sickfilm


 

 

มันควรจะเป็นวันหยุดแสนสุข  หนุ่มสาวแพคของใส่ท้ายรถไปปิคนิคที่หาดซึ่งไม่มีใครรู้จัก  พวเขามีเตนท์บ้าน โต๊ะสนาม  เบ็ดตกปลา อาหารเครื่องดื่ม ตะเกียงแก๊ส สเปรย์กันแมลง  พวกเขากางเตนท์ในพุ่มไม้ใกล้ๆกับหาด ทุกอย่างดูหมดจดงดงามเว้นแต่ว่า

 

ที่จริงแล้วเธอไม่ได้อยากมากางเตนท์นอนอะไรนี่นัก  เธอไม่ใช่พวกนักกิจกรรม  ที่เธอต้องการสำหรับวันหยุดยาวคือห้องสุดหรูในรีสอร์ทริมทะเลมากกว่าจะมานอนตากยุงในเตนท์สนาม เธอหน้างอมาตลอดทางแต่จำต้องตามใจชายคนรักผู้ชอบชิวตกลางแจ้ง  พอมาถึงพวกเขาก็จัดที่พัก เธอฉีดสเปรย์ไล่มดรอบๆเตนท์ งอนงอ้กันตามประสาหนุ่มสาว แต่เธอรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งจ้องมอง มันทำให้เธอรู้สึกอึดอัดแต่เธอไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใด

 

เขาออกไปเล่นน้ำ เธอตามลงไป เห็นสัตว์ประหลาดสีดำเมื่อมไล่หลังเขา เธอกรีดร้องให้เขาขึ้นจากน้ำ เขาหาว่าเธอประสาท ระหว่างทางกลับเธอเจอไข่ใบหนึ่ง น่าจะเป็นไข่นก  เก็บกลับมาที่เตนท์  เธอเริ่มเสียจริตมากขึ้น เขาตามเธอมาที่เตนท์ถูกโจมตีจากนกเหยี่ยวบางชนิดอย่าไงม่รู้ที่มาที่ไป เขาจับไข่ใบนั้นเขวี้ยงทิ้ง

 

และทั้งหมดนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องสยองขวัญที่จะตามมาในวันและคืนอันยาวนาน  เพราะกล่าวโดยสรุป นี่คือหนังที่เล่าเรื่องของสองหนุ่มสาวที่ไปเที่ยววันหยุด แล้วโดนคุกคามไล่ล่า ไม่ใช่จากฆาตกรโรคจิต หากแต่เป็นธรรมชาติแสนสวยรอบตัวเขานั่นเอง!!!

 

นี่คือหนังสยองขวัญจากออสเตรเลียที่สร้างในปี 1978 ของCOLIN  EGGLESTON   หนังเพิ่งถูกฮอลลีวู้ดนำมาทำใหม่(ทำไม!) เมื่อปีที่แล้วโดยตัวเอกรับบทโดย JIM CLAVEZEL  ยังไม่เห็นวี่แวว ว่าฉบับรีเมคจะเข้าฉายหรือออกแผ่นในเมืองไทย แต่จะดูของใหม่ไปทำไมในเมื่อฉบับดั้งเดิมนั้น สยองขวัญสั่นประสาทแบบสุดขีดอยู่แล้ว

 

หนังทั้งเรื่องเล่นกันแค่สองคนจริงๆ หนังเปิดฉากในเมืองใหญ่ ชายหนุ่มออกไปซื้อหาของอะไรบางอย่าง ฝ่ายหญิงกำลังเก็บบ้าน จัดการกับบรรดาต้นไม้ โทรบ่นกับเพื่อน(หรือกิ๊ก?) เรื่องเที่ยว ก่อนที่ทั้งคู่จะออกจากบ้านไป  หนังเริ่มต้นด้วยความบาดหมางของคู่รัก ตามสูตรหนังสยองขวัญทั่วไป  แต่แตกต่างไปจากหนังแบบVACCANCY หรือ THE STRANGERS คู่รักในเรื่องนี้กำลังหมางใจกัน แต่พวกเขาไม่ได้พิสูจน์รักแท้ผ่านทางการฝ่าฟันกับสิ่งคุกคาม  แต่ในหนังเรื่องนี้ พวกเขาหมางใจกัน สิ่งคุกคามยิ่งทำให้แผลเน่าเฟะข้างในฟักตัวและปะทุออกมา  หญิงสาวเริ่มหมดความอดทนจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตร  ข้างฝ่ายชายก็แสดงความแมนด้วยการทำลายนั่นนี่ เขาฆ่าพยูนตัวหนึ่งตาย ศพมันลอยมาสเกยหาด  และค่อยๆเคลื่อนเข้ามาใกล้ๆเรื่อยๆ  เขาเดินสำรวจไปเจอรถตู้ที่หาดอีกฟากหนึ่ง หะแรกคิดว่ามีคนอยู่ที่นั่น ก่อนจะพบว่ามันเหนือความคาดหมายไปมาก  

 

 

หนังกดดันคนดูด้วยการคุกคามจากธรรมชาติรอบตัวอย่างทรงพลัง  หนังเริ่มด้วยฉากการคุกคามธรรมชาติจากน้มือของคนทั้งคู่ การกางเตนท์ท่องเที่ยว การฉีดสเปรย์ไล่แมลง การฆ่าสัตว์ หรือโค่นต้นไม้อย่างไร้เหตุไร้ผล ทั้งหมดนำมาซึ่งการโต้คืนอย่างสาสม  เนื่องจากหนังมาจากยุคเจ็ดสิบ เราจึงไม่ได้เห็นซีจี  หรือเทคนิคพิเศษง่อยๆ  ความสะพรึงทั้งหมด มาจากภาพ ดนตรีประกอบ บทสนทนา จังหวะการเล่า การดึงเอาพลังมืดของต้นไม้ นก ป่า ทะเล  ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย แต่หนังเรื่องนี้ทำให้การท่องเที่ยววันหยุดกลายเป็นนรกโดยไม่ต้องพึ่งการฆ่าโหดเลือดสาดเลยแม้แต่ฉากเดียว

 

หนังบีบคั้นคนดูอย่างทรงพลัง และตามสไตล์หนังยุคเจ็ดสิบ  ไม่มีที่ทางสำหรับจุดจบแสนสุข  ครึ่งชั่วโมงสุดท้ายเต็มไปด้วยช่วงเวลาชวนขนหัวลุก  รถตู้ในทะเล เครื่องปิคนิคในป่าร้าง หญิงสาวขับรถกรีดร้องไปในความมืด ชายหนุ่มก่อกองไฟเพ่งจ้องการโจมตีจากทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในความมืด ก่อนที่หนังจะจบลงอย่างหดห่สะพรึงขวัญในเช้าวันต่อมา

 

กล่าวโดยสรุป นี่คือหนังที่ทำให้ผู้เขียนทราบว่า ออสเตรเลียไม่ได้เพิ่งมีแต่ WOLF CREEK หนังสยองขวัญเลือดสาด แต่ก่อนหน้านี้ยังมีLONG WEEKEND ซึ่งทำได้ชวนขนลุกมากกว่ามาก  กล่าวโดยไม่อ้อมค้อมนี่คือหนังสยองขวัญแห่งปีเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว!

 

โอชาเรมีแม่ใหม่!

 

แม่เลี้ยงของเธอเป็นหญิงสาวหน้าตาดีที่พันผ้าพันคอซึ่งปลิวไสวอยู่ตลอดเวลา  พ่อบอกเธอว่า ไม่ดีหรือจ้ะที่ต่อไปจะได้มีคนติดกระดุมเสื้อแขนเสื้อให้พ่อลูกจะได้ไม่เหนื่อย  -กระดุมคอเสื้อเล่าคะ เธอถาม!

 

และด้วยนึกน้อยใจในโชคชะตาที่นางแม่เลี้ยงคนสวยจะแย่งความรักของพ่อไปจากเธอ เธอกล่าวชักชวนบรรดาเพื่อนสาวทั้งเจ็ด ไปเที่ยวบ้านคุณป้าที่เป็นคฤหาสน์อยู่บนเนินเขา เพื่อนสาวทั้งเจ็ดของเธอก็มีทั้ง สาวแว่นหนอนหนังสือ สาวน้อยนักดนตรี (ปรากฏตัวในฉากแรกพร้อมกับกีตาร์) สาวน้อยหน้าหวานช่างสังเกต สาวอ้วนนักกิน หรือ สาวจอมยุทธ์ ที่มีอิทฤทธิ์ในการเหาะเหินเดินอากาศ (เอ่อ  กล่าวตามจริงคือการกระโดดน่ะ)  และเพื่อนคนอื่นๆ มุ่งหน้าเดินทางไปยังชนบท โดยไม่ได้ดรู้เลยจะพาตัวเองไปติดกับคุณป้ามหาภัย และบ้านกินคนของเธอ ซึ่งมีนางแมวผีเป็นตัวเชื่อมโยง!

 

ฟังดูเหวอ เอ๋อ เพี้ยน แต่นี่คือหนังเปิดตัว ของNOBUHIKO OBAYASHIผู้กำกับที่ต่อมาโด่งดังกับหนังอย่างSADA   ก่อนจะมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ OBAYASHI เริ่มต้นจากการเป็นคนทำงานทีวี กำกับมิวสิควีดีโอ และโฆษณาดังๆ (ในสมัยนั้นโฆษณาตัวสำคัญของเขามีพรีเซนเตอร์ระดับALAIN DELON และ CHARLES BRONSON กันเลยทีเดียว) เขาได้ไอเดียในเรื่องบ้านกินคนมาจากลูกสาวจากนั้นก็นำมันมาขยายจนกลายเป็นHOUSE ขึ้นมา

 

ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนคือนิยามที่เราอาจจะพอบอกได้เวลาเราพูดถึงหนังเรื่องนี้ เพราะ HOUSE เป็นส่วนผสมของหนังกึ่งการ์ตูน ที่เป็นเสมือนการปะทะสังสรรค์ของการ์ตูนสยองขวัญแบบ อุเมซึ คาสึโอ กับการ์ตูนตาหวาน ( แบบเจ้าสาวซาตาน) และอิทธิพลจากหนังผีโบราณของญี่ปุ่นที่เน้นการเขียนฉาก จัดวางองค์ประกอบศิลป์อันมลังเมลือง (ลองนึกถึงหนังแบบKWAIDAN)  การประสมกลมกลืนอันอิหลักอิเหลื่อ และตามใจตนเอง อย่างยิ่งนี้ อาจไม่ได้ให้ผลที่เป็นขั้นสุดยอด แต่กลับสร้างรสชาติแปลกประหลาดแปร่งเพี้ยนชนิดที่ไม่อาจหาพบได้ง่ายนักทั้งจากหนังญี่ปุ่นร่วมยุค หรือกระทั่งในยุคปัจจุบัน ก็ตาม

 

หนังมีทั้งการถ่ายแบบ ใช้ภาพแบบสปอตไลท์ (จู่ๆหนังก็ดำมืดทั้งจอเหลือวงแคบๆสำหรับส่วนที่ต้องการเน้น ) ใช้ฉ่กหลังที่วาดเอา จัดแสงอย่างไร้ความเป้นธรรมชาติ หนังมีงานสเปเชียลเอฟเฟคต์แบบกระจอกงอกง่อย มีการตัดต่อแบบsupreme jump cut ตัดไปมาในฉากเดียวจนไม่รู้ว่าใครอยู่ตรงไหนทำอะไรอยู่  มีการจัดแสงแบบหิล์มนัวร์ และในฉากหลอนเฮี้ยน หนังมีกระทั่งการยัดลายเส้นการ์ตูนเข้ามาเฉยๆโดยไม่สนใจอะไรอีกต่อไป

 

หนังไม่รีรอที่จะบอกว่าคุณป้ามหาภัย(ที่มาในรูปของหญิงชราใจดีนั่งรถเข็นอาศัยในคฤหาสน์บนเนินเขาเพียงลำพัง แถมยังเลี้ยงน้องแมวขนฟู และแว้บไปไหนมาไหนได้อย่างรวดเร็วอีกต่างหาก!) คือผีร้ายที่คอยล่อลวงเด็กๆ หลังจากสุขสันต์กับคฤหาสน์เก๋ไก๋ (ในฉากหลังแบบภูเขาสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งวาดด้วยมือ)  พวกเธอก็ค่อยๆถูกสังหารไปทีละคนด้วยวิธีการพิสดาร เช่นการตัดหัวไปแช่ในบ่อน้ำแทนแตงโม แล้วหัวนั้นยังพูดได้มาไล่งับก้นของสาวน้อยอีกนางหนึ่ง หรือการตายจากการถูก เอ่อ ฟูกทับ  ถูกเปียโนขเมือบเป็นชิ้นส่วน หรือกระทั่งถูกโคมไฟเพดานงับจนสิ้นชีพ!!!

 

หนังมีทั้งตัวละครแบบสาวน้อยจอมยุทธ์นุ่งสั้นที่ใช้พลังคาราเต้สู้ผี สาวน้อยหน้าหวานที่เห็นผีแต่แอ๊บแบ๊วจนไม่มีใครเชื่อ หรือแมวน้อยนนุมที่กลายเป็นแมวผีในรูปการ์ตูน หรือกระทั่งน้องโอชาเรที่โดนผีคุณป้าเข้าสิง (เธอตายโดยการที่ใบหน้าแตกสลายกลายเป็นไฟ !!!

เล่าแล้วเหวอ แต่ขอบอกตัวหนังนั้นเหวอกว่านั้น !!!!!!!!!!

 

แม้ว่า HOUSE จะไม่ใช่หนังจำพวกที่จำเป็นต้องตีความกันอย่างหนักหน่วง (ที่จริงมันออกจเป็นงานโชว์พาว แบบมีเท่าหร่ใส่หมดแมกซ์ของผู้กำกับมากกว่า) แต่นี่คือหนังที่มีพลังสูงแบบไม่เกรงใจไม่ถนอมมือ ก่อบรรยากาศพิลึกพิลั่นประหลาดล้ำแบบที่หาชมไม่ได้ง่ายๆนัก

 

กราบขอบพระคุณมาดาม MdS ที่อัดหนังเรื่องนี้จากการฉายช่องเจ็ดตอนดึกๆเมื่อหลายปีที่แล้วมาเก็บไว้ทำให้ผมมีบุญตาได้ชมครับ

อ่านเพิ่มเติม(และโหลดหนังทั้งเรื่อง ถ้าเนตเร็ว )ได้ในลิงค์ด้านล่างครับ

 

 

 

http://slashandburn.typepad.com/slash_and_burn/2007/06/three-from-nobu.html

http://pauldurango.blogspot.com/2009/01/nobuhiko-obayashi-hausu-1977-movie.html

 

 

 

 

 

 

 

ปี 1989 กำแพงเบอร์ลิน ถูกรื้อทำลาย เยอรมันตะวันออกและตะวันตก ประสานเป็นหนึ่งเดียว กลับสู่ดินแดน ปิตุภูมิ เพลงชาติบรรเลง ผู้คนจุดพลุเฉลิมฉลอง เครื่องหมายแห่งการสิ้นสุดของยุคสงครามเย็น

 

ที่เยอรมันตะวันออก นางสาวCARLA จัดการเชือดสามีขี้หื่นของหล่อนอย่างเลือดเย็น หลังจากเขา (เดาว่าน่าจะเล่นโดยผู้หญิง) กลับเข้าบ้านพร้อมกับบอกเธอว่าเขา ‘หงี่'จะตายชัก มา ‘ทำ'กันเถอะ  หลังจากเชือดเสียเลือดสาด เธอก็บึ่งรถไปยังชายแดนเยอรมันตะวันออก พบกับกลุ่มทหารหญิงหลุดยุค(นำโดย IRM HERMANN!!!)  ที่จะขอตรวจหนังสือผ่านแดน เธอตะโกนก่นด่า ‘โลกมันเปลี่ยนแล้วเว้ย อีบ้า!' แล้วก็ขับรถหนีมาหาชู้รัก ที่อีกฟากหนึ่ง ซึ่งตอนนี้กลายเป็นแดนเดียวกัน   ทันทีที่เจอเขาก็ขออึ๊บเธอ ร่ำๆจะข่มขืนเธอกลางแจ้ง  ฉับพลันทันใด ชายอ้วนในเสื้อกันฝนสีเหลืองและหมวกมีปีกเปรอะเปื้อน โผล่มาจากอีกทางหนึ่งแล้วจัดการเอาหินทุบหัวไอ้หน้าหื่น CARLA กรีดร้อง วิ่งเตลิดไปพบคนกลุ่มหนึ่งที่ประกอบไปด้วย ยายป้าผมทอง ที่ท่าทางหลุดโลก กับนางผมดำที่แต่งหน้าทาปากหนาเตอะและอาจจะเกป็นเลสเบี้ยน  หล่อนลากCARLA ไปขังไว้ในรถบ้านของหล่อน  ก่อนจะลงมือร่วมรักกันอย่างถึงพริกถึงขิง

ไอ้อ้วนเสื้อเหลือง ยายป้าผมทอง และนางชุดดำ ที่แท้เป็นสมาชิกของครอบครัวมหาประลัย ซึ่งมีหัวหน้าครอบครัวเป็นลุงอ้วนในชุดคนขายเนื้อ ไอ้โล้นสวมแจคเกตนักกีฬา ชายเจ้าของบาร์เปอร์เช่สุดเพี้ยน กับตำรวจจากนรกซึ่งเป็นผู้เป็นคน งานของพวกเขานั้นหรือ คือการไล่ฆ่าชาวเยอรมันตะวันออกที่ขับข้ามมาฝั่งตะวันตก เชือดด้วยเลื่อยไฟฟ้า (ที่มีกันคนละอัน) แล้วเอาเนื้อไปทำไส้กรอก   โดยทั้งหมด ถูกสั่งการผ่าน ‘พ่อ'ผู้ซึ่งที่จริงนอนเป็นศพที่เหลือแต่กระดูกในห้องปิดตายมาหลายสิบปี !!!!

 

กล่าวโดยไม่ต้องคิด แค่เพียงดูชื่ออ่านพลอตเราก็เดาได้ไม่ยาก นี่คือการีเมค TEXAS CHAINSAW MASSACRE หนังเชือด ‘เลือดสาดคลาสสิค'ของTOBE HOOPER เพียงแต่เปลี่ยนครอบครัวนักเชือด จากบ้านนรกริมทางหลวงในต้นฉบับ มาเป็น ซากตึกเก่าและโรงงานร้าง แล้วเปลี่ยนบรรดาวัยรุ่นนักเที่ยวมาเป็นชาวเยอรมันตะวันออก!!!!

 

แต่มันไม่แค่นั้นน่ะสิเพราะนี่คือหนังของ CHRSTOPH SCHLINGENSIEF ผู้กำกับ ผู้กำกับละครเวที นักแสดง และนักเขียน ตัวป่วนของวงการหนังเยอรมันร่วมสมัย งานของSCHLINGENSIEF ไม่เคยธรรมดา บ่อยครั้งมันเป็นหนัง(หรือละครเวที) การเมืองที่ด่าตรง ด่าแรง และฉาวโฉ่ หนังของเขาอาจมีโปรดักชั่นไม่งามตาแต่มาแบบ ‘คนเล็กไม่กรงใจนรก'  ชาวเยอรมันเรียกเขาว่า ‘ตัวอื้อฉาว' (SCANDAL MAKER)และเขาไม่เคยแคร์!

 

THE GERMAN CHAINSAW MASSACREนี้ที่จริงแล้วถูกนับเป็นตอนสองของ ‘ไตรภาคเยอรมัน'   ซึ่งมุ่งดเล่าเรื่องความเปลี่ยนแปลงสามครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์เยอรมันตลอดศตวรรษที่ 20  ซึ่งประกอบด้วยภาคแรกคือ ADOLF HITLER - A HUNDRED YEARS) เล่าถึงชั่วโมงสุดท้ายก่อนตายของฮิตเลอร์  ส่วนตอนสที่สามคือ TERROR 2000 ซึ่งหยิบเอาเหตุการณ์ช่วงการก่อการร้ายของRAF ในยุค 70's มาใช้ และแน่นอนว่า เหตุการณ์ใน GCM ย่อมเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก การพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน การกลับสู่การเป็นหนึ่งเดียวกันของเยอรมัน

 

การรวมชาติในความหมายของSCLINGENSIEF อาจไม่ได้หอมหวานแบบสารคดีที่เขานำมาเปิดเรื่อง ขณะเดียวกันมันไม่ได้เต็มไปด้วยอารมณ์ถวิลหาร่าเริงใจแบบในหนัง GOODBYE , LENIN ไม่ หากมันสยองขวัญสั่นประสาทแบบสุดขีดอย่างในหนังเรื่องนี้ต่างหาก ฉากหนึ่งที่ประกาศความคิดอย่างรุนแรง คือฉากที่คู่สามีภรรยาคูหนึ่ง ที่ขับรถเข้ามายังฝั่งตะวันตก  ข้างภรรยานั้นถือกระป๋องโค้ก  ชูสองนิ้ววิคตอรี่ ก่อนจะโดนรถของครอบครัวมหาภัยไล่ล่า และสังหารโหดด้วยเลื่อยไฟฟ้า ฮ่าฮ่า!

หนังเสียดสีภาวะอิหลักอิเหลื่อของผู้คนสองฝั่งฟากเยอรมันท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างแสบสันต์ถึงทรวง CARLA เป็นทั้งฆาตกรตัวร้าย จาฝั่งตะวันออกและตกเป็นเหยื่ออันเหี้ยมโหดให้กับพวกฝั่งตะวันตก   ในขณะที่ ARTUR ชู้รักของหล่อนที่หนีจากฝั่งตะวันออกมาหางานทำกลายเป็นไอ้บ้าที่ฆ่าไม่ตาย แม้จะถูกเลื่อย สับย หั่น เฉาะ ทุบสักเพียงใด ก็ไม่ประหวั่น ในขณะที่บรรดานักฆ่าฝั่งตะวันตกก็ล้วนแล้วแต่เป็นพวกเฮี้ยน เพี้ยนบ้า  นักแสดงในหนังก็เล่นกันอย่างสุดตัว ทุกคนแหกปาก กู่ตะโฏน ตะคอกใส่กันกรีดร้อง ร่ายรำ  อย่างบ้าคลั่งถึงขีดสุด ฉากหนึ่งของหนังUDO KIER (รับบทตำรวตสติเสื่อม) ถึงกับจุดไฟเผาหัวตัวเอง เลยทีเดียว!

 

วาทกรรมความเสื่อมสะท้อนภาพการเสียดสีชนชาติเยอรมันตะวันตก ยิ่งเมื่อเราคิดว่าเหล่าตัวละครนักเชือดพวกนีเอาเหยื่อไปทำไส้กรอก ซ้ำ พ่อ ซึ่งเป็ฯคนควบคุมเหตุทั้งหมดที่จริงเหลือเพียงโครงกระดูกในห้องมืด ที่ลูกชายคนโตมารับบทแทน (โดยแอบพากย์เสียงแต่ไม่ให้ใครเข้าไป ) พ่อในหนังนั้นคล้ายจะเน้นย้ำถึงคำว่า แผ่นดินปิตุภูมิ (FATHERLAND) ซึ่งถูกพูดถึงซ้ำๆในฉากสารคดีต้นเรื่อง(เข้าใจว่าเป็นเพลงชาติเยอรมัน) เหล่าครอบครัวมหาภัยจึงแทนค่าได้เท่ากับชาวเยอรมันตะวันตกใจทมิฬ ที่ต้อนรับเพื่อนร่วมชาติด้วยการลากมาสับ!

หนังของSCHLINGESEIF ไม่มีความประนีประนอม หนังไปสุดทางในทุกกรณี และแม้จะมีดาราระดับตัวแม่ของเยอรมันมาร่วมงานทั้ง ขาประจำของFASSBINDER อย่างVOLKER SPRENGLER (รับบทที่คล้ายคลึงกับLEATHERFACE) และ IRM HERMANN ไปจนถึงUDO KIER ทุกคนเล่นสุดตัวแบบไม่มีกั๊กอีกต่อไป แม้จะมีเลือดมากมาย มีฉากอุบาทว์หวาดเสียวมากมาย (ฉากหนึ่งมีจู๋ขนาดยักษ์ของสัตว์บางชนิดแขวนอยู่ในตู้ลอคเกอร์เฉยๆเสียอย่างนั้น) แต่มันไม่อาจเรียกเป็นหนังสยองขวัญได้อย่างเต็มภาคภูมิ เราควรเรียกมันว่าหนังการเมืองแรงๆที่เอาขนบหนังสยองขวัญมารับใช้ได้อย่างถึงพริกถึงขิงเสียละมากกว่า  กล่าวโดยไม่อ้อมค้อม ความวิปริตของหนังไต่ระดับขึ้นไปอยู่ในระดับที่ว่าเป็นการปะทะสังสรรค์ระหว่าง FASSBINDER กับJOHM WATERS เลยทีเดียว

 

หนังเลือกถ่ายทำกันอย่าง่ายๆในโรงงานร้างบ้าบอกที่ไหนสักแห่ง ละทิ้งทุกตรรกะ ตัวละครที่ตายแล้วอาจร้องแรกแหกกระเชอได้ หญิงอาจร่วมรักกับหญิงด้วยลีลาพิสดารถึงใจได้ และ อาจมีตัวละครแบบฆ่าไม่ตายเกิดขึ้นได้ ภาวะทั้งหมดสะท้อนโมงยาม แห่งความไร้ระเบียบ ซึ่งซ่อนลึกใต้ฉากหน้าหวานฉ่ำของการรวมประเทศ

 

เวบไซต์ของSCHLINGESIEF http://www.schlingensief.com

ตัวอย่างหนัง http://www.filmgalerie451.de/film/das-deutsche-kettensaegen-massaker/media/trailer/

 

หมายเหตุ : ควรดูเรื่องนี้ควบกับ GOODBYE,LENIN จะได้อารมณ์ยิ่ง!