see-it-and-die

ARTAVAZD PELESHYAN

posted on 06 Aug 2008 14:06 by filmsick  in see-it-and-die

เราจะพูดถึงเขายาวๆอีกครั้งหนึ่ง

 

แต่นี่คือหนังสั้นที่ชอบที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่ได้ดูมาในปีนี้ครับ

END  (1992)(A+++++++++++++++)

LIFE (1993)(A+++++++++++++++)

Artavazd Ashoti Peleshyan (born November 22, 1938, Leninakan) is an Armenian director of film-essays, a documentarian in the history of film art and a film theorist. However his work unlike Maya Deren's is not avant-garde nor tries to explore the absurd, is not really art for the art's sake like Stan Brakhage's but should be rather acknowledged as a poetic view on life embedded on film. In the words of the filmmaker Sergei Parajanov, his is "one of the few authentic geniuses in the world of cinema". Renowned Master of the Armenian SSR arts title (1979).
He is renowned for developing a style of cinematographic perspective known as distance montage, combining perception of depth with oncoming entities, such as running packs of antelope or hordes of humans. Characteristic to him is also the use of archive footage alongside with his own shots and, especially, fast intercutting between these two. Telephoto lens are often used to get "candid camera" shots of people engaging in mundane tasks.
His films are on the border between documentary and feature, rather reminding of the work of such avant-garde filmmakers as Bruce Connor than of any kind of conventional documentaries. Most of his films are short, the longest being 60 minutes and the shortest 6 minutes long. His films feature no dialogue; however, music and sound effects play nearly as important a role in his films as the visual images in contributing towards the artistic whole. Nearly all of his films were shot in black and white.
Already his student films he made while he was studying at VGIK were awarded several prizes. As for now, 12 films by Peleshyan are known to exist. The Beginning (Skizbe) (1967) is a cinematographical essay about the October Revolution of 1917. One of the unique visual effects used in this film is achieved by holding snippets of film still on one frame, then advancing only for a second or two until again pausing on another, resulting in a stuttering visual effect. Other important films by him are We (Menq) (1967, a poetically told history of Armenia and its people and Inhabitant (Obitateli) (1970), a reflection on the relationship between wildlife and humans. Artavazd Peleshian's most brilliant film is "The Seasons" (1975), exquisitely cinematographed by another great Armenian documentarian Mikhail Vartanov (Vardanov) - it is an outstanding look at the contradiction and harmony between the humans and nature.
Peleshyan is also the author of a range of theoretical works, such as his 1988 book Moyo kino (My Cinema).
Being from a country far away from internationally significant cinema circles, Peleshyan's efforts were never been properly recognized by world cinema until very recently. After the fall of Soviet Union, he has been able to make two more short films, Life (1993) and The End (1994). He is now living in Moscow. His most recent film was edited at the ZKM | Karlsruhe Film Institute in 2005-2006 and has not yet been released.

 

 

 

วาเลอรีอาจกำลังฝันหรือไม่  เธอไม่อาจล่วงรู้  ที่เธอรู้คือเธอมีต่างหูหนึ่งคู่ ใครบางคนขโมยไปจากฆุของเธอตอนที่เธอหลับ ปีนลงมาจากช่องเปิดของหลังคาเรือนกระจก  ใครคนนั้นที่อาจเป็นลูกสมุนของแวมไพร์น่าเกลียดน่ากลัว ผู้ซึ่งต่อมาต้องตาต้องใจจนลักลอบนำมันมาคืนเธอ  เธอฝันว่าตนเองแหวกว่ายในสายน้ำ เห็นกลุมหญิงสาวในชุดสีขาวแนบเนื้อก้อร่อก้อติกกันและกันในสระ แล้วเธออาจตื่นขึ้น ไม่ก็เป็นอีกวันหนึ่งของเธอ  เธอเดินเข้าบ้าน พลันเลือดหยดหนึ่งรินลงลงบนดอกไม้สีขาว  เลือดที่ไหลมาจากหลืบเร้นในร่างกายเธอ  เธออายุ13 และเลือดหยดนั้นคือการมาถึงของวัยสาว ท่ามกลางสัปดาห์อันวุ่นวาย ที่ทั้งน่าตื่นเต้นแลวนสะพรึงกลัว วาเลอรีต้องข้าไปเกี่ยวข้องกับส่างมากหลาย งานแต่งงาน พระโรคจิต ต่างหูวิเศษ พ่อแม่ที่พลัดหายไปเนิ่นนาน คนรักนักดนตรีของเธอ ไปจนกระทั่งแวมไพร์จากดินแดนดึกดำบรรพ์ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือคนที่เลี้ยงดูเธอมาตลอดชีวิต!

 

นี่คือหนังที่ควบรวมเอาเทพนิยายพื้นบ้าน  เรื่องสยองขวัญชวนแสยงขน และเรื่องอีโรติคชวนวาบหวิวเข้ามาผสมปนเปกัน  ผลงานปี 1970ของ JAROMIL JIRES ผู้กำกับหนึ่งในกลุ่ม Czech New Wave ร่วมยุคกับ MILOS FORMAN , VERA CHYTILOVA หรือ IVAN PASSER  JIRES นั้นเริ่มมีชื่อเสียงตั้งแต่ทำTHE CRY หนังยาวเรื่องแรก  ก่อนที่จะเป็นที่รู้จักในฐานะผู้กำกับที่หาญกล้านำเอาบทประพันธ์ของMILAN KUNDERA อย่าง THE JOKE มาทำเป็นหนัง

 

THE JOKER นั้นออกฉายใน ปี1968 ท่ามกลางความสดฉ่ำของแวดวงคนทำหนังเชคที่ปรากฏแก่สายตาชาวโลก  แต่ในขณะที่ฝรั่งเศศเกิดจราจลที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของคนหนุ่มสาวและปัญญาชนไปชั่วนิรันดร์  ในเชคกลับเจออะไรที่โหดเหี้ยวกว่านั้นหลายเท่า เพราะในปี 1968นี้เองที่โซเวียตกรีทาทัพเข้าบุกยึดเชค  เปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นสังคมนิยมสมบูรณ์

 

กลุ่มคนทำหนังเชคนิวเวฟ จึงกลายเป็นเป้าหมายหนึ่ง  โซเวียตตั้งสภาตรวจสอบเซนเซอร์บทหนัง  และส่งผลให้คนทำหนังหลายคนต้องออกจากเชคไป (เช่น MILOS FORMAN ไปกลายเป็นผู้กำกับฮอลลีวู้ดคนดัง)  แต่บางคนก็ยังอยู่ในเชค JIRES เป้ฯหนึ่งในนั้น และช่าวยไม่ได้เลยที่THE JOKER จะไม่สบอารมณ์โวเวียตมันจึงโดนสั่งแบนและตัดออกจากประวัติการทำงาน

 

แต่ JIRES อาจจะยังโชคดีว่า ผู้กำกับอย่างJAN NEMEC หรือ VERA VHYTILOVA ที่หนังของเขาและเธอถูฏแบนตลอดกาล ขึ้นบัญชีดำห้ามทำหนังอยู่หลายปีดีดัก จนต้องหันไปทำงานทีวีเพื่อยังชีพ  วงการหนังเชคตอนนั้นว่ายเวียนอยู่กับหนังประโลมโลก หนรังแฟนตาซี  และ JIRES ก็หยิบเอา บทประพันธ์เก่าเรื่องนี้มาทำเป็นหนัง

 

ด้วยรูปแบบหนังแฟนตาซีที่เต็มไปด้วยภาพที่ออกแบบมาอย่างสวยงาม  บรรยากาษศขรึมขลังแบบยุโรปโบราณ ที่ชวนตะลึงและชวนผวา  การตัดต่อหวือหวาชนิดที่ไม่ต้องรู้เรื่องอะไรกันอีกแล้ว(ในบางฉาก) นำมารองรับเรื่องเล่าที่กระโดดไปมาระหว่างความฝันกับโลกจริง ระหว่างนิทานกับหนังโป๊  ระหว่างหนังชีวิตเข้มข้นกับเรื่องสยองขวัญ

อาการผันแปรเอาแน่ไม่ได้ของการลำดับเรื่องในหนังน่าสนใจยิ่งเพราะมันสะท้อนภาพความหวั่นไหววูบวาบของเด็กสาวที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่วัยสาว  หนังเป็นเหมือนโลกที่วิปลาสไปในห้วงยามของประจำเดือนครั้งแรก  ความสนุกสนานน่ารักแบบเด็กๆ ประสมกับความวาบหวิวรัญจวนใจของการกลายเป็นสาว การริรักกับชายที่อาจจะเป็นพี่ชายของเธอเอง   โลกแห่งการผจญภัยและบ้านที่สงบอบอุ่น เกี่ยวกระหวัดเข้ากับโลกใต้ดินชวนสะพรึงของผีดูดเลือดดึกดำบรรพ์ พระบ้าตัณหากลับและการล่าแม่มด  ทั้งหมดถูกนำมาประสมกันเป็นภาพร่างชนิดใหม่ รสชาติประหลาดที่บัดเดี๋ยวหวาน  บัดเดี๋ยวขมฝาดลิ้น  นิทานสำหรับผู้ใหญ่ และ หนังโป๊แบบเด็กๆ  รัญจวนในความไร้เดียงสาอันทั้งบ้าคลั่งและน่ารักใคร่

 

แต่อย่างไรก็ตาม  นี่ไม่ใช่เพียงหนังภาพสวยเรื่องเก๋สำหรับประโลมใจเท่านั้น  แม้หนังจะผ่านการตรวจสอบและออกฉายในฐานะหนังแฟนตาซีชวนบรรเจิด (และแอบแปะฉลากหนังโป๊ซอฟท์คอร์ชวนรัญจวนใจ) แต่หากจับหนังด้วยมุมมองทางการเมืองเราก็พบว่าหนังคมคายอยู่ไม่น้อยในการวิพากษ์เชคในขณะนั้น  เนื่องจากหนังชี้ชวนให้คิดเทียบเคียงประชาชนชาวเชคกับสาวน้อยวาเลอรี ที่ต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพล มืดดำของคนรุ่นก่อนหน้า คุณยายที่ขายเธอแลกกับการดื่มเลือดสาวเพื่อจะคงงความงามไว้ตลอดไป  รวมหัวกับแวมไพร์ที่แกล้งบอกว่าคือพ่อของวาเลอรี  บาทหลวงหรือก็ช่วยไม่ได้เพราะที่จริงเป็นพวกบ้ากาม พอไม่ได้ดังสมประสงค์ก็ใส่ร้ายว่าเธอเป็นแม่มดจับเธอไปเผาทั้งเป็น  ระบบครอบงำ คล้ายกับตัวแทนสังคมนิยม และโซเวียตที่ครอบงำชาวเชคไว้ในห้วงยามอันสยองขวัญแสยงขน (ฉากล่าแม่มดชวนให้นึกถึงเหตุการณ์ฬน THE FIFTH HORSEMAN IS FEAR หนังเชคที่แสดงภาพของตำรวจรัฐสมัยนาซี (ซึ่งสะท้อนภาพโซเวียตอีกต่อหนึ่ง)อย่างยิ่ง)

 

ในขณะเดียวกันหนังกลับฝากความหวังไว้กับตัวเอกที่เป็นนักแสดง กวี และนักดนตรีในคนเดียวกัน ราวกับจะให้ความหวังจากแสงสว่างของปัจเจกขนและปัญญาชนที่จะใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการแผ้วถางทางและเรียกคืนจิตวิญญาณของความเป็นเชค (พ่อกับแม่) กลับคืนมา

 

แต่หนังก็อาจเป็นเพียงฝันหวานที่ไม่อาจเป็นจริง  เพราะภาพสุดท้ายของหนังคือเตียงสีขาวของวาเลอรีที่เดียวดายในใจกลางป่าทึบชวนสะพรึง!!!

 

แต่ไม่ว่าVALERIE AND HER WEEK OF WONDERS จะเป็นเพียงหนังแฟนตาซี ที่พูถึงโมงยามรัญจวนของวัยสาว หรือเป็นหนังการเมืองหนักแน่นหรือไม่  ที่แน่ๆนี่คือหนังที่ถึงพร้อมด้วยเทคนิคอันแพรวพราว ใช้ทรัพยากรที่ตัวมี ทั้งฉาก บรรยากาศ และเทคนิคทางภาพยนตร์พื้นประจงสร้างโลกฝันเฉพาะตัวที่ไม่ได้หมดจดงดงามหากทั้งยังลึกลับยั่วยวนชวนให้ผจญภัย หรือเลยเถิดไปจนเป็นความสยองขวัญสั่นประสาท เป็นอีกครั้งหนึ่งมที่ภาพยนตร์ได้แสดงศักยภาพของมันในการก้าวล่วงไปสู่ดินแดนที่ทมนุษย์ใม่อาจสร้างขึ้นได้โดยง่าย แล้วถ่ายทอดออกมาอย่างถึงอารมณ์

BLUE MOON YOU SAW ME STANDING ALONE

posted on 29 Jul 2008 12:43 by filmsick  in see-it-and-die

 Blue Moon
You saw me standing alone
Without a dream in my heart
Without a love of my own

เคยฟังเพลง BLUE MOON กันไหมครับ

เพลงนี้มีเขียนไว้ตั้งแต่ปี 1934 จากวันนั้นถึงวันนี้มีคนเอามาร้องสักร้อยคนได้แล้ว 

จากLOUISE ARMSTRONG ถึง FRANK SINATRA แต่เวลาผมคิดถึงเพลงBLUE MOON ผมจะคิดถึงเวอร์ชั่นนี้

Blue Moon
You know just what I was there for
You heard me saying a prayer for
Someone I really could care for

And then there suddenly appeared before me
The only one my arms will hold
I heard somebody whisper please adore me
And when I looked to the Moon it turned to gold

นี่คือเสียงของCLIFF RICHARD เจ้าพอ่เพลงpop bublegumจากอังกฤษ ที่เดินรอยตามเอลวิส  แต่ทำเพลงร๊อค หน่อมแน้มน่ารักจากยุคหกสิบ

ผมได้ฟังBLUE MOON ฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นแรกในชีวิต ตอนที่หัดฟังเพลงฝรั่งใหม่ๆ แล้วเลือกซื้อเทปพีคอกราคา 25 บาทจาร้านแถวบ้าน  การเลือกเพลงโปรดของพ่อกับแม่ จะได้ประโยชน์ด้วยการได้ตังค์ฟรี

Blue Moon
Now I'm no longer alone
Without a dream in my heart
Without a love of my own

And then there suddenly appeared before me
The only one my arms will ever hold
I heard somebody whisper please adore me
And when I looked the Moon had turned to gold

พอ่กับแม่ผมฟังภาษษอังกฤษไม่ออกสักคำ แต่กลับชอบELVIS และCLIFF อย่างมากๆ อาจจะเพราะอิทธิพลของหนัง  แม่ชอบเล่าว่าหนังเรื่อง THE YOUNG ONES  คลิฟฟ์เหมารถบัสไปเที่ยว ทำทุกอย่างใส่รถที่เหมือนรถบ้าน สำหรับแม่ในวัยสาวมันเท่เหลือใจ

มารู้ทีหลังว่าหนังมันคือ SUMMER HOLIDAY ตะหาก  รู้เพราะผมไปเจอวีดีโอโละขายไร้ซับจากตลาดนัดมือสอง ซื้อมาเปิดดูทั้งๆที่ไม่มีซับสักคำ แล้วถึงรู้ว่ามันคนละเรื่อง

 ตอนที่ฟังสมัยเด็กๆคิดว่าเพลงนี้มันเหงามากๆๆ ไม่ได้ฟังนานแล้วจนไปเจอไฟล์ในอินเตอร์เนทโดยบังเอิญ

Blue moon
Now I'm no longer alone
Without a dream in my heart
Without a love of my own

Blue moon
Now I'm no longer alone
Without a dream in my heart
Without a love of my own

เมื่อวานตอนไปขับรถเล่นเพลงนี้ที่ใส่ไว้ในmp3 มันก็เล่นขึ้นมา คิดถึงความเหงาโรแมนติกแบบเด็กๆตอนนั้รชะมัด  ตอนนี้คงเหงาแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว

เลยเอาเพลงBLUE MOON ฉบับที่ผมชอบที่สุดในชีวิตมาให้ฟังกันครับ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเพลง BLUE MOON ที่นี่ครับ

http://en.wikipedia.org/wiki/Blue_Moon_%28song%29