see-it-and-die


ชายไร้ชื่อคนหนึ่ง เดินทางมายังเมืองเมืองหนึ่ง ด้วยรถไฟขบวนหนึ่ง เขามีจุดประสงค์อย่างหนึ่งในการมาที่นี่ แต่พอมาถึงเขาก็โดนทำร้าย ถูกตีราวกับจะหวังให้ตาย แย่งกระเป๋าเงินและของมีค่าไป
มารู้ตัวอีกครั้ง สิ่งหนึ่งๆที่ผ่านมาก่อนหน้าล้วนถูกลบลืมจนหมดสิ้น
.........................................
มีหนังมากมายที่เล่าเรื่องของคนที่สูญเสียความทรงจำ ฟื้นตื่นในสถานที่แปลกตาโดยมีหญิงสาวคนหนึ่งคอยดูแล รื้อฟื้นหาอดีตเชื่องช้าไปพร้อมๆกับอาการปวดหัว(ในช่วงแรก) โดยมากหากเป็นตัวละครฝ่ายชายมักถูกตามล่าด้วยกลุ่มคนลึกลับ (ลองนึกถึงbourne identity) หากเป็นตัวละครฝ่ายหญิงมักมีคนรักเก่าออกเฝ้าตามหาจากที่ไหนสักแห่ง (ลองนึกถึงบรรดาหนังไทยทั้งหลาย) และมักลงเอยด้วยการฟื้นคืนความทรงจำ หลอมรวมอดีตกับอนาคต ใช้ชีวิติอย่างเป็นสุข


แต่กับหนังฟินแลนด์ฝีมือ aki kaurismakiเรื่องนี้ (ว่ากันว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องที่สองของไตรภาคฟินแลนด์ ที่ประกอบด้วย drifting cloud , a man without a past และเรื่องสุดท้ายที่อยู่ระหว่างการสร้าง โดยใช้นางเอกคนเดียวกัน) หนังกลับไม่มีอะไรสักอย่างที่กล่าวมาแล้ว หนังเล่าเรื่องคนที่สูญเสียความทรงจำไป แต่ไม่ได้ออกตามหา แค่เพียงมีชีวิตสืบต่อ และพยายามที่จะทำให้มันดีขึ้น โดยไม่เกี่ยวกับว่าอดีตจะเป็นยังไง


ชายไร้ชื่อฟื้นตื่นในโรงพยาบาลหลังจากหมอลงความเห็นว่าเขาตายแล้ว เขาหนีออกจากโรงพยาบาล มารู้ตัวอีกทีก็มาเกยตื้นอยู่ที่ชายหาดหน้าบ้าน(อันที่จริงเป็นตู้คอนเทนเนอร์เปล่า)ของครอบครัวคนจรจัดครอบครัวหนึ่ง หนังจัดวางให้ตัวละครที่เป็นชนชั้นล่างของสังคมอย่าง คนจรจัด กรรมกร คนรัว พนักงานเสริ์ฟ ไปจนถึงโจรปล้นธนาคารเป็นคนดี คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในขณะที่คนของรัฐ ตั้งแต่ เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาล และตำรวจ กลายเป็นผูร้ายแล้งน้ำใจ (ในตอนหนึ่งที่ชายไร้นามไปติดอยู่ในการปล้นธนาคาร เจ้าหน้าที่ของรัฐพยายามจะเอาเรื่องกับเขาที่เขาไม่มีชื่อ จำตัวเองไม่ได้ และไม่สามารถเซ็นคำให้การ ขณะที่โจรปล้นธนาคารที่ลอยนวลไปได้กลับตามมาขอโทษเขาในร้านอาหาร และบอกเล่าสาเหตุการปล้นธนาคาร อันกลายเป็นฉากที่ทั้งสวยทั้งเศร้าแต่ยังอบอวลด้วยอารมณ์ขัน) รวมทั้งเสียดเย้ยระบบราชการที่ต้องใช้-ชื่อ-ในการติดต่อทุกอย่าง ชายหนุ่มไม่มีชื่อ พราะเขาจำชื่อตัวเองไม่ได้ คนไม่มีชื่อไม่น่าไว้ใจไม่ว่าในกรณีใดๆ เขาจึงหมดสิทธิ์ได้รับการช่วยเหลือในทุกๆทาง(ทั้งๆที่เขาควรได้รับการช่วยเหลือย่างเร่งด่วน) ในขณะที่เหล่าคนจรจัดไม่เคยถามชื่อ หาตู้คอนเทนเนอร์ให้ ลักลอบต่อไฟฟ้าให้ ซ่อมตู้เพลงให้ หาอาหารให้ หางานให้

ชื่อไม่สำคัญ อดีตไม่สำคัญ มีเพียงปัจจุบันที่จำเป็น ถ้ายืนหยัดกับมันได้ ก็ใช่ว่าจะไร้หนทางเดินต่อ
หนังย้ำเรื่องนี้ตลอดเวลา ด้วยการให้ชายไร้นาม พบรักกับสาวจากองค์กรศาสนา ปลูกมันฝรั่ง ฟังเพลงสูบบุหรี่ และพยายามจะเป็นผู้จัดการวงดนตรีร๊อคแอนด์โรล (ที่ตอนนี้เล่นเพลงสรรเสริญพระเจ้า) หนังปล่อยให้ชายไร้นาม ใช้ชีวิตไปตามชะตากรรม เขาไม่ออกค้นหาอดีต ไม่เจ็บปวดกับปัจจุบัน และยังเฝ้าฝันถึงอนาคตที่ดีกว่า
..............................................


ในตอนท้าย อดีตเดินทางกลับมาหาเขาอีกครั้ง เพื่อที่จะพบว่า การรู้กับไม่รู้อดีตอาจไม่ต่างกัน อดีตไม่ใช่ภูตผีที่จะคอยตามหลอกหลอน แต่เป็นเหตุการณ์ที่เราต้องกลับไปรับผิดชอบ เพื่อจะมีอนาคตที่ดี เขาจึงตัดสินใจกลับบ้านไปรับผิดชอบอดีต(ทั้งๆที่มีปัจจุบันที่สวยงามและอนาคตที่ดีรออยู่) ก่อนที่จะกลับมาเริ่มต้นใหม่
.................................................
นอกจากแก่นของเรื่องที่ตั้งคำถามเรื่องความสำคัญของอดีตที่มีผลต่อการเดินไปข้างหน้าของเราแล้ว หนังยังดูเหมือนเล่าเรื่องหดหู่เศร้าสร้อยของคนชั้นล่างที่ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด และประณามความเย็นชา ไร้สาระของระบบรัฐ หากแต่กลับนำเสนออย่างร่มรวยอารมณ์ขันอยู่ตลอด มุกเด็ดๆอย่าง หมาน่ารักชื่อhannibal ( ที่เจ้าของบอกว่าดุมากๆ แต่กลับเดินตามชายไร้นามต้อยๆ ) หรือมุกร้องเพลงของคุณป้าหัวหน้าองค์กรศาสนา ภาพและฉากดูสวยงาม หลุดยุค(ไม่รู้ว่าเป็นลักษณะเฉพาะของหนังฟินแลนด์ หรือเพราะฟินแลนด์เป็นอย่างนั้น หรือเป็นความตั้งใจของผู้กำกับกันแน่) และเพลงประกอบที่เพราะเอามากๆ ทำให้หนังดูนุ่มนวล และอบอวลด้วยอารมณ์แห่งการมองโลกในแง่งาม เท่าที่หนังเรื่องหนึ่งจะมอบให้กับเรา






เ รื่ อ ง ข อ ง h a v a

เที่ยงวันนี้เด็กหญิงhava จะมีอายุ 9 ขวบ
พอพ้นเที่ยงไป เธอจะเปลี่ยนจาก - เด็กหญิง - ไปเป็น -ผู้หญิง -
สถานะใหม่ที่เธอจะต้องคลุมผ้าคลุมผมและเลิกเล่นกับเด็กผู้ชาย
ราวสิบโมงเศษ ๆ hassan เด็กชายเพื่อนซี้ของhava แวะมาหา ชักชวนเธอไปกินไอติม
แต่แม่กับยายไม่ให้ hava ไปเล่นอีกแล้ว และไล่ตะเพิดhassan กลับบ้าน
เด็กหญิงhava ต่อรองกับยายและแม่ว่าเธอจะยังไม่กลายเป็น-ผู้หญิง- จนกว่าจะเที่ยง เธอมีเวลาร่วมชั่วโมงที่จะไปเล่นกับ hassan
แม่ให้ไม้เธออันหนึ่งและบอกว่าให้เอาปักบนพื้น เมื่อใดที่เงาไม้หายไป เธอต้องกลับมาบ้านและกลายเป็น-ผู้หญิง -

เ รื่ อ ง ข อ ง a h o o

ถนนสายนั้นทอดตัวเลียบไปกับชายทะเล
ขณะหญิงสาวนาม ahoo ปั่นไปบนทางเปลี่ยว ในการเข่งขันจักรยานอะไรสักอย่าง
ผ้าคลุมผมสีดำนับร้อยของสาวนักปั่นปลิวไสวในแสงแดด
ไกลออกไปจากถนน เป็นพื้นที่เวิ้งว้าง
ชายคนหนึ่งควบม้ามาจากโพ้นไกล ไล่ตามจักรยานของahoo เขาเป็นสามีของเธอ มาเพื่อเว้าวอนวาจาขอร้อง ให้เธอล้มเลิกการแข่งขัน
พอเธอปฏิเสธก็ไปตาม ญาติพี่น้องของเธอมาช่วยพูด ไล่เลยไปจนถึงผู้นำศาสนาประจำหมู่บ้าน แต่ ahoo ก็ยังปฏิเสธ
พอเห็นว่าพูดจาดีๆไม่ได้ พวกเขาก็เริ่มรุนแรง หยาบคาย ข่มขู่ ขอหย่า สาปแช่งเธอ
ถนนยาวไกลไม่มีที่สิ้นสุด ahoo ปั่นไปในความเปลี่ยว ด้วยเรี่ยวแรงที่น้อยลงทุกทีๆ



เ รื่ อ ง ข อ ง h o o r a

พวกเด็กชายรับจ้างขนของจากสนามบิน เข็น hoora ไปตามถนนในเมือง
บนนิ้วมือของหญิงชราพันผ้าแถบเล็กๆ บรรจุรายการข้าวของที่เธอต้องการซื้อไว้เต็มมือ
จากร้านค้าสู่ร้านค้า ต่อยอดขบวนข้าวของเครื่องใช้ล้ำสมัยยืดยาวราวงานพาเหรด จับจ่ายไปในความว่าง
เดินขบวนมุ่งหน้าไปยังทะเล ก่อนที่เด็กๆจะจัดวางข้าวของทุกอย่างไว้ริมชายหาด เกิดภาพประหลาดล้ำ
hoora ไม่พอใจกาน้ำชาที่เธอซื้อมา เธอจึงดลับไปเปลี่ยนที่ขบวนเด็กๆ ให้เล่นกับข้าวของของเธอจนกลายเป็นภาพวิจิตร งดงาม
ในที่สุด hoora ก็ได้เป็นเจ้าของทุกสิ่ง เว้นแต่แถบสุดท้ายที่เธอนึกไม่ออก
ก่อนจะขนสมบัติทั้งหมดลงไปในทะเล

บ่ า ย วั น ที่ เ ร า ก ล า ย เ ป็ น ห ญิ ง

การแบ่งถ้อยคำออกเป็นสองชุด เช่น ชาย - หญิง /การมีอยู่ - การไม่มีอยู่ / สิ่งที่ถูกกล่าว - สิ่งที่ถูกเขียน / ขาว -ดำ นั้น อาศัยความแตกต่างเชิงทวิลักษณ์ หากแต่ ฌาค แดริดา (นักปรัชญา ชาวฝรั่งเศสเจ้าของทฤษฏี รื้อสร้างอันลือลั่น) ได้กล่าวไว้ว่า -จง
สังเกตว่าา จะมีคำหนึ่งที่ได้ประโยชน์ จากอีกคำเสมอ ระบบ ทวิลักษณ์ (แบ่งทุกสิ่งเป็นสองขั้ว) ให้ -สิทธิพิเศษ- แก่คำชุดแรก เหนือคำชุดหลัง เช่น ชาย เหนือ หญิง *1

ในแนวคิดด้าน สตรีนิยม มีความเชื่ออยู่ว่า โลกในปัจจุบันขณะนั้นที่แท้ถูกขับเคลื่อนภายใต้กรอบความคิดแบบ -ชายเป็นใหญ่- และ ผู้หญิงถูกกดให้ต่ำกว่า แม้ว่าแต่ละสายทางของสตรีนิยมจะมีแนวคิดเรื่องความเสมอภาคเท่าเทียมแตกต่างกันไป หากแต่เป็นความจริงที่ว่า ที่แท้แล้ว โลกให้อำนาจชาย มากกว่าหญิง โดยอ้างกรอบ ของ ชีวิวทยา (เรื่องของอวัยวะเพศ การมีประจำเดือน การตั้งครรภ์ หรือการให้อำนาจลึงค์ ในทฤษฎีของฟรอยด์ *2 ) กรอบของ ศีลธรรม ( มีแนวคิดน่าสนใจว่า เราสามารถหาข้อยุติได้เฉพาะกับข้อถกเถียงเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเท่านั้น หากแต่กับประเด็นทางศีลธรรม หรือการเมืองนั้น ที่แท้เป็นเพียง -การประเมินค่าด้วยอารมณ์ - * 3 ซึ่งแนวคิดนี้ตบหน้าหลักศีลธรรมที่เรายึดถือไว้เป็นนักหนา ว่าที่แท้ล้วนถูกประเมินเอาเองจากอารมณ์(ที่เราคิดว่ามันเป็นสิ่งถูกต้อง)ดังนั้นหลายครั้ง ศีลธรรมอันดีที่เรายกมาบังหน้าเพื่อกล่าวหาผู้อื่น ก็แค่อารมณ์วูบไหว เท่านั้ไม่ใช่ความถูกต้อง) หรือแม้แต่กับกรอบของศาสนาก็ตาม และหากเรามองโลกใบนี้ด้วยกรอบแนวคิดแบบ-หญิงเป็นใหญ่ - ล่ะก็ บางทีโลกนี้ อาจจะกลับหหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

และในหนังเรื่องนี้จากฝีมือการกำกับของ Marzieh Mekzini ภรรยา ของ ผู้กำกับชาวอิหร่าน Mohsen MaKhmalbaff และเป็นแม่ของ ผู้กำกับหญิง Samira Makmalbaff (ตระกูลนี้เป็นนักทำหนังชั้นแนวหน้าของโลกทั้งตระกูล!) พาคนดูเข้าไปในโลกที่ค่อยๆเหนือจริงทีละน้อย หนังไม่ได้กลับหัวโลกชายเป็นใหญ่ใบนี้ให้เป็นโลกอีกใบ หากแต่ที่หนังทำ ก็เป็นเช่นชื่อหนัง ทำให้เราคนดู(ไม่ว่าจะเพศใด) กลายเป็นหญิง! เพื่อเรียนรู้ทุกข์ยากของเหล่าเธอในโลกที่ที่แท้แล้วไม่ว่าจะไปจนถึงสุดหล้า หรือลอยล่องในท้องทะเล ที่แท้ผู้หญิงยังคงต้องทุกข์ทนเช่นดิม


เ ง า ไ ม้ ที่ ห า ย ไ ป

ในเรื่องเล่าของ hava (ซึ่งเป็นเรื่องที่สมจริงมากที่สุด) เล่าถึงวันที่เธอได้กลายจาก - เด็กหญิง- ไปเป็น - ผู้หญิง - ในเพียงชั่วหนึ่งการหายไปของเงาไม้ hava ถูกเปลี่ยนสถานะ จากคน-ไร้เพศ- ไปสู่ การมีเพศ ในหนึ่งชั่วโมงนั้น ในสังคมของhava นั้น ผู้หญิง ต้องซ่อนตัวภายใต้ผ้าคลุมหน้า และไม่พูดจาพาทีกับเด็กชาย (ทั้งๆที่เธอเล่นกับเขาเมื่อวานนี้) เธออาจมีเพศสภาพเป็นหญิงแต่แรกเกิดหากแต่ เพศสภาพ ต่างกับเพศสถานะ ซึ่งถูกกำหนด ครอบงำ โดยการเมือง สังคม วัฒนธรรม ในชั่วโมงสุดท้ายก่อนการมีเพศสถานะ เธอไปหาhassan ที่ถูกขังให้ทำการบ้าน ชวนเขาไปกินไอติม แต่เขาไปไม่ได้ เธอจึงไปซื้อลูกอมมาแบ่งกันกินกับเขา ฉากนี้หากอยู่ในหนังฮอลลีวู้ดมันอาจกลายเป็น -จูบแรก- ไปได้เลย( หากจะว่าไป ฉาก - จูบแรก -ในหนังฮอลลีวู้ด นั้น เป็นการสะท้อนกรอบคิดชายเป็นใหญ่ในอีกรูปแบบหนึ่ง ) แต่สำหรับ hava และ hassan มันเป็นเพียงเพื่อนสองคน แบ่ง ขนมกันกินเท่านั้น และการให้ hassan ถูกขัง ราวกับจะบอกว่า บางที เด็กชาย (หรือผู้ชาย เพราะเพศชายไม่มีการเปลี่ยนผ่านเพศสถานะ) ก็รับทราบความยากลำบากนี้แต่ตัวพวกเขาเองก็ถูกขังไว้ด้วยกรอบกรงของวัฒนธรรม เช่นกัน ทำได้เพียงแค่อยู่เป็นเพื่อนและมองเธอผ่านลูกกรงเหล็กเท่านั้น


ในช่วงกลางของตอนนี้ hava ไปรอ hassan ที่ทะเล และถูกเด็กชายกลุ่มหนึ่งขอร้อง ให้ไปล่องเรือกับพวกเขา แต่hava ปฏิเสธ พวกเขาจึงนำผ้าคลุมผมของเธอไปทำใบเรือ ซึ่งหากผ้าคลุมผมเป็นตัวแทนของเพศหญิงแล้วล่ะก็ บางที หนังอาจจะบอกเราว่า ผู้หญิงไม่อาจล่องเรือออกไปไหนได้ทำได้เพียงเป็นกำลังให้ เพศชายออกไปท่องโลก โดยตัวเธอยืนมองอยู่บนฝั่งเท่านั้นเอง
และเมือเงาไม้หายไป hava ก็ไม่อาจเป็นเหมือนเดิมอีก ทั้งๆที่ที่แท้แล้วเป็นเพียงเรื่องปกติ แต่เรากลับรู้สึกถึงการจบสิ้นลงของบางสิ่งบางอย่าง



ปั่ น ไ ป บ น ท า ง เ ป ลี่ ย ว

ในเรื่องเล่า ของ ahoo หนังเริ่มเล่าเรื่องแบบเหนือจริงมากขึ้น (หรือที่จริงอาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริงแต่ลดทอนรายละเอียดลงเพื่อสือความหมายให้ชัดเจนขึ้น)
หากเรื่องของ hava พูดถึงการกลายเป็นผู้หญิง เรื่องของahoo ก็พูดถึงความยากลำบากของการเป็นหญิง ในหนัง ahooถีบจักรยานไปพร้อมๆกับผู้หญิงคนอื่นๆ นับร้อย บนถนนเลียบทะเล เราไม่ได้รู้ว่านี่คืออะไร มันเป็นการแข่งขันจักรยาน หรือ เป็นการปั่นเพื่อสุขภาพ หรือปั่นเพื่อหลุดพ้น หรือเป็นเพียงสัญลักษณ์ประการหนึ่ง ล

หนังให้สามีของahoo ควบม้า (รวมถึงผู้ชายทุกคนในเรื่องนี้) ขณะที่ ahoo (และผู้หญิงทุกคนในเรื่อง) ปั่นจักรยาน หากการปั่นจักรยานเป็นสัญญลักณ์ของการหลุดพ้นจากกรอบคิดชายเป็นใหญ่ หนังได้แสดงให้เห็นว่ามันช่างเป็นไปได้ยากเหลือเกินที่พวกเธอจะหลุดพ้น เพราะพวกเธอถูกครอบงำถึงสามสี่ชั้น ทั้งจากการแต่งงาน (สามี) สังคมพื้นฐาน (ญาติพี่น้อง) ไปจนถึงศาสนา (ครูสอนศาสนาประจำหมู่บ้าน) พวกเขาเหล่านั้น เข้าใจว่าหลักคิดของพวกเขาถูกต้องแล้ว หญิงผู้เป็นภรรยาควรฝังจมอยู่กับงานบ้านทั่วไปมากกว่าออกมาปั่นจักรยาน แต่ใช่หรือไม่ว่าหลักคิด (ถึงขั้นเรียกว่า -ศีลธรรม - ที่แท้แล้ว เป้นความคิด (หรืออารมณ์) ที่ตัดสินด้วยกรอบ ชายเป็นใหญ่) และที่น่าสนใจมากขึ้น คือ การตัดสินใจ ดิ้นหนีกรอบของเธอนั้น มีเพียงสองขาของเธอเท่านั้นเอง ในขณะที่ ผู้ชายรอบข้างเธอแทบไม่ต้องเปลืองแรง เนื่องจากอยู่บนหลังม้า (ที่อาจจะหมายถึงแรงขับของสังคม) การตัดสลับระหว่างภาพของโซ่จักรยานกับ ขาม้า กลายเป็นภาพสะท้อนความแตกต่างอย่างน่าเศร้า


ในขณะเดียวกัน ในขบวนนักปั่นเองนั้นก็ใช่จะไม่มีการแข่งขันกันเอง ahoo เองก็ต้องผเชิญ การแข่งขันภายในเพศเดียวกันอยู่ไม่น้อย ซึ่งตรงต้องกันกับแนวคิดของบรรดานักสตรีนิยมในยุคหลังซึ่งมอง ภาวะสตรีนิยมในชนชั้นกลางผิวขาวว่าเป็นเพียงเรื่องหลอกลวง เนื่องจากการที่พวกเธอออกมาเรียกร้องสิทธิสตรีได้ เพราะมีสตรีชั้นล่างคอยดูแลทำงาน(ที่พวกเธอไม่อยากทำ)ให้อีกที เหล่าสตรีชั้นแรงงาน (หรือเหล่าสตรีในโลกที่สาม) จึงถูกกดขี่สองต่อ *4 ในหนังนั้น มีฉากที่ ahoo ยื้อแย่งอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง อันอาจเปรียบเทียบได้กับการแข่งขันกันเองในเหล่าสตรี (เพราะที่แท้แล้ว เราอาจแบ่งซอยย่อยสตรีออกไปเป็น สตรีมีการศึกษา สตรีที่มีฐานะดี ได้อีกหลายชนชั้น) และในตอนท้าย เมื่อ ahoo ต้องแข่งกับหญิงผู้หนึ่งที่ดูเป็นหญิงจากในเมือง สวมหูฟังมีราคา และมีจักรยานที่ดี นั่นคือการแข่งขันระหว่างสตรีต่างชนชั้นกันอย่างชัดเจน และเมื่อฉากสุดท้ายมาถึง เราได้เห็นแล้วว่าสตรีผู้นั้นสามารถไปต่อได้ขณะที่ ahoo ไม่ อาจจะด้วยเพราะฐานะ การศึกษา ครอบครัวหรือสังคมก็แล้วแต่ และที่สตรีผู้นั้นทำ ก็เพียงหันกลับมามอง ahoo เพียงชั่ววูบแล้วปั่นต่อไป



จั บ จ่ า ย ใ น ค ว า ม ว่ า ง

และในตอนสุดท้ายของหนังเรื่องนี้ เล่าถึง การชอปปิ้งของหญิงชรานาม hoora ซึ่งหนังเพิ่มเติมความคลุมเครือมากขึ้นจนช่วงท้ายๆราวกับจะเป็นหนังเหนือจริงไปเลย (หลายคนถึงกับยกไปเทียบกับหนังของบรมครู fellini เลยทีเดียว)
เมื่อhoora นำข้าวของจากการชอปปิ้งไปไว้ที่ริมทะเล เตียง ตู้ เตา โซฟา ชุดเจ้าสาว เครื่องครัว กระจกเงา ถูกจัดวางราวกับอยู่ในบ้านของตัวเอง แต่ไม่มีผนังหรือหลังคา เธอบอกว่าเธอตั้งใจจะซื้อของทุกอย่างที่เธอไม่เคยได้เป็นเจ้าของ ก่อนหน้านี้ หนังไม่ได้บอกว่าเธอได้เงินมาจากไหน หรือก่อนหน้านี้เธอเป็นอย่างไร หากแต่ อนุมานได้ว่า ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา เธอไม่เคย-ได้-อย่างที่ต้องการเลยแม้สักครั้ง - และบางทีนั่นคือ ความหมายของการเป็น -ผู้หญิง - ในบริบทหนึ่ง และในยามชรา ดูเหมือนเพศสถานะ ที่เธอแบกไว้ได้คลี่คลายลง (บางทีอดคิดไม่ได้ว่าเธออาจได้มรดกจากสามีที่ตายไป ซึ่งถ้าเป้นเช่นนั้น มันก็หมายความถึงสถานะความเป็นหญิงถูกครอบไว้ใต้กฏของการแต่งงาน) และในยามนี้ เธอมีอำนาจในการควบคุม เพศชาย(เด็กๆ)ด้วยซ้ำ นอกจากนี้ เธอยังแอบถามจะเอาเด็กๆมาเป็นลูกอีกต่างหาก

แต่ในวิถีแบบนั้นมันหาใช่การที่ในที่สุดได้ชัยจากเพศชายไม่ ยิ่งเมื่อพิจารณาจากข้าวของที่เธอซื้อ เพราะสิ่งของเหล่านั้นที่แท้ล้วนฉายชัดถึงความเป็น -แม่บ้าน- ของเธอ (ซึ่งเป็นสถานะหนึ่งที่ถูกกดในสังคมชายเป็นใหญ่) ฉากหนึ่งเธอบ่นเรื่องความโปร่งเปลือยของกาน้ำชารุ่นใหม่ เธอรู้สึกว่ามันเป็นกาน้ำชาที่น่าเกลียด เพราะมันเปิดเผยไปหมด จนเธอต้องเอาไปเปลี่ยน พิจารณาจากจุดนี้ มันชี้ว่า ในท้ายที่สุด เธอยังคงยึดอยู่กับกรอบคิดเรื่องการปกปิด อันเป็นกรอบคิดที่ครอบเพศหญิงเอาไว้มาตลอด และเมื่อเธอจากไปเปลี่ยนกาน้ำชา เหล่าประดาเด็กชาย ก็ยังคงสนุกสนานกับการเล่นข้าวของของเธออย่างไม่เคารพยำเกรงใดๆอีกต่างหาก( นำมาซึ่งฉากที่ประหลาดล้ำ งดงาม และ ดูเหนือจริงมากๆ)


ในช่วงท้ายของตอนนี้ เราเห็นหญิงสาวในรถจักรยานสองคนแวะผ่านมา ดื่มน้ำชากับ hoora เธอทั้งสองพยายามจะช่วยนึกสิ่งของชิ้นสุดท้ายที่ hoora ไม่ได้ซื้อ ขณะที่ข้าวของถูกขนลงทะเล หนึ่งในนั้นตะโกนว่า เครื่องเย็บผ้า อันเป็นเครื่องแสดงภาวะ-แม่บ้าน-อย่างถึงที่สุด และ hoora ตอบว่าไม่


จนแล้วจนรอดเราก็ไม่อาจรู้ได้ว่าของสิ่งนั้นคืออะไร และไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตามใช่หรือไม่ที่ว่ามในที่สุด hoora ก็ได้ของไม่ครบ และไม่อาจหลุดพ้นจากกรอบชายเป็นใหญ่ ได้แม้จะแลกด้วยการอดทนมาชั่วชีวิตก็ตาม




ช า ย ห า ด กั บ ท ะ เ ล

และสิ่งที่ปรากฏอยู่ตลอดเรื่องเล่าสามเรื่องนี้คือทะเล hava เล่นอยู่ที่ริมทะเล ahoo ปั่นจักรยาน เลียบทะเล และ hoora ถึงขั้นล่องทะเล แต่การล่องทะเลของhoora ไม่ใช่แค่ความงามด้านภาพ อีกนัยยะหนึ่งมันอาจพูดถึง ความหวังของเพศหญิงก็เป็นได้ เพราะหาก เปรียเทียบให้ -ผู้หญิง - เป็นคนที่ยืนอยู่บนฝั่ง ใช่หรือไม่ที่ว่าทะเล อาจคือ -โลก-ภายใต้กรอบคิดชายเป็นใหญ่ที่ครบอคลุมทุกชายฝั่งบนโลกนี้
ในตอนแรก ผ้าคลุมของhoora ถูกใช้เป็นใบเรือ ในตอนที่สอง จักรยานของ ahoo ก็ไม่อาจไปถึงทะเล ได้แต่เพียงเลียบไปบนถนน ราวกับจะพูดถึงโลกที่ไม่ว่าอย่างไรเพศหญิงก็ไม่อาจหลุดพ้นจากการถูกกดขี่
แต่กับhoora เธอได้ขนข้าวของทั้งหมดลงไปในทะเล(โดยบรรดาเด็กชาย) และมีเธอนั่งเป็นราชินีอยู่บนแพใหญ่ ไม่ใช่การประกาศชัยชนะ แต่เป็นการประกาศถึงความหวังแห่งเหล่าสตรี เพราะในโลกที่ล้อมด้วยทะเล เธอเองก็ล่องทะเลได้ โดยไม่ต้องกลัวคลื่นลม เพราะแท้ที่จริงแล้ว ผ้าคลุมผมของเธอก็เป็นใบเรือให้เพศชายมานักต่อนักแล้ว


f o o t n o t e

ก ลั บ จ า ก ค ว า ม เ ป็ น ห ญิ ง

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามบทความชิ้นนี้ก็ถูกเขียนขึ้นโดยมนุษย์เพศชาย ผู้ศึ่งยังมีความเข้าใจในทฤษฏี สตรีนิยม (รวมไปถึงทฤษฏีภาพยนตร์ ) อย่างจำกัด การตีความสัญญลักษณ์ ที่ซ่อนอยู่ในหนังเปี่ยมสัญลักษณ์เรื่องนี้อาจผิดทั้งหมด (เพราะใช้กรอบแนวคิดที่ผิด ) แต่ในเ มื่อนี่เป็นเพียงความเห็นหนึ่งเท่านั้น มันจึงไม่อาจสะท้อนความถูกต้องของหนังได้ (ซึ่งที่จริงแล้วหนังอาจต้องการความหลากหลายทางการตีความมากกว่าความถูกต้อง) หากแต่กลับสะท้อน กรอบแนวคิดของผู้เขียนได้ชัดกว่า ดังนั้น ที่ผู้เขียนปรารถนาคือข้อโต้แย้งและความแตกต่างทางความคิดเพื่อจะได้เรียนรู้กันต่อไป

*1,2,3 หยิบมาจาก หนังสือ introducing หลัง สตรีนิยม แปลโดย อ. ไชยันต์ ไชยพร ครับ (หนังสือเล่มเล็กนี้แนะนำแนวคิดเกี่ยวกับสตรีนิยม และทฤษฏีอื่นๆไว้อย่างน่าสนใจมากๆครับ)

*4 หยิบมาจากความทรงจำในการอ่าน scale ฉบับ สตรีนิยม ครับ อาจคลาดเคลื่อนไปบ้างเพราะไม่ได้มีหนังสืออยู๋กับตัวครับ

ดูข้อมูลหนังได้ที่นี่ครับ

http://www.imdb.com/title/tt0260332/

หนังหาได้ที่ร้านพี่คนนั้น(ยุคออนไลน์)เช่นเคยครับ


edit @ 2005/09/08 15:41:39





หญิงสาว


เธอชื่อมาร์เบิล แม่บ้านลูกสาม ที่ไม่ได้ทำงาน นิค สามีเธอเป็นหัวหน้าคนงานช่อมท่อประปา พวกเขามีลูกเล็กสามคน โทนี่ แองเจโล และ แมรี่ อาศัยอยู่ในบ้านเล็กๆที่ดูอบอุ่นสวยงาม นิครักภรรยาและลูกของเขามาก มาร์เบิลก็เช่นกัน หากแต่ มาร์เบิล ไม่ได้เหมือนแม่บ้านทั่วไป เธออ่อนไหว เปราะบาง กว่าผู้คนทั่วไป นิค รักเธอสุดจิตสุดใจ แต่ก็อ่อนไหวต่อความเปราะบางของภรรยา หนำซ้ำเขาเองก็ทำงานหนักเกินไป ฉุนเฉียวอารมณ์ร้ายเกินไป ทั้งคู่อาจแตกต่างจากคนอื่น แต่ทั้งคู่ก็รักกันและกันอย่างลึกซึ้ง และหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องนั้น เล่าเรื่องคนที่รักกันมาก ภายใต้สถานการณ์ไม่เป็นใจเอาเสียเลย

ความปกติ


เมื่อใครคนหนึ่งสร้างครอบครัวกับใครสักคนหนึ่ง ทั้งคู่เล่นบทบาทของสามี ภรรยา แต่นอกเหนือจากนั้นยังมีบทบาทอื่นๆอีกมากมาย บทบาท ของ พ่อ และ แม่ ลูกชาย ลูกสาว ลูกเขย ลูกสะใภ้ เพื่อน เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกน้อง หมอ คนไข้ บทบาทจะบ่งบอกสถานะหน้าที่ทางสังคม ที่ที่เราเป็นเพื่อดำรงคงอยู่อย่างปกติสุข สิ่งที่เราจำเป็นต้องเป็น ถูกทำให้เป็น เพื่อ ดำรงคงอยู่ อย่าง-ปกติ -สุข


แรงกด


คำ - ปกติ- นั้น ไม่ใช่คำที่หมายความถึงตัวของมันเอง จะว่าไปแล้ว ถ้อยคำใดๆในโลกนี้บล้วนไม่ได้หมายความถึงตัวของมันเองทั้งนั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกการให้ความหมาย ที่แท้แล้วล้วนอ้างอิงถึงสิ่งอื่นทั้งสิ้น ใครบางคนเคยเขียนไว้ในหนังสือบางเล่มว่า เราเอง ถือกำเนิดขึ้นจากศัตรูของเรา ผู้หญิงถูกให้ความหมายจากความแตกต่างจากผู้ชาย เพราะฉะนั้น ผู้ชาย ก็คือความแตกต่างจากผู้หญิง นรกคือความแตกต่างจากสวรรค์ และสวรรค์ก็คือความแตกต่างจากนรก เช่นนั้นแล้วความปกติ ย่อมคือความแตกต่างจากความไม่ปกติ มีความไม่ปกติ จึงมีความปกติ ในสายตาของนิค และลูกๆ มาร์เบิล เป็นเมียและแม่ที่ดี แต่ในสายตาของ ผู้คนอื่นๆ กลับเห็นว่ามันผิดปกติ แม่ของนิค ไม่อยากให้เธอเลี้ยงลูกๆของเขา หมอบอกว่าเธอบ้า เพื่อนร่วมงานแอบซุบซิบเรื่องเธอ เพื่อนบ้านไม่อยากให้ลูกๆเล่นกับลูกของเธอ และในที่สุด ความผิดปกติ สร้างแรงกดดัน แก่ครอบครัวของเธอ

แรงกด

จอห์น คาสซาเวสต์ เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ชาวอเมริกัน ผู้ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นดารา แล้วผันตัวมาเป็นผู้กำกับหลังจากท้าให คนฟังรายการวิทยุรายการหนึ่งส่งเงินมาให้ เพื่อที่เขาจะได้ทำหนังที่ ดีกว่า เรื่องที่เขาเล่นเสียอีก ซึ่งเขาก็ได้เงินจริง และทำหนังเรื่องshadow ออกมาจริงๆ และหนังมันก็ดีจริงๆ และการทำหนังของเขาก็เต็มไปด้วยแรงกดดันจริงๆเมื่อเขาเลือกที่จะไม่ร่วมทำงานกับสตูดิโอ กลายเป็นผู้กำกับอินดี้ คนสำคัญคนหนึ่งของอเมริกัน และ a woman under in influence เรื่องนี้ ซึ่งทำขึ้นด้วยเงินของเขาและ ปีเตอร์ ฟอล์ค พระเอกหนังเรื่องนี้ กลายเป็นงานชั้นมาสเตอร์พีซ บท มาร์เบิล ของ จีน่า โรวแลนดส์ ซึ่ง เป็นภรรยา ของ คาสซาเวสต์ เอง กลายเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดครั้งหนึ่ง ทั้งของเธอเอง และของโลกภาพยนตร์

ความปกติ


หนังถูกถ่ายทำขึ้นอย่างเรียบง่าย ทั้งเรื่องแทบจะอยู่แต่เฉพาะในบ้าน นิค และ มาร์เบิล (ยกเว้นฉาก ที่ทำงานของนิค และ ฉากที่นิคกับลูกๆไปทะเล) อาศัยเพียงการแสดงของสองดารานำและบทภาพยนตร์ เท่านั้น


หญิงสาว

จีน่า โรวแลนดส์ ให้การแสดงที่อยู่ตรงกลางระหว่าง ความบ้า กับความอ่อนไหว เปราะบาง เมื่อเธอร่ายรำ ฮัมเพลง เราแทบไม่รู้เลยว่าเธอกำลังมีความสุข หรือกำลังบ้าคลั่ง เมื่อเธอพาผู้ชายมาที่บ้าน เราเกลียดเธอ แล้วเราก็ค่อยๆรับรู้ว่าเธอไม่ได้ตั้งใจเมื่อเธอตื่นมาร้องหาเด็กๆและบอกว่าผู้ชายคนนั้นคือนิค ตอนนั้นเราสงสารเธอจับใจ จีน่า โรวแลนดส์ ทำให้บทของผู้หญิงคนหนึ่งที่อาจถูกมองเป็นผู้หญิงบ้า กลายเป็นบทที่มีมิติ เธอดูสวยงาม อ่อนไหว ในขณะเดียวกันก็เหมือนระเบิดเวลา ฉากที่เธอบ้าคลั่ง วินาทีหนึ่งเรากลัวเธอ วินาทีหนึ่งเราอยากกอดเธอไว้แน่นๆ แล้วบอกรักเธอ ในขณะที่ ปีเตอร์ ฟอล์ค ถ่ายทอดภาพของ ชายชนชั้นแรงงาน ที่แม้จะรักภรรยามากแต่ก็ไม่รู้จะจัดการยังไงกับภาะวความอ่อนไหวของเธอ เขาโมโหฉุนเฉียวที่เพื่อนร่วมงาน นินทาเมีย แต่ลึกๆเขาก็ยอมรับ ฉากหนึ่งเขาบอกกับลูกน้องว่าเธอไม่ได้บ้า อาจแค่ผิปกติ แต่ไม่ได้บ้า เขาดูอ่อนไหวมาก
และในฉากสำคัญเมื่อมาร์เบิล คลั่ง เขากอดเธอไว้ บอกซ้ำๆว่ารักเธอ นาทีต่อมา เขาอาละวาด ตะคอกเธอ ปีเตอร์ ฟอล์ค ทำให้เราเชื่อได้ว่าเขาสามารถทำได้ทั้งสองอย่าง ในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่การแสดง หรือบุคลิกเฉพาะ แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
อีกฉากที่ยอดเยี่ยมคือฉากที่เขาพาลูกๆไปทะเลตามลำพัง เด็กๆไม่เป้นสุข เขาก็ด้วย ลงเอยด้วยการแบ่งเบียร์กันกินกับเด็กๆตอนขากลับ เขาเสียใจที่ส่งเมียเข้าโรงพยาบาลบ้า แต่ก็กลัวว่าเขาจะไม่สามารถควบคุมเธอได้อีกต่อไป ในขณะที่บรรดาตัวประกอบก็แสดงได้อย่างน่าทึ่งไม่ว่าจะเป็นเด็กๆ ไล่เรื่อยไปจนถึงบทแม่ของ นิค ซึ่งได้ แคทเธอรีน คาสซาเวสต์ แม่ของผู้กำกับมาเล่นเอง ( บทแม่ของมาร์เบิลหนังได้ เลดี้ โรว์แลนดส์ แม่ของ จีน่า โรวแลนดส์ จริงๆมาเล่นด้วย ) ซึ่งเธอเล่นได้อย่างสมบทบาท จนเราเข้าใจเธอแต่ก็อยากจะโยนเธอออกนอกบ้านด้วย

หญิงสาว ภายใต้แรงกดของความปกติ

และสิ่งที่หนังต้องการบอกเล่า และตั้งคำถามถึงไม่ใช่ หญิงสาว หากคือ แรงกด และความปกติ หนังตั้งคำถามตรงๆว่า ครอบครัวธรรมดาครอบครัวหนึ่ง จะมีชีวิตอย่าง-ปกติสุข ได้หรือไม่ หนังให้แทบจะทั้งเรื่อง การอยู่ร่วมของครอบครัว มักถูกขัดจังหวะด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสมอ นิคไม่กลับบ้านเพราะติดงาน(เขาแสดงออกอย่างชัดแจ้งว่ารักครอบครัวแค่ไหนในฉากนี้) แต่เขาก็พาเพื่อนร่วมงานขโยงใหญ่มาบ้าน เสียงโทรศัพท์ กริ่งประตู ผู้คน มักปรากฏขึ้นทันทีที่ทุกอย่างกำลังจะเข้าที่เข้าทาง และผู้คนรอบข้าง (ซึ่งคิดว่าตัวเองปกติ) มองดูมาร์เบิล ผู้ซึ่งไม่ปกติ หากวัดความปกติด้วยไม้บรรทัดของคนอื่นๆ และไม่พยายามเลยสักนิดที่จะเข้าใจเธอ ผู้คนพากันหวาดวิตก เรื่องเธอกับลูก เรื่องเธอกับนิค กดดันจนเธอแทบจะบ้า และนิคต้องส่งเธอเข้าโรงพยาบาลบ้า (ในฉากที่ยอดเยี่ยมที่สุดของหนัง นิคกอดเธอไว้แน่น และเธอสงบลง ก่อนที่หมอจะเข้ามา และแม่ของนิค คิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง ที่ส่งผลทำลาย คนทั้งคู่อย่างน่าเจ็บปวด (และผมร้องให้อย่างหนักในฉากนี้โดยไม่มีเหตุผลเลย))

และหลังจากกลับจากโรงพยาบาลบ้า มาร์เบิล เลิกร้องเพลง หรือเต้นรำ เลิกสวมเสื้อผ้าสีฉูดฉาด หันมาแต่งตัวเรียบๆ และเงียบใบ้ต่อทุกเรื่อง เธออาจเป็นมาร์เบิลผู้เป็นปกติ แต่คนดู และนิค กลับรู้สึกผิดปกติอย่างรุนแรง และเป็นนิคที่กดดันเธอ บางทีเราไม่ได้แต่เป็นเหมือน แม่ของนิค ที่อยากเห็นผู้คนเหมือนๆกัน(ด้วยความเชื่อมั่นว่าความเหมือนกันคือความถูกต้องปกติ) แต่เราเป็นเหมือนนิค ที่ตกอยู่ใต้ความกดดันของความปกติ ทั้งที่ตัวเองก็รู้และเข้าใจ พอมาร์เบิลเป็นปกติ นิคกลับโกรธ และกดดันเธอซ้ำ เราเป็นแบบนั้น กลัวที่จะต่างแต่กลัวที่จะเหมือน ลักลั่นอยู่ตรงกลาง กดดันทั้งตนเองและผู้คนรอบข้าง บางทีถ้านิคกล้าพอที่จะไล่ทุกคนไป (ฉากกลับบ้านของมาร์เบิล เขาเชิญคนมาเยอะแยะและไม่กล้าไล่ใครกลับบ้าน) กล้าที่จะกอดมาร์เบิลให้นานกว่านี้ บางที มาร์เบิลอาจไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลบ้า บางที นิคอาจไม่ตบเธอ และเขาอาจไม่ต้องถูกเด็ก ๆ (ซึ่งเข้าใจแม่ได้มากกว่าใคร ) ชกเอา (ฉากนี้ผมร้องให้โดยไม่มีเหตุผลอย่างมากมายอีกรอบ)

และในตอนจบ เป็นฉากเดียวที่ทั้งครอบครัวได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบ ปราศจากผู้คน (แรงกดดัน) โทรศัพท์ดังขึ้นขณะพวกเขาจัดเตียง แต่ไม่มีใครรับ เพราะความปกติไม่ใช่การอยู่ร่วมกับผู้อื่น (และยอมสูญเสียตัวเอง) หากคือการอยู่ร่วมกัน อย่างเป็นสุขต่างหาก

คารวะ จอห์น คาศซาเวสต์ จีน่า โรวแลนดส์ และ ปีเตอร์ ฟอล์ค คนละหลายๆจอกเลยครับ



หาข้อมูลหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่



หาอ่านเรื่อง จอห์น คาสซาเวสต์ แบบเต็มๆ(กว่านี้) ได้ใน ไบโอสโคป ฉบับ28 ปก lost in translation ครับ
ตัวหนังนั้นหาได้ที่ร้านพี่คนนั้นเช่นเคยครับ(ปกสวยมาก ทั้งชุด)

http://www.imdb.com/title/tt0072417/