see-it-and-die

 

 

มีโทรศัพท์ถึงเขาเมื่อต้นปี

 

คงเป็นภรรยาเก่าของเขานั่นเอง เธอโทรมาต่อว่าเขา เรื่องที่เขาไม่เขียนจดหมายไปบอกเธอเลย เขาส่งปฏิทินให้เธอ แต่ไม่เขียนบอกความอะไรเอาไว้ เสียงเธอนั้นถูกบันทึกไว้ในเครื่องรับโทรศัพท์ เครื่องซึ่งตั้งอยู่ข้างคูลเลอร์น้ำ ข้างคูลเลอร์น้ำมีปฏิทิน

 

พวกเขากลับไปยังอาร์เมเนียเมื่อปีที่แล้ว

 

ตลอดทั้งปีเขาพบปะหญิงสาวมากหน้าหลายตา เขาชวนเธอมาที่ห้องกินดื่มกันเล็กน้อย พวกเธอเป็นคนของที่อื่น ตุรกี ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย ไล่เลยไปถึงชาติที่ไม่อาจคาดเดา  หลังสนทนากันเล็กน้อย พวกเธอจะลุกไปโทรศัพท์ด้วยภาษาพื้นถิ่นของตัวเอง โทรศัพท์ที่วางอยู่บนคูลเลอร์น้ำข้างปฏิทินนั่นแหละ ระหว่างที่พวกเธอคุย เขาก็คิดถึงผู้หญิงอีกคนหนึ่ง

 

พวกเขาทั้งคู่ล้วนเป็นคนอาร์เมเนียซึ่งไปโตขึ้นที่อื่น เขาและเธอกลับมาอาร์เมเนียเพื่อถ่ายรูปโบสถ์เก่าในอาร์เมเนีย ภาพงดงามของอารยธรรมโบราณที่ตอนนี้เหลือเพียงซากแสดงความรุ่งเรือง เขาไปถ่ายรูปเธอเอากล้องไปถ่ายเขาแต่เธอก็ถ่ายสิ่งอื่น

 

ระหว่างทางเขาจ้างคนอาร์เมเนียคนหนึ่งเป็นคนขับรถ ภรรยาของเขารู้ภาษาอาร์เมเนียทำหน้าที่เป็นล่ามให้กับเขา เธอกับชายผู้นั้นสื่อสารกันด้วยภาษาที่เขาไม่สามารถเข้าใจได้อีกแล้ว ระหว่างการท่องไปตามสถานที่อันงดงาม เขาค้นพบว่ากำลังสูญเสียเธอไปทีละน้อยๆ ตอ่หน้ากล้อง

 

ภาพยนตร์โดย ATOM EGOYANซึ่งเป็นที่รู้จักจากหนังอย่างEXOTICA หรือ THE SWEET HEREAFTER  ผู้กำกับชาวอาร์เมเนีย ซึ่งเกิดในอียิปต์ แต่เติบโตและปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ในแคนาดา ว่ากันว่าในวัยเด็ก EGOYAN มีความขัดแย้งกับพ่อของเขา ทำให้เขาปฏิเสธวัฒนธรรมอาร์เมเนียน หากตอนเขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเขาก็หันมาศึกษาวัฒนธรรมของแผ่นดินเกิดอีกครั้ง เขาแต่งงานกับ ARDINEE KHANIJAN นักแสดงสาวชาวอาร์เมเนีย ซึ่งแน่นอนว่า เธอคือนักแสดงขาประจำให้กับหนังของเขาเอง ว่ากันว่า ARSINEE KHANIJAN คือแรงบันดาลใจหนึ่งที่ทำให้ EGOYAN เริ่มกลับมาสนใจวัฒนธรรมอาร์เมเนียอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ล้วนปรากฏเห็นเป็นภาพขึ้นมาจริงๆในหนังเรื่องนี้ ซึ่ง ARSINEE KHANIJAN รับบทภรรยาเก่า และตัวEGOYAN เองมารับบทสามี

 

เราอาจแบ่งตัวหนังออกเป็นสามส่วนตามภาพที่ปรากฏ ส่วนแรกคือภาพในห้องพักของ ‘ช่างภาพ' ห้องซึ่งมีโทรศัพท์ ปฏิทิน และหญิงสาวมากหน้าหลายตา กล้องตั้งนิ่งแค่ตรงคูลเลอรืน้ำ และโต๊ะกินข้าวที่ซึ่งเขาจ้องมองมายังกล้อง หรือเขียนจดหมายที่ไม่ได้ส่งรำพันถึงคนรักที่หลุดมือ ส่วนที่สองคือภาพอันสั่นไหว ไม่คมชัด บันทึกจากกล้องวีดีโอที่ภรรยาของเขาถือติดมือไป ภาพในนั้นเป็นคล้ายโฮมวีดีโอที่ถ่ายเล่นเวลาไปเที่ยว ภาพบังเอญของฝูงแกะ ของบรรดาซากโบสถ์ที่ไปถึง บางครั้งเขาก็เป็นคนถ่าย เฝ้ามองเธอสนทนาภาษาแปลกประหลาดกับเจ้าไกด์ที่รู้เรื่องประวัติศาสตร์เก่าแก่ของอาร์เมเนีย ในขณะที่ภาพส่วนสุดท้ายคือภาพตั้งนิ่งแทนสายตาของเขา ภาพจากมุมมองของ ‘กล้องถ่ายรูป'ของเขาซึ่งมาถ่ายปฏิทินในประเทศนี้ ภาพคมชัดแทนสายตาของตัวเขาที่จ้องมองไปยังทัศนียภาพและผู้คน

 

ในหนังเรื่องนี้ ATOM EGOYAN ผูกโยง ภรรยา /คนรัก /ความรัก ของเขาเข้ากับแผ่นดินแม่ที่เขาไม่รู้จัก  ความแปลกแยก และความสัมพันธืแบบทั้งรักทั้งชังที่เขามีต่ออาร์เมเนีย ถูกถ่ายทอดแบบซ้อนสองชั้นโดยสวมรอยเข้ากับรูปแบบความสัมพันธ์ของเขากับหญิงคนรัก

 

ในทาหนึ่ง หนังแทบทั้งเรื่องเป็นภาพจาก ‘ดวงตา'ของเขา ภาพจากตำแหน่งที่กล้องถ่ายรูปของเขาตั้งอยู่ เพ่งมองไปยังผืนผ้าใยอันเคลื่อนไหวได้ ภาพของชายชาวอาร์เมเนีย และคนรักของเขา สนทนากัน แรกทีเดียวเธอรับหน้าที่ล่ามแปลความให้กับเขา คำอธิบายแกนๆเกี่ยกับที่มาที่ไปของโบสถ์แต่ละแห่ง ปีที่สร้างและความหมายของมัน ซึ่งเขารับฟังเพียงผ่านหู  เพราะสำหรับเขานี่เป้นเพียงงานหาเงิน เขามาที่นี่เพื่อถ่ายรูปสวยๆไปลงปฏิทิน เขาไม่เหลือความผูกพันไดๆ ไม่เห็นรากเหง้าของตนเองหลงเหลืออยู่ ถ้าไม่จำเป็นเขาก็ไม่ได้คิดจะมาที่นี่ ผิดกับคนรักของเขาที่ดูตื่นตากับรากเหง้าอันแปลกใหม่ของประเทศนี้  เขาเฝ้าจ้องมองบทสนทนาของเธอกระทั่งความจริงเปิดเผยเมื่อเขาพูดขึ้นว่าบางทีตาคนขับรถนี่ที่มาเล่านู่นนี่อาจเพราะต้องการเงินก็ได้   เธอย้อนถามเขาว่า เขาจะมาที่นี่ไหม ถ้าไม่ต้องมาถ่ายรูป คำถามที่เธอก็รู้คำตอบดี ทิ่มแทงให้เขากลายเป็นคนนอกไปโดยสิ้นเชิง

 

หากกล้องถ่ายรูทำหน้าที่บันทึกภาพฉาบฉวยสวยงาม ดวงตาของกล้องถ่ายรูปคือดวงตาอันห่างเหินเย็นชา หมายตักตวงเอาผลประโยชน์จากแผ่นดินนี้ ยิ่งฉากของมันงดงามมากแค่ไหน มันก็ยิ่งห่างเหินมากขึ้น อุดมไปด้วยกรอบจำกัดมากขึ้น ยิ่งในฉากหนึ่ง เธอชวนเขาไปเดินเล่นขณะเขารอคอยให้แสงแดดเหมาพเจาะแก่การถ่ายภาพ เขากล่าวปฏิเสธ อ้างว่ากล้องจะหายถ้าเขาไปจากตรงนี้ เธอย้อนว่าที่นี่ไม่มีมนุษย์สักคนนอกจากเรา แต่เขาก็ยังคงปฏิเสธ เขาอาจกลัวกล้องหาย กลัวมาไม่ทันแสงแดด แต่สิ่งที่เขากลัวมากกว่านั้น คือเขากลัวที่จะต้องมองดูเธอในฐานะคนแปลกหน้า มองภาพเธอเดินคุยกับชายหนุ่มอีกคนด้วยภาษาที่เขาไม่เข้าใจ

 

ความในใจของเขาถูกเปิดเปลือยด้วยกล้องอีกชนิดหนึ่ง กล้องวีดีโอราคาถูกที่เธอเป็นคนพามา แรกทีเดียวเขาไม่สบอารมณ์เจ้ากล้องวีดีโอนี่ แต่สุดท้ายเขากลายเป็นคนใช้มัน บันทึกสิ่งที่เขาขาดหายหากโหยหา สิ่งที่เขาปรารถนา แต่ถึงที่สุดแล้วไม่อาจเข้าไปมีส่วนร่วมกับมันได้อีกต่อไป ฉากหนึ่งที่เจ็บปวดมากเมื่อเขาค้นพบว่าเขาถ่ายเธอจากข้างหลังและใช้เวลาถึงสองนาทีกับอีกหลายสิบวินาทีกว่าเธอจะเห็นว่าเขามองอยู่ ช่วงเวลาที่กล้องบันทึกภาพเธอเพริดไปกับสรรพสิ่งอันเก่าแก่ และหลงลืมเขาไปทีละน้อย เขาที่ไม่อาจเข้ากับแผ่นดินที่ตนจากมาได้อีกต่อไป  

 

ภาพในกล้องวีดีโอบันทึกภาพโดยตัวเขา มองดูหญิงสาว สนทนากัยหนุ่มอาร์เมเนีย พวกเขาเดินเที่ยวไปด้วยกัน  พบปะกับคนพื้นเมือง ตื่นตากับภาพแกะสลักบนผนังโบสถ์  ภาพแกว่งไกวไม่สมบูรณ์แบบของกล้องวีดีโอ คือภาพความสัมพันธ์อันค่อยๆแตกยับลงไปต่อหน้า  เขานั่งดูมันซ้ำๆ และปฏิเสธการรับโทรศัพท์ของเธอ เขาเขียนจดหมายถึงเด็กอาร์เมเนียที่เขาอุปการะถามว่าเธอพาไอ้หนวดไปที่นั่นหรือเปล่า จากนั้นก็ฉีกมันทิ้ง  

 

หญิงคนรักก็เฉกเช่นเดียวกับแผ่นดินแม่ เขามัสายเลือดสืบสานมาจากที่นั่น แต่เขาห่างไกลจากมันออกไปทุกที หญิงสาวในที่สุดจากไปพร้อมกับหนุ่มอาร์เมเนีย เธอคืนสู่แผ่นดินแม่ของเธอแล้ว มีแต่เขาซึ่งติดอยู่ตรงกลาง หลังจากนั้นเขาตระเวนไปรอบๆโลก (ซึ่งหนังอุปมาแผ่นดินผ่านหญิงสาวมากหน้าหลายตา หลากเชื้อชาติ ) แต่เขาไม่อาจเป็นส่วนหนึ่งกับแผ่นดินใดเลย สุดท้ายทุกคนล้วนลุกไปโทรศัพท์ส่วภาษถิ่นลับหลังเขาทั้งสิ้น ทิ้งเขาไว้กับความทรงจำเกี่ยวกับแผ่นดินแม่ซึ่งไม่อาจเรียกคืน ปฏิทินแขวนข้างฝาพร้อมกับปีเดือนที่เลื่อนไป หญิงสาวที่ปลายสายซึ่งเขาไม่ได้รับไกลออกไปจากเขา ภาพสวยงามฉาบบนหน้ากระดาษของปฏิทินคือโลกที่เขาอยู่ แต่จิตใจของเขาเอาแต่ถวิลหาภาพเคลื่อนไหวไร้ความคมชัดในวีดีโอ 

 

เธอโทรมาอีกครั้งในเดือนธันวาคมซึ่งเขายังไม่ได้รับ และปฏิทิน กำลังจะถูกปลดลง

 

GENTLY DOWN THE STREAM (SU FRIEDRICH /1980/US)

posted on 19 Jan 2010 10:43 by filmsick  in see-it-and-die

too beautiful to describe please go watch it by yourselves

 

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว นิโคลัสกำลังมุ่งหน้าไป ระหว่างทางเขาพบชายผู้หนึ่งซึ่งจูงสุนัขมาตัวหนึ่งชายผู้นั้นบอกว่าเขาคืออัศวินสิงห์ และนี่คือสิงโตของเขา เขากำลังเดินทางไปสู่กับออร์ก เพื่อช่วยหญิงคนรักที่ถูกคุมขังบนหอคอย เขาให้นิโคลัสเดินตรงไปแล้วจะได้เจอหอคอย และเจอเจ้าหญิง ส่วนเขาจะตรงไปเช่นกันไปยังปราสาทของออร์ก ไปสู้กับออร์กเพื่อช่วยเจ้าหญิงออกมา

 

แล้วนิโคลัสก็ได้พบเจ้าหญิง นางรับเขาขึ้นไปบนหอคอย บอกให้เขาดึงดาบ หากดึงได้จะได้เป็นเจ้าของหวัใจนาง เขาดึงได้ และเดินทางไปปราบออร์ก ในขณะเดียวกัน อัศวินสิงห์โตไปท้าสู้กับออร์ก แต่ได้พบกับภรรยาของออร์ก ซึ่งถูฏบังคับให้แต่งงานกับเจ้าออร์กเพราะคำสัญญา นางพาอัศวินไปซ่อน รับคำท้าไปแจ้งแก่สามี 

 

อัศวินสิงโตสู้กับออร์ก โดยได้รับความช่วยเหลือจากนาง แต่ก็ต้องพ่ายแพ้เพราะกลโกง นิโคลัสเดินทางมาทัน เขาปราบออร์ก รู้ว่าเพื่อนรักท่ำกลังสิ้นลมมีใจให้นางภรรยาของออร์ก เขากลับไปรับเจ้าหญิงซึ่งบอกว่าแท้จริงนางหลงรัก อัศวินสิงห์โต แต่นางต้องให้นิโคลัสเป็นเจ้าหัวใจเพราะคำสัญญาที่นางให้ไว้ว่าหากใครดึงดาบได้จะได้เป็นเจ้าหัวใจ ทั้งคู่เดินทางไปหาอัศวินสิงห์โต และนางภรรยาของออร์ก อัศวินสิงห์โตสิ้นลมอย่างสงบก่อนจะฟื้นคืนชีพ ทั้งสองคู่ได้ครองรักอย่างมีความสุขชั่วกาลนิรันดร์

 

ถูกต้องแล้วนี่คือนิทาน นิทานปรัมปราโบร่ำโบราณที่เล่าเรื่องอัศวิน เจ้าหญิงเจ้าชายยักษ์มาร  รักแท้ และความสุขชั่วกัลปาวสาน  เข้าใจกันได้ในทันทีที่อ่านเรื่องย่อ เราคงไพล่จินตนาการเพริดไปถึง บรรยากาศโบร่ำโบราณ ปราสาทเก่าแก่ เครื่องแต่งกายงามหรู  การผจญภัยชวนใจระทึก  งานสร้างอลังการหวานซึ้ง ซึ่งต้องขอแสดงความเสียใจว่ามันจะไม่เกิดขึ้นเลย

 

เพราะในหนังเรื่องนี้ มีเพียงผู้ชายสองคนสวมเสื้อเชิ้ตกางเกงยีน รองเท้าหนัง สิงโตก็เป็นเพียงสุนัขน่ารักตัวหนึ่ง ฝ่ายสุภาพสตรีอาจได้เครื่องแต่งกายที่ดูเข้าท่ากว่า แต่ยังห่างไกลจากเครื่องทรงแบบเจ้าหญิงหรือกระทั่งหญิงโบราณนัก  ออร์กนั้นเหล่าก็โผล่มาแค่มือถือดาบกับเท้าขนดก  สเปเชียลเอฟเฟคต์อย่าได้แลหา เพราะกระทั่งการถ่ายทำ ก็ตั้งกล้องถ่ายกันง่ายๆ เลือกเล่าเอาแต่ที่จำเป็น กล่าวให้รวบรัด ว่านี่คือหนังเทพนิยายที่ถ่ายราวกับเป็นหนังของROBERT BRESSON ก็มิปาน  แต่หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังของROBERT BRESSON มันคือหนังของEUGENE GREEN

 

EUGENE GREEN เริ่มทำหนังเรื่องแรกตอนอายุปาเข้าไป 50 เขาใช้ดาราชุดเดิมในหนังทุกเรื่องของเขา หนังซึ่งเรียบง่ายจนแทบเหมือนละครโรงเรียนมากกว่าหนังจริงๆ เขาเกิดในอเมริกา แต่ย้ายมาอยู่ปารีสตั้งแต่ยังหนุ่ม ซึ่งสำหรับตัวเขาเองยึดปารีสเป็นเสมือนบ้านเกิดเมืองนอนจริงๆ หรือถ้าจะให้ยิ่งไปกว่านั้น เขาชิงชังบ้านเดิด(ที่แท้)ของตนเองอย่างยิ่ง เขาเรียกที่นั่นว่า บ้านป่าเมืองเถื่อนที่ซึ่งทำลายอารยธรรมของโลก  เขายินดีสัมภาษณ์เป็นภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน  คาตาลัน แต่ไม่ยอมพูดภาษอังกฤษ  เช่นเดียวกับหนังของเขา สิ่งที่เขาสนใจจริงๆในหนังคือ ‘ภาษา' พลังอำนาจและการทำงานของมัน

 

กล่าวได้เลยว่าหนังทั้งเรื่องนี้เดนหน้าไปได้ด้วยการทำงานของภาษา  ซึ่งตัวมันเองในแต่ละหน่วยคำหาได้มีความหมายเฉพาะจวบจนมันได้ทำงานสัมพันธ์กับหน่วยอื่น การประคับประคองกันและกันของหน่วยภาษาที่ต่างกัน สะท้อนความหมายใส่กันไปมา ได้ก่อร่างประโยคขึ้นซึ่งก็ทำหน้าที่เช่นกันในการก่อร่างเรื่องราวขึ้น -นี่คือทฤษฎีภาษาศาสตร์ที่คิดค้นขึ้นโดย  โซซูร์ และ GREEN ทำใมห้เรา ‘เห็นเป็นภาพ' ขึ้นมาจริงๆ

 

หากเราแยกชิ้นส่วนหนังเรื่องนี้ออกมา เราจะพบว่าไม่มีสิ่งใดหลงเหลือร่องรอยเค้าเดิมของหนังอีกต่อไป เพราะที่เราได้คือ บรรดาหนุ่มสาวนุ่งยีนส์ สวมเชิ๊ต  สถานที่ซึ่งเป็น ปราสาทเก่าๆในยุโรป ชุดขนดก(ที่มีแต่แขนกับหลัง) หนึ่งชุด สุนัข  แมว และ ลา (อดคิดไม่ได้ว่าลาเป็นการคารวะ AU HAZARD BALTHAZAR ของBRESSON) อย่างละตัว  ดาบที่ทำขึ้นมาใหม่อย่างกระป๋องกระแป๋ง และแน่นอน เรื่องเล่าเทพนิยายเรื่องหนึ่ง  ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวไปแทบจะไร้ความหมายแบบที่ปรากฏบนจอโดยสิ้นเชิง

 

แต่ความหมายใหม่ปรากฏขึ้นเมื่อมันมารวมกัน และกำหนดบบาทเสียใหม่ โดยอาศัยกันและกัน คำกำกับภาพให้เราเห็นความหมาย เมื่อตัวละครเรียกสุนัขว่าสิงโต ผู้ชมอาจจะต่อต้านสิงโตนั้นต่อให้มีเสียงคำรามน่ากลัว แต่ในจักรวาลของหนังเรื่องนี้ โดยไม่ต้องสงสัย นี่คือสิงโต ตัวละครทุกตัวยอมรับให้สุนัขน่ารักคือสิงโต และแมว(นอกจอ) คือ ช้าง(ในจอ)  และโดยการใช้ตรรกะนี้มันได้ลามเลยไปสู่การยอมรับว่านี่คือัศวิน นั่นเจ้าหญิง นี่เจ้าชาย นั่นนางไม้และนี่ออร์ก  วิธีการแบบนี้ในหนังของGREEN ประกอบขึ้นจากการจงใจทำให้เห็นถึงการยอมจำนนต่อ คำกำกับความ ของเรา แต่ต้องไม่ลืมว่า ในหนังทุกเรื่องเราก็ยอมจำนนในทำนองนี้เช่นกัน เราหล่อยให้คำต่างๆกำกับความหมายตัวละคร พระเอก นางเอก นางร้าย ตัวตลก เราทำกับหนังทุกเรื่อง ทุกเรื่องเล่าที่เราได้ยิน ได้ดู เพียงแต่เรื่องเล่าเหล่านั้นแนบเนียนอยู่กับความรับรู้ของเรา(ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้) เราจึงละเลยความตระหนักรู้เหล่านี้ไป ล่องไหลไปกับโลกของเรื่องเล่า ซึ่งไม่มีทางจะเป็นโลกจริงไปได้ หากในหนังเรื่องนี้ GREEN เตือนให้เราเห็นการเล่นเล่ห์ร้อยแปดของถ้อยคำ (ซึ่งGREEN หรือผู้กำกับคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ประดิษฐ์ขึ้น มันดำรงคงอยู่ก่อนการมีหนังเหล่านี้ด้วยซ้ำ) แสดงให้เห้นว่ามันตบตาเราได้อย่างไร

 

เลยพ้นไปจากภพาฉายเบื้องต้น กลไกของภาษายังคงทำงานลึกลงไปในระดับเนื้อเรื่องอีกชั้น  เมื่อทุกตัวละครในเรื่องเองก็ถูกผลักไปตามเกมกลของ 'คำสัญญา ‘ ภรรยามนุษย์ของเจ้าออร์ก แต่งงานกับเขาเพราะคำสัญญาที่ตกลงกันไว้ เช่นเดียวกับเจ้าหญิงที่ยอมติดตามนิโคลาส เพราะ ‘คำสัญญา'ที่เธอให้ไว้กับเขา (การที่เธอถูจับมาขังบนหอคอย ก็เป็นไปตามคำสัญญาของออร์ก ) ชีวิตของสตรีในเรื่องนี้ดำเนินไปตามคำสัญญาซึ่งขัดแย้งกับความต้องการภายในใจ  ต้องรอจนผู้ชาย(ซึ่งได้รับสิทธิ์ ในการครอบครองสัญญา) มาทำลายคำสัญญาดั้งเดิม (ในที่นี่การฆ่าออร์ก และการดึงดาบ จึงไหลมาซ้อนทับกันอย่างช่วยไม่ได้) พวกเธอจึงถูกปลดปล่อยจากคำสัญญา และมีอิสระอีกครั้ง   อำนาจของถ้อยคำร้อยรัดตัวละครในสองระดับ ทั้งระดับของคำสัญญาในตัวเรื่องและระดับ รูปสัญญะที่ผู้ชมมีต่อเรื่อง ซึ่งนอกจากเราเห็นการกดขี่ผ่านถ่อยคำแล้วเรายังเห็นลำดับชั้นของการถูกกดขี่อีกชั้นหนึ่งด้วย

 

และหากถอยออกมามองภาพรวมหนังทั้งเรื่อง เราก็เห็นได้เลยว่า เทคนิคการถ่ายทำ (ตั้งกล้องนิ่ง แสดงแข็งทื่อ -เดินตามรอยบรรพบุรุษ BRESSON ซึ่งEUGENE GREEN ประกาศชัดแจ้งว่าได้อิทธิพลมาแบบเต็มๆ ) การจัดตัวละคร  รวมไปถึงทุกองค์ประกอบของหนัง เป็นไปในรูปแบบของMinimalism  พยายามเน้นความน้อยเป็นหลัก  ความน้อยนี้เองคือเครื่องหมายของการถอดรื้อของประดับตกแต่งของเรื่องเล่าที่ทำให้เรื่องเล่าแต่ละเรื่องแตกต่างกันไป  การที่หนังถอดรื้อจนเปิดเผยให้เห็นโครงสร้างซึ่งยึดโยงหน่วยย่อยแต่ละหน่วยเข้าด้วยกันนี้เอง ช่วนให้เราเห็น  ‘เรื่องเล่าแกนหลัก' ที่แท้จริง โครงเรื่องที่สามารถเปลี่ยนจากเจ้าหญิง เจ้าชาย เป็นายก. นางสาว ข.ได้  สถานะขั้นต่ำสุดที่จะผลักเรื่องราวให้เดินไปข้าหงน้าได้ ไม่ว่าจะเปล่ยนเครื่องทรง เป็นยุคกลาง ยุคปัจจุบัน หรืออนาคตก็ตาม

 

ดังนั้นจะว่าไปแล้วชื่อหนังTHE LIVING WORLD จึงมีนัยยะเดสียดเย้ยที่น่าสนใจยิ่ง ในแง่ที่ว่าโลกที่มีชีวิตในหนังที่แท้คือโลกแห่งเรื่องเล่าชุดหนึ่งซึ่งถูกประดับตกแต่งไปเป็นสิ่งอื่นร้อยสีพันอย่าง  และในหนังเรื่องนี้เขาได้ลองรื้อชิ้นส่วนเหล่านั้นออกไปทีละชิ้น( ซึ่งแน่นอนว่ากระทั่งการื้อออก ก็นับเป็นเรื่องเล่าประการหนึ่ง  ) แล่เนื้อเถือ'หนัง'จนเราได้เห็นว่ากระดูกแห่งเรื่องเล่านั้นเป็นอย่างไร

เราอาจพูดได้เลยว่านี่เป็นหนังโง่ๆ เพราะมันไม่สิ่งใดถูกตกแต่งฉาบเคลือบ เพื่อให้เกิด ‘ความสมจริง' ซึ่งในทางหนึ่งความสมจริงนี้เองที่ผลักให้เรื่องเล่าทำเนียนเป็นเรื่องจริงได้ คนดูพร้อมจะเชื่อเรื่องจริงในหนัง(ซึ่งอาจไม่เหมือนความจริง) ขอแค่มันอยู่ในร่องในรอยของความสมจริง และสิ่งนั้นถูกรื้อทำลายทิ้งในหนังเรื่องนี้ ด้วยกลวิธีอันร้ายกาจนั่นคือการกลับไปเป็นเด็ก กลับไปทำเสมือนเด็กๆเล่นละครในตอนบ่ายวันหยุดฤดูร้อน สมมติตัวเองเป็นเจ้าหญิงเจ้าชาย ฝันกันเอาเองว่าเหาะได้ มีดาบวิเศษ และต่อสู้กับเหล่าร้าย  วธีการที่ดูเหมือนเพ้อฝันที่สุด ในที่สุดได้ปอกลอกเอาสิ่งที่ซ้อนอยู่ในผ้าคลุมของเรื่องเล่ามาคลี่ให้เราเห็นได้อย่างน่าทึ่ง

 

 

ปล. ความคิดเห็นส่วนตัว โปสเตอร์ของ LA MONDE VIVANT ดูคารวะ PICPOCKET ของ BRESSON มากๆ

 

http://www.cinema-scope.com/cs20/ar_huber_green.htm