sickfilm

 

หมายเหตุก่อนอ่าน  : บทความชิ้นนี้เต็มไปด้วยคำหยาบคาย เพราะเราเขียนถึงหนังหยาบคายไม่ประนีประนอม การประนีประนอมทางการเขียนจึงไร้สาระ ถ้าท่านทนคำหยาบไม่ได้ ทนเรื่องอุบาทว์ไม่ได้ ก็ข้ามไปได้เลย ผู้เขียนไม่มีหน้าที่เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ใครทั้งสิ้น!

 

รู้จัก ไอ้มิคกี้ กับอีมัลลอรี่ ไหม ใช่แล้ว ไอ้คู่ผัวเมียมหาภัยใน NATURAL BORN KILLERS ของOLIVER STONE น่ะ  จะว่าไปแล้ว ขอบอกว่า ไอ้ผัวเมียคู่นั้นน่ะกระจอกสิ้นดี เมื่อเทียบกับ ไอ้ คริสโตเฟอร์ และ อีซีเลีย คู่พี่น้องผัวเมียคู่นี้!

 

ตอนแรกไอ้คู่ผัวเมียชาวอังกฤษนี่ก็ดูดีอยู่หรอก ดูรักกันดูดดื่ม  มาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่เกาะกุ๊กกิ๊กในกรีก มาถึงก็ชวนกันไปเอาในตู้โทรศัพท์ขณะโทรกลับบ้านไปหาแม่ แล้วถามแม่ว่ารู้ไหมกำลังทำอะไรอยู่อ๊าห์ อ๊าห์  แต่นั่นมันแค่จุดเริ่มต้น พอตื่นมาตอนเช้า ไอ้คริส ดันหงี่ แต่เมียไม่ให้เอา เลยเดินลงมาชมสวนสวยที่โรงแรม พ่อไปเจอลูกแพะหลงทางมา พ่อก็เลยจับลูกแพะเข้าพุ่มไม้ไปเอาแพะ! แล้วก็เชือดคอโยนลงบ่อ!

 

แต่นั่นมันแค่เบื้องต้น ไอ้ผัวเมียคู่นี้ เป็นช่างภาพ พวกมทันคิดว่า เกาะนี้ช่างงดงามและเหมาเจาะเฉพาะกับชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ผุดผาด ไอ้พวกชั่วช้าสามานย์นิสัยเสียวิปริตผิดเพศต้องตายห่าให้หมดเกาะ เพื่อให้เกาะนี้บริสุทธิ์ มันเลยดำเนินการตามแผน เริ่มจากส่งเมียไปยั่วช่างทาสี พออึ๊บกันเรียบร้อย (และมันแอบถ่ายรูปไว้ ) มันก็จัดการเอาตะปูตอกมือเป็นการลงโทษ  พอมีคู่เกย์ชวสนไปงานแต่งมันก็ไปไล่ฆ่า (และถ่ายรูปไว้) พอมีไอ้นิโกรมาตามล่ามันมันก็จับแขวนคอแล้วลากขึ้นไปบินบนฟ้า อีสาวเลสเบี้ยนโดนจับฉีดยาแล้วเผาหน้าจนเกรียมด้วยเสปรย์ ไอ้พวกกุ๊ยที่ลักลอบมาปล้ำเมียมันก็จัดการแทงด้วยฉมวก หรือหนักสุดคือสาวร่านประจำเมือง ที่โดนไอ้คริส เยี่ยวใส่ ซ้อมปางตาย แล้วลากไปตัดหัวด้วยรถแบคโฮ

 

หลังจากฆ่าจนคิดว่าพวกระยำหมดเกาะแล้วมันก็ยังอยู่ในเกาะต่อไป จนตำรวจตามเจอมันเลยหนีขึ้นเขาไปเจอ ชาวป่าชาวดอยของแท้ โอ้ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ จะคอยช่วยเหลือคนทั้งคู่ทั้งที่พูดกันไม่รุ้เรื่อง คนแบบที่จะต้องมีชีวิตอยู่ในเกาะอันบริสุทธืนี่ แต่เรื่องจริงคือ ไอ้หนุ่มเลี้ยงแกะ จัดการข่มขืนนางเมีย แต่ไม่สะใจพอ ข่มขืนไอ้คริสด้วย จากนั้นจับไอ้คริสไปโยนลงหน้าผา ส่วนนางซีเลีย ที่หนังเปิดเผยว่า เป็นพี่น้องกันตะห่าก! ตัดสินใจจะอยู่เอากับไอ้หนุ่มชาวเขา  ทั้งคู่เอากันไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยโดยปล่อยให้ผัวตัวเองร้องขอความช่วยเหลืออยู่ใต้หน้าผา!

 

สะใจไหมเล่า นี่แหละหนังระยำตัวแม่ของแท้ที่ถูกแบนจากนานาประเทศมาแล้ว ใครใจไม่แข็งดูหนังเรื่องนี้อาจคิดว่า  จะสร้างหนังเรื่องนี้มาทำเหี้ยอะไร ตอบให้ก็ว่าเพื่อเงิน ว่ากันว่า ตา NICO MASTROAKIS ผู้กำกับแกไปดูสิงหาสับ (ต้นฉบับ) แล้วรู้สึกเซ็งๆไม่สะใจ แต่เห็นว่ามันได้ตังค์ เลยทำมั่ง แล้วหนังก็ได้ตังค์จริงๆเสียด้วย  แต่เนื่องจากมันสะใจมากไปหน่อยหนังก็เลยกลายเป็นหนังต้องห้ามในหลายๆประเทศ (โดยเฉพาะอังกฤษที่ต้องแอบดูกันด้วยวีดีโอฉบับเซนเซอร์อยู่หลายปีดีดัก)

 

แต่มันก็ไม่ใช่ว่านี่เป็นแต่เพียงหนังระยำเท่านั้น ประเด็นของมันว่าด้วยการเสียสีตีตบไอ้พวกศีละรรมจัด ปากว่าตาขยิบของหนังแข็งแรง และตบกระโหลดกันเต็มๆด้วยภาพความรุนแรงแบบเต็มๆตา  หนังไม่ได้ตีสองหน้าทำท่าเป็นสั่งสอนศีลธรรม แต่แฉโพยเลยว่าไอ้ศีลธรรมของมึงนั่นแหละตัวปัญหา แถมตัวมึงนั้นเองก็คือแหล่งบ่มเพาะความรุนแรงชั้นยอด คนที่ออกมาก่นด่าหนังเรื่องนี้อาจจะไม่รู้ตัว แต่ว่าหนังด่าพวกคุรด้วยการให้พวกคุณสามารถแทนตัวลงไปเป็นไอ้คู่ผัวเมียวิกลจริต (แต่คิดว่าเก่งเก๋) คู่นี้นั่นแหละ

 

ฉะนั้น ตบตีกันไปเถอะ เรื่องประเด็นทางจริยธรรมงทางภาพยนตรืง่อยๆนั่น เพราะตัวหนังมันสร้างมาเพื่อเอาคืนโดยตัวมันเอง มนุษย์นั้นเถือ่นถ้ำระยำเลวชาติ และศีละรรมไปๆมาๆ อาจมีขึ้นเพื่อให้มนุษย์เอามาใช้ประโยชน์แอ๊บเลวให้เนียนขึ้น!

 

โอ อย่าเพิ่งปริปากด่า นี่ไม่ใช่หนังเสื่อมทำลายศีลธรรมอันดีอย่างที่เข้าใจ มันไม่ได้ทะเยอทะยานปานนั้น มันเป็นแค่หนังที่แสดงให้เห็นว่า ศีลธรรมเป็นเรื่องพึงระวัง เพราะไอ้พวกที่อ้างตัวว่าเป็นคนดีนี่แหละ ระยำนัก!  ก็ได้แต่หวังว่าถ้าไม่ตาบอดเพราะรสศีลธรรมก็คงเข้าใจ 

บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์

 

ปี 2019

 

ในที่สุดมวลมนุษย์ก็ถูกพิชิต !

 

กล่าวให้ถูกต้อง ในปี 2019  มนุษย์เกือบทั้งหมดล้วนกลายเป็นแวมไพร์ไปหมดสิ้น โลกทั้งหมดที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ที่เปลี่ยนก็เพียงเปลี่ยนจากมนุษย์ธรรมดาไปเป็นแวมไพร์ทั้งหมด  ว่ากันว่ามันเริ่มขึ้นจากค้างคาวเพียงตัวเดียว แต่จะอะไรก็แล้วแต่ มนุษย์ (แวมไพร์)ในปี 2019 มีชีวิตในยามราตรีกาล แพ้แสงแดด และใช้มนุษย์ที่ยังไม่กลายพันธุ์เป็นอาหาร

 

มนุษย์ธรรมดาเหลือน้อยลงทุกที  ที่มีอยู่ก็ถูกจับแช่แข็งไว้แบ่งสันปันส่วนอาหาร อาการขาดแคลนเลือดเข้มข้นทุกขณะ บรรดาแวมไพร์ที่ขาดเลือดจะค่อยๆกลายพันธ์เป็นค้าวคาวผีที่กินไม่เลือกหน้า  นับวันค้างคาวผียิ่งมีมากขึ้นจนรัฐต้องตั้งหน่วยปราบ  เลือดก็ขาดแคลนจนรัฐต้องออกมาตรการปันส่วนเลือด EDWARD DALTON เป็นแวมไพร์หนุ่มนักวิทยาศาสตร์หัวหน้าทีมวิจัยค้นคว้าเรื่องเลือดเทียม เขาเป็นแวมไพร์โดยไม่ได้ตั้งใจและทุกข์ทรมานกับการเป็นแวมไพร์ที่ไม่ได้อยากเป็นตั้งแต่ต้น เขาพยายามอดเลือด และกำลังค่อยๆกลายพันธุ์ ค่ำคืนหนึ่งหลังการทดลองเลือดปลอมล้มเหลวไม่เป็นท่า(ระเบิดร่างนายทหารอาสาสมัครจนเละเทะสมชื่อ ) เขาขับรถกลับบ้านแล้วชนเข้ากับรถตู้คันหนึ่ง ซึ่งข้างในมีมนุษย์อยู่  เขาช่วยเหล่ามวลมนุษย์พวกนั้นหลบตำรวจ หลังจากนั้นมนุษย์หญิงสาวคนหนึ่งมาพบ และชักชวนเขาไปพบกับชายคนหนึ่งผู้ซึ่ง -เคย-เป็นแวมไพร์มาก่อนและตอนนี้ ‘หายแล้ว'

 

EDAWRD ไปตามนัดหมายเขาได้พบกับ ELVIS หนุ่มนักสู้ที่อดีตเคยเป็นเจ้าของอู่ผู้ซึ่งคิดค้นระบบ ขับกลางวันให้กับแวมไพร์ เขากลายจากแวมไพร์มาเป็นมนุษย์ด้วยวิธีการที่เกือบจะแลกมาด้วยชีวิต และจากวิธีการนั้นEDWARDอาจคิดค้นวิธีการรักษาการเป็นแวมไพร์ได้ ถ้าไม่ติดว่าน้องชายของเขา ซึ่งเป็นทหารที่ภาคภูมิใจในความเป็นแวมไพร์จะออกตามล่าพี่ชายตัวเอง โดยมีท่านประธานคลังเลือดสนับสนุเต็มที่!

 

ผลงานชิ้นที่สามของพี่น้องSPIERIG (MICHAEL และ PETER SPIERIG -กรุณาอย่าจำสับสนกับ SPIELBERG)  เจ้าของหนังซอมบี้วายป่วงระดับน้องๆ สตูดิโอโทรม่าอย่าง UNDEAD กลับมารอบนี้พวกเขาไม่ได้พกความห่ามมาเกินเหตุเหมือนคราวที่แล้ว แต่หันมาจริงจังขึ้น  (แม้เราจะยังเห็นหัวกระจุยตัวกระจายอยู่บ้าง) เล่นประเด็นเข้มข้นที่น่าสนใจจนต้องหยิบมาพูดถึง

 

กล่าวตามสัตย์ถ้าเทียบกับหนังแวมไพร์เรื่องอื่นๆ DAYBREAKERS ไม่อาจนับได้ว่าเป็นพลอตใหม่ และในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ลุ้นระทึกสุดขีด หนังเต็มไปด้วยบทสนทนาจำนวนมาก ในบรรยากาศมืดหมองทึบทึม สลับฉากแอคชั่น เลือดกระจายพอเป็นพิธี แต่กระนั้นก็ตาม นี่กลับคือหนังแวมไพร์ที่น่าสนใจเอามากๆเรื่องหนึ่ง(โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับบรรดาหนังแวมไพร์ลูกกวาดในยุคหลังนี้) เพราะตัวหนังเองอาจจะเรียกได้ว่าเป็น โรเมโรน้อยๆได้เลยทีเดียว (หมายเหตุ: โรเมโรในที่นี้คือ GEORGE A.ROMERO เสด็จพอ่แห่งหนังซอมบี้ ผู้กำกับที่ประสานเอาประเด็นทางสังคมอันเผ็ดร้อนมาบรรจุลงในหนังสยองขวัญได้อย่างน่าทึกตลอด สี่สิบปีที่ผ่านมา)

 

โลกแวมไพร์ในหนังสามารถแทนที่ได้ด้วยโลกเสมือนจริงมากมาย โลกที่มนุษย์พัฒนาตัวเองไปสู่ขั้นกว่า โลกที่เราแข็งแรงขึ้น (จะด้วยเชื้อไวรัส แวมไพร์ หรือด้วยเทคโนโลยี หรือเงินก็ตามแต่) เป็นอมตะ(แน่นอนว่าด้วย การพัฒนาของวงการแพทย์) มนุษย์ขั้นกว่าแพร่จำนวนรวดเร็วทั้งที่โดยตั้งใจ (ลองคิดถึงเราคนสามัญซึ่งตะเกียกตะกายไปสู่ความเป็นขั้นกว่าผ่านระบบการศึกษา หรือระบบบูชาเงิน) และโดยไม่ตั้งใจ (มีใครรอดพ้นระบบที่ว่านี้บ้าง) อาจกล่าวในอีกทาง(โดยเทียบเคียงกับเหตุการในบ้านเมืองเรา) มนุษย์ขั้นกว่าคือบรรดาผู้ได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐซึ่งเอื้อประโยชน์ให้ (แวมไพร์มากกว่ามนุษย์) พวกเขาขยับขยายและเติบโตไม่ต่างจากชนชั้นกลาง เบียดบังเอาทรัพยากรจากคนชนชั้นแรงงาน(มนุษย์สามัญ)

 

แต่แน่นอนว่ามันย่อมมีค่าใช้จ่าย การกลายเป็นแวมไพร์ทำให้เรากินพวกเดียวกันเอง (ปฏิสธไม่ได้ว่าที่แท้เรายืนอยู่บนซากศพและความล่มสลายของคนชนชั้นแรงงานเป็นจำนวนมาก) เรากลายเป็นพวกกระหายเลือดที่ค่อยๆลดทอนมนุษยธรรมลง -ในหนังนำเสนอผ่านการจับมนุษย์มาทำฟาร์มมนุษย์สำหรับรีดเลือดมาใช้เป็นอาหาร และในที่สุดกลายพันธุ์ไปเป็นปีศาจน่าเกลียดน่ากลัวเมื่อเราเริ่มลงมือกินเลือดตัวเอง

 

หนังแสดงภาพโครงสร้างของแวมไพร์อย่างหลากหลายด้วยการให้เราเห็นทั้งคนที่อยากเป็นแวมไพร์เพื่อกลายเป็นมนุษย์ขั้นกว่า หรือคนที่ปฏิเสธการเป็นแวมไพร์ด้วยการหนีออกนอกระบบ(หนังมีซับพลอตว่าด้วยลูกสาวของท่านประธานที่ไม่ยอมเป็นแวมไพร์ หนีออกจากบ้าน และถูกจับกลับมาด้วยความที่พ่ออยากให้ลูกได้ดี ซึ่งสุดท้ายแลกมาด้วยโศกนาฏกรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง)  หนีทั้งจากการเป็นมนุษย์ในฟาร์ม  ไปรวมกลุ่มที่ไหนสักแห่งที่ไกลหูไกลตาผู้คน คนที่จำใจเป็นแวมไพร์และพยายามอย่างยิ่งที่จะแก้ไขระบบสังคมกินคนนี้(ซึ่งเขาต้องพบว่ามันล้มเหลว และถูกควบคุมอยู่ใต้ระบบใหญ่อีกชั้นหนึ่ง)

 

จากจุดนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์

 

อย่างไรก็ตามหนังประกาศวิธีการรักษาจากการเป็นแวมไพร์ ซึ่งถูกค้นพบโดยบังเอิญ (เช่นเดียวกับการค้นพบมากมายบนโลกนี้) นั่นคือการรักษาด้วยแสงแดด การรักษาโดยการทำลายตัวตนดั้งเดิม จะทำให้กลายเป็นมนุษย์อีกครั้ง แต่ที่หนักหนาไปว่านั้นคือ แวมไพร์ที่กินเลือดของคนที่หายแล้วจะหายจากการเป็นแวมไพร์ด้วยเช่นกัน  ซึ่งนั่นนำไปสู่ฉากไคลแมกซ์อันโหดเหี้ยมและน่าสนใจมากนั่นคือการที่แวมไพร์หิวเลือดที่กำลังกลายพันธ์รุมกินเลือดของคนที่กลายเป็นมนุษยธรรมดา แน่นอนว่ามันทำพวกเขาหายจากการเป็นแวมไพร์ แต่คนที่ถูกรุมฉีกทึ้งเนื้อหนังย่อมไม่มีชีวิตรอด ฉันใดฉันนั้นการหายจากการเป็นแวมไพร์ ก็ทำให้บรรดาคนที่หายกลายเป็นเหยื่ออันโอชะของแวมไพร์ที่เหลือ ฉากการเปลี่ยนผ่านอันนองเลือดนี้จึงเป็นทั้งฉากไคลแมกซ์ชวนสะพรึง และภาพเปรียบการต่อสู้(ไม่ว่าการต่อสู้นั้นตจะเป็นรูปแบบใดๆ เพื่อความเปลี่ยนแปลงต้านขืนค่านยมกระแสหลักใดๆ ก็ตาม ) เพื่อความเปลี่ยนแปลงที่ต้องแลกมาด้วยเลือดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง การต่อสู้ไม่เคยโรแมนติค กระทั่งการเปลี่ยนมนุษย์กลับจากแวมไพร์ ยังมีค่าใช้จ่าย มีคนที่ต้องตายลงเพราะการณ์นี้

 

 

กล่าวโดยสรุป DAYBREAKERS พาเราไปยังโลกจำลองของโลกยุคปัจจุบันที่ถูกครอบงำโดยการถวิลกาชีวิตที่ดีกว่า เป็นสุขกว่า ร่ำรวยกว่า มีชีวิตยืนยาวมากกว่า จากนั้นแสดงภาพการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายย้อนหลังที่เราไม่สามารถกหลีกเลี่ยงคนที่ไม่มีปัญญาจ่ายก็ต้องแลกด้วยชีวิต และสำหรับคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง แน่นอนว่ามันจะมาไม่ถึง

 

อย่างไรก็ตามคนที่สรุปหนังไว้อย่างแสบสันต์ คือ เอลวิส อดีตแวมไพร์ช่างเครื่อง มนุษย์(ยุคใหม่กว่า)คนแรก เขาบอกว่าอย่างไรเสียแวมไพร์ก็ต้องพ่ายแพ้ เพราะมันไม่อาจอยู่ในแสงอาทิตย์ และมันก็เหมือนกับที่เอลวิส( เพรสลีย์)บอกไว้ ความจริงก็เหมือนกับแสงอาทิตย์นั่นแหละ มนุษย์เป็นได้แค่มนุษยื สุข ทุกข์ เจ็บปวด หรือเป็นสุข ดำรงคงอยู่แล้วตายลง เราไม่สามารถหนีไปจากความจริงนี้ได้ การเป็นมนุษย์ที่อายุยืนยาวกว่า แข็งแกร่งกว่าเจ็บปวดน้อยกว่า  เป็นคนชนชั้นที่สูงกว่า มีอำนาจวาสนามากกว่า มีกำลังทรัพย์ หรือกำลังทหารอยู่ในมือ เป็นผู้ปกครองหรือไพร่ทาสชั้นสูง หรืออะไรก็ตาม ไม่ได้ช่วยให้เราหลุดพ้นจากความจริงว่าโลกนี้ยังหมุนอยู่ใต้แสงตะวันนั้นเอง และบางทีวิธีที่ดีที่สุดในการดำรงชีวิตต่อไป คือการออกมาสู้แสงตะวัน ยอมแผดเผาตัวเองเพื่อจะได้มีชีวิตเป็นมนุษย์สามัญ เป็นคนเหมือนกันกับผู้อื่น  เจ็บได้และตายเป็น

 

 

 

 


 

 

มันควรจะเป็นวันหยุดแสนสุข  หนุ่มสาวแพคของใส่ท้ายรถไปปิคนิคที่หาดซึ่งไม่มีใครรู้จัก  พวเขามีเตนท์บ้าน โต๊ะสนาม  เบ็ดตกปลา อาหารเครื่องดื่ม ตะเกียงแก๊ส สเปรย์กันแมลง  พวกเขากางเตนท์ในพุ่มไม้ใกล้ๆกับหาด ทุกอย่างดูหมดจดงดงามเว้นแต่ว่า

 

ที่จริงแล้วเธอไม่ได้อยากมากางเตนท์นอนอะไรนี่นัก  เธอไม่ใช่พวกนักกิจกรรม  ที่เธอต้องการสำหรับวันหยุดยาวคือห้องสุดหรูในรีสอร์ทริมทะเลมากกว่าจะมานอนตากยุงในเตนท์สนาม เธอหน้างอมาตลอดทางแต่จำต้องตามใจชายคนรักผู้ชอบชิวตกลางแจ้ง  พอมาถึงพวกเขาก็จัดที่พัก เธอฉีดสเปรย์ไล่มดรอบๆเตนท์ งอนงอ้กันตามประสาหนุ่มสาว แต่เธอรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งจ้องมอง มันทำให้เธอรู้สึกอึดอัดแต่เธอไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใด

 

เขาออกไปเล่นน้ำ เธอตามลงไป เห็นสัตว์ประหลาดสีดำเมื่อมไล่หลังเขา เธอกรีดร้องให้เขาขึ้นจากน้ำ เขาหาว่าเธอประสาท ระหว่างทางกลับเธอเจอไข่ใบหนึ่ง น่าจะเป็นไข่นก  เก็บกลับมาที่เตนท์  เธอเริ่มเสียจริตมากขึ้น เขาตามเธอมาที่เตนท์ถูกโจมตีจากนกเหยี่ยวบางชนิดอย่าไงม่รู้ที่มาที่ไป เขาจับไข่ใบนั้นเขวี้ยงทิ้ง

 

และทั้งหมดนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องสยองขวัญที่จะตามมาในวันและคืนอันยาวนาน  เพราะกล่าวโดยสรุป นี่คือหนังที่เล่าเรื่องของสองหนุ่มสาวที่ไปเที่ยววันหยุด แล้วโดนคุกคามไล่ล่า ไม่ใช่จากฆาตกรโรคจิต หากแต่เป็นธรรมชาติแสนสวยรอบตัวเขานั่นเอง!!!

 

นี่คือหนังสยองขวัญจากออสเตรเลียที่สร้างในปี 1978 ของCOLIN  EGGLESTON   หนังเพิ่งถูกฮอลลีวู้ดนำมาทำใหม่(ทำไม!) เมื่อปีที่แล้วโดยตัวเอกรับบทโดย JIM CLAVEZEL  ยังไม่เห็นวี่แวว ว่าฉบับรีเมคจะเข้าฉายหรือออกแผ่นในเมืองไทย แต่จะดูของใหม่ไปทำไมในเมื่อฉบับดั้งเดิมนั้น สยองขวัญสั่นประสาทแบบสุดขีดอยู่แล้ว

 

หนังทั้งเรื่องเล่นกันแค่สองคนจริงๆ หนังเปิดฉากในเมืองใหญ่ ชายหนุ่มออกไปซื้อหาของอะไรบางอย่าง ฝ่ายหญิงกำลังเก็บบ้าน จัดการกับบรรดาต้นไม้ โทรบ่นกับเพื่อน(หรือกิ๊ก?) เรื่องเที่ยว ก่อนที่ทั้งคู่จะออกจากบ้านไป  หนังเริ่มต้นด้วยความบาดหมางของคู่รัก ตามสูตรหนังสยองขวัญทั่วไป  แต่แตกต่างไปจากหนังแบบVACCANCY หรือ THE STRANGERS คู่รักในเรื่องนี้กำลังหมางใจกัน แต่พวกเขาไม่ได้พิสูจน์รักแท้ผ่านทางการฝ่าฟันกับสิ่งคุกคาม  แต่ในหนังเรื่องนี้ พวกเขาหมางใจกัน สิ่งคุกคามยิ่งทำให้แผลเน่าเฟะข้างในฟักตัวและปะทุออกมา  หญิงสาวเริ่มหมดความอดทนจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตร  ข้างฝ่ายชายก็แสดงความแมนด้วยการทำลายนั่นนี่ เขาฆ่าพยูนตัวหนึ่งตาย ศพมันลอยมาสเกยหาด  และค่อยๆเคลื่อนเข้ามาใกล้ๆเรื่อยๆ  เขาเดินสำรวจไปเจอรถตู้ที่หาดอีกฟากหนึ่ง หะแรกคิดว่ามีคนอยู่ที่นั่น ก่อนจะพบว่ามันเหนือความคาดหมายไปมาก  

 

 

หนังกดดันคนดูด้วยการคุกคามจากธรรมชาติรอบตัวอย่างทรงพลัง  หนังเริ่มด้วยฉากการคุกคามธรรมชาติจากน้มือของคนทั้งคู่ การกางเตนท์ท่องเที่ยว การฉีดสเปรย์ไล่แมลง การฆ่าสัตว์ หรือโค่นต้นไม้อย่างไร้เหตุไร้ผล ทั้งหมดนำมาซึ่งการโต้คืนอย่างสาสม  เนื่องจากหนังมาจากยุคเจ็ดสิบ เราจึงไม่ได้เห็นซีจี  หรือเทคนิคพิเศษง่อยๆ  ความสะพรึงทั้งหมด มาจากภาพ ดนตรีประกอบ บทสนทนา จังหวะการเล่า การดึงเอาพลังมืดของต้นไม้ นก ป่า ทะเล  ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย แต่หนังเรื่องนี้ทำให้การท่องเที่ยววันหยุดกลายเป็นนรกโดยไม่ต้องพึ่งการฆ่าโหดเลือดสาดเลยแม้แต่ฉากเดียว

 

หนังบีบคั้นคนดูอย่างทรงพลัง และตามสไตล์หนังยุคเจ็ดสิบ  ไม่มีที่ทางสำหรับจุดจบแสนสุข  ครึ่งชั่วโมงสุดท้ายเต็มไปด้วยช่วงเวลาชวนขนหัวลุก  รถตู้ในทะเล เครื่องปิคนิคในป่าร้าง หญิงสาวขับรถกรีดร้องไปในความมืด ชายหนุ่มก่อกองไฟเพ่งจ้องการโจมตีจากทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในความมืด ก่อนที่หนังจะจบลงอย่างหดห่สะพรึงขวัญในเช้าวันต่อมา

 

กล่าวโดยสรุป นี่คือหนังที่ทำให้ผู้เขียนทราบว่า ออสเตรเลียไม่ได้เพิ่งมีแต่ WOLF CREEK หนังสยองขวัญเลือดสาด แต่ก่อนหน้านี้ยังมีLONG WEEKEND ซึ่งทำได้ชวนขนลุกมากกว่ามาก  กล่าวโดยไม่อ้อมค้อมนี่คือหนังสยองขวัญแห่งปีเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว!