see-it-and-die

 

 

เปิดฉากที่แม่ เธอกำลังถอดเสื้อแล้วปีนขึ้นไปบนเตียงตรวจอะไรสักอย่าง ลูกชายพาเธอมาตรวจก่อนจะกลับบ้านไปนั่งกินอาหารกัน เธอบอกว่าเขาควรจะรักภรรยาให้มากกว่านี้ เธอรู้ว่าเขานอกใจเมีย แต่โดนลูกชายสวนกลับว่าเมื่อก่อนแม่ก็นอกใจพ่อไม่ใช่หรือ  หลังจากฉงนฉงายเรื่องออดีตกันตามสมควร แม่ลูกก็นั่งกินกันตามปกติ ลูกชายลุกไปเปิดแผ่นเสียง ทั้งคู่ต่างนิ่งไปชั่วครู่จมลงในเสียงเพลงคลาสสิค ท่ามกลางบรรยากาศที่ประสมระหว่างความผ่อนคลายกัยความกระอักกระอ่วนของแม่กับลูกที่ไม่เหลืออะไรให้พูดกันนัก   กระทั่งโทรศัพท์เบียดแทรกเข้ามาในโมงยามนั้น ลูกชายลุกไปรับโทรศัพท์ แม่ลุกจากเก้าอี้ เธอล้มลงไป

 

กล่าวอย่างง่าย เธอกำลังจะตาย และนี่คือหนังที่คว้าจับเอาความเป็นมนุษย์ ทั้งส่วนของความอ่อนไหวและความเย็นชา ทั้งความเศร้า และความกระอักกระอ่วน ความสัมพันธ์ในครอบครัวทั้งด้านสว่างและด้านมืด  ร่างกายที่ค่อยๆเปื่อยเน่าของแม่ พ่อจอมเจ้าชู้ที่กำลังสูญเสียคนที่อยู่ด้วยมาตลอดหลายสิบปี ลูกสะใภ้ที่ที่จริงไม่ได้ถูกกัยแม่สามี และลูกชายที่วุ่นวายอยู่กับทั้งชีวิตการงานและความตายของแม่ นี่คือหนังที่เล่าเหตุการณ์ซึ่งพร้อมจะขับเน้นให้กลายเป็นหนังเรียกน้ำตาได้ทุกนาที  หากกลับถูกถ่ายทอดด้วยอารมณ์ห่างเหินเย็นชา เจ็บปวดมืดดำ หากก็เต็มไปด้วยอารมณือันหลากไหลของมนุษย์ เพราะนี่คือหนังที่กำกับโดย MAURICE PIALAT

 

เมื่อเทียบกับผู้กำกับร่วมรุ่น ชื่อของ MAURICE PIALAT อาจจะนับเป็นหนึ่งในรายชื่อผู้กำกับตกสำรวจ  งานของเขาไม่โด่งดังนอกประเทศฝรั่งเศส อาจจะเนื่องเพราะหนังของPIALAT ไม่ได้มีลีลาจัดจ้านแบบนิวเวฟ ( ถ้านับรุ่นเขาน่าจะเหลื่อมล้ำอยู่ในช่วงFrench New Wave ปลายๆ  เขาเริ่มทำหนังตอนอายุ44ปี หนังยาวเรื่องแรกของเขาออกฉายในปี 69 (หลังจากแรงระเบิดของกลุ่มนิวเวฟ และการจราจลปี ‘68ล่วงไปแล้ว )  เมื่อเทียบกับบรรดาตัวพ่อของนิวเวฟ หนังของPIALAT ไม่ได้มีความโดดเด่นก้านสไตล์ใดๆเลย หนังของเขามักถูกเปรียบเทียบกับJOHN CASSAVETES ผู้กำกับชาวอเมริกันในแง่ที่ว่ามันนำเสนอมนุษย์อย่างสมจริง แต่ความจริงของPIALAT ไม่เหมือนกับความจริงของ CASSAVETES  หนังของPIALAT ไม่มีฉากแสดงอารมณ์รุนแรง กล้องไม่ตามติดชิดใกล้ ไม่มีอะไรคล่ายหนังสารคดี มันคือหนังที่ถูกจัดวางมาอย่างดี แต่สิ่งที่ทำให้หนังของPIALAT ดุเดือด รุนแรง อยู่ที่การตัดต่อ การเรียงร้อยแต่ละฉากเล็กๆเข้าด้วยกัน  ใช้ฉากเล็กๆที่ตัดข้ามหรือคู่ขนาน คล้อยตามหรือต่อต้าน ฉากก่อนหน้า วิ่งไปรอบๆเหตุการณ์หลัก ก่อร่างความเป็นมนุษย์ขึ้นโดยไม่พึ่งพาการตามติดชิดใกล้หรือการแสดงอารมณ์ล้ำลึกของนักแสดง อาศัยเพียงการเลือกสิ่งที่จะนำเสนอบนจอ  ซึ่งในทางหนึ่งมันทำให้แบบแผนในหนังของเขาคล้ายคลึงกับ ROBERT BRESSON ปรมาจารย์ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส

 

ตัดข้ามการอ้างอิงผู้กำกับวุ่นวายในย่อหน้าด้านบนออกไปเสีย เล่าให้ง่าย หนังของPIALAT เล่าเรื่องความเป็นมนุษย์ได้อย่างเข้มข้น ทั้งๆที่ตัวมันมีรูปแบบแบบภาพยนตร์อย่างยิ่ง  PIALAT เลือกนำเสนอฉากเล็กฉษกน้อยที่อาจไม่เกี่ยวพันกับเรื่องหลัก เรียบเรียงมันอย่างไม่อินังขังขอบกับการเล่าเรื่องนัก หากมุ่งก่อร่างความเป้นมนุษย์จากการสังเกตการณณืสิ่งละอันพันละน้อย แรงกระตุ้นและความปรารถนา ชีวิตที่ไม่ได้เป็นเพียงเส้นระนาบของเหตุการณ์ หากม้วนพันเอาเหตุการณ์เล็กๆน้อยๆในชิวตประจำวัน ความด้านชา ดำมืด หรือห้วงอารมณ์ชั่ววูบอันไร้เหตุผลเข้ามาด้วย

 

ใน THE MOUTH AGAPE หนังอาจเล่าเรื่อง ‘ความตายของแม่' เป็นแกนหลัก ในหนังทำนองนี้มันมักตามมาด้วยการที่ครอบครัวได้มาผเชิญหน้ากับปัญหาค้างใจและฝ่าฟันความทุกข์ไปด้วยกัน ทุกอย่างถูกคลี่คลายและครอบครัวได้ใช้เวลาช่วงสุดท้ายร่วมกัน แต่นั่นไม่ใช่โลกของPIALAT ครอบครัวของPIALAT ประกอบด้วยพ่อผู้ ขี้เหล้าเจ้าชู้และเอาแต่ใจ แม่ผู้เก็บกด ลูกชายที่เกลียดพ่อแต่กำลังจะกลายเป็นคนแบบพ่อ และลูกสะใภ้ซึ่งอึดอัดกับการกลับไปบ้านสามี และเธออาจจะไม่ค่อยถูกกับแม่สามีมากนัก

 

หนังวนรอบเหตุการณ์ความป่วยไข้ของแม่ จากห้องตรวจไปยังหอผู้ป่วยก่อนที่หมอจะส่งกลับบ้านเพราะหมดปัญญาจะทำอะไรได้อีก เริ่มจากฉากแรกที่แม่ยังคงสวยงาม ร่างของเธอค่อยๆกลายเป็นเพียงซากลงไปทีละน้อย เมื่อเธอป่วยไข้ บทบาทของเธอค่อยๆหายไปจากจอ หนังไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความตายของเอหากมุ่งไปยังปฏิกิริยาของสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัวที่มีต่อความตายของแม่ที่มาถึงอย่างเชื่องช้าและเจ็บปวด

 

เริ่มจากลูกชายที่อาศัยอยู่ในเมือง เขาไปดูแลแม่ทุกวัน พาแม่กลับมาบ้านที่นอกเมือง พ่อเจ้าของร้านชำก็คอยดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำ ลูกสะใภ้ที่งานยุ่งก็สู้อุตส่าห์ปลีกตัวไปเยี่ยม เหตุการณืดำเนินไปเช่นนี้จนเธอตายลง ทุกอย่างดูเรียบง่าย ถูกต้อง

 

แต่ในความเรียบง่ายสามัญนั้น แม่แอบนินทาลูกชายให้พ่อฟัง ลูกชายเองไม่ถูกกับพ่อเขาหลีกเลี่ยงการผเชิญหน้า เขารู้ว่าพ่อเขามีชู้รักเป็นอดีตแม่บ้านในบ้านเก่าของพ่อ บางทีถ้าแม่ตายพ่อจะย้ายไปอยู่กับหล่อน  เวลาที่อยู่กันสองคนเขาแอบก้อร่อก้อติกกับเด็กสาวที่มาซื้อเสื้อยืด จับนมหล่อนแลกกับการแจกเสื้อ ลูกสะใภ้ไม่อยากมาบ้านสามีแม้แต่น้อยเธออยากไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด  ซึ่งนี่ก็ธรรมดาเช่นกัน

 

เหตุการณ์ธรรมดาเหล่านี้เองที่ร้อยรัดรอบๆตัวมนุษย์ มันไม่ได้มีหรอก มนุษย์ผู้ชาววสะอาด หรือมนุษย์ที่ดำมืด มีแต่มนุษย์ที่รายรอบด้วยเหตุการณ์ต่างซึ่งก้ำกึ่งอยู่ระหว่างความดีกับความชั่ว และที่สำคัญที่สุดมันไม่ได้ร้อยเรียงอย่างเป็นระบบขั้นตอนแบบที่เราเห็นกันในหนังเลยแม้แต่น้อย เหตุการณ์หนึ่งในชีวิต อาจถูกคั่นด้วยเหตุการณ์ไร้เหตุผลอีกจำนวนหนึ่ง และตามต่อด้วยชุดเหตุการณ์ต่อเนื่องของเหตุการณ์ใหม่ที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน มนุษย์นั้นไม่ได้อยู่ในห้วงเวลาระนาบเดียวแบบเวลาของภาพยนตร์ หากอยู่ในระนาบเวลาซึ่งซ้อนทับกองก่าย เมื่อเขาหรือเธอทำสิ่งหนึ่ง มันไม่ได้หมายความว่าจะส่งผลกันแบบลูกโว่ และ PIALAT บันทึกสิ่งนี้ด้วยการตัดต่อเรียงร้อยฉากต่างๆในหนังออกมา

 

ฉาหนึ่งที่พอจะเล่าความหมายของย่อหน้าด้านบนได้ คือฉากที่ลูกชายออกจากบ้าน เขาดูแลแม่มาตลอดหลายวัน แล้วตัดสินใจพาภรรยากลับบ้าน หนังเริ่มด้วยฉากในห้องนอน ร่างซูบเซียวของแม่ห่มผ้าถึงคอ ตัดไป เป็นฉากลูกชายลุกขึ้นยืน เขากับภรรยาแวะมีเซกส์กันในป่าข้างทาง สองฉากนี้ไม่เกี่ยวข้องกัน ไม่เชื่อมโยงถึงกัน ไม่ต่อเนื่องกัน หากมันได้ร้อยรัดให้เราเห็นชีวิตของมนุษย์ ในอีกทางหนึ่งมันบ่งบอกซ่อนนัยถึงความอึดอัดขัดข้องของบรรดาตัวละครในหนังได้อย่างน่าทึ่ง

 

หนังเรื่องนี้มีชื่อที่แปลได้ว่า ‘ปากที่เปิดอ้า' อันหมายถึงปากของแม่ ที่ในเวลาต่อมาค่อยๆกลายเป็นซากร่างที่ยังหายใจและยังต้องการการกินดื่ม หนังตั้งชื่อราวกับว่าซากร่างนี่ไม่ได้เป้นมนุษยือีกต่อไป และหนังก็จับจ้องมองตัวละครแม่ด้วยดวงตาเช่นนั้น หล่นอคือตัวเปิดเรื่อง แต่ยิ่งเมื่อหนังดำเนินไป แม่กลายเป็นคนป่วยซึ่งเป็นศูนย์กลางของครอบครัว จากนั้นเมื่อยิ่งเธอป่วยนุกขึ้นเธอก็กลายเป็นเพียงปากที่เปิดอ้ารอคอยใครมาป้อนอาหาร จากเสาหลักที่ยึดเหนี่ยวครอบครัว เธอกลายเป็นสมอซึ่งถ้วงผู้คนในครอบครัวไว้  กระทั่งเธอตายลง ร่างเปลือยของเธอถูกนำไปห่อเป็นศพ ตอนนั้นเองพ่อเริ่มร้องให้ ก็ต่อเมื่อไม่มี ‘ร่างกาย' ไร้ ‘ปากที่เปิดอ้า'แล้วนั่นเองครอบครัวจึงเริ่มตระหนักถึงการสูญเสียคนอันเป็นที่รักไปชั่วนิรันดร์ กล่าวอย่างง่าย ปากที่เปิดอ้า แทนค่าของร่างกายที่ไม่ได้ถูกตระหนักในคุณค่าจนกระทั่งมันได้หายไป นี่คือความเพิกเฉยเย็นชาของมนุษย์? หรือที่จริงแล้ว มนุษย์มันก็เป็นเช่นนี้

 

ฉากสุดท้ายของหนัง ภาพปรากฏกจากกล้องซึ่งติดตั้งไว้ท้ายรถ งานศพของแม่สิ้นสุดลงแล้ว และลูกชายกลับเข้าเมือง  เราเห็นภาพของเมืองเคลื่อนที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมืองที่ถูกมองจากด้านหลังจากเมืองที่ใหญ่ค่อยๆเล็กลงๆ จากด้านหลังของรถที่พุ่งออกไปอย่างเร็วรี่ราวกับจะไปให้พ้นเมืองนี้ เพียงฉากเล็กๆที่ไม่ต้องพึ่งพานักสแดงเลยนี้เพียงฉากเดียว PIALAT ก็คว้าจับเอาความหมายซ่อนนัยมาปรากฏบนจอได้อย่างน่าทึ่งและเจ็บปวดยิ่ง

 

เป็ฯการยากยิ่งที่จะเขียนถึงหนังของ MAURICE PIALAT  เพราะสำหรับหนังบางเรื่องที่เป็นวรรณกรรมมากๆเราอาจย่อยมันออกมาเป็นตัวหนังสือได้ไม่ยาก พอๆกับหนังที่เป็นชุดรูปแบบของสัญลักษณืเราก็เขียนโดยเพริดไปกับการตีความพลิกแพลงครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สำหรับหนังที่เป็นหนังจริงๆ หนังที่ถูกออกแบบมาให้เป็นประดิษฐกรรมภาพเคลื่อนไหว หนังเล่านี้ชกเราด้วยหมัดตรงๆ ทำให้เราจุกจนพูดไม่ออก และยากที่จะบรรยายความซับซ้อนในความเรียบง่ายนั้นออกมา  ซึ่งภาพยนตร์ของPIALAT คือหนึ่งในหนังกลุ่มนั้น

 

ALAIN TANNER เกิดในปี 1929 เขาจบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์จากเจนีวา ระหว่างเรียนเขาจัดตั้งfilm club และได้พบกับ Claude Gauretta ผู้กำกับคนสำคัญร่วมชาติสวิตเซอร์แลนด์  เขาเริ่มต้นจากการทำหนังสารคดีที่ได้แรงบันดาลใจจากบรรดาหนัง Free cinema (กลุ่มคนทำหนังสารคดีจากอังกฤษในช่วงกลางยุคทศวรรษที่ 50's  ซึ่งนำโดย Karel Reisz , Tony Richardson ร่วมกับคนทำหนังเล่าเรื่องอย่าง Lindsay Anderson  โดยมีแนวคิดพยายามจะปลดแอกสารคดีจากการเป็นโฆษณาชวนเชื่อ และปราศจากความดึงดูดในการทำเงิน พวกเขาจัดฉายโปรแกรมหนังสั้นมากมายตลอดปี 1956 จนถึง1959) หนังสารคดีเรื่องแรกของTanner (ทำร่วมกับ Claude Goretta) ก็ได้รับเลือกมาฉายในโปรแกรมนี้ด้วย ) ก่อนที่ช่วงทศวรรษที่ 60's เขาจะไปคลุกคลีอยู่กับกลุ่มFrench New Wave สนิทสนมกับเจ้าพ่อซีเนมาเธค Henri Langlois  และข้ามผ่านการปฏิวัติใหญ่ในเดือพฤษภาคมปี1968 มาด้วย

 

เขาเริ่มทำหนังยาวเรื่องแรกในปี 1969 (ตอนนั้นเขาอายุ 40ปี)  และยังคงทำมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ (ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องล่าสุดของเขาฉายในปี 2004)  จากชื่อ ชั้น และประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลของเขา ทำให้เราคาดเดาได้ไม่ยากนัก ว่าหนังของเขาจะหนักแน่น และ น่าทึ่งขนาดไหน

 

และมันก็เป็นเช่นนั้น ภาพยนตร์ของALAIN TANNER ไม่ใช่ภาพยนตร์ประเภทจัดจ้านสีสัน เต็มไปด้วยการตัดต่อหวือหวา เล่าเประเด็นร้อนแรง หรือเป็นกระบอกเสียงของชนชั้น ภาพยนตร์ของเขาเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมา ปราศจากความเร้าอารมณ์ หลายครั้งเป็นเพียงบทสนทนาสามัญของตัวละคร เรื่องราวในหนังก็ไม่ได้มีอะไรคืบเคลื่อนไปข้างหน้า ไม่มีการหักมุม ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ ดำเนินไปด้วยแรงเฉื่อยของปัจเจกบุคคลที่ออกแรงต่อต้านระบบแล้วค่อยถูกเสียดทานให้อ่อนกำลังลงช้าๆ ขั้นดีก็อาจพ่ายแพ้และยอมจำนน ขั้นหนักก็อาจจะสูญเสียตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมไปโดยสมบูรณ์

 

ผมไม่อาจบอกได้ว่านี่คือแก่นแกนในหนังของTANNER ทุกเรื่อง (จนถึงตอนนี้เขาทำหนังไปแล้วอย่างน้อยก็ 26 เรื่อง) หากอย่างน้อย เราก็อาจพอเห็นเค้าลางจากแก่นแกนของภาพยนตร์ทั้ง 6 เรื่องที่ถูกคัดเลือกมาฉายในงาน Retrospective ของเขา ผู้ซึ่งเริ่มต้นทำหนังเล่าเรื่องขนาดยาวก็ตอนอายุ 40 เข้าไปแล้ว และหลังจากผ่านความล้มเหลวของการปฏิวัติมาแล้ว หนังของเขาจึงเต็มไปด้วยร่อรอยบาดแผลของปัญญาชนช่างคิด ที่ยังคงดิ้นรนอย่างไม่ยอมจำนนแม้จะต้องพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม

 

ตัวซาลามานเดอร์ : คนนอก

 

นักธุรกิจชาวสวิสคนดังคนนั้นหายตัวไป  เขาดังแน่ๆ เพราะเขาคือรุ่นที่สามของกิจการนาฬิกาสวิสอันลือชื่อ (CHARLES , DEAD OR ALIVE/1969)  ผู้หญิงคนนั้นไม่ยอมทำงาน เธอเคยทำงานโรงงานไส้กรอก แต่ออกมาเพราะเจ้านายบอกให้ใส่หมวก( THE SALAMANDER/1971)  พวกเขาและเธออาจจะมีทั้งเกษตกร สาวโรงงาน หนุ่มรับจ้าง ครูประวัติศาสตร์ แคชเชียร์ข้ามชาติ หรือเลขาสาว แต่พวกเขาพยายามหาช่องทางเล็กๆที่งานการพอเหลือไว้ให้สอดไส้พลังทางปัญญาที่พวกเขาเคยมีและค่อยสูญเสียมันไป(JONAH WILL BE 25 IN THE YEAR 2000/1976)  หรือสองสาวหนึ่งนักศึกษา หนึ่งสาวบ้านนา ที่พยายามจะเดินทางไกลโดยไม่ใช้เงิน (MESSIDOR/1979)  เช่นกันกับ คนหนุ่มหน่ายสังคมที่มุ่งหน้าไปเรียนรู้ ‘วิธีการบิน' จากชายชราแปร่งเพี้ยนที่เชื่อว่าตัวเองเคยถูกนกสอนให้บิน ๖(LIGHTS YEAR AWAY/1981)  หรือกระทั่งกะลาสีเรือหนุ่ม ที่กระโดดลงเรือมาใช้ชีวิตในเมืองแปลกหน้า ตกหลุมรักสาวคนหนึ่งและเขียนหาสาวอีกคนที่แดนไกล (IN THE WHITE CITY/1983)

 

เหล่านี้คือตัวละครของ TANNER นับจาก CHARLES , DEAD OR  ALIVE (1969) มาจนถึง IN THE WHITE CITY ( 1983)  ตัวละครของเขาคือบรรดาคนช่างคิดที่ การคิดทำให้ถูกผลักออกจากสังคมช้าๆ จนกระทั่งในที่สุดสังคมค่อยๆปฏิเสธการมีอยู่ของพวกเขา ตอบโต้พวกเขาทั้งตั้งแต่การทำลายความเชื่อ ไปจนถึงทำลายความเป็นมนุษย์ลง

 

เราอาจแบ่งตัวละครในหนังของTANNER ได้เป็นสองฝั่ง ซึ่งทำหน้าที่ทั้งเป็นผู้ให้และเป็นผู้รับ บ่อยครั้งก็สลับยไขว็บบทบาทกันไปมา ทั้งสองฝั่งคือเหล่าคนนอกสองจำพวก พวกแรก คือบรรดาคนเล็กคนน้อยผู้มั่นคงในอุดมการณ์อันเล็กจ้อยของตน   ตัวละครซึ่งอาจจะถูกทดสอบมากหลายปแต่ยังคงดำรงอยู่ ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งคือบรรดาคนนอก เหล่าตัวซาลามานเดอร์ ของTANNER

 

เหล่าคนนอกของTANNER ไม่ใช่คนประเภทตัวประหลาด  พวกเขาไม่ใช่คนสติไม่สมประกอบ หรือพร่องพิการ ไม่ใช่แรงงานข้ามชาติ คนพลัดถิ่น ผิวสี ไม่ใช่เกย์ ไม่ใช่คนป่วย หากเป็นคนสามัญ เหมือนคนสามัญที่พบเห็นได้ดาษษดื่น คนสามัญที่มักถูกเหมารวมให้เป็นคนแบบสมยอมกับระบบโดยไม่มีข้อแม้  ตัวละครเหล่านี้เริ่มต้นจากการมีต้นทุนทางสังคม(อาจมากหรือน้อยต่างกัน) พวกเขาอาจเป็นคนชั้นล่างไปจนถึงคนชั้นกลาง แต่พวกเขาเป็นคนสามัญปกติที่มีงานการทำ ไม่ได้ถูกกดขี่บีบคั้นใดๆจากใคร หากเป็นสำนึกส่วนบุคคลของพวกเขาเองที่พบว่ามีบางสิ่งไม่ถูกต้องกำลังเกิดขึ้นและดำเนินไปในชีวิต ความตระหยักรู้อันคลุมเครือเหล่านี้ดึงพวกเขาให้ถอยห่างออกมา พวกเขาค่อยๆละทิ้งกฏเกณฑ์ที่สังคมยึดถือ ไม่ยอมจ่ายค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพื่อดำรงต้นทุนทางสังคม พวกเขาตั้งใจจะมีชีวิตอยู่อย่างเสรี (ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมพยายามกล่มว่าเป็นได้) และค่อยๆเรียนรู้ว่ามันโกหกทั้งเพ

 

เหล่าคนนอกเหล่านี้ อาจถูกเรียกเป็นตัวเลื้อนคลานอย่างซาลามานเดอร์  สัตว์เลื้อยคลายสีสันจัดจ้านที่อึดอดทนไม่ยอมแพ้ต่อความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ตามที่ TANNER เรียกตัวละครหญิงคนหนึ่งของเขา ( ซึ่งคือตัวเอกใน SALAMANDER ซึ่งรับบทโดย เจ้าแม่วงการหนังฝรั่งเศสอย่าง BULLE  OGIER )  ก่อนที่ ซาลามาเดอร์ต่อมาจะกลายเป็นฉายาของพ่อกะลาสีหนุ่ม (รับบทโดย BRUNO GANZ) ใน IN THE WHITE CITY

 

เมืองสีขาว : สังคมเข้มแข็ง

 

มองเพียงผาดเผินตัวละคร คนนอก ขบถหัวอ่อนไหวเหล่านี้หาพิเศษ พิสดาร แต่อย่างไร  พวกเขาไม่ได้ถูกทำร้าย หรือตกเป็นเบี้ยล่าง ไม่ใช่เหล่าคนดีในหมู่คนชั่วช้า สิ่งที่ทำร้ายพวกเขาจึงไม่ใช่ความชั่วช้า ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ความดีงาม หากคือแบบแผนของสังคม ซ้ำยังเป็นสังคมแบบอุดมคติมากกว่าสังคมคอรัปชั่น  สังคมแบบสวิตเซอร์แลนด์ ที่ผู้คนอยู่ดีกินดี มีการศึกษา มีงานทำ  มีตึกรามงามหรู  ไม่มีโจรผู้ร้ายมาเฟียครองเมือง  ไม่มีข้าราชการขี้ฉ้อ สังคมที่ผู้คนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก  มีเสรีภาพทางเซกส์  และเคารพกฎหมายบ้านเมือง

 

สังคมหลักในหนังของ TANNER คือสังคมร่วมสมัยในขณะนั้นในยุโรป (ซึ่งมีตั้งแต่ สวิตเซอร์แลนด์ (CHARLES . DEAD OR ALIVE , THE SALAMANDER , JONAH , MESSIDOR) อังกฤษ (LIGHT YEARS AWAY) เยอรมัน (MESSIDOR) หรือโปรตุเกส( IN THE WHITE CITY -ซึ่งจริงๆแล้วสังคมที่เราหมายถึงนี้คือ สวิตเซอร์แลนด์ที่ที่เขาหนีจากมาต่างหาก)  สังคมของTANNER คือสังคมที่ยืนอยู่บนพื้นฐานของโ,กทุนอันสมบูรณ์แบบ  มนุษย์คือฟันเฟืองของสายพานการผลิต หากมนุษย์ในระบบผลิตสร้างผลผลิตเขาจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินทองสำหรับแลกเปลี่ยนเอาสิ่งของที่พวกเขาไม่สามารถผลิตได้เอง   พวกเขาจะได้รับความั่นคงทางสังคม การกป้องคุ้มครองจากรัฐ พวดขเจะเป็นพลเมืองชั้นดี เป็นกำลังหลักของรัฐในการพัฒนาสู่ความรุ่งเรือง

 

ในทางตรงกันข้ามหากพวกเขาไม่เป็นมนุษย์ผู้เป็นกำกลังการผลิต หรือตั้งคำถามต่อกลไกทางสังคมทำให้พวกเขาเปลี่ยนสถานะจากปัจจเจกบุคคลไปสู่หน่วยผลิต พวกเขาจะต้องถูกทำให้กลับมาเป้นส่วนหนึ่งของระบบดั้งเดิม หากไม่เช่นนั้น จำต้องกำจัดออกไปเสีย

 

เดือนแห่งการเก็บเกี่ยว (messidor) : แรงเฉื่อยของปัจเจกชน

 

หากบรรดาคนนอกของ TANNER นั้น ไม่ได้ถูกบีบคั้นจนพ่ายแพ้แบบตรงไปตรงมา เพราะสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้พวกเขาพ่ายแพ้ไม่ใช่การที่อุดมการณ์ของพวกเขาขัดแย้งกับโลกของความเป็นจริง หนังของTANNER ไม่เคยทำหน้าที่เป็นภาคตัดขวางของความพ่ายแพ้ของอุดมการณ์ มุ่งหมายแสดงความสุกสว่างของอุดมการณ์ซึ่งค่อยๆถูกโลกอันเลวร้ายทำลายไป หนังของTANNER มักกินเวลายืดเยื้อยาวนาน นับเดือน หรือนับปี ตัวละครผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ทางสังคมของTANNER ถูกทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่า และค่อยๆพ่ายแพ้ทีละน้อย พวกเขาต้านขืนปรงเสียดทานของสังคมด้วยการไถลออกไปนอกกรอบขอบเขตดั้งเดิมเพื่อท้าทาย หากเป็นแรงเฉื่อยของพวกเขาเท่านั้นเองที่ผลักบรรดาตัวละครไปข้สงหน้า เมื่อแรงเฉื่อยนั้นหมดลง วัตถุทางอุดมการณ์ก็จำต้องหยุดนิ่ง ล้มเลิก พ่ายแพ้ ก่อนจะก่อร่างแรงเสียดทานของตนขึ้นใหม่

 

แม้ว่าเราไม่สามารถจะใช้แบบจำลองนี้ในการอธิบายหนังทั้งหมดของTANNER (แน่นอนว่าผมเองก็ไม่ได้ดูครบถ้วน) หรือกระทั่งอธิบายหนังทั้งหกเรื่องนี้ แต่เราอาจจะพออธิบายพัฒนาการทางความคิดในประเด็นนี้ของเขาได้โดยไล่ตามหนังแต่ละเรื่องไปเรื่อยๆ

 

CHARLES , DEAD OR ALIVE ใครว่าเขาบ้า

 

ในหนังเรื่องนี้ คุณลุงCHARLES ค่อยๆตีตนออกห่างจากสังคมทีละน้อย เขาตระหนัถึงความแปลกแยกของตนเองเมื่อให้สัมภาษณ์กับรายการทรทัศน์ว่า ปู่ของเขาคือช่างทำนาฬิกา ลูกของเขาคือนักธุรกิจ ส่วนพ่อของเขาคือคนที่ประสานเอาทั้งสองอย่างไว้ด้วยกัน หากหามีคำตอบใดๆไม่สำหรับตัวเขาเอง เขาเพริดไปกับอุดมการณ์นักปฏิวัติของลูกสาวหัวรุนแรง (แน่นอนว่าเธอคือตัวแทนของวัยรุ่นในยุคสมัยของปี 1968)   หลังจากที่เขาพบช่างเขียนโปสเตอร์หนังหัวเสรีที่อาศัยอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นเมียเขาหรือไม่ก็ได้  ช่างเขียนช่วยปลดปล่อยลุง CHARLES ด้วยการเข็ยรถของเขาไปทิ้งหน้าผา ทั้งสามคนก็ไปอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน ก่อร่างความสัมพันธ์พิลึกพิกล ลุงCHARLES เรียนร็ที่จะปลดปล่อยตัวเอง เขาหัดเขียนรูป ใช้ชีวิตแบบเสรีชน

 

หากกระทั่งตัวช่างเขียนเองก็ไม่สามารถปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระได้อย่างแท้จริง เขามีหนี้ก้อนโตที่รอวันจ่าย (จนในที่สุด ลุงCHARLES ก็ต้องช่วย)ความสมัพันธ์ของพวกเขายืนอยู่บนพื้นฐานที่ว่าลืมโลกข้างนอกให้หมด แต่โ,กข้างนอกไม่ลืมพวกเขา ลูกชายของCHARLES เชื่อว่ามีวิธีเดียวที่จะทำให้กิจการเดินหน้าต่อ คือย้ายตำแหน่งผู้บริหารมาจากพ่อ พวกเขาสืบเสาะจนพบ และกำจัดลุงCHARLES ออกจากสังคมด้วยวิธีการง่ายๆคือการทำให้เขาเป็นบ้า!

 

ในขณะที่คนอื่นทำหนังหนุ่มสาวปฏิวัติ แต่TANNER ผ่านการปฏิวัติตอนที่เขาอายุเข้าหลักสี่ เขาจึงมองการปฏิวัติต่างจากGODARD และผู้ร่วมขบวนการอื่นๆ เขาสงวนท่าทีแห่งความหนุ่มสาว โดยยกตัวละครนักปฏิวัติให้กับลูกสาวของCHARLES ดูเหมอนสำหรับเขา การปฏิวัติของคนหนุ่มสาวได้ปลุกวิญญาณที่เขาหลงลืมไปขึ้นมา ปลุกจิตสำนึกของเสรีชน ซึ่งในขณะเดียวกันเขาก็แสดงถึงข้อจำกัดของมัน เพราะมนุษย์ให้ภายใต้กรอบกฏของการเป็นสมาชิกหน่วยหนึ่งของสังคมนั้น ไม่อาจมีเสรีภาพที่แท้จริง ไม่วาจะเป็นหนุ่มสาวที่ถึงอย่างไรก็ต้องดิ้นรนกับปากท้องภายใต้ขีดจำกัดแห่งโลกทุนยิ่งสำหรับCHARLES คนที่ถูกสังคมมองว่ามีพร้อมแล้วทั้งทรัพย์สินและเวลา หากนั่นกลับไปไม่ได้ช่วยปลดปล่อยให้เขาได้มีเสรีภาพ ดังที่โลกลวงตาไว้ ซ้ำร้ายกลับเป็นพันธนาการที่เลื้อมาพันแข้งขาของเขาอย่างหนาแน่นอีกต่างหาก

 

หนังเลือกใช้ความบ้ามาควบคุมมนุษย์ เมื่อมนุษย์ถูกกล่าวหาว่าเป็นบ้า เขาจะถูกกีดกันออกจากทุกๆสิทธิ์ของสังคม  กระทั่งถึงตอนนี้ขอบเขตเส้นแบ่งของความบ้าและความสามัญนั้นยังคงเบาบางรางเลือน และในหนังเรื่องนี้คล้ายจะเสียดเย้ยเอากับเราเหล่านักฝันว่า ที่แท้แล้วความเสรีภาพต่อตัวเองนั้นเป็นเรื่องไม่อาจยอมรับได้ และจำต้องถูกกำจัด ด้วยการทำให้กลายเป็นเรื่องของความบ้า ความบ้าซึ่งหาได้ปรานีทั้งต่อคนยากจน และคนร่ำรวย ความบ้าที่ไม่ได้เกี่ยวข้องในเชิงกายภาพ ความบ้าในทางการแพทย์ที่แท้ถูกกำหนดโดยกรอบคิดของสังคมซ้อนทับอีกชั้นหนึ่ง การแพทย์กลายเป็นแขนขาของสังคมร่วมสมัยสำหรับใช้อาศัยแบ่งแยก ขีดเส้นขอบเขตไปจนถึงกำจัดคนออกจากสังคม คนที่กล้าหาญท้าทายกรอบเกณฑ์(ที่ถูกทำให้ไม่เชื่อว่ามีอยู่) จำต้องถูกทำลายล้าง

 

หมายจับลุงCHARLES ดังชื่อเรื่อง ‘ไม่ว่าตายหรือเป็น' ในที่นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการยั่วล้อขำขัน หากตายหรือเป็นกลับลึกซึ้งลงไปว่า ไม่ว่าจะเป็นหรือตายไปจากสังคม(สีขาว)นี้ต่างหาก

 

THE SALAMADER : สตรีมีปัญหา

 

ไม่ต่างจาก CHARLES ในภาพยนตร์เรื่องต่อมา TANNER ยังคงเวนเวียนอยู่กับตัวละครมนุษย์ผู้ต้านขืนสังคม THE SALAMANDER หนังเล่าถึง ชายหนุ่มสองคนที่พยายามหาเลี้ยงชีพด้วยการเขียนบทภาพยนตร์ซึ่งพวกเขาคิดจะดัดแปลงข่าวเก่าๆข่าวหนึ่ง ข่าวนั้นว่าด้วยตาฆ่าคนหนึ่งที่ถูกยิง   ตาเฒ่าบอกว่าหลานสาวจอมแรดเป็นคนยิงเขา แต่เธอปฏิเสธว่าตาเฒ่าทำปืนลั่นเองตอนเอาออกมาทำความสาอด ไม่มีพยาน หลักฐานไม่พอ แม่สาวก็ลอยนวล เจ้าสองหนุ่มเลยคิดจะเอาเรื่องของแม่สาวคนนี้มาสร้างเป็นบทภาพยนตร์  พวกเขาแบ่งหน้าที่กันทำ คนหนึ่งเขียนเรื่องเธอขึ้นจากจินตนาการ อีกคนหนึ่งติดตามเธอไป สัมภาษณ์เธฮ และคนใหล้ชิด ประหยึ่งทำสารคดี จากนั้นทั้งคู่จะเอางานมากองรวมกันเพื่อหาทางปั้นให้เป็นบทหนัง แต่มันก็ใช้วลาไม่นานเลยที่จะพบว่าคนทั้งคู่ค่อยๆหลงไหลหญิงสาวแห่งเสรีภาพคนนี้ มาถึงจุดนั้นบทภาพยนตร์ดำเนินไปสู่ทางตันมีเพียงนักเขียนหนุ่มสองคน กับหญิงสาวคนหนึ่ง  ซึ่งติดอยู่ระหว่าง เรื่องราวของเธอ กับชีวิตจริงของเธอ

 

เราอาจจะเปรียบเทียบตัวละครแม่เด็กสาวตัวแสบไม่อยมทำงานอย่าง ROSMUNDE ได้กับลุงCHARLES  แต่เอาเข้าจริงแล้วเธอกลับทำหน้าที่คล้ายคลึงกับบรรดาช่างเขียนกับเมียมากกว่าในแง่ที่ว่าเธอคือ จิตวิญญาณเสรีที่ไม่ยอมจำนน เธออาจจะได้รับบทเรียนจากสองหนุ่ม แต่เป็นเธอต่างหากที่สอนบทเรียนให้สองหนุ่มรู้ถึงชีวิตที่แท้จริง ซึ่งเป็นทั้งส่วนผสมของเรื่องเล่าและข้อเท็จจริง สองหนุ่มที่แท้เป็นตัวแทนของคนนอกพันธุ์แท้ของTANNER เริ่มต้นจากคนชั้นกลางที่มีที่ทางทางสังคมอย่างแน่นอน (พ่อพวงมาลัยคอมลัมน์นิสต์ และช่างทาสีลูกหนึ่งที่เขียนหนังสือเป็นอาชีพหลัก แต่ได้เงินจากการรับจ้างทาสีเสียมาก) ซึ่งถูกลากให้เข้ามามีเอี่ยวกับชีวิตของเด็กสาวประหลาดๆ

ประเด็นหลักของ THE SALAMANDER อยู่ที่การวิพากษ์โลกทุนนิยมที่มองมนุษยืเป็นหนึ่งหน่วยผลิต และความรู้สึกแปลกแยกจากงานที่ทำของชนชั้นแรงงาน ROSMUNDE ไม่เคยรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวต่องานในโงรงงานไส้กรอกหรือร้านรองเท้า เธอพยายามปฏิเสธขัดขืนมันด้วยวิธีการเล็กๆเช่น การแต่งตัวแรงๆ หรือทำตัวหัวขบถไปเรื่อยเปื่อน แม้ในความเป็นจริงเธอคือเด็กบ้านแตก ยากจนที่ต้องพึ่งพางานที่เธอเกลียด

 

ในอีกประเด็นหนึ่ง THE SALAMANDER พุ่งเป้าไปยังประเด็นเกี่ยวกับเรื่องเล่าและความเป็นจริง หนังมุ่งเริ่มต้นจากเรื่องเล่าที่ไดยินมา ตัวละครหลักของหนังแตกเรื่องเล่านี้ออกเป็นสอง นั่นคือส่วนซึ่งเป็นข้อเท็จจริงซึ่งได้จากการสัมภาษณ์ และ ส่วนวรรณกรรมที่เขียนขึ้นเสริมต่อจินตนาการจากในหัวของผู้เขียนเองโดยไม่พึ่งพิงข้อเท็จจริง  แต่ทั้งสองส่วนนั้นไม่ใช่ชีวิต เมื่อพวกเขาปะทะเข้ากับชีวิตจริงๆของROSMUNDAE พวกเขาจึงไปไม่เป็น อีกต่อไป ชีวิตจริงของหญิงชนชั้นแรงงานได้ทำลายทั้งชิ้นส่วนข้อเท็จจริง และงานฝันวรรณกรรมของปัญญาชนทั้งสองลงอย่างราบคาบพวกเขาตกบ่วงเสน่หาของเธอ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือROSMUNDAE เป็นชีวิตจริง การยิงหรือไม่ยิงลุงของเธอนั้นแทบสิ้นไร้ความหมาย ทั้งหมดเป็นแค่เรื่องเล่า ในชีวิตจริงเธอมีความหลากหลายซับซ้อนที่พวกเขาไม่อาจเอามาเขียนเป็นเรื่องเล่าได้อีกต่อไป  อุดมการร์ที่ปัญญาชน ปัจเจกชนทั้งสองมีถูกล้มล้างลง เมื่อพวกเขาค้นพบว่าไม่อาจเขียนอะไรเกี่ยวกับเธอได้อีก ทำได้แค่ผ่องถ่ายอุดมการณ์ของชบถหัวอ่อนไหวให้กับเธอ

 

JONAS WILL BE 25 IN THE YEAR 2000: ความหวังของวันนี้

หลังจากดูตัวละครเดี่ยวๆ คราวนี้ TANNER ยกตัวละครมาเป็นชุด และไม่ปิดบังอีกต่อไปว่านี่คือเหล่าตัวละครที่พ่ายแพ้บาดเจ็บมาจากการปฏิวัติในปี 1968 พวกเขามีทั้งผัวเมียชาวนารักสันโดษที่ผ่ายผัวเชื่อว่าสัตว์นั้นดีกว่าคน   สาวโรงงานกับสามีปัญญาชนตกงานที่ต้องเลี้ยงลูถึงสามคน แคชเชียร์สาวข้ามชาติ ที่โกงระบบทุนด้วยการลักลอบแอบคิดราคาให้ลูกค้าต่ำกว่าความเป็นจริง ครูสอนประวัติศาสตร์ที่พยายามจะให้นักเรียนเข้าใจมโนทัศน์เชิงเวลาของประวัติศาสตร์  เลขาสาวที่เชื่อในการเปิดเสรีทางเพศ หรือจารชนที่จารกรรมด้วยการเอาข้อมูลการซื้อที่ของนายทุนไปแจ้งแก่ชาวไร่ชาวนาจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ  พวกเขาทั้งหมดมาพบกันโดยบังเอิญ และใช้ชีวิตช่วงหนึ่งร่วมกันในฐานะกลุ่มเพื่อนท่มีรูปแบบของชุมชนเล็กๆอันเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ พวกเขาพูดคุยถกเถียงกันอย่างเป็นมิตร และดำเนินชีวิตในกรอบคิดของอุดมการณ์ ถึงกับมีช่วงเวลาหนึ่ในหนังที่คนดรับรู้ได้ว่าพวกเขาได้ก่อร่างชุมชนเล็กๆขึ้นมาจริงๆ

 

หากหนังของTANNER ไม่ใช่การสำรวจภาคตัดขวางของอุดมการณ์งามหรู หากเป็นการติดตามชีวิตที่แท้ในเส้นทางของอุดมการณ์นั้น หนังของเขาจึงมักกินเวลายาวนาน อย่างน้อยเป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน หรือเป็นปี   มันอาจเป็นการง่ายที่จะใส่เหตุการณ์หักเหเพื่อทำลายอุดมการณ์ลง แต่TANNER แสดงให้เราเห็นว่าอุดมการณ์ทั้งหลายไม่ได้ถูกทำลายลงอย่างฉับพลัน จุดจบของมันไม่ใช่ความล้มเหลวในการปฏิวัติ หากแต่เป็นการค่อยๆถูกบ่อนเซาะทำลายทีละน้อยจากระบบซึ่งยิ่งใหญ่กว่า  บรรดาหนุ่มสาวชื่อขึ้นต้นด้วยM  (ว่ากันว่าตั้งให้พ้องกับ MAO และ MARX อันเป็นตัวแทนแนวคิดสังคมนิยม)  ค่อยถูกกัดกร่อทีละน้อย ทั้งจาก เส้นพรมแดน (มารี สาวแคชเชียร์ ถูกจับได้และส่งเข้าคุก ฉากที่เจ็บปวดมาก คือหลังจากเธอออกมา เธอกลับไปหาลุงชารลส์ เพื่อนเก่าของเธอ เขาชวนเธอเล่นละครแก้เบื่อ เขาเล่นเป็นกแพงคุกเธอเล่นเ)นนักโทษ และเธอกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง) จากระบบการศึกษา (คุณครู ถูกให้ออกจากโรงเรียนเนื่องจากเปิดเผยกับนักเรียนมากเกินไป  เขาลงเอยด้วยการไปเป็นครูสอนเปียโนในบ้านพักคนชรา -เพราะคนแก่นั้นเข้าใจคุณค่าของเวลา (อันเป็นหัวใจของประวัติศาสตร์) มากกว่าเด็กๆ เพราะคนแก่นั้นมีเวลาเหลืออยู่น้อยเต็มที) หรือ กระทั่งสุดท้ายต้องหันมาทำร้ายกันเอง เมื่อมาธิเออร์ ที่ถูกไล่อกจากการเป็นลูกจ้างเพราะพยายามก่อตั้งHOMESCHOOL กับลูกๆของ มาเกอริตต์ และ มาร์เซล  ทุกคนค่อยๆค้นพบว่าแรงเฉื่อยในจิตวิญญาณของเขาไม่อาจต้านขืนการผลักไปของกระแสสังคมได้ ช่วงเวลาสุกสว่างของอุดมการณ์นั้นไม่เป็นนิรันดร์   มันเป็นเพียงแสงซึ่สว่างวาบแล้วค่อยๆซีดจางลง ดังเช่นที่ มาร์โก้เคยสอนในชั้นเรียน เมื่อเขานำเอาไส้กรอกพวงใหญ่ไปตัดแบ่งแล้วบอกกับเด็กๆว่า ไส้กรอกหนึ่งชิ่นคือเสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์  เรากินมัน(เรียนรู้มัน)แบบเป็นชิ้นส่วน แต่แท้ที่จริงแล้วประวัติศาสตร์นั้นยืดยาวละพัวพันเหมือนกับขดของไส้กรอกนี่ต่างหาก  อุดมการณ์เช่นกัน มันก็เป็นเพียงชิ้นเดียวของไส้กรอกที่ถูกเลือกมากินอย่างเอร็ดอร่อย ท่ามกลางกงล้อ ของประวัติศาสตร์ที่โหดร้ายและไม่เคยปราณีผู้ใด  ในฉากท้ายท้ายๆของหนัง มาธิเออร์  ขี่มอเตอร์ไซค์ไปทำงานในโรงงานอีกครั้ง(งานแบบเดียวกับ ROSMUNDE) เขาบอกว่าเขายินดีจะยอมไปให้พวกนั้นกดขี่บีฑาทำร้ายชั่วชีวิต และฝากความหวังให้แก่ JONAH ลูกที่ยังไม่ได้เกิดมาของเขา

 

MESSIDOR : ผู้พเนจร

 

หาก JONAH เป็นจุดสูงสุดของ และเป็นการสรุปบทเรียนที่ TANNER มีต่อการปฏิวัติสังคมในปี 1968  MESSIDOR ก็เป็นเสมือนหัสเลี้ยวหัวต่อ ที่เปิดประเด็นไปสู่สิ่งใหม่ๆ แน่นอนว่า TANNER ยังคงเล่าเรื่องขบถหัวอ่อนไหวต้านระบบเช่นเคย แต่คราวนี้เขาลดท่าทีการเป็นหนังวิพากษ์สังคมแบบตรงไปตรงมาลง และให้มันให้ความสำคัญกับอารมณืเชิงกวีในภาพยนตร์มากขึ้น

 

MESSIDOR เล่าเรื่องของสาวสองชนชั้น คนหนึ่งเป็นนักศึกษาสาว อีกคนเป็นสาวโรงงานทั้งคู่พบกันระหว่างการโบกรถและตัดสินใจจะเดินทางไกลไปเที่ยวบ้านของเด็กสาวโรงงาน แต่ยิ่งใกล้บ้านเจ้าตัวก็ยิ่งไม่อยากกลับไป ทั้งคู่จึงลงเอยด้วยการเล่นเกมง่ายๆด้วยการเดินทางต่อไปเรี่อยๆ ให้ไกลที่สุดจากเงินเท่าที่เหลืออยู่

 

พลอตหนังฟังดูไม่แปลกใหม่อะไร (ยิ่งเมื่อเรามองหนังจากปัจจุบันขณะหลังจากที่เรามีหนังอย่างVAGABOND ของ AGNES VARDA หรือหนังสองสาวตะลุยโลกอย่าง THELMA AND LOUISE หรือก่อนหน้าMESSIDOR ก็มีหนังอิตาลี ว่าด้วยสองสาวฮิปปี้ท่องโลกที่จบศพไม่สวย อย่าง TO BE TWENTY มาก่อน) แต่เอาเข้าจริงหนังROAD MOVIE ของTANNER ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้นรุนแรงแบบหนังROAD MOVIE เลยแม้แต่น้อย  เพราะที่หนังมุ่งหมายจะเล่าคือตำแหน่งแห่งที่ของเด็กสาวสองคนที่ทดลองขบถ พวกหล่อนดื้อดึงที่จะเดินทางไปอย่างไร้จุดหมาย หนังจ้องมองการเดินทางของพวกหล่อน ซึ่งมีตั้งแต่การเกือบถูกข่มขืน ไปจนถึงการได้ขึ้นไปยอดเขาอันสวยงามเพื่อที่จะไป ‘ขี้บนเขา'  แน่นอนว่าสุดท้ายพวกเธอค่อยๆกลายเป็นอาชญากรไป หลังจากพวหเธอได้ปืนมาจการถคันหนึ่งที่ขอติดมา โดยบังเอิญ  แต่หนังแสดงให้เห็นเลยว่าพวกเธอไม่ได้เป็นอาชญากรเพราะสถาณการณ์หักเหพลิกผันใดๆ ไม่ หากเป็นเพราะ ระบบสังคมไม่ยินยอมให้เธอเป็นเพียงนักเดินทางเสรีที่โบกรถไปเรื่อยๆไม่   พวกเธอเริ่มใช้ปืนเพื่อปล้นเอาอาหารเล็กๆน้อยๆจากซุปเปอร์มาร์เกต จากนั้นมันก็ค่อยๆลุกลามไปเรื่อยๆ  พวกเธอไม่ได้ท่องไปในแดนเถื่อนหากท่องไปในเทือกเขาอันดงาม และเมืองเล็กๆน่ารักเมืองแล้วเมืองเล่า เมืองเล็กๆน่ารักนั้นไม่ได้มีอยู่เอง แต่มันมีอยู่ภายใต้การควบคุมของระบบสังคมอันเข้มแข็ง พวกหล่อนซึ่งพยายามจะท้าทายมันเป็นส่วนเกินของบรรดาเมืองเล็กๆน่ารักเหล่านี้ และนั่นเองทำให้ในที่สุดพวกหล่อนกลายเป็นอาชญากร (ในทางสังคม) และเป็นไปจริงๆในท้ายที่สุด

 

หนังชวนให้คิดถึงหนังเรื่องสุดท้ายของROBERT BRESSON อย่างL'ARGENT (เข้าใจว่าTANNER อาจจะได้รับอิทธิพลจากหนังยุคหลังของBRESSON ไม่มากก็น้อยทีเดียว) ใน L'ARGENT หนังตั้งคำถามเผ่านการไหลของเงินปลอมที่ทำลายชีวิตของผู้ที่เกี่ยวข้องกับมันราวกับคือคำสาปของโลกทุนนิยมที่ใช้เงินเป็นดังตัวแทนพระเจ้า  หากใน MESSIDOR หนังกลับตั้งคำถามว่า การมีชีวิตอยู่โดยปราศจากเงินจะเป็นอย่างไร ยิ่งเราเห็นการดิ้นรนของเด็กสาว (ซึ่งเป็นคล้ายตัวแทนจิตวิญญาณเสรีที่เพียงอยากจะท่องไป โดยปฏิเสธทุกค่านิยมทางสังคม รวมถึงการแลกเปลี่ยนด้วยเงินตรา) เรายิ่งพบว่าระบบการแลกเปลี่ยนโดยอาศัยเงินเป็นเครื่องมือ ได้กลายเป็นระบบ(ที่มนุษย์สร้างขึ้น)แต่ค่อยๆครอบงำมนุษย์ไปเสียแล้ว

 

หากที่มากไปกว่านั้นคือการที่หนังติดตามเด็กสาวทั้งสองคนไปเรื่อยๆ หนังแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าในการที่พวกเธอค่อยๆทำลายตนเอง ไม่ใช่ระบบสังคมเพียงอย่างเดียว หากมันคือแรงเฉื่อยทางจิตวิญญาณของพวกเธอที่ค่อยๆหน่วงลง หน่วงลง ยิ่งเดินทางไปเรื่อยๆ พวกเธอก็พบว่าภูเขาและหมู่บ้านก็คล้ายกันไปหมด คนใจดี กับคนกักขฬะก็คล้ายๆกัน รถคันหนึ่งและคันอื่นๆ โรงนาพักนอนที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง ทุกอย่างไม่มีอะไรแตกต่าง การเดินทางไม่ได้นำพาเธอไปสู่สิ่งใด  มีแต่ความเหนื่อยล้าของการต้านขืนสังคมที่ไม่มีที่สิ้นสุด ความเหนื่อยล้าซึ่งไหลทับท่วมพวกเธอ ความเหนื่อยล้าที่ค่อยๆกลืนกินพวกเธอ จนในที่สุดพวกเธอก็ได้กลายเป็นอาชญากรไปจริงๆ และเป็นการสิ้นสุดยุตอการหลบหนีจากระบบสังคมของพวกเธอ

 

LIGHT YEARS AWAY : มุดก้อนเมฆ

 

ต่อเนื่องจาก MESSIDOR คราวนี้ TANNER ขยับจากกการเดินทางด้วยสองเท้าไปสู่การโบยบินด้วยปีกนก มาคราวนี้เขาถ่ายทำหนังในอังกฤษ เล่าเรื่องของไอ้หนุ่มบาร์เทนเดอร์หัวขบถ(อีกแล้ว) ที่ในคืนหนึ่งบังเอิญได้คุยกับตาแก่ขี้เหล้า เรื่องของเสรีภาพและการโบยบินไปเหมือนกับนก ไม่กี่วันหลังจากนั้นตาแก่มาหาเขาที่ห้อง โยนหนังสือเกี่ยวกับการบินเล่มใหญ่ใส่หน้าแล้วก็หายตัวไป  ไม่นานหลังจากนั้นเขาทะเลาะกับเจ้าของบาร์อย่างรุนแรง ด้วยความเบื่อหน่ายสังคม เขาแบกเป้มุ่งหน้าไปหาตาแก่ยังดินแดนห่างไกลปลายขอบโลก เนื่องจากเชื่อว่าตาแก่อารมณ์ร้าย คือชายผู้ที่เคยถูกฝึกให้บินโดยเหล่านก

 

ที่ดินแดนนั้น เสรีภาพกลายเป็นกรอบจำกัด ตาแก่ตัวแสบไล่ตะเพิดเขากลับ จนเขาต้องไปนอนในสุสานรถ ผูกมิตรกับสาวชาวไร่แถวนั้น (ตัวละครหญิงของ ALAIN TANNER น่าสนใจทุกตัว เพราะไม่ว่าจะเป้นบทเล็กหรือบทนำพวกเธอมักเป็นหญิงสาวมาดมั่น ไม่แคร์เรื่องทำนองคลองธรรม ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่คนที่จะยอมลงเอยเรื่องรักง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวนำอย่างROSMUNDE ใน SALAMANDER หรือMATHILDE ที่ขายตัวทั้งที่มีสามีอยู่แล้ว MADELINE สาวเลขาที่เชื่อมโยงเซกส์เข้ากับการบรรลุธรรม มาจนถึงสองสาวใน MESSIDOR และหญิงชาวไร่ในเรื่องนี้พวกหล่อนล้วนหาปฏิบัติตามขนบของความเป้ฯกุลสตรีไม่ ขณะเดียวกันพวกหล่อนก็ไม่ได้ต้องการจะลงเอยกับพวกผู้ชาย พวกหล่อนล้วนมีชีวิตที่ตัวเองพึงใจโดยไม่ต้องพึ่งพาค่านิยมผัวเดียวเมียเดียวแต่อย่างใด)  เขาถูกปล่อยให้หนาวเหน็บ อดอยาก ไปจนถึงถูกลหอกให้ทำนั่นนี่ แลกกับการทำตัวทรงภูมินิดๆหน่อยๆว่าจะให้ความรู้เกี่ยวกับการ ฝึกเป็นนก!

 

เมื่อเทียบกับหนังเรื่องก่อนๆ LIGHT YEARS AWAY ถือเป็นการคลี่คลายที่น่าสนใจยิ่ง หนังคือส่วนประกอบของหนังอย่าง SALAMANDER และ MESSIDOR   ตัวละครขบถหัวอ่อนไหวที่ได้พบกับปราชญ์เหลวเป๋วพวกเขาเรียนรู้จากกันและล้มเหลวไปพร้อมกัน ในขณะเดียวกันมันก็บรรจุจิตวิญญาณของทศวรรษที่ 70's ความสับสนขแงคนหนุ่มสาวที่ไม่อาจยึดอุดมการณ์อันใดอีกต่อไป หา MESSIDOR ชักชวนให้เรานึกถึงหนังของROBERT BRESSON อย่างL'ARGENT แล้วล่ะก็ LIGHT YEARS AWAY ก็ชวนให้เรานึกถึงหนังของ BRESSON อีกเรื่องอย่าง THE DEVIL, PROBABLY  ด้วยตัวละครคนหนุ่มหน่ายสังคมที่กำลังสิ้นหวัง ผิดกันก็เพียงแต่คนหนุ่ในDEVIL เลือกทางรันทด ขณะที่ไอ้หนุ่มในหนังเรื่องนี้เลือกทางสู้ (แม้ผลลัพธ์จะเศร้า)

 

เอาเข้าจริงหนังชวนให้นึกถึงหนังจีนประเภทศิษย์อาจารย์อยู่ไม่น้อย หนังเป็นเหมือนเด็กหนุ่มหัวรั้นที่ถูกอาจารย์เคี่ยวกรำเพื่อฝึกยุทธ์ แต่นี่ไม่ใช่หนังพูดเรื่องความเพียรแบบนั้น หัวใจของหนังที่จริงเป็นเรื่องเดียวกับMESSIDOR นั่นคือการตั้งคำถามและค้นหาคำตอบของ ‘เสรีภาพ' ในโลกของความเป็นจริง จากเสรีภาพต่อระบบสังคม(เงิน) มาสู่เสรีภาพจากกรอบจำกัดของร่างกายมนุษย์ ซึ่งแน่นอนTANNER ไม่พาฝันให้คนดูตื่นตากับเสรีภาพอันสวยสดงดงาม  เพราะเขาแสดงให้เห้นแล้วว่าเสรีภาพที่แท้คือกรอบชนิดหนึ่งที่จองจำมนุษย์! เมื่อคนทั้งคู่มาจองจำตัวเองอยู่ปลายขอบโลก มุ่งมาดปรารถนาจะมองอย่างนก และบินอย่างนก ในทางหนึ่งการฝึกตนเพื่อเป็นนก คล้ายกับหลักศาสนาตะวันออก อันมุ่งแสวงการละทิ้งตัวตนออกทีละน้อย ซึ่งหนังเคยพูดถึงแล้วครั้งหนึ่งผ่านทางตัว แมดเดอลีน ใน JONAS

 

และหากจะโยงไปถึงJONAS WILL BE 25 IN THE YEAR 2000 ที่จริงแล้วเราแทบจะเรียกหนังเรื่องนี้เป็นภาคต่อของJONAS ได้สบาย เพราะหนังมีตัวเอกชื่อJONAS และแม้หนังไม่ได้บอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นปีไหน แต่หนังกลับบอกว่าJONAS เกิดปี 1975 และตอนนี้มีอายุ 25 ปี พอดิบพอดี กล่าวให้ง่าย หนังเรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 2000 นั่นเอง! ( ตามความเป็นจริง ตอนปี 2000 TANNER ทำหนังชื่อ JONAS Et LILA A DEMAINออกมา ซึ่งอาจอนุมานได้ว่าเป็นหนังJONAS ตอนปี 2000 จริงๆ โดยในเรื่องนั้น หนังเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครต่างผิวสี) ซึ่งหาจะว่าไปแล้วหนังเป็นคำทำนายที่มาก่อนกาลโดยแท้ เพราะเอาเข้าจริงลูกหลานของคนในยุค 1968 (เทียบให้เข้าใจง่ายว่าลูกหลานของคนเดือนตุลาในบ้านเรา) ท้ายที่สุดได้ค่อยๆเลือนตัวเองออกจากการเป็นคนของสังคม และขยายไปสู่ความเป็นปัจเจก ซึ่งหากยึดกุมวาทกรรมของคนรุ่น 68 นี่อาจจะเป็นการเสื่อมถอย แต่ใช่หรือไม่ว่าพวกเขาคือผลิตผลของคนรุ่นนักปฏิวัติ ซึ่งเลื่อนไหลไปในบริบทของโลกคนละแบบกับคนรุ่นก่อนหน้าแล้ว การยึดกุมวัยเยาว์ของตนเองมาบริภาษผู้อื่นจึงอาจเป็นเรื่องที่สมควรบริภาษยิ่งกว่า

 

เด็กหนุ่มอัปเปหิตัวเองออกจากสังคมเพื่อแสวงหาเสรีภาพ แต่เสรีภาพกลับล่ามโซ่ด้วยการให้เขาหมกมุ่นครุ่คิดถึงแต่มัน  เราอาจจะหมายรวมถึงความหมกมุ่นของชายแก่ด้วยก็ได้ แต่เอาเข้าจริงหนังกลับเชื่อมั่นเรื่องการหลุดพ้นไปจากตัวตนดั้งเดิม ในฉากบินครั้งสุดท้ายของชายแก่ ช่วงเวลาวูบสั้นๆที่เขาได้มีเสรีภาพอันจริงแท้ แต่ในฉากต่อมา ซากร่างของเขายังคงเป็นเรื่องน่าสงสัยว่ามันคือความล่มสลายของอุดมการณ์ (ซึ่งบัดนี้ได้คลี่คลายจากระบบสังคมไปสู่การหลุดพ้นส่วนบุคคล)หรือที่จริงเขาไม่ได้บินได้อย่างนกแต่เขาได้ละทิ้งร่างกายของตนและกลายเป็นนกไปแล้ว

 

หลังความตายของชายแก่ เด็กหนุ่มมุ่งเข้าเมือง เขามีสัมพันธ์ข้ามคืนกับสาวนักเต้น และพยายามชักชวนเธอไปอยู่กับเขา เธอปฏิเสธ แจ้งว่าพึงใจกับชีวิตนักเต้น /โสเภณีของตัวเองแล้ว (อีกครั้งที่สตรีของTANNER ไม่ได้มองว่าการมีครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญของชีวิต ) เขากลับมาจากเมือง จองจำตัวเองในบ้านหลังเล็กท้ายสุสานรถ อาจเริ่มต้นพยายามจะหัดบิน แต่คงอีกแสนนานกว่าเขาจะบินได้  เสรีภาพหากมีอยู่จริง มันก็ไม่ได้ได้มาโดยง่าย และมันต้องแลกกับความสูญเสียนานัปการ

IN THE WHITE CITY  : เมืองสีขาว

เมื่อเทียบหับหนังเรื่องอื่นๆก่อนหน้า (เท่าที่ผู้เขียนได้ชม) IN THE WHITE CITY จัดได้ว่าเป็นหนังที่แตกต่างออกมาจากหนังเรื่องอื่นอย่างเห็นได้ชัดที่สุด จากหนังที่พูดถึงมนุษย์ในฐานะชิ้นส่วนของสังคม(ซึ่งค่อยๆปริแตกออกจากกันทีละน้อย) IN THE WHITE CITY กลับเล่าเรื่องเชิงปัจเจกของกะลาสีเรือหนุ่มที่จู่ๆตัดสินใจกระโดดลงจากเรือ มาใช้ชีวิตร่อนเร่อยู่ในกรุงลิสบอน แทนที่จะโทรศัพท์ เขากลับเลือกถ่ายหนังด้วยกล้องแปดมิลล์ที่เขาพกมาแล้วส่งกลับไปหาคนรักที่สวิตเซอร์แลนด์ ภาพเคลื่อนไหวเกรนแตกที่บอกเล่าภาพรถรางที่กำลังวิ่ง หรือตัวเขาที่เดินออกห่างท่าเรือ  ในลิสบอนเขาผูกสัมพันธ์กับโรซ่า สาวเสริ์ฟที่ควบตำแหน่งแม่บ้านประจำโรงแรม ขณะที่ใช้ชีวิตเยี่ยงนักท่องเที่ยวเจ้าสำราญ เร่ร่อนไปตามถนน ถ่ายภาพนั่นนี่ พยายามจะเป็นส่วนหนึ่งของเมืองแปลกหน้า จวบจนเรือเขาออกเดินทางต่อ เขาก็ยังไม่ยอมกลับไปกับเรือ หากพัวพันอยู่กับโรซ่า วาดฝันถึงสิ่งต่างๆหากใช้ชีวิตแบบคนผ่านทาง เมาอาละวาด  พบรักกับสาวแปลกหน้า หากเขียนจดหมายไปเล่าทุกอย่างให้คนรักที่โพ้นขอบฟ้าฟัง  ความสัมพันธ์ประหลาดซึ่งไม่เห็นหนทางจบอย่างสวยงามลงตัว

 

กระทั่งเขาโดนโจรจี้กระเป๋าไป ตามไปล้างแค้นจนโดนแทงเข้าโรงพยาบาล เขาก็ยังใช้ชีวิตแบบชิลชิลไปเรื่อยๆ จนในที่สุดกระทั่งโรซ่าก็จากเขาไปโดยไม่เหลือร่องรอยอะไรไว้อีก ทิ้งเขาไว้ในเมืองสีขาวที่เป็นเหมือนความฝัน

 

เราอาจบอกได้ว่าPAUL  เป็นตัวละครขบถหัวอ่อนไหวในรูปรอยเดียวกันกับ สองสาวจาก MESSIODR  หรือเจ้าหนุ่ม JONAS ใน LIGHT YEARS AWAY (และอาจสืบสาวไปได้ถึงต้นตออย่างคุณลุงCHARLES และนางROSMUNDE ) หากในห้วงยามนี้ PAUL หาได้พบกับปราชญ์เหลวเป๋วอีกต่อไปไม่ เขามีเพียงเมืองแปลกหน้า หญิงสาวลึกลับอ่อนหวาน และชีวิตเสรีไม่รู้จบ เทียบกับสองสาวจาก MESSIDORS ชะตากรรมไร้เงินทองของPAUL ในลิสบอนถือว่าสุขสบายกว่ามาก เช่นกันเมื่อเทียบกับไอ้หนุ่ม JONAS เสรีภาพของPAULสนุกสบายกว่าสุสานรถปลายขอบโลกเป็นไหนๆ

 

แต่ใช่ว่าPAULจะไม่ระทมทุกข์ ดูเหมือนTANNER จะล้อเล่นกับเสรีภาพของมนุษย์อีกครั้ง คำถามว่ามนุษย์มีเสรีภาพจริงหรือได้ถูกถามไถ่ให้คำตอบ (ต้องบอกว่าให้คิดต่อ) มาแล้วสองครั้ง เริ่มต้นจากระบบเงินตรา(ปัจจัยภายนอก) มาสู่ร่างกาย(ปัจจัยภายใน)  และคราวนี้ยักย้ายถ่ายเทมาสู่ประเด็นของพรมแดน และการเดินทาง(ปัจจัยของสถานที่) IN THE WHITE CITY มุ่งมองความแปลกแยกของนักเดินทางต่อแผ่นดินที่ตนเองไปถึง ยิ่งเมื่อเรามองผ่านภาพแปลกตา exotic ที่เขาส่งไปหาคนรักที่บ้านเกิด เรายิ่งมองเห็นว่าเขามองเมืองนี้ด้วยดวงตาของนักเดินทา งความพยายามในการเข้าไปสนิทชิดใกล้กับโรซ่า เป็นการเข้าหาแบบนักเดินทางที่พยายามจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเมืองที่เขาไปถึง แต่ค่อยๆค้นพบว่าไม่สามารถเข้ากันได้ (เขาถูกนักเลงเจ้าถิ่นทำร้าย โรซ่าเองก็ข้ามพรมแดนไปยังที่อื่น) ฉากสำคัญคที่เล่าเรื่องนี้คือฉากหนึ่งหลังจากที่โรซ่าหายตัวไป เขาเกร่ไปตามผับบาร์ ไปดูฟุตบอลกับชาวเมือง ล้อเล่นกับเด็ก ไปดูคนเล่นหมากรุก แล้วพยายามคุยเรื่องฟุตบอลกับคนอื่นๆ แต่ไม่มีใครสนใจจะพูดคุยด้วย  สำหรับเขา PAUL เป้นแค่คนซึ่งผ่านทางมา ไม่ใช่เพื่อน แต่เป้ฯนักท่องเที่ยว เสรีภาพของมนุษย์ หากมีอยู่เขาก็ไม่อาจเป็นเจ้าของมันได้อย่างสมบูรณ์ เพราะโลกนี้ไม่ได้เป็นของเขา เมื่อเขาออกจากบ้านเขาก็จะถือครองสถานะคนแปลกหน้ามายังแผ่นดินอื่น และไม่อาจเป็นอันหนึ่งอันเดียวได้

ประเด็นพรมแดนไม่ใช่เรื่องใหม่ของTANNERเขาเล่นมันมาในหนังทุกเรื่องของเขาซึ่งมักผูกโยงการข้ามพรมแดน ระหว่างสวิส กับฝรั่งเศสผ่านทางบรรดาตัวละครที่ข้ามพรมแดนมาทำงาน หรือกระทั่งการข้ามพมแดนไปเยอรมันใน MESSIDOR ก็เช่นกัน คราวนี้ก็ด้วย ท้ายที่สุดโรซ่าก็ข้ามพรมแดนไปทำงานในฝรั่งเศส

 

หากการข้ามพรมแดนของตัวละครอื่นๆแตกต่างจาก PAUL เพราะเขาไม่ได้พกพาสถานะของแรงงานหรือคนนอกกฏหมายไปด้วย เขาคือนักเดินทางฝู้ไฝ่เสรี เชื่อว่าจะไปปลายขอบโลกก็ไปได้ ความผูกพันกับแผ่นดินเกิดของเขาก็ค่อยๆลดน้อยถอยลง เขาปล่อยให้คนรักของเขาเฝ้ารอ (อีกครั้งที่ทั้งคนรักของเขาและโรซ่าเป็นผุ้หญิงแบบของTANNER)  เขาจากบ้านมาไกลเหลือเกินและแทบไม่เหลือความผูกพันกับมันอีก ฉากหนึ่งในช่วงท้าย เทปที่เขาส่งบไปหาคนรักของเขาคือภาพของท้องทะเลที่ถ่ายจากกราบเรือ ภาพของเรือที่แล่นไปข้างหน้า ความหมายเศร้าๆบอกว่า แม้เขาจะไม่สามารถเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเมืองสีขาวนี้ได้เขาก็ ‘จะไม่กลับมาอีกแล้ว' ในขณะเดียวกันเขาก็ค้นพบความจริงเศร้าๆเมื่อเขาบอกกับเจ้าของโรงแรมว่า บางที่สถานที่เดียวที่เขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับมันจริงๆ คือท้องทะเล(ที่เขาหนีมา) กล่าวให้ง่ายคือเขาหลงรักการเดินทางและไม่อาจมีเสรีภาพบนแผ่นดินใดๆเลยนอกจากแผ่นดินในใจตน(ซึ่งหาได้มีอยู่จริงไม่)เท่านั้นเอง

 

 

ปี 2000 :  ยอมแพ้แต่ไม่ยอมจำนน

 

ปี 2000 อาจจะผ่านไปแล้วเกือบครบทศวรรษ แต่ปี 2000 ของTANNER (ในครั้งนั้น) คืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง บรรดาตัวละครTANNER อาจพ่ายแพ้ในที่สุด พวกเขามีทั้งสูญเสียตัวเองไป (สองสาวใน MESSIDOR และคุณลุงCHALRES )  หลงทิศไม่รู้ทาง (ROSMUNDAE ใน SALAMANDER )  หรือกลับเข้าสู่ระบบเดิม (บรรดาตัวละครใน JONAS ) หากสิ่งที่ TANNER ทิ้งไว้ให้กับเราเสมอคือแสงสลัวของความหวังน้อยๆ  ลูกสาวของCHARLES อาจคือความหวังเดียวที่เขาทิ้งไว้ให้หลังจากตัวเองต้องไปยอู่โรงพยาบาลบ้า  ภาพของROSMUNDAE ที่เดินไปตามถนนเลียบแม่น้ำ หรือภาพสุดท้ายเมื่อหนูน้อย JONAS มาต่อเติมภาพวาดบนผนังกำแพงที่ถูกทิ้งค้างไปหลายปี หรือหารที่เจ้าหนุ่มJONAS กลับไปฝึกบิน เชื่อเอาว่าอาจารย์ของเขาได้โบยบินไปจริงๆ หรือการเดินทางต่อไปของPAUL ใน IN THE WHITE CITY เป็นแสงสลัวที่เขาทิ้งไว้ให้คนดูอย่างเรา จะเว้นก็แต่สองสาวใน MESSIDOR ที่พบจุดจบอันน่าเศร้า พวกเธอถูกจับเพราะว่าในที่สุด สิ่งที่ทถูกทำลายลงไม่ใช่ระบบแต่เป็นความเป็นมนุษย์ของตัวเธอเองเมื่อพวกเธอในที่สุดทำลายชีวิตผู้อื่น แปรรูปจากผู้ถูกสังคมทำลายเป็นผู้ทำลายสังคมกลับ ซึ่งเป้นเรื่องที่ไม่อาจรับได้อีกต่อไป

 

ภาพรวมทั้งหมดในหนังของALAIN TANNER ที่กล่าวไปนี้ เป็นเพียงแค่การเลาะตะเข็บจากภาพยนตร์บางส่วนของเขาเท่านั้น  เราไม่อาจสรุปรวบรัดหนังของเขาได้โดยง่าย (ต่อให้ได้ดูครบทุกเรื่องก็เถอะ) ทำได้เพียงคิดเติมเสริมต่อจากร่องรอยเล็กๆที่เขาทิ้งไว้ให้ TANNER ไม่เคยทอดทิ้งตัวละครของเขาไว้ในภาคตัดขวางของเหตุการณ์ เขาเองก็เช่นกัน เรามองเห็นความคลี่คลายเล็กๆตลอดเวลาร่วมสิบปีเศษในหนังชุดนี้ ซึ่งในฐานะมนุษย์ (ที่ไม่ดึ้ดติดกับทฤษฎีประพันธกร มองเห็นศิลปินเป็นเพียงก้อนความคิดเพียงก้อนเดียว) เราพบว่าความเปลี่ยนแปลง การคลี่คลาย พลวัตรในหนังของALAIN TANNER เป็นความงามอันน่าสนใจยิ่ง

 

 

หลังจากทุกอย่างล้มเหลว มาธิเออร์กลับไปเป็นคนงานอีกหน ระหว่างขี่จักรยานเป้นระยะทางไกลแสนไกลไปทำงานกลางอากาศที่หนาวเหน็บ มาธิเออร์รำพึงถึงโจนาส ลูกชายคนเล็กของเขา  

" พ่อพยายามจะเก็บรักษาความหวังที่พวกเราเคยมีร่วมกันไว้ ดังนั้นพวกเราจะไม่สาบสูญไป พ่อกลับไปทำงานอีกครั้ง กลับไปให้พวกเขาย่ำยีบีฑา ผมจะใช้ความหวังของพวกเราไปงัดข้อกับพวกมัน โจนาสลูกรัก ตอนนี้เราอยู่ในศตวรรษที่ยี่สิบ และพวกเขาบอกให้พอ่หุบปาก แล้วยอมจำนนกับทุกอย่าง พ่อจะได้รับอนุญาติให้ทำ เฉพาะในสิ่งที่พวกเขาจ้างให้พ่อทำ พ่อเป็นคนงาน คนงานที่ขี่จกรยาน  ไอ้ไฟแดงระยำเอ๊ย!  ตอนเช้านี่มันหนาวนัก มันทำให้พ่อคิดถึงแต่เตียงอุ่นๆของตัวเอง โจนาสลูกรัก เกมนนี้ยังไม่จบ ดูชีวิตของพวกเราสิ  ตั้งแต่วันที่เราแรกหัดเดิน  ในวันที่กองทหารลั่นเสียงปืนใส่พวกเรานับพัน จากบทเรียนแรกของลูกไปจวบบทสุดท้าย การตัดสินใจอันเป็นประชาธิปไตย ที่ไม่เคยให้ผลอะไร นอกจากการคุกคาม สำหรับลูกมันจะมีวันที่ดีขึ้นไหม จะให้ดีขึ้นได้เราต้องทำมันอย่างเป็นระบบ พ่อหมายความว่า : จะต้องไม่มีใครมาตัดสินใจแทนเราอีกต่อไป แรกทีเดียวมันคงจะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอมันทบวีเป็นสิบเท่า มันก็จะเริ่มมีกลุ่มก้อน  พอเป็นร้อยเท่ามันจะมีการสไตรค์ นี่คืออีกบทเรียนหนึ่งของลูกนะ โจนาส จงเรียนรรู้มันบ่อยครั้งเท่าที่พ่อขี่มอเตอร์ไซค์ไปทำงาน ไม่สิมากกว่านั้น มากเท่ากับจำนวนวันทั้งหมดในชีวิตของพ่อ"

 

และบางทีนี่อาจเป็นข้อความที่เหมาะที่สุดสำหรับการปิดบทความชิ้นนี้ บทความที่เขียนขึ้นในปลายปี 2009 ซึ่งปี 2000ของTANNER ยังมาไม่ถึง

 

 

 

มันเป็นช่วงเวลาก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่1 เพียงเล็กน้อย ตอนที่มีเหตุการณ์ประหลาดหลายๆเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไร้เหตุผล ที่มาที่ไป จับมือใครดมไม่ได้  เกิดขึ้นแล้วก็ค่อยๆถูกลืมไป

 

เริ่มจากคุณหมอที่ขี่ม้าเข้าบ้านดีๆม้ากลับสะดุดเชือกที่ใครก็ไม่รู้มาขึงไว้จนคุณหมอตกม้าต้องไปนอนโรงพยาบาลในเมือง ไม่นานจากนั้นก็มีคนงานหญิงตายในไร่อย่างไร้สาเหตุ  ไร่กะหล่ำปลีของท่านบารอนผู้ปกครองหมู่บ้านก็ถูกพังยับไม่มีชิ้นดี ไม่ทันไร ก็มีคนไปพบลูกชายท่านบารอนโดนจับมัดขึงพืดอยู่ชายป่า  แม้จะตีขลุมเอาว่าลูกของคนงานคนหนึ่งเป็นคนลงมือด้วยแรงแค้น แต่ภรรยาท่านบารอนก็หอบลูกไปอยู่ที่อื่น แล้วเรื่องก็ค่อยๆเลือนๆไป จนกระทั่งเหยื่อรายต่อไป เป็นเด็กพิการทางสมองลูกชายของหญิงม่ายหมอตำแยที่อุทิศตัวเพื่อคุณหมอหลังจากหล่อนทำคลอดให้เมียของหมอแล้วแม่ตาย

 

ทั้งหมดทั้งมวลถูกเล่าผ่านมุมสังเกตของคุณครูประจำเมือง ย้อนเล่าด้วยเสียงอันแหบพร่าคล้ายการระลึกถึงความน่าสะพรึงกลัวที่เขาได้ค้นพบ ย่างเงียบเชียบโดยไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ในช่วงเวลาท้ายๆก่อนที่ออสเตรีย และโลกทั้งใบจะเคลื่อนเข้าสู่สงคราม

 

 

‘มีปาล์มทองเป็นประกัน'  อาจเป็นคำโฆษณาที่ยอดเนี่ยมสำหรับหนังสักเรื่อง แต่สำหรับหนังเรื่องนี้ แค่บอกว่า นี่คือหนังใหม่ของ Michael Haneke  นักทำหนังตบกระโหลกคนดูของจริง ก็เพียงพอแล้วในการบอกเล่า แต่แน่นอน เหนือกว่านั้นคือหนังใหม่เรื่องนี้ถ่ายทำเป็นหนังขาวดำ และคว้ารางวัลปาล์มทองคำ(รางวัลสูงสุด)จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ในปี 2009 ที่ผ่านมา

 

เราอาจอธิบายเกี่ยวกับหนังของMichael Haneke แบบรวบรัดและพอเห็นเค้าลางว่า นี่คือหนังตบกระโหลกคนดูด้วยวิธีการแบบของปีศาจ Haneke ล่อลวงคนดูเข้าสู่ความมืดแล้วจัดการทำร้ายคนดูอย่ารุนแรงเพื่อที่จะตระหนักรู้ว่าเป็นตัวเราเองต่างหากที่สร้างความรุนแรงนี้ขึ้น Haneke   อย่างไรก็ดีคำอธิบายนี้ก็ง่อยเปลี้ยเสียขาเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะเขาคงไม่ประสงค์ให้เราอธิบายหนังของเขาอย่างง่ายโดยใช้ไม่กี่ประโยค

 

เล่ารวบรัดสักเล็กน้อย Michael Haneke เริ่มต้นทำหนังตอนล่วงเข้าสี่สิบแล้ว ก่อนหน้านั้นเขาศึกษาด้านปรัชญาและทำงานในแวดวงทีวี อย่างไรก็ดี หลังจากเริ่มทำหนัง หนังของเขาก็ขึ้นชื่อลือชาในแง่ของความเย็นชาโหดเหี้ยม ไม่ใช่ในทางภาพ แต่เป็นในทางจิตวิญญาณ หนังของMichael Haneke มักมุ่งร้ายหมายขวัญบรรดาชนชั้นกลาง ตัวละครในหนังของเขามักเป็นบรรดาคนชั้นกลางแสนสุข กินหรูอยุ่สบายในบ้านที่เต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ทันสมัยมีนิสัยรักการอ่านเป็นนักวิชาการ ก่อนที่จะถูกคุกคามด้วยเหตุการณ์บางอย่างที่จะทำให้บรรดาตัวละครเปิดเผยความด้านชาในหัวใจอันมืดดำออกมา  หนังของเขาอาจเล่าเรื่อง ครอบครัวแสนสุขที่ลุกขึ้นมาฆ่าตัวตายยกครัว(The Seventh Continent) ครูเปียโนจิตป่วยที่อยากมีเซกส์ซาดิสต์ (The Piano Teacher) เด็กวัยรุ่นที่ทดลองฆ่าคน ( Benny's Video) ครอบครัวแสนสุขในวันสิ้นโลก(Times of The Wolf) หรือครอบครัวแสนสุขที่ถูกคุกคามจากคนขอไข่ (Funny Games +Funny Games U.S) และล่าสุดครอบครัวแสนสุขถูกคุกคามจากม้วนวีดีโอลึกลับ (Hidden)

 

หนังทั้ง7 เรื่องในชุดด้านบนนี้ ออกอาการมุ่งร้ายหมายขัวญโดยไม่ปิดบัง หนังมีโรงสร้างชัดเจนว่าด้วยตัวเอกที่มักเป็นครอบครัว ถูกคุกคามโดยภัยจากสิ่งลึกลับที่ไม่ได้บอกที่มาที่ไปชัดเจน โรงสร้างคล้ายคลึงหนังthriller แบบ ฮอลลีวู้ด แต่ที่แตกต่างไปคือเนื้อในหนังทั้งหมด เพราะในขณะที่หนังฮลลีว็กลุ่มนั้นชถูกสร้างอย่างมีนัยยะชัดเจนที่จะเชิดชู ธำรงไว้ซึ่งค่านิยมดั้งเดิม ทั้งความรักความผูกพันในครอบครัว การต่อสู้และยืนหยัดเพื่อกัน ขจัดภัยร้ายที่เข้ามาคุกคาม  แต่หนังของHaneke กลับตรงกันข้าม หนังของเขารื้อสร้างตค่านิยมเหล่านั้นด้วยการชี้ให้เห็นว่าภัยร้ายนั้นไม่ได้ดำรงคงอยู่นอกจักรวาลแล้วคุกคามครอบครัวสุขสันต์นั้นอย่างชั่วร้ายโดยไร้เหตุผล (ซึ่งหนังเหล่านั้นมักทำโดยการแจกแจงที่มาที่ไปของภัยร้ายอย่างชัดเจน) ในขณะที่Haneke ไม่แจกแจงภัยร้ายเหล่านั้น แต่กลับแสดงให้เห็นว่าใช่หรือไม่ที่แท้ภัยร้ายนั้นไม่ใช่อื่นใดนอกจากเป็นมูมเมอแรงความเร็วสูงที่เริ่มต้นจากบรรดาครอบครัวสุขสันต์นั้นเอง พวกเขาทำบางสิ่งซึ่งส่งผลกระทบใหญ่หลวงภายใต้ความเชื่อว่าทำสิ่งที่ถูกต้อง แล้วสิ่งนั้นก็ย้อนกลับมาทำลายพวกเขาด้วยวิธีที่คาดไม่ถึง ความกระอักกระอ่วน ในการที่ผูมตระหนักในบาปที่ตนเองก่อขึ้นนี้เป็นพลังแรงสูงที่ทำให้ Haneke เป็นทั้งที่รักและที่ชังจากบรรดาคนดูหนังทั่วโลก

แต่เลยพ้นไปจากนั้น ยังมีหนังอีกสามเรื่องของHaneke ที่เรายังไม่ได้พูดถึง หนังทั้งสามเรื่องประกอบขึ้นด้วย 71 Fragments a Chronology of Chance , Code Unknown และ The White Ribbon หนังเรื่องล่าสุดนี้ หนังทั้งสามเรื่องประกอบขึ้นจากตัวละครยิบย่อยมากมาย แต่ละตัวละครอาจเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน แต่ไม่ใช่ในทางตรง หาก ในที่ทาของ ‘ความเป็นไปได้'ในการทำลายล้างกันและกัน ตัวละครใน 71 fragments มีตั้งแต่ นักศึกษาเนิร์ดๆ ไปจนถึงคนต่างด้วหนีเข้าเมืองหรือคู่ผัวเมียรับลูกบุญธรรม หรือกระทั่ง ไมเคิลแจคสั้น หนังฉายภาพ 71 ฉาก ที่ซ้อนทับเกี่ยวพันกันโดยไมได้ตั้งใจ และนำไปสู่การฆาตกรรมอันเหี้ยมโหดในท้ายเรื่อง เช่นเดียวกัน คู่รักแสนสุข คนผิวสี เด็กหูหนวก ขอทานข้างถนน ล้วนเกี่ยวกพันซึ่งกันและกัน แม้ไม่นำไปสู่สิ่งใดมากไปกว่าการไม่สามารถเปิดประตูเข้าบ้านได้ แต่ก็แสดงภาพความง่อยเปลี้ยเสียขาของการสื่อสารกันระหว่างมนุษยือย่างรุนแรงในCode Unknown

 

 

และใน The White Ribbonนี้ ตัวละครจำนวนมาก ได้กลับมาเกี่ยวพันกันอีกครั้ง หากในคราครั้งนี้มีโครงสร้างชัดเจนเชื่อมโยงเกี่ยวพันกันในฐานะของคนร่วมหมู่บ้าน พวกเขาเกี่ยวเกาะอยู่บนบรรดาเหตุการณืชั่วร้ายที่จับมือใครดมไม่ได้หลายเหตุการณ์ ซึ่งหนังค่อยๆคลี่ขยายโดยไม่อธิบายอะไรมากมายให้เราเข้าใจว่าที่แท้แล้วตัวหมู่บ้านนี้เองคือบ่อหมักหมมกักเก็บความชั่วร้าย

 

นี้เป็นครั้งแรกที่ Hakneke ทำหนังพีเรียดย้อนยุค และไม่ใช่ความบังเอิญที่เขาเลือกย้อนยุคกลับไปยังหมู่บ้านในทางตอนเหนือของเยอรมันในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเพียงไม่นานนัก หนังเริ่มต้นฉายภาพของครอบครัวสุขสันต์ในหมู่บ้านที่มีการปกครองอย่างเรียบร้อย ท่านบารอนดูแลบรรดาชาวนา ทั้งหมดมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน มีหมอ มีนักสอนศาสนา มีคุณครู มีผู้ปกครอง ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  จนเมื่อแต่ละเหตุการณ์ค่อยๆทยอยเกิดขึ้น คนทั้งหมู่บ้านก็ไม่ได้ตระหนกตกใจ พวกเขาหาตัวคนผิดกันอย่างง่ายๆและพึงใจจะปล่อยให้แต่ละเหตุการณ์เกิดขึ้นจบลงแล้วถูกลืมไปกับกาลเวลา

 

มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่คนดูได้เห็นกับตาว่ามีคนลงมือทำจริงๆ นั่นคือการที่ลูกชายชาวนา ที่สูญเสียแม่ขณะทำงานในไร่ของท่านบารอน แค้นจัดจนอาศัยจังหวะที่ทั้งหมู่บ้านกำลังฉลองฤดูเก็บเกี่ยวเข้าไปทำลายไร่กะหล่ำปลีของท่านบารอน เหตุการณืเกิดเชื่อมโยงพอดีกับการหายตัวไปของลูกชายท่านบารอน เขาจึงตกเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีทั้งหมดที่เกิดก่อนหน้านั้น

 

โดยไม่ต้องสงสัยฉากนี้คือแบบจำลองที่ชัดเจนในเรื่องของการต่อสู้ระหว่างชนชั้นของนชั้นปกครองและชนชั้นแรงงาน เมื่อถูกท้าทายชนชั้นปกครองก็พร้อมจะลงดาบโดยไม่ต้องสอบสวนหาความจริงที่แท้ใดๆทั้งสิ้น ที่เจ็บปวดกว่านั้นคือ ที่แท้แลวมันเป็นไปได้ว่าคนที่ก่อเหตุทั้งหมด อาจเป็นคนอื่นๆ คนชั้นกลางทั้งหลายที่ต่างมีชีวิตอยู่ส่วนตนโดยไม่ได้เกี่ยวข้อกับความขัดแย้งใดๆ ราวกับหนังจะชี้ให้เห็นว่า คนที่ชั่วช้าที่สุดไม่ใช่ชนชั้นปกครองที่กดขี่ หรือชาวนากระด้างกระเดื่อง แต่เป็นชาวบ้านสามัญและค่านิยมที่พวกเขายึดจับไว้แม่นมั่นนั่นเอง! และในขณะที่หนุ่มชาวนานอกจากจะเสียแม่ไปตอนต้นเขายังต้องเสียพ่อผู้ฆ่าตัวตายด้วยทนความอับอายไม่ได้ไปอีก ในขณะที่ท่านบารอนสุดท้ายก็ค่อยๆสูญเสียครอบครัวไปจริงๆ มีแต่บรรดาชาวบ้านในหนังเท่านั้นที่ไม่ได้สูญเสียอะไรเลย

พิจารณากันให้ถ้วนถี่ ครอบครัวหลักๆที่หนังนำเสนอมันประกอบขึ้นด้วย  คริบครัวท่านบารอน สองคือครอบครัวของนักสอนศาสนาที่มีลูกสาวลูกชายวัยไล่เลี่ยกันอย่างน้อยสองคนและเด็กทั้งสองคนกระทำอะไรบางอย่าง(ที่หนังไม่ได้บอกไว้)ตอนต้นเรื่องและถูกพ่อจับผูก ‘ริบบิ้นขาว' ตลอดทั้งเรื่อง ครอบครัวของคุณหมอที่อาสัยอยู่กับลูกสาววัยรุ่นและลูกชายวัยเด็กเล็กอีกคน ครอบครัวคนงาน ครอบครัวชาวนา รวมไปถึงครอบครัวของแม่หมอตำแยซึ่งประกอบด้วยตัวหล่อนและลูกชายพิการทางสมองอีกคน  ครอบครัวเกือบทั้งหมดปกครองด้วยระบอบ ‘ปิตาธิปไตย' มีพ่อเป็นใหญ่ในบ้าน ท่านบารอนตวาดด่าภรรยาอย่างรุนแรง นักสอนศาสนาเก็ยความรู้สึกรักผูกพันทั้งหมดที่มีต่อบุครธิดาอย่างมิดชิด ในฉากหนึ่งนกของอขาถูกฆ่าอย่างทารุณ ลูกชายคนเล็ก เอานหที่ตัวเองเก็บมารักษามาให้พ่อ เขากลับตอบแทนอย่างเฉยเมย เก็บกลั้นความรู้สึกเอาไว้ข้างใน เช่นเดียวกันกับคุณหมอที่นอกจากจะใช้แม่หมอตำแยเป็นคนรับใช้หล่อนยังต้องบำเรอกามให้กับเขาด้วย และเมื่อหล่อนเอ่ยอ้างเรื่องการสร้างครอบครัวหล่อนก็ถูกเขาด่าว่าอย่างเจ็บแสบ ลามเลยไปจนถึงครอบครัวคนงานที่พ่อลุกมาตบตีลูกกันแบบตรงไปตรงมา

 

วิธีคิดแบบนี้ถูกปลูกฝังอยู่ในตัวของเด็กๆ ทั้งความเย็นชาของพ่อ ไปจนถึงการแสดงตนเป็นใหญ่ หนังไม่ได้นำเสนอมันออกมาอย่างง่ายๆว่าพ่อใจร้ายทำมห้ลูกกลายเป็นโรคจิต เราไม่สามารถจับมือใครดมได้ในตอนท้ายมีเพียงข้อสงสัยของคุณครูว่าเด็กๆอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่คุณครูเป็นเช่นเดียวกับแม่หมอตำแย นั้นคือยู่ในสถานะต่ำสุด เพราะเขายังไม่มีครอบครัว เขาตกหลุมรักสาวใช้ของท่านบารอน ที่พ่อของเธอยื่นคำขาดเกี่ยวกับรูปแบบการคบหา ในขณะที่หมอตำแยเป้นครอบครัวที่ปราศาจากผู้ชายดูแล  ตำแหน่งแห่งที่ของพวกเขาจึงอยู่ชายขอบของสังคม

 

ริบบิ้นขาวที่ถูกผูปไว้ที่แขนและผมของเด็กๆลูกสาวลูกชายของนักสอนศาสนาในทางหนึ่งเป็นเครื่องมือลงโทษ ที่พอ่กะทำต่อลูกที่ไม่เชื่อฟัง การปกครองด้วยความกลัวคือรูปแบบของการปกครองในครอบครัวแบบพ่อเป็นใหญ่( พ่อมีหน้าที่ใช้พระเดชกับลูกๆ) ในอีกทางหนึ่ง ริบบิ้นสีขาวเป็นเครื่องแทนความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดังนั้น เด็กๆในหนังจึงถูกลงโทษ จากความผิดบางประการ ถูกทำให้เชื่อว่าเป็นคนบาป  และการไถ่บาปจะได้รับความบริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นเครื่องตอบแทน วิธีคิดนี้สอดคล้องกับการวิเคราะห์ความสำนึกบาปในศาสนาคริสต์ของนิทเช่ (หาอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความวิเคราะห์หนังAntichrist โดย ไกรวุฒิ จุลพงศธรในนิตยสารไบโอสโคป)   มนุษย์ถูกทำให้สำนึกบาป ให้ติดค้างกับพระเจ้าซึ่ง'ไถ่บาป'แทนมนุษย์ มนุษย์จึงต้องเต็มไปด้วยความสำนึกบาป และการไถ่ถอนความสำนึกบาปนั้นจะนำไปสู่ความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ซึ่งสิ่งนี้ถูกตอกย้ำฉากหนึ่งที่ลูกชายของนักสอนศาสนาเดินอยู่บนราวสะพานโดยให้เหตุผลกับคุณครูว่า ถ้าพระเจ้าไม่ชอบเขาพระเจ้าจะดลบันดาลให้เขาตกลงไปตาย ถ้าไม่แสดงว่าพระเจ้าพอใจเขา มากไปกว่านั้น ริบบิ้นขาวที่ใหญ่ที่สุดอยู่บนปกเสื้อของท่านหมอสอนศาสนานั่นเอง!

และเมื่อเด็กถูกสอนให้เชื่อว่าสิ่งที่ตนเองทำคือการ ‘ไถ่บาป'  สิ่งที่พวกเขาทำ (หรืออาจจะไม่ได้ทำก็ได้) จึงเป็นสิ่งถูกต้องสมควร การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเชื่อว่าถูกต้องย่อมปราศจากความสำนึกบาป ซ้ำยังทำไปด้วยความรู้สึกว่ากำลังไถ่บาปให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย หมอผู้ล่วงละเมิดทางเพศลูกสาว หรือท่านบารอนผู้กดขี่จำต้องด้รับการสั่งสอน และการสั่งสอนนั้นเลยเถิดจากความผิดบาปที่มีการกระทำ ไปสุ่ความผิดบาปที่เป้ฯความผิดติดตัว เช่นการเกิดมาเป็นคนพิการทางสมองของลูกชายหมอตำแย  ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่บังเอิญเลยที่เป็นแบบจำลองเดียวกับการที่นาซีไล่ฆ่าคนยิว!  (แม้จะไม่ใช่ข้ออ้างทางศาสนาแต่เป็นด้านเชื้อชาติ-หากมันก็ดำเนินไปภายใต้กรอบคิดที่คล้ายคลึงกัน)  ที่สำคัญหนังแสดงภาพให้เห็นว่าเด็กๆเหล่านี้กำลังจะก้าวพ้นวัยไปสู่วัยผู้ใหญ่ (หนังมีฉากพิธีรับศีลด้วยซ้ำ) และใช่หรือไม่ว่าผู้คนเหล่านี้คือผู้คนที่จะกลายเป็นผู้ใหญ่ในยุคสมัยของนาซี ในสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีต่อมา

 

มากไปกว่านั้น ตามธรรมเนียมของหนังของHaneke หนังทุกเรื่องของเขานอกจากมุ่งร้ายหมายขวัญตนชั้นกลางแล้ว ยังมุ่งร้ายหมายขัวญ ‘สื่อ'อีกด้วย หนังของเขาอาจ ‘แสดงตัวให้เห็นว่าเป็นหนัง'อบ่างเช่นฉากรีโมทคอนโทรลใน Funny Games หรือ การที่คนดูสับสนระหว่างภาพจริงกับภาพในวีดีโอ ใน Hidden  หรืออาจจะตบตีตรงๆ ด้วยแรแสดงอิทธิพลสื่อที่มีต่อเด็กๆใน Benny's Video ไปจนถึงการเสียดเย้ยในฉากPower of Love .นช่วงท้ายของThe Seventh Continent หนังของHaneke บอกเราเสมอว่าสื่อเป็นสิ่งที่เราต้องระแวดระวังเพราะสื่อไม่ได้บอกความจริงแต่เป็นเพียงแบบจำลองของความจริงซึ่งสามารถลดทอน ตบแต่งและบิดเบือนได้ตลอดเวลา และเราเสพสื่อ(โดยเฉพาะภาพยนตร์)ด้วยความรู้สึกอยากเห้นผู้อื่นฉิบหาย ที่แท้เราคือผู้บ่มเพาะความรุนแรงขึ้นมาเอง (โปรดนึกถึงฉากรีโมทคอนโทรลอันลือลั่นอีกครั้ง)

 

หากในครั้งนี้ Haneke กลับเลือกทำหนังย้อนยุคที่ไม่ได้เอื้อให้เล่นอะไรกับรูปแบบของภาพยนตร์มากนัก ไม่มีการเล่นเบรคเชี่ยนกับคนดู หรือเทคนิคตื่นตา จนหลายคนอาจนึกสงสัยว่าหนังเรื่องนี้ยังสามารถเล่าให้แรงพอกันได้ในทางวรรณกรรมโดยไม่ต้องเอามาทำเป็นหนัง แต่ Haneke ก็สามารถเล่นกับรูปแบบของภาพยนตร์ได้อยู่ดี นั่นคือในคราวนี้เขาเลือกถ่ายหนังทั้งหมดให้เป็นหนังขาวดำ

 

การเป็นหนังขาวดำอาจถูกประเมินได้ง่ายๆว่าเพราะมันเป็นหนังย้อนยุคจึงเหมาะจะทำเป็นหนังขาวดำ แต่ในระดับที่ลึกกว่านั้นคือการที่หนังสกัดเอาสีทั้งหมดออกไปจนเหลือแค่สองสีนั้นแสดงให้เห็นชัดเจนถึงประเด็นหลักของหนังนั้นคือ ขาวกับดำซึ่งในที่นี้ไม่ใช่การต่อสู้ของความดีความชั่วย แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าความดีไม่สามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่มีความชั่ว! ตลอดทั้งเรื่องเราจึงเห็นความมืดเด่นชั้นที่สุดเมื่อยยู่ในแสงขาว ในขณะเดียวกันฉากสำคัญที่สีขาวได้ออกอาละวาดอย่างรุนแรงคือฉาก เผาโรงนา เพราะด้วยความที่หนังเป็นสีขาวดำ หราจึงเห็นไฟที่ลุกท่วมโรงนาเป็นสีขาวเจิดจ้าราวกับว่าการเผาทำลายล้าง คือวิธีการ ‘ทำให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง' เฉกเช่นเดียวกับความหมายของ ริบบิ้นสีขาว

 

นี่จึงเป็นอีกครั้งที่เราโดนMichael Haneke ตบกระโหลกอย่างจัง และในครั้งนี้ของตบเราด้วยมาดสุขุมนุ่มลึกขึ้น เขาซ่อนสาส์นสำคัญเอาไว้อย่างแนบเนียนมากขึ้น และไม่จงใจขายฉากแรงๆชวนช๊อคอีกต่อไป นี่จึงนับเป็นพัฒนาการอีกขั้นที่ไปไกลยิ่งของเขา ซึ่งโดยส่วนตัวของผู้เขียนขอเรียกว่า เขาก้าวพ้นจากการเป้นผู้กำกับคนสำคัญของยุคสมัย ไปสู่การเป็น ปรมาจารย์ผู้กำกับเรียบร้อยแล้วในหนังเรื่องที่สิบของเขานี้เอง