see-it-and-die





นี่คือเรื่องของเทวดาที่อยากลงมาใช้ชีวิตมนุษย์
และเคยถูกเอามาดัดแปลงเป็นcity of angels
ซึ่งแม้จะดัดแปลงไปเป็นเรื่องรักพื้นๆระดับปัจเจก
แต่สารหลักของหนังก็ไม่ได้ตกหล่นไปไหน

หนังเปิดเรื่องด้วยบทกวีและความคิดถึงบทกวีที่ไปก่อนปากกาจะขยับตามทัน(ซึ่งถูกต้องเป็นที่สุด)
ก่อนจะเปิดตัว เดเมียล และ แคสเซียส สอง เทวดาอารักษ์
ทีเดินไปตามท้องถนนแห่งเมืองเบอร์ลิน
เฝ้าสดับตรับฟัง-เสียงในใจ-ของผู้คน
แล้วคอยให้กำลังใจผ่านทางการสัมผัสแผ่วเบา
คล้ายกับความรู้สึก-พลันได้คิด- ที่จู่ๆแวบขึ้นในหัว

หนังพาเราท่องเมืองเบอร์ลินผ่านมุมมองของท้องฟ้า ไปเฝ้าฟังคำรำพึงของชายผู้ออกมาถีบจักรยานสูดอากาศ พ่อแม่ที่เกลียดเพลงร๊อคของลูกชาย ความฝันที่ไปไม่ถึงของใครบางคน เรื่องเล่าเก่าแก่ของชายนักเล่านิทาน ฟังเสียงผู้คน-อ่าน-หนังสือ
หรือแม้แต่เฝ้ามองฝูงนกบินไปพร้อมกัน หยดน้ำจากปลายยอดไม้ทิ้งตัวลงแม่น้ำ เบอร์ลินขาวดำ ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวเงียบเชียบที่มีพลังอัดแน่นอยู่ในตัวของมันเอง


แต่ที่แดเมียลชอบฟังที่สุดคือ -เสียงในใจ-ของ แมเรียน หญิงสาวนักแสดงผาดโผนในคณะกายการรม ผู้ที่ร่ายรำด้วยปีกสวยงามและมีความกลัว ความโหยหาอันแสนหวาน หนังปล่อยให้เสียงในใจเหล่านั้นประหนึ่งบทกวีไร้นามที่เปล่งแผ่วเบาพอยินยลหวานซึ้งแล้ววูบหาย

คล้ายกับว่าตลอดเวลาที่หนังดำเนินเดินไปไม่มีเรื่องใดให้สัมผัสจับต้อง นอกจากห้วงความคิดของผู้คน หนังแทรกภาพสีมาเป็นระยะเมื่อเรื่องราวถูกมองผ่านสายตาของมนุษย์ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็ประกอบไปด้วย ความทรงจำเก่าๆของชายชรา ความรักของหญิงสาวนักกายกรรม บทสัมภาษร์ของปีเตอร์ ฟอล์ค และถ้อยคำที่เราไม่เข้าใจแต่พอตระหนักได้ถึงความงาม

ภาพขาวดำแทนสภาวะการรับรู้ของเหล่าทวยเทพที่ทำเพียงรับฟัง แต่ไม่อาจเข้าใจได้ ไม่เข้าใจถึงความรู้สึกของแสงแดด ความรู้สึกของการถอดรองเท้าใต้โต๊ะ สีสันต่างๆ ความเจ็บปวด รสชาติของเลือดและที่สำคัญ - ความรัก-


หนังอ่อนหวานและมองมนุษย์ในแง่ดี ราวกับหนังถูกสร้างขึ้นเพื่อคารวะความยิ่งใหญ่แห่งการเป็นมนุษย์ ความรัก ความฝันใฝ่ ประสาทสัมผัสรับรู้ ล้วนก่อประกอบขึ้นเป็นความเป็นมนุษย์ที่แม้เจ็บปวดขื่นขม แต่ก็เต็มไปด้วยเรื่องงดงามน่าลิ้มลอง (ก่อนที่ในfaraway, so close ภาค2 ของหนังเรื่องนี้ที่มองมนุษย์ผ่านทางดวงตาของแคสเซียสจะเล่าถึงด้านมืดของมนุษย์)


ดูราวกับว่าวิม เวนเดอร์ส รักและเข้าใจในความเป็นมนุษย์ มากพอที่จะรื่นรมย์กับมัน ส่งสารนั้นผ่านมายังเรา ผู้ซึ่งไม่เข้าใจอะไรเลย

ให้เราได้เรียนรู้ว่า มันเป็นเรื่องสำคัญแค่ไหนที่เราได้เป็น มนุษย์ ได้รับรู้ สัมผัส รัก เกลียด ร้องให้ หวาดกลัว ขมขื่น มีความสุข เราผู้ซึ่งปิดหูปิดตาไม่รับรู้ใดนอกจากบางเป้าหมายลวงตา จะได้ลืมตาตื่นมาใช้ชีวิตอย่างที่-มนุษย์-พึงเป็น ใช้ชีวิตประหนึ่งบทกวี

........................
ดังนั้น คารวะลุงวิมมาตรงนี้หนึ่งจอก


edit @ 2005/09/15 11:43:01

crimson gold สังคมกินคน /FS

posted on 16 Jun 2005 17:32 by filmsick  in alienation, see-it-and-die



ในเช้าวันหนึ่ง ชายร่างท้วมคนหนึ่งควงปืนเข้าไปปล้นร้านขายเครื่องประดับ
เหตุการณืเป็นไปอย่างงกๆเงิ่นๆ
และผิดพลาดไปสียทุกอย่าง
เขายิงเจ้าของร้านทิ้ง
จากนั้นก็ระเบิดสมองตัวเอง
.........................................
นั่นคือฉากแรกในหนังเรื่องล่าสุด ของ จาฟาร์ ปานาฮี ผู้กำกับ the white balloon

และเขียนบทโดย อับบาส เคียรอสตรามี ผู้กำกับหนังเจ๋งๆอย่าง taste of cherry

ทั้งคู่จัดเป็นมือวางอันดับต้นๆของวงการหนังอิหร่าน และถ้าจะว่าไปก็เป็นอันดับต้นๆของโลกภาพยนตร์ด้วย
หนังเล่าเรื่องของ ฮุสเซนหนุ่มส่งพิซซ่าร่างใหญ่ผู้เงียบขรึม
เขามีชีวิตเหมือนคนชนชั้นแรงงานทั่วไป
อาศัยอยู่ในห้องหับคับแคบอับทึบ
เงินเดือนน้อยนิดจนต้องใช้สอยอย่างประหยัด
มีเพื่อนซื้เป็นพี่ชายของแฟนสาว
ที่ออกไปส่งพิซซ่าด้วยกัน
ผู้ซึ่งคอยตระเวนฉกกระเป๋าถือมารื้อหาแหวนสักวงหรือสร้อยคอสักเส้นให้ฮุสเซนเอาไปหมั้นน้องสาวตัว
จนกระทั่งใบเสร็จรับสร้อยชิ้นหนึ่งในกระเป๋า นำพาโลกอีกใบมาสู่พวกเขา
โลกคนละใบที่อยู่ใกล้กันแค่ไม่กี่ช่วงตึก
.......................................


หลังจากทำหนังเด็กมาหลายต่อหลายเรื่อง
คราวนี้ผู้กำกับเปลี่ยนมาเล่าเรื่องความคับแค้นของผู้คนผ่านทางสายตาของผู้ใหญ่บ้าง
ซึ่งแน่นอนเมื่อคนเราโตขึ้น มุมที่มองย่อมเต็มไปด้วยความเจ็บปวดมากขึ้น
หนังไม่ได้กระทำการบีบคั้นตัวละครอย่างดาดๆแบบที่หนังแบบนี้ทั่วๆไปทำกัน
จะมีก็เพียงฉากสองฉากในร้านขายเครื่องประดับเท่านั้น
แต่หนังปล่อยให้เราสังเกตุการณ์ชีวิตของฮุสเซนอย่างเงียบๆ
เล่าเรื่องเหมือนบันทึกประจำวัน
ฮุสเซนไปส่งพิซซ่า คุยกับเพื่อน สูบบุหรี่
ขี่มอเตอร์ไซค์วนเวียนไปตามถนน
จะว่าไปมันไม่ได้ต่างชีวิตของเราเท่าไหร่นัก
แต่เพราะเรา และฮุสเซนก็ล้วนอยู่บนโลกใบใหญ่
โลกที่ขับเคลื่อนด้วยพละกำลังการซื้อขายของระบบทุนนิยมสมบูรณ์
แม้ท่านมหาตมะ คานธีอาจเคยประกาศคำของความจริงว่า -เราทั้งผองพี่น้องกัน-
แต่มนุษย์ผู้เพิกเฉยต่อความจริง
พากันสร้างความจริงใหม่ขึ้นเพื่อยึดถือ
มันจึงเป็นความจริง(ที่ลวงตา)ว่า เรายังคง-ไม่เคยเท่าเทียมกัน-
เราไม่มีทาสอีกแล้ว
แต่ใช่หรือไม่ที่ระบบคิดนี้ฝังรากลึกจนแม้จะไม่มีอะไรมาควบคุม
มันก็ยังมีพลังพอจะครอบงำความคิดผู้คน
ในยุคสมัยหนึ่ง เราเคยหวาดกลัวศักดินา
เราเคยมีระบบวรรณะ จากชาติกำเนิดที่แตกต่าง
แต่ในโลกปัจจุบันนี้
เราได้พากันมานับหน้าถือตาคนที่มี-อำนาจเงิน-
เมื่อมีการยกย่อง(อย่างสุดขั้ว)ย่อมมีการเหยียดหยาม(อย่างสุดขั้ว)ตามมาด้วย
และผู้คนที่เราเหยียดหยามก็คือคนจน คนที่เป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของโลกนี้อย่างแท้จริง
ลำพังการเป็นคนจนนั้นยากลำบาก
แต่การเป็นคนจนในโลกที่ระบบทุนนิยมเชี่ยวกรากนั้นยากลำบากกว่ากันมากมายนัก
เพราะแม้เราจะไม่ ขโมย ไม่ปล้นจี้ ไม่ชั่วร้าย
แม้เราจะตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เราจะพยายามใช้จ่ายอย่างกระเบียดกระเสียน
เราก็ยังกลายเป็นคนไร้ค่าได้อยู่ดี
ชะตากรรมแบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับฮุสเซน
ในครั้งแรกที่เขาไปร้านเครื่องประดับ
เจ้าของร้านไม่ให้แม้แต่เข้าร้านด้วยซ้ำ
และแน่นอนเราก็เหมือนฮุสเซน
วิ่งวุ่นพยายามหานู่นนี่มาเติม หาวัตถุมาห่มคลุมจิตวิญญาณอ่อนแอของเรา
จิตวิญญาณอ่อนแอที่กดหัวตัวเองเพียงเพราะไม่มีเงิน ไม่มีชื่อเสียง
ความจนไม่ใช่ปมด้อย นอกจากเราจะคิดเอาเอง หรือถูกทำให้คิดอย่างนั้น
คนไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีรถยนตร์ กลายเป็นคนกระจอก
เราจึงพากันทำเหมือนที่ฮุสเซนทำ
ฮุสเซนไปหาเสื้อผ้าดีๆมาใส่หวังว่าจะไม่มีใครมองเห็นความจนของเข
เหมือนที่เราพากันหาเงินตัวเป็นเกลียวเพื่อผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนมือถือเครื่องใหม่
ซึ่งนั่นยิ่งเป็นการแสดงออก ทั้งความจน แความหวาดหลัวความจน ความอ่อนแอในจิตวิญญาณเรา
ติดกับดักที่ไม่อาจหลุดพ้นของโลกทุนนี้
......................................................


แต่นอกจากความขัดแย้งตรงไปตรงมาแบบนั้น
หนังกลับพาเราเดินทางลึกลงไปยิ่งกว่า
ฮุสเซนไปส่งพิซซ่าในบ้านของคนรู้จัที่ไม่อยากคุยกับเขา
ฮูสเซนไปส่งพิซซ่าในอพาร์ทเมนท์ที่ตำรวจกำลังล้อมจับปารตี้คนมีเงิน
ฉากที่ฮุสเซนถามตำรวจหนุ่มว่ารู้สึกยังไงที่บนนั้นกำลังรื่นเริงแต่ตัวเองต้องมายืนหนาวรอท่าอย่างนี้
มันทั้งน่าขันและน่าเศร้า
เรามองเห็นการจับกุมโดยไม่รุ้สาเหตุอยู่หลายครั้งในหนัง
บอกเล่าโลกที่เจ้าหน้าที่ของรัฐยังเป็นใหญ่ให้คนธรรมดาต้องกลัวอย่างหัวหด
ที่ร้ายกาจและเฉียบขาดที่สุดของหนัง
คือฉากท้ายเรื่องที่ฮุสเซนออกไปส่งพิซซ่า ที่บ้านหรูหลังหนึ่ง
เจ้าของบ้านใจดีขี้เหงาชวนฮุสเซนให้นั่งกินพิซซ่าเป็นเพื่อน
และเอาแต่พล่ามปัญหาของตัวเองไม่หยุด
อุสเซนเดินสำรวจรอบบ้านที่โอ่โถงกว้างใหญ่ราวกับพระราชวัง
บางครั้งช่องว่างระหว่างคนมีกับคนไม่มีมันกว้างจนผู้คนค่อนประเทศตกลงไปตายในนั้น
เราไม่ได้ทำร้ายใคร เราไม่ได้ถูกทำร้าย
แต่การเปรียบเทียบชีวตอย่างง่ายก็ทำให้เรารู้สึกด้อยค่าถึงเพียงนั้น
....................................................
หนังเดินเรื่องนิ่งเนิบเชื่องช้าจนชวนหลับ
แต่ค่อยๆสอดแทรกประเด็นทางสังคมลงไปอย่างไม่ยัดเยียด
สิ่งที่ฮุสเซนรู้สึกในช่วงท้าย
หลายคนก็คงเคยรู้สึกมาก่อน
..................................................


หลังหนังจบผมเดินออกจากโรงอย่างอึ้งๆ
แม้จะดูหนังต่อไปอีกหลายเรื่อง
ไปอีกหลายที่
ทำอีกหลายอย่าง
ภาพของฮุสเซนยืนอ้าปากค้างในบ้านหรูหลังนั้นก็ยังติดตาอยู่
นึกสงสัยว่าตอนนี้ผมอยู่ตรงไหน
ดินรนเพื่อจะข้ามช่องว่างอันกว้างใหญ่นั้น
หรือจมลงไปแล้ว
และจะมีไหม
ที่เราจะเลิกอยากข้ามไปอีกฟาก
และยืนหยัดอยู่ในฟากของเราอย่างยิ่งใหญ่เสียที


edit @ 2005/09/26 22:59:15


สถานที่นั้นเป็นเมืองชาวประมงอันห่างไกล
มีชาวบ้านจำนวนไม่มากนักอาศัยกันอย่างเรียบง่ายและเดินทางได้เพียงด้วยเรือโดยสารเท่านั้น หากแต่คณะละครของโคมาจุโร่ ก็ยังสู้อุตส่าห์เดินทางมาเปิดการแสดง ด้วยว่า ในเมืองเล็กๆนี้มีผู้หญิงคนหนึ่งรอคอยเขาอยู่ เธอเปิดร้านอาหารเล็กๆ อาศัยอยู่กับลูกชายวัยหนุ่มชื่อคิโยชิที่กำลังฝึกงานไปรษณีย์ เก็บเงินไปเรียนอิเลคทรอนิคส์ เมื่อมาเปิดการแสดงโคมาจูโร่มักจะแอบหลบมาหาเธอ และใช้เวลาร่วมกับเด็กหนุ่ม ไปตกปลา ไปเดินเล่น พูดคุยถกเถียงท่ามกลางบรรยากาศสงบเงียบสวยงาม

จนกระทั่ง ซูมิโกะ ตัวเอกของคณะละครและภรรยาคนปัจจุบันของโคม่าจูโร่นึกสงสัย เธอสืบจนได้ความและตามโคมาจูโร่ไปยังร้านนั้น โคม่าจูโร่โกรธเธอมาก ด่าว่าเธอเสียๆหายๆก่อนที่เธอจะได้บอกเรื่องที่เธอรู้ ซูมิโกะตัดสินใจแก้แค้นโดยการจ้างวาน คาโย นางเอกประจำคณะ ให้ไปยั่วยวน คิโยชิ หมายจะให้คิโยชิเสียผู้เสียคนเพราะคาโย หากแต่การณ์กลายเป็นว่าหนุ่มสาวทั้งสองรักกัน พร้อมๆกับที่ผู้จัดการคณะละครเชิดเงินหนีไป ซ้ำด้วยการที่ลูกคณะหนีไปพร้อมกับข้าวของที่เหลือ

คณะละครพเนจรล่มสลาย ไปพร้อมกับการลงหลักปักฐาน ชีวิตล้วนมีขึ้นลง ล่องลอยไปตามกระแสลมแห่งโชคชะตา สุดแท้แต่จะนำพาไปยังที่ใด
.....................................................



โดยโครงเรื่องหนังเอื้อจะให้เป็นหนังดรามาเรียกน้ำตา เต็มไปด้วยฉากบีบคั้นอารมณ์ และฟูมฟาย หากแต่เมื่อหนังตกอยู่ภายใต้ฝีมือการกำกับของ ยาสึจิโร่ โอสุ ปรมาจารย์ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น ผู้ซึ่งขึ้นชื่อลือชาในการสร้าภาพยนตร์ ละมุนละไมเกี่ยวกับ มนุษย์ จังหวะหนังของโอสุจะถูกดึงให้เชื่องชา ราวกับจับจ้องชีวิตประจำวันไปเรื่อยๆ ไม่เคลื่อนกล้องโดยไม่จำเป็น และปล่อยให้เราซึมซับช้าๆราวการอ่านบทกวี ยังผลให้หนังของเขา อาจเชื่องช้าน่าเบื่อสำหรับหลายๆคน แต่กับอีกหลายๆคน มันงดงาม และกระทบกระเทือนจิตใจแบบซึมลึก รอจนกระทั่งในฉากท้ายๆ หนังจะฮุคหมัดเด็ดน๊อคคนดู จนแม้หนังจบไปหลายวันก็ยังครุ่นคำนึงถึงมันอยู่

และสำหรับ floating weeds ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นโอสุ รีเมคลงานของตัวเองจากหนังเงียบในยุค 30 มาเป็นหนังสีมีเสียง (ที่จะว่าไปก็พูดน้อยจนเกือบจะเป็นหนังเงียบ) ถ่ายภาพอย่างหมดจดงดงาม (ว่ากันว่านี่เป็นผลงานของโอสุที่ถ่ายภาพได้งดงามที่สุด) ภายใต้ความนิ่งงันของเรื่องราว ตัวละครของโอสุมักเต็มเปี่ยมไปด้วย ความเป็นมนุษย์ มีความสุขที่เป็นของตัวเอง มีทุกข์เศร้าที่เป็นของตัวเอง มีความรัก และ ความเกลียด ของตัวเอง

โคมาจูโร่ ยึดถือตัวเองเป็นชายพเนจรไร้ราก นักแสดงละครเร่ไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรี จนไม่กล้าแม้แต่จะบอกลูกของตัวเอง ลึกๆแล้วเขาอาจคาดฝันถึงการลงหลักปักฐาน อยู่กับคนที่ตัวรักไปจนตาย ฉากหนึ่งในหนัง เขาหันหลังให้กล้อง เหม่อมองดอกไม้งดงาม รำพึงแผ่วเบา คล้ายเคลิ้มไปในฝัน ถึงการ-อยู่กับที่ เสียที โอสุไม่เร้าอารมณ์ใดๆ ตัวละครสนทนาเรียบง่าย แต่โศกลึก และยิ่งเมื่อมันติดตามด้วยฉากการแตกหักของโคมาจูโร่กับ คิโยชิ
มันทำให้ถ้อยคำ-ลงหลักปักฐาน- กลับกลายเป็นคำเจ็บปวดมากขึ้น แต่เขาก็เป็นเฉกเช่น ซังหญ้าในสายลม- เมื่อถึงกาลเวลาที่ลมพัดมา ก็ได้แต่ต้องล่องลอยไป

ในขณะเดียวกัน ตัวละคร ซูมิโกะ ก็มีความเจ็บปวดทุกข์เศร้าของเธอเอง เธอรัก โคมาจูโร่มากจนยอมทำได้ทุกอย่างเพื่อเพียงได้อยู่กับเขา ในฉากที่ถ่ายภาพได้งดงามที่สุดฉากหนึ่งของหนัง เมื่องทั้งสองโต้เถียงกันรุนแรงขณะยืนอยู่คนละฟากถนนใต้ชายคาคนละฟากถนน และมีสายฝนคั่นกลาง กล้องขยับเคลื่อนเพียงซ้ายและขวา ร่มสีแดงของซูมิโกะ สายฝน และการแสดง ทำให้ฉากนั้นโดดเด่นยากจะลืม โคมาจูโร่และซูมิโกะขุดคุ้ยความหลังมาทิ่มแทงกันและกัน สายฝนหนาหนักโอบคลุมทั้งคู่ไว้ สะกิดรอยหมองไหม้แห่งอดีตของกันและกัน และแม้การกระทำของซูมิโกะอาจดูร้ายกาจเลือดเย็น แต่เธอล้วนทำเพราะความรัก ในท้ายเรื่อง ฉากที่เธอจุดไม้ขีดให้โคมาจูโร่ เปิดเปลื้องตัวตนของเธอออกมา หากโคมาจูโร่เป็นซังหญ้า เธอคงเป็นสายลม ที่พร้อมจะล่องลอยไปด้วยกัน

ในขณะที่หนังให้คิโยชิ และ คาโย เป็นตัวแทนความรักหนุ่มสาว คาโยเองเป็นเฉกเช่นโคมาจูโร่ เธอรู้ว่าอาชีพนักแสดงนั้นต่ำต้อย ได้แต่พร่ำบอกให้คิโยชิลืมเธอเสีย ในขณะที่คิโยชิจะอย่างไรก็เป็นเด็กหนุ่มอ่อนไหว ยามต้องผเชิญกับความจริงที่ไม่อาจรับได้ หากไม่เพราะมีคาโย บางทีเขาอาจต้องเสียคนไปก็ได้


นอกจากตัวละคร หมู่บ้านชาวประมงในเรื่องก็ทำหน้าที่เป็นตัวเอกตัวหนึ่ง หนังถ่ายภาพงดงาม ตามตรอกซอกซอยเล็กๆ กระจกสีน้ำเงินขาวแดง ของบาร์แห่งเดียวในเมือง ภาพเนินเขาเขียวชอุ่ม ประภาคารสีขาวตัดท้องฟ้าสีฟ้า เรือประมงสีสันจัดจ้าน และสายลมแกว่งไกว เป็นภาพที่ถูกซ้อนเข้ามาในเรื่องอยู่เนืองๆ ไม่ได้มีความหมายสัญลักษณ์ใดๆ หากขับเน้นถึงความเป็นกวีของหนังเอง

และแม้จะช่วยไม่ได้หากจะมีใครหลับไปพร้อมๆกับหนัง หรือจะมีใครอดทนดูได้เพียงครึ่งเรื่องแล้วบอกว่ามันไม่เห็นจะมีอะไร หากแต่บางครั้งคราชีวิตมนุษย์ก็เป็นเช่นนั้น ไม่ได้เต็มไปด้วยเรื่องตื่นเต้นเร่งเร้า ทำเพียง-มีชีวิต- และมีเรื่องราวแบบเชื่องช้าของมัน

ในเวบimdb มีผู้ชมท่านหนึ่งเขียนข้อความไว้ว่า ในฉากท้ายเรื่องการได้เห็นแสงไฟสีแดงของรถไฟวตัดขอบท้องฟ้าสีน้ำเงินของยามอรุณรุ่ง ทำให้คิดได้ว่า ไม่ว่าจะในตอนนี้หรือ 50 ปีที่แล้ว มนุษย์ก็ยังคงมีปัญหาเฉกเช่นเดิม เป็นถ้อยคำที่นอกจากจะสรุปความเป็นไปในหนังแล้ว ยังสรุปถึงความ อมตะของ ยาสึจิโร่ โอสุ ผู้กำกับภาพยนตร์มนุษย์นิยม ที่ควรค่าการคารวะ ไม่ว่าจะใน 50 ปีที่แล้ว ปัจจุบัน หรืออีก 50 ปีข้างหน้า


edit @ 2006/12/10 11:15:40