see-it-and-die


 

หนังสี่ฉากเรื่องนี้เล่าเพียงเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งในปราสาทหรูหรา ฉากแรกเป็นโรงแรมตีนเขา ผู้ชายที่เคาน์เตอร์กับนักข่าวที่เพิ่งเดินเข้ามาเล่าเรื่องนางเวรา แบกซเตอร์หญิงลึกลับทีมาพักที่ปราสาทหรูหราทุกปี  เธอมีสามีรวยๆที่ไม่ได้เอาใจใส่เธอมากนัก พวกเขาเล่าให้ผู้หญิงคนหนึ่งฟัง ผู้หญิงอีกคนโผล่มาแล้วบอกว่ามีคนเช่าบ้านนั้นแล้ว  นายหน้าผู้ให้เช้าตามหาหญิงสาวไม่พบ โทรไปก็ไม่มีคนรับ ไม่มีใครติดต่อได้เธออยู่ในบ้านไม่ยอมออกมา ผู้หญิงแปลกหน้าลึกลับที่ทุกคนพูดถึง

 

ฉากที่สอง คือการปะทะกันของหญิงสาวที่มาใหม่กับ เวรา แบกซเตอร์ในบ้านของเธอ ภาพทะเล สวน ต้นไม้ กรอบหน้าต่าง ถูกแทรกเข้ามาในบทสนทนาของผู้หญิงสองคนคนหนึ่งเป็นเมียเอก และอีกคนเป็นเมียเก็บ สามีของเวรามีเมียเก็บมากมาย หญิงสาวเป็นหนึ่งในนั้น เธอสองคนพูดเรื่องของฌอง สามีร่ำรวยของเวรา พวกเธอต่างบอกกันว่าต่างโกหกเรื่องต่างๆ ที่แน่ๆ เวราก็คบชู้กับใครสักคนและพาเขามาที่นี่ด้วย  คำลวงของความทรมานรักของเธอสองคนดำเนินไปเช่นนั้น

 

ฉากที่สามเวราโทรไปหาสามีของเธอพยายามควบคุมอารมณ์ แต่ในที่สุดก็เกรี้ยวกราด แต่เราไม่ได้เห็น ทุกครั้งที่เธอของขึ้นกล้งจะตัดไปหาทะเล ท้องฟ้า สวน กรอบประตู ช่องทางเดินของบ้าน เธอขอให้เขาเลิกกับเธอเสีย และเขารู้ว่าเธอนอกใจ ซึ่งเขาไม่อาจทนได้ ที่ปลายสายอีกด้านเด็กสาวคนหนึ่งถามเอากับกล้องว่าคุณโ?รหาเธอใช่ไหม ใจอยากจะโทรกลับไปแต่ไม่ได้ทำ

 

ฉากที่สี่ หญิงสาวแปลกหน้าจากโรงแรมตีนเขาเดินทางมาหาเวราที่บ้าน เธอเป็นคัวแทนของชายหนุ่มีทบาร์ที่เรารู้แล้วว่าเป็นชู้รักของเวรา เวราเล่าเรื่องของชู้รัก ของสามีที่เงินมากแต่ไม่ได้ร่ำรวยเลยสักนิด  ชายคนที่เวราแต่งงานด้วยเป็นเพียงนายทึ่มมากรักผู้น่าเบื่อหน่าย ชู้รักของเธออาจหล่อเหลาแต่ก็เป็นแค่แมงดาเกาะผู้หญิงกิน พวกเธอผลัดกันเล่าเรื่องเฉพาะของเวราเอง หญิงแปลกหน้าบอกจะพาเธอไปหานายหน้าเรื่องเช่าบ้าน ไปพบชู้นักที่บาร์ แต่ผู้หญิงสองคนก็พูคุยกันท่ามกลางภาพของทะเล กรอบหน้าต่าง สวน ปราสาทโบราณ ที่ถูกสอดแทรกเข้ามาท่ามแสงซึ่งโพล้เพล้ลงไปเรื่อยๆ

 

ราวกับตัวละครบางตัวกระโดดออกมาจาก เชื่อนกั้นแปซิฟิก นิยายเก่าของดูราส์เองที่ว่าด้วยหญิงสาว กับหนุ่มพื้นเมืองร่ำรวยที่โง่เขลา และพี่ชายเจ้าอารมณ์ที่เป็นเสมือนชู้รกัทางวิญญาณของเธอ ขณะเดียวกัน การกำกับในช่วงแรกของหนัง การใส่บทสนทนาทาบลงมาต่อภาพแพนชมทัศนียภาพราวกับเสียงสะท้อนของผนัง เพดาน ชวนให้คิดถึงหนังที่มีเสียงกับภาพไปคนละทิศทางอย่าง INDIA SONG ในขณะที่แก่นแกนของเรื่องและความสงบในช่วงท้ายก็ชวนให้คิดถึงความสวยงามแสนหวั่นไหวใน NATHALIE GRANGER ผิดกันก็แต่ว่า NATHALIE พูดถึงความสงบสุข แต่ BAXTER พูดถึงความทุกข์ทรมานของการ ‘เกิดเป็นหญิง'

สิ่งที่น่าสนใจในหนังของดูราส์คือเธอมักถ่ายผู้หญิงผ่านกรอบหน้าต่าง ภาพซ้อนทับของต้นไม้จะทาบทับลงบนใบหน้าตัวละครจนเราเห็นเพียงบางเสี่ยวส่วนซึ่งหวั่นไหวอยู่ในกรอบกระจกที่เร้นเธอไว้ ในทางหนึ่งเราอาจบอกได้ว่าเธอถูกกักในกรงขัง แต่ในอีกทางเหมือนกับดูราส์จะบอกว่า พวกเธออยู่ข้างในแต่คุณจะไม่ได้เห็นเพราะคุณจะทำแต่เพียงมองดูจากข้างนอก เห็นเพียงบางเสี้ยวส่วนและจงใช้จินตนาการเอาเองเถอะ

ตัวละครสตรีของดูราส์นั้นยังคงน่าสนใจอย่างยิ่ง นี่เป็นอีกครั้งที่เราเข้าไปในอาณาเขตของสตรี ถ้า NATHALIE GRANGER คืออาณาเขต ‘บ้าน'ของพวกเธอซึ่งมีผู้ชาย (เซลล์แมน)บังเอิญหลุดเข้าไปทำลายจังหวะแห่งความสงบและความหวั่นไหว ในคราวนี้ พวกผู้ชายกลับถูกกันออกไปจากอาณาจักร๘องเหล่าสตรีจำนวนมากที่ปรากฏบนจอ เพียงแต่การไม่มีอยู่ไม่ได้หมายความว่าเป็นอิสระจากกัน หนักไปกว่านั้นบรรดาผู้ชายกลับคือประเด็นหลัก คือตัวบ้านนั่นเลยทีเดียว

มีผู้ชายเพียงฉากแรกในคาเฟ่ พวกผู้ชายพูดถึงผู้หญิงลึกลับ ชักนำการสนทนาของผู้หญิงอีกสองคน ก่อนที่หนังทั้งหมดจะดำเนินไปในคฤหาสน์ที่ผู้เช่าเป็นผู้ชาย ถ้านั่นยังไม่โดดเด่นพอเรื่องที่พวกเธอพูคุยกัน คือเรื่องของ เมียน้อยเมียหลวง กล่าวให้ถูกต้องคือบรรดาผู้หญิงทั้งสี่ (สามคนในบ้าน อีกคนที่ปลายสาย) ต่างร่วมกันแบ่งปันประสปการณ์ความทุกข์ทรมานของการเป็นเมียหลวง เป็นเมียเก็บ ความกล้ำกลืนฝืนทน ความสำนึกบาปของการคบชู้ พวกเธอเอาเข้าจริงหมกมุ่นและเป็นทุกข์กับอาการบ้าผู้ชายนั่นเอง กรอบทั้งหมดที่เราเห็น บานหน้าต่าง ช่องโถงทางเดิน บันได ผ้าม่าน ซุ้มประตู จึงล้วนเป็น คุกหอคอยของเพศชาย ขอบฟ้าปิตาธิปไตยที่ครอบบรรดาหญิงสาวเหล่านี้เอาไว้  สิ่งเหล่านี้สะท้อนก้องอยู่ตั้งแต่ชื่อหนัง BAXTER  VERA BAXTER นามสกุลแบกซเตอร์ของสามีครอบงำเวรา ทั้งข้างหน้า และข้างหลัง!

 

อย่างไรก็ตามเมื่อใดที่หนังถูกแทรกซ้อน หันเหออกจากบ้านหลังนี้ไปสู่ระยิบระยับของทะเล หากทราย ฝูงนอก สวน เงาสะท้อน ความมืด หนังก็ปลดตัวเองออกจากกราครอบครองและควบคุม ภาพเหล่านั้นมักแทรกเข้ามาในขณะที่ตัวละครหลักเกรี้ยวกราด แสดงความอ่อนแอ หรือแสดงความเห็นใจกันและกันออกมา  กล่าวในอีกทาง ในคฤหาสน์ของผู้ชาย ที่แท้โลกของสตรียังคงอยู่ข้างนอกและ อาจจะยิ่งกว่านั้น อยู่ข้างในตัวเธอ อยู่ในฉากที่เธอนอนเปลือยอยู่บนเตียง อาจจะหลังจากร่วมรักกับชู้รักในคฤหาสน์ที่สามีเช่า หรือได้โอกาสอยู่ลำพังแล้วเปิดเปลือยตนเองออก

 

ที่น่าสนใจมากขึ้นคือการนำเสนอเพศชายในหนังก็ไม่ได้เป็นไปในฐานะผู้ปกครองที่กดขี่ทำลายเพศหญิง หากมาในรูแของความอ่อนแอไม่รู้จักโตต่างหาก ผู้ชายในเรื่องมีบาร์เทนเดอร์ขาเมาท์ ชู้รักนักข่าว(นักพนัน)  และคนสำคัญคือ ฌอง เจ้าของเงิน เจ้าของบ้านเจ้าของชีวิตครอบครัวของเวรา  ซึ่งตลอดทั้งเรื่องไม่ได้ปรากฏตัวออกมา แต่เรารู้ได้เลยว่าฌองเป็นคนทึ่มทื่อที่มีเงินเป็นอาวุธในการดึงดูดหญิงสาว อย่างไรก็ดี เขากับเวราก็มีสายสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาที่พิเศษ ในฉากโทรศัพท์เราจึงเห็ฯฌองแสดงความอ่อนแอออกมาอย่างหมดเปลือก เมื่อเขารู้ว่าเธอก็คบชู้และอาจจะไปจากเขา มันเป้นสิ่งที่เขาทนรับไม่ได้และแสดงผ่านเสียงและบทสนทนาในโทรศัพท์นั้น

 

ในคฤหาสน์ของผู้ชายอ่อนแอและผู้หญิงอมทุกข์  สิ่งซึ่งผิดประหลาดย้อนแย้งที่สุดในหนังย่อมคือเพลงประกอบรื่นเริงบันเทิงสุขซึ่งคลอคู่กับหนังไปตลอดเรื่อง  ใครก็บอกได้ว่ามันช่างไม่เข้ากับตัวเรื่องอย่างร้ายกาจหนำซ้ำยังลอยหน้าลอยเสียงแบบนันสตอปตลอดเวลา ดนตรีเพลงเดิมเพลงเดียวเล่นซ้ำไปไม่มีจบ หนำซ้ำตัวละครก็ยังพากันได้ยินเพลงนี้และยังพยักเพยิดแก่กันว่าที่แท้มันคือเสียงดนตรีซึ่งลอยละล่องมาจากงานปาร์ตี้ในวิลล่าหลังท้ายสุด  เสียงซึ่งคลอคู่อวลกระอายอยู่ในอากาศยามบ่าย ขัดแข้งขัดขากับเรื่องรักทรมานตลอดการเดินทางคู่กันไป เสียงเพลงซึ่งคืออารมณ์อิ่มสุขที่อยู่แสนไดล เราจับต้องได้ เราเชื่อว่ามันมีอยู่ แต่เราไม่อาจไขว่คว้ามัน  ปล่อยให้เพียงล่องลอยอยู่ในมวลอากาศลทิ่มแทงเราอยู่อย่างนั้นด้วยการรับรู้ว่ามันมีอยู่ แต่ไม่อาจเป็นส่วนหนึ่งของมัน เพราะเราเป็นเพียงผู้ไขว่คว้ควสามสุขที่ได้ความทรมานเป็นเครื่องประโลมใจทดแทน

 

 

 


 

นี่ไม่ใช่เรื่องของประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ไม่ใช่การชำระความ ไม่ใช่เรื่องการทำให้อดีตกลายเป็นเรื่องโรแมนติค ไม่ใช่การหาคนผิด คนถูก ไม่ใช่กระทั่งการจับจ้องมองการล่มสลาย หรือการจับตาการต่อสู้ยิบตาของมวลมหาประชาชนกับอำนาจรัฐ ไม่ใช่ ไม่ใช่ทั้งหมด

หากนี่คือหนังที่แกล้งทำตัวเป็นสารคดี และกระตุกผู้ชมให้เห็นเป็นระยะว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงจำลอง การขัดขืน การต่อสู้ การงัดข้อของมนุษย์กับอำนาจรัฐ แบบจำลองของปี 1871 ซึ่งล่องลอยเหนือกาลเวลาด้วยว่ามันเป็นเพียงโครงคร่าวที่เปิดโอกาสให้ผู้ชม และกระทั่งผู้เล่น (นักแสดง) ได้หยิบจับเอาฉากช่วงประวัติศาสตร์อื่นมาซ้อนทับ จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ แสดงอารมณืไล่เรื่อยไปจนถึงมีส่วนร่วมในการปฏิวัติจำลอง ลิ้มรสทั้งชัยชนะและความพ่ายแพ้ด้วยตนเอง !

บ้าน(โกดัง)ร้างหนึ่งหลัง และการเปิดรับสมัครนักแสดงจากทางหนังสือพิมพ์  ผู้กำกับ PETER WATKINS เนรมิตบรรยากาศของการปฏิวัติขึ้นมาอีกครั้ง หนังเริ่มต้นเล่าผ่าน ชายหญิงคู่หนึ่งที่ประกาศต่อหน้ากล้องว่าเขาและเธอจะรับบทเป็นนักข่าวโทรทัศน์ช่องคอมมูน ซึ่งถ่ายทอดเหตุการณ์นี้ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนถึงการล่มสลาย ซึ่งสำหรับเขาและเธอมันเป็นเรื่องสะเทือนใจอย่างยิ่งที่จะต้องแสดงบทบาทในเหตุการณ์ที่ทุกคนต่างรู้ตั้งแต่ต้นว่ามันจบลงอย่างโหดเหี้ยมเพียงใดจากนั้นกล้องเริ่มต้นกวาดเก็บไปยังเศษซากที่หลงเหลือในฉากหลังความตายอันเหี้ยมโหดในฉากสุดท้าย การสังหารหมู่พลเมืองปารีส ไม่แยกเด็ก สตรี คนชรา โดยกองทัพร่วมชาติจากแวร์ซายส์ เหตุการณ์ตอกตรึงในประวัติศาสตร์ที่ยากจะลืมเลือนแม้จะถูกทำให้ลืมก็ตาม

 

ว่ากันว่า ในวิชาประวัติศาสตร์ของนักเรียนชาวฝรั่งเศส เหตุการณ์ฤดูใบไม้ผลิของปี 1871 ไม่ถูกพูดถึงอย่างละเอียดนัก ราวกับตั้งใจให้ลืมไป แม้ว่านี่จะถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งแรกของชนชั้นแรงงานในยุโรปก็ตาม เหตุการณ์ตามจริงเริ่มจากช่วงความพ่ายแพ้ในสงครามที่รบกับปรัสเซีย ในช่วงเวลานั้น คนปารีส อดอยากหิวโหย คนหนุ่มถูกเกณฑ์"ไปเป็นกองกำลังป้องกันตนเองด้วยค่าแรงต่ำ ผู้หญิงและเด็กทำงานหนัก อาศัยอย่างแร้นแค้น ในขณะที่คนชั้นกลางก็ร่ำรวยเอาๆ ในปีนั้น ผลการเลือกตั้งรัฐบาลปรากฏว่าได้ตัวแทนเสียงข้างมากเป็นกลุ่มนิยมระบอบกษัตริย์  ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้ประชาชน จนกระทั่งเหตุการณ์จุดชนวนเมื่อรัฐบาลที่ตั้งมั่นในแวร์ซายส์ต้องการขนย้ายปืนใหญ่ออกจากปารีส คนกลุ่มแรกที่ลุกขึ้นมาปกป้องปืนใหญ่ คือบรรดาผู้หญิงชนชั้นแรงงานแห่งมงมาร์ตตามด้วยการถอดหมวก ปฏิเสธคำสั่งที่จะยิงพวกเดียวกันของกองกำลังป้องกันตนเอง พวกเขากลับมาอยู่ข้างเพื่อนพ้องน้องพี่ ขับไล่กองกำลังของรัฐบาลออกไป และจัดตั้งตัวเองขึ้นเป็นคอมมูนในปารีส ช่วงเวลาสองสามเดือนแห่งบความโกลาหลนั้น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี และการต้อสู้ดำเนินไปอย่างเข้มข้นภายในคอมมูนนั้นตราบจนสิ้นสุดในอีกไม่กี่เดือนต่อมาด้วยการที่รัฐบาลส่งกองกำลังเข้าไปสังหารหมู่ผู้คนเป็นจำนวนมาก

จุดเริ่มต้นของหนังอาจคือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ แต่WATKINS ใช้สิ่งนี้เป็นเพียงแบบจำลอง ในการพูดถึงประเด็นทางการเมืองอย่างหลากหลายและเข้มข้นอย่างยิ่ง หนังเล่าเรื่องเรียงตามช่วงเวลาตั้งแต่การประท้วงของกลุ่มสตรีแห่งมงมาร์ต ไปจนถึงฉากสุดท้ายท่ามกลางความโกลาหลที่ชาวคอมมูนทุกคนลุกขึ้นสู้กับกองทัพรัฐบาล   แต่นี่ไม่ใช่หนังประวัติศาสตร์ที่เน้นเล่าเหตุการณ์ที่อุดมด้วยรายละเอียด ไม่ใช่หนังที่มีงานสร้างตระการตาเนรมิต ปารีสปี 1871 ขึ้นมา ไม่ใช่กระทั่งการชำระประวัติศาสตร์   หรือการมองย้อนกลับไปแบบคนนอก

หากในหนังเรื่องนี้เขาประกาศรับสมัครนักแสดงจนได้ผู้เข้าร่วมประมาณ สองร้อยคน แต่ละคนต่างศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับคอมมูนด้วยตนเอง จากนั้นก็ผนวกรวมเข้ากับประสบการณ์ส่วนตัว จากนั้นก็เริ่มถ่ายทำโดยใช้เวลาเพียงสิบสามวันในโกดังร้าง เพื่อทะเลาะทุ่มเถียง สวมบทบาท  แสดงความเห็น ต่อเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีตที่ตัดข้ามกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกัน เขาแทรกสอดระนาบเวลาของคอมมูนด้วยการเพิ่มตัวละครอย่างเช่นนักข่าวทีวี ทั้งจากทีวีของรัฐและทีวีช่องคอมมูนเพื่อวิพากษ์บทบาทของสื่อต่อบริบททางการเมือง ซ้ำยังไปไกลกว่านั้นด้วยการขึ้นข้อความบอกเล่าเป็นระยะ ตัวข้อความนั้นมีทั้งการวิพากษ์เหตุการณ์การเล่าถึงอนาคตของผู้คนในเหตุการณ์นั้น ไปจนถึงการทำหน้าที่ละม้ายบทความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์อื่นในที่อื่นๆไพล่ไปจนถึงบอกกล่าวสถานการณ์ปัจจุบันของโลก

หนักข้อไปกว่านั้น เขาแสดงตัวให้ผู้ชมรู้เสมอว่านี่คือเป็นเพียงแบบจำลอง ทั้งต่อเหตุการณ์คอมมูน และต่อความเป็นหนัง ตั้งแต่ฉากแรกของหนังที่ตัวละครนักข่าวออกมาบอกเล่าถึงบทที่ตัวเองได้รับ ไปจนถึงการที่หนังเปิดเสรีต่อการถกเถียงของตัวละครในคอมมูนที่อ้างอิงไปจนถึงเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สอง เลนิน สตาลิน จนถึงเหตุปัจจุบันขณะ หรือถึงขั้นเดินเข้าไปสัมภาษณ์ตัวละครโดยบอกว่า ไม่ต้องพูดในฐานะตัวละคร แต่ให้พูดในฐานะนักแสดงที่รับบทตัวละครนี้   หรือการจับตัวละครมาอยู่ต่อหน้ากล้องแล้ววิพากษ์การทำงานในหนังเรื่องนี้ตรงๆไปเลย

ความยอกย้อนทั้งรูปแบบและเนื้อหาทำให้หนังเรื่องนี้เป็นทั้ง ‘เหตุการณ์' และ ‘บทวิพากษ์เหตุการณ์'ไปในตัว ซ้ำยังทำหน้าที่วิพากษ์ตัวเองในแง่มุมของการเป็นสื่ออีกทอดหนึ่ง

ในฐานะของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ หนังเลือกเล่าโดยเข้าข้างบรรดาคนอดอยากในคอมมูน เหตุการณ์แทบทั้งหมดเกิดขึ้นภายในคอมมูน หนังเล่าผ่านการสัมภาษณ์ของนักข่าวทั้งคู่เป็นส่วนใหญ่ โดยตัดสลับกับภาพความหวั่นไหวของคนชั้นกลางในปารีสที่ยังไม่ได้ลี้ภัยไปอยู่แวร์ซายส์  ในขณะเดียวกันก็พุ่งเปาความสนใจไปยังความหลากหลายทางการเมืองที่ก่อตัวขึ้นในคอมมูน ทั้งเรื่องของสิทธิศตรี การเรียกร้องความเท่าเทียมในอัตราจ้างงาน ในการเลือกตั้ง รวมถึงสหภาพแรงงานหญิง เรื่องของสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัย เรื่องของระบบการศึกษาที่คนในคอมมูนพยายามจะรื้อถอนรูปแบบของโรงเรียนสอนศาสนาซึ่งเกณฑ์เด็กหญิงไปเรียน สอนให้พวกหล่อนเป็นแม่บ้านแม่เรือนแต่ไม่ยอมสอนหนังสือให้อ่านออกเขียนได้ การแยกศาสนาออกจากรัฐ รวมถึงการสร้างรูปแบบการปกครองใหม่ โดยเนื้อหาแทบทั้งหมดในส่วนนี้ไม่ได้เล่าแบบตรงไปตรงมา หากปล่อยให้ตัวละครได้จับกลุ่มถกเถียงกัน พวกเขาอาจแต่งตัวแทนชาวคอมมูน แต่จับกลุ่มพูดคุยอย่างเผ็ดร้อนถึงสตาลิน ถึงฮิตเลอร์ พูดถึงประสปการณ์ส่วนตัว เหตุการณ์ทั้งหมดไหลเลื่อนจากระนาบประวัติศาสตร์ของคอมมูน ในฉากเหล่านี้ หนังไม่ได้ทำหน้าที่เป็นหนังประวัติศาสตร์อีกแล้ว  หากทำหน้าที่เป็นเวทีเสวนาจากผู้คนหลากหลายชนชั้น( บรรดานักแสดงที่คัดเลือกมามีทั้งคนอพยพ คนชนชั้นแรงงานตัวจริงเสียงจริง) สิ่งใดก็ตามที่พวกเขาพูด พวกเขาทั้งหำลังแสดงบทบาทตัวละครในคอมมูน ขณะเดียวกัน พวกเขาก็สะท้อนสิ่งที่พวกเขาคิดจริงๆในแง่มุมทางการเมืองออกมาด้วย  WATKINS บันทึกถ่อยความสนทนาเหล่านั้น และปล่อยให้พวกเขาทะเลาะทุ่มเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายต่อหน้ากล้อง ขณะที่ผู้ชมรับฟังงานเสวนาสวมเครื่องทรงโบราณอยู่ข้างนอกจอ

ในอีกทางหนึ่งหนังยังมีตัวละครซึ่งรับบทเป็นคนชั้นกลาง เป็นนายจ้าง เป็นแม่ชี ตัวละครเหล่านี้ถูกถ่ายทอดอย่างเย็นชา ฉากหนึ่งเมื่อทหารแพ้สงครามถูกจับไปแวร์ซายส์พวกสตรีสูงศักดิ์พากันมาออตามท้องถนน ทุบตีทหารปารีส ถ่มถุยน้ำลายใส่ ใช้ร่มตี( ข้อความขึ้นว่าทหารบางนายถูกตีหัวร้างข้างแตก) บางคนก็ลงมาทุ่มเถียงกับชาวคอมมูนในฉากหนึ่งหนังพูดเรื่องนี้อย่างแสบสันต์ เมื่อสตรีคนชั้นกลางนางหนึ่งบอกว่า พวกคนในคอมมูนจะส่งลูกหลานไปตายในสนามรบและเธอรับเรื่องนี้ไมได้ เธอก็โดนชาวคอมมูนตอกกลับว่า แหงล่ะ สำหรับเธอคิดว่าคือการช่วยเหลือคนจนคือการบริจาคทาน เพราะแบบนั้นเธอไม่ต้องเสียอะไร รวมถึงสตรีชั้นสูงผู้หนึ่งที่เอาแต่ขังตัวเองอยู่ในบ้านแล้วเขียนจดหมายบริภาษความป่าเถื่อนของชาวคอมมูน เธอสังสรรค์น้ำชากับบรรดาคหบดี หลีกเลี่ยงการออกข้างนอกเพื่อจะเห็นว่าคนอดอยากออกมาต่อสู่กันอย่างไร  

หนังไม่ปิดบังอคติที่เขามีต่อคนชั้นกลาง เพราะหนังวิพากษ์ตัวเองเรื่องอคติของสื่อไว้อย่างน่าทึ่ง หนังโยนสื่อทีวีเข้าไปในปี 1871 เสียเฉยๆ (แน่นอนว่าในปีนั้นยังไม่มีอะไรที่ใกล้เคียงสถานีโทรทัศน์แน่ๆ) หนังให้เราเห็นคนสามัญสองคนที่จับพลัดจับผบุได้เป็นผู้สื่อข่าว และก่อร่างสถานีโทรทัศน์ของคอมมูนขึ้นมา เพื่อตอบโต้ต่อการบิดเบือนข่าวสารของสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาล กระทั่งในที่สุดนักข่าวของสถานีรัฐบาลถูกขับไล่ออกไปจากคอมมูน  สถานีรัฐบาลเชิญผู้รู้มาออกโทรทัศน์กล่าวหาโจมตีชาวคอมมูน เช่นเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ของคอมมูนก็ค่อยๆเปลี่ยนตัวเองไปสู่การนำเสนอข่าวที่ในที่สุดเป็นไปเพื่อเอาใจชาวคอมมูน  หนังมีฉากแสบๆเมื่อนักข่าวสัมภาษณ์นักหนังสือพิมพ์หนุ่มว่าอีกไม่กี่วันเขาจะกลับมาพิมพ์หนังสือพิมพ์เอียงซ้ายที่รัฐบาลไม่สนับสนุนแล้ว พวกเขาโห่ร้องดีใจร่วมกัน  แต่ไม่นานนัก พวกเขาก็ต้องผิดใจกันเมื่อนักหนังสือพิมพ์เขียนวิพากษ์การทำงานของคอมมูน และนักข่าวโทรทัศน์เห็นว่าเป็นบทความที่ไม่เหมาะเพราะมันทำลายบรรยากาศของคอมมูน นักหนังสือพิมพ์จึงตอบว่า นี่ต่างหากคือบรรยากาศที่แท้จริงของคอมมูน มันต้องคือการที่เราสามารถวิพากษ์สิ่งที่ไม่ถูกต้องได้ต่างหาก

 

แน่นอนว่ามีอคติเคลือบคลุมอยู่ในสื่อทุกรูปแบบเนื่องจากทุกสื่อมีผู้ผลิตสื่อ และจตนาของผู้ผลิต กระทั่งตัวหนังเรื่องนี้ก็ยังแสดงสภาวะอคติ และวิพาก์ตัวเองในเรื่องของอคติอย่างเข้มข้น ในที่สุด ช่วงท้ายของหนัง เมื่อนักข่าวโทรทัศน์เร่ไปสัมภาษณ์ผู้คน พวกเขาหันมาต่อว่าและบอกนักข่าวให้ทิ้งไมค์จับปืนต่อสู่กับทหารรัฐบาลเสียที ในขณะเดียวกันหนังยังซ้อนการสัมภาษณ์นักแสดงที่รับบทตัวละครในคอมมูนซ้ำ เพื่อให้ผู้ชมทราบว่าถึงที่สุดแล้วนี่เป็นเพียงสื่อหนึ่ง เป็นเพียงหนังเรื่องหนึ่งเป็นแบบจำลองจากเหตุการณ์จริงซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็มีเจตนาส่วนตัวแอบแฝง( ที่น่าน่าสนใจคือหนังเลือกสัมภาษณ์ตัวละครที่ ใส่ร้ายคนในคอมมูนจนถึงแก่ความความตายซึ่งเป็นคนที่มีอยู่จริง รกทีเดียวนักแสดงให้สัมภาษณ์ในฐานะตัวละคร แต่ผู้สัมภาษณ์กลับยอกย้อนว่า ขอให้ให้สัมภาษณ์ในฐานะนักแสดงผู้รับบทตัวละครต่างหากซึ่งนั่นทำให้ท่าทีที่เธอมีต่อเหตุการณ์ เปลี่ยนไป เพราะเธอไม่ต้องตอบในฐานะตัวละคร แต่เธอมิสิทธิ์ในการวิพากษ์ตัวละครของเธอด้วย)

ในอีกทางหนึ่ง ภาพจำลองของคอมมูนปารีส ซึ่งถูกเชื่อมโยงไปหาเหตุการณ์ทางการเมืองอื่นๆที่อยู่กันคนละเวลา( ทั้งผ่านปากคำของนักแสดง และ ข้อความแทรกระกว่างฉาก) ช่วยตอกย้ำวรรคทอง ประวัติศาสตร์มักเล่นซ้ำเสมอได้เป็นอย่างดี ถึงที่สุด เราอาจเอาแบบจำลองของคอมูนปารีส ไปสวมทับกับพ้นที่อื่นๆไม่ว่าจะเป็นสหภาพโซเวียต เยอรมันตะวันออก หรืออาจไล่เรื่อยมาจนถึงราชประสงค์ได้ ถ้าต้องการ  ภาพโครงสร้างอาจไม่ซ้อนทับกันแนบสนิท แต่มันก็ช่วยให้เรามองเหตุการณ์ทั้งหมดจากสายตาของคนนอกที่มองย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ที่จบไปแล้วแทนสภาวะอวลอารมณ์ของคนในเหตุการณ์ เพื่อที่จะวิพากษ์มันอีกครั้งหนึ่งโดยตระหนักถึงอคติในเราที่โอบคลุมมันอยู่ด้วย กล่าวอย่างง่ายการเลือนเงื่อนเวลาของหนังยกให้หนังเลยพ้นจากการเป็นหนังแสดงเหตุการณ์ทางการเมืองในแง่หนังประวัติศาสตร์ ไปสู่หนังที่พูดเรื่องคอนเซปต์ของการต่อสู้ และการต่อสุ้ในการต่อสู่นั้นๆ

 

กล่าวถึงที่สุด ทั้งในทางการเมือง และในทางภาพยนตร์ ปรากฏการณ์ห้าชั่วโมงสี่สิบห้านาทีอันเข้มข้นของLA COMMUNE คือประสบการณ์ทางภาพยนตร์ที่น่าจดจำยิ่ง

 

บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์

หมายเหตุ :หนังเรื่องนี้จะเข้าฉายในวันศุกร์ที่ 25 เป้นต้นไป ที่ SF emporium โดยฉายวันละรอบ และเสาร์ อาทิตย์ สองรอบ  สอบถามเพิ่มเติมที่ SF เองนะครับ และขอแนะนำว่าให้ดูหนังก่อนอ่านครับ

 

"ข้อยฝันว่าได้ไปที่เมืองเมืองหนึ่งในอนาคต ในเมืองนั้น รัฐบาลสามารถทำให้เราหายไปได้ เวลาเขาจับใคร เขาจะฉายไฟไปที่คนคนนั้น แล้วภาพของเขาตั้งแต่อดีตไล่เรียงไปจนถึงอนาคตจะปรากฏขึ้นบนจอ แล้วถึงที่สุดแล้วร่างของเขาก็จะค่อยๆหายไป ข้อยย่านหลาย" *บุญมีบอกกับฮวยภรรยาที่ตายไปแล้วของเขาในค่ำคืนหนึ่ง ค่ำคืนที่อาจเป็นคืนสุดท้ายของชีวิต เขากอดผีเมียไว้แนบอก ก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจพากันเดินลึกเข้าไปในป่า

 

ดูเหมือนความฝันของลุงบุญมีอาจจะเป็นแบบจำลองอย่างง่ายที่สุดในการใช้อธิบายถึงหนังเรื่องนี้

 

ตัวนังนั้นเล่าเรื่องของลุงบุญมี ชายเจ้าของสวนมะขามและโรงเลี้ยงผึ้ง เมียองแกตายไป19  ปี หลังจากเมียแกตายไปไม่กี่ปี บุญส่งลูกชายคนเดียวของแกก็หายออกไปจากบ้าน มาถึงตอนนี้กำลังป่วยเป็นโรคไต ต้องล้างไตทางหน้าท้องทุกวันโดยมีจาย หัวหน้าคนงานชาวลาวเป็นคนมาช่วยดูแล นี่แกก็เพิ่งไปรับเจน น้องเมียกับโต้งหลานของเจนมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน แกรู้ว่าแกกำลังจะตาย ในช่วงเวลานี้เองที่แกฝันถึงเรื่องต่างๆทั้งในอดีตและในอนาคต แกเริ่มมองเห็นชาติที่ผ่านๆมาของตัวเอง และในช่วงเวลานี้เอง อยู่ดีๆ ผีเมียของแกก็กลับมาดูแลสามี ลูกชายก็กลับมาในสภาพลิงผีตาแดงก่ำ ทุกคนปรากฏตัวร่วมกันบนโต๊ะอาหาร เฉลิมฉลองช่วงสุดท้ายในชีวิตของลุงบุญมี

นี่คือเรื่องย่อ ถ้าเราจะเล่าเรื่องย่อของหนังเรื่องล่าสุดของอภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุลเรื่องนี้ หนังที่เพิ่งได้รับรางวัล Palme D'or รางวัลสูงสุดของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปีนี้ แต่ยิ่งเล่าเรื่องย่อก็ดูเหมือนจะยิ่งไกลออกไปจากตัวหนังทุกทีๆ และที่จริงแล้วเรื่องเล่าของลุงบุญมีในย่อหน้าแรกดูจะอธิบาย ‘ความ'ของหนังได้ดีกว่ายิ่ง

กล่าวถึงปูมหลังของหนังสักเล็กน้อย หนังเรื่องนี้ที่จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของโครงการศิลปะของอภิชาตพงศ์เองที่ชื่อว่า ‘ดึกดำบรรพ์ (Primitive)' ซึ่งตัวงานมีทั้งหนัง หนังสั้น ภาพนิ่ง และศิลปะจัดวาง ว่าด้วยการค้นหาความทรงจำของแผ่นดินถิ่นอีสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของหมู่บ้านนาบัว จังหวัดนครพนม หมู่บ้านที่เมื่อหลายสิบปีที่แล้วถูกเรียกว่าหมู่บ้านเสียงปืนแตก เนื่องจากเป็นสถานที่แรกในการเปิดฉากต่อสู้ระหว่างกองกำลังของคอมมิวนิสต์กับเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นการเปิดฉากการต่อสู้อย่างเป็นทางการในประเทศไทย นอกจากตัวหนัง ลุงบุญมีระลึกชาติ ยังมีหนังสั้นอย่าง ‘จดหมายถึงลุงบุญมี' หรือ THE PHANTOM OF NABUA ที่เล่าเรื่องแตกแยกย่อยออกไป (ไม่ได้หมายถึงแตกย่อยจากตัวหนัง แต่ตัวหนังก็เป็นส่วนแตกย่อยส่วนหนึ่งของทั้งโปรเจคต์ด้วยเช่นกัน)  

 

อย่างไรก็ดีเมื่อมองแยกส่วนเฉพาะลุงบุญมีระลึกชาติ เราอาจจะมองหนังเรื่องนี้ในฐานะความทรงจำของภาคอีสานซึ่งปะปนเข้ากับความทรงจำของผู้กำกับที่เติบโตในภาคอีสานและความทรงจำของภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสื่อที่ผู้กำกับเลือกใช้ การระลึกชาติในความหมายของหนังนั้นเป็นไปได้ทั้งกว้างและลึกในขณะเดียวกันก็แนบเป็นเนื้อเดียวกันระหว่าง ประวัติศาสตร์ ชีวิต และ เรื่องเล่า

ลุงบุญมีระลึกชาติ

ดูเหมือนว่าการระลึกชาติในความหมายของหนังเรื่องนี้ที่แท้แล้วไปไกลกว่าการระลึกชาติในความหมายเชิงกึ่งพุทธกึ่งผีที่พูดถึงชาตอนี้ ชาติหน้าหรืออดีตชาติ แต่เพียงถ่ายเดียว ตามวิธีนั้น ประวัติศาสตร์ของชีวิต (ในแต่ละชาติ) วิ่งเป็นเส้นตรงแนวดิ่งจากอดีตชาติไล่เรียงไปจนถึงชาติหน้า  แต่การระลึกชาติของลุงบุญมีไม่ได้เป็นไปเพียงในลักษณะเช่นนั้นอย่างเดียว

หนังเริ่มเปิดฉากด้วยภาพของควายซึ่งหลุดออกจากหลักวิ่งเตลิดเข้าไปในป่าอันมืดมิด ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องของลุงบุญมี กับป้าเจนและโต้ง เรื่องของจาย  และการกลับมาของฮวย ผีเมียลุงบุญมี กับบุญส่งที่ตอนนี้ได้เมียเป็นลิง และตัวเองก็กลายเป็นลิง ตัดไปยังเรื่องเล่าของเจ้าหญิงที่แอบหลงรักองครักษ์ แต่กลับไปลงเอยกับปลาดุกพูดได้ และกลับมาที่ชีวิตช่วงท้ายของลุงบุญมี และเหตุการณ์หลังจากนั้น

การระลึกชาติที่แท้แล้วเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด และในความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดไม่ใช่มีเพียงการเกิดมาเป็นคนแต่เพียงอย่างเดียว มีนิทานพื้นบ้านมากมายที่เล่าเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด คนอาจเปิดเป็นปลาบู่หรือเป็นต้นไทร  การเกิดเป็นสัตว์ในชาติหนึ่งและเป็นคนในอีกชาติหนึ่งไม่ใช่เรื่องพิศวงงงวยในความเชื่อของเรา พิจารณากันในแง่นี้ บุญมีอาจมองเห็นตัวเองเป็นควายในชาติที่แล้วหรือปลาดุกในชาติก่อนหน้านั้น บางทีฮวยอาจระลึกชาติเห็นสามีในอดีตชาติของเธอ บุญส่งได้กลายเป็นลิงในชาตินี้(มนุษย์กลายเป็นชาติที่แล้วของเขา) ป้าเจนก็อาจกลายเป็นแมลงในชาติหน้า (ถ้าเราเชื่อเรื่องกรรมเช่นว่าการช๊อตแมลงด้วยที่ช๊อตไฟฟ้า หรือเดินเหยียบผีเสื้อกลางคืนนั้นเป็นบาป) บูญมีเองก็อาจเกิดใหม่กลายเป็นผึ้งที่โดนจับมารีดน้ำหวานในรังที่เขาทำไว้ในชาตินี้ มีสัตว์มากมายอยู่ในหนัง บางชนิดพูดได้ บางชนิดครึ่งสัตว์ครึ่งคน มันเป็นเรื่องที่เชื่อได้ (ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นได้จริง ) เราเชื่อเรื่องพวกนี้เมื่อราได้เห็น เพราะมันไหลเวียนอยู่ในชีวิตของเราในเรื่องเล่าประจำวัน ในตำนานพื้นบ้าน ในนิทาน ในเรื่องไสยศาสตร์ประจำบ้าน เจ้าหญิงอาจเป็นเพียงเรื่องเล่าของป่าเมื่ออดีตชาติ กระทั่งหญิงงามในเงาน้ำที่เจ้าหญิงมองเห็น นั่นก็อาจเป็นชาติที่แล้วของนาง การระลึกชาติไหลเวียนและผุดบังเกิดในแง่นี้อยู่อย่างสวยสดงดงามลึกลับชวนสะพรึงแนบไปกับเนื้อของชีวิต

ในขณะเดียวกันการระลึกชาติก็ไม่ได้มาในรูปการเปลี่ยนร่างในการเกิดชาติใหม่แต่เพียงเท่านั้น ในช่วงท้ายของหนังเราได้เห็นการระลึกชาติผ่านทางการ'เปลี่ยนบทบาท'ในชาติเดียวกัน นั่นคือเมื่อพระโต้ง (ที่ต้องบวชหน้าไฟเพราะลุงบุญมีไม่มีญาติที่ไหนหลงเหลืออยู่อีกนอกจากโต้งที่ที่จริงแล้วเป็นหลานของป้าเจนอีกต่างหาก) ออกจากวัดในยามวิกาลมาที่ห้องโรงแรมของป้าเจนเนื่องเพราะนอนไม่หลับ ฉากนี้เราเห็นพระโต้งถอดสบงจีวร เปลี่ยนชาติกลับไปเป็นมนุษย์ (แถมป้าเจนยังเรียกว่าไอ้ลูกหมาอีกต่างหาก) ก่อนที่จะพากันออกไปหามื้อดึกกินกันเพื่อที่จะพบว่า มีตัวตนของพวกเขาอยู่ในอีกมิติหนึ่ง ในอีกชาติหนึ่งซึ่งดำเนินไปพร้อมกันราวกับมิติคู่ขนาน  บางทีลุงบุญมีเองก็อาจจะเป็นอีกชาติหนึ่งของโต้ง ชาติที่พูดภาษาอีสาน(โต้งพูดอีสานไม่ได้) หรือบางทีโต้งอาจจะเป็นอีกชาติหนึ่งของบุญส่งลูกชายลุงบุญมีที่เป็นลิงไปแล้ว พอๆกับที่ป้าเจนเป็นชาติ(ที่ยังมีชีวิตอยู่)ของฮวยผู้เป็นพี่สาวก็เป็นได้  ความไหลเลื่อนเชิงรูปแบบแห่งการระลึกชาติในหนังซึ่งบอกเล่าอย่างคลุมเครือนี้คือหัวใจ การระลึกชาติเกิดขึ้นในทุกความเป็นได้ ไม่ใช่แค่ในหนังกระทั่งในชีวิตของเราเองก็เช่นกัน มีบ่อยไปที่เรามองเห็นใครคนหนึ่งเป็นภาพแทนของใครบางคน ทั้งที่คงอยู่ หรือที่จากไป ทั้งในฐานะของมนุษย์ และในฐานะของตำแหน่งหน้าที่ ไล่ไปจนถึงบทบาททางสังคม บางสิ่งยังคงดำรงอยู่ในชาติที่แล้วในระนาบเวลาของชาตินี้

 

อภิชาติพงศ์ระลึกชาติ

เลยพ้นไปจากเรื่องเล่าของการระลึกชาติ ที่แท้แล้วหนังเร่องนี้ก็คือการระลึกชาติโดยตัวของมันเอง ทั้งในแง่การรนะลึกชาติของอภิชาติพงศ์เองในหนังเรื่องก่อนหน้าของเขา (หากเราจะเล่าใหม่ว่าหนังหนึ่งเรื่องคือหนึ่งชาติของอภิชาติพงศ์) และในระดับที่ใหญ่กว่านั้น ตัวหนังเรื่องนี้คือการ'ระลึกชาติ'ถึงหนังไทยในยุคสมัยซึ่งผ่านพ้นไปแล้ว และยังรวมถึงการระลึกชาติวัฒนธรรมบันเทิงแบบไทบ้าน ที่ยังคงไหลเวียนอยู่ในระนาบเวลาปัจจุบันนี้

นอกเหนือจากป้าเจน และโต้ง ดาราคู่บุญของอภิชาตพงศ์ นี่เป็นอีกครั้งที่เราได้เห็น ‘ร่องรอย'ของหนังเรื่องก่อนหน้าแทบทุกเรื่องของเขาเอง ที่น่าสนใจคือในคราครั้งนี้เรากลับรู้สึกถึงการพาเหรดกันมาของบรรดาหนังเก่าเหล่านั้น ราวกับขณะที่เรานั่งชม ลุงบุญมีระลึกชาติเราก็ได้ระลึกถึงบรรดาหนังเก่าๆของเขาด้วย ตั้งแต่ฉากช่วงปิดเรื่องกับภาพจำประจำหนังของเขา อย่างภาพถ่ายผ่านกระจกหน้ารถ (สุดสเน่หา) หรือกะบะท้าย(สัตว์ประหลาด! , UNKNOWN FORCES (งานวีดีโอที่สะท้อนภาพการเคลื่อนที่ของแรงงานไทย ผ่านทางความรู้สึกของการนั่งท้ายรถกะบะ) หรือMOBILE MEN ที่พูดเรื่องเดียวกัน แต่ชวนให้ใคร่ครวญว่าเป็นความทรงจำของบรรดาแรงงานต่างด้าวอีกต่างหาก) ฉากป่าตอนเปิดเรื่องที่ทำให้นึกถึงป่าใน สัตว์ประหลาด! ฉากการเดินเล่นของป้าเจนกับลุงบุญมี เลยไปถึงกาหยอกล้อเล่นกับจาย หนุ่มคนงานชาวลาว ทำให้นึกถึงฉากซึ่งคล้ายคลึงกันระหว่างป้าเจนกับมินอูในสุดเสน่หา (ซึ่งจะว่าไปตัวจายในฐานะคนต่างด้าวก็แทบจะเป็นตัวแทนของมินอูได้เลย)  ฉากการสมรักของเจ้าหญิงท่ามกลางธารน้ำเย็นฉ่ำ ก็ทำให้คิดถึงฉากเดียวกัน(ด้วยท่าทางเดียวกัน และด้วยลักษณาการของผื่นผิวหนังแบบเดียวกัน)ของมินอูใน สุดเสน่หา ซึ่งว่ากันอีกทีตัวละครเจ้าหญิงและเรื่องเล่าในช่วงนี้ ก็ชวนให้คิดถึง ราตรีสีเลือดหนังซึ่งซ้อนอยู่ในหนังเรื่อง WORLDLY DESIRE งานที่เขาให้พิมพกา วิระ มากำกับหนังเรื่องราตรีสีเลือด แล้วถ่ายทำหนังเรื่องนี้ซ้อนกองถ่ายไปอีกครั้ง ซึ่งแน่ละ ราตรีสีเลือดเป็นหนังที่ถ่ายทำเพื่อเฉลิมฉลอง และระลึกให้กับหนังไทยยุคโบราณ (อีกเรื่องหนึ่งที่ทำหน้าที่นี้ย่อมคือ ‘หัวใจทรนง'นั่นเอง) ซึ่งเราจะได้กล่าวต่อไป

ตัวของบุญส่งลูกชายลิงผีของลุงบุญมีก็แทบจะกลืนกลายไปเป็นตัวละครเดียวกันกับเสือผีใน สัตว์ประหลาด! (กระทั่งนายทหาร ก็ยังมาปรากฏในฉากรูปถ่าย ซึ่งอดคิดไม่ได้ว่ารูปถ่ายชุดนั้นอาจหลุดรอดออกมาจากฉากทหารถ่ายรูปหมู่กับศพประหลาดกลางทุ่งในฉากเปิดเรื่องของสัตว์ประหลาด!ก็เป็นได้ และความหมายของนายทหารในลุงบุญมีฯ ยังยั่วล้อไปกับความหมายของนายทหารในสัตว์ประหลาด! อีกต่างหาก ซึ่งนี่ก็จะเป็นอีกเรื่องที่จะได้กล่าวต่อไป ) ยิ่งไปกว่านั้นฉากเข้าถ้ำในช่วงท้ายของเรื่องก็ชวนให้ระลึกต่อไปถึงฉากถ้ำที่ไม่ได้ในสัตว์ประหลาด ฮวยอาจจะเป็นอีกชาติหนึ่งของป้าสำเริง ที่ชักพาทุกคนให้เข้าไปในถ้ำซึ่งในครั้งหนึ่งป้าสำเริงเคยบอกว่า ‘บางคนนะ เอาเทียนเข้าไปเทียนก็ดับกลางทาง บางคนขนาดเอาไฟฉายเข้าไปในถ้ำ  พอถึงกลางทางไฟยังดับเฉยเลย!' แล้วพอพวกเขาเข้าถ้ำ ไฟฉายก็ติดดับติดตับไปจริงๆ  0จวบจนถึงช่วงสุดท้ายของหนัง นี่ก็อดไม่ได้เช่นกันที่เราจะครุ่นคำนึงฉากงานศพให้เป็นเสมือนรอยต่อของหนังอย่าง ‘ลอยอังคาร' (ซึ่งเป็นการจำลองความทรงจำใหม่เกี่ยวกับการลอยอังคารของพ่อของเขา หนังถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม. เหมือนเรื่องนี้) รวมไปถึงการเรียกใช้ รุ่งจากสุดเสน่หามารับบทเด็กสาวที่มาช่วยงานศพ ฉากของเธอกับป้าเจนพาเรากลับไปสู่สุดเสน่หา และยิ่งคิดถึงมากขึ้นเมื่อหนังถ่ายพระโต้งเปลือยกายอาบยน้ำในห้องน้ำ ขณะที่สองสาวพูดคุยกันข้างนอก และท้ายที่สุด พระโต้งในฉากสุดท้ายของหนังก็เป็นการระลึกชาติของหลวงพี่เล่นกีตาร์แห่ง แสงศตวรรษในชาติ(เรื่อง)ที่ผ่านมานั่นเอง

แต่ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพียงการระลึกชาติภายใน ผ่านทางบุคลิกเหตุการณ์ ท่าทีของตัวละคร หากแต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดมา การทำหนังของอภิชาตพงศ์ ล้วนเกี่ยวกระหวัดอยู่กับ เรื่องเล่า และการซ้อนทับเรื่องเล่าลงไปในเรื่องเล่าไปจนถึงการแสดงตนของผู้เล่า แม้จะไม่ห่ามเท่าเราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ลุงบุญมีระลึกชาติมีลักษณะการดำเนิเรื่องคล้ายคลึงกับ ‘ดอกฟ้าในมือมาร'หนังยาวเรื่องแรกของเขา และ ‘แม่ย่านาง'หนังสั้นอีกเรื่องซึ่งทั้งคู่ล้วนมีลักษณะของการส่งต่อเรื่องเล่า เรื่องแรกผ่านทางการเล่าต่อๆกันไป ส่วนเรื่องหลังส่งผ่านสื่อตั้งแต่ละครวิทยุไปจนถึงทีวีแล้วผุดออกมาเป็นหนัง โดยทั้งหมดเกาะเกี่ยวกันอยู่กับการเล่าอันพิลาศพิไล มากกว่าจะยืนพื้นอยู่บนความเป็นจริง จังหวะจะโคนและการลื่นไหลในการปะติดปะต่อเรื่องเล่าเข้าด้วยกันของ'ลุงบุญมีฯ' ก็เป็นไปเช่นนั้นด้วย

 

เลยพ้นไปจาก ‘การระลึกชาติกันเอง'   ของหนังของอภิชาตพงศ์แล้ว หนังเรื่องนี้ยังเป็นการเฉลิมฉลองการระลึกชาติภาพยนตร์แบบเก่าด้วยเช่นกัน เขาถ่ายทำหนังทั้งเรื่องด้วยฟิล์ม 16มม. เพื่อเป็นการแสดงความระลึกถึงหนังไทยยุคทอง นั่นคือยุคหนัง16มม.(ซึ่งในตอนนี้ไม่มีใครสร้างหนังแบบนั้นอีกแล้ว) เขาถึงกับให้สัมภาษณ์ว่าหนังทั้งเรื่องนี้แบ่งออกเป็นหกม้วน(ฟิล์ม) โดยแต่ละม้วนใช้เทคนิคการถ่ายทำต่างกัน และมีเป้าประสงค์ต่างกัน ม้วนแรกคือภาพอันนิ่งสงบ การจ้องมองอันยาวนานไปยังป่ากลางคืน ซึ่งเป็นเสมือนวิธีการทำหนังของอภิชาตพงศ์ที่ทุกคนคุ้นเคย ม้วนที่สองคือการระลึกถึงหนังไทยโบราณ หนังตัดต่อฉากบนโต๊ะอาหารด้วยวิธีการแบบที่เห็นในหนังไทยทั่วไป หรือในละคร ตัดรับหน้าทีละคน มากกว่าตั้งกล้องแช่จากระยะไกล แถมในฉากนี้ยังอุดมไปด้วยเรื่องราวที่เสมือนหลุดมาจาการ์ตูนเล่มละบาท (ซึ่งมักเล่าเรื่องผีสางนางไม้) ขณะที่ม้วนที่สามเป็นช่วงจังหวะของป้าเจนกับลุงบุญมีในสวน ซึ่งเป็นการระลึกถึงหนังแบบสุดเสน่หา ม้วนที่สี่ (ซึ่งเล่าเรื่องเจ้าหญิง) ก็เป็นการระลึกถึงหนังจักรๆวงศ์ๆแบบที่เราหาดูได้ยามเช้าวันเสาณือาทิตย์ ภาพเจ้าหญิงโบราณ และเรื่องเล่าจำพวกปลาดุกพูดได้ อิทฤทธิ์ปาฏิหาริย์ อะไรเทือกนั้น ม้วนที่ห้ากลับมาสู่ การเข้าป่า เข้าถ้ำอีกครั้ง แต่ในคราครั้งนี้ อภิชาตพงศ์ถ่ายแบบ Day for Night ตามวิธีการที่หนังสมัยก่อนถ่ายฉากกลางคืนกัน เป็นการระลึกถึงวิธีการแบบหนังโบราณ ในขณะทีม้วนสุดท้ายกลับกลายเป็นการระลึกถึงชาติหน้า ด้วยแสงสว่างจ้าของไฟในโรงแรม (รอยตัดของชนบทกับเมืองแบบในแสงศตวรรษปรากฏขึ้นเมื่อเทียบม้วนนี้กับส่วนที่มาก่อนหน้า)และการแตกตัวเป็นสองมิติของตัวละคร

หากสิ่งที่น่าตื่นเต้นในการระลึกชาติทางภาพยนตร์ของอภิชาตพงศ์ไม่ได้อยู่ที่การที่ผู้ชมสามารถแทนค่าเทียบเคียงสิ่งนี้กับสิ่งนั้นแต่อย่างใด (กล่าวอย่างง่ายผู้อ่านสมควรโยนสามสี่ย่อหน้าด้านบนนั้นทิ้งไป) สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในการระลึกชาตินี้คือ สิ่งที่อภิชาตพงศ์ย้ำมาตลอดในหนังทุกเรื่องของเขานั่นคือคุณสมบัติของภาพยนตร์ในการบันทึกความทรงจำ และสถานะของการเป็นเรื่องเล่า ในหนังของเขาไม่มีเรื่องเล่าเรื่องไหนที่มีระนาบเพียงชั้นเดียว เมื่อมันอยู่ในสถานะของเรื่องเล่า ตัวการถ่ายทอดเรื่องเล่านั้นก็ทำหน้าที่เป็นเรื่องเล่าด้วยเช่นกัน และเขาถ่ายทอดการไหลปะปนกันระหว่างความทรงจำของตัวละคร และความทรงจำของผู้สร้าง ยิ่งในคราครั้งนี้ยังมีการไหลปะปนจากประวัติศาสตร์ของสถานที่ และสิ่งซึ่งไกลกว่านั้นนั่นคือตัว'ความเป็นภาพยนตร์ด้วยตัวของมันเอง' กระแสความทรงจำเหล่านี้ได้ปรากฏตัวผุดพรายอยู่ตลอดเรื่องราวของหนังโดยไม่อวดโอ่แสดงตนให้เห็นชัดเจน หากกลืนไปกับเรื่องเล่า และแอบอยู่ในความพิลึกพิลั่นคาดเดาไม่ได้อธิบายไม่ถูกตลอดความยาวของหนังนั้นเอง

ในอีกระดับ ภาพยนตร์ของอภิชาตพงศ์ (โดยเฉพาะเรื่องนี้)คือการหยิบเอา วัฒนธรรมสาธาร์ณซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับศิลปะขั้นสูงมาทำให้เป็นสิ่งซึ่งศิลปะขั้นสูงยอมรับ ละครหลังข่าว หนังจักรๆวงศ์ๆ การ์ตูนเล่มละบาท กระทั่งเรื่องเล่าผีสางนางไม้ ไสยศาสตร์ (ไอ้ประเภทคนนั้นไปกินยากับหมอคนนี้ที่ป่วยเจียนตายก็หายสบายพลัน หรือ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ สัตว์ศักดิ์สิทธ์) สิ่งเหล่านี้ถูกจัดวางที่ทางในสังคมในฐานะของความบันเทิงระดับชาวบ้าน สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเรียกร้อง(และไม่เคยได้รับ)การยอมรับในฐานะศิลปะชั้นสูง มันเกิดขึ้น ดำรงคงอยู่ และร้างลาไปในสถานะของความบันเทิงที่ถูกละเลยนัยยะทางการเมือง ความหมายซ่อนนัยไปเสียหมดสิ้น ไม่มีใครจริงจังกับมัน หากสิ่งเหล่านี้ไม่เคยล้มหายตายจากไป แถมยังปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อีกด้วย ละครหลังข่าว และละครจักรๆวงศ์ๆฉบับรีเมคยังคงมีให้ดูตลอดปี เรื่องไสยศาสตร์ปนผีปนพุทธก็ยังดำเนินไปในโลกของมันอย่างเข้มข้น (ขึ้นชั้นออนไลน์แบบไม่น้อยหน้าใครได้ด้วยอีกต่างหาก)

 

แล้วอภิชาตพงศ์ทำอะไร เขาไม่ได้ทำหน้าที่เป็นนักปฏิวัติในการหยิบวัฒนธรรมชาวบ้านมาทำให้ดูดีมีสกุลเพื่อตอบโต้ท้าทายความหมายดั้งเดิมของศิลปะ ขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ได้เพียงหยิบจับเอาเปลือกฉาบฉวยของวัฒนธรรมบันเทิงแบบชาวบ้านมาสวมเครื่องทรงใหม่เพื่อเรียกรสชาติแปลกประหลาดแต่อย่างใดไม่  หากที่เขาทำคือการเปิดใจยอมรับวัฒนธรรมที่เขาเติบโตมา แปรความรักใคร่ผูกพัน ความทรงจำที่มีต่อสิ่งละอันพันละน้อยนี้ให้กลายเป็นเรื่องเล่าใหม่ๆขึ้นมา ด้วยการณ์นี้มันจึงทั้งแยกขาดจากรูปแบบเดิม (มันง่ายจะตายที่เราจะทำหนังจากนิยายเล่มละบาทเลียนแบบงานศรสร้างให้ดูเหมือนแล้วบอกว่าเชิดชู แต่ไม่มีอะไรเพิ่มเติมมากกว่างานลอกแบบเก๋ไก๋)  และก่อรูปใหม่ อภิชาติพงศ์อาจไม่ใช่นักปฏิวัติ แต่หนังของเขากลับทำหน้าที่เปิดพื้นที่ให้วัฒนธรรมระดับพื้นบ้านได้มีพื้นที่ของมันในการเปล่งประกายออกมาซึ่งนั่นคือคำอธิบายถึง ‘ความสมจริง'ที่มักเป็นคำนำเสนอติดตัวเขาเสมอ ความสมจริงที่เราพูดถึงกันอยู่นี้ไม่ใช่ ความสมจริงในระดับของการแสดง แต่อยู่ในระดับของวิถีชีวิตของผู้คน(ซึ่งจะว่ากันตามจริงเราอยู่ในสังคมที่เหนือจริงเกินกว่าจะสมจริงได้มาตั้งนมนานกาเลแล้ว)

 

นอกบท : ลุงบุญมี(และข้าพเจ้า)ระลึก(ถึง)ชาติ

แม้อภิชาตพงศ์ จะปฏิเสธนัยยะทางการเมืองที่มีอยู่ในหนังเรื่องนี้ ‘ถ้ามันมีอยู่มันก็อยู่ในระดับที่จางมากๆ'นั่นคือสิ่งที่เขาให้สัมภาษณ์ไว้ แต่ระดับจางๆของเขานั้นที่แท้แล้วกลับเป็นความจางที่เข้มข้นยิ่ง แนบเนียนยิ่ง มันแผ่อยู่จางๆ แต่เป็เหมือนฟิล์มบางๆซึ่งที่แท้แล้วครอบคลุมหนังไปเสียงทั้งเรื่อง !แต่เนื่องจากนี่อาจเป็นเพียงนัยยะทางการเมืองเพ้อเจอของผู้เขียนแต่เพียงถ่ายเดียวไม่เกี่ยวกับตัวคนทำหนังแต่อย่างใด!

เมื่อพูดถึงการระลึกชาติ เราอาจตีความคำนี้จำกัดไว้แต่เพียงเรื่องเชิงไสยศาสตร์ แต่ลองอ่านคำคำนี้ใหม่ เราก็อาจตีความด้วยเทคนิคเล่นคำนิดหน่อยว่ามันอาจหมายถึง การระลึกนึกถึง ‘ชาติ' ในฐานะของความเป็นชาติ ที่ไม่ใช่ชาตินี้ชาติหน้า แต่เป็นชาติแบบชาตินิยม  

คิดแล้วก็น่าสนใจดีที่คำว่าชาติมีความหมายทั้งในเชิงกาละ (ชาตินี้ ชาติหน้า) และ เทศะ (ชาติไทย ต่างชาติ) การซ้อนทับกันของสองความหมายนี้ทำให้ชวาทกรรมชาตินิยมสมบูรณ์ในตัวมันเอง ในแง่ที่ว่า เมื่อเราอยู่ในชาติใดแล้ว เราก็จะเป็นคนชาตินั้นไปทั้งชาติ (สัญชาติเปลี่ยนได้ แต่เชื้อชาติไม่เปลี่ยน) ความเป็นชาติจะซึมไหลอยู่ในร่างของเรา ผ่านทั้งทางลักษณะทางกายภาพ ลักษณะทางวัฒนธรรม  เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นสัจจะว่าเรามีชาติและต้องรักชาติ

ลองมาพิจารณาหนังเรื่องนี้ในฐานะของการระลึกถึงชาติ(เชิงพื้นที่)กันดู หนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องพูดจาภาษาอีสาน ดำเนินไปในดินแดนยากเข็ญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดึกดำบรรพ์ซึ่งมุ่งหมายค้นหาความทรงจำของภาคอีสานที่ถูกทำให้หลงลืมไป ความทรงจำอย่างเช่นเสียงปืนแตกที่หมู่บ้านนาบัว  ลุงบุญมีระลึกชาติอาจไม่กี่ยวข้องอะไรเลยกับหมู่บ้านนาบัวนอกเสียจากว่า อยู่ร่วม ‘พื้นที่'ภาคอีสานกันเท่านั้น   การที่หนังพูดอีสานทั้งเรื่องในทางหนึ่งเป็นการแสดงอัตลักษณ์แตกต่างออกจากความเป็นชาติกระแสหลัก (ในโลกภาพยนตร์ไทย เก้าสิบเปอร์เซนต์ของตัวละครล้วนพูดจาภาษกลางทั้งสิ้น) อย่างไรก็ตามนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าตัวละครจะแยกตัวเองออกจากชาติได้ ในฉากหนึ่งบุญมีพูดคุยกับเจน เรื่องทีอดีต(ชาติ)ของเขา เคยฆ่าคอมมิวนิสต์ไปเป็นจำนวนมาก(เช่นเดียวกับพ่อตาของเขา พ่อของเจนและฮวย) การรับใช้ชาติ(ในอดีตชาติ)กลายเป็นกรรมที่เขาต้องชำระด้วยการป่วยเป็นโรคไต ค่านิยมเรื่องกรรมสอดรับเป็นอันดีต่อการไถ่บาปให้กับชาติ เพราะเอาเข้าจริงบุญมีอาจจะไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ในแง่ที่ว่าขาติต่างหากที่บังคับให้เขาฆ่าคน  เขารับใช้ชาติ แต่เมื่อผลพวงของมันเกิดขึ้นมันกลายเป็นเรื่องของบุญธรรมกรรมแต่ง เป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่าเรื่องส่วนรวม  

 

ยิ่งไปกว่านั้นภาพเปรียบเปรยของบุญส่งก็น่าสนใจยิ่ง เขาเริ่มจากการเป็นคนหนุ่มธรรมดาที่พ่อของเขาให้กล้องไปหัดถ่ายรูป ไปๆมาๆเขากลับไปพบเจอกับพวกลิงผี จนได้เมียและหนีหายเข้าไปในป่า สถานะของลิงผีในเรื่องใยมิใช่เทียบเคียงคล้ายคลึงกับบรรดาหนุ่มสาวที่เข้าไปไปเป็นคอมมิวนิสต์ในยุคสมัยหนึ่งเล่า การเป็นคอมมิวนิสต์ทำให้คนกลายเป็นสัตว์ (ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป!) และอาจจะเป็นไปได้ว่าในอีกชาติหนึ่ง บุญมี อาจลั่นไกสังหารลูกชายคอมมิวนิสต์ของเขาเสียแล้วก็เป็นได้

ความเป้นคอมมิวนิสต์ เป็นสัตว์ประหลาด!ของบุญส่งถูกย้ำอย่างหนักแน่นในช่วงท้ายของเรื่องในฉากความฝันของบุญมี ในฉษกนั้นมีเสียงบรรยายเรื่องเมืองอนาคต แต่ภาพที่ปรากฏกลับเป็นภาพถ่ายชุดหนึ่งซึ่งเป็นภาพของทหารกลุ่มหนึ่งที่จับลิงผีได้ พวกเข้าคล้องคอเจ้าลิงผี กระทำการต่างๆนาๆแถมถ่ายรูประรื่นไว้เป็นหลักฐาน   ดูเหมือนความสัมันธ์ของนายทหารกับสัตว์ประหลาดในครั้งนี้จะเป็นเรื่องที่หยอกล้ออย่างยิ่งกับความสัมพันธ์ของนายทหารกับเสือผีในสัตว์ประหลาด! กลุ่มทหารจับสัตว์ประหลาดได้ พวกเขาไม่ได้มีเยื่อใยต่อกันในฐานะปัจเจกบุคคลอีกต่อไป (ถ้าพิจารณาว่าเสือผีที่แท้เป็นคน) พวกเขาเป็นคนละสายพันื คนละ ‘เชื้อชาติ' ซึ่งในที่สุดห้ำหั่นกันได้

ดูเหมือนผีคอมมิวนิสต์ และผีเมีย (ซึ่งน่าจะเสียชีวิตไปในช่วงก่อนพฤษภาทมิฬปีเดียว) ได้กลับมาหาบุญมีอีกครั้ง ฉากการกินข้าวร่วมกันของชายใกล้ตายกับ ครอบครัวของเขาซึ่งพลัดพรายหายไปแล้ว ในนัยยะทางการเมืองเป็นเรื่องที่ชวนขันและชวนขนหัวลุกอย่างยิ่ง ราวกับปีศาจของอดีตตามมาหลอกหลอน เพื่ออยู่ร่วมก็มิปาน

 

ในอีกทางหนึ่งถึงที่สุดแล้วไม่ใช่ทั้งเจนและโต้งหรอกที่เปลี่ยนน้ำยาล้างไตให้บุญมีหากแต่เป็นแรงงานข้ามชาติอย่างจายต่างหากที่เป็นคนคอยดูแล ‘เช็ดขี้เช็ดเยี่ยว'ถึงขนาดสามารถโทรเรียกมาเปลี่ยนนำยาได้ในขนำน้อยกลางทุ่ง  หากลุงบุญมีเป็นตัวแทนของผู้คนในชาติที่ยังคงดำรงคงอยู่ผ่านการสูญเสียพี่น้องร่วมชาติไปในเหตุการณ์ทางการเมืองหลายครั้ง(ซึ่งยังไม่เคยได้รับการชำระคลี่คลาย) การระลึกถึงชาติในช่วงท้ายของชีวิตภายใต้การช่วยเหลือของคนชั้นล่างกว่า(อย่างแรงงานต่างด้าว) จึงเป็นความตายที่ไม่ใช่เรื่องแสนสุข  อีกทั้งไม่ใช่การสงบศึกกัยอดีต แต่คือการค่อยๆตายไปทั้งที่ทุกสิ่งยังคงคลุมเครือ การเดินทางเข้าถ้ำในฉากท้ายเรื่องอาจสะท้อนความหมายของการเดินกลับไปสู่ครรภ์มาราดา ได้มากพอๆกับการย้อนกลับไปยังโลกดึกดำบรรพ์ (สมัยที่คนยังอยู่ในถ้ำ) พูดให้ง่ายเข้า ถ้ำก็ไม่ได้ต่างจากไทม์แมชชีนสำหรับย้อนเวลาแต่อย่างใด เมื่อย้อนมาถึงจุดหนึ่ง ฮวยจึงจัดการปล่อยน้ำยาล้างไตออกจากตัวสามีเสียในท้ายที่สุด

และหากลิงผีคือความทรงจำของสถานที่ที่ในอดีตเคยเป็นแดนเดือด เจ้าหญิงก็เป็นเสมือนความทรงจำครั้งบรมสมกัลป์เข่นกัน นางสตรีสูงศักดิ์ที่ทุกข์ทนกับภาพลวงตาที่ตนเองสร้างขึ้น จนท้ายที่สุดได้ปลดปล่อยเครื่องทรงของตนในป่ากว้าง เป็นราวกับการกล่าวถึงดินแดนดึกดำบรรพ์ในอีกรูปหนึ่งซึ่งยังคงไหลทวนอยู่อย่างเงียบเชียบในกระแสปัจจุบันกาล

พิจารณาเรื่องการปลดเครื่องทรงนี้ นอกจากเจ้าหญิง ทหารก็ปลดเครื่องทรงด้วยเช่นกันในฉากหนึ่งในรูปถ่าย แต่คนที่ปลดเครื่องทรงต่อหน้ากล้องก็คือพระโต้งนั่นเอง

 

การปลดเครื่องทรงมีความหมายละม้ายคล้ายกับการระลึกชาติ หากชาติไม่ได้มีความหมายเชิงเวลาเพียงอย่างเดียว เพราะในความหมายเชิงพื้นที่ องค์ประกอบของชาติคือการสวมเอาบทบาทใดบทบาทหนึ่งมาเป็นของตัวการแปลงบทบาท เปลี่ยน ถอดออก ใยจึงมิใช่คล้ายการข้ามชาติในระนาบเวลาเดียวกันเล่า (และว่ากันตามจริง การตระหนักรู้ว่าเวลาเชิงระนาบ ว่ามีเพื่อนร่วมชาติกำลังทำอะไรสักอย่างอยู่ที่ไหนสักแห่งในเวลาเดียวกันนี้เองที่เป็นจุดก่อกำเนิดความคิดแบบชาตินิยมขึ้นมา) ดังนั้นในฉากจบของเรื่อง การแตกตัวตนออกเป็นสองของโต้งและป้าเจน จึงไม่ต่างจากการปลดเครื่องทรงจากพระไปเป็นมนุษย์คนหนึ่ง(พระก็เป็นคน)  เป็นการระลึกชาติในระนาบเวลาเดียวกัน มิติหนึ่งสนใจข่าวสารอยู่ที่ห้อง และมิติหนึ่งนั่งเสร้าในร้านคาราโอเกะที่มีฉากหลังเป็นรูปพระอยู่ด้านบน และมีศาลเจ้าเล็กๆอยุ่ด้านล่าง!

กล่าวถึงที่สุด ดูเหมือนการระลึกถึงชาติของอภิชาตพงศ์ในที่สุดกล้าหาญพอที่จะระลึกถึงบรรดาเสาหลักของสังคมไทย แสดงให้เห็นเป็นภาพเกี่ยวกับมายาคติซึ่งยึดโยงมันอยู่ และเราไม่เคยระลึกนึกถึง

 

ข้าพเจ้าระลึกถึงความฝันของลุงบุญมีระลึกชาติ

กลับมาที่ความฝันของลุงบุญมี

กล่าวอย่างถึงที่สุดดูเหมือนว่าความฝันในคืนสุดท้ายของชีวิตลุงบุญมีได้อธิบายหนังเรื่องนี้ทั้งหมดแล้ว  นี่คือหนังที่ว่าด้วยอำนาจของภาพยนตร์ อำนาจขงมันทั้งในแง่ของการเล่าเรื่อง การบันทึกความทรงจำ หรือกระทั่งสร้างความทรงจำขึ้นมาใหม่ และหากสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาติ เรียกประวัติศาสตร์ อะไรทำนองเดียวกันที่เกิดขึ้นกับคนตัวเล็กๆเราก็เรียกว่าความทรงจำ ในโลกของการทำประวัติศาสตร์ให้เป็นความทรงจำนี้ เมืองอนาคตของลุงบุญมีอาจทำให้ใครต่อใครหายตัวไปได้ แต่ในทางตรงกันข้ามก็มีแต่ภาพยนตร์เท่านั้น  ภาพยนตร์ซึ่งทำหน้าที่บันทึกความทรงจำของผู้คนเล็กๆ ของสถานที่หนึ่งซึ่งไม่ได้อยู่ในอาณาเขตของแผนที่ บันทึกกระทั่งความทรงจำของผู้ที่สร้างมันขึ้นมา มีเพียงก็แต่ภาพยนตร์ต่างหาก ที่สามารถเปลี่ยนความทรงจำชิ้นเล็กชิ้นน้อย ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์

ในขณะนี้(หรือขณะนั้น)ลุงบุญมีอาจมองไม่เห็นทั้งที่ลืมตา และในอนาคตของลุงบุญมีใครต่อใครจะหายไป(ลบเลือนไป) แต่ภาพยนตร์อย่างลุงบุญมีระลึกชาตินี้เอง ที่จะทำให้ในที่สุด ลุงบุญมีสามารถรู้เห็นโดยไม่ต้องลืมตา และทำให้คนที่หายไปอย่างผีลิง หรือผีเมียได้กลับมาอีกครั้ง แม้จะเป็นการกลับมาเพื่อเฉลิมฉลองความตายก็ตาม