see-it-and-die

ในที่หนึ่ง เด็กหญิงคนหนึ่งมองดูดวงดาว และเมฆหมอก
ในอีกที่หนึ่งเด็กผู้หญิงอีกคนมองดูใบไม้ และเห็นเส้นใบของมัน
เด็กผู้หญิงคนแรก เติบโตขึ้นเป็นเวโรนิก้า เธอเกิดและเติบโตในโปแลนด์ กำลังเข้าทดสอบการเป็นนักร้องประจำวงออเคสตร้า เธอมีปัญหาโรคหัวใจ และรู้สึกว่าเธอไม่ได้ อยู่คนเดียว -
เด็กผู้หญิงอีกคน เติบโตขึ้นเป็นเวโรนิค เกิดและเติบโตในฝรั่งเศส ประกอบอาชีพเป็นครูสอนดนตรี เธอมีปัญหาโรคหัวใจ และเฝ้าคิดถึงใครสักคนที่เธอไม่รู้จัก
และนี่ผู้หญิงสองคน พวกเธอหน้าตาเหมือนกัน ชื่อเหมือนกัน อยู่ในสองที่ มีสองชีวิต แต่ กลับรู้สึกถึงกันและกัน
......................................................................................................................


เป็นการยากที่เราจะเล่ารายละเอียดปลีกย่อยของหนังเรื่องนี้ออกมา เพราะ ในทุกภาคส่วนของหนัง ตั้งแต่ รายละเอียดเล็กน้อย ของแสงและเงา ไล่ไปจนถึงเรื่องอย่างดนตรีประกอบ เรื่องราว การแสดง และจังหวะของหนัง กระทั่ง ผงฝุ่น เป็นร่วมถักทอ ประสาน และรังสรรค์ จนกลายเป็นประหนึ่งบทกวีที่ถูกเขียนขึ้นโดยภาพอันวิจิตร เรื่องราวที่งดงาม และความหมายซ่อนเร้นอันล้ำลึก


และนี่เป็นผลงานก่อนหน้าไตรภาค สามสี อันลือลั่น ของ คริสตอฟ เคียลอฟสกี้ สุดยอดผู้กำกับชาวโปแลนด์ ผู้ล่วงลับ ผู้ซึ่งนิยมทำหนังที่ว่าด้วยเรื่องราวเหนือจริง การตกอยู่ภายใต้ ชะตากรรม - ลิขิตฟ้า ที่ไม่อาจต่อต้าน มองดูการดิ้นรนของมนุษย์ ต่อชะตากรรม ด้วยดวงตาแห่งทวยเทพ และในหนังเรื่องนี้ หนังเล่าเรื่องของการ - เลือกใช้ชีวิตใหม่ - โดยแตกตัวตนของชีวิตออกเป็นตัวละครสองตัว ซึ่ง รู้สึกถึงกัน- ตลอดเวลา ทั้งที่ไม่เคยพบกันมาก่อน เวโรนิก้า นั่น ร่าเริง เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา เธอร้องเพลงเสียงดังท่ามกลางสายฝน โยนลูกแก้วให้ผงฝุ่นโปรยลงมาบนผิวหน้า มีชายคนรักเป็นสิงห์มอเตอร์ไซค์ จู่ๆวันหนึ่งเธอก็รู้สึกว่า เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกนี้ในขณะที่เวโรนิค สวยงาม เยือกเย็น เธอทำงานเป็นครูสอนดนตรี (ในเพลงเดียวกับที่เวโรนิก้าร้อง) คิดถึงใครบางคน อย่างรุนแรง เธอได้รับโทรศัพท์ แปลกหน้า ของขวัญ และเทปลึกลับ และออกตามหาเจ้าของของขวัญ

และชีวิตของเวโรนิค ดูเหมือนจะเริ่มขึ้นหลังจากความตายของ เวโรนิก้า



หากชีวิตของเวโรนิก้าเสมือนด้านสว่างของเยาว์วัย กล้ารัก กล้าลองสิ่งต่างๆ ความตายของเธอคือการจบสิ้นของเยาว์วัย ความรักที่ต้องหลุดลอย บทเพลงที่ไม่อาจร้องจนจบ ดินแดนที่ไม่อาจไปถึง ในขณะที่เวโรนิค เป็นเสมือนการเติบโตที่ยังคงแห้งแล้ง ทางวิญญาณอยู่ ฉากหนึ่ง จู่ๆเธอบอกพ่อว่า เธอตกหลุมรักใครคนหนึ่งแต่เธอไม่รู้ว่าเป็นใคร และรู้สึกคิดถึงอย่างรุนแรง ขณะที่ร่วมหลับนอนกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งนั้นเป็นวันที่เวโรนิก้าจากไป ราวกับว่าความตายของหญิงผุ้หนึ่งปลุกวิญญาณอันหลับไหลของหญิงอีกผู้หนึ่งให้ตื่นขึ้น

ฉากหนึ่งในหนัง เล่าเรื่องผ่านหุ่นชัก ของเด็กสาวนักบัลเล่ต์ขาหัก ที่ตายแล้วกลายเป็นผีเสื้อ (ด้วยเพลงบทเดียวกับที่คอยหลอกหลอนเราตลอดทั้งเรื่อง) และเราก็ได้เห็นเวโรนิค กลายเป็นผีเสื้อ จริงๆ เมื่อเธอออกโบยบินตามหาความรัก ของเธอ ภายใต้ภาพที่ถูกย้อมสีเขียวเหลือง เรืองรอง และดนตรีประกอบที่ไพเราะราวบทเพลงจากสวรรค์ หากแต่คอยล่องลอยหลอนหลอก ราวกับวิญญาณภูตพราย และการแสดงระดับ คว้ารางวัลนำหญิงจากคานส์ของ ไอรีน จาคอบ ทำให้เวโรนิค และ เวโรนิก้า กลายเป็นผู้หญิงพิเศษ ที่ทั้งแตกต่างและคล้ายคลึงกัน


หนังปล่อยเรื่องราวกว่าครึ่งไปกับการค้นหาความรักของเวโรนิค เราเห็นเธอได้รับ สัมผัสแปลกประหลาดจากชายหนุ่มแปลกหน้า บางสิ่ง อาจเชื่อมโยงกับเวโรนิก้า (เช่นในฉากหนึ่งที่ใช้แสงสะท้อนจากกระจก เป็นคล้ายตัวแทนของภูติที่วิ่งเล่นในห้องของเวโรนิค ส่องฉายไปยังสายรัดกระดาษโน้ตเพลง (ที่เวโรนิก้าเคยนำพันนิ้วตัวเองเวลาร้องเพลง) บางสิ่งดูเหลือเชื่อเหนือจริง (เช่นการรู้ได้ถึงกล่องซิการ์) บางสิ่งลึกลับ สวยงาม (เทปบันทึกเสียงรถไฟ) บางสิ่งเจ็บปวดรวดร้าวและไม่ใช่ทุกสิ่งจะได้รับการเฉลย บอกเล่า หลายสิ่งยังเป็นความลับ ตั้งแต่หนังเริ่มจนจบ จนเรารับรู้ได้ถึงพลังแห่งบางสิ่งที่อยู่เหนือตัวละครในหนัง และเหนือเราทุกคนบนโลกนี้ ไม่ใช่เรื่องเล่าเพ้อ ฝัน แต่เป็นสิ่งที่เราไม่อาจอธิบายด้วยเหตุและผล


และการค้นพบ รสหวานในชิวิตเวโรนิค เมื่อเธอค้นพบผู้ชายที่เธออาจจะตกหลุมรักมาก่อนที่จะพบ และได้รับรู้ถึงอีกตัวตนหนึ่งซึ่งมีชีวิตอยู่ในโลกเดียวกับเธอ หนังเลือกจบบทสรุปอย่างสวยงาม ภาพสุดท้ายของหนังอธิบายถึงกากลับถึงบ้านของตัวตนที่แตกออกเป็นสอง การเริ่มต้นชีวิตใหม่ ภาพง่ายๆเพียงภาพเดียว สะท้อนความหมายทั้งหมดได้อย่างน่าทึ่ง


หนังถ่ายทอดภาพความลึกลับซับซ้อนแห่งการมีชิวิต อยู่ มีตัวเราอยู่ที่ไหนสักแห่งในโลกนี้อีกหรือไม่ ในทุกความเปลี่ยนแปลงของชีวิต จะความตาย หรือ หยดน้ำตาใช่หรือไม่ว่าเราได้รับโอกาสแห่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่ รวมไปถึงการรับสัมผัสลึกลับ จากโลก สิ่งที่เราอธิบายไม่ได้ แต่รู้สึกได้



ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร บทความชิ่นนี้ก็ไม่สามารถเล่าถึงสิ่งที่คนดูจะได้รับ จากหนังเรื่องนี้ออกมาได้อย่างที่ใจคิด น่าเสียได้ที่ คริสตอฟ เคียลอฟวสกี้ ไม่ได้มีโอกาสทำหนังเรื่องใหม่ๆให้เราชมอันอีกแล้ว เพราะเขาไม่ได้อยู่บนโลกนี้อีก ทิ้งไว้เพียงผลงานงดงามที่เล่าเรื่องราวผ่านดวงตาของทวยเทพ ไว้ให้เรารับรสสัมผัส และไม่ได้มีหนังมากนักที่สามารถบันทึก ความลึกลับของชีวิต และสิ่งเหนือคำอธิบายไว้ได้อย่างครบถ้วน จึงไม่ควรพลาด ที่จะหาชมสักครั้ง

Footnote

ขอบคุณ วีดีโอ อนุเคราะห์ จาก พี่สนธยา ทรัพย์เย็น แห่ง ฟิล์มไวรัส
ข้อมูลหนังหาได้ที่นี่ ครับ

http://www.imdb.com/title/tt0101765/
edit @ 2005/09/26 11:57:06


ภาพของแหล่งกำเนิดแสงสว่างวาบ จุดความมืดสู่ความสว่างเพื่อฉายภาพแผ่นฟิล์มเลื่อนขึ้นรวดเร็ว ปรากฏภาพองคชาติวูบ ก่อนะจะเปลี่ยนเป็นภาพการ์ตูน ภาพหนังเก่าเก็บ ภาพแมงมุม ภาพต้นไม้ตายซาก ภาพข่าวสงคราม ภาพพระเผาตัวเอง ภาพการเชือดคอแกะ และดวงตาที่เหม่อมอง ภาพ เลือนภาพเป็นภาพหญิงชรา ชายชรา ที่ล้วนต่างนอนห่มผ้าสีขาวราวกับไร้ชีวิต ตามด้วยเสียงโทรศัพท์ ขณะภาพจับจ้องหญิงชรากำลังหลับ เธอตายแล้ว ผมคิด และไม่อาจรับโทรศัพท์ได้ พลันเธอลืมตาโพลง
เลื่อนเป็นภาพเด็กชายนอนห่มผ้าขาว เด็กชายลุกขึ้นมาสวมแว่น อ่านหนังสือ สักพัก เหม่อมองมายังภาพใบหน้าขนาดใหญ่ของหญิงสาว สะท้อนราวกับอยู่บนจอหนัง เด็กชายลูบคลำภาพเบลอบนจอใบหน้าซ้อนทับรางเลือนราวกับ จะเป็นภาพของหญิงสาวสองคนก่อนเครดิตเปิดเรื่องจะขึ้น ในบทความของคุณไกรวุฒิ จุลพงศธรที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ไว้ในไบโอสโคปฉบับ 33 และ 34 (ซึ่งเขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้อย่างเยี่ยมยอด)บอกว่า นี่เป็นภาพแสดงถึงประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ จากยุคแรก มาจบที่ยุคของหลุยส์ บุนเยล และเป็นภาพเปิดก่อนเข้าสู่เนื้อเรื่อง ภาพสั้นๆไม่ต่อเนื่อง ย้ำเตือนว่านี่เป็นภาพยนตร์ และช๊อคความรู้สึกคนดู ทิ้งอารมณ์ล่องลอยหลอนหลอกราวถูกวิญญาณสิงสู่ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ห่มคลุมหนังไปทั้งเรื่อง

หนัง persona ว่าด้วย เรื่องของ อลิซาเบธ นักแสดงสาว ที่ครั้งหนึ่งระหว่างการแสดงละคร เธอก็หยุดพูดไปเสียเฉยๆ จากนั้นเธอไม่ได้พูดอีกเลย อัลมาเป็นนางพยาบาลที่ถูกจ้างมาพยาบาลอลิซาเบธ เธอไม่มั่นใจในงาน แต่ก็รับหน้าที่ไป หมอผู้รักษาแนะ ให้อลิซาเบธและอัลมาไปพักฟื้นที่บ้านตากอากาศริมทะเลห่างไกลจากผู้คน และที่นั่น ขณะอลิซาเบธนิ่งเงียบ และอัลมาเล่าเรื่องต่างๆ ทั้งคู่ได้ค้นพบด้านมืดของจิตวิญญาณ ทำสงครามและร่วมรัก แตกสลายและหลอมรวม ท่ามกลางบรรยากาศล่องลอยหลอกหลอนราวกับอีกโลกหนึ่ง


หนังมีเรื่องราวหลักๆเพียงเท่านี้ ตลอดเวลา 79 นาทีของหนัง กล้องจะทำหน้าที่เพียงจับภาพใบหน้าของตัวละคร ฝ่ายหนึ่งพูดจ้อไม่หยุด อีกฝ่ายนิ่งเงียบรับฟัง เราไม่เห็นกระทั่งว่าบ้านพักริมทะเลที่ทั้งสองอยู่แท้จริงแล้วมีรูปทรงเป็นเช่นไร อยู่ตรงไหน หรือแม้แต่ภาพทะเล เราเห็นเพียงภาพชายหาด โขดหินระเกะระกะ และไม้พุ่มเตี้ยๆ แม้แต่ทัศนียภาพยังล่องลอยหลอนหลอก หรือแท้จริงแล้วไม่มีทัศนียภาพใดปรากฏขึ้นในหนัง นอกจากไม่มีเหตุการณ์ หนังยังไม่มีสถานที่ และถึงที่สุดแล้ว หนังไม่มีตัวละครเสียด้วยซ้ำ


หนังเป็นการ บันทึกจิตวิญญาณมนุษย์ลงบนแผ่นฟิล์ม-(ดังที่คุณไกรวุฒิว่าไว้ ) โดยแท้

มีคำถามและคำตอบเกี่ยวกับชีวิตอยู่มากมายในหนัง หนังกำหนดให้ อลิซาเบธ มีอาชีพเป็นนักแสดงและ อัลมา เป็นนางพยาบาล สองอาชีพนี้อาจไม่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน แต่โดยเนื้อแท้แล้วมีความเป็นขั้วตรงข้ามของกันอยู่ ในฉากหนึ่งหนังให้อัลมาลุกขึ้นมาทาครีมกลางดึก และพูดกับกล้อง(คนดู) ถึงชีวิตเรียบง่าย สามัญของเธอ อุทิศตัวเพื่องานที่ตนรัก มีลูกและเลี้ยงพวกเขาด้วยมือของเธอ มีชีวิตเรียบง่าย ซึ่ง ก็ดีนะ..ก็ดี- เธอพูดเช่นนั้น คล้ายเคลิบเคลิ้มก่อนจะปิดไฟ

ในขณะที่อลิซาเบธ เป็นนักแสดงละครชื่อดัง ราไม่รู้จักเธอไม่รู้ถึงที่มาที่ไป หรือความฝันของเธอ รู้แต่เพียงจู่ๆ เธอก็เลิกเคลื่อนไหว และเลิกพูด จมดิ่งอยู่ในโลกเฉพาะ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว หมอวิเคราะห์ว่าเธอเพียงไม่อยากเล่นบทบาทใดๆในโลกอีก ไม่อยากฉีกยิ้ม ตีสีหน้า
อันไม่ได้หมายความแค่เฉพาะบนเวทีละคร แต่หมายถึงการมีชิวิต เพราะในทุกๆวันของการมีชิวิต เราล้วนระบบทบาทแตกต่างกันไป เราถูกครอบงำภายใต้ภาระหน้าที่ เราเป็นลูก เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูกน้อง เป็นเจ้านาย เป็นเพื่อน เป็นคนรัก เป็นศัตรู เป็นครู เป็นศิษย์ เป็นคนดี เป็นคนบ้า เป็นสัตว์ เป็นมนุษย์ เอาเข้าจริงแล้วเราไม่อาจรู้ได้ว่าบทบาทไหนคือของจริง และบทบาทไหนเป็นเพียงการแสร้งทำ อลิซาเบธเลือกที่จะยุติทุกบทบาทลงด้วยการไม่รับบทบาทใดอีก แต่แท้ที่จริง กระทั่งการไม่รับบทบาท ก็คือการเสแสร้งแกล้งสร้างบทบาทใหม่ขึ้นมา ภายใต้ความเรียบเฉยเย็นชา


-แม้แต่สถานที่ที่เธอหลบหนีก็มีใช่จะไม่มีรอยรั่วซึม ชีวิตน่ะมันไหลซึมเข้าสู่ทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหละ-


หมอกล่าวกับเธอ

หากอลิซาเบธ เป็น ศิลปิน ผู้มีมุมมองต่อโลกพิเศษพิสดาร อัลมา นางพยาบาล นั้นคือมุมมองของคนสามัญที่มีต่อโลกใบเดียวกัน นักแสดงละทิ้งความจริงไปสู่บทบาท ขณะที่พยาบาลสวมบทบาทแห่งการมีอยู่จริง และเอาเข้าจริงแล้ว อลิซาเบธ กับ อัลมา ไม่ได้เป็นผู้หญิงสองคน หากแต่เป็นจิตวิญญาณที่แตกออกมาจากกันและกัน

ฉากหนึ่งในหนัง อัลมาหลับฟุบไปบนโต๊ะ พลันมีเสียงร้องเตือนว่าเธออาจหลับไปบนโต๊ะ
มันอาจเป็นเสียงอลิซาเบธ (คนดูไม่เห็นหน้าเธอ) หรืออาจไม่ใช่ เมื่ออัลมาลืมตาขึ้นและพูดซ้ำประโยคนั้น ตามมาด้วยฉากในห้องนอนของอัลมา ภาพล่องลอยเหมือนความฝัน
อลิซาเบธเดินเข้ามาในห้อง ทั้งคู่แอบอิงกันและอลิซาเบธเปิดผมของอัลมา ทั้งคู่มองตรงมายังคนดู บรรยากาศล่องลอยราวเล่าเรื่องภูตผี คลุมเครือจนไม่อาจแยกแยะจริงลวง
ทำให้เราค่อยๆเข้าใจว่านี่คือการหลอมรวมเป็นหนึ่งหลังจากแตกออกเป็นสองของดวงวิญญาณ ศิลปินผู้หนึ่ง ดวงจิตแตกสลาย มันอาจมีสาเหตุมาจากโลกภายนอก (ภาพข่าวในห้องของอลิซาเบธ เป็นภาพการเผาตัวเองของพระรูปหนึ่งและภาพผู้คนในสงครามโลก เด็กน้อยชูสองมือขึ้นขณะทหารเอาปืนจ่อ) หรือมาจากเหตุการณ์แต่หนหลัง (เรื่องของลูก ทั้งของอัลมาและ อลิซาเบธ) หรืออาจไร้ซึ่งสาเหตุ


ศิลปินแตกจิตวิญญาณของตนออก จิตหนึ่งว่างเปล่า ไร้ถ้อยคำ เฝ้าสังเกต ในฐานะคนนอก(อันเป็นลักษณะที่มักพบในบรรดาศิลปินทั้งหลาย เฝ้าสังเกตชีวิตมนุษย์เพื่อสร้างงานศิลปะ) และจิตวิญญาณของคนสามัญ ที่อัดแน่นด้วยเรื่องเล่า หากแต่ใช่หรือไม่ที่ทั้งสองจิตล้วนเต็มไปด้วยความทุกข์เศร้า

อัลมา เคยทำแท้ง อลิซาเบธ อาจเกลียดชังลูกตัวเอง (ทั้งสองฉาก อาศัย-อำนาจแห่งวรรณกรรม- ด้วยการให้ ตัวละคร เล่าเรื่อง กล้องจับเพียงใบหน้าผู้เล่าและผู้ฟัง หากกลับเสมือนเหตุการณ์เกิดขึ้นตรงหน้า เรารู้สึกราวร่วมอยู่ในเซกส์หมู่ของอัลมา และอยู่ในความสับสนของอลิซาเบธ สองฉากนี้แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งการเล่า ของเบิร์กแมน ได้อย่างยอดเยี่ยม) การได้กลายเป็นแม่ หรือไม่ได้เป็นแม่ (ซึ่งเป็นภาระอันยิ่งใหญ่ของเพศหญิง) ล้วนนำมาซึ่งความทุกข์ จิตวิญญาณทั้งสองยืนอยู่ขั้วตรงข้ามขัดแย้ง หากแต่ล้วนร่วมในความทุกข์ทั้งคู่ และหนังเพิ่มความคลุมเครือมากขึ้น ด้วยการ จู่ๆตัดแบ่งเรื่องออกเป็นสองส่วนตรงจุดที่อัลมาเริ่มท้าทายอลิซาเบธ ภาพผีดิบ โครงกระดูก หนังเก่า และ ดวงตา ถูกตัดฉายก่อนเลือนสู่ครึ่งหลัง(ราวกับจะบอกว่านับแต่นี้จะมีแต่เรื่องเลวร้าย) หนังละเลยความต่อเนื่อง โดยหลังจากอลิซาเบธโดนแก้วบาด เธอไม่แสดงอาการใดเลยในฉากถัดมา
และในฉากทะเลาะตบตีหนังเริ่มจากฉากภายนอก จู่ๆก็ตัดกลับเป็นในบ้าน มันเป็นความไม่ต่อเนื่องธรรมดาหรือว่าแท้จริงแล้วหนังพยามยามย้ำถึงความไม่จริง ของตัวเรื่อง ย้ำว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเพียงเกิดขึ้น-ในใจ-เท่านั้น

และถ้าการพูด คือการแสดงตัวตน บทบาท ในฉากหนึ่งที่อัลมาจะเอาน้ำร้อนสาดอลิซาเบธแล้วเธอเผลอร้อง ตอกย้ำให้เห็นว่าสิ่งเดียวที่จะรวบดวงวิญญาณแตกสลายขึ้นมาได้ ไม่ใช่ความรัก ความเห็นใจ หากคือความกลัว อันเป็นสัญชาติญาณดิบพื้นฐานของมนุษย์นั่นเอง
ทุกบทบาทที่เราเล่น เชื่อมโยงกันไว้ด้วยสัญชาติญาณดิบ



ในช่วงท้าย หนังหลอมรวมตัวละครทั้งคู่เข้าเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง เมื่อในฉากหนึ่งอัลมาตื่นขึ้นมากลางดึก เปิดวิทยุแล้วพลันได้ยินเสียงเรียกชื่ออลิซาเบธ เสียงผู้ชายมาจากวิทยุราวกับการเรียกร้องจากโลกภายนอก ยิ่งเมื่อในฉากแรกๆ เราได้เห็นอัลมาเปิดวิทยุรายการละครให้อลิซาเบธฟัง(ก่อนจะปิดมันเพื่อหลบหนี) มันก็อาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นการเรียกร้องของโลกภายนอกที่มีต่อศิลปิน เสียงนั้นอาจทดแทนถึงบทบาทในหน้าที่การงาน ต่อมาเราทราบว่าเจ้าของเสียงคือสามีของอลิซาเบธ ซึ่งแทนค่าได้เท่ากับเสียงเรียกร้องของครอบครัว จะอย่างไรเสียแม้ศิลปินจะหลบหนีบาทในฐานะอื่นสักเพียงใด ก็ใช่ว่าจะทำให้บทบาทนั้นสูญสลายไปได้

แต่หนังกลับไปไกลกว่านั้นด้วยการให้แท้ที่จริงแล้ว ตัวตนของอลิซาเบธ อาจไม่ใช่ใ หน้าที่เรารับรู้(ในบทบาทของอลิซาเบธ)มาตลอด หากแต่เป็นใบหน้าที่เรารับรู้ในบทบาทของอัลมาต่างหาก ความคลุมเครือจุดนี้ทำให้หนังล่องลอยหลอนหลอกถึงขีดสุด ยิ่งหากเราลองสังเกตดูจะพบว่า แทบทั้งเรื่อง นอกจากอลิซาเบธจะไม่พูดเลยสักคำแล้ว เรายังแทบไม่ได้เห็นหน้าเธอเต็มๆด้วยซ้ำไป หนังเลือกจัดแสงให้เข้าทางด้านเดียว ไม่ซ้ายก็ขวา ส่งผลให้ซีกหน้าซีกหนึ่งของอลิซาเบธตกอยู่ในความมืด หรือไม่เธอก็มักหันข้างให้กล้อง หรือถูกบดบังด้วยใบหน้าของอัลมามาตลอด (เว้นแต่ในฉากที่เธอตบตีกับอัลมา อัลมาจับใบหน้าเธอแรงๆ และบอกให้เธอจดจำ-ใบหน้า-นั้นไว้)

ที่แท้ อลิซาเบธเป็นเพียง ครึ่งของจิตวิญญาณเท่านั้น ยิ่งเมื่อใบหน้าของเธอซ้อนทับกับอีกครึ่งของอัลมา ทำให้เชื่อได้ว่าแท้จริง สองมีเพียงหนึ่ง มาตลอด และทั้งหมดที่เราเห็นล้วนเป็น เหตุการณ์ในใจ-ทั้งสิ้น การกลืนรวมเป็นหนึ่งยิ่งชัดเจน เมื่อนางพยาบาลอัลมาบอกว่าเธอเรียนรู้มาพอแล้ว เธอตีอกชกหัวร่ำให้ ใช้นิ้วมือกรีดแขนตนเอง และอลิซาเบธดื่มเลือดจากแขนนั้น จิตวิญญาณที่แตกสลายรวมเป็นหนึ่ง จิตวิญาณของอลิซเบธซึ่งที่แท้อยู่ใต้ใบหน้าของอัลมา ในเมื่อ-ใบหน้า-เป็นสิ่งที่หนังย้ำเน้นมาตลอด(หนัง80 เปอร์เซ็นต์ ถ่ายใบหน้าตัวละคร) การทำลายความเชื่อถือ ต่อใบหน้าลงในฉากสุดท้าย เท่ากับทำลายสถานะของ บทบาท-ลงอย่างสิ้นเชิง เราชื่อ ในบทบาทศิลปิน ภายใต้ใบหน้าของอลิซาเบธ และบทบาทนางพยาบาลภายใต้ใบหน้าของอัลมา จะเป็นอย่างไรถ้าที่แท้แล้วใบหน้านั้นเป็นความลวง

ชีวิตคือสิ่งใด มันคือการหลอมรวมจิตวิญญาณแตกสลาย หลายชิ้นส่วน บ้างบกพร่องผุพัง บ้างสง่างามหมดจด บ้างบ้าคลั่ง บ้างสงบเงียบ เราไม่มี-ตัวตนที่แท้- ทุกบทบาทของเรา ทุกใบหน้าของเรา ล้วนเป็นตัวตนที่แท้ทั้งสิ้น เราเป็นเพียงสารประกอบ ของจิตวิญญาณหลากหลายที่ไม่สามารถระบุชัดเจนได้เท่านั้น



หนังจบตัวเองด้วยภาพฟิล์มหมดม้วน บอกว่า-ภาพยนตร์- จบสิ้นลงแล้ว ภาพฝัน ถึงจิตวิญญาณของศิลปิน จบสิ้นลง ทิ้งไว้เพียงงานศิลปะชั้นเลิศ ที่แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน เราก็ยังนำมันกลับมาค้นหาความหมายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้จบ

คารวะ อิงมาร์ เบิร์กแมน มาตรงนี้หนึ่งจอก

ข้อมูลหนัง หาดูได้ที่นี่ครับ

http://www.imdb.com/title/tt0060827



และบทความชั้นดีที่พูดถึงหนังเรื่องนี้ละเอียดยิบและน่าสนใจโดยคุณ ไกรวุฒิ จุลพงศธร หาอ่านได้ในคอลัมน์ symbolic corner ฉบับ 33 (ปก windstruck ) และฉบับ 34(ปก 2046) ครับ


edit @ 2005/06/15 06:50:47

early summer ฤดูกาลของชีวิต/FS

posted on 09 Jun 2005 17:32 by filmsick  in see-it-and-die



โนริโกะอายุ 28 ปีแล้ว แต่เธอยังคงอาศัยอยู่ในครอบครัวใหญ่ที่ประกอบด้วย พ่อ แม่ พี่ชายทำงานเป็นหมออายุรกรรม พี่สะใภ้ และหลานชายวัยกำลังซนอีกสองคน โนริโกะทำงานเป็นเลขานุการิณี ในบริษัทแห่งหนึ่ง ที่มีเจ้านายหนุ่มน่ารักนิสัยดี เธอมีเพื่อนสาวสนิทสนมชื่ออายะที่มักจะไปไหนด้วยกันเสมอ สำหรับโนริโกะ ชีวิตของเธอช่างเรียบง่าย งดงาม และเต็มไปด้วยความสุข ไม่ว่าจะเจอเรื่องใดเธอก็สามารหัวเราะหัวใคร่กับมันได้ทุกเรื่อง

หากแต่ในครอบครัวแสนสุขนั้น ทั้งพ่อ แม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้ ลามไปจนถึงเจ้านายของเธอ พากันวิตกกังวลเรื่องที่เธอยังไม่มีสามี ครั้งหนึ่งคุณลุงของเธอมาเยี่ยมจากชนบท ท่านถึงกับเอ่ยปากชักชวนพ่อและแม่ให้ย้ายไปอยู่ที่นั่น พ่อกับแม่ตอบรับแต่บอกว่าจะย้ายไปหลังจากโนริโกะออกเรือนไปแล้ว ทุกคนพากันเป็นกังวลเรื่องนี้ เว้นแต่ตัวโนริโกะเอง และอายะ เพื่อสนิท ที่ไม่เห็นดีเห็นงามด้วยกับการใช้ชีวิตสมรส จนกระทั่งเจ้านายของโนริโกะ พบชายหนุ่มนักธุรกิจที่มีฐานะมั่นคงและชาติตระกูลเหมาะสมกับโนริโกะ ทุกอย่างจึงดำเนินไปอย่างเงียบๆ โดยที่โนริโกะไม่ได้ปริปากอะไร ได้แต่ยิ้มหัวไม่ตอบคำอยู่เช่นนั้น และในห้วงเวลานั้นเอง โนริโกะค่อยๆเรียนรู้ว่า เธออาจรักใครคนหนึ่งมาตลอด และคิดจะตั้งต้นชีวิตคู่เสียที เธอจะยิ้มรับไม่ว่าเรื่องราวใดๆ แต่เมื่อมีการเริ่มต้นใหม่ก็หมายความว่ามีบางสิ่งต้องจบสิ้นลง ครอบครัวแสนสุขนี้ค่อยเรียนรู้ช้าๆถึง ต้นฤดูร้อนที่กำลังล่วงผ่าน ยังคงมีอีกหลายฤดูให้เผชิญหน้า และยังมีความเจ็บปวดมากมายที่ชุกช่อนอยู่ใน การมีชีวิต
.............................................................



และก็เป็นเช่นเดียวกันกับหนังทุกเรื่อง ของ ปรมาจารย์ผู้กำกับ ยาสึจิโร่ โอสุ หนังดำเนินเรื่องไปอย่างเรียบง่าย จนดูราวกับเพียงแค่กล้องไปตั้งแช่ถ่ายภาพชีวิตประจำวันของตัวละคร การเคลื่อนกล้อง เทคนิคภาพยนตร์หวือหวาแทบหาไม่พบ ห่างไกลจากความเป็นหนังชีวิตรันทดเร้าอารมณ์ หากแต่ด้วยวิธีการที่เหมือนจะเรียบง่ายนี้เอง ที่ค่อยๆฉุดดึงคนดูให้จมลงในเรื่องเล่าของเขา การถ่ายทำที่เหมือนจะง่ายกลับละเอียดประณีตในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสง วางกล้อง (กับทาตามิ ชอตอันลือลั่น ) รวมไปถึงการจัดตำแหน่งตัวละครในกรอบภาพ ทุกฉากที่เป็น ฉากในครอบครัว กล้องวางในตำแหน่งทาตามิชอต(ถ่ายในตำแหน่งเดียวกับระดับสายตาคนนั่งอยู่บนเสื่อทาตามิ) ตัวละครจะถูกจัดตำแหน่ง หน้า กลาง หลัง อย่างเหมาะสม ภาพที่ออกมาลึก ชัด และ สวยงามมาก นอกจากนั้น โอสุ ยังนิยมใช้นักแสดงเดิมๆทั้ง ชิสุ เรียว ที่เป็นเสมือนเครื่องหมายการค้า ของเขาและ เซตสึโกะ ฮาระ ซึ่งรับบท ภายใต้ชื่อ โนริโกะ(ซึ่งในlate spring หนังเรื่องก่อนหน้า และในtokyo story งานโบแดงของโอสุ เธอกรับบท ตัวละครชื่อ โนริโกะ เช่นกัน ) (และหลายสิบปีต่อมา ประดาผู้กำกับรุ่นหลังๆที่ชื่นชม โอสุ ยังคงใช้วิธีการนี้ไม่ว่าจะเป็น katie outinen สาวหน้าป่วยใจงามของผกก. Aki kaurismaki เสี่ยวกัง ไอ้หนุ่ม(เกือบ)ใบ้ ของไฉ้หมิงเลี่ยง รวมไปถึง เหลียงเฉาเหว่ย ในบท โจวมู่หวัน ของ หวังกาเหว่ย )

และก็เป็นเช่นเดิมที่หนังของโอสุยังคงเล่าเรื่องเดิมๆ ความสัมพันธ์และช่องว่างในครอบครัว ความเปลี่ยนแปลงที่ต้องเกิดขึ้นและ ความเจ็บปวด จากความไม่สมประสงค์ของชีวิต ครั้งนี้ หนังพยายามมุ่งเล่าภาพ วันชื่นคืนสุขของครอบครัวเล็กๆครอบครัวนี้ภาพการรับประทานอาหารร่วมกันทั้งบ้าน ภาพเด็กเล่นรถไฟ พี่สะใภ้ น้องสามี แอบกินชอร์ตเค้กกันยามดึก ภาพพี่ชายทะเลาะกับหลานๆกันจนเด็กๆหนีออกจากบ้าน และพี่ชายหนีไปอยู่ที่คลินิกเล่นโกะไปเป็นห่วงไป ภาพพ่อแม่ออกไปเดินเที่ยวกันตามลำพังสองคน เสียงหัวเราะหัวใคร่ รอยยิ้มริมแก้มของผู้คน ซึ่งทั้งหมดทั้งสิ้นแม้จะสวยงามสักเพียงใดก็ล้วนเป็นเพียงสิ่งไม่จีรัง


หนังให้เรารับรู้ความจริงข้อนี้ช้าๆ และกลายเป็นหนังที่ทั้งๆที่เต็มไปด้วยความสุข แต่ก็เรากลับรู้สึกโศกเหงาเมื่อหนังจบ เพราะโนริโกะ และ อายะ เพื่อนสนิท ค่อยๆรู้ช้าๆว่าวัยเยาว์สวยสดงดงงามกำลังจะหมดสิ้นลงเมื่อเพื่อนไม่สามารถมาร่วมสังสรรค์ได้ พ่อกับแม่เรียนรู้ว่าเวลาแสนสวยงามกำลังจะจากไป ลูกๆจะเติบโตและโบยบินไปในโลกกว้าง พ่อแหงนมองฟ้าอยู่ริมทางรถไฟหลังโนริโกะตัดสินใจเรื่องแต่งงาน ท้องฟ้ากวักมือเรียกหาลูกแล้ว ฉากหนึ่งที่มักจะมีอยู่เป็นประจำในหนังของโอสุ คือฉากท้องฟ้า หนังมักถ่ายภาพตัวละคร(ซึ่งมักเป็นคนชรา)แหงนหน้ามองท้องฟ้าสีฟ้า(แต่ในหนังเป็นขาวดำ) ในวันที่อากาศปลอดโปร่ง เมฆเป็นริ้วๆ ลอยคว้าง และหนังของโอสุก็เป็นเช่นท้องฟ้า สงบนิ่งเยือกเย็น แต่แฝงความเศร้าเอาไว้ในรูปแบบที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสถึง



มีบทความชิ้นหนึ่งในนิตยสราร film comment กล่าวถึงตัวละครหญิงในหนังของโอสุ ว่า เป็นตัวแทนของหญิงสาวยุคใหม่ ในเรื่องโนริโกะ ไม่ได้แต่งงานไม่ใช่เพราะเธอไม่สามารถ แต่มันเกิดเพราะเธอไม่ต้องการ เธอและอายะเพื่อนสาว มักล้อบรรดาเพื่อนๆที่แต่งงานแล้วเสมอ และในตอนท้ายเธอเลือกแต่งงานกับผู้ชายที่เป็นหม้าย ดูไม่น่าจะเป็นชายในฝันของใครได้ และแม้จะคัดค้านกับความต้องการของครอบครัว เธอก็ยังยืนยันถ้อยคำ การให้ค่าการแต่งงานเป็นสูงสุดของผู้หญิงนั้นทำให้การไม่แต่งงานของเธอเป็นกลายเป็นหญิงยุคใหม่ (แต่หลายคนมองว่าขึ้นคาน) แต่จุดที่ทำให้โนริโกะแตกต่างออกไปคือเธอไม่ไดเลือกไม่แต่งงานเพราะอยากเป็นหญิงยุคใหม่ เธอพร้อมจะแต่งงานทันทีที่เธอพบคนที่รัก ยินดีไปกัดก้อนเกลือกินห่างไกลบ้านเกิดเมืองนอน การเป็นหญิงยุคใหม่ หรือไม่ไม่สำคัญเท่ากับการเรียนรู้หัวใจตัวเอง และส่วนนี้ต้องขอบคุณ เซตสึโกะ ฮาระที่เล่นบทนี้ได้อย่างไม่มีที่ติ ทั้งรอยยิ้ม ท่าทาง วิธีการที่เธอปฏิบัติต่อผู้คนรอบข้าง ไม่แปลกใจเลยที่ในเรื่องนี้ โอสุ เจาะจงเลือกเธอมาเล่น โดยบอกว่าหากไม่มีเซตสึโกะ ฮาระก็ไม่มีหนังเรื่องนี้ (พี่แมดเคยบอกไว้ว่าโอสุบอกว่า มีดาราหญิงมากมายที่เล่นบทโสเภณีได้อย่างสมบทบาท แต่ไม่ใช่ทุดคนที่จะเล่นบท คุณหนูได้เป็นคุณหนูทุกกระเบียด อย่างฮาระ)
.....................................


ต้นฤดูร้อนมักอบอุ่นสวยงาม แต่ยังมีอีกหลายฤดูให้ค้นพบ ฤดูร้อนตอนปลายอาจเร่าร้อนเกินทน หรือเจิดจ้าพอสำหรับการเรียนรู้ ฤดูฝน อาจเฉอะแฉะ หนืดเนือย หรือ ชุ่มฉ่ำพร้อมรับการเติบโต ฤดูหนาวอาจหนาวเหน็บเจ็บปวด หรืออาจทำให้เราได้มีเวลาอบอุ่นหัวใจ และเมื่อฤดูร้อนจะสิ้นสุด อาจมีความโหยหาอาลัยแฝงเร้นในห้วงรู้สึก หากแต่เราก็ต้องพร้อมเผชิญหน้ากับฤดูกาลต่อไปในชีวิต แม้รู้สึกอ้างว้างลำพังสักเพียงใดก็ตาม อย่างน้อยเราก็มีต้นฤดูร้อนนั้น ที่จะสถิตเสมอในดวงใจ


ได้หนังเรื่องนี้มาจากร้านพี่คนนั้นที่จตุจักรครับ เชื่อว่าหาได้ไม่ยากนัก
ดูข้อมูลหนังเรื่องนี้ได้ที่

http://www.imdb.com/title/tt0043313/


ดูข้อมูลเพิ่มเติมของโอสุ (จากฝีมือพี่Madeliene) ได้ที่นี่ครับ


http://www.bioscopemagazine.com/review/index-in.php?id=12733