see-it-and-die

 

เริ่มเล่ากันเช่นนี้

เก่งเป็นนายทหารหนุ่ม เขาเพิ่งเสร็จภารกิจเอาศพชายผู้หนึ่งที่ตายท่าประหลาดโดยไม่ทราบสาเหตุอยู่กลางทุ่ง เขาและพรรคพวกถ่ายรูปกันเป็นที่สนุกสนานก่อนพาศพมาพักไว้ที่บ้านชาวบ้านในหมู่บ้าน ที่นั่นเขาได้พบกับเก็บอดีตทหารเกณฑ์ลูกชายเจ้าของบ้านที่ตอนนี้ทำงานในโรงน้ำแข็ง หากยังคงสวมเครื่องแบบทหารออกไปหางานทำในเมือง โต้งกับเก่งต้องชะตากัน พวกเขาเจอกันบนรถโดยสารที่มาจอดเทียบกับรถขนทหาร เก่งพาโต้งไปหัดขับรถ พาไปดูหนัง เล่นเกมออนไลน์ ไปกินดื่มที่ร้านอาหาร พาหมาของโต้งไปรักษา  ทั้งคู่พากันไปเที่ยวนั่นนี่ พวกเขาไปวัด เจอป้าสำเริงชาวบ้านแถวนั้นพาไปเที่ยวถ้ำ ป้าสำเริงเล่าเรื่องตำนานโบราณให้ฟังแถมยังพาไปกินเป๊บซี่ ไปเที่ยวโลตัส  วันหนึ่งโต้งตื่นมาเดินเข้าไปในห้องเก่ง เห็นรูปถ่ายบางรูปโดยบังเอิญ เรื่องก็สิ้นสุดลงตรงนั้น

แล้วเราก็เริ่มเล่าอีกเรื่องหนึ่ง

นายทหารเดินเท้าเข้าไปในป่า เขาตามล่าสัตว์ร้ายที่ออกมาไล่กินวัวของชาวบ้าน  เขาเดินลึกเข้าไปในป่า พบรอยเท้ามนุษย์ที่ค่อยๆกลายเป็นรอยเท้าสัตว์ พบชายเปลือยที่ไล่ล่าเขาจนพลัดตกเขา ศัตรูซึ่งเย้ายวนใจ เขาพบกับลิงพูดได้ที่เตือนให้เขาระวังเรื่องสัตว์ร้าย ผีซึ่งมีชีวิตอยู่ได้ด้วยความทรงจำ ผีที่หากเขาไม่ฆ่ามันเสียเขาจะต้องถูกมันกลืนกิน เขาอยู่ตามลำพังในป่ากลางคืนอันเปล่าเปลี่ยวไม่รู้ทิศ เสียงคร่ำครวญของคนหลงป่า เสียงกระดึงผูกคอวัวที่ตายแล้ว  ท่ามกลางเสียงอันไม่รู้ที่มา ท่ามกลางการไหลกลับของเหตุการณ์ วิญญาณลึกลับ และยังมีเสือร้าย ที่เรียกร้องเอาลมหายใจจากเขา

 

นี่คือเรื่องเล่าสองเรื่องซึ่งเกี่ยวกระหวัดกันและกันผ่านสื่อภาพยนตร์ และยังเชื่อมร้อยเอาเรื่องเล่าเล็กๆรายทางเข้าไปอีกจำนวนมาก โยงใยด้วยสายสัมพันธ์ลึกลับผ่านตำนานที่แนบอยู่กับเนื้อของชีวิต ถักความสัมพันธ์ ระหว่างหมู่บ้าน ผืนป่า วัด บึงน้ำ สวนอาหาร เสือสมิง และเวทีแอโรบิก ทั้งหมดกลายเป็นภาพสะท้อนอันหลากล้นของเขตแดนชนบทนอกกรุงเทพแห่งหนึ่งในประเทศไทยผ่านดวงตาของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

 

ภายใต้เรื่องเล่าซึ่งแตกแยกออกเป็นสอง อภิชาตพงศ์พาเรากระโดดข้ามไปมาระหว่างเส้นแบ่งอันพร่าเลือนของความจริงกับเรื่องเล่า ครึ่งแรกของหนังดำเนินไปท่ามกลางความสมจริงของภาพชีวิตชนบท ภาพฉายของสถานที่ ทัศนียภาพ บรรยากาศ ซึ่งเป็นจริง และสามัญเสียจนไม่เคยได้รับการถ่ายทอดอย่างซื่อสัตย์ลงบนจอภาพยนตร์บ่อยครั้งนัก ตัวละครหน้าตาบ้านๆ พูดจาชวนประดักประเดิด เที่ยวเล่นไปในสถานที่สามัญพื้นๆ หรือจีบกันด้วยเทปเพลงวงแคลชแถมหัวใจ  วิถีที่คนจริงๆเขาอยู่กันไม่ใช่ภาพจัดฉากโลกเฉพาะตัวละคร  ในขณะที่ครึ่งหลังเรื่องราวนั้นดำเนินอยู่ในป่า เคลือบคลุมไปด้วยความเหนือจริงของตำนานโบราณ (ผ่านทางข้อความบนจอ ไปจนถึงซับไตเติ้ลภาษาลิง) ภาพของป่าในความมืด เสียงไม่รู้ที่มาซึ่งเสมือนว่าเราเคยได้ยินมาก่อน ความลึกลับของป่า ที่กลายเป็นแดนสนธยาลึกลับ ราวกับเป็นคู่ขั้วตรงข้ามของความเรียบง่ายสามัญในครึ่งแรก

 

หากในอีกทางหนึ่งเราอาจบอกได้ว่าครึ่งแรกต่างหากที่เป็นส่วนของเรื่องเล่า ลองพิจารณาเรื่องใหม่โดยปอกเอาเครื่องทรงทางภาพจริงออก เรากลับพบความประดักประเดิดมากมาย ทั้งการที่ตัวละครขัดเขินต่อกล้องต่อหน้ากล้อง เลยเถิดไปจนถึงตัวเรื่องซึ่งคงสถานะ เทพนิยายชาวสีม่วง แบบที่ชวนให้เรานึกถึงเรื่องเล่าเรื่องรักตามหน้านิตยสารตรงคอลัมน์ระบายปัญหาอัดอก  โลกเทพนิยายที่ชายรักชายได้รับพื้นที่สมบูรณ์โดยไม่ต้องทนต่อสายตาประณามหยามหมิ่น กระทั่งพ่อ และโดยเฉพาะแม่ของโต้ง ที่รู้ดีเรื่องความสัมพันธ์ของโต้งกับเก่ง เพื่อนทหารของเก่งที่บังเอิญเจอในห้องน้ำโรงหนัง (และอีกครั้งที่ลานแอโรบิค) หรือป้าสำเริงที่ทั้งคู่พบระหว่างไปเที่ยวเล่นกันที่วัด โลกของโต้งกับเก่งในหนังเรื่องนี้เป็นยูโธเปียของเรื่องเล่า ที่แนบสนิทอยู่กับภาพจริง ไม่น่าแปลกใจที่หลายๆคนจะมองว่าหนังเรื่องนี้ช่างสมจริง แต่มันคือความสมจริงของเรื่องเล่า เทพนิยายที่ถูกเล่าแนบไปกับเนื้อของชีวิตหนุ่มชนบท เช่นกัน ท่ามกลางความเหนือจริงของภาพและเสีนงในครึ่งหลัง หนังกลับคว้าจับ รีดเค้นสภาวะ โดดดี่ยวเปลี่ยวแปลกของป่าดงพงพีอย่าง'จริง' จนผู้ชมแทบจะตื่นตระหนกไปพร้อมๆกับนายทหารยามได้ยินเสียงประหลาด สัมผัสถึงยะเยือกของกลางคืน การคืบคลานของเสือร้าย สกัดเอาความพิลึกพิลั่นของตำนานออก นี่คือหนังซึ่งถ่ายทอดสภาวะของการหลงป่า เผชิญหน้าปีศาจที่ให้อารมณืราวกับเราร่วมอยู่ในเหตุการณ์เอง

 

การกระโดดข้าเส้นของเรื่องเล่ากับความจริงนี้เองทำให้หนังทั้งสองช่วงล้วนไหลเลื่อนเข้าหากัน ไม่ใช่เพียงภาพแทนของความจริงกับสิ่งฝัน หากเป็น ความจริงในเรื่องเล่า และเรื่องเล่าในความจริง การปะทะสังสรรค์ของข้อเท็จจริง(fact) กับเรื่องเล่า(fiction)ซึ่งเมื่อถึงที่สุดก็ได้กลายเป็นประสปการณ์ใหม่

 

แต่นี่ไม่ใช่สิ่งใหม่ การล้อเล่นกับเรื่องเล่าในบริบทความจริงเป็นกระบวนการของอภิชาติพงศ์มานับตั้งแต่ แม่ย่านาง หรือ ดอกฟ้าในมือมาร หรือบ้านผีสิง (เราอาจเล่าในอีกทางได้เลยว่า ครึ่งแรกของสัตว์ประหลาด! ไม่ได้ต่างอะไรกับหนังสั้น บ้านผีสิงซึ่งเป็นการเอาบทละคร ทองประกายแสด ไปให้ชาวบ้านในหมู่บ้านรับบทบาทตัวละคร แล้วถ่ายทำในหมู่บ้านจริงๆ เวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ)  ในขณะที่ครึ่งหลังก็แทบจะละท้ายอาการ ‘ถ่ายหนังจากเรื่องเล่า' ที่ปรากฏเป็นร่องรอยอยู่ใน ดอกฟ้าในมือมาร

 

หากเลยพ้นไปจากนั้น ตัวหนังครึ่งแรกก็ยังยอกย้อนซ้อนกลแอบบอกใบ้คนดูอยู่เป็นนัยๆผ่านทาง ‘รอยยิ้มสยาม' ที่ฉาบทาใบหน้านักแสดงที่เกิดอาการชะงักค้างหันมาจ้องหน้ากล้องอยู่เป็นระยะ ราวกับรู้ตัวกันอยู่เสมอว่ากำลังอยู่ในหนัง และมีคนดูซุ่มโป่งอยู่กลางความมืดตรงนี้ตรงนั้น ตั้งแต่รอยยิ้มเขินหลบสายตาของเก่งในฉากช่วงเปิดเรื่อง การจ้องมองของโต้งจากโรงน้ำแข็ง นายทหารที่เก่งเจอในโรงหนัง หรือกระทั่งป้าสำเริง  พวกเขาล้วนยิ้มเยื้อนให้กับผู้ชมมากกว่าจะยิ้มให้กับตัวละครด้วยกันเสียทุกครั้งไป (ซึ่งจะว่าไปแล้วในดอกฟ้าในมือมาร อยู่ดีๆกองถ่ายทั้งกองเคยโผล่ออกมากลางเรื่องแล้ว แถมต่อมาในแสงศตวรรษ เสียงกองถ่ายหลังคัท ก็ยังดังลอดออกมาในฉากเปิดเรื่องอย่างจงใจอีกต่างหาก หรือกระทั่งในสัตว์ประหลาดนี้ ฉากรอยต่อสำคัญแสดงตนในฐานะภาพยนตร์อย่างเต็มที่ด้วยอาการในลักษณะแบบฟิล์มขาด หรือกล้องถูกบดบัง จนปรากฏสภาพแบบกล้องรูเข็มชั่วแวบ ขณะที่เก่งเปิดดูอัลบั้มของโต้ง) ซึ่งทั้งหมดนั้นตอกย้ำสถานะ เรื่องเล่าสมจริงของมันอย่างยิ่ง ขณะที่ครึ่งหลังของหนังการล้อเล่นหมดไป คนดูตระหนักรู้ได้ว่าเป็นหนัง(เรื่องเล่า)เสียตั้งแต่ประโยคเปิดเรื่องจากหนังสือของน้อย อินทนนท์เสียแล้ว ไม่พักต้องพูดถึง ลิง หรือหิ่งห้อยแต่อย่างใด หรือหากจะไปให้ไกลกว่านั้น ตลอดหนังทั้งสองเรื่องที่แท้ล้วนยืนพื้นอยู่กับเรื่องเล่าเล็กๆจำนวนมา มุขปาฐะที่เล่าสืบต่อกันเป็นตำนาน ตำนานเสือสมิง ตำนานเณรน้อยกับชาวนา ทุกสิ่งทุอย่างถูกเล่าอย่างผาดเผิน แต่ไหลสืบเนื่องอยู่ในชีวิตของตัวละครซึ่งถึงที่สุดก็เป็นเพียงเรื่องเล่าชนิดหนึ่ง

กล่าวอย่างง่าย สัตว์ประหลาด!ในหนังเรื่องนี้ ในทางหนึ่งอาจคือตัวภาพยนตร์เองในฐานะของเรื่องเล่า ตัวประหลาดที่กลืนข้อเท็จจริงลงท้องไปพร้อมกับกระดกเรื่องเล่า แล้วคายเอาภาพยนตร์อันพร่าเลือนออกมา

แต่การปะทะสังสรรค์ของข้อเท็จจริงและเรื่องเล่าไม่ได้เป็นเพียงลูกไม้ตื้นๆของภาพยนตร์เท่านั้น เพราะในหนังเรื่องนี้ที่แท้ความจริงและเรื่องเล่าได้มีสถานการณ์ดำรงคงอยู่ในอีกรูปหนึ่งด้วย  ทั้งนี้นอกจากภาพยนตร์ ยังมีอีกพื้นที่หนึ่งที่ ข้อเท็จจริงและเรื่องเล่าได้มีโอกาสปะทะกัน เราเรียกพื้นที่นั้นว่าความทรงจำ

ดูเหมือนคำว่า ความทรงจำ มักจะเป็นคำติดปากของอภิชาติพงศ์ (และกลายเป็นคำติดปากของคนทำหนังที่เดินตามหลังเขามา) พื้นที่ทางความทรงจำนั้นพร่าเลือน เป็นส่วนตัวและยากกต่อการแชร์ร่วมกับผู้อื่น มันคือพื้นที่เฉพาะเจาะจง หลุมฝังศพของความจริงที่ประสบพบเจอในอดีต และสวนดอกไม้ของเรื่องเล่าที่ถูกรดน้ำพรวนดินด้วยกาลเวลา

ความทรงจำโอบกอดหนังทั้งเรื่องนี่เอาไว้ เราอาจบอกได้ว่า หากครึ่งแรกคือความจริง ครึ่งหลังก็คือความทรงจำที่เกิดขึ้นหลังการจบสิ้นลงของครึ่งแรก (การค้นพบว่าโต้งอาจมีคนรักมาก่อนหน้าผ่านทางรูปถ่าย) อาการป่วนปั่นของคนที่ตกอยู่ในห้วงความทรงจำของความรักที่ดับสูญลงไปแล้ว ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านแบบจำลองของการเผชิญหน้ากับเสือร้าย ที่มีชีวิตโดยการกัดกินความทรงจำของผู้อื่น

 

แต่เราอยากจะมองให้มากไปกว่านั้น บางทีที่แท้ หนังทั้งเรื่องคือรอยทรงจำของรักอันลาร้างไปแล้ว  ครึ่งแรกคือความทรงจำอันงดงามของเรื่องที่เราทั้งคู่มีร่วมกัน และในเมื่อภาพความทรงจำนั้นงดงามกว่าความเป็นจริงเสมอ มันจึงไม่ได้แปลกอะไรเลยที่มันจะถูกจดจำในฐานะของยูโธเปียแห่งชีวิต เวลากัดกร่อนเรื่องราวเลวร้ายมากหลายออกไป เหลือเพียงที่ที่เราไปด้วยกัน ผู้คนใจดีที่เราพานพบ การหยอกล้อเล่นในกันในความมืดและ ฝุ่นควันถนนสีแดงที่เราสูดเข้าไปพร้อมกัน

ใครบางคนบอกว่า เมื่อความรักจบลงมันก็เหมือนกับบางส่วนในตัวเราได้ตายลงไปด้วย เรากลายเป็นคนใหม่ เป็นคนอื่นซึ่งไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป  คำกล่าวนี้ราวแนบสนิทอยู่กับสภาวะในครึ่งหลังของเรื่อง นายทหารหนุ่มเผชิญกับเสือ ผีร้ายที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยความทรงจำ เขามีทางเลือกแค่สองทางคือฆ่ามันเสียปล่อยมันออกจากโลกผี หรือไม่ก็ให้มันกินเสีย ไม่ต่างจากความรัก  หากเราไม่ลบลืมมันเพื่อก้าวไปข้างหน้า เราย่อมมีแต่ต้องปล่อยให้มันกลืนกิน และเมื่อความรักกลืนกินเรา เราก็ไม่ได้เป็นคนหรือสัตว์อีกต่อไป หาก ‘เปลี่ยนรูป'ไปสู่สิ่งอื่น ไปเป็นคนคนใหม่ คนที่ในที่สุดถูกความรักทิ้งร่องรอยเอาไว้ในการเติบโต

 

ดังนี้เสือจึงไม่ใช่คนรัก หากคือความรัก การให้โต้งรับบทเสือในครึ่งหลังไม่ได้เป็นภาพแทนของโต้งในฐานะคนรัก แต่เป็นความรัก ผีซึ่งถูกยวนใจด้วยเสียงจากวิทยุสื่อสารของนายทหาร วิทยุสื่อสารซึ่งในครึ่งแรกทำหน้าที่เป็นสารสื่อใจในการก้อร่อก้อติกของนายทหาร(อีกนาย)กับหญิงสาวขณะพวกเขาเดินตัดทุ่ง เช่นเดียวกัน เมื่อนายทหารกอดปล้ำกับผี เขาสัมผัสถึงความเย้ายวนบางอย่างไม่ต่างกันกับในครึ่งแรก ที่เก่งจูบมือของโต้ง แล้วโต้งเลียมือของเก่ง (กล่าวตามสัตย์ ฉากเลียมือในครึ่งแรก และฉากการต่อสู้ในครึ่งหลังมีนัยยะโฮโมอีโรติคที่ระอุกรุ่นมากทั้งในแง่ของมือแขน แทนลำลึงค์ และการกอดรัดฟัดเหวี่ยงอันเป็นรูปแบบการต่อสู้ใช้กำลังของเพศชาย) นายทหารและผีต่างถูกดึงดูดเข้าหากัน ความรักคือความปรารถนาโหยหา นายทหารในที่สุดถึงกับเคาะกระดึงของวัวที่ตายไปแล้วราวกับเรียกหาผีร้าย เช่นกันฉากหนึ่งเราเห็นผีร้ายเดินไปในป่าทึบเปล่าเปลือยและสะอื้นให้ ราวกับเขาพลัดหลงกับนายทหาร ศัตรูและคู่รักของเขา

 

กระทั่งในที่สุดพวกเขาได้เผชิญหน้ากัน เสือจะกลืนกินนายทหาร เป็นเรื่องเศร้าที่เรามักยอมให้ความรักกลืนกินเราไป  เราตายลงเพื่อถือกำเนิดในร่างใหม่ เหตุการณ์กลายเป็นความทรงจำ เราในวันนี้ ‘เปลี่ยนรูป'มาจากสิ่งอื่น

‘การเปลี่ยนรูป'ดูจะเป็นประเด็นสำคัญอีอย่างหนึ่งในหนังเรื่องนี้ เฉกเช่นเดียวกับภาพยนตร์เปลี่ยนรูปความทรงจำ ความรักเปลี่ยนรูปผู้คน เรามองเห็นร่องรอยของการเปลี่ยนรูปมาเสียตั้งแต่ต้น  เริ่มจากฉากเปิดซึ่งเป็นฉากความตายของชายปริศนา เราเห็นสภาพศพเพียงชั่ววินาทีเขานอโก้งโค้งในสภาพเหลือเพียงเสื้อยืดกับกางเกงใน  หลังจากนั้นไม่นานเราได้พบฉากชายคนหนึ่งเดินเปลือยเปล่าอยู่กลางทุ่งราววิญญาณเร่ร่อน ถ้านั่นเป็นวิญญาณจริงๆ   มันก็คือการแปลงร่างครั้งแรกจากมนุษย์(สวมเสื้อผ้า) ไปเป็นวิญญาณเปลือยเปล่าซึ่งไปซ้อนทับกับผีในครึ่งหลังที่เปลือยเปล่าตลอดเรื่อง ตำนานของป้าสำเริง เรื่องของเณรน้อยกับชาวนาที่พวกเขาไปเจอหินที่กลายเป็นทอง แต่พอละโมบไปเอาทองเพิ่มทองก็กลับเป็นกบ ตามด้วยตำนานเสือสมิง ที่หมอผีเขมรแก่กล้าแปลงร่างเป็นสัตว์ได้  และเมื่อเรื่องราว ‘แปลงร่าง'เข้าสู่ครึ่งหลัง (สัญญาณการแปลงร่างนี้ถูกบ่งไว้แล้วตั้งแต่ฉากการเข้าถ้ำ  ป้าสำเริงพาโต้งกับเก่งไปที่ปากทางเล็กๆของถ้ำซึ่งทะลุไปที่อีกด้าน ถ้ำซึ่งมี่ตำนานสยองขวัญ โต้งเป็นฝ่ายต้องการเข้าไปหาความมืด ขณะที่เก่ง ปฎิเสธการเข้าถ้ำ  แต่ในที่สุดเวลาต่อมาเก่งในรูปนายทหารก็เป็นฝ่าตามโต้งเข้าไปในถ้ำเสียเอง ถ้าในนามของป่าอันมืดมิด ซึ่งบางทีพอถึงกลางทางเทียนก็ดับ อย่าว่าแต่เทียนไฟฉายยังดับ -นี่ป้าสำเริงบอกมา และมาปรากฏเป็นภาพในครึ่งหลัง นอกจากนี้ร่องรอยของป่ายังปรากฏผ่านเพลง วนาลี ที่ทั้งคู่ไปฟังที่ร้านอาหาร โต้งอขเพลงนี้ให้เก่ง เขาขึ้นไปร้องเพลงนี้ด้วยตนเอง เนื้อเพลงบ่งชัดว่า ‘เราจะรักภักดี ร้อยวิญญาณชีวี ที่วนาลีเอย' ราวกับคำทำนาย เฉกเช่นเดียวกับเพลงก่อนหน้าที่มีเนื้อร้องว่า ‘ขาดเธอฉันขาดใจ' )

 

โต้งแปลงร่างเป็นผีร้าย เก่งแปลงร่างเป็นนายทหาร  ร่องรอยของการเปลี่ยนรูปแปลงร่างก็ยิ่งกระจ่างชัด  นายทหารตามรอยเท้าของคนที่ค่อยๆกลายเป็นเสือ ขาเองระหว่างเดินทางก็พบกับคราบของแมลงที่ถูกลอกทิ้งไว้ (ในเวลาต่อมาเขาพบแมลงอีกชนิดคนละแบบกับคราบที่เคยเห็นมาก่อนหน้า) เขาเองเมื่อเดินทางไป ก็ค่อยๆสลัดชุดทหาร แล้วแปลงร่างด้วยการเอาโคลนมาทาตัว พยายามกลายเป็นป่าที่เขามาอาศัย จนในท้ายที่สุด เขาเคาะกระถึงผูกคอวัว เริ่มก้มลงคลานสี่ขา อย่างสัตว์ เขาเปลี่ยนรูปแปลงร่างอีกครั้ง เปลี่ยนไปเป็นสัตว์ (และแน่นอนเขาอาจเป็นวัว ซึ่งแทนความหมายของการถูกกลืนกิน) กระทั่งเขาพบซากวัวที่แท้ เห็นวิญญาณของวัวที่เปลี่ยนร่างหลังความตายเดินลับไป ที่นั้นเองเขาได้พบกับเสือ (ซึ่งคือร่างแปลงอีกเช่นกัน) การเปลี่ยนรูปแปลงร่าง หัวใจในตำนาน (ซึ่งรู้กันดีว่าถึงที่สุดแล้วตำนานคือการกลายร่างของความจริงผ่านการเล่าปากต่อปากมานานับนาน)

 

หากการเปลี่ยนรูปที่น่าสนใจที่สุด กลับคือการเปลี่ยนรูปโดยไม่แปลงร่างเป็นสัตว์ แต่คือการเปลี่ยนรูปผ่านทาง ‘เครื่องแบบทหาร'นั่นเอง 

 

เก่งอาจจะเป็นทหาร แต่เมื่อเขาถอดเครื่องแบบออกเขากลายเป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งเช่นเดียวกับเพื่อนทหารที่เมื่อถอดเครื่องแบบออกก็กลายเป็น ผู้นำแอโรบิค การเปลี่ยนรูปนี้ถูกสวนกลับโดยโต้ง ซึ่งเคยเป็นทหาร และหลังจากได้พบกับเก่งเขาสวมชุดทหารออกมาเดินในเมือง ในทางหนึ่งเขาสวมชุดทหารเพื่อกลายร่างจากเด็กหนุ่มธรรมดาให้มาเป็นนายทหารหนุ่มหวังว่าจะหางานง่ายขึ้น ซึ่งนี่เป็นร่องรอยจางๆทางสังคมที่เจืออยู่ในหนังของอภิชาติพงศ์ ในเวลาต่อมา เขาใส่ฉากหมอ ที่เคยสะท้อนภาพอำนาจของแพทย์อย่างน่าทึ่งมาแล้วในสุดเสน่หาลงมาอีกครั้งในฉากที่เก่งกับโต้งพาหมาไปรักษา ฉากนี้หมออธิบายเรื่องมะเร็งของหมาให้นักศึกษาแพทย์ฟังราวกับเป็นชิ้นส่วนสิ่งของ พยักเพยิดมาทางเจ้าของเป็นครั้งคราวในเชิงถามความเห็นแกมบังคับ ยิ่งเมื่อฉากนี้ปิดด้วยการเขียนหนังสือไม่ถูกของโต้งมันยิ่งแสดงภาพไม่ต่างจากหมอผู้หญิงซึ่งกระทำกับมินอูใน สุดเสน่หา (และประเด็นนี้ถูกเล่าขยายอย่างเต็มประโยชน์ในแสงศตวรรษ)

 

แต่ในอีกทางหนึ่งมันยังคล้ายคลึงกับการแปลงร่างเป็นคนรักผ่านทางชุดที่สวมใส่อีกด้วย (แม้ในตอนนั้นเขาอาจจะยังไม่ได้รักกัน แต่ก็น่าจะต้องตาต้องใจกันแล้ว)  ในครึ่งหลัง ผีไม่สวมเครื่องแบบอีกแล้ว (กระทั่งเสื้อผ้าก็ไม่สวม) การเปลี่ยนรูปจากคนมาเป็นผี (หรือสัตว์) คือการเปลี่ยนเครื่องแบบ เช่นเดียวกับที่นายทหารเองก็ค่อยๆปลดเครื่องแบบออกในที่สุด เอาโคลนมาตัว ลงคลานสี่ขา หลังจากนี้เขาอาจะเป็นศพที่มีแต่กางเกงใน ขณะวิญญาณเปลือยเปล่าเร่ร่อนก็เป็นได้ เครื่องแบบของนายทหารถึงที่สุดไม่ต่างจากรูปเสือแต่อย่างใด สุดท้ายพวกเขาจะไม่ได้เป็นทั้งนายทหารและเสือ หากรปลดร่างเดิมไปสู่ร่างใหม่ซึ่งไม่หลงเหลือร่องรอยใดๆผ่านทางความมืดมิดของความรัก ความทรงจำที่หลงเหลือของเราต่อคนรัก กลืนกินเราช้าๆ และนั่นอาจคือหัวใจทั้งหมดของเรื่องนี้

 

ในฉากสุดท้ายอขงหนัง ท่ามกลางเสียงมนุษยที่เปลี่ยนไปเป็นเสียงของเสือ เสียงลมพัดทิวไม้ เราได้ยินเสียงเล็กๆซึ่งอาจจะเป็นเสียงรถที่ครั้งหนึ่งเก่งเคยสอในห้โต้งขับ ช่วงเวลางดงามที่เราเคยใช้จ่ายไปด้วยกันไหลทบคืนมา เอาล่ะ.... หยุดหายใจได้แล้ว..........

 

 

 

เด็กนักเรียนหญิงผู้หนึ่ง จ้วงแท้งนักเรียนหญิงอีกคนถึงแก่ความตาย กล่าวตามสัตย์สิ่งที่เราสนใจย่อมเป็นที่มาที่ไปของฆาตกร การฆาตกรรม อะไรทำให้เด็กสาวลุกขึ้นมาแทงเพื่อนตัวเองจนตาย แล้วหลังจากนั้น จะเกิดอะไรตามมา

 

แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้สนใจคือเกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่ของเด็กสาวทั้งคู่หลังจากเหตุการณ์ซึ่งเขาและเธอไม่ได้มีส่วนร่วมแต่จำต้องแบกทุกข์ในไว้บนบ่าไปตลอดกาล

เริ่มต้นจากบทสัมภาษณ์หญิงสาวสวมแว่นตาดำทำผมปรกหน้าตลอดเวลา คำสัมภาษณ์ของเธอถูกตัดสลับกับชายอีกคน ผอมเกร็งสูงวัย สวมแว่นและโศกเศร้า เธอคือแม่ของเด็กที่แทงคนตาย ซิงเกิ้ลมัมที่เลี้ยงลูกสาวมาลำพัง เด็กสาวที่สร้างเวบไซต์อะไรสักอย่างเกี่ยวกับความเกลียดชังและการฆ่า เด็กสาวที่ในที่สุดก็ออกไปฆ่าคนตาย เธอถามคนสัมภาษณืว่านี่จะบอกว่าเป้ฯความผิดของเธอใช่ไหม ที่เธอต้องเลี้ยงลูกตัวคนเดียว ที่เธอยากจน และไม่มีเวลาอบรมสั่งสอนลูกสาว ส่วนเขานั้นได้เสียภรรยาให้กับโรคมะเร็ง ก่อนจะมาเสียลูกสาวคนเดียวที่มีอยู่ไปอีก เขาเหนื่อยล้ำกับชีวิต และคิดว่าจากนี้จะไปทำงานใช้แรงงานในที่ไกลๆเพื่อให้ลืม เขาทนไม่ได้ที่มองออกไปนอหน้าต่างแล้วเห็นที่พักของเด็กสาวที่ฆ่าลูกของเขาตายที่นอกหน้าต่างนั่น เขาไม่ต้องการพบเธอไม่ต้องการเธอมาขออภัย เขาไม่ให้อภัยเธอ เธอบอกว่าเธอต้องการพบเขา เพื่อขอโทษในสิ่งที่ลูกสาวเธอทำลงไป เธออยากเจอเขาสักครั้ง

 

หนึ่งปีผ่านไป เขาย้ายจากโตเกียวไปอยู่ที่ฮอกไกโด ทำงานเป็นคนงานในเหมือง หรือในโรงงานถลุงเหล็ก อะไรสักอย่าง ทุกวันเดินเรียงแถวไปยังหน้าเตาไผ เขี่ยเศษถ่านหินที่กระเด็นกระดอนออกจากเตาหลอมโยนมันกลับเข้าไปใหม่ ท่ามกลางเปลวไฟพวยพุ่งไม่สิ้นสุด  เขาพักอาศัยในหอพักแห่งหนึ่งห้องแคบหน้าต่างปิดม่านตลอดเวลา อาบน้ำและกินอาหารในห้องรวมทุกอย่างอุบัติซ้ำเขากลับมานอนอ่านหนังสือในห้องจนหลับไปวันใหม่วนซ้ำที่เดิม

เธอก็อยู่ที่ฮอกไกโด ประกอบอาชีพแม่ครัว ก้มหน้างุดปอกมันฝรั่ง ทำไข่กวนที่ละฟองละฟอง ล้างถ้วยอาหารชุดที่เตรียมใส่ตู้ไว้สำหรับแขก บางทีเธอทำไข่กวนหันหลังให้กับครัวยินกินข้าวลำพังที่เตา ก้มซ่อนใบหน้าใต้ผมปรกปิดดวงตา บางทีเธอก็เดินฝ่าความหนาวไปที่ร้านสะดวกซื้อใกล้ ซื้อแซนด์วิชกับน้ำผลไม้ไปกินลำพังในห้องปิดหน้าต่าง นั่งจ้องมองมันโดดเดี่ยวราวกับอาหารศักดิ์สิทธิ์ บ่อยครั้งพอเข้าห้องเธอจะนั่งชันเข่ากอดขาตนเอง บ่อยครั้งเธอตื่นกลางดึก ตอนเช้าเธอก็จะลุกไปทำไข่กวนอีก ปอกมันฝรั่งจัดวางอาหารชุดสำหรับชาวหออีกครั้ง

 

เนื้อเรื่องหนังมีอยู่เท่านี้ พูดให้ชัด สิบนาทีแรกของหนังคือบทสัมภาษณ์ และอีกแปดสิบนาทีที่เหลือก็คือสองย่อหน้าตามที่ได้กล่าวไป !

แทบจะเรียกได้ว่าเล่นกันสองคน ภาพยนตร์โดย MASAHIRO KOBAYASHI ที่เมื่อหลายปีก่อนเคยมีหนังBASHING เข้าฉายในบ้านเรา กลับมาคราวนี้ เขากำกับเองเล่นเองในบทพ่อผู้สูญเสียลูกสาว ทั้งเรื่องมีเพียงเขาและ MAKIKO WATANABE นักแสดงหญิงที่รับบทแม่ของฆาตกรเท่านั้นเอง กลางเหตุการณ์อุบัติซ้ไร้คำจำนรรจาและความสัมพันธ์ประหลาดซึ่งคงไม่มืชื่อเรียก

 

นี่คือหนังแห่งการจ้องมอง ตลอดเวลา ผู้ชมจ้องมองตัวละครประกอบกิจวัตรประจำวันอย่างเช่นการกินอาหาร การอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า การทำงาน การขับรถ กระทั่งการนั่งเฉยๆ  เหตุการณ์ไม่คืบหน้า ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใดๆให้เห็น เรากำลังจ้องมองคนที่ตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง พยายามลากอีกครึ่งหนึ่งของชีวิตอย่างถูลู่ถูกังไปตามถนนสำนึกบาปที่พวกเขาไม่ได้ก่อขึ้น  เราอาจจะเรียกได้ว่านี่คือการสังเกตเว้นระยะอันเย็นชา ไม่ชิดใกล้ไม่สงสาร เราจ้องมองแบบเดียวกับที่เราจ้องมองชีวิตผู้คนบนถนน แรกทีเดียวเราสร้างจินตนาการเกี่ยวกับความทุกข์ระทมของเขาและเธอ แต่เมื่อวงจรเหตุการณ์กลับวนซ้ำตำแหน่งเดิมเราก็ค่อยๆเลือนมันลง เหลือแต่เพียงเหตุการณ์ไร้ความสลักสำคัญดำเนินต่อเนื่องไปไม่สิ้นสุด

 

เขาพบกับเธอบ้างเป็นบางครั้ง นั่นคือบางเหตุการณ์ที่พอจะมีให้ยึดจับ  หนังไม่ได้บอกข้อมูลอะไรกับเรา แต่พอจะจับเค้าลางได้ว่าต่างฝ่ายต่างรู้ว่ามีอีกคนอยู่ แต่ทำเป็นไม่เห็นกันและกัน เขาใช้ชีวิตแรงงานไปอย่างเรียบเฉย เธอก็ใช้ชีวิตแม่ครัวของเธอไปเช่นกัน เมื่อไรก็ตามที่เขาและเธอพยายามจะขยับความสัมพันธ์มันจะพังลงอย่างไม่เป็นท่า ของขวัญที่เขาซื้อให้เธอถูกนำมาคืนที่ห้อง (และมันอาจไม่ใช่ชิ้นแรก) เช่นกัน การดักพบของเธอก็ไม่ได้ช่วยอะไรเมื่อเขามองผ่านเธอเป็นเหมือนเทหวัตถุชิ้นหนึ่ง เขาเธอมีความผิดบาปที่เขาไม่อาจให้อภัยได้  บางครั้งเธอดักพบเขาหน้าหอเพื่อจะตบหน้าเขาแล้วหนีเตลิดไป  ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ไม่มีความคืบหน้า แต่เขาก็ไม่ได้ย้ายไปไหน เธอก็ด้วย หลังจากการพบกันอันพังทลาย และเย็นชา เธอกลับเขาพากันกลับเข้าสู่วงจรอุบัติซ้ำของใครของมันอีกครั้ง

 

หนังเรื่องนี้เหมือนฤดูหนาว มันเย็นชา และบาดเจ็บเมื่อเราสัมผัสต้อง หากมันคือภาพยนตร์เพื่อการไถ่บาปมันก็เป็นเพียงการไถ่ถอนบาปที่ไม่อาจไถ่ถอน พวกเขาไม่ได้ก่อมันขึ้น แต่แบกมันไว้บนบ่าในฐานะผู้สมคบคิด พวกเขากลายเป็นคนที่ไม่สามารถจะรักใครได้อีก กล่าวให้ง่าย ไม่สามารถจะผูกพันกับใครได้อีกต่อไป

 

หากในขณะเดียวกันในฤดูหนาวก็ยังคงมีแสงแดดส่องฉายในบางวัน เขาและเธอไม่อาจให้อภัยกันและกันได้ก็จริง แต่ในที่สุดเธอกับเขาก็ถักทอสายสัมพันธ์ประหลาดขึ้น การดำรงคงอยู่ของความเกลียดชังและการไม่ให้อภัยชั่วนิรันดร์ ได้สร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ราวกับคนทั้งคู่ติดค้างหนี้ที่ไม่อาจใช้คืนแก่กันและกันได้  การทำร้ายกันในบางขณะด้วยข้าวของหรือการทำร้ายตัวเองอย่างเช่นการซื้อโทรศัพท์ที่ไม่ได้โทรเพื่ออาจจะโทรหาอีกฝ่าย ได้กลายเป็นร่องรอยใหม่ๆของวามเคยชิน เขาและเธอเคยชินที่จะกล่าวขอโทษแก่กันและไม่ได้รับการให้อภัย เว้นระยะแห่งความเกลียดชังกันและปล่อยให้ความผูกพันงอกขึ้นจากร่องรอยแตกร้าวนั้น

 

ต่างไปจากหนังไถ่บาปที่เราคุ้นเคย  นี่ไม่ใช่การเกิดใหม่โดยไม่เหลือร่องรอยมลทินใดๆไม่ มนุษย์ไม่ได้หลุดพ้นจากบาปง่ายขนาดนั้น ยามเมือ่เกิดบาดแผล บางชนิดมันหายสนิท แต่บางชนิดจะทิ้งรอยแผลเป็นไปจนตาย และโดยมากก็มักจะเป็นอย่างหลัง  กาเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับรอยแผลเป็นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย บ่อยครั้งที่เราอยากกำจัดมันออกมากกว่าสงบศึกกับมัน และแน่นอนมันมักเป็นไปไม่ได้

กล่าวโดยสรุป หนังอย่างTHE REBIRTH ไม่ใช่หนังสวยงามของการฟื้นตื่นจากความทุกข์ของมนุษย์ นี่ไม่ใช่หนังสมานฉันทน์ที่บอกให้มนุษย์หันหน้ามาหากันเพื่อที่จะรักกันและกัน เพราะบางครั้งเราไม่อาจรักคนที่เราเกลียดได้  แต่ในขณะเดียวกันนี่ก็ไม่ใช่ภาพยนตร์แห่งความคลั่งแค้นและเกลียดชัง หากมันคือภาพยนตร์ที่แสดงเส้นทางของมนุษย์ที่จะพากันออกจาหุบเหวแห่งบาป เส้นทางที่ดูช่างพิลึกพิลั่นไม่น่าไว้วางใจแต่เป็นทางเดียวที่เรามีในชีวิตจริง

 

เธอยืนดักรอพบเขาที่หน้าบ้าน เขาจอกรถ ทั้งคู่ลากถูลู่ถูกังกันและกันออกไปกลางอากาศหนาว เธอตบเขา ทั้งคู่มองหน้ากัน -เผชิญหน้ากัน- จริงๆ เป็นครั้งแรก หนังจบลงตรงนั้น

 

 

 

 

 

 

DELPHINE บอกคนอื่นว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงยุ่งยาก

 

ซึ่งที่จริงแล้วเธอก็ไม่ใช่คนยุ่งยากอะไร แต่เธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงง่ายๆสบายๆเหมือนกัน เธอไม่กินเนื้อสัตว์ทุกชนิด ไม่กินดอกไม้ด้วย เธอเป็นมังสวิรัตเคร่งครัด ไม่ชอบเล่นน้ำทะเล ถ้าใหเดินเลียบชายหาดน่ะพอไหว เธอแล่นเรือไม่ได้ โล้ชิงช้าก็ไม่ถนัด มันทำให้เธอเวียนหัว เธอออาจจะชอบเดินเล่นไปเรื่อยๆ นั่นคือสิ่งที่เธอบอกคนอื่น หรือไม่ก็ชอบอ่านหนังสือเล่มใหญ่ๆ โทรศัพท์หาอดีตู่หมั้นที่เลิกร้างกันไปแล้ว เธอไม่ได้เป็นคนยุ่งยากวุ่นวาย เพียงแต่บางทีเธอก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่

 

เธอถูกเพื่อหักหลังบอกปฏิเสธการไปเที่ยวทะเลวันหยุดที่ตกลงกันไว้เป็นมั่นเหมาะ เธอกลัวการไปเที่ยวคนเดียวยังกะอะไรดี  ครอบครัวของพี่สาวเธอก็จะไปเที่ยวไอร์แลนด์ แต่เธอไม่คิดว่าการไปเที่ยวกับครอบครัวจะเรียกว่าวันหยุดพักผ่อนได้หรอกนะ  เธอไม่กล้าไปเที่ยวกับกรุ๊ปทัวร์ ผู้คนที่ไม่คุ้นเคยทำให้เธออึดอัด  เพื่อนสาวของเธอบอกว่าเธอควรเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆมั่งสิ นี่มันก็เกือบสองปีเข้าไปแล้วที่คู่หมั้นมาทิ้งไป เธอควรเปิดใจคบหากับชายอื่นบ้าง เธอบอกว่าเธอไม่ได้ปิดรับอะไรนี่ เธอไม่ใช่คนเก็บตัวอะไรนี่นา แล้วเธอก็เอาแต่ร้องให้เมื่อคิดเกี่ยวกับตนเอง

 

สุดท้ายเธอก็ไปทะเลกับเพื่อนสาวคนหนึ่งที่แต่เดิมตั้งใจจะไปกับคู่รัก ไปพักที่บ้านญาติๆของเพื่อนของเธอ ทุกอย่างก็ดูท่าจะไปได้สวย อากาศสดชื่น ทะเลก็งดงาม แต่บทสนทนาของคนผู้รักชีวิตกลางแจ้งทำให้เธออึดอัด ทะเลสำหรับก็ไม่น่าลงเล่นน้ำ เธอเลี่ยงไปอ่านหนังสือ ไปอยู่กับเด็กๆ สุดท้ายก็แจ้นกลับปารีส

 

จากทะเลเธอลองไปภูเขา บ่นพักของคนรักเก่า แต่ยังไม่ทันจะได้เก็บกระเป๋า เธอเดินไปตามถนน ร้องให้ให้ตัวเอง แล้วกลับมาร้องให้ต่อที่ปารีส

 

เธอลองไปเดินเล่นริมน้ำเซนน์ เหมือนที่คุณลุงข้างบ้านเคยพูดถึง คนออกมาผึ่งแดดกันยั้วเยี้ยจนต้องรีบกลับ

 

สุดท้ายเธอไปพักในแมนชั่นริมทะเลของเพื่อนเก่าคนหนึ่ง ที่นั่นเธอได้ฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับ'รังสีมรกต' แสงสีเขียวสั้นที่ๆพบเห็นได้ยากยิ่งในตอนพระอาทิตย์ตก ว่ากันว่าใครที่ได้เห้นมันจะสามารถอ่านความรู้สึกของตัวเองได้จริงๆ   ขนาดคนแก่ๆที่เล่าเรื่องยังเคยเห็นแค่ไม่กี่ครั้งในชีวิต พบสาวสวีเดนเปลือยอกที่ชวนเธอคุยขณะนอนอาบแดดอยู่กับผู้คนมากมาย แม่สาวนักเฟลิร์ตที่ชี้ชวนเธอชมผู้ชายมากหน้าหลายตาและไม่รีรอที่จะผูกสัมพันธ์ DELPHINE อยากเป็นเหมือนเธอแต่ก็เป็นไมได้ พอมีผู้ชายมาคุยด้วยเธอก็วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงหอบผ้าผ่อนกลับปารีส

 

ที่สถานีรถไฟเธอพบกับหนุ่มหล่อที่แอบจ้องมองหนังสือดอสโตเยฟสกี้ในมือเธอ พอ่หนุ่มกำลังจะไปพักร้อนที่เมืองเล็กๆแถวๆนี้ ขณะที่เธอกำลังจะกลับปารีส บางทีเขาอาจเป็นเพื่อนเธอไปดูรังสีมรกตในทะเลที่เธอไม่รู้จักก็ได้ แต่บางทีไอ้นี่ก็คงเหมือนคนอื่นๆเหมือนกันก็ได้ ของแบบนี้ใครจะไปรู้

 

เล่ากันชนิดหมดเปลือก นี่คือเนื้อหาเกือบทั้งหมดในหนังเรื่องนี้ THE GREEN RAY เป็นหนังเล็กๆ (เหมือนกับหนังเล็กๆอีกจำนวนมาก ) ของอีกหนึ่งหัวหอกในทีม FERNCH NEW WAVE หนึ่งตอนจากหนังชุด COMEDY AND PROVERBS ที่เล่าเรื่องจากสุภาษิตเก๋ๆโดยในเรื่องนี้ยกมาจากท่อนหนึ่งในบทกวีของ อาตูร์ แรงโบต์ที่ว่า Ah, for the days/that set our hearts ablaze, (ขอสงวนสิทธิ์ไม่แปลเพราะไม่มีทางจะแปลไต้ครงความ)

สารภาพตามตรงว่านี่เป็นเพียงครั้งที่สองที่ผู้เขียนไปพบปะกับERIC ROHMER หลังจากการพบกันครั้งแรกใน PAULINE AT THE BEACH ไม่ได้ประทับใจอะไรมากนัก   น่าเสียดายที่สายไป กว่าจะได้ดูหนังเรื่องที่สองของเขา ก็ตอนที่ ROHMER ลาโลกไปเสียแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

 

THE GREEN RAY ก็เหมือนกับหนังเรื่องอื่นๆของROHMAER นั่นคือหนังเล็กๆที่มีแต่ผู้คนมานั่งหน้ากล้องแล้วก็เริ่มต้นสนทนากัน  บทสนทนาของพวกเขาไม่ได้คมคายร้ายกาจเหมือนที่เรามักพบเจอในหนังอินดี้อเมริกัน (ซึ่งคือลูกหลานของROHMER นั่นเอง)  บ่อยครั้งมันเนบทสนทนาล่องลอยเรื่อยบเปื่อยแบบที่เราได้ยินหรือพูดกับเพื่อนของเราจริงๆ  ตัวละครของROHMER จะเอาแต่พูดๆกัน ถ้าพวกเขาจะทำอะไรบ้างก็คงเป็นการเดินเล่น ดื่มกาแฟ แล้วก็พูดคุยกัน  เรื่องที่พวกเขาพูดคุยก็ม่ใช่เรื่องอะไรยิ่งใหญ่แบบเรื่องการเมือง เรื่องชีวิต เรื่องการหลุดพ้นหรืออะไรทำนองนั้น แต่เป็นเรื่องเล็กๆอย่างเช่นการไปเที่ยว ความชอบในสิ่งต่างๆ ความอยากมีรักของสาวโสด หรือการเกี้ยวพาราสีกันของหนุ่มสาว

 

มันจึงเป็นการง่ายที่เราจะบอกว่าหนังของROHMER นั้นน่าเบื่อ ไม่เห็นจะมีอะไรนอกจากคนมานั่งพูดกัน หากไอ้การนั่งฟังคนอื่นๆคุยกันนี้เอง เป็นวิธีการที่ROHMER พาเราไปพบความรื่นรมย์เล็กๆน้อยๆของชีวิต

 

 

หนังมุ่งถ่ายทอดความหวั่นไหวเปราะบางของหญิงสาวคนหนึ่งในช่วงเวลาที่เธอต้องการความสุข แต่เธอไม่มีความสุข  เธอพยายามวิ่งไขว่าคว้ามัน แต่พอมันเข้ามาเธอก็หลบหนีไปเสีย เธอไม่ได้เป็นคนไร้สุข แต่บางทีเธอก็กลัวความสุข เธออยากไปเที่ยวพักผ่อน แต่กลัวการต้องไปไหนคนเดียว เธออยากมีคนรักแต่พอมีใครเข้ามาหาเธอก็ปฏิเสธ เธออยากไปทะเล แต่ก็ไม่กล้าลงทะเล เธอบอกคนอื่นว่าเอชอบเดินเล่น ฉากหนึ่งเธอหนีคนอื่นไปเดินเล่น เดินเลียบถนนเส้นเล็กๆในชนบทน่ารักไปเรื่อยๆพอสุดทางเธอก็ร้องให้

 

กว่าหนังจะพูดถึงรังสีมรกตก็ปาเข้าไปค่อนเรื่อง DELPHINE วิ่งไปนู่นมานี่เสียจนทั่วแล้ว เธอได้ฟังเรื่องนี้จากกลุ่มคนชราที่นั่งชมพระอาทตย์ตกอยู่ริมทะเล เธอไม่ได้พูคุยกับพวกเขา ที่กำลังคุยกันเรื่องนิยายของจูลส์ เวริ์น แต่ไต่บันไดลงไปแอบฟังพวกเขาพูดคุยกัน และคิดเอาเองเรื่องนั้น แต่ใช่ว่ารังสีมรกตจะไม่มีอยู่มาตั้งแต่ต้น ตลอดทั้งเรื่อง DELPHINE บอกกับผู้อื่นว่าเธอชอบสีเขียว เธอสวมเสื้อผ้าสีเขียวไปเที่ยวบ้านเพื่อน ป้ายบนถนนที่แจ้งความประสงค์หาคนไปร่วมกรุ๊ปทัวร์ก็มีสีเขียว ฉษกที่เธอเดินลัดเลาะไปตามถนนเล็กๆก็ชอุ่มรื่นไปด้วยสีเขียว มันอยู่รายรอบเธอ เหมือนไพ่ประหลาดที่เธอมักเจอตามท้องถนน นอนคว่ำหน้าราวกับมีคนทำตกไว้เพื่อบอกใบ้รหัสลับ เธอรู้ว่ามันมีอยู่แต่เธอไม่เข้าใจความหมายของมัน  ยิ่งเมื่อในฉษกท้ายๆของเรื่องเธอเจอเข้ากับรังสีมรกตอย่างจังในรูปของร้านชำเล็กๆริมหาด เธอก็ได้แต่ยิ้มกับตัวเอง ความสุขที่เธอต้องการมันอยู่รอบตัวเธอแต่เธอก็วิ่งหนีมันตลอด ติดอยู่ตรงกลางระหว่างความอยากมีความสุขและความไร้สุขนั้นเอง ฉากหนึ่งในหนังถูกเล่าออกมาอย่างงดงามและรวดร้าว  หลังจากสนทนาเรื่องวันหยุดสุดรันทดกับเพื่อนใหม่ DELPHINE เปิดเผยตัวตนเรื่องความไร้สุขของเธอ สาวสวีเดนบอกเธอว่านี่ไม่ใช่ยุคสมัยของการรอคอยเจ้าชายรูปงามให้มาพบอีกแล้ว เราคงต้องออกไปไขว่คว้ามั้น และDELPHINE ตอบว่ามันไม่ใช่เรื่องแบบนั้น มันไม่ใช่เรื่องว่าเธอรอคอยอะไร แต่ถ้าเธิมีอะไรดีอยู่จริงๆมนต้องมีคนมองเห็นเธอบ้างสิ ท่ามกลางผู้คนมากมาย บางทีเธอต้องการแค่คนที่มองเห็นเธอ ไม่ต้องเป็นเจ้าชายอะไรแบบนั้น แต่คนที่มองเห้นเธอพ้นไปจากมองเห็นสาวรักสนุก(ที่จริงอมทุกข์เศร้า)ที่พร้อมจะเป็นคู่ควงเล่นในช่วงวันหยุดฤดูร้อนเท่านั้น

 

เป็นเรื่องดีที่สิ่งซึ่งDELPHINE ตามหาและวิ่งหนีในคราวเดียวไม่ใช่เรื่องประเภทรักท้ หรือการสร้างครอบครัวแสนสุข  โอเค มันเป็นเรื่องรักแท้ก็ได้ แต่มันก็เป็นเพียงการพยายามตามหาใครสักคนที่เข้าใจเธอมากพอจะนั่งดูพระอาทิตย์ตกกัยเธอเท่านั้น หนังโฟกัสไปยังความสุขเล็กๆในวันหยุดมากกว่ารักนิรันดร์  เพราะมีแต่ความสุขเล็กๆนี่แหละที่มนุษย์พอจะหาได้บ้าง ไม่ใช่อะไรยิ่งใหญ่ๆแบบที่เราเข้าใจกันหรอก

 

หลังจากผ่านเรื่องวันหยุดฤดูร้อนวุ่นๆและเธอแทบจะหมดหวังกับการไขว่าคว้าแล้วเธอหอบประเป๋ามาที่สถานีรถไฟ และพบเขาโดยบังเอิญ หนังให้ความสุขเล็กๆน้อยๆแก่เธอในฉากสุดท้าย แต่ไม่ได้ให้คำสัญญาว่ามันจะเป็นเรื่องยั่งยืน ความงามของหนังเรื่องนี้ที่ROHMER มอบให้แก่เราคือ การไม่ให้คำสัญญานี้ เขาเอ่ยปากขอให้DELPHINE อยู่ต่อ แต่เธอบอกใหรอก่อน ไม่รู้ว่าให้รอพระอาทิตย์ หรือให้รอการตัดสินใจออกไปก่อน   เรามองเห็นพระอาทิตย์ค่อยๆลาลับ เธอค้นพบความสุขที่ทั้งน่าตื่นเต้นระคนน่าหวาดผวา มันเป้นเรื่องเล็กน้อยเช่นกันเฟลิร์ตกับหนุ่มๆสักคน ไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไร มันก็มีแต่เรื่องเล็กๆที่ไม่มีคำมั่นสัญญาอะไรพวหนี้แหละที่จะเติมชีวิตเราได้ เหมือนเครื่องปรุงรสดีที่ต้องเหยาะแต่เพียงน้อยลงในจานอการหลักที่จืดชืดไร้รสของเรา

 

และนี่คือความรื่นรมย์เล็กๆในหนังเล็กๆของERIC ROHMER ช่วงเวลาสั้นๆที่ไม่ได้ให้คำมั่หมายอะไรกับเรา การแสวงหาความสุข ซึ่งจะมีได้ก็แต่ในสิ่งเล็กน้อยแบบนี้เท่านั้น