see-it-and-die

เธอฆ่ามันหมดทุกคน !

สามีของเธอ พ่อแม่ของเธอ ลูกๆของเธอ เพื่อนของเธอ สามีใหม่ของเธอ พี่ชายของเธอ เธอฆ่ามันหมดทุกคน! วางยาพิษพวกเขา

เธอฆ่าพวกเขาจนเกลี้ยง!

เธอชื่อ เกสเชน เธอแต่งงานกับชายหนุ่มเจ้าอารมณ์ที่ใบหน้าปุปะไปเสียครึ่งหนึ่ง เขาเห็นเธอเป็นข้าทาสวบริวารที่ต้องคอยวิ่งรับใช้ให้เขาตวาดใส่ บังคับให้เธอร้องขอความรักจากเขาต่อหน้าเพื่อน ตบเธอจนล้มกลิ้งเมื่อเธอขอร้องที่จะร่วมรักกับเขา แต่เธอก็อดทนกับเขาจนถึงที่สุดกระทั่งวันหนึ่งเขาตายจากไป

หลังจากนั้นก็แม่ของเธอ ที่เห็นว่าเธอเป็นนางแพศยา ที่ไปคบกับหุ้นส่วนของสามีเก่า แม่บริภษษเธออย่างหนักหน่วง ไม่นานนางก็ตายลง จากนั้นก็ลูกๆของเธอ เด็กๆซึ่งส่งเรสียงร้องตลอดเวลา เด็กๆที่กลายเป็นของอ้างให้สามีใหม่ของเธอขอเลิก แต่ถึงแม้เด็กจะตายเขาก็ยังอยากเลิกกับเธออยุ่ดี จากนั้นเขาก็ล้มเจ็บ เธอเรียบาทหลวงมาทำพิธีสมรส ไม่ทันเสร็จดีเขาก็จตายลง

เธอเริ่มเรียนรู้ที่จะบิรหารธุรกิจเองแต่ก็ยังมีพ่อของเธอที่เที่ยวเจ้ากี้เจ้าการจะให้เธอแต่กับคนอื่น ในที่สุดพ่อก็ตาย เหลือเธอตัวคนเดียว แต่ไม่นานพี่ชายของเธอก็กลับจากสงครามวาดหวังจะผลักเธอกลับไปเป็นนางก้นครัว พี่ชายขาขาดจอมกักขฬะของเธอจึงต้องตาย ไหนจะเพื่อนสาวที่เที่ยวถามนู่นถามนี่ อื่มกาแฟก่อนสิคะ เธอบอกกัยทุกคน ซึ่งจากเธอไปทีละคนละคน

ว่ากันว่าทั้งหมดนี่สร้างจากเรื่องจริง แต่ฟาสบินเดอร์หยิบทั้งหมดที่เล่าไปมาเล่นโดยใช้ฉากเพียงฉากเดียว หนักไปกว่านั้น ฉากที่ว่าไม่ได้เป็นห้องในบ้านอะไรแต่เป็นพื้นโล่งแบบละครเวทีที่ตั้งไว้เพียงเครื่องเรือน และที่หนักที่สุดคือเขาซ้อนฉากหลังทั้งหมดด้วยภาพของทะเลในรูปแบบต่างๆ ขณะที่ตัวละครเล่นบทของตนอย่างถึงพริกถึงขิงฉากหลังของเรื่องคือภาพของเหลียวคลื่นที่สาดซัดชายหาดในยามสนธยากาล!

ในขณะที่MARTHA สะท้อนภาพของผู้หญิงที่ปล่อยทุกอย่างไปตามชะตากรรม (ฟาสบินเดอร์มองว่าชัยชนะของมาร์ธาคือการที่ถึงที่สุดเธอกลายเป็นหญิงขาพิการที่ไม่สามารถหนีจากสามีใจชั่วของเธอได้อีก เธออาจดูเหมือนพ่ายแพ้ (สิ้นเสรีภาพ) แต่ที่จริงเธอชนะ เพราะใน...ที่สุดเธอได้ปลดวางทุกภาระลงทั้งการเป็นเมียและทาสรับใช้ การยอมจำนนขั้นสูงสุดกลายเป็นชัยชนะของเธอ )ในขณะที่ตรงกันข้าม เกสเชนคือสตรีผู้ต่อสู้ทุกวิถีทาง และพร้อมจะทำลายทุกอย่างที่ขวางเส้นทางการมีชีวิตตามใจปรารถนาของเธอ จะเป็นพ่อแม่หรือลูกในไส้ก็ไม่เกี่ยง และทุกครั้งที่คนตายเธอจะนั่งนิ่งร้องเพลงลาโลกราวกับสวดอำลาให้แก่พวกเขา แต่แน่นอนการฆ่าของเธอไม่สามารถทำให้เธอเป็นอิสระได้อยู่ดี

แรกทีเดียวเธอเป็นเพียงเมียของนักธุรกิจ เธอไม่ได้มีตัวตนอะไรมากไปกว่านางก้นครัว ไม่มีความสามารถกระทั่งการแสดงออกถึงความต้องการทางเพศ ในเวลาต่อมาเธอเรียนรู้ว่าการฆ่าผู้ชายในชีวิตเป็นทางออกให้เธอได้เลือกผู้ชายใหม่ชีวิตใหม่ เช่นเดียวกันเธอปฏิเสธความเป็นลูก ด้วยการฆ่าพ่อแม่ของตัว ถึงที่สุดปฏิเสธความเป็นแม่ด้วยการฆ่าลูกของเธอเอง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอไดเสรีภาพคืนมา ต่อมา เธอฆ่าความรัก (คนรักคนที่สอง) และกลายเป็นผู้หญิงไร้รัก หนังบอกเป็นนัยๆว่าเธอสามารถดำเนินกิจการไปได้โดยไม่ต้องพึงผู้ชาย ในจุดนี้ดูเหมือนเกสเชนจะเป็นอิสระจากพันธะผูกพันในฐานะผู้หญิง เธอกลายเป็นคนที่ไม่มีความสัมพันธ์ต่อครอบครัว ต่อผู้ชาย ต่อลูก เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

 

จากาการฆ่าในครอบครัว การฆ่าในครึ่งหลังขยับออกมาเป็นการฆ่าเชิงสังคมที่น่าสนใจยิ่ง เมื่อผู้ตายรายต่อมาคือหุ้นส่วนของสามี คนที่เคยให้สามีเธอกู้เงินไปทำธุรกิจ เขามาเอาเงินของเขาคืนทั้งที่ไม่ได้สัญญิงสัญญาอะไรไว้ การฆ่าหุ้นส่วนทางธุรกิจ จึงเป็นการฆ่าทางเศรษฐศาสตร์ ก่อนที่ผู้ตายรายต่อมาคือพี่ชายจองบงการของเธอทีเพิ่งกลับมาจากสงคราม การฆ่าเขาคือการฆ่าตัวแทนของรัฐและการปกครอง ก่อนที่เหยื่อรายสุดท้ายของเธอ คือเพื่อนสาวนางหนึ่ง การฆ่าผู้หญิงในท้ายที่สุดคือการฆ่าความเป็นหญิงในตัวเธอเอง ถึงที่สุดต่อให้เธอทำลายหมดทุกสิ่งธอก็ไม่สามารถเป็นอิสระจากสิ่งที่ผู้ชายครอบงำเธอเอาไว้ได้( เช่นเดียวกันการยอมจำนนของมาร์ธาก็ด้วย แต่ในทางหนึ่งดูเหมือนมาร์ธาจะเหนือกว่าเธอ เพราะการจำนนของมารฺ์ธาทำให้เธอไม่ต้องแบกอะไรไว้อีกแล้ว)

คนสุดท้ายที่เข้ามาในฉากและบอกให้เธอยอมจำนนคือตัวฟาสบินเดอร์เองในฉษกนี้เขาเป็นทั้งตัวแทนของเพศชาย และ ประพันธกร (ผู้กำกับ) เป็นคนนอก เป็นสังคม กรอบคิดปิตาธิปไตยที่เกสเชนจะไม่มีวันหนีไปได้ การกระซิบกระซาบของเขาในฉากจบได้ทำลายความหวังทั้งหมดของเธอที่จะเป็นอิสระ สุดท้ายเธอไม่สามารถใช้การฆ่าเป็นใบเบิกทางเพื่อไปให้พ้นจากความเป็นหญิง(ที่พ่วงกับการถูกกดขี่)ได้ มีแต่จะตอกย้ำจนถึงขนาดที่เธอต้องฆ่าความเป็นหญิงในตัวเธอ

แลดูเหมือนเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงฉากละครเวทีที่ปรากฏขึ้นอย่างเรียบง่ายในเรือนใจของเธอ เอาเข้าจริงๆเห๖ุการณ์ทั้งหมดก็เกิดอยู่แค่ในห้องของเธอ ไปมาระหว่างชุดรับแขก โต๊ะเครื่องแป้ง และตู้กับข้าวที่เธอเก็บการแฟ ฉากหลังประหลาดล้ำพิลึกพิลั่นภาพของทะเลที่ซ้อนทับและโอบคลุมนั้น คล้ายกับเป็นภาพสะท้อนจิตใจอันเคลื่อนไหวไม่หยุดหย่อนของเธอ หากในฉากหนึ่งจู่ๆใบหน้าของเธอก็ซ้อนปรากฏขึ้นแทนทีทะเล ใบหน้าขนาดใหญ่ยักษ์ในฉากที่เธอตามบาทหลวงมาทำพิธีแต่งงานจอมปลอม (ในฉากนี้หนังเสียดสีความละโมบของศาสนาเอาไว้ได้แสบทรวงเช่นเคย)  ใบหน้าของเธอที่ซ้อนทับยิ่งแสดงภาพความเป็นเจ้าของฉากหลังทั้งหมด เหตุการณ์ทั้งหมด เอาเข้าจริงเรื่องทั้งหมดอาจไม่ได้เกิดขึ้น เป็นแต่เพียงจินตนการของเธอก็ได้ ข้อนั้นเราไม่มีวันรู้ได้หรอก ได้แต่คาดเดา

เสรีภาพในเมืองเบรเมน (ตามท้องเรื่อง)ถึงที่สุดจึงไม่ได้มีอยู่ มีแต่ความตายที่อาจจะให้อิสรภาพกับผู้ตายแต่สำหรับเกสเชน อิสรภาพเป็นเพีนงเรื่องตลกขมขื่นเท่านั้นเอง

 

เช้าหนึ่งในฤดูหนาว ที่กระท่อมริมแม่น้ำ กัปปิตันวูโจวิค  ตื่นมามองดูเรือลำหนึ่งในแม่น้ำแล้วคิดว่าถึงแก่เวลาแล้วที่ตะแกจะย้ายเข้าไปอยู่บ้านพักคนชรา ว่าแล้วแกก็นั่งรถเมลล์ไปดูสถานที่ คุยกับคุณนายเจ้าของ เดินชมชีวิตความเป็นอยู่เรียบหรูของคนเฒ่าคนแก่ในบ้านพัก   กัปปิตันบอกว่าทุกอย่างดูดีและแกตกลงจะมาอยู่ที่นี่ แต่ขออยู่ห้องแบบมีรูมเมทนะ แกชอบมีเพื่อน สมบัติข้าวของของแกก็ไม่ได้มีอะไรมาก ชายแก่หน้าตาเหมือน เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ อดีตกัปตันเรือเดินสมุทรที่หย่าเมียจะมีสมบัติอะไรมากมายนักหนา แกมีแค่กระเป๋าใบนึง กีตาร์ตัวหนึ่งและนกแก้วคู้ทุกข์คู่ยากตัวหนึ่ง

 

รูมเมทของตะแกเป็นชายชราเมียตายผ่ายผอม ตะแกก็สมัครใจมาอยุ่บ้านพักคนชราด้วยตัวเองเหมือนกัน แต่ต่างกันกับกัปปิตันตัวใหญ่ใจดี ตาลุเพรดิกไม่มีเพื่อน แกเก็บตัวไม่สัมพันธ์กับคนเอาแต่นอนแซ่วบนเตียง ไม่ก็ออกเดินไปสุสานเมียและไปหยุดดูลูกๆจากระยะไกลในบ้านที่แกเคยอยู่แต่ไม่ได้อยู่อีกแล้ว

 

ดูเหมือนกัปปิตันเป็นคนสนุกเฮฮา พอแกมาถึงแกก็คุยนั่นคุยนี่กับบรรดาสาวๆในบ้านพัก บ้านที่มีแต่คนแก่ที่มารวมตัวกันพักรอการเดินทางไกล บรรยากาศของบ้านพักสงบงาม  แต่ก็เงียบเชียบเกินไปและติดจะเศร้าอยู่หน่อย กัปปิตันดำริกับชาวบ้านพักว่า อย่ากระนั้นเลย เรามาจัดงานปีใหม่กันเถอะ ใครชอบร้องเพลงก็มาร้องเพลงกัน ใครชอบเล่นดนตรี หรือเล่าเรื่องตลกก็มาเข้าคิวกัน ชวนบรรดาลุกหลานมากินเลี้ยงด้วยจะได้สนุกสนาน ดังนั้นกัปปิตันก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดงานนี้ ในขณะเดียวกันก็พยายามผูกมิตรกับคุณเพรดิก ที่เริ่มเปิดใจกับเขาหลังจากที่คืนหนึ่งกัปปิตันร้องเพลง’วันและคืนยังคงล่วงไป’ให้เขาฟัง

 

เรื่องมันก็มีเท่านี้แหละ เพราะมันก็เป็นไปตามชื่อ นี่คือหนังที่ว่าด้วย ‘วันคืนที่ยังคงล่วงไป’ ภายใต้เรื่องราวที่เบาบางกล้องจึงเสไปจับภาพาสิ่งละอันพันละน้อยของบรรดาคนแก่ในบ้านพักคนชรา ด้วยดวงตาที่พิเศษพิสุทธิ์ จนบางครั้งเราลืมไปว่ากำลังดูหนังเล่าเรื่องอยู่   เข้าใจเอาเองว่านี่คือการงสมผสานเอาภาพสารคดีแทรกซ้อนเข้ามาในหนังที่มีการจัดฉากถ่ายทำ  หนังเยบเรียบเล็กเรื่องนี้ถ่ายทำอย่างประณีตในแสงที่เหมาะเจาะ และอุณหภูมิที่เหมาเจาะ แอบจับจ้องมองอากัปกริยาน่ารักน่าใครของบรรดาชายเฒ่าหญิงชรา  ในขณะเดียวกันเมื่อต้องเล่าเรื่องหนังก็ตามติดบรรดาตัวละครของเขาเดินเคาะไม้เท้าเปล่าเปลี่ยวไปบนถนนปูหอนท่ามแสงโพล้เพล้ท้ายวันประกายแดดระยิบสะท้อนย้อนแสงขึ้นบนจอกดรูปเงาให้เหงาเงียบ  มุ่งหน้าสู่สุสานในอากาศหนาวเหน็บ หรือแอบมองลอดช่องหน้าต่างจ้องกลับเข้าไปยังโลกที่ไม่อาจเข้าไปได้

 

หนังเต็มไปด้วยฉากเล็กๆที่แสนจะงดงาม การหัวร่อเอิ๊กอ๊ากของคุณยาย คุณตาที่จู่ลุกขึ้นมาร้องเพลง  อาการเผลองีบตอนกลางวัน มือที่สั่นเทาขณะยกของประดับตกแต่งไปติดต้นคริสมาสต์ การจับตาดูกลุ่มพ่อเฒ่าแม่เฒ่าที่ตลอดคืนนั่งรอตรงโซฟาทางเข้าหวังว่าลูกหลานจะมาหาในวันขึ้นปีใหม่ ขณะเดียวกันก็จ้องมองบรรดาคนแก่หัวใจทระนงร้องเพลง เต้นรำราวกับเป็นหนุ่มสาว   แอบจ้องมองคุณนายเจ้าของเนอรส์เซอรี่ที่อุตส่าห์ยกครัวมาร่วมงานแต่ก็แอบเบื่อหน่ายการอ่านบทกวี จับจ้องมองการ้องเพลงร่วมกัน หรือกระทั่งให้เราเห็นภาพคุณเพระดิกที่ยืนมองงานเลี้ยงรื่นรมย์ทั้งหมดอยู่ข้างนอก ข้างหลังประตูที่ปิดอยู่

 

เราคาดหวังอะไรจากหนังคนแก่ หนังเศร้าที่ว่าด้วยความทุกข์ของคุณตาย่ายายที่ไม่มีใครมาหา อารมณ์สะเทือนใจในปัญหาครอบครัวของการทอดทิ้งคนชรา หรือช่องว่างระหว่างวัยที่ทำให้คุณย่าคุณยายต้องมาอยู่บ้านพักคนชราที่แสนเหงา หรือเราจะเอาเรื่องของบรรดาคนแก่หัวใจเด็กที่ลุกขึ้นมาโชว์พาวให้เห็นว่าถึงจะแก่แต่ก็ยังมีไฟนะจ้ะ  หรือจะเป็นหนังว่าด้วยการถูกระบบบีบคั้นรื้อทำลายความเป็นมนุษย์จนจวบวาระสุดท้ายของชีวิต  หนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรแบบนั้นจะให้หรอก เพราะทุกอย่างมันก็แค่วันคืนที่ล่วงเลยไปเท่านั้นเอง

 

หนังอาจแสดงภาพเศร้าสร้อยอยู่บ้างตามประสาเรื่องของคนแก่ไกลบ้านแต่หนังเลือกนำเสนออย่างผ่านเลยหากติดตตรึง ในฉากหนึ่งที่กัปปิตันวาดรูปให้หญิงนางหนึ่ง เธอเริ่มพูดคุยถึงลุกหลานของตัวเอง เล่าว่าเธอมาอยู่ที่นี่เองแหละ เมื่อก่อนเธออยู่กับลูกสาว เป็นคนเลี้ยงหลานจนกระทั่งพอหลานๆโตขึ้นครั้งหนึ่งเธอไปเยี่ยมหลานแล้วโดนหลานพูดไม่ดีใส่ เธอรู้สึกเศร้ามาก จากนั้นเธอก็อ่านบทกวีที่เธอเขียนขึ้นจากเรื่องนี้ บทกวีที่บอกว่าเธอจะยังคงรักหลานๆของเธออยู่เสมอต่อให้เธอตายไปแล้วก็ตาม มันผุดโผล่ขึ้นเพียงฉากสั้นก่อนจะถูกกลืนหายไปในวัตรประจำวันอื่นๆของบรรดาคนแก่ในบ้านนี้  หรือกระทั่งชีวิตของคุณ เพรดิกก็ไม่ได้ขับเน้นอะไรมากไปกว่าการจ้องมองการเดินทางบนถนนเส้นเดิมๆของแกโดยไม่ก้าวล่วงไป กระทั่งกัปปิตันเองก็เถอะ หนังถ่ายฉากเล้กๆที่กัปปิตันตามคุณเพระดิกไปเรื่อยๆในที่สุดกัปปิตันก็เรียกเขา ทั้งคู่มานั่งคุยกันบนเก้าอี้ริมแม่น้ำ กัปปิตันจ้องมองเรือในแม่น้ำเงียบๆหวนรำลึกถึงอดีตของแก ฉากสั้นๆเพียงสามสิบวินาทีที่แสดงภาพเศร้าของวัยวันที่ผ่านเราไปแล้วได้อย่างน่าทึ่ง

 

พูดถึงผู้กำกับสักเล้กน้อย จากข้อมูลที่ค้นได้ว่ากันว่าGORAN PASKALJEVIC อดีตนักศึกษาภาพยนตร์จากสถาบันFAMU แห่งกรุงปราก เป็นผู้กำกับคนสำคัญของยูโกสลาเวียที่หนังไว้เป็นจำนวนมาก (หนังเรื่อง CABARET BALKAN และ SHOCK THERAPY ของแก เพิ่งจัดฉายโดยFILMVIRUS ไปเมือ่ออาทิตย์ก่อน ) ว่ากันว่าแกเป็นแนวหน้าของหนังบอลข่านด้วยลีลาเรียบนิ่งสำรวจตรวจสอบผู้คนมากกว่าจะหวือหวา ในขณะเดียวกันก็สอดแทรกนัยยะทางสังคมและการเมืองลงไปด้วย  แกกลับจากปรากหลังรัสเซียเข้ายึดชค มาทำหนังโด่งดังในบ้านเกิด แถมยังสนิทกัยสโลโบดาน มิโลเซวิช ผู้นำยูโกสลาเวียในขณะนั้น จนกระทั่งนายพลติโตเรืองอำนาจแกก็เห็นว่าคงอยู่ไม่ได้แน่ จึงย้ายตามเมียชาวฝรั่งเศสไปอยู่ปารีส และยังคงทำหนังเป็นระยะๆ

 

มีฉากเล็กๆฉากหนึ่งที่อธิบายเรื่องทั้งหมดได้อย่างงดงาม ในฉากนั้น ทุกคนกำลังรื่นเริงอยู่ในงานปีใหม่ กัปปิตัน เอาอาหารและเบียร์เข้าไปให้คุณเพรดิกในห้อง เขาบอกขอบคุณแต่เขาไม่ดื่ม กัปปิตันบอกว่าสมัยหนุ่มๆ ผมน่ะ ไม่ใช่แค่ดื่มเบียร์ขวดเดียว ผมดื่มแบบเอาขวดเรียงเป็นแถวตั้งเท่านี้ พูดพลางทำมือให้เห็นภาพ คุณเพรดิกตอบกลับว่า แต่นั่นมันก็ผ่านไปหมดแล้วนี่นา มันเป็นอดีตที่จบไปแล้ว กัปปิตันตอบกลับแต่เพียงว่า นั่นละ ผมรู้ มันเป็นแค่อดีต  แต่เราจะเฉลิมฉลองเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของเราสักหน่อยไม่ได้เชียวหรือ  ฉลองให้กับวันคืนที่ล่วงไปแล้วนี้น่ะเอง

 

หนังอาจจบลงอย่างเศร้าสร้อย  แต่ฉากสุดท้ายของหนังที่เราจ้องมองเรือซึ่งกำลังแล่นไปในแม่น้ำ มันอาจเป็นทั้งการแทนภาพของกัปปิตันอารมณ์ดีที่เป็นที่รักของทุคน แต่ในขณะเดียวกันมันก็ได้พูดถึงชีวิตมนุษย์ทุกคนซึ่งถึงที่สุดก็ต่างแค่ล่องไปในกระแสแห่งแม่น้ำชีวิตกันทั้งนั้น จะเป็นคนเปิดเผย หรือเก็บตัว ทุกข์หรือสุขสุดท้ายเราก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่าการล่องไปในทะเลวลาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ก็ตามเพลงที่กัปปิตันร้องไว้ เพลงที่เขาเองก็ได้ยินมาจากคนแปลกหน้าที่พบเพียงครั้งเดียวในชีวิต เพลงแห่งคืนวันที่จะล่วงเลยไป เช่นนั้นเอง 

 

 

 

หมายเหตุ : หนัีงเรื่องนี้จะฉายที่ Reading room ในโปรแกรม Circle of Desire (ควบกับ The Scarlet Empress) ในวันที่ 11 กันยา นี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่  

The Reading Room2 สีลม ซอย 19กรุงเทพฯ 10500
โทรศัพท์ 02-635-3674 มือถือ 089-666-7978
เวลาทำการ พุธ-อาทิตย์ 13.00-19.00 น.

http://www.readingroombkk.org/

 

The Reading Room and FilmVirus presents a screening program, Circles of Desire: Feminism in the Films of Max Ophuls and Josef von Sternberg on Sat. 11 Sep. 2010:

1pm: Letter from An Unknown Woman (Max Ophuls, 1948)
3pm: The Scarlet Empress (Josef von Sternberg, 1934)

 

พอดูหนังมาถึงจุดหนึ่ง คุณอาจจะไม่มีทางรู้เลยว่าจะรับมือหนังเรื่องนี้ หรือหนังกลุ่มนี้อย่างไร เพราะนี่คือหนังกลุ่มที่คุณลบหลีก หนังดราม่าสุดคลิเชพิมพ์นิยม เล่าเรื่องน้ำเน่าของรักแท้ ทุกอย่างถูกโหมประโคมทั้งการถ่ายภาพ พลังดารา บทสนทนา ดนตรีประกอบ เยิ้มและหยดย้อย  ทุกสิ่งทุกอย่างในหนังคือสิ่งที่หนังรุ่นหลังพยายามรื้อสร้างและทำลายลง ในทางหนึ่งมันคือแอ่งน้ำขังที่เราต้องต่อต้านมัน แต่ในขณะเดียวกัน เป็นที่เชื่อได้ว่า หากไม่มีหัวใจที่ทำด้วยหิน  หรือไม่ใช่คนที่เติบโตมากับวัฒนธรรมฉาบฉวย มีความเป็นไปได้สูงมากที่คุณจะหลอมละลายให้กับความร้าวรานใจอันแสนงดงงามราวกับการหลอมเหลวของน้ำแข็งขั้วโลกเหนือที่ถูกสลักเป็นรูปหัวใจของผู้หญิงน้อยๆคนหนึ่ง คนนี้  กล่าวอย่างง่ายนี่คือหนังที่หวานเยิ้มหยดย้อย และละลายหัวใจผู้ชมมาตลอดห้าสิบปี!

 

หนังเล่าเรื่องของเด็กหญิงลิซ่า ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอาศัยอยู่ข้างห้องกับนักเปียโนหนุ่มหล่อผู้มีชื่อเสียงแห่งกรุงเวียนนา เธอเฝ้าฟังเสียงดนตรีของเขาจากห้องข้างๆเฝ้าฝันว่าเขากำลังเล่นให้เธอฟังจากอีกฟากของผนัง เธอแอบมองดูเขาจากหลังประตู ตกหลุมรักชายหนุ่มเจ้าเสน่ห์ที่มีหญิงสาวมากมายมาติดพัน  กระทั่งวันหนึ่งแม่ของเธอแต่งงานใหม่และจำเป็นต้องย้ายเมืองตามสามี เธอแอบหนีจากสถานีรถไหมานั่งรอเขาในห้องเช่าที่บัดนี้ว่างเปล่าทั้งจากข้าวของของเธอ และเสียงเปียโนของเขา แต่เขากลับเข้าห้องมากับหญิงอื่น ดังนั้นเองเธอจึงย้ายไปเมืองลินซ์ หลายปีต่อมาเธอสาวสะพรั่งผูกสัมพันธ์กับนายทหารอนาคตไกล แต่เมื่อเขาขอเธอแต่งงานเธอกลับบอกว่าเธอมีคนรักอยู่แล้ว จากนั้นเธอหนีแม่มาเวียนนา  มาทำงานเป็นนางแบบในห้องเสื้อ และเฝ้าติตดตามชายที่เธอหลงรัก  ค่ำคืนหนึ่งที่หนาวเหน็บ เขาสังเกตเห็นเธอจากหัวมุมถนน รู้สึกคลับคล้ายคลับคลา  จึงเดินไปทักทายและใช้ค่ำคืนหนึ่งไปด้วยกัน ทุกอย่าช่างงดงามและรื่นรมย์ แต่หลังจากนั้นเขาก็เดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ ทิ้งคำสัญญาว่าจะคืนมาหาเธอในสองสัปดาห์ไว้ที่สถานีรถไฟ หายลับไปจากชีวิตเธอชั่วนิรันดร์

 

หลายปีต่อมา หลังจากเธอคลอดลุกของเขาในสำนักนางชี เลี่ยงดูฟูมฟักเด็กน้อยที่ชื่อเหมือนพ่อ ได้พบรักและแต่งงานใหม่กับสุภาพบุรุษสูงวัยที่รักเธอเหลือเกินเธอก็ได้พบเขาในค่ำคืนหนึ่งที่โรงโอเปร่า วินาทีนั้นราวกับว่าเวลาสิบปีนั้นได้หลอมละลายไปในชั่วข้ามคืน เหลือเพียงยอดดวงใจที่เธอรักมาชั่วชีวิตปรากฏขึ้นตรงหน้า เขาจำเธอไม่ได้ แต่คลับคล้ายคนคุ้นเคยจนต้องตามมาทักทาย เธอหลบหนีเขาขึ้นรถ หวาดวิตกว่าคืนวันอันปลอดภัยได้จบสิ้นลงแล้ว  เธอจะตามหาเขาอีกครั้งละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอมีเพื่อจะมอบชีวิตให้กับเขา เฉกเช่นที่เธอพยายามตามรักเขาชั่วชีวิตถ้าไม่เพียงแต่ ......

 

ทั้งหมดถูกเล่าผ่านจดหมายของเธอ ซึ่งส่งมาหาเขา จดหมายที่ขึ้นต้นประโยคว่า ‘หากว่าคุณได้อ่านจดหมายฉบับนี้แล้วล่ะก็ นั่นหมายความว่า ดิฉันได้จากโลกนี้ไปเสียแล้ว’ ภาพทรงจำอันแสนหวานซึ่งท้นถั่งหลั่งไหล ขมปร่าอยู่ในห้วงคำนึงของชายคนหนึ่งผู้ซึ่งเพิ่งค้นพบความหวานของชีวิตครั้งแรก ในวันที่เขาสูญเสียทุกอย่างไป  หนังอาจจะเป็นเพียงการสอนสั่งทำโทษผู้ชายเจ้าชู้แสนซ้ำซาก ถ้าไม่พียงแต่ว่า หนังนุ่มนวลอยู่ในความหวานของหญิงสาวผู้มั่นคงชั่วชีวิต หนังติดตามเนื้อความในจดหมายของเธอ มองเรื่องทั้งหมดผ่านดวงตาของเธอ ผู้ซึ่งบูชาเขาราวกับภาพฝัน  แม้ตลอดชีวิตเขาจะมองเธอเป็นเพียงเด็กสาวคืนเดียวก็ตาม

 

ฉากหนึ่งที่งดงามที่สุดในหนังคือค่ำคืนหนึ่งที่คนทั้งคู่ใช้เวลาด้วยกัน การเดินไปในสวนสาธารณะซึ่งปกคลุมไปด้วยหิมะ การนั่งรถไฟเล่นสลับฉาก เพื่อใช้จ่ายเวลาไปด้วยกันในฉากภาพของสวิตเซอร์แลนด์ เต้นรำจนเป็นคู่สุดท้ายของโรงเต้นรำ หรือกุหลาบขาวเพียงดอกเดียวที่เขามอบให้ ตลอดหลายสิบปีของการตามรัก มีเพียงค่ำคืนเดียวเท่านั้นที่ทั้งคู่ได้ใช้จ่ายชีวิตไปด้วยกัน  ค่ำคืนเดียวซึ่งตอกตรึงลงในความทรงจำของเธอชั่วชีวิต ซึ่งที่แท้แล้ว เมื่อเธอก้าวผ่านประตูบ้านพักของเขาเข้าไป เธอก็กลายเป็นแค่เด็กสาวคืนเดียวอีกคนหนึ่งของเขา

 

ในขณะเดียวกันเมื่อถึงคราวต้องร้าวราน หนังถ่ายฉากสำคัญของหนังที่เธอตัดสินใจได้ที่จะไปจากชีวิตเขาชั่วนิรันดร์ ได้อย่างเจ็บปวด เมื่อเขามองเธอด้วยดวงตาที่ไม่เดียงสาต่อหน้าคนที่บูชาเขาชั่วชีวิต เขาเดินเขาข้างในเพื่อไปหาแชมเปญให้กับเด็กสาวคนใหม่ของเขา ตะโกนถามเธอว่า อยู่ข้างนอกนั่นมันอ้างว้างหรือเปล่า อ้างว้างสิ อ้างว้างเหลือแสนเธอตอบ จากนั้นค่อยๆหยิบเสื้อคลุมและเดินออกจากห้องของเขาไปอย่างเงียบเชียบ  สองฉากนี้ถูกถ่ายทำอย่างประณีตละเมียดละไม  ในทุกอณูของหนังความเงียบเศร้าของตัวละครถูกถ่ายทอดออกมาอย่างดงามผ่านการแสดง ดนตรี องค์ประกอบศิลป์ของภาพ  ทุกอย่างดูเรืองรองส่องแสงแต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยบาดแผลของมนุษย์จริงที่ความรักของเธอได้ค่อยๆตายลงก่อนหน้าร่างกายของเธอเสียแล้ว

 

ความปรารถนาของลอร่าในหนังเรื่องนี้อาจเป็นเรื่องโง่งมของยุคสมัยปัจจุบัน (ทีไม่มีใครตามรักผุ้ชายคนเดียวทั้งชีวิตอีกต่อไป ) ในขณะเดียวกันก็เป็นความพาฝันของอดีตยุคหลังสงครามโลก (ตัวหนังนั้นย้อนไปถึงต้นศตวรรษซึ่งบรรดาผู้หญิงยังอยู่ในกรอบจริยธรรมจนไม่กล้าจะเปิดเผยความต้องการภายในของตัวเธอออกมา) ความแด็ดเดี่ยวกล้าหาญของลอร่าเป็นเสมือนภาพแทนพาฝันของสตรีนิยมในสมัยหนึ่ง ซึ่งถึงที่สุดอาจถูกวิพากษ์ในยุคสมัยต่อมา  แต่ไม่ว่าเธอจะเป็นภาพแทนของสิ่งใดหรือไม่ก็ตาม MAX OPHULS ก็ได้ใช้พลังของภาพยนตร์ในการถ่ายทอดความรักอันแตกร้าวอย่างงดงามของเธอลงบนหนังเรื่องนี้ซึ่งอาจทำให้ผู้ชมใจสลายได้อย่างไม่ยากเย็น