บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์
หมายเหตุ
:หนังเรื่องนี้จะเข้าฉายในวันศุกร์ที่ 25 เป้นต้นไป
ที่ SF emporium โดยฉายวันละรอบ และเสาร์ อาทิตย์
สองรอบ สอบถามเพิ่มเติมที่ SF เองนะครับ และขอแนะนำว่าให้ดูหนังก่อนอ่านครับ
"ข้อยฝันว่าได้ไปที่เมืองเมืองหนึ่งในอนาคต
ในเมืองนั้น รัฐบาลสามารถทำให้เราหายไปได้ เวลาเขาจับใคร เขาจะฉายไฟไปที่คนคนนั้น แล้วภาพของเขาตั้งแต่อดีตไล่เรียงไปจนถึงอนาคตจะปรากฏขึ้นบนจอ
แล้วถึงที่สุดแล้วร่างของเขาก็จะค่อยๆหายไป ข้อยย่านหลาย" *บุญมีบอกกับฮวยภรรยาที่ตายไปแล้วของเขาในค่ำคืนหนึ่ง
ค่ำคืนที่อาจเป็นคืนสุดท้ายของชีวิต เขากอดผีเมียไว้แนบอก
ก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจพากันเดินลึกเข้าไปในป่า
ดูเหมือนความฝันของลุงบุญมีอาจจะเป็นแบบจำลองอย่างง่ายที่สุดในการใช้อธิบายถึงหนังเรื่องนี้
ตัวนังนั้นเล่าเรื่องของลุงบุญมี
ชายเจ้าของสวนมะขามและโรงเลี้ยงผึ้ง เมียองแกตายไป19 ปี หลังจากเมียแกตายไปไม่กี่ปี
บุญส่งลูกชายคนเดียวของแกก็หายออกไปจากบ้าน มาถึงตอนนี้กำลังป่วยเป็นโรคไต
ต้องล้างไตทางหน้าท้องทุกวันโดยมีจาย หัวหน้าคนงานชาวลาวเป็นคนมาช่วยดูแล
นี่แกก็เพิ่งไปรับเจน น้องเมียกับโต้งหลานของเจนมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน
แกรู้ว่าแกกำลังจะตาย ในช่วงเวลานี้เองที่แกฝันถึงเรื่องต่างๆทั้งในอดีตและในอนาคต
แกเริ่มมองเห็นชาติที่ผ่านๆมาของตัวเอง และในช่วงเวลานี้เอง อยู่ดีๆ
ผีเมียของแกก็กลับมาดูแลสามี ลูกชายก็กลับมาในสภาพลิงผีตาแดงก่ำ
ทุกคนปรากฏตัวร่วมกันบนโต๊ะอาหาร เฉลิมฉลองช่วงสุดท้ายในชีวิตของลุงบุญมี
นี่คือเรื่องย่อ ถ้าเราจะเล่าเรื่องย่อของหนังเรื่องล่าสุดของอภิชาตพงศ์
วีระเศรษฐกุลเรื่องนี้ หนังที่เพิ่งได้รับรางวัล Palme D'or รางวัลสูงสุดของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปีนี้
แต่ยิ่งเล่าเรื่องย่อก็ดูเหมือนจะยิ่งไกลออกไปจากตัวหนังทุกทีๆ
และที่จริงแล้วเรื่องเล่าของลุงบุญมีในย่อหน้าแรกดูจะอธิบาย ‘ความ'ของหนังได้ดีกว่ายิ่ง
กล่าวถึงปูมหลังของหนังสักเล็กน้อย
หนังเรื่องนี้ที่จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของโครงการศิลปะของอภิชาตพงศ์เองที่ชื่อว่า ‘ดึกดำบรรพ์ (Primitive)' ซึ่งตัวงานมีทั้งหนัง
หนังสั้น ภาพนิ่ง และศิลปะจัดวาง ว่าด้วยการค้นหาความทรงจำของแผ่นดินถิ่นอีสาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของหมู่บ้านนาบัว จังหวัดนครพนม
หมู่บ้านที่เมื่อหลายสิบปีที่แล้วถูกเรียกว่าหมู่บ้านเสียงปืนแตก
เนื่องจากเป็นสถานที่แรกในการเปิดฉากต่อสู้ระหว่างกองกำลังของคอมมิวนิสต์กับเจ้าหน้าที่รัฐ
เป็นการเปิดฉากการต่อสู้อย่างเป็นทางการในประเทศไทย นอกจากตัวหนัง
ลุงบุญมีระลึกชาติ ยังมีหนังสั้นอย่าง ‘จดหมายถึงลุงบุญมี'
หรือ THE PHANTOM OF NABUA ที่เล่าเรื่องแตกแยกย่อยออกไป
(ไม่ได้หมายถึงแตกย่อยจากตัวหนัง
แต่ตัวหนังก็เป็นส่วนแตกย่อยส่วนหนึ่งของทั้งโปรเจคต์ด้วยเช่นกัน)
อย่างไรก็ดีเมื่อมองแยกส่วนเฉพาะลุงบุญมีระลึกชาติ
เราอาจจะมองหนังเรื่องนี้ในฐานะความทรงจำของภาคอีสานซึ่งปะปนเข้ากับความทรงจำของผู้กำกับที่เติบโตในภาคอีสานและความทรงจำของภาพยนตร์
ซึ่งเป็นสื่อที่ผู้กำกับเลือกใช้ การระลึกชาติในความหมายของหนังนั้นเป็นไปได้ทั้งกว้างและลึกในขณะเดียวกันก็แนบเป็นเนื้อเดียวกันระหว่าง
ประวัติศาสตร์ ชีวิต และ เรื่องเล่า
ลุงบุญมีระลึกชาติ
ดูเหมือนว่าการระลึกชาติในความหมายของหนังเรื่องนี้ที่แท้แล้วไปไกลกว่าการระลึกชาติในความหมายเชิงกึ่งพุทธกึ่งผีที่พูดถึงชาตอนี้
ชาติหน้าหรืออดีตชาติ แต่เพียงถ่ายเดียว ตามวิธีนั้น ประวัติศาสตร์ของชีวิต
(ในแต่ละชาติ) วิ่งเป็นเส้นตรงแนวดิ่งจากอดีตชาติไล่เรียงไปจนถึงชาติหน้า
แต่การระลึกชาติของลุงบุญมีไม่ได้เป็นไปเพียงในลักษณะเช่นนั้นอย่างเดียว
หนังเริ่มเปิดฉากด้วยภาพของควายซึ่งหลุดออกจากหลักวิ่งเตลิดเข้าไปในป่าอันมืดมิด
ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องของลุงบุญมี กับป้าเจนและโต้ง เรื่องของจาย และการกลับมาของฮวย ผีเมียลุงบุญมี
กับบุญส่งที่ตอนนี้ได้เมียเป็นลิง และตัวเองก็กลายเป็นลิง
ตัดไปยังเรื่องเล่าของเจ้าหญิงที่แอบหลงรักองครักษ์ แต่กลับไปลงเอยกับปลาดุกพูดได้
และกลับมาที่ชีวิตช่วงท้ายของลุงบุญมี และเหตุการณ์หลังจากนั้น
การระลึกชาติที่แท้แล้วเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด
และในความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดไม่ใช่มีเพียงการเกิดมาเป็นคนแต่เพียงอย่างเดียว
มีนิทานพื้นบ้านมากมายที่เล่าเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด
คนอาจเปิดเป็นปลาบู่หรือเป็นต้นไทร การเกิดเป็นสัตว์ในชาติหนึ่งและเป็นคนในอีกชาติหนึ่งไม่ใช่เรื่องพิศวงงงวยในความเชื่อของเรา
พิจารณากันในแง่นี้ บุญมีอาจมองเห็นตัวเองเป็นควายในชาติที่แล้วหรือปลาดุกในชาติก่อนหน้านั้น
บางทีฮวยอาจระลึกชาติเห็นสามีในอดีตชาติของเธอ
บุญส่งได้กลายเป็นลิงในชาตินี้(มนุษย์กลายเป็นชาติที่แล้วของเขา)
ป้าเจนก็อาจกลายเป็นแมลงในชาติหน้า
(ถ้าเราเชื่อเรื่องกรรมเช่นว่าการช๊อตแมลงด้วยที่ช๊อตไฟฟ้า
หรือเดินเหยียบผีเสื้อกลางคืนนั้นเป็นบาป) บูญมีเองก็อาจเกิดใหม่กลายเป็นผึ้งที่โดนจับมารีดน้ำหวานในรังที่เขาทำไว้ในชาตินี้
มีสัตว์มากมายอยู่ในหนัง บางชนิดพูดได้ บางชนิดครึ่งสัตว์ครึ่งคน
มันเป็นเรื่องที่เชื่อได้ (ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นได้จริง )
เราเชื่อเรื่องพวกนี้เมื่อราได้เห็น
เพราะมันไหลเวียนอยู่ในชีวิตของเราในเรื่องเล่าประจำวัน ในตำนานพื้นบ้าน ในนิทาน
ในเรื่องไสยศาสตร์ประจำบ้าน เจ้าหญิงอาจเป็นเพียงเรื่องเล่าของป่าเมื่ออดีตชาติ
กระทั่งหญิงงามในเงาน้ำที่เจ้าหญิงมองเห็น นั่นก็อาจเป็นชาติที่แล้วของนาง
การระลึกชาติไหลเวียนและผุดบังเกิดในแง่นี้อยู่อย่างสวยสดงดงามลึกลับชวนสะพรึงแนบไปกับเนื้อของชีวิต
ในขณะเดียวกันการระลึกชาติก็ไม่ได้มาในรูปการเปลี่ยนร่างในการเกิดชาติใหม่แต่เพียงเท่านั้น
ในช่วงท้ายของหนังเราได้เห็นการระลึกชาติผ่านทางการ'เปลี่ยนบทบาท'ในชาติเดียวกัน นั่นคือเมื่อพระโต้ง
(ที่ต้องบวชหน้าไฟเพราะลุงบุญมีไม่มีญาติที่ไหนหลงเหลืออยู่อีกนอกจากโต้งที่ที่จริงแล้วเป็นหลานของป้าเจนอีกต่างหาก)
ออกจากวัดในยามวิกาลมาที่ห้องโรงแรมของป้าเจนเนื่องเพราะนอนไม่หลับ
ฉากนี้เราเห็นพระโต้งถอดสบงจีวร เปลี่ยนชาติกลับไปเป็นมนุษย์
(แถมป้าเจนยังเรียกว่าไอ้ลูกหมาอีกต่างหาก) ก่อนที่จะพากันออกไปหามื้อดึกกินกันเพื่อที่จะพบว่า
มีตัวตนของพวกเขาอยู่ในอีกมิติหนึ่ง
ในอีกชาติหนึ่งซึ่งดำเนินไปพร้อมกันราวกับมิติคู่ขนาน
บางทีลุงบุญมีเองก็อาจจะเป็นอีกชาติหนึ่งของโต้ง
ชาติที่พูดภาษาอีสาน(โต้งพูดอีสานไม่ได้) หรือบางทีโต้งอาจจะเป็นอีกชาติหนึ่งของบุญส่งลูกชายลุงบุญมีที่เป็นลิงไปแล้ว
พอๆกับที่ป้าเจนเป็นชาติ(ที่ยังมีชีวิตอยู่)ของฮวยผู้เป็นพี่สาวก็เป็นได้ ความไหลเลื่อนเชิงรูปแบบแห่งการระลึกชาติในหนังซึ่งบอกเล่าอย่างคลุมเครือนี้คือหัวใจ
การระลึกชาติเกิดขึ้นในทุกความเป็นได้
ไม่ใช่แค่ในหนังกระทั่งในชีวิตของเราเองก็เช่นกัน มีบ่อยไปที่เรามองเห็นใครคนหนึ่งเป็นภาพแทนของใครบางคน
ทั้งที่คงอยู่ หรือที่จากไป ทั้งในฐานะของมนุษย์ และในฐานะของตำแหน่งหน้าที่
ไล่ไปจนถึงบทบาททางสังคม บางสิ่งยังคงดำรงอยู่ในชาติที่แล้วในระนาบเวลาของชาตินี้
อภิชาติพงศ์ระลึกชาติ
เลยพ้นไปจากเรื่องเล่าของการระลึกชาติ ที่แท้แล้วหนังเร่องนี้ก็คือการระลึกชาติโดยตัวของมันเอง
ทั้งในแง่การรนะลึกชาติของอภิชาติพงศ์เองในหนังเรื่องก่อนหน้าของเขา
(หากเราจะเล่าใหม่ว่าหนังหนึ่งเรื่องคือหนึ่งชาติของอภิชาติพงศ์)
และในระดับที่ใหญ่กว่านั้น ตัวหนังเรื่องนี้คือการ'ระลึกชาติ'ถึงหนังไทยในยุคสมัยซึ่งผ่านพ้นไปแล้ว
และยังรวมถึงการระลึกชาติวัฒนธรรมบันเทิงแบบไทบ้าน
ที่ยังคงไหลเวียนอยู่ในระนาบเวลาปัจจุบันนี้
นอกเหนือจากป้าเจน และโต้ง
ดาราคู่บุญของอภิชาตพงศ์ นี่เป็นอีกครั้งที่เราได้เห็น ‘ร่องรอย'ของหนังเรื่องก่อนหน้าแทบทุกเรื่องของเขาเอง
ที่น่าสนใจคือในคราครั้งนี้เรากลับรู้สึกถึงการพาเหรดกันมาของบรรดาหนังเก่าเหล่านั้น
ราวกับขณะที่เรานั่งชม ลุงบุญมีระลึกชาติเราก็ได้ระลึกถึงบรรดาหนังเก่าๆของเขาด้วย
ตั้งแต่ฉากช่วงปิดเรื่องกับภาพจำประจำหนังของเขา อย่างภาพถ่ายผ่านกระจกหน้ารถ (สุดสเน่หา)
หรือกะบะท้าย(สัตว์ประหลาด! , UNKNOWN FORCES (งานวีดีโอที่สะท้อนภาพการเคลื่อนที่ของแรงงานไทย
ผ่านทางความรู้สึกของการนั่งท้ายรถกะบะ) หรือMOBILE MEN ที่พูดเรื่องเดียวกัน
แต่ชวนให้ใคร่ครวญว่าเป็นความทรงจำของบรรดาแรงงานต่างด้าวอีกต่างหาก) ฉากป่าตอนเปิดเรื่องที่ทำให้นึกถึงป่าใน
สัตว์ประหลาด! ฉากการเดินเล่นของป้าเจนกับลุงบุญมี
เลยไปถึงกาหยอกล้อเล่นกับจาย หนุ่มคนงานชาวลาว ทำให้นึกถึงฉากซึ่งคล้ายคลึงกันระหว่างป้าเจนกับมินอูในสุดเสน่หา
(ซึ่งจะว่าไปตัวจายในฐานะคนต่างด้าวก็แทบจะเป็นตัวแทนของมินอูได้เลย) ฉากการสมรักของเจ้าหญิงท่ามกลางธารน้ำเย็นฉ่ำ
ก็ทำให้คิดถึงฉากเดียวกัน(ด้วยท่าทางเดียวกัน
และด้วยลักษณาการของผื่นผิวหนังแบบเดียวกัน)ของมินอูใน สุดเสน่หา
ซึ่งว่ากันอีกทีตัวละครเจ้าหญิงและเรื่องเล่าในช่วงนี้ ก็ชวนให้คิดถึง
ราตรีสีเลือดหนังซึ่งซ้อนอยู่ในหนังเรื่อง WORLDLY DESIRE งานที่เขาให้พิมพกา
วิระ มากำกับหนังเรื่องราตรีสีเลือด แล้วถ่ายทำหนังเรื่องนี้ซ้อนกองถ่ายไปอีกครั้ง
ซึ่งแน่ละ ราตรีสีเลือดเป็นหนังที่ถ่ายทำเพื่อเฉลิมฉลอง
และระลึกให้กับหนังไทยยุคโบราณ (อีกเรื่องหนึ่งที่ทำหน้าที่นี้ย่อมคือ ‘หัวใจทรนง'นั่นเอง) ซึ่งเราจะได้กล่าวต่อไป
ตัวของบุญส่งลูกชายลิงผีของลุงบุญมีก็แทบจะกลืนกลายไปเป็นตัวละครเดียวกันกับเสือผีใน
สัตว์ประหลาด! (กระทั่งนายทหาร
ก็ยังมาปรากฏในฉากรูปถ่าย
ซึ่งอดคิดไม่ได้ว่ารูปถ่ายชุดนั้นอาจหลุดรอดออกมาจากฉากทหารถ่ายรูปหมู่กับศพประหลาดกลางทุ่งในฉากเปิดเรื่องของสัตว์ประหลาด!ก็เป็นได้ และความหมายของนายทหารในลุงบุญมีฯ
ยังยั่วล้อไปกับความหมายของนายทหารในสัตว์ประหลาด! อีกต่างหาก
ซึ่งนี่ก็จะเป็นอีกเรื่องที่จะได้กล่าวต่อไป ) ยิ่งไปกว่านั้นฉากเข้าถ้ำในช่วงท้ายของเรื่องก็ชวนให้ระลึกต่อไปถึงฉากถ้ำที่ไม่ได้ในสัตว์ประหลาด
ฮวยอาจจะเป็นอีกชาติหนึ่งของป้าสำเริง
ที่ชักพาทุกคนให้เข้าไปในถ้ำซึ่งในครั้งหนึ่งป้าสำเริงเคยบอกว่า ‘บางคนนะ เอาเทียนเข้าไปเทียนก็ดับกลางทาง บางคนขนาดเอาไฟฉายเข้าไปในถ้ำ พอถึงกลางทางไฟยังดับเฉยเลย!' แล้วพอพวกเขาเข้าถ้ำ ไฟฉายก็ติดดับติดตับไปจริงๆ 0จวบจนถึงช่วงสุดท้ายของหนัง
นี่ก็อดไม่ได้เช่นกันที่เราจะครุ่นคำนึงฉากงานศพให้เป็นเสมือนรอยต่อของหนังอย่าง ‘ลอยอังคาร' (ซึ่งเป็นการจำลองความทรงจำใหม่เกี่ยวกับการลอยอังคารของพ่อของเขา
หนังถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม. เหมือนเรื่องนี้) รวมไปถึงการเรียกใช้
รุ่งจากสุดเสน่หามารับบทเด็กสาวที่มาช่วยงานศพ
ฉากของเธอกับป้าเจนพาเรากลับไปสู่สุดเสน่หา
และยิ่งคิดถึงมากขึ้นเมื่อหนังถ่ายพระโต้งเปลือยกายอาบยน้ำในห้องน้ำ
ขณะที่สองสาวพูดคุยกันข้างนอก และท้ายที่สุด พระโต้งในฉากสุดท้ายของหนังก็เป็นการระลึกชาติของหลวงพี่เล่นกีตาร์แห่ง
แสงศตวรรษในชาติ(เรื่อง)ที่ผ่านมานั่นเอง
แต่ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพียงการระลึกชาติภายใน
ผ่านทางบุคลิกเหตุการณ์ ท่าทีของตัวละคร หากแต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดมา การทำหนังของอภิชาตพงศ์
ล้วนเกี่ยวกระหวัดอยู่กับ เรื่องเล่า
และการซ้อนทับเรื่องเล่าลงไปในเรื่องเล่าไปจนถึงการแสดงตนของผู้เล่า
แม้จะไม่ห่ามเท่าเราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ลุงบุญมีระลึกชาติมีลักษณะการดำเนิเรื่องคล้ายคลึงกับ
‘ดอกฟ้าในมือมาร'หนังยาวเรื่องแรกของเขา และ ‘แม่ย่านาง'หนังสั้นอีกเรื่องซึ่งทั้งคู่ล้วนมีลักษณะของการส่งต่อเรื่องเล่า
เรื่องแรกผ่านทางการเล่าต่อๆกันไป ส่วนเรื่องหลังส่งผ่านสื่อตั้งแต่ละครวิทยุไปจนถึงทีวีแล้วผุดออกมาเป็นหนัง
โดยทั้งหมดเกาะเกี่ยวกันอยู่กับการเล่าอันพิลาศพิไล
มากกว่าจะยืนพื้นอยู่บนความเป็นจริง จังหวะจะโคนและการลื่นไหลในการปะติดปะต่อเรื่องเล่าเข้าด้วยกันของ'ลุงบุญมีฯ' ก็เป็นไปเช่นนั้นด้วย
เลยพ้นไปจาก ‘การระลึกชาติกันเอง' ของหนังของอภิชาตพงศ์แล้ว หนังเรื่องนี้ยังเป็นการเฉลิมฉลองการระลึกชาติภาพยนตร์แบบเก่าด้วยเช่นกัน
เขาถ่ายทำหนังทั้งเรื่องด้วยฟิล์ม 16มม. เพื่อเป็นการแสดงความระลึกถึงหนังไทยยุคทอง
นั่นคือยุคหนัง16มม.(ซึ่งในตอนนี้ไม่มีใครสร้างหนังแบบนั้นอีกแล้ว)
เขาถึงกับให้สัมภาษณ์ว่าหนังทั้งเรื่องนี้แบ่งออกเป็นหกม้วน(ฟิล์ม)
โดยแต่ละม้วนใช้เทคนิคการถ่ายทำต่างกัน และมีเป้าประสงค์ต่างกัน
ม้วนแรกคือภาพอันนิ่งสงบ การจ้องมองอันยาวนานไปยังป่ากลางคืน ซึ่งเป็นเสมือนวิธีการทำหนังของอภิชาตพงศ์ที่ทุกคนคุ้นเคย
ม้วนที่สองคือการระลึกถึงหนังไทยโบราณ
หนังตัดต่อฉากบนโต๊ะอาหารด้วยวิธีการแบบที่เห็นในหนังไทยทั่วไป หรือในละคร
ตัดรับหน้าทีละคน มากกว่าตั้งกล้องแช่จากระยะไกล
แถมในฉากนี้ยังอุดมไปด้วยเรื่องราวที่เสมือนหลุดมาจาการ์ตูนเล่มละบาท
(ซึ่งมักเล่าเรื่องผีสางนางไม้) ขณะที่ม้วนที่สามเป็นช่วงจังหวะของป้าเจนกับลุงบุญมีในสวน
ซึ่งเป็นการระลึกถึงหนังแบบสุดเสน่หา ม้วนที่สี่ (ซึ่งเล่าเรื่องเจ้าหญิง)
ก็เป็นการระลึกถึงหนังจักรๆวงศ์ๆแบบที่เราหาดูได้ยามเช้าวันเสาณือาทิตย์
ภาพเจ้าหญิงโบราณ และเรื่องเล่าจำพวกปลาดุกพูดได้ อิทฤทธิ์ปาฏิหาริย์
อะไรเทือกนั้น ม้วนที่ห้ากลับมาสู่ การเข้าป่า เข้าถ้ำอีกครั้ง แต่ในคราครั้งนี้ อภิชาตพงศ์ถ่ายแบบ
Day for Night ตามวิธีการที่หนังสมัยก่อนถ่ายฉากกลางคืนกัน
เป็นการระลึกถึงวิธีการแบบหนังโบราณ ในขณะทีม้วนสุดท้ายกลับกลายเป็นการระลึกถึงชาติหน้า
ด้วยแสงสว่างจ้าของไฟในโรงแรม (รอยตัดของชนบทกับเมืองแบบในแสงศตวรรษปรากฏขึ้นเมื่อเทียบม้วนนี้กับส่วนที่มาก่อนหน้า)และการแตกตัวเป็นสองมิติของตัวละคร
หากสิ่งที่น่าตื่นเต้นในการระลึกชาติทางภาพยนตร์ของอภิชาตพงศ์ไม่ได้อยู่ที่การที่ผู้ชมสามารถแทนค่าเทียบเคียงสิ่งนี้กับสิ่งนั้นแต่อย่างใด
(กล่าวอย่างง่ายผู้อ่านสมควรโยนสามสี่ย่อหน้าด้านบนนั้นทิ้งไป) สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในการระลึกชาตินี้คือ
สิ่งที่อภิชาตพงศ์ย้ำมาตลอดในหนังทุกเรื่องของเขานั่นคือคุณสมบัติของภาพยนตร์ในการบันทึกความทรงจำ
และสถานะของการเป็นเรื่องเล่า ในหนังของเขาไม่มีเรื่องเล่าเรื่องไหนที่มีระนาบเพียงชั้นเดียว
เมื่อมันอยู่ในสถานะของเรื่องเล่า
ตัวการถ่ายทอดเรื่องเล่านั้นก็ทำหน้าที่เป็นเรื่องเล่าด้วยเช่นกัน และเขาถ่ายทอดการไหลปะปนกันระหว่างความทรงจำของตัวละคร
และความทรงจำของผู้สร้าง ยิ่งในคราครั้งนี้ยังมีการไหลปะปนจากประวัติศาสตร์ของสถานที่
และสิ่งซึ่งไกลกว่านั้นนั่นคือตัว'ความเป็นภาพยนตร์ด้วยตัวของมันเอง' กระแสความทรงจำเหล่านี้ได้ปรากฏตัวผุดพรายอยู่ตลอดเรื่องราวของหนังโดยไม่อวดโอ่แสดงตนให้เห็นชัดเจน
หากกลืนไปกับเรื่องเล่า
และแอบอยู่ในความพิลึกพิลั่นคาดเดาไม่ได้อธิบายไม่ถูกตลอดความยาวของหนังนั้นเอง
ในอีกระดับ ภาพยนตร์ของอภิชาตพงศ์ (โดยเฉพาะเรื่องนี้)คือการหยิบเอา
วัฒนธรรมสาธาร์ณซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับศิลปะขั้นสูงมาทำให้เป็นสิ่งซึ่งศิลปะขั้นสูงยอมรับ
ละครหลังข่าว หนังจักรๆวงศ์ๆ การ์ตูนเล่มละบาท กระทั่งเรื่องเล่าผีสางนางไม้
ไสยศาสตร์ (ไอ้ประเภทคนนั้นไปกินยากับหมอคนนี้ที่ป่วยเจียนตายก็หายสบายพลัน หรือ
ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ สัตว์ศักดิ์สิทธ์)
สิ่งเหล่านี้ถูกจัดวางที่ทางในสังคมในฐานะของความบันเทิงระดับชาวบ้าน
สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเรียกร้อง(และไม่เคยได้รับ)การยอมรับในฐานะศิลปะชั้นสูง
มันเกิดขึ้น ดำรงคงอยู่ และร้างลาไปในสถานะของความบันเทิงที่ถูกละเลยนัยยะทางการเมือง
ความหมายซ่อนนัยไปเสียหมดสิ้น ไม่มีใครจริงจังกับมัน
หากสิ่งเหล่านี้ไม่เคยล้มหายตายจากไป
แถมยังปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อีกด้วย ละครหลังข่าว
และละครจักรๆวงศ์ๆฉบับรีเมคยังคงมีให้ดูตลอดปี เรื่องไสยศาสตร์ปนผีปนพุทธก็ยังดำเนินไปในโลกของมันอย่างเข้มข้น
(ขึ้นชั้นออนไลน์แบบไม่น้อยหน้าใครได้ด้วยอีกต่างหาก)
แล้วอภิชาตพงศ์ทำอะไร เขาไม่ได้ทำหน้าที่เป็นนักปฏิวัติในการหยิบวัฒนธรรมชาวบ้านมาทำให้ดูดีมีสกุลเพื่อตอบโต้ท้าทายความหมายดั้งเดิมของศิลปะ
ขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ได้เพียงหยิบจับเอาเปลือกฉาบฉวยของวัฒนธรรมบันเทิงแบบชาวบ้านมาสวมเครื่องทรงใหม่เพื่อเรียกรสชาติแปลกประหลาดแต่อย่างใดไม่ หากที่เขาทำคือการเปิดใจยอมรับวัฒนธรรมที่เขาเติบโตมา
แปรความรักใคร่ผูกพัน ความทรงจำที่มีต่อสิ่งละอันพันละน้อยนี้ให้กลายเป็นเรื่องเล่าใหม่ๆขึ้นมา
ด้วยการณ์นี้มันจึงทั้งแยกขาดจากรูปแบบเดิม (มันง่ายจะตายที่เราจะทำหนังจากนิยายเล่มละบาทเลียนแบบงานศรสร้างให้ดูเหมือนแล้วบอกว่าเชิดชู
แต่ไม่มีอะไรเพิ่มเติมมากกว่างานลอกแบบเก๋ไก๋) และก่อรูปใหม่ อภิชาติพงศ์อาจไม่ใช่นักปฏิวัติ
แต่หนังของเขากลับทำหน้าที่เปิดพื้นที่ให้วัฒนธรรมระดับพื้นบ้านได้มีพื้นที่ของมันในการเปล่งประกายออกมาซึ่งนั่นคือคำอธิบายถึง
‘ความสมจริง'ที่มักเป็นคำนำเสนอติดตัวเขาเสมอ ความสมจริงที่เราพูดถึงกันอยู่นี้ไม่ใช่
ความสมจริงในระดับของการแสดง แต่อยู่ในระดับของวิถีชีวิตของผู้คน(ซึ่งจะว่ากันตามจริงเราอยู่ในสังคมที่เหนือจริงเกินกว่าจะสมจริงได้มาตั้งนมนานกาเลแล้ว)
นอกบท :
ลุงบุญมี(และข้าพเจ้า)ระลึก(ถึง)ชาติ
แม้อภิชาตพงศ์ จะปฏิเสธนัยยะทางการเมืองที่มีอยู่ในหนังเรื่องนี้
‘ถ้ามันมีอยู่มันก็อยู่ในระดับที่จางมากๆ'นั่นคือสิ่งที่เขาให้สัมภาษณ์ไว้
แต่ระดับจางๆของเขานั้นที่แท้แล้วกลับเป็นความจางที่เข้มข้นยิ่ง แนบเนียนยิ่ง
มันแผ่อยู่จางๆ แต่เป็เหมือนฟิล์มบางๆซึ่งที่แท้แล้วครอบคลุมหนังไปเสียงทั้งเรื่อง
!แต่เนื่องจากนี่อาจเป็นเพียงนัยยะทางการเมืองเพ้อเจอของผู้เขียนแต่เพียงถ่ายเดียวไม่เกี่ยวกับตัวคนทำหนังแต่อย่างใด!
เมื่อพูดถึงการระลึกชาติ เราอาจตีความคำนี้จำกัดไว้แต่เพียงเรื่องเชิงไสยศาสตร์
แต่ลองอ่านคำคำนี้ใหม่ เราก็อาจตีความด้วยเทคนิคเล่นคำนิดหน่อยว่ามันอาจหมายถึง
การระลึกนึกถึง ‘ชาติ' ในฐานะของความเป็นชาติ ที่ไม่ใช่ชาตินี้ชาติหน้า แต่เป็นชาติแบบชาตินิยม
คิดแล้วก็น่าสนใจดีที่คำว่าชาติมีความหมายทั้งในเชิงกาละ
(ชาตินี้ ชาติหน้า) และ เทศะ (ชาติไทย ต่างชาติ)
การซ้อนทับกันของสองความหมายนี้ทำให้ชวาทกรรมชาตินิยมสมบูรณ์ในตัวมันเอง
ในแง่ที่ว่า เมื่อเราอยู่ในชาติใดแล้ว เราก็จะเป็นคนชาตินั้นไปทั้งชาติ
(สัญชาติเปลี่ยนได้ แต่เชื้อชาติไม่เปลี่ยน) ความเป็นชาติจะซึมไหลอยู่ในร่างของเรา
ผ่านทั้งทางลักษณะทางกายภาพ ลักษณะทางวัฒนธรรม
เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นสัจจะว่าเรามีชาติและต้องรักชาติ
ลองมาพิจารณาหนังเรื่องนี้ในฐานะของการระลึกถึงชาติ(เชิงพื้นที่)กันดู
หนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องพูดจาภาษาอีสาน ดำเนินไปในดินแดนยากเข็ญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดึกดำบรรพ์ซึ่งมุ่งหมายค้นหาความทรงจำของภาคอีสานที่ถูกทำให้หลงลืมไป
ความทรงจำอย่างเช่นเสียงปืนแตกที่หมู่บ้านนาบัว ลุงบุญมีระลึกชาติอาจไม่กี่ยวข้องอะไรเลยกับหมู่บ้านนาบัวนอกเสียจากว่า
อยู่ร่วม ‘พื้นที่'ภาคอีสานกันเท่านั้น
การที่หนังพูดอีสานทั้งเรื่องในทางหนึ่งเป็นการแสดงอัตลักษณ์แตกต่างออกจากความเป็นชาติกระแสหลัก
(ในโลกภาพยนตร์ไทย เก้าสิบเปอร์เซนต์ของตัวละครล้วนพูดจาภาษกลางทั้งสิ้น) อย่างไรก็ตามนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าตัวละครจะแยกตัวเองออกจากชาติได้
ในฉากหนึ่งบุญมีพูดคุยกับเจน เรื่องทีอดีต(ชาติ)ของเขา เคยฆ่าคอมมิวนิสต์ไปเป็นจำนวนมาก(เช่นเดียวกับพ่อตาของเขา
พ่อของเจนและฮวย)
การรับใช้ชาติ(ในอดีตชาติ)กลายเป็นกรรมที่เขาต้องชำระด้วยการป่วยเป็นโรคไต ค่านิยมเรื่องกรรมสอดรับเป็นอันดีต่อการไถ่บาปให้กับชาติ
เพราะเอาเข้าจริงบุญมีอาจจะไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ในแง่ที่ว่าขาติต่างหากที่บังคับให้เขาฆ่าคน เขารับใช้ชาติ แต่เมื่อผลพวงของมันเกิดขึ้นมันกลายเป็นเรื่องของบุญธรรมกรรมแต่ง
เป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่าเรื่องส่วนรวม
ยิ่งไปกว่านั้นภาพเปรียบเปรยของบุญส่งก็น่าสนใจยิ่ง
เขาเริ่มจากการเป็นคนหนุ่มธรรมดาที่พ่อของเขาให้กล้องไปหัดถ่ายรูป
ไปๆมาๆเขากลับไปพบเจอกับพวกลิงผี จนได้เมียและหนีหายเข้าไปในป่า
สถานะของลิงผีในเรื่องใยมิใช่เทียบเคียงคล้ายคลึงกับบรรดาหนุ่มสาวที่เข้าไปไปเป็นคอมมิวนิสต์ในยุคสมัยหนึ่งเล่า
การเป็นคอมมิวนิสต์ทำให้คนกลายเป็นสัตว์ (ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป!)
และอาจจะเป็นไปได้ว่าในอีกชาติหนึ่ง บุญมี
อาจลั่นไกสังหารลูกชายคอมมิวนิสต์ของเขาเสียแล้วก็เป็นได้
ความเป้นคอมมิวนิสต์ เป็นสัตว์ประหลาด!ของบุญส่งถูกย้ำอย่างหนักแน่นในช่วงท้ายของเรื่องในฉากความฝันของบุญมี
ในฉษกนั้นมีเสียงบรรยายเรื่องเมืองอนาคต
แต่ภาพที่ปรากฏกลับเป็นภาพถ่ายชุดหนึ่งซึ่งเป็นภาพของทหารกลุ่มหนึ่งที่จับลิงผีได้
พวกเข้าคล้องคอเจ้าลิงผี กระทำการต่างๆนาๆแถมถ่ายรูประรื่นไว้เป็นหลักฐาน ดูเหมือนความสัมันธ์ของนายทหารกับสัตว์ประหลาดในครั้งนี้จะเป็นเรื่องที่หยอกล้ออย่างยิ่งกับความสัมพันธ์ของนายทหารกับเสือผีในสัตว์ประหลาด! กลุ่มทหารจับสัตว์ประหลาดได้
พวกเขาไม่ได้มีเยื่อใยต่อกันในฐานะปัจเจกบุคคลอีกต่อไป (ถ้าพิจารณาว่าเสือผีที่แท้เป็นคน)
พวกเขาเป็นคนละสายพันื คนละ ‘เชื้อชาติ' ซึ่งในที่สุดห้ำหั่นกันได้
ดูเหมือนผีคอมมิวนิสต์ และผีเมีย
(ซึ่งน่าจะเสียชีวิตไปในช่วงก่อนพฤษภาทมิฬปีเดียว) ได้กลับมาหาบุญมีอีกครั้ง
ฉากการกินข้าวร่วมกันของชายใกล้ตายกับ ครอบครัวของเขาซึ่งพลัดพรายหายไปแล้ว
ในนัยยะทางการเมืองเป็นเรื่องที่ชวนขันและชวนขนหัวลุกอย่างยิ่ง
ราวกับปีศาจของอดีตตามมาหลอกหลอน เพื่ออยู่ร่วมก็มิปาน
ในอีกทางหนึ่งถึงที่สุดแล้วไม่ใช่ทั้งเจนและโต้งหรอกที่เปลี่ยนน้ำยาล้างไตให้บุญมีหากแต่เป็นแรงงานข้ามชาติอย่างจายต่างหากที่เป็นคนคอยดูแล
‘เช็ดขี้เช็ดเยี่ยว'ถึงขนาดสามารถโทรเรียกมาเปลี่ยนนำยาได้ในขนำน้อยกลางทุ่ง
หากลุงบุญมีเป็นตัวแทนของผู้คนในชาติที่ยังคงดำรงคงอยู่ผ่านการสูญเสียพี่น้องร่วมชาติไปในเหตุการณ์ทางการเมืองหลายครั้ง(ซึ่งยังไม่เคยได้รับการชำระคลี่คลาย)
การระลึกถึงชาติในช่วงท้ายของชีวิตภายใต้การช่วยเหลือของคนชั้นล่างกว่า(อย่างแรงงานต่างด้าว)
จึงเป็นความตายที่ไม่ใช่เรื่องแสนสุข อีกทั้งไม่ใช่การสงบศึกกัยอดีต
แต่คือการค่อยๆตายไปทั้งที่ทุกสิ่งยังคงคลุมเครือ การเดินทางเข้าถ้ำในฉากท้ายเรื่องอาจสะท้อนความหมายของการเดินกลับไปสู่ครรภ์มาราดา
ได้มากพอๆกับการย้อนกลับไปยังโลกดึกดำบรรพ์ (สมัยที่คนยังอยู่ในถ้ำ)
พูดให้ง่ายเข้า ถ้ำก็ไม่ได้ต่างจากไทม์แมชชีนสำหรับย้อนเวลาแต่อย่างใด
เมื่อย้อนมาถึงจุดหนึ่ง ฮวยจึงจัดการปล่อยน้ำยาล้างไตออกจากตัวสามีเสียในท้ายที่สุด
และหากลิงผีคือความทรงจำของสถานที่ที่ในอดีตเคยเป็นแดนเดือด
เจ้าหญิงก็เป็นเสมือนความทรงจำครั้งบรมสมกัลป์เข่นกัน นางสตรีสูงศักดิ์ที่ทุกข์ทนกับภาพลวงตาที่ตนเองสร้างขึ้น
จนท้ายที่สุดได้ปลดปล่อยเครื่องทรงของตนในป่ากว้าง เป็นราวกับการกล่าวถึงดินแดนดึกดำบรรพ์ในอีกรูปหนึ่งซึ่งยังคงไหลทวนอยู่อย่างเงียบเชียบในกระแสปัจจุบันกาล
พิจารณาเรื่องการปลดเครื่องทรงนี้ นอกจากเจ้าหญิง
ทหารก็ปลดเครื่องทรงด้วยเช่นกันในฉากหนึ่งในรูปถ่าย
แต่คนที่ปลดเครื่องทรงต่อหน้ากล้องก็คือพระโต้งนั่นเอง
การปลดเครื่องทรงมีความหมายละม้ายคล้ายกับการระลึกชาติ
หากชาติไม่ได้มีความหมายเชิงเวลาเพียงอย่างเดียว เพราะในความหมายเชิงพื้นที่
องค์ประกอบของชาติคือการสวมเอาบทบาทใดบทบาทหนึ่งมาเป็นของตัวการแปลงบทบาท เปลี่ยน
ถอดออก ใยจึงมิใช่คล้ายการข้ามชาติในระนาบเวลาเดียวกันเล่า (และว่ากันตามจริง
การตระหนักรู้ว่าเวลาเชิงระนาบ ว่ามีเพื่อนร่วมชาติกำลังทำอะไรสักอย่างอยู่ที่ไหนสักแห่งในเวลาเดียวกันนี้เองที่เป็นจุดก่อกำเนิดความคิดแบบชาตินิยมขึ้นมา)
ดังนั้นในฉากจบของเรื่อง การแตกตัวตนออกเป็นสองของโต้งและป้าเจน
จึงไม่ต่างจากการปลดเครื่องทรงจากพระไปเป็นมนุษย์คนหนึ่ง(พระก็เป็นคน) เป็นการระลึกชาติในระนาบเวลาเดียวกัน มิติหนึ่งสนใจข่าวสารอยู่ที่ห้อง
และมิติหนึ่งนั่งเสร้าในร้านคาราโอเกะที่มีฉากหลังเป็นรูปพระอยู่ด้านบน
และมีศาลเจ้าเล็กๆอยุ่ด้านล่าง!
กล่าวถึงที่สุด ดูเหมือนการระลึกถึงชาติของอภิชาตพงศ์ในที่สุดกล้าหาญพอที่จะระลึกถึงบรรดาเสาหลักของสังคมไทย
แสดงให้เห็นเป็นภาพเกี่ยวกับมายาคติซึ่งยึดโยงมันอยู่ และเราไม่เคยระลึกนึกถึง
ข้าพเจ้าระลึกถึงความฝันของลุงบุญมีระลึกชาติ
กลับมาที่ความฝันของลุงบุญมี
กล่าวอย่างถึงที่สุดดูเหมือนว่าความฝันในคืนสุดท้ายของชีวิตลุงบุญมีได้อธิบายหนังเรื่องนี้ทั้งหมดแล้ว นี่คือหนังที่ว่าด้วยอำนาจของภาพยนตร์
อำนาจขงมันทั้งในแง่ของการเล่าเรื่อง การบันทึกความทรงจำ
หรือกระทั่งสร้างความทรงจำขึ้นมาใหม่ และหากสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาติ เรียกประวัติศาสตร์
อะไรทำนองเดียวกันที่เกิดขึ้นกับคนตัวเล็กๆเราก็เรียกว่าความทรงจำ
ในโลกของการทำประวัติศาสตร์ให้เป็นความทรงจำนี้
เมืองอนาคตของลุงบุญมีอาจทำให้ใครต่อใครหายตัวไปได้ แต่ในทางตรงกันข้ามก็มีแต่ภาพยนตร์เท่านั้น ภาพยนตร์ซึ่งทำหน้าที่บันทึกความทรงจำของผู้คนเล็กๆ
ของสถานที่หนึ่งซึ่งไม่ได้อยู่ในอาณาเขตของแผนที่
บันทึกกระทั่งความทรงจำของผู้ที่สร้างมันขึ้นมา มีเพียงก็แต่ภาพยนตร์ต่างหาก
ที่สามารถเปลี่ยนความทรงจำชิ้นเล็กชิ้นน้อย ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์
ในขณะนี้(หรือขณะนั้น)ลุงบุญมีอาจมองไม่เห็นทั้งที่ลืมตา
และในอนาคตของลุงบุญมีใครต่อใครจะหายไป(ลบเลือนไป) แต่ภาพยนตร์อย่างลุงบุญมีระลึกชาตินี้เอง
ที่จะทำให้ในที่สุด ลุงบุญมีสามารถรู้เห็นโดยไม่ต้องลืมตา
และทำให้คนที่หายไปอย่างผีลิง หรือผีเมียได้กลับมาอีกครั้ง แม้จะเป็นการกลับมาเพื่อเฉลิมฉลองความตายก็ตาม