:32:34
edit @ 2005/06/15 07:11:25



Michael Haneke ผู้กำกับชาวออสเตรีย ได้ชื่อว่าเป็น ผู้กำกับเลือดเย็นคนหนึ่งของโลก เขามักทำหนังตีแผ่ด้านมืดของมนุษย์ เรื่องราวในหนังของเขามักเริ่มต้นด้วยสถานการณ์ปกติรายเรียบ และค่อยๆหม่นหมองลง เมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงตอนท้าย เรื่องจะมืดลงจนถึงที่สุด และจบลงอย่าง หม่นหมอง อึดอัดขัดข้อง คลุมเครือ จนแทบเรียกได้ว่า การดูหนังของเขาเป็นการเดินทางเข้าไปในอุโมงค์ของจิตวิญญาณของมนุษย์ ที่ซึ่งปลายสุดเป็นทางตัน


เขาเคยทำหนังอย่าง funny games ซึ่งเล่าถึงครอบครัวแสนสุขไปปิคนิคในวันหยุด แต่กลับดวงซวยต้องพบกับไอ้หนุ่มโรคจิตสองคน จากการขอไข่นำไปสู่การเล่นเกมที่เดิมพันกันด้วยชีวิต และที่สำคัญหนังไม่ได้ทำตัวเยี่ยงหนังโรคจิตอื่นๆ มันค่อยๆมืดลง ๆ และจบลงอย่างสิ้นหวัง ล่าสุดเขาทำ times of the wolf เล่าเรื่องของครอบครัวแสนสุขที่เพิ่งกลับจากการไปเที่ยววันหยุด แต่พอกลับถึงบ้านก็พอมีอีกครอบครัวหนึ่งอยู่ที่นั่น ภายในสิบนาทีแรก ตัวเอกฝ่ายชายตายอนาถ! ผลักให้สามแม่ลูกต้องระหกระเหินไปในดินแดนที่จู่ๆ ก็ไม่มีน้ำ อาหาร มีแต่ ความโหดร้าย รุนแรง และไม่อาจไว้เนื้อเชื่องใจใครได้


นี่เป็นสองตัวอย่างที่พอจะอธิบายถึงหนังของ Haneke และกับหนัง the piano teacher ที่ถึงแม้จะสร้างจากนิยายของ Elfriede Jelinek ซึ่งโดยตัวนิยาย(และผู้เขียน) ก็ถือได้ว่ามืดหม่นไม่แพ้กัน หนังก็ยังออกมาแบบมีลายเซ็น ของ Haneke ชัดเจน
หนังเล่าเรื่องของ เอริก้า ครูสอนเปียโนวัยสี่สิบ ที่ยังอาศัยอยู่กับแม่ เธอสอนอยู่ในวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง และตัวเธอเองก็ได้รับการยอมรับในเรื่องฝีมือการเล่นเปียโนเธอแต่งตัวมิดชิดด้วยสีทึมๆ รวบผมตึง เธอมักเคี่ยวเข็ญลูกศิษย์ของตัวเอง โดยอาศัยถ้อยคำปรุงแต่งเสียดสี แต่เวลาเธอกลับบ้าน แม่จอมเจ้ากี้เจ้าการของเธอก็เสียดสีเธอเสมอ ซ้ำยังรื้อค้นข้าวของตรวจสอบเธอ โทรจิกตามตัวทุกที่ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหน เอริก้ามักเปิดศึกกับแม่เธอบ่อยๆ หลายครั้งลุกลามถึงขั้นใช้กำลัง จากนั้นทั้งสองแม่ลูกก็จะกอดกันร้องให้


บางครั้งเอริก้าไปเซกส์ชอบ ดูหนังโป๊ แล้วหยิบทิชชู่ใช่แล้วในโรงหนังโป๊ขึ้นมาดม เธอไปแอบดูคนมีเซกส์ในโรงหนังไดรฟ์อิน แล้วถึงจุดสุดยอด เธอแอบใช้ใบมีดโกนเฉือนของลับตัวเองในห้องน้ำ (ทั้งสามฉากที่ว่ามา หนังถ่ายทำได้อย่างไม่น่าเกลียด แต่ ถึงอารมณ์วิปริตมากๆ) ชีวิตเธอเต็มไปด้วยเก็บกด เคืองแค้น ชิงชัง

จนวาลแตร์ก้าวเข้ามาในชีวิต เขาเป็นหนุ่มวิศวกรที่มีความรู้ความสามารถทางดนตรีคลาสสิคเป็นเลิศ หลังจากบทสนทนาเกี่ยวกับความบ้าของชูแบร์ต วาลแตร์สนใจเอริก้ามากจนถึงขั้นมาสมัครเรียนที่วิทยาลัยของเธอ เธอเองก็ชอบวาลแตร์ แต่ต้องเก็บกดทุกอย่างไว้ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก่อตัวขึ้น เพิ่มความวิปริตขึ้นที่ละนิดไปจนถึงขีดสุด


พลอตหนังประหลาด วิปริต ยิ่งมาตกอยู่ในมือของ ผู้กำกับที่สุดแสนจะเลือดเย็น ทำให้ผลลัพทธ์ของหนังออกมามืดหม่นสุดขั้ว ฮาเนเก้ จัดแจงทำทุกอย่างเพื่อกันคนดูออกจากการเห็นอกเห็นใจทุกตัวละครในหนัง จริงๆแล้วตัวเอริก้านั้นป็นตัวละครที่น่าสงสารเอามากๆ เพราะการเติบโตภายใต้อำนาจของแม่ใจร้าย การมีชีวิตอยู่ในสังคมที่เคร่งครัด ส่งผลให้เธอป่วยไข้ทางวิญญาณ การเสพติดเซกส์ วิปริต เป็นเพียงทางระบายเล็กๆทางเดียวที่เธอเหลืออยู่ แต่แทนที่หนังจะเห็นอกเห็นใจเธอหนังกลับตัดทางนี้ด้วยการใส่ความมืดมิดลงในจิตใจของเธออย่างสุดขั้ว โดยเฉพาะในฉากที่เห็นลูกศิษย์(ที่เธอเกลียดขี้หน้า)เล่นเปียโน โดยมีวาลแตร์อยู่ข้างๆ เธอถึงกับทนไม่ได้ และลงมือกระทำสิ่งที่ต่ำช้าเกินกว่าที่คนดูจะเห็นใจ ความป่วยไข้ของเอริก้า กลายเป็นเรื่องของนังวิปริตที่หาเรื่องใส่ตัว และกับผู้คนรายรอบเธอก็เช่นกัน ทุกคนเลือดเย็นพอที่จะกระทำกับเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็น แม่ วาลแตร์ หรือแม้แต่อาจารย์ร่วมสถาบัน ความป่วยไข้ของเอริก้า แท้จริงแล้วมีต้นตอมาจากสังคมที่เธอสังกัดนั่นเอง


สังคมชนชั้นกลางรสนิยมสูงที่มักตกเป็นเป้าโจมตีของ Haneke มาตลอด ใน funny games ครอบครัวสุขสันต์ที่ถูกสังหารหมู่นั้นเป็นชนชั้นกลางหัวสูง ที่เล่นเกมทายเพลงคลาสสิคระหว่างการเดินทาง พวกเขาถูกทำร้าย ทารุณ อย่างไร้เหตุผล ราวกับหนังจะประกาศว่า ชนชั้นกลางสมควรตาย! ( และในthe piano teacher Susanne Lothar ดาราที่รับบทเป็นนางเอกของfunny games มารับบทแม่ของอันนา ลูกศิษย์ ของเอริก้า ซึ่งชื่ออันนานี้ก็เป็นชื่อของเธอในหนังfunny games )ในขณะที่ times of the wolf ตัวเอกก็เป็นชนชั้นกลางเช่นเดียวกัน และในโลกวิปริตนั้น คนที่ไว้ใจไม่ได้ที่สุด ก็เป็นหมู่ชนชั้นกลางด้วยกันเอง และในเรื่องนี้ แม้หนังจะทำให้ความป่วยไข้ เป็นเรื่องของจิตวิญญาณต่ำทรามของเอริก้า แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า แม่ของเธอ กับวิธีคิดแบบหัวโบราณสุดขั้วนี่เองเป็นสาเหตุหนึ่ง รวมไปถึงสังคมชนขั้นที่ไม่เปิดเผยความรู้สึก รักษามารยาท และวางตัวเป็นผู้ดีอยู่ตลอดเวลา ทิ่มแทงผู้อื่นด้วยถ้อยคำเชือดเฉือนเย็นชาแทนการใช้กำลัง เอริก้า เป็นเพียงผลผลิตหนึ่งของสังคมแบบนั้น และการเลี้ยงดูแบบนั้น เธออาจป่วย แต่เธอก็ป่วยเพราะสังคมนี่เอง ป่วยไข้จนต้องเฉือนของลับตัวเอง เพื่อรักษาสถานภาพความเป็นผู%E



*********************************************************
- เพื่อความสมบูรณ์ในการแสดงภาพของหนัง บทความชิ้นนี้จำเป็นต้องมีคำหยาบ คำบาป และถ้อยคำจิกกัดเป็นระยะ หากท่านผู้อ่านจัดอยู่ในลักษณะเคร่งครัดทางศีลธรรม ขอท่านจงโปรดเลยผ่านบทความชิ้นนี้ไป (เพราะอย่างไรเสียท่านก็ไม่ควรดูหนังเรื่องนี้ และยังควรทำเป็นลืมๆไปเสียว่ามีหนังเรื่องนี้อยู่บนโลก)

- บทความชิ้นนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาเกือบทั้งหมดของเรื่อง อย่างไรก็ดี แม้ว่าคุณจะรู้เรื่องทั้งหมด มันก็ไม่ได้มีผลต่อ-ความช๊อคตาตั้ง- ที่คุณจะได้รับ เว้นแต่คุณคิดว่าไม่ดูดีกว่า และอีกอย่าง บางทีคุณอาจตัดสินใจได้ทันทีหลังจากได้อ่านว่าชาตินี้จะไม่ยอมดูหนังเรื่องนี้เป็๋นอันขาด

*******************************************************

- ป้าอยากให้แกเป็นกระเทย ป้าอยากให้แกควงกับแต๋วสวยๆสักคน สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการเห็นแก แต่งงาน มีลูก แล้วก็ทำงานงกๆ ชีวิต รักต่างเพศ น่ะมันป่วยไข้ และ น่าเบื่อจะตายชัก -(กรี๊ด!)
ป้าไอด้า บอกกับเกเตอร์ไว้เช่นนั้น

ป้าไอด้าเป็นหญิงชราร่างอ้วนบึ๊บบั๊บ มีความสุขกับการนุ่งชุดรัดรูปสีดำ ที่ผ่าข้างเป็นตาข่าย ส่วนไอ้เกเตอร์หลานชายป้า นั้นทำงานเป็นช่างผมอยู่ในร้าน เลอ ลิปสติกส์ ร้านทำผมประหลาดโลกของผัวเมียแดชเชอร์ จิตแตก ที่จะรับทำผมเฉพาะพวกผู้หญิงอุบาทว์เท่านั้น (ทำงานธนาคารเรอะ ออกไปเลย / นักเต้นระบำเปลือย เรอะ ทำไมมาทำที่นี่ เพราะเพื่อนทำ ออกไปเลย นังทุเรศ) แต่อย่างไรก็ดีเจ้าเกเตอร์ ก็ได้แต่งงานไปกับผู้หญิงๆจริงๆ เพียงแต่ผู้หญิงคนนั้นคือ นัง ดาวน์ ดาเวนพอร์ท!


ใครคือนัง ดาว์น ดาเวนพอร์ท หล่อนคือ อดีตเด็กวัยรุ่นหน่ายโรงเรียน ที่ตบนักเรียนมาหมดแล้ว รวมถึงตื้บแม่ตัวเองเมื่อไม่ได้รองเท้า ชะช่าฮีลเป็นของขวัญวันเกิด จากนั้นหล่อนก็หนีออกจากบ้าน ขึ้นรถของไอ้อ้วนเอริ์ล ซึ่งพาหล่อนไปข่มขืน (แบบกึ่งสมยอม )กลางแจ้ง จนหล่อนท้อง และคลอดนังแทฟฟี่ ลูกสาวออกมา หล่อนหากินด้วยการเป็นสาวเสริ์ฟ นักเต้นระบำโป๊ และสุมหัวกับเพื่อนสมัยเรียนอย่าง นังชิคเลต และ นัง คอนเซตต้าออกปล้นจี้คนทั่วไป อย่างเมามัน หล่อนเกลียดนังแทฟฟี่ และนังแทฟฟี่เกลียดหล่อน (ฉันน่าจะทำแท้ง ดาว์น บอก และแทฟฟี่บอก อีอ้วน แกไม่ใช่แม่ชั้น)(กรี๊ด!) แทฟฟี่อายุ 14 หน้าตาเหมือนอายุ36 และดาว์กัดเรื่องนี้ทุกทีที่มีโอกาส นังแทฟฟี่ ชอบเล่นเกมรถชน หล่อนจะเอาตุ๊กตามานั่งทำท่าขับรถ ให้เกิดอุบัติเหตุ แล้วเอาซอสมะเขือเทศราดตัวเองพร้อมทั้งร้องกรี๊ดๆ ว่ากำลังจะตาย


นังดาว์น แต่งงานกับไอ้เกเตอร์ ภายใต้ความเคียดแค้นของป้าไอด้า ทั้งคู่นิยมเซกส์ประหลาดเกี่ยวขอ้งกับกล่องเครื่องมือ และคีมปากจระเข้ แต่ก็ระหองระแหงกันตลอด แถมไอ้เกเตอร์ยังหวังเคลมนังแทฟฟี่ด้วย (และนังแทฟฟี่บอก ฉันจะไม่อมไอ้จู๋ของแกต่อให้ฉันกำลังขาดอากาศ และมี ท่ออกซิเจนห้อยอยู่บนไข่แก (กรี๊ด!))


ลงเอยที่เลิกรากัน นังดาวน์ทำทุกวิถีทางเขี่ยไอ้เกเตอร์ให้พ้นทางและกลายเป็นนางแบบของผัวเมียแดชเชอร์ ที่มีคำขวัญประจำตัวว่า -อาชญากรรม คือความงาม - พวกเขาตามถ่ายภาพ นังดาว์น ออกฤทธิ์ ฉีด ลิควิด อายไลเนอร์ ให้ นังดาว์น (เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ ตะโกนสิจ้ะ ลิควิด อายไลน์เนอร์ ) และขณะเมามันได้ที่นังไอด้าก็ตามมาชำระหนี้แค้นให้หลานชาย ด้วยการสาดน้ำกรดนังดาว์น! โดยผัวเมียแดชเชอร์ ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก!


หลังออกจากโรงพยาบาลด้วยภาพลักษณ์ที่เจ้าหล่อนคิดว่าเริ่ดที่สุด ผัวเมียแดชเชอร์จัดการล้างแค้นด้วยการจับนังไอด้ามาขัง และนังดาวน์ โชว์ตัดมือกันสดๆ นังแทฟฟี่หนีไปเป็นพวกแขก และนังดาว์น กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ ถามหาว่ามีใครจะตาย เพื่อศิลปะไหม! ก่อนที่จะไปลงเอยกันที่เก้าอี้ไฟฟ้า และได้รับสิ่งที่ตัวเองต้องการมากที่สุด ความดัง!

มาถึงบรรทัดนี้ มีใครลมจับไปบ้างหรือยัง



ถ้ายังไม่สาแก่ใจ ขอเพิ่มเติมรายละเอียดทางภาพเข้าไปสักเล็กน้อย แม้ครั้งนี้ เจ๊ ดิไวน์ กะเทยมหาภัยจะไม่ได้มารับทานอึหมาสดๆ เหมือนใน pink flamingoes แต่คราวนี้ เธอกระทำอะไรบางอย่างกับ เอ่อ...ปลาสด และการที่เธอต้องรับบท สองบท ทั้งบทนังดาว์น และบท ไอ้เอร์ล เธอจึงได้ โชว์จู๋! (โปรดอย่าตกใจ ในหนังเรื่องนี้ พี่จู๋และ น้องจิ๋มจะบินว่อนทุก ยี่สิบนาที!)

ถึงตอนนี้อาจจะมีคำถาม แล้วเราจะดูหนังเรื่องนี้ไปทำบ้าอะไร


ไม่นับที่ว่า จอห์น วอเตอรส์ อยากดัง (เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่าทำ pink flamingoes เพราะอยากดัง) และ เนื่องจากที่ว่ามันเป็นรสนิยมของเขา (pope of trash! หรือราชาคณะแห่งรสนิยมขยะ เป็นคำนิยามตัวของผู้กำกับท่านนี้ รวมไปถึงการที่เขาประกาศว่า หากมีใครอ้วกในโรงหนัง นั่นถือเป็นการ standing ovation สำหรับเขา (กรี๊ด!)) หนังเรื่องนี้ที่แท้กลับเต็มไปด้วยแง่มุมมันมากในการจิกกัดทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า กระทั่งตัวเองก็ไม่เว้น

ภายใต้พลอตแบบนี้ ชื่อเรื่องแบบนั้น ที่แท้แล้วหนังก็ไม่ต่างอะไรจากหนังชีวิตรันทด ของ ดักลาส เซริ์ค ผู้กำกับที่วอเตอรส์ นับถือ ชีวิตบัดซบของเด็กสาวคนหนึ่งที่ค่อยๆจมลงในความโหดร้ายของสังคม เพียงแต่ เด็กสาวคนนี้ไม่น่ารักน่าสงสารเหมือนในหนังเหล่านั้น เพราะเธอเป็นกะเทยยักษ์ นิสัยเสีย! หรือกะเทยยักษ์ไม่มีหัวใจ หรือกะเทยยักษ์รักไม่ได้ เจ็บไม่เป็น !


แต่อย่าไงก็ดี นังดาว์น ไม่ใช่คนดี (เหมือนที่จริงๆเด็กสาวชีวิตบัดซบหลายคนก็ไม่ใช่คนดี) นังดาว์น ตบตีพ่อแม่ เกลียดลูกตัวเอง(จนถึงขั้นทุบด้วยเก้าอี้ ) และอยากดังโดยไม่เกี่ยงวิธีการ แต่ที่น่าสนใจคือเอาเข้าจริงๆแล้วผู้คนรอบข้างเป็นคนดีกันมากนักหรือไร

หนังเสียดสีความบ้าคลั่งที่ซ่อนตัวมิดชิดแนบเนียนในสังคมด้วยการจับมันออกมาวางในที่แจ้งแล้วทำให้มันสุดขั้วตกขอบ ไล่ไปตั้งแต่เรื่องการศึกษา ฉากหนึ่งเราเห็นเพื่อนนังดาว์น ทำตัวน่าตบด้วยการฟ้องครู ( แม้นังดาว์นจะทำกริยาน่าตบกว่า ) แต่การที่เธอบอกว่า เธอแค่อยากมาเรียนในที่ที่ดี แล้วบีบน้ำตา อาจทำให้หลายคนนึกอยากตบอีนี่อีกคน เอาเข้าจริง โลกของโรงเรียน อาจจะ ห่ า เ ห ว อย่างที่นังดาว์นว่าไว้ก็ได้ ในขณะที่โลกภายนอกก็มีผู้คนอย่าง ไอ้เอริ์ล (ข่มขื่นลูกตัวเอง ) หรือ พ่อนังดาว์น ที่บอกหล่อนว่า ผู้หญิงดีไม่ใส่รองเท้าชะช่าฮีลล์ (เลยโดนตื้บ) แต่ที่แสบสันต์อย่าบอกใคร คือผัวเมียแดชเชอร์ ที่ทำตัวเป็นไฮโซคลั่งศิลปะ และหลอกใช้นังดาว์น อย่างแนบเนียน มีคนแบบนี้อยู่มากมายในโลก สร้างกระแสบ้าบอ ให้ผู้คนเห่อตาม (อย่างเช่นร้านทำผมทรงอุบาทว์ หรือการประโคมให้ทุกคนเชื่อว่าหน้าเละหลังโดนน้ำกรด เป็นใบหน้าอันงดงามหาที่เปรียบไม่ได้ และที่แสบสันต์ยิ่งกว่าคือทุกคน กระทั่งนังดาว์น ก็เชื่อตามนั้น) ก่อนจะตลบหลังหาประโยชน์จนสะใจ แล้วถีบหัวส่ง

แต่ในขณะเดียวกัน คนอย่างนังดาว์น ที่- ทำอย่างไรก็ได้ให้ดัง- ก็เสียดสี ความบ้าคลั่งอยากดังของผู้คนได้อย่างเจ็บแสบ เมื่อเจ้าหล่อนคิดถึงขั้นว่า การได้นั่งเก้าอี้ไฟฟ้าคือยอดปรารถนา เพราะพรุ่งนี้เธอจะได้ลงหน้าหนึ่ง! เจ็บไหมล่ะ

อย่างไรก็ดี ความแสบทรวงทั้งหมดอยู่ที่คำพูดของนังดาว์นในโชว์ของเธอ เมื่อเธอตะโกนถามว่า -มีใครอยากตายเพื่อศิลปะบ้าง - คำถามโคตร โรแมนติค การยอมตายเพื่อศิลปะ แต่เมื่อมีคนยกมือ นังดาว์น ก็ -จัดให้- เพราะสำหรับเธอ คนที่ -สวยมากจนทนตัวเองไม่ได้แล้ว- -อาชญากรรมคือความงาม - และการตายทำให้งานศิลปะสมบูรณ์ เสียดสี แนวคิดบ้าคลั่งในการสร้างงานศิลปะ และการตีความศิลปะ แบบฉาบฉวยของผู้คน ถ้าคุณตายได้เพื่อศิลปะ ก็มามะ มาตายซะ



- พวกคุณนี่มันจิตทราม ไร้ศีลธรรม ต่ำช้าที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา - หมอที่รักษา นังดาว์น ตะโกนใส่หน้าพวกผัวเมียแดชเชอร์ และเพื่อนนังดาว์น เสมือนกับที่คนดูหลายคนอยากจะตะโกนใส่หน้า วอเตอรส์ และผองเพื่อนชาว dreamland ของเขา ซึ่งใช่หรือไม่ที่เอาเข้าจริงแกงค์ dreamland ประกอบด้วย -คนชายขอบ - ของสังคม คนอย่ากระเทยยักษ์ แต๋วคลั่ง หญิงอ้วน หญิงอัปลักษณ์ ไอ้วิปริต คนที่ในโลกจริงเป็นตัวตลก เป็น คนที่เรารังเกียจแค่เพียงเห็นหน้า โดยไม่ทันได้พูดคุยทำความรู้จักด้วยซ้ำ และคนแบบนั้น มักถูกกดไว้ในขั้นต่ำสุด โดยใช้มาตรวัดศีลธรรมสูงส่งของเราเอง โดยลืมไปว่าเลยพ้นไปจากความอัปลักษณ์ภายนอก ผู้คนเหล่านี้ก็ล้วนมีหัวจิตหัวใจเป็นของตัวเอง และแม้เขาจะเป็นคนสกปรก หยาบคาย ลามก หรือเถื่อนถ่อย แต่พวกเขาก็มีสิทธิจะมีชีวิตที่เป็นของพวกเขาเอง ดังนั้น ภายใต้ลีลาบ้าคลั่ง อุบาทว์ วิปริต หยาบโลน ใช่หรือไม่ว่านี่คือการขานเพรียกเรียกหา -ที่ทางของคนถ่อย-

.............................................................................

ในโลกภาพยนตร์ อันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ มีหนังมากมายหลายแบบให้เลือกดู หลายคนอาจขอผ่านเลยหนังเรื่องนี้ไปตั้งแต่อ่านเรื่องย่อหรือเห็นโปสเตอร์ ซึ่งนั่นก็เป็นสิทธิพึงกระทำ แต่ที่น่าละอายอาจเป็นการประณามหนังสักเรื่อง โดยดูมันแค่ภายนอก หรือการเลือกใช้ไม้บรรทัด ของตนเอง มาวัดหนังที่สร้างด้วยสเกล อื่นๆ ในโลกที่ผู้คนพร้อมจะประณามผู้คนโดยใช้ ศีลธรรม เป็นเครื่องวัด แต่ผู้ใช้ศีลธรรมนั้นสามารถผิดศีลธรรมกันอยู่หลังฉากได้เต็มที่ เอาเข้าจริงแล้วบางที ใช่หรือไม่ ที่หนังผิดศีลธรรม วิปริต ผิดมนุษย์ แบบนี้ต่างหาก ที่กระแทกสมองให้เราต้องใคร่ครวญ ถึงไม้บรรทัดศีลธรรมในใจเราอย่างจริงๆจังๆเสียที

คารวะ จอห์น วอเตอรส์ และ ชาว dreamland (ที่หลายคนก็ตายไปแล้ว) หนึ่งจอก


f o o t n o t e

ข้อมูลหนังหาได้ที่นี่เช่นเคยครับ
http://www.imdb.com/title/tt0072979/

ส่วนตัวหนังนั้นหาได้ที่ร้านพี่คนนั้นเวอร์ชั่น ออนไลน์ครับ คารวะพี่คนนั้นด้วยที่ทำหนังชุด จอห์น วอเตอรส์ออกมา ในที่สุดก็ได้ดูเสียที แล้วจะทยอยมาเล่ายาวๆกันทีละเรื่องสองเรื่องครับ





edit @ 2006/02/03 02:29:20