BREMEN FREEDOM( R.W. FASSBINDER/1972/GERMANY) ไม่มีสวรรค์สำหรับเธอ ,หญิงสาว
posted on 06 Oct 2010 01:07 by filmsick in see-it-and-die
เธอฆ่ามันหมดทุกคน !
สามีของเธอ พ่อแม่ของเธอ ลูกๆของเธอ เพื่อนของเธอ สามีใหม่ของเธอ พี่ชายของเธอ เธอฆ่ามันหมดทุกคน! วางยาพิษพวกเขา
เธอฆ่าพวกเขาจนเกลี้ยง!
เธอชื่อ เกสเชน เธอแต่งงานกับชายหนุ่มเจ้าอารมณ์ที่ใบหน้าปุปะไปเสียครึ่งหนึ่ง เขาเห็นเธอเป็นข้าทาสวบริวารที่ต้องคอยวิ่งรับใช้ให้เขาตวาดใส่ บังคับให้เธอร้องขอความรักจากเขาต่อหน้าเพื่อน ตบเธอจนล้มกลิ้งเมื่อเธอขอร้องที่จะร่วมรักกับเขา แต่เธอก็อดทนกับเขาจนถึงที่สุดกระทั่งวันหนึ่งเขาตายจากไป
หลังจากนั้นก็แม่ของเธอ ที่เห็นว่าเธอเป็นนางแพศยา ที่ไปคบกับหุ้นส่วนของสามีเก่า แม่บริภษษเธออย่างหนักหน่วง ไม่นานนางก็ตายลง จากนั้นก็ลูกๆของเธอ เด็กๆซึ่งส่งเรสียงร้องตลอดเวลา เด็กๆที่กลายเป็นของอ้างให้สามีใหม่ของเธอขอเลิก แต่ถึงแม้เด็กจะตายเขาก็ยังอยากเลิกกับเธออยุ่ดี จากนั้นเขาก็ล้มเจ็บ เธอเรียบาทหลวงมาทำพิธีสมรส ไม่ทันเสร็จดีเขาก็จตายลง
เธอเริ่มเรียนรู้ที่จะบิรหารธุรกิจเองแต่ก็ยังมีพ่อของเธอที่เที่ยวเจ้ากี้เจ้าการจะให้เธอแต่กับคนอื่น ในที่สุดพ่อก็ตาย เหลือเธอตัวคนเดียว แต่ไม่นานพี่ชายของเธอก็กลับจากสงครามวาดหวังจะผลักเธอกลับไปเป็นนางก้นครัว พี่ชายขาขาดจอมกักขฬะของเธอจึงต้องตาย ไหนจะเพื่อนสาวที่เที่ยวถามนู่นถามนี่ อื่มกาแฟก่อนสิคะ เธอบอกกัยทุกคน ซึ่งจากเธอไปทีละคนละคน
ว่ากันว่าทั้งหมดนี่สร้างจากเรื่องจริง แต่ฟาสบินเดอร์หยิบทั้งหมดที่เล่าไปมาเล่นโดยใช้ฉากเพียงฉากเดียว หนักไปกว่านั้น ฉากที่ว่าไม่ได้เป็นห้องในบ้านอะไรแต่เป็นพื้นโล่งแบบละครเวทีที่ตั้งไว้เพียงเครื่องเรือน และที่หนักที่สุดคือเขาซ้อนฉากหลังทั้งหมดด้วยภาพของทะเลในรูปแบบต่างๆ ขณะที่ตัวละครเล่นบทของตนอย่างถึงพริกถึงขิงฉากหลังของเรื่องคือภาพของเหลียวคลื่นที่สาดซัดชายหาดในยามสนธยากาล!
ในขณะที่MARTHA สะท้อนภาพของผู้หญิงที่ปล่อยทุกอย่างไปตามชะตากรรม (ฟาสบินเดอร์มองว่าชัยชนะของมาร์ธาคือการที่ถึงที่สุดเธอกลายเป็นหญิงขาพิการที่ไม่สามารถหนีจากสามีใจชั่วของเธอได้อีก เธออาจดูเหมือนพ่ายแพ้ (สิ้นเสรีภาพ) แต่ที่จริงเธอชนะ เพราะใน...ที่สุดเธอได้ปลดวางทุกภาระลงทั้งการเป็นเมียและทาสรับใช้ การยอมจำนนขั้นสูงสุดกลายเป็นชัยชนะของเธอ )ในขณะที่ตรงกันข้าม เกสเชนคือสตรีผู้ต่อสู้ทุกวิถีทาง และพร้อมจะทำลายทุกอย่างที่ขวางเส้นทางการมีชีวิตตามใจปรารถนาของเธอ จะเป็นพ่อแม่หรือลูกในไส้ก็ไม่เกี่ยง และทุกครั้งที่คนตายเธอจะนั่งนิ่งร้องเพลงลาโลกราวกับสวดอำลาให้แก่พวกเขา แต่แน่นอนการฆ่าของเธอไม่สามารถทำให้เธอเป็นอิสระได้อยู่ดี
แรกทีเดียวเธอเป็นเพียงเมียของนักธุรกิจ เธอไม่ได้มีตัวตนอะไรมากไปกว่านางก้นครัว ไม่มีความสามารถกระทั่งการแสดงออกถึงความต้องการทางเพศ ในเวลาต่อมาเธอเรียนรู้ว่าการฆ่าผู้ชายในชีวิตเป็นทางออกให้เธอได้เลือกผู้ชายใหม่ชีวิตใหม่ เช่นเดียวกันเธอปฏิเสธความเป็นลูก ด้วยการฆ่าพ่อแม่ของตัว ถึงที่สุดปฏิเสธความเป็นแม่ด้วยการฆ่าลูกของเธอเอง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอไดเสรีภาพคืนมา ต่อมา เธอฆ่าความรัก (คนรักคนที่สอง) และกลายเป็นผู้หญิงไร้รัก หนังบอกเป็นนัยๆว่าเธอสามารถดำเนินกิจการไปได้โดยไม่ต้องพึงผู้ชาย ในจุดนี้ดูเหมือนเกสเชนจะเป็นอิสระจากพันธะผูกพันในฐานะผู้หญิง เธอกลายเป็นคนที่ไม่มีความสัมพันธ์ต่อครอบครัว ต่อผู้ชาย ต่อลูก เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ
จากาการฆ่าในครอบครัว การฆ่าในครึ่งหลังขยับออกมาเป็นการฆ่าเชิงสังคมที่น่าสนใจยิ่ง เมื่อผู้ตายรายต่อมาคือหุ้นส่วนของสามี คนที่เคยให้สามีเธอกู้เงินไปทำธุรกิจ เขามาเอาเงินของเขาคืนทั้งที่ไม่ได้สัญญิงสัญญาอะไรไว้ การฆ่าหุ้นส่วนทางธุรกิจ จึงเป็นการฆ่าทางเศรษฐศาสตร์ ก่อนที่ผู้ตายรายต่อมาคือพี่ชายจองบงการของเธอทีเพิ่งกลับมาจากสงคราม การฆ่าเขาคือการฆ่าตัวแทนของรัฐและการปกครอง ก่อนที่เหยื่อรายสุดท้ายของเธอ คือเพื่อนสาวนางหนึ่ง การฆ่าผู้หญิงในท้ายที่สุดคือการฆ่าความเป็นหญิงในตัวเธอเอง ถึงที่สุดต่อให้เธอทำลายหมดทุกสิ่งธอก็ไม่สามารถเป็นอิสระจากสิ่งที่ผู้ชายครอบงำเธอเอาไว้ได้( เช่นเดียวกันการยอมจำนนของมาร์ธาก็ด้วย แต่ในทางหนึ่งดูเหมือนมาร์ธาจะเหนือกว่าเธอ เพราะการจำนนของมารฺ์ธาทำให้เธอไม่ต้องแบกอะไรไว้อีกแล้ว)
คนสุดท้ายที่เข้ามาในฉากและบอกให้เธอยอมจำนนคือตัวฟาสบินเดอร์เองในฉษกนี้เขาเป็นทั้งตัวแทนของเพศชาย และ ประพันธกร (ผู้กำกับ) เป็นคนนอก เป็นสังคม กรอบคิดปิตาธิปไตยที่เกสเชนจะไม่มีวันหนีไปได้ การกระซิบกระซาบของเขาในฉากจบได้ทำลายความหวังทั้งหมดของเธอที่จะเป็นอิสระ สุดท้ายเธอไม่สามารถใช้การฆ่าเป็นใบเบิกทางเพื่อไปให้พ้นจากความเป็นหญิง(ที่พ่วงกับการถูกกดขี่)ได้ มีแต่จะตอกย้ำจนถึงขนาดที่เธอต้องฆ่าความเป็นหญิงในตัวเธอ
แลดูเหมือนเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงฉากละครเวทีที่ปรากฏขึ้นอย่างเรียบง่ายในเรือนใจของเธอ เอาเข้าจริงๆเห๖ุการณ์ทั้งหมดก็เกิดอยู่แค่ในห้องของเธอ ไปมาระหว่างชุดรับแขก โต๊ะเครื่องแป้ง และตู้กับข้าวที่เธอเก็บการแฟ ฉากหลังประหลาดล้ำพิลึกพิลั่นภาพของทะเลที่ซ้อนทับและโอบคลุมนั้น คล้ายกับเป็นภาพสะท้อนจิตใจอันเคลื่อนไหวไม่หยุดหย่อนของเธอ หากในฉากหนึ่งจู่ๆใบหน้าของเธอก็ซ้อนปรากฏขึ้นแทนทีทะเล ใบหน้าขนาดใหญ่ยักษ์ในฉากที่เธอตามบาทหลวงมาทำพิธีแต่งงานจอมปลอม (ในฉากนี้หนังเสียดสีความละโมบของศาสนาเอาไว้ได้แสบทรวงเช่นเคย) ใบหน้าของเธอที่ซ้อนทับยิ่งแสดงภาพความเป็นเจ้าของฉากหลังทั้งหมด เหตุการณ์ทั้งหมด เอาเข้าจริงเรื่องทั้งหมดอาจไม่ได้เกิดขึ้น เป็นแต่เพียงจินตนการของเธอก็ได้ ข้อนั้นเราไม่มีวันรู้ได้หรอก ได้แต่คาดเดา
เสรีภาพในเมืองเบรเมน (ตามท้องเรื่อง)ถึงที่สุดจึงไม่ได้มีอยู่ มีแต่ความตายที่อาจจะให้อิสรภาพกับผู้ตายแต่สำหรับเกสเชน อิสรภาพเป็นเพีนงเรื่องตลกขมขื่นเท่านั้นเอง

