see-it-and-die


หากเอาหนังเรื่อง code unknown มานับฉากเล็กๆที่ซอยแยกออกจากกัน จะนับได้ทั้งสิ้น 45 ฉาก * เป็นฉากสั้นๆ ที่บ้างไม่มีตอนจบ บ้างไม่มีตอนต้น บ้างเป็นเรื่อง บ้างไม่เป็นเรื่อง บ้างน่ากลัว บ้างน่าเศร้า บางตอนไม่รู้จะใส่เข้ามาทำไม ร้อยเรียงกันราวรหัสลับที่ถอดไม่ออก.....

มิคาเอล ฮาเนเก้ ผู้กำกับชาวออสเตรีย จัดเป็น จอมเลือดเย็น และเป็น -นักทำหนังตบกระโหลก-คนดู หนังของฮาเนเก้ ไม่ใช่หนังที่พูดถึงด้านงามของชีวิต หรือเชิดชูความยิ่งใหญ่ของมวลมนุษย์ หากกลับเป็นด้านตรงข้ามของหนังเหล่านั้น เพราะเขาเลือกเล่าเรื่อง อย่างเช่น สองหนุ่มโรคจิต อาละวาดฆ่าล้างบางครอบครัวหวานแหวว หรือ ครูเปียโนกับเซกส์ซาดิสต์ของเธอ หรือโลกที่ไม่มี น้ำ และ อาหาร มีแต่ผู้คนที่ไว้ใจไม่ได้ !


หญิงสาวออกไปทำงานในตอนเช้า พบกับน้องเขยที่จับรถไฟเข้าปารีสเที่ยวแรกมาแต่เช้าตรู่ หนีพ่อมาหาที่พักในเมือง เธอซื้อขนมปังให้เขา ให้เขาไปพักที่บ้าน ระหว่างเดินกลับบ้าน เขาเขวี้ยงเศษกระดาษห่อขนมปังใส่หญิงขอทาน พลันชายหนุ่มผิวสีคนหนึ่งคว้าคอเขาไว้และบอกให้เขาขอโทษเธอแต่เขาปฏิเสธ ลุกลามจนกลายเป็นเรื่องชกต่อยกัน เจ้าของร้านแถวนั้นเข้ามาห้าม แต่ไม่อาจสงบศึกได้ จนตำรวจมา จับชายผิวสี และหญิงขอทานไปโรงพัก

ฉากนี้กินเวลาสิบนาทีเศษ เป็นฉากสำคัญที่ร้อยรัดเรื่องราวทั้งหมดเอาไว้เป็นเหมือนกุญแจให้สำหรับถอดรหัสเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในหนัง ครอบคลุมแก่กนแกลางของเรื่อง และยังสอดแทรกอารมณ์เสียดเย้ยความแตกต่างระหว่างชนชั้น(อันเป็นเสมือน หัวใจหลักในหนังของฮาเนเก้ทุกเรื่อง ) ไว้ได้อย่างแนบเนียน สมบูรณ์ ที่สำคัญฉากนี้ถ่ายทำแบบ long take ไม่มีการตัดต่อเลย ตลอดเหตุการณ์!


เพเตอร์ บิคเซล เป็นนักเขียนชาวสวิตเซอร์แลนด์ เขาเขียนหนังสือเล่มเล็กๆบางๆ ที่แสนโด่งดังทั้งในเมืองนอกและบ้านเรา หนังสือเล่มนั้นฉบับแปลไทย มีชื่อไทยว่า -โต๊ะก็คือโต๊ะ- เล่าเรื่องเหมือนเป็นนิทานเศร้าของคนชราที่พยายามจะทำอะไรสักอย่างเช่น เดินทางรอบโลกโดยไม่อ้อมสิ่งใดเลย หรือเปลี่ยนชื่อเรียกสิ่งของ จากตู้เป็นโต๊ะ โต๊ะเป็นเก้าอี้ หนังสือเล่มแรกของเพเตอร์ บิคเซล มีชื่อไทยว่า -มิสซิสบลูมอยากรู้จักคนส่งนม - หนาราวๆ 75 หน้า เล่าเหตุการณ์สั้นๆ 21 เรื่อง ไม่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง ไร้ที่มาที่ไป และแทบจะไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้น แต่เมื่อเราอ่านไปจนจบ หนังสือกับประมวลภาพรวมของ การสื่อสารที่ไปไม่ถึงของมนุษย์ ความเงียบเหงาภายในจิตใจที่ไม่อาจบอกเล่าได้เป็นเรื่อง เรื่องไม่เป็นเรื่องที่ซ่อนเรื่องราวเอาไว้มหาศาล เพเตอร์ บิคเซลไม่ได้เกี่ยวข้องกับ มิคาเอล ฮาเนเก้ หรือหนังเรื่องนี้ หากแต่วิธีการเล่า และแก่นแกนของเรื่อง กลับคล้ายกันอย่างน่าประหลาด จนผมแอบอุทานหลังหนังจบว่า นี่มัน เพตอร์ บิคเซล ภาคใจหินนี่นา!

แอนน์เป็นนักแสดง เธอกำลังถ่ายทำหนังเรื่องใหม่ที่เกี่ยวกับ ฆาตกรโรคจิต เธอแต่งงานกับ จอร์จ สามีที่เป็นช่างภาพข่าวสงคราม จอร์จไปโคโซโวตอนที่ ฌอน มาหาเธอที่บ้าน

อามาดูเป็นครูสอนนักเรียนหูหนวก เขามีชีวิตในครอบครัวผิวสีที่นับถือศาสนาอิสลาม มีน้องสาวหูหนวกเป็นใบ้ และ อามาดูทนไม่ได้กับเรื่องต่างๆ ที่ไม่ยุติธรรม

มาเรียอพยพมาจากที่ไหนสักแห่งในยุโรปตะวันออก บ้านเมืองยากจนข้นแค้น จนเธอหนีเข้าเมืองมายังปารีสอย่างผิดกฏหมาย เธอมีหลานสองคน มีลูกสาว ที่กำลังจะแต่งงงาน แต่ในปารีสเธอเป็นแค่ขอทาน

ฌอน เป็นน้องชายของ จอร์จ เขาเกลียดพ่อที่เริ่มกลับมาทำฟาร์มอีกครั้งและ ไม่อยากทนอยู่ในฟาร์มไปจนตาย เขาจึงหนีเข้าเมืองมาหาจอร์จแต่พบแอนน์ พี่สะใภ้ เธอเลี้ยงขนมปังเขา

ผู้คนทั้งหมดล้วนมีเรื่องส่วนตัวที่ต้องตัดสินใจ แต่ก็มาพบกันในสายวันนั้นบนบาทวิถี ด้วยเหตุการณ์เล็กๆที่ชวนขนลุกเหตุการณ์เล็กๆที่อธิบายได้ถึงความบกพร่องทางการสื่อสารของ มนุษย์ ทั้งในระดับของครอบครัว ไปจนถึงระดับนานาชาติ กระทั่ง ศาสนา และ สงคราม ยังเต็มไปด้วยการสื่อสารที่บกพร่อง และมันถูกบอกเล่าในหนังเรื่องนี้



ฮาเนเก้ให้สัมภาษณ์ถึงไอเดียในการทำหนังเรื่องนี้ว่า เขาได้ไอเดียมาจากครั้งหนึ่งที่เขาเดินทางไปยังเมืองใหญ่ที่ใช้ คีย์การ์ดแบบต้องใส่รหัส เมื่อเราใส่ รหัสพลาด เราก็ไม่มีทางกระทั่งเข้าบ้านตัวเอง

รหัส แปลว่า เหตุลับ, ความลับ, ความลึกลับ. ข้อความลับที่เข้ารหัส, ระบบสัญลักษณ์ที่ใช้ในเครื่องมือเครื่องใช้ เช่นกุญแจหรือตู้นิรภัย.*2


ภาษา แปลว่า เสียงหรือกิริยาอาการที่ทำความเข้าใจกันได้, คำพูด, ถ้อยคำที่ใช้พูดกัน.*3


มีความแตกต่างอยู่ระหว่าง ภาษา กับ รหัส เรามักเข้าใจรหัสในฐานะของตัวเลข รูปภาพ หรือข้อความไม่มีคำแปล ขณะที่กับ ภาษา คล้ายเป็นสิ่งที่เราใช้สื่อสารโดยทั่วไป แต่ใช่หรือไม่ที่ทั้ง รหัสและภาษา ล้วนใช้เพื่อสื่อสาร อาจจะต่างกันที่ว่าภาษาเป็นสากล และรหัสถูกคิดค้นสำหรับ -เรื่องลับ!-
และในหนังเรื่องนี้ใช่หรือไม่ที่ในภาษามีเรื่องลับ และหนำซ้ำยังเป็น รหัสที่แกะไม่ออกอีกต่างหาก!
แต่หนังขึ้นต้นประโยคแรกว่า - นี่คือเรื่องเล่าของการเดินทางที่ไม่สมบูรณ์ -

ถ้าเช่นนั้น แล้วสิ่งใดคือการเดินทาง และสิ่งใดที่ไม่สมบูรณ์


และในเมื่อสิ่งที่หนังพูดถึงไม่ใช้ตู้นิรภัยธนาคาร หรือหนังผจญภัยของอินเดียน่า โจนส์ หากแต่เป็นเรื่องของ มนุษย์กับมนุษย์ สิ่งซึ่งเดินทางระหว่างมนุษย์ และไม่สมบูรณ์ ใช่หรือไม่ ที่สิ่งนั้นอาจคือ การสื่อสาร

ถ้อยคำ เดินทางเข้าสู่หู การกระทำเดินทางเข้าสู่ดวงตา ทว่า รหัสลับในสิ่งเหล่านั้นมิอาจถูส่งต่อได้



พิจารณากันตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง เด็กหูหนวกคนหนึ่งกำลังเล่นเกมกับเพื่อน เธอยืนอยู่หน้าห้อง ค่อยๆถอยตัวเองเข้าชิดผนัง ย่อร่างลงเรื่อยๆ เพื่อนๆนั่งทายว่าเธอจะแสดงถึงอะไร ความเศร้า การถูกกักขัง ความโกรธ แกงค์สเตอร์ แต่ไม่มีใครทายถูก

หลังจากนั้น เราได้เห็นอีกหลายเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็น ภาพของพ่อยกจานข้าวให้ลูกชาย แต่สะท้อนถึงความเหินห่างแบบสุดขั้ว

ฉากการการพูดคุยเรื่องศาสนา การกลับคืนสู่มาตุภูมิ ที่ซ่อนประเด็นความขัดแย้งทางความเชื่อของศาสนา

ฉากหนึ่ง (ซึ่งในดีวีดี ให้ชื่อว่า 3ภาษา) เป็นฉากบทสนทนา ระหว่างพี่ชายกับนร้องสาวด้วยภาษาใบ้ พี่สาวกล่าวประชดพ่อที่หนีไปแต่งงานใหม่ในแอฟริกา และแม่ดุลูกสาว ซ้อนความขัดแย้งในครอบครัว
ฉากหนึ่งแอนน์รีดผ้าแล้วได้ยินเสียงกรีดร้อง เธอก้มหน้ารีดผ้าต่อไป ซ่อนรหัสแห่งการเพิกเฉย (ในฉากต่อมาเธอไปซูปเปอร์มาร์เกตกกับสามีหลังได้รับโน้ตประหลาด และความเพิกเฉยของเพื่อนบ้าน สามีเธอก็เพิกเฉย ลงเอยด้วยการทุ่มเถียงรื่องภายในระหว่างเขากับเธอ ซึ่งเป็นเรื่องจริงๆที่แอนน์จะพูดแต่ยกเรื่องเด็กมาอ้าง)


ฉากการล้มวัวของพ่อ ซ่อนภาพหดหู่สิ้นหวัง ยิ่งในฉากต่อมาแอนน์พยายามจะสื่อสารกับพ่อด้วยการจับมือเขากลับปฏิเสธ เป็นการสื่อสารสองฝ่ายที่ซ่อนนัยยะไปอย่างล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ฉากการพูดคุยถึงโทรศัพท์มือถือ ของมาเรีย กับหลานชาย ฉากบ้าน กระทั่งฉากมาเรียนั่งรถแล้วเล่าเรื่องโกหก สารที่ซ่อนอยู่ในฉากนั้นกลับต้องการให้เห็นเพียงสภาพบ้านเมืองที่เหมือนเพิ่งฟื้นจากสงครามซ่อนรหัส ความยากจนข้นแค้น


ฉากภาพถ่ายสงครามในโคโซโว (ในดีวีดีใช้ชื่อว่าจดหมาย) ซ่อนรหัส ความขัดแย้งของสงคราม และต่อมาฉากจดหมายครั้งที่อสง แทนที่หนังจะถ่ายภาพสงครามอีกครั้งหนังกลับเลือกถ่ายภาพผู้คนบนรถไฟ (ที่จอร์จไปแอบถ่ายมา) ใบหน้าชืดชาเพิกเฉยซ้อนทับกับเรื่องเล่า การสังหารโหดในกรุงคาบูล ซ่อนรหัส ต่อต้านสงครามและเสียดสีชนชั้นกลางอย่างแสบสันต์ ไล่ไปจนถึงฉากง่ายๆอย่างการตรวจบัตรประชาชน(ในฉากแรก ) แทบจะเป็นการเสียดสี ถึงรหัสซ่อนนัยของบัตรประชาชนซึ่งนำมาสู่การแบ่งแยกระหว่างชนชาติ


หนังมีฉากการถ่ายหนังอยู่ด้วย (ซึ่งถ้าหนังในหนังเรื่องนี้ถูกสร้างออกมาจริงๆมันคงน่าดูมาก ) ในฉากหนึ่งแอนน์ซึ่งเป็นนางเอกจะต้องถูกขังในห้องรมแก๊ส ที่ปิดตาย (จูเลียต บินอชให้การแสดง แบบสุดยอดในฉากนี้) กล้องโคลสอัพที่ใบหน้า และตัวละครที่ซ้อมบทกับแอนน์ (ซึ่งเราไม่เห็นหน้า)บอกว่า เปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมาสิ ใบหน้าที่แท้ การตอบสนองทันทีที่ไม่ผ่านการกลั่นกรองทางความคิด ยิ่งคนพูดยืนอยู่หลังกล้อง เขาก็ทำหน้าที่แทนฮาเนเก้ ที่จับคนดูเข้าห้องรมแก๊ส แล้วบอกว่า แกพูดสิ่งที่อยากพูดมาสิ! การสื่อสารของแกมันง่อยเปลี้ยเสียขาสิ้นดีและแกจะต้องตายในห้องรมแก๊สนี้(ซึ่งอาจหมายถึงโลก!)


และในฉากการถ่ายหนังนี้เอง (มีสามฉาก ฉากห้องรมแก๊ส ห้องดนตรี และฉากสระว่ายน้ำ) ฮาเนเก้ ประกาศตัว ชัดแจ้งถึง อำนาจแห่งภาพยนตร์ เมื่อในฉากดังกล่าว เขาเล่าเรื่องย้อนหลังบ้าง แสดงตัวถึงการมีอยู่ของคนทำหนังบ้าง เลยเถิดไปถึงขั้น ในฉากสระว่ายน้ำ แสดงการทำหนังออกมา ด้วยการให้ตัวแสดงยืนหัวเราะในฉากอัดเสียง(แต่ฉากที่ปรากฏบนจอเป็นฉากที่ชวนให้หัวใจตกไปอยู่ตาตุ่ม)


เขาให้สัมภาษณ์ ว่า ภาพยนตร์ไม่ได้มีหน้าที่บันทึกความจริง มันเพียงมีหน้าที่บันทึก ตัวอย่างของความจริง(model of reality ) ซึ่งเป็น สิ่งไม่จริง เพราะมันไม่มีทางครอบคลุมความจริงได้รอบด้าน สิ่งนี้ยิ่งน่าประหวั่นพรั่นพรึงเมื่อมันอยู่ในสารคดี เพราะสารคดีประกาศตัวถึงการบันทึกความจริง แต่มันเป็นเพียงจุดแคบๆของความจริงเท่านั้นไม่ใช่ความจริงทั้งหมด หากแต่มันกลับถูกนำมาแทนค่าเป็นความจริงเมื่อมันออกฉาย ดังนั้น ในหนัง เขาจึงแสดง แบบอย่างของความจริง แล้วตบกระโหลก เตือนเราว่า นี่เป็นเพียง ตัวอย่างของความจริงเท่านั้น ตัวหนังเองก็ทำหน้าที่เช่นเดียวกัน ภาพที่ปรากฏในหนัง และเรื่องที่หนังเล่าไม่ได้มีความสำคัญเท่ากับ รหัสที่หนังซ่อนมา การพูดถึงความอ่อนเปลี้ย ระหว่างการสื่อสารกันระหว่างมนุษย์ เวลาเราจะพูดอะไร เราพูดเรื่องหนึ่ง เพื่อโยงมายังอีกเรื่องที่เราไม่ได้พูด รหัสซ่อนนัย ทำให้ผู้คนตีความ ผิดพลาด

หนังสือเล่มล่าของเพเตอร์ บิคเซล มีชื่อว่า -เรื่องเล่าผิดเวลา - เป็นบทความสั้นๆที่เล่าเรื่องว่าด้วยการเล่าเรื่อง และหนังสือเล่มนั้น เหมือนบทขยายของหนังเรื่องนี้ เพราะในนั้น หนังสือเล่มนั้นมีตอนหนึ่งเล่าเรื่องของชายคนหนึ่งซึ่งเข้ามาในบาร์แล้วโหวกเหวกเรื่องความห่วยของทีมเบสบอลประจำเมือง หากแต่สิ่งที่เขาต้องการจะพูดคือชีวิตเฮงซวยของเขาเอง ไล่ไปจนถึงบทหนึ่งนี่พูดว่าในที่สุด เราถึงกลับ กลัวเรื่องเล่าของตัวเอง จนในที่สุดเราก็ไม่เล่า หรือเล่าเรื่องอื่น แล้วซ่อนรหัสเอาไว้ในเรื่องเล่านั้น

ฉากสุดท้ายของหนัง
มาเรียเคว้งคว้างอยู่กลางถนน ไม่สามารถสื่อสารความทุกข์ยากของเธอให้ไปถึงชนชั้นกลางใจจืดได้
ในขณะเดียวกันหนังจบด้วยภาพง่ายๆ ของสิ่งที่ฮาเนเก้พบเจอก่อนทำหนัง
แค่การเปลี่ยนรหัส เราก็ไม่สามารถเปิดประตูเข้าบ้านของเราได้
หารสื่อสารถูกตัดขาดสิ้นเชิง ท่ามกลางเสียงกลองระทึกของเด็กหูหนวก!


ในฉากแรกไม่มีใครทายท่าทางนั้นถูก ฉากสุดท้าย เกมเดิมกลับมาอีกครั้ง เด็กคนหนึ่งแสดงท่าทางประหลาด ที่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่มีวันเข้าใจให้เราคนดูนั่งดู ย้อนไปที่ฉากแรก คนดู เป็นเด็กๆซึ่งหูหนวกและเป็นใบ้! ใช่แล้ว ฮาเนเก้ซ่อนรหัสมาตบกระโหลก เราว่า ที่แท้ที่เรานี่เอง เราคนดู ที่หนังดูอยู่ และทุกคนบนโลกนี้ ที่แท้แล้วล้วน หูหนวกและเป็นใบ้ !

และหากคุณอ่านบทความนี้ไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย มันก็หาใชอื่นใดนอกจาความพยายามสื่อสาร รหัสซ่อนนัย ที่ไปไม่ถึงจากผู้ส่งสารซึ่งทั้งหูหนวกและเป็นใบ้!

footnote
* 45 ฉากดังกล่าวถูกแบ่งมาใน chapter selection ของ DVD ซึ่งเชคดูแล้วตรงตามการเปลี่ยนฉากทุกครั้งไป
*2 , *3 จากเวบพจนานุกรม ราชบัณฑิตฯ ดูลิงค์ที่นี่ครับ


บทสัมภาษณ์ มิกาเอล ฮาเนเก้ มาจาก special feauture ใน DVD ฉบับ artificial eyeครับ

หนังสือของเพเตอร์ บิคเซล หาซื้อได้ทั่วไปโดยสำนักพิพม์ อมรินทร์ แปลโดยคุณ ชลิต ดุรงคพันธุ์ ซึ่งแปลได้เจ๋งมากครับ

เคยเขียนถึงลุงฮาเนเก้ไปสองครั้ง ดูได้ที่นี่ครับ
funny games
http://www.bioscopemagazine.com/review/index-in.php?id=9600


the piano teacher


http://www.bioscopemagazine.com/review/index-in.php?id=13103

http://rirs3.royin.go.th/riThdict/lookup.html

ดูข้อมูลหนังได้ที่นี่ครับ

http://www.imdb.com/title/tt0216625/



edit @ 2005/10/05 21:08:05

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 1947 หลังการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง พร้อมกับความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น ประเทศไต้หัวนกลับคืนสู่อ้อมอกของจีน ภายใต้การนำ ของ เจียง ไคเช็ก และพรรคก๊กมินตั๋ง ชาวไทเปล้วนรื่นเริงยินดี ก่อนจะพบความจริงเจ็บช้ำ เช้าวันนั้น หญิงสาวผู้หนึ่ง ถูกจับกุมและทุบตีอย่างทารุณ ด้วยข้อหาขายบุหรี่ โดยไม่มีใบอนุญาต นำมาซึ่งจุดแตกหัก ของประชาชนชาวไต้หวัน ซึ่งหลังจากถูกปกครองโดยญี่ปุ่นร่วม 50 ปี ก็กลับถูกประเทศจีนที่เป็นแผ่นดินแม่ เอารัดเอาเปรียบซ้ำซาก รัฐบาลไต้หวันภายใต้การนำของเฉิน อี้ กดขี่ข่มเหง รีดนาทาเร้นสารพัด จนกระทั่ง วันนั้น จากเรื่องเล็กน้อย ลุกลามไปใหญ่โต ผู้คน เริ่มลุกขึ้นต่อต้านการปกครองแบบกดขี่ของพรรคก๊กมินตั๋ง นำมาซึ่งเหตุการณ์2/28 ที่มีบรรดา นักศึกษา ทนายความ แพทย์ ผู้นำชุมชน ถูกสังหารหมู่ไปร่วม 18000 28000 คน ส่วนที่เหลือหนีกระเซอะกระเซิงเข้าป่า บ้างถูกจับและจับกุมคุมขังอยู่จนกระทั่งกลางยุค 80 และรัฐบาลเรียก การกระทำครั้งนั้นว่า white terror


โหวเสี่ยวเชี่ยน เลือกหยิบเอาเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ที่ยากจะลืมเลือนนั้นขึ้นมาเป็นฉากหลัง สำหรับ หนัง a city of sadness
หากแต่ตลอดเวลา 157 นาทีของหนัง เราแทบจะไม่ได้เห็นส่วนเสี้ยวใดๆ ในเหตุการณ์นั้นเลยเพราะหนังจับภาพที่ครอบครัวตระกูลหลิน ขณะที่ นั่งกินข้าว ล้างจาน เล่นไพ่ กินเลี้ยง

ตระกูลหลินมีพ่อผู้เป็นเจ้าของธุรกิจเดินเรือ ขนส่งข้าวและน้ำตาล ในยุคสมัย ญี่ปุ่นปกครอง เขาถูกเรียกเป็นยากูซ่า คอยช่วยเหลือชาวไต้หวัน หลินเหวินเฮียง ลูกชายคนโต รับช่วงกิจการของพ่อ ขณะที่ลูกคนรองซึ่งเป็นหมอ สูญหายไปในฟิลิปปินส์ระหว่างสงคราม ลูกคนที่สาม หลินเหวินเหลียง เสียสติจากสงคราม แต่พอฟื้นตัวได้ก็ตั้งตนเป็นมาเฟียกระด้างกระเดื่อง จนถูกซ้อมแล้วเสียสติไปจริงๆ ขณะที่ลูกชายคนเล็ก อย่าง หลิน เหวิน ชิง ผู้ซึ่ง หูหนวกและเป็นใบ้ ใช้ชีวิตเป็นช่างภาพ เปิดร้านถ่ายรูปเล็กๆอยู่ไม่ไกลากบ้านมากนัก และชะตากรรมของทั้งสี่พี่น้อง ก็เป็นเฉกเช่นเดียวกับชาวไต้หวันทั้งหมดทั้งมวล ที่ไม่ว่าจะอยู่ในภาคส่วนใดก็ตาม ก็ล้วนได้รับผลกระทบจากระบบการเมืองการปกครองทั้งสิ้น ในส่วนของเหวินเฮียง นักธุรกิจซึ่งประกอบกิจการสุจริต ถูกคุกคามจากการกระทำของน้องชายและสมัครพรรคพวก ในขณะที่ เหวินเหลียงถูกชักนำด้วยเงินตราและอำนาจ เหิวนชิง ในฐานะปัญญาชน แม้จะหูหนวกและเป็นใบ้ ยังไม่อาจทนมองเห็นผู้คนถูกกดขี่ได้อีก กระทั่งพี่ชายคนรอง เป็นหมอรักษาผู้คน ก็ต้องตกตายในสงคราม ยังไม่นับรวมถึงภรรยา ของพวกเขา และเด็กๆลูกหลานของพวกเขาที่เกิดมาท่ามกลางความแปรเปลี่ยน



และแน่แนอนที่เนื้อแท้ของหนังนั้นล้วนพูดถึงการมีชีวิท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ตัวโหวเสี่ยวเชี่ยนนั้นเป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ อพยพมาอยู่ไต้หวันในตอนที่เป็นเด็ก เขาพยายามจะกลับไปใช้ชีวิตในแผ่นดินใหญ่หลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่อาจเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินได้ ในฐานะของผู้คนที่ไม่อาจกระทั่งเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินแม่ การดำรงคงอยู่ที่ไหนสักแห่งคงเป็นเรื่องยากลำบากเป็นแน่แท้ และสิ่งเหล่านั้นถูกถ่ายทอดผ่านตัวละคร เหวินชิง ผู้ซึ่งหูหนวก และเป็นใบ้ (ที่สำคัญเขาเป็นช่างภาพ) และรับบทโดยเหลียง เฉาเหว่ย


เหวินชิง ไม่อาจสื่อสารกับผู้คนได้มากมายนัก เขาต้องพกกระดาษดินสอเพื่อเขียนบอกเล่าคำพูดของตน คนที่ดูจะสื่อสารรู้เรื่องมีเพียง ฮิโนเอะ เพื่อนสนิท และฮิโนมิ น้องสาวของฮิโนเอะ ที่สานสัมพันธ์สวยงามกับเหวินชิง ฉากหนึ่งขณะที่กลุ่มปัญญาชนพูดคุยเรื่องการเมือง ฮิโนเอะกลับเล่าเรื่องดนตรีให้เขาฟัง เพลงพื้นบ้านเก่าของเยอรมัน และตำนานโบราณ ราวกับความรักต่างหากที่จะให้พวกเขาผ่านชีวิตยากลำบากนี้ไปได้ ซึ่งในส่วนความสัมพันธ์ของคนคู่นี้ หนังถ่ายทอดออกมาอย่างง่ายๆ โดยการปล่อยให้ทั้งคู่ฟังเพลงร่วมกัน(ทั้งๆที่เหวินชิงไม่ได้ยิน ) อ่านบทกวี ถ่ายรูป ทุกฉากไม่มีการแตะเนื้อต้องตัวกันเลยแม้แต่น้อย แต่ในฉากหนึ่งเมื่อ ฮิโนมิตัดสินใจมาตามหาเหวินชิงที่บ้าน และทั้งคู่นั่งคุยกันเรื่องฮิโนเอะบนโต๊ะกินข้าว ระยะห่างที่พอเหมาะพอเจาะ กลับทำให้คนดูรับรู้ถึงความรักของทั้งคู่ได้อย่างดีเยี่ยม แต่ก็เช่นกัน กระทั่งทั้งคู่จะเลือกใช้ชีวิตเรียบง่าย ผลกระทบจากระบบการเมืองยังคงตามมามีอิทธิพลต่อชีวิตพวกเขาในท้ายที่สุด

หนังเลือกถ่ายทำโดยการวางกล้องจากระยะไกล เดราไม่ได้เห็นหน้าตัวละครชัดๆบ่อยนัก เห็นเพียงภาพกว้างๆว่าใครกำลังทำอะไรสักอย่าง กล้องเคลื่อนที่แต่เพียงน้อย ดูราวกับได้รับอิทธิพลจากปรมาจารย์ ยาสุจิโร่ โอสุ(และทาตามิชอตอันลือลั่น ซึ่งต่อมา โหวเสี่ยวเชี่ยน สร้าง cafe ' lumiere เพื่อคารวะโอสุโดยเฉพาะ) กีดกันคนดูออกจาการมีส่วนร่วมในอารมณื หากทำหน้าที่เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แม้ส่วนหนึ่งจะทำให้หนังน่าเบื่อ(เนื่องจากเหตุการณ์ที่สังเกต มักไร้ความเคลื่อนไหวใดๆ แต่อย่างไรก็ดี ความนิ่งในหนังของโหวเสี่ยวเชี่ยน แตกต่างจาก ความนิ่งในหนังของไฉ้หมิงเลี่ยง ผู้กำกับร่วมชาติ รายหลังนั้นในความนิ่งของเขามักสะท้อน การปิดกั้น ความหม่นเศร้าหดหู่ ในขณะที่ความนิ่งของโหวเสี่ยวเชี่ยนนั้นเป็นภาวะ นิ่งลึกสุขุม ราวกับเป็นเพียงการสังเกตการณ์มากกว่าการเจาะลึก ) แต่อีกส่วนหนึ่ง เรากลับมองเรื่องราวในฐานะ ของคนนอก ชะตากรรม ของตัวละครล้วนเป็นของเขาเอง และเราไม่อาจกระทั่งเอาใจช่วย ทำได้เพียงเฝ้ามองห่างๆ ค่อยๆรับรู้ภาพรวมมากกว่าภาพเฉพาะของคนใดคนหนึ่ง ก่อร่าสร้าง ความเห็นอกเห็นใจและเป็นส่วนหนึ่ง ต่อเรื่อง ไม่ใช่ต่อผู้คนในเรื่อง
.............................................................................


และบางที ทั้งเหวินชิง โหวเสี่ยว เชี่ยน และไต้หวันในยุคสมัยนั้นก็อาจเป็นเช่นเดียวกัน
แปลกแยกทั้งต่ออดีต(การปกครองของญี่ปุ่น) และปัจจุบัน (การปกครองของพรรคก๊กมินตั๋งภายใต้การนำของเฉินอี้) และอนาคตอันมิอาจรู้ทิศทางหนังฉายภาพเส้นทางบนเนินเขาทอดออกไปไกลในทะเลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับจะบอกเล่าเส้นทางคนทุกข์ และ ราวกับจะตั้งคำถามต่อไปในเบื้องหน้า ในทะเลอันไกลแสนไกล ชีวิตหลังจากนี้จะเป็นเช่นไร

หนังคว้ารางวัล สิงโตทองคำ ปี 1989 จากเบอร์ลิน มา ซึ่งก็สมราคาที่ได้รางวัลครับ

ดูข้อมูลหนังได้ที่นี่ครับ


http://www.imdb.com/title/tt0096908/


ข้อมูลประวัติศาสตร์ในยุคนั้นผมได้มาจากที่นี่ครับ


http://www.taiwandc.org/228-intr.htm



.......................................

นี่คือเรื่องของอิโลน่า สาวเสริ์ฟวัยสามสิบแปดในภัตตาคารเก่าแก่ชื่อดูบรอฟนิค เธอเป็นหัวหน้าบริกรที่ยอดเยี่ยม และรักในงานที่ทำอยู๋ ลอรี่ สามีของเธอเป็นคนขับรถราง ทั้งคู่มีชีวตอยู่ในบ้านเล็กกับหมาตัวหนึ่งและข้าวของที่ผ่อนซื้อ (ผ่อนชั้นหนังสือหมดเราจะได้มีเงินซื้อหนังสือมาใส่ชั้น ลอรี่บอก) จนกระทั่งวันหนึ่ง บริษัทรถรางขาดทุนและต้องปลดคนงานออกด้วยวิธีหยิบไพ่และลอรี่เป็นผู้แพ้ ขณะที่จู่ๆร้านดูบรอฟนิคถูกซื้อต่อไปทำร้านอาหารที่มีทีมงานมาเองใหม่หมด ทีมงานของดูบรอฟนิครวทั้งอิโลน่าจึงถูกเลิกจ้าง ลอรี่กับอิโลน่าตกงานพร้อมกันและหนังพาเราไปดูเรื่องราวของคนสองคนที่พยายามต่อสู้ชีวตอย่างไม่ย่อท้อ ในขณะที่เมฆหมอกแห่งอุปสรรคคลี่คลุมชีวิตของพวกเขา
.........................................
ผู้กำกับ อากิ คารอสมากิ เล่าเรื่องด้วยวิธีเฉพาะ ภาพที่เหมือนจากถ่ายในโรงถ่ายมากว่าถ่ายในสถานที่จริง ตัวละครแสดงออกแต่เพียงน้อย (ใบหน้าอมทุกข์ของKati Outinen ที่จะเป็นนางเอกประจำของหนังทั้งสามเรื่องนี้กลายเป็นเครื่องหมายการค้าของหนังไปเลย)
และเพลงประกอบสุดแสนไพเราะ ท่าทีการเล่าเรื่องที่ไม่ได้แสดงความเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของตัวละคร (ไม่มีดนตรีโหมโรง ไม่มีฉากบีบน้ำตา ไม่มีการแสดงอารมณ์รุนแรง) แต่ไม่ได้มองโลกด้วยดวงตาแห้งผากร้างไร้ (ไม่มีการซ้ำเติมชะตากรรมตัวละคร ไม่มีฉากฟูมฟายบีบคั้น ไม่มีการเสียสละ ไม่มีคนตาย) หนังปล่อยให้ชะตากรรมทำหน้าที่ของมัน และให้ตัวละคร ทำหน้าที่ตอบรับชะตากรรมด้วยท่าทีเงียบเชียบ พวกเขาจน เจ็บปวด ถูกโกงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่คารอสมากิแสดงให้เห็นว่ามีแต่ความรักเท่านั้นที่เอาชนะอุปสรรคได้

ลอรี่กับอิโลน่ารักกัน แม้ไม่มีการพร่ำคำหวาน แต่เกิดจากการกระทำ ลอรี่ซิ้อดอกไม้ให้อิโลน่า ชงกาแฟให้เธอ และออกไปต่อยกับเจ้าของร้านกาแฟที่โกงเมียของเขา(แล้วไม่กล้าเข้าบ้านเพราะโดนซ้อม ฉากนี้โรแมนติคมาก) อิโลน่าดูแลลอรี่เวลาเมา คอยปรามเงลาเขาอารมณืร้อน คอยหาอาหารให้ ตลอดเรื่องทั้งคู่ไม่เคยถกเถียงกันรุนแรง (ลอรี่ออกจากบ้านไป พอกบัมาอิโลน่าย้ายไปอยู่กับน้องสะใภ้ พอตามไปง้อ เธอบอกว่าเธอเก็บกระเป๋าตั้งแต่รู้ว่าเขาจะมา) หากจับมือกันก้มหน้ารับชะตากรรมซวยซ้ำซวยซ้อนไปด้วยกัน อยู่ด้วยกันจนหมู่เมฆมืดทะมึนที่คลี่คลุมนั้นคลี่คลาย

ในฉากสุดท้ายที่เราเห็นสองผัวเมียอุ้มหมายืนมองท้องฟ้า(ที่คอริสมากิไม่เคยถ่ายให้เห็นแต่เอามาเป็นชื่อหนัง) เราก็รู้ได้ทันทีว่า นั่นคือหมู่เมฆที่เคลื่อนผ่านไป(drifting cloud) และหนังเต็มไปด้ยประกอบที่มีเสน่ห์(เช่นเดียวกับthe man without past) ตัวละครอย่าง คนเปิดประตูที่ไม่รู้จะไปทำอะไรดี หรือพ่อครัวขี้เมา หรือคุณนายเจ้าของร้านใจดี ทำให้เรารู้สึกอยากติดตามเรื่องนิ่ง ๆ การแสดงน้อยๆ และฉากเชยๆเหล่านั้นไปเรื่อยจนกลายเป็นเอาใจช่วยโดยไม่รู้ตัว
...........................................................


และส่วนที่ผมชอบที่สุดคือเพลงประกอบ เพลงประกอบไพเราะที่มีท่วงทำนองสวยงามแต่เนื้อหาแสนเศร้าเหล่านั้น บางทีอาจเหมือนกับหนังเรื่องนี้(และเรื่องอื่นๆของคอริสมากิ) บอกเล่าเรื่องราวเศร้า ด้วยอารมณ์ที่ไม่ฟูมฟาย และมีผลลัพทธ์สุดท้ายอันอบอุ่นงดงาม
........................................................
หลังปกหนังบอกว่า หนังที่ดีไม่จำเป็นต้องมีพลอตซับซ้อน หรือยอกย้อนเงื่อนไขเวลา หรือบทสนทนาเฉียบคม แต่อาจเป็นหนังที่เล่าเรื่องง่ายๆด้วยวิธีง่ายๆ แต่มีจังหวะจะโคน หนังเรื่องนี้เป้นตัวอย่างที่ดีชิ้นหนึ่ง ที่พอจะเป็นตัวแทนของข้อความ -เรียบง่ายแต่งดงาม-
......................................................


หมู่เมฆล้วนลอยเลื่อนเพื่อเคลื่อนผ่าน นี่เป็นความจริงประการหนึ่ง ที่หลายคนอาจไม่เข้าใจ เมื่อหมู่เมฆมาถึง พวกเขาจึงวิ่งหนี บ้างก็ก่นด่าชะตากรรม บ้างก็ยอมแพ้ แต่หากเรารอ หมู่เมฆก็ล้วนลอยเลื่อนเพื่อเคลื่อนไป และฟ้าใหม่ข้างหลังนั้น งดงามเสมอ