see-it-and-die

 

มันเป็นช่วงเวลาก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่1 เพียงเล็กน้อย ตอนที่มีเหตุการณ์ประหลาดหลายๆเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไร้เหตุผล ที่มาที่ไป จับมือใครดมไม่ได้  เกิดขึ้นแล้วก็ค่อยๆถูกลืมไป

 

เริ่มจากคุณหมอที่ขี่ม้าเข้าบ้านดีๆม้ากลับสะดุดเชือกที่ใครก็ไม่รู้มาขึงไว้จนคุณหมอตกม้าต้องไปนอนโรงพยาบาลในเมือง ไม่นานจากนั้นก็มีคนงานหญิงตายในไร่อย่างไร้สาเหตุ  ไร่กะหล่ำปลีของท่านบารอนผู้ปกครองหมู่บ้านก็ถูกพังยับไม่มีชิ้นดี ไม่ทันไร ก็มีคนไปพบลูกชายท่านบารอนโดนจับมัดขึงพืดอยู่ชายป่า  แม้จะตีขลุมเอาว่าลูกของคนงานคนหนึ่งเป็นคนลงมือด้วยแรงแค้น แต่ภรรยาท่านบารอนก็หอบลูกไปอยู่ที่อื่น แล้วเรื่องก็ค่อยๆเลือนๆไป จนกระทั่งเหยื่อรายต่อไป เป็นเด็กพิการทางสมองลูกชายของหญิงม่ายหมอตำแยที่อุทิศตัวเพื่อคุณหมอหลังจากหล่อนทำคลอดให้เมียของหมอแล้วแม่ตาย

 

ทั้งหมดทั้งมวลถูกเล่าผ่านมุมสังเกตของคุณครูประจำเมือง ย้อนเล่าด้วยเสียงอันแหบพร่าคล้ายการระลึกถึงความน่าสะพรึงกลัวที่เขาได้ค้นพบ ย่างเงียบเชียบโดยไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ในช่วงเวลาท้ายๆก่อนที่ออสเตรีย และโลกทั้งใบจะเคลื่อนเข้าสู่สงคราม

 

 

‘มีปาล์มทองเป็นประกัน'  อาจเป็นคำโฆษณาที่ยอดเนี่ยมสำหรับหนังสักเรื่อง แต่สำหรับหนังเรื่องนี้ แค่บอกว่า นี่คือหนังใหม่ของ Michael Haneke  นักทำหนังตบกระโหลกคนดูของจริง ก็เพียงพอแล้วในการบอกเล่า แต่แน่นอน เหนือกว่านั้นคือหนังใหม่เรื่องนี้ถ่ายทำเป็นหนังขาวดำ และคว้ารางวัลปาล์มทองคำ(รางวัลสูงสุด)จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ในปี 2009 ที่ผ่านมา

 

เราอาจอธิบายเกี่ยวกับหนังของMichael Haneke แบบรวบรัดและพอเห็นเค้าลางว่า นี่คือหนังตบกระโหลกคนดูด้วยวิธีการแบบของปีศาจ Haneke ล่อลวงคนดูเข้าสู่ความมืดแล้วจัดการทำร้ายคนดูอย่ารุนแรงเพื่อที่จะตระหนักรู้ว่าเป็นตัวเราเองต่างหากที่สร้างความรุนแรงนี้ขึ้น Haneke   อย่างไรก็ดีคำอธิบายนี้ก็ง่อยเปลี้ยเสียขาเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะเขาคงไม่ประสงค์ให้เราอธิบายหนังของเขาอย่างง่ายโดยใช้ไม่กี่ประโยค

 

เล่ารวบรัดสักเล็กน้อย Michael Haneke เริ่มต้นทำหนังตอนล่วงเข้าสี่สิบแล้ว ก่อนหน้านั้นเขาศึกษาด้านปรัชญาและทำงานในแวดวงทีวี อย่างไรก็ดี หลังจากเริ่มทำหนัง หนังของเขาก็ขึ้นชื่อลือชาในแง่ของความเย็นชาโหดเหี้ยม ไม่ใช่ในทางภาพ แต่เป็นในทางจิตวิญญาณ หนังของMichael Haneke มักมุ่งร้ายหมายขวัญบรรดาชนชั้นกลาง ตัวละครในหนังของเขามักเป็นบรรดาคนชั้นกลางแสนสุข กินหรูอยุ่สบายในบ้านที่เต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ทันสมัยมีนิสัยรักการอ่านเป็นนักวิชาการ ก่อนที่จะถูกคุกคามด้วยเหตุการณ์บางอย่างที่จะทำให้บรรดาตัวละครเปิดเผยความด้านชาในหัวใจอันมืดดำออกมา  หนังของเขาอาจเล่าเรื่อง ครอบครัวแสนสุขที่ลุกขึ้นมาฆ่าตัวตายยกครัว(The Seventh Continent) ครูเปียโนจิตป่วยที่อยากมีเซกส์ซาดิสต์ (The Piano Teacher) เด็กวัยรุ่นที่ทดลองฆ่าคน ( Benny's Video) ครอบครัวแสนสุขในวันสิ้นโลก(Times of The Wolf) หรือครอบครัวแสนสุขที่ถูกคุกคามจากคนขอไข่ (Funny Games +Funny Games U.S) และล่าสุดครอบครัวแสนสุขถูกคุกคามจากม้วนวีดีโอลึกลับ (Hidden)

 

หนังทั้ง7 เรื่องในชุดด้านบนนี้ ออกอาการมุ่งร้ายหมายขัวญโดยไม่ปิดบัง หนังมีโรงสร้างชัดเจนว่าด้วยตัวเอกที่มักเป็นครอบครัว ถูกคุกคามโดยภัยจากสิ่งลึกลับที่ไม่ได้บอกที่มาที่ไปชัดเจน โรงสร้างคล้ายคลึงหนังthriller แบบ ฮอลลีวู้ด แต่ที่แตกต่างไปคือเนื้อในหนังทั้งหมด เพราะในขณะที่หนังฮลลีว็กลุ่มนั้นชถูกสร้างอย่างมีนัยยะชัดเจนที่จะเชิดชู ธำรงไว้ซึ่งค่านิยมดั้งเดิม ทั้งความรักความผูกพันในครอบครัว การต่อสู้และยืนหยัดเพื่อกัน ขจัดภัยร้ายที่เข้ามาคุกคาม  แต่หนังของHaneke กลับตรงกันข้าม หนังของเขารื้อสร้างตค่านิยมเหล่านั้นด้วยการชี้ให้เห็นว่าภัยร้ายนั้นไม่ได้ดำรงคงอยู่นอกจักรวาลแล้วคุกคามครอบครัวสุขสันต์นั้นอย่างชั่วร้ายโดยไร้เหตุผล (ซึ่งหนังเหล่านั้นมักทำโดยการแจกแจงที่มาที่ไปของภัยร้ายอย่างชัดเจน) ในขณะที่Haneke ไม่แจกแจงภัยร้ายเหล่านั้น แต่กลับแสดงให้เห็นว่าใช่หรือไม่ที่แท้ภัยร้ายนั้นไม่ใช่อื่นใดนอกจากเป็นมูมเมอแรงความเร็วสูงที่เริ่มต้นจากบรรดาครอบครัวสุขสันต์นั้นเอง พวกเขาทำบางสิ่งซึ่งส่งผลกระทบใหญ่หลวงภายใต้ความเชื่อว่าทำสิ่งที่ถูกต้อง แล้วสิ่งนั้นก็ย้อนกลับมาทำลายพวกเขาด้วยวิธีที่คาดไม่ถึง ความกระอักกระอ่วน ในการที่ผูมตระหนักในบาปที่ตนเองก่อขึ้นนี้เป็นพลังแรงสูงที่ทำให้ Haneke เป็นทั้งที่รักและที่ชังจากบรรดาคนดูหนังทั่วโลก

แต่เลยพ้นไปจากนั้น ยังมีหนังอีกสามเรื่องของHaneke ที่เรายังไม่ได้พูดถึง หนังทั้งสามเรื่องประกอบขึ้นด้วย 71 Fragments a Chronology of Chance , Code Unknown และ The White Ribbon หนังเรื่องล่าสุดนี้ หนังทั้งสามเรื่องประกอบขึ้นจากตัวละครยิบย่อยมากมาย แต่ละตัวละครอาจเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน แต่ไม่ใช่ในทางตรง หาก ในที่ทาของ ‘ความเป็นไปได้'ในการทำลายล้างกันและกัน ตัวละครใน 71 fragments มีตั้งแต่ นักศึกษาเนิร์ดๆ ไปจนถึงคนต่างด้วหนีเข้าเมืองหรือคู่ผัวเมียรับลูกบุญธรรม หรือกระทั่ง ไมเคิลแจคสั้น หนังฉายภาพ 71 ฉาก ที่ซ้อนทับเกี่ยวพันกันโดยไมได้ตั้งใจ และนำไปสู่การฆาตกรรมอันเหี้ยมโหดในท้ายเรื่อง เช่นเดียวกัน คู่รักแสนสุข คนผิวสี เด็กหูหนวก ขอทานข้างถนน ล้วนเกี่ยวกพันซึ่งกันและกัน แม้ไม่นำไปสู่สิ่งใดมากไปกว่าการไม่สามารถเปิดประตูเข้าบ้านได้ แต่ก็แสดงภาพความง่อยเปลี้ยเสียขาของการสื่อสารกันระหว่างมนุษยือย่างรุนแรงในCode Unknown

 

 

และใน The White Ribbonนี้ ตัวละครจำนวนมาก ได้กลับมาเกี่ยวพันกันอีกครั้ง หากในคราครั้งนี้มีโครงสร้างชัดเจนเชื่อมโยงเกี่ยวพันกันในฐานะของคนร่วมหมู่บ้าน พวกเขาเกี่ยวเกาะอยู่บนบรรดาเหตุการณืชั่วร้ายที่จับมือใครดมไม่ได้หลายเหตุการณ์ ซึ่งหนังค่อยๆคลี่ขยายโดยไม่อธิบายอะไรมากมายให้เราเข้าใจว่าที่แท้แล้วตัวหมู่บ้านนี้เองคือบ่อหมักหมมกักเก็บความชั่วร้าย

 

นี้เป็นครั้งแรกที่ Hakneke ทำหนังพีเรียดย้อนยุค และไม่ใช่ความบังเอิญที่เขาเลือกย้อนยุคกลับไปยังหมู่บ้านในทางตอนเหนือของเยอรมันในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเพียงไม่นานนัก หนังเริ่มต้นฉายภาพของครอบครัวสุขสันต์ในหมู่บ้านที่มีการปกครองอย่างเรียบร้อย ท่านบารอนดูแลบรรดาชาวนา ทั้งหมดมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน มีหมอ มีนักสอนศาสนา มีคุณครู มีผู้ปกครอง ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  จนเมื่อแต่ละเหตุการณ์ค่อยๆทยอยเกิดขึ้น คนทั้งหมู่บ้านก็ไม่ได้ตระหนกตกใจ พวกเขาหาตัวคนผิดกันอย่างง่ายๆและพึงใจจะปล่อยให้แต่ละเหตุการณ์เกิดขึ้นจบลงแล้วถูกลืมไปกับกาลเวลา

 

มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่คนดูได้เห็นกับตาว่ามีคนลงมือทำจริงๆ นั่นคือการที่ลูกชายชาวนา ที่สูญเสียแม่ขณะทำงานในไร่ของท่านบารอน แค้นจัดจนอาศัยจังหวะที่ทั้งหมู่บ้านกำลังฉลองฤดูเก็บเกี่ยวเข้าไปทำลายไร่กะหล่ำปลีของท่านบารอน เหตุการณืเกิดเชื่อมโยงพอดีกับการหายตัวไปของลูกชายท่านบารอน เขาจึงตกเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีทั้งหมดที่เกิดก่อนหน้านั้น

 

โดยไม่ต้องสงสัยฉากนี้คือแบบจำลองที่ชัดเจนในเรื่องของการต่อสู้ระหว่างชนชั้นของนชั้นปกครองและชนชั้นแรงงาน เมื่อถูกท้าทายชนชั้นปกครองก็พร้อมจะลงดาบโดยไม่ต้องสอบสวนหาความจริงที่แท้ใดๆทั้งสิ้น ที่เจ็บปวดกว่านั้นคือ ที่แท้แลวมันเป็นไปได้ว่าคนที่ก่อเหตุทั้งหมด อาจเป็นคนอื่นๆ คนชั้นกลางทั้งหลายที่ต่างมีชีวิตอยู่ส่วนตนโดยไม่ได้เกี่ยวข้อกับความขัดแย้งใดๆ ราวกับหนังจะชี้ให้เห็นว่า คนที่ชั่วช้าที่สุดไม่ใช่ชนชั้นปกครองที่กดขี่ หรือชาวนากระด้างกระเดื่อง แต่เป็นชาวบ้านสามัญและค่านิยมที่พวกเขายึดจับไว้แม่นมั่นนั่นเอง! และในขณะที่หนุ่มชาวนานอกจากจะเสียแม่ไปตอนต้นเขายังต้องเสียพ่อผู้ฆ่าตัวตายด้วยทนความอับอายไม่ได้ไปอีก ในขณะที่ท่านบารอนสุดท้ายก็ค่อยๆสูญเสียครอบครัวไปจริงๆ มีแต่บรรดาชาวบ้านในหนังเท่านั้นที่ไม่ได้สูญเสียอะไรเลย

พิจารณากันให้ถ้วนถี่ ครอบครัวหลักๆที่หนังนำเสนอมันประกอบขึ้นด้วย  คริบครัวท่านบารอน สองคือครอบครัวของนักสอนศาสนาที่มีลูกสาวลูกชายวัยไล่เลี่ยกันอย่างน้อยสองคนและเด็กทั้งสองคนกระทำอะไรบางอย่าง(ที่หนังไม่ได้บอกไว้)ตอนต้นเรื่องและถูกพ่อจับผูก ‘ริบบิ้นขาว' ตลอดทั้งเรื่อง ครอบครัวของคุณหมอที่อาสัยอยู่กับลูกสาววัยรุ่นและลูกชายวัยเด็กเล็กอีกคน ครอบครัวคนงาน ครอบครัวชาวนา รวมไปถึงครอบครัวของแม่หมอตำแยซึ่งประกอบด้วยตัวหล่อนและลูกชายพิการทางสมองอีกคน  ครอบครัวเกือบทั้งหมดปกครองด้วยระบอบ ‘ปิตาธิปไตย' มีพ่อเป็นใหญ่ในบ้าน ท่านบารอนตวาดด่าภรรยาอย่างรุนแรง นักสอนศาสนาเก็ยความรู้สึกรักผูกพันทั้งหมดที่มีต่อบุครธิดาอย่างมิดชิด ในฉากหนึ่งนกของอขาถูกฆ่าอย่างทารุณ ลูกชายคนเล็ก เอานหที่ตัวเองเก็บมารักษามาให้พ่อ เขากลับตอบแทนอย่างเฉยเมย เก็บกลั้นความรู้สึกเอาไว้ข้างใน เช่นเดียวกันกับคุณหมอที่นอกจากจะใช้แม่หมอตำแยเป็นคนรับใช้หล่อนยังต้องบำเรอกามให้กับเขาด้วย และเมื่อหล่อนเอ่ยอ้างเรื่องการสร้างครอบครัวหล่อนก็ถูกเขาด่าว่าอย่างเจ็บแสบ ลามเลยไปจนถึงครอบครัวคนงานที่พ่อลุกมาตบตีลูกกันแบบตรงไปตรงมา

 

วิธีคิดแบบนี้ถูกปลูกฝังอยู่ในตัวของเด็กๆ ทั้งความเย็นชาของพ่อ ไปจนถึงการแสดงตนเป็นใหญ่ หนังไม่ได้นำเสนอมันออกมาอย่างง่ายๆว่าพ่อใจร้ายทำมห้ลูกกลายเป็นโรคจิต เราไม่สามารถจับมือใครดมได้ในตอนท้ายมีเพียงข้อสงสัยของคุณครูว่าเด็กๆอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่คุณครูเป็นเช่นเดียวกับแม่หมอตำแย นั้นคือยู่ในสถานะต่ำสุด เพราะเขายังไม่มีครอบครัว เขาตกหลุมรักสาวใช้ของท่านบารอน ที่พ่อของเธอยื่นคำขาดเกี่ยวกับรูปแบบการคบหา ในขณะที่หมอตำแยเป้นครอบครัวที่ปราศาจากผู้ชายดูแล  ตำแหน่งแห่งที่ของพวกเขาจึงอยู่ชายขอบของสังคม

 

ริบบิ้นขาวที่ถูกผูปไว้ที่แขนและผมของเด็กๆลูกสาวลูกชายของนักสอนศาสนาในทางหนึ่งเป็นเครื่องมือลงโทษ ที่พอ่กะทำต่อลูกที่ไม่เชื่อฟัง การปกครองด้วยความกลัวคือรูปแบบของการปกครองในครอบครัวแบบพ่อเป็นใหญ่( พ่อมีหน้าที่ใช้พระเดชกับลูกๆ) ในอีกทางหนึ่ง ริบบิ้นสีขาวเป็นเครื่องแทนความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดังนั้น เด็กๆในหนังจึงถูกลงโทษ จากความผิดบางประการ ถูกทำให้เชื่อว่าเป็นคนบาป  และการไถ่บาปจะได้รับความบริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นเครื่องตอบแทน วิธีคิดนี้สอดคล้องกับการวิเคราะห์ความสำนึกบาปในศาสนาคริสต์ของนิทเช่ (หาอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความวิเคราะห์หนังAntichrist โดย ไกรวุฒิ จุลพงศธรในนิตยสารไบโอสโคป)   มนุษย์ถูกทำให้สำนึกบาป ให้ติดค้างกับพระเจ้าซึ่ง'ไถ่บาป'แทนมนุษย์ มนุษย์จึงต้องเต็มไปด้วยความสำนึกบาป และการไถ่ถอนความสำนึกบาปนั้นจะนำไปสู่ความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ซึ่งสิ่งนี้ถูกตอกย้ำฉากหนึ่งที่ลูกชายของนักสอนศาสนาเดินอยู่บนราวสะพานโดยให้เหตุผลกับคุณครูว่า ถ้าพระเจ้าไม่ชอบเขาพระเจ้าจะดลบันดาลให้เขาตกลงไปตาย ถ้าไม่แสดงว่าพระเจ้าพอใจเขา มากไปกว่านั้น ริบบิ้นขาวที่ใหญ่ที่สุดอยู่บนปกเสื้อของท่านหมอสอนศาสนานั่นเอง!

และเมื่อเด็กถูกสอนให้เชื่อว่าสิ่งที่ตนเองทำคือการ ‘ไถ่บาป'  สิ่งที่พวกเขาทำ (หรืออาจจะไม่ได้ทำก็ได้) จึงเป็นสิ่งถูกต้องสมควร การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเชื่อว่าถูกต้องย่อมปราศจากความสำนึกบาป ซ้ำยังทำไปด้วยความรู้สึกว่ากำลังไถ่บาปให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย หมอผู้ล่วงละเมิดทางเพศลูกสาว หรือท่านบารอนผู้กดขี่จำต้องด้รับการสั่งสอน และการสั่งสอนนั้นเลยเถิดจากความผิดบาปที่มีการกระทำ ไปสุ่ความผิดบาปที่เป้ฯความผิดติดตัว เช่นการเกิดมาเป็นคนพิการทางสมองของลูกชายหมอตำแย  ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่บังเอิญเลยที่เป็นแบบจำลองเดียวกับการที่นาซีไล่ฆ่าคนยิว!  (แม้จะไม่ใช่ข้ออ้างทางศาสนาแต่เป็นด้านเชื้อชาติ-หากมันก็ดำเนินไปภายใต้กรอบคิดที่คล้ายคลึงกัน)  ที่สำคัญหนังแสดงภาพให้เห็นว่าเด็กๆเหล่านี้กำลังจะก้าวพ้นวัยไปสู่วัยผู้ใหญ่ (หนังมีฉากพิธีรับศีลด้วยซ้ำ) และใช่หรือไม่ว่าผู้คนเหล่านี้คือผู้คนที่จะกลายเป็นผู้ใหญ่ในยุคสมัยของนาซี ในสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีต่อมา

 

มากไปกว่านั้น ตามธรรมเนียมของหนังของHaneke หนังทุกเรื่องของเขานอกจากมุ่งร้ายหมายขวัญตนชั้นกลางแล้ว ยังมุ่งร้ายหมายขัวญ ‘สื่อ'อีกด้วย หนังของเขาอาจ ‘แสดงตัวให้เห็นว่าเป็นหนัง'อบ่างเช่นฉากรีโมทคอนโทรลใน Funny Games หรือ การที่คนดูสับสนระหว่างภาพจริงกับภาพในวีดีโอ ใน Hidden  หรืออาจจะตบตีตรงๆ ด้วยแรแสดงอิทธิพลสื่อที่มีต่อเด็กๆใน Benny's Video ไปจนถึงการเสียดเย้ยในฉากPower of Love .นช่วงท้ายของThe Seventh Continent หนังของHaneke บอกเราเสมอว่าสื่อเป็นสิ่งที่เราต้องระแวดระวังเพราะสื่อไม่ได้บอกความจริงแต่เป็นเพียงแบบจำลองของความจริงซึ่งสามารถลดทอน ตบแต่งและบิดเบือนได้ตลอดเวลา และเราเสพสื่อ(โดยเฉพาะภาพยนตร์)ด้วยความรู้สึกอยากเห้นผู้อื่นฉิบหาย ที่แท้เราคือผู้บ่มเพาะความรุนแรงขึ้นมาเอง (โปรดนึกถึงฉากรีโมทคอนโทรลอันลือลั่นอีกครั้ง)

 

หากในครั้งนี้ Haneke กลับเลือกทำหนังย้อนยุคที่ไม่ได้เอื้อให้เล่นอะไรกับรูปแบบของภาพยนตร์มากนัก ไม่มีการเล่นเบรคเชี่ยนกับคนดู หรือเทคนิคตื่นตา จนหลายคนอาจนึกสงสัยว่าหนังเรื่องนี้ยังสามารถเล่าให้แรงพอกันได้ในทางวรรณกรรมโดยไม่ต้องเอามาทำเป็นหนัง แต่ Haneke ก็สามารถเล่นกับรูปแบบของภาพยนตร์ได้อยู่ดี นั่นคือในคราวนี้เขาเลือกถ่ายหนังทั้งหมดให้เป็นหนังขาวดำ

 

การเป็นหนังขาวดำอาจถูกประเมินได้ง่ายๆว่าเพราะมันเป็นหนังย้อนยุคจึงเหมาะจะทำเป็นหนังขาวดำ แต่ในระดับที่ลึกกว่านั้นคือการที่หนังสกัดเอาสีทั้งหมดออกไปจนเหลือแค่สองสีนั้นแสดงให้เห็นชัดเจนถึงประเด็นหลักของหนังนั้นคือ ขาวกับดำซึ่งในที่นี้ไม่ใช่การต่อสู้ของความดีความชั่วย แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าความดีไม่สามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่มีความชั่ว! ตลอดทั้งเรื่องเราจึงเห็นความมืดเด่นชั้นที่สุดเมื่อยยู่ในแสงขาว ในขณะเดียวกันฉากสำคัญที่สีขาวได้ออกอาละวาดอย่างรุนแรงคือฉาก เผาโรงนา เพราะด้วยความที่หนังเป็นสีขาวดำ หราจึงเห็นไฟที่ลุกท่วมโรงนาเป็นสีขาวเจิดจ้าราวกับว่าการเผาทำลายล้าง คือวิธีการ ‘ทำให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง' เฉกเช่นเดียวกับความหมายของ ริบบิ้นสีขาว

 

นี่จึงเป็นอีกครั้งที่เราโดนMichael Haneke ตบกระโหลกอย่างจัง และในครั้งนี้ของตบเราด้วยมาดสุขุมนุ่มลึกขึ้น เขาซ่อนสาส์นสำคัญเอาไว้อย่างแนบเนียนมากขึ้น และไม่จงใจขายฉากแรงๆชวนช๊อคอีกต่อไป นี่จึงนับเป็นพัฒนาการอีกขั้นที่ไปไกลยิ่งของเขา ซึ่งโดยส่วนตัวของผู้เขียนขอเรียกว่า เขาก้าวพ้นจากการเป้นผู้กำกับคนสำคัญของยุคสมัย ไปสู่การเป็น ปรมาจารย์ผู้กำกับเรียบร้อยแล้วในหนังเรื่องที่สิบของเขานี้เอง

 

 

 

 



นี้คือหมู่บ้านอันแออัดกันตรงชายฝั่ง กหระท่อมทับที่ก่ายซ้อนเหยียดยืดออกไปในทะเล หมู่บ้านที่งอกออกมาอย่างระเกะระกะ เลียบไปกับสันเขื่อน หมู่บ้านที่เด็กๆไปจับกลุ่มเล่นหันบนต้นไม้เก่าแก่ ที่กิ่งก้านก่ายซ้อนเหมือนตาข่าย ป่ายปีน และเล่าเรื่องเซกส์ถึงลูกถึงคนให้กันและกันฟัง   ไม่ก็มุดเข้าไปทางปากทางของท่อน้ำทิ้ง เสพยานู่นนี่ที่พอหาได้  เด็กๆเล่นอยู่บนสันเขื่อน กระโดดน้ำสีขุ่นเหมือนโลนตรงปากแม่น้ำ พอตัวเปียกก็ขึ้นมาผึ่งตัวบนพื้ซีเมนต์สกปรก บางคนนอนหลับฟังเสียงน้ำไหลลงแม่น้ำ ทอดตัวลงสู่ทะเล เศษขยะลอยฟ่องทับถมกับซากใบไม้ เด็กๆไล่จับแมลงสาบตามรูท่อมาใส่ขวดน้ำพลาสติกใช้แล้ว วัยรุ่นมีเซกส์หมู่กันในท่อน้ำ ช่วยตัวเองหมู่ในเรือหาปลาที่จอดกับที่ ไปสนุ้ก แล้วทะเลาะตบตีแย่งผู้ชายกัน หญิงวัยกลางคนเป็นเจ้าแม่ปล่อยกู้เรียกเด็กผู้ชายมากินดื่มที่บ้าน ล่วงเลยไปสูเรื่องที่รู้ๆกัน เด็กๆวัยรุ่นเดินเล่นกันในสุสานซึ่งแออัดเช่นเดียวกันกับชุมชนที่เขาอาศัย ถ้าใครคนหนึ่งล้มตายลง พวกเขาก็ต้องมาอยู่ที่นี่เหมือนกัน  

 

ข้างต้นคือสิ่งซึ่งเราพอจะคว้าจับเอาไว้ได้ตลอดระยะเวลา สองร้อยนาทีของหนังเรื่องนี้ หนังซึ่งทอดาเข้าไปในสลัมเสื่อมโทรมที่ไหนสักแห่งในฟิลิปปินส์ จ้องมองชีวิตแระจำวันขอชุมชนคนยาก ถ่ายทอดเอาภาพโสมม เถื่อนถ่อย ภาพความเสื่อมโทรมทั้งทางกายภาพและวิญญาณ หากจ้องมองมันด้วยดวงตาของความรักใคร่ไหลหลง  ภาพซึ่งอาจนำพาผู้ชมไปสู่ความชิงชังรังเกียจในความเหลวไหลไร้แก่นสารของวัยรุ่นซึ่งพร้อมจะป็นปัญหาสังคม  ภาพดิบเถอื่นที่อาจสร้างความรู้สึกพอืดพะอม เรื่องเล่าที่ทำให้เรารู้สึกเหนียวตัวในความโสมมหยาบช้า  มันอาจเป็นเช่นนั้นก็ได้  แต่ไม่เลย มันกลับถูกถ่ายทอดออกมาในฐานะมวลของความสุข

 

Sherad Anthony Sanchez ผู้กำกับหนังเรื่องนี้เคยให้สัมภาณ์ซ่า เขาเติบโตในชุมชนนี้ นักแสดงในหนังเรื่องนี้แทบทั้งหมด ก็ไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ หากเป็นผู้คนในชุมชนนั้นเอง กล่าวให้ง่ายนี่คือหนังชีวิตที่เล่าถึงชีวิตของพวกเขาเองและแสดงโดยพวกเขาเองกำกับโดยคนที่ใช้ชีวิตเช่นนั้นเองโดยตรง

 

หนังเล่าโดยไม่ได้มีเส้นเรื่องอะไรพิเศษ แทบทั้งหมดเป็นเพียงการกวาดกล้องไปยังที่นั่นที่นี่ ราวกับเป็นการลอบสังเกตชีวิตประจำวันของวัยรุ่น แม้เราอาจจะเห็นเส้นเรื่องลางๆทั้งเรื่องความสัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อนชาย  เพื่อนสาว เพื่อนชายเพื่อนสาว  หรือเรื่องของเด็กชายที่ถูกเอามาฝากเลี้ยงกับ GIGI เจ้าแม่เงินกู้คนยาก และความสัมพันธ์ของเด็กชายคนนี้กับเด็กเพื่อนบ้าน  แต่ทั้งหมดก็ถูกเล่าอย่างเลื่อนลอยเชื่องช้าโดยแทบไม่มีเหตุการณ์คืบหน้าให้จับต้องได้มากไปกว่าการบันทึกภาพเรื่องเฉื่อยในชุมชนนั้นโดยคลอเคีลยไปกับเสียงเพลงประกอบตัดสลับกับเสียงจากวิทยุซึ่งไม่มีsubtitle ขึ้น(แต่ผู้กำกับบอกว่าเสียงจากวิทยุที่เขาตั้งใจให้ปเ็นเสียงประกอบนั้น เป็ฯบทสนทนาว่าด้วยการพัฒนาประเทศฟิลิปปินส์ให้เจริญรุ่งเรือง!)

 

Imburnal จึงเป็นหนังที่กวัดไกวไปมา ระหว่างหนังสะท้อนภาพสังคมโสมมต่ำช้า หนังที่ขายภาพภาพความเสื่อมทรามของวัยรุ่นชุมชนสลัม  กับหนังที่เป็นโมงยามส่วนบุคคล ความพิลาสพิไลที่ได้ลอยล่องไป โมงยามครึกครื้นของกลุ่มเพื่อน ความสงบสุขอันได้มาด้วยการมุดรูท่อ การล่องลอยไปในความฝัน ในความเอ็มติ่มทางกามารมณ์ ภพาพาฝันส่วนบุคคลอีนผ่าานเลยล่วงลับ ซึ่งเป็นภาวะคาบลูกคาบดอก หมิ่นเหม่ กระโดดข้ามไปมา ระหว่างสองอารมณ์ซึ่งดูเหมือนจะเป็ขั้วตรงข้ามกันแต่ก็หลอมเป็นหนึ่งเดียวกันนี้ ความกวัดแกว่งระหว่างอารมณ์ขั้วรงข้ามในหนังถูกนำเสนอผ่านภาพที่รุนแรง บทสนทนาที่ตรงไปตรงมา(จนน่าช๊อค) มันง่ายที่จะฟันธงไปเลยว่านี่เป็นหนังแบบkids ที่ผู้กำกับเอาความรุนแรงมาขายตรงให้ผู้ชม แต่เราไม่สามารถเพียงมองหนังจากสิ่งที่มันเปิดเผย หากยังต้องมองจากสิ่งที่มันซ่อนเร้นไว้ นั่นคือท่าทีของหนังการมองที่หนังมีต่อฉากภาพดังกล่าว  ในหนังตามปกติทั่วไป ฉากภาพดังกล่าวพร้อมที่จะถูก ‘นำเสนอเพื่อสั่งสอน' ในทำนองที่ว่าเด็กพวกนี้ทำแต่เรื่องชั่วย่อมต้องได้รับผลกรรม ไม่ก็ในทำนองที่ว่า จงมองดูนี่คือสังคมเลวร้ายที่เราอาศัยอยู่ (ให้เราเพริดช๊อคกับฉากแรงๆแล้วตบหัวสั่งสอนเราในภายหลัง) แต่ใน Imburnal ผู้กำกับกลับถ่ายทำหนังทั้งเรื่องด้วยท่าทีของ ‘โมงยามอันแสนสุข' ท่าทีของหนังในการจ้องมองไม่ได้เป็ฯไปเพื่อตัดสิน หรือกดตัวละครในเรื่องให้เป้นเพียง ‘แหล่งเสื่อมโทรม' ไม่กระทั่งถ่ายทอดมันในฐานะ ‘ภาพสมจริงของสังคม' แต่กลับมองมันในฐานะของ  ‘บทกวีอันงดงามแห่งความทรามเสื่อม' โมงยามสงบสุขที่เราเคยใช้จ่ายไปด้วยกัน ทั้งการใช้ภาพแบบเบลอบ้างชัดบ้าง ภาพที่ชัดเฉพาะจุดกึ่งกลางภาพ (มาดาม MdS บอกว่าให้ความรู้สึกเหมือนภาพ impressionist) หรือกระทั่งการโฟกัสภาพไปยังสิ่งต่าง เช่นพื้นดินสกปรกที่เยิ้มไปด้วยฟองสบู่ พื้นซีเมนต์สกปรก แสงแดดที่ลอดผนังไม้ไผ่ขัดแตะ คลื่นที่ซัดเศษขยะเข้าฝั่ง เสื้อที่ค่อยๆจมลงในน้ำสีขุ่น ภาพการจ้องมองอันฟุ้งฝันเหล่านี้เจืออยู่ในภาพฉายสมจริงไม่ปรุงแต่ง และนำพาเราไปสู่ดินแดนพิเศษที่เราไม่ได้พบเห็นมากนักในหนังเรื่องอื่น( หมายเหตุผู้เขียน-หนังที่ให้อามณ์คล้ายคลึงกันกับหนังเรื่องนี้น่าจะคือ PALMS (ARTUR ARISTAKISYAN/1993/RUSSIA) หนังessay film จากรัสเซียที่เข้าไปถ่ายภาพผู้คนในสลัม แล้วเอามาเล่าผ่านจดหมายที่คนทำหนังเขียนถึงลูกที่ยังไม่ได้เกิดมา)

 

เลยพ้นไปจากนั้น ตัวหนังยังคาบลูกคาบดอกในเรื่องของเพศสภาพอีกด้วย เพราะในขณะที่ตัวหนังเต็มไปด้วยคำบรรยาเกี่ยวกับการร่วมเพศ เลยพ้นไปจนถึงภาพของการร่วมเพศแบบกระจะแจ้งกระจ่างตาระหว่างชายหญิง แต่โดยส่วนตัวเรากลับพบว่านี่คือหนังที่อบอวลไปด้วยอารมณ์ทางเพศแบบรักร่วมเพศ แม้หนังจะมีเพียงฉากเดียวที่เล่าเรื่องนี้ตรงๆนั่นคือฉากที่เพื่อนสองคนนอนสูบบุหรี่เรียงเคียงกันในห้องปิด โดยสวมเพียงกางเกงชั้นในคนละตัว เริ่มจากการหยอกล้อเรื่องเซกส์ ก่อนที่เพื่อนคนหนึ่งจะขอมีเซกส์กับเพื่อนชายตรงๆ นำไปสู่ฉากร้าวรานใจเมื่อถูกปฏิเสธ ชายหนุ่มปีนขึ้นไปสูบบุหรี่เดียวดายบนหลังคาบ้าน และฉากร้าวรานระหว่างการเดินไปโต๊สนุก

 

อย่างไรก็ตาม เราพบว่าเราอาจแบ่งตัวละครชายในหนังได้เป้นสามกลุ่ม กลุ่มแรก คือ โจชัว และ อัลเลน เด็กชายคู่ซี้ที่ไปไหนมาไหนด้วยกัน กลุ่มเด็กหนุ่มโดยเฉพาะ ลอวส์ และเพื่อนของเขา(ซึ่งได้อยู่ร่วมกันในฉากที่ได้กล่าวข้างต้น) และอีกคนคือราบัต เด็ฏหนุ่มที่เรามักพบเห็นนอนเล่นอยู่ตามลำพัง ในกรณ๊ของราบัต ดูเหมือนหนังจะพูเป็นนัยๆว่าเขายังไม่เคยมีเซกส์กับผู้หญิงเลย ในฉษกหนึ่งเด็กสาวสอนเขาเรื่องจู๋กับจิ๋ม และการ ‘เอากัน' ในฉากต่อมา เขาจับกลุ่มรวมอยู่กับพวกเด็กหญิงเดินเล่นไปตามสุสาน  และโดยมากราบัตมักอยู่คนเดียว (อย่างไรก็ดีเป็นไปได้ว่าเขาจะเคยมีเซกส์หมู่กับกีกี้ และ อาจหลงไหลหล่อน นฉากหนึ่งเขาทักหล่อนว่า ประจำเดือนเปื้อนกางเกง)  ในขณะเดียวกัน ลอวส์ กับเพื่อน(จำชื่อไม่ได้)  มักจะอยู่ด้วยกัน (มีฉษกเดียวที่ลอวส์ เพื่อนเขา และราบัตอยู่ด้วยกันสามคน คือฉากการแบ่งเหล้ากินในท่อน้ำทิ้ง) ลอวส์กับเพื่อนน่าจะสนิทกันมาก พวกเขาเคยกระทั่งมีเซกส์หมู่ในรูท่อนั้นด้วย (ซึ่งหากเราแทน อีลัง เด็กสาวที่มีเซกส์หมู่ในรูท่อ ด้วยราบัต มันก็อาจจะเป็นได้เช่นกัน เพราะเธอมีเซกส์กับทุกคน แต่ไม่มีกับราบัต ) ในขณะเดียวกันในฉากเซกส์หมู่นี้ ก็ถูกแอบมองโดยเด็กน้อยโจชัวและอัลเลนด้วยเช่นกัน 

 

พักส่วนนี้ไว้ก่อน เพราะยังมีอีกฉากหนึ่งที่ผุดโผล่ขึ้นมาอย่างมีมีปี่มีขลุ่ยในหนัง นั่นคือฉากบนชายหาด  เริ่มต้นจากภาพของร่างซึ่งลอยน้ำมา ชายแก่คนหนึ่งคว้าร่างนั้นไว้แล้วลากขึ้นมาชายฝั่งเขากระซิบบางอย่างกับร่างที่กำลังหลับ ต่อมาชายหนุ่มตื่นขึ้น แล้วพวกเขาก็ลงไปหาปลาด้วยกันในทะเล กระทั่งฟ้าค่อยๆมืดค่ำลงและในที่สุดก็มืดสนิทไปจริงๆ  หนังปล่อยจอให้มืดสนิทอยู่หลายนาที จึงค่อยๆเรื่อเรืองด้วยแสงตะเกียงวอมแวม พวกเขาหาปลากันในยามกลางคืน ก่อนที่จะจ้องมองกันยามเช้า ชายหนุ่มดำน้ำลงไป จมหายไปเป็นเวลานา กระทั่งชายแกแทงฉมวกลงไปเลือดก็ผุดไหลนองท้องทะเล  ฉากนี้แยกขาดจากหนังส่วนอื่นๆทั้งหมด ราวกับเป็นหนังคนละเรื่อง ทะเลในฉากก้ศวยงาม และตัวละครในฉากก็ปรากฏขึ้นเพียงครั้งเดียว แถมเนื้อหาในส่วนนี้ก็ออกไปทางเหนือจริงเมื่อเทียบกับเรื่องที่เหลือทั้งหมด แต่มันราวกับว่าฉากนี้คือกุญแจไขสู่ควาสัมพันธ์ทั้งหมดในเรื่อง เนื่องเพราะความสัมพันธ์ของตัวละครคู่นี้เป็นคล้ายรูปแบบความสัมพันธ์ของตัวละครชายในเรื่อง ชายหนุ่มได้รับการช่วยชีวิต(ค้นพบ) โดยชายแก่ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์แบบกึ่งเพื่อนสนิท กอ่นที่จะทำร้ายกันและกัน

เราอาจทาบตัวละครคู่นี้ลงกับความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่อง ลอวส์กับเพื่อนสนิทของเขาเริ่มต้นจากการอยู่ร่วมกัน และดูเหมือนจะจบลงอย่างร้าวราน ขณะที่โจชัวกับอัลเลนถึงกับจบลงด้วยความตายคล้ายคลึงกับตัวชายหนุ่ม (ยิ่งน่าสนใจว่าทั้งคู่เกิดในน้ำ และยิ่งน่าสนใจมากว่าฉากสุดท้ายของหนังคือฉากที่เด็กชายคนหนึ่ง ค่อยๆคลานขึ้นบนร่างของเด็กชายอีกคน) ในขณะที่ราบัตอาจจะแปลกกว่าใคร แต่เขาคือภาพแทนของชายหนามอย่างแน่นอน ยิ่งในฉากหนึ่งหนังถึงกลับถ่ายภาพชายแก่กระซิบกระซาบบางอย่างแก่เขา! กล่าวโดยสรุปเราอาจกล่าวได้ว่านี่คือหนังที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศแบบโฮโมอีโรติค แต่ไม่ใช่อารมณืเร่าร้อนเกี่ยวกับเพศรส หากเป้นเรื่องของโมงยามอันพิเศษพิสุทธิ์ ช่วงเวลาแห่งการเข้าใกล้กันมากที่สุด ช่วงเวลาที่เปิดเผยตัวตนกับคนที่รักเพื่อที่จะสูญเสียไปชั่วนิรันทดร์ โมงยามที่ทั้งงดงามและเจ็บปวด  ซึ่งใช่หรือไม่ที่อารมณ์ที่ทั้งสุขสมและระทมทุกข์คืออารมณ์ที่ห่อหุ้มหนังเรื่องนี้เอาไว้ทั้งเรื่อง ความสัมพันธ์ที่หอ่หุ้มโมงยามอันเปราะบางด้วยความแตกหักเสียกาย และความตาย พวกเขาเป็นเหมือนแมลงสาบในรูท่อ ที่ถูกจับมาใส่ขวด และความพยายามจะทำความสะอาดแมลงสาบ(ด้วยการอาบน้ำมัน!) ทำให้มันตาย ราวกับความตายเกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ใช่การสูญเสียอันทุกข์เศร้า หากธรรมดาเท่าๆกับการมีเซกส์ไม่เลือกหน้า

 

ตลอดทั้งเรื่องหนังเดินเรื่องอยู่ตรงริมขอบของชายทะเล ปากแม่น้ำที่เป้นปากทางของท่อน้ำทิ้ง น้ำในหนังเรื่องนี้มีคุณสมบะติในการชำระล้าง แต่ในหนังเรื่องนี้ไม่มีใครได้ชำระบาปจนหมดสิ้นด้วยน้ำ พวกเขากรโดดลงแหวกว่ายในน้ำขุ่นข้นสกปรก และมันยิ่งเหนียวหนับติดเนื้อตัว แต่ในอีทางหนึ่งน้ำคือโมงยามแสนสุขอันโสโครก ซึ่งพวกเขากระโดดลงไปแหวกว่ายชุบตัวจนเปียกก่อนจะขึ้นมานอนผึ่งแดด

 

ความสุขอันโสมมใน IMBURNAL อาจจะทำให้ผู้ชมเกิดอาการกระอักกระอ่อวนชวนคลื่นเหียน   หนังเต็มไปด้วยฉากโมงยามแสนสุขที่ชวนพิพักพิพ่วน ทั้งฉากนอนหลับน้ำลายยืดแบบโคลสอัพของกีกี้ รวมถึงฉากต่อมาที่เธอช่วยตัวเองโดยกล้องจ้องเฉพาะหน้าเธอคลอไปกับเสียงเด็กๆที่วิ่งเล่นอยู่ข้างนอก ฉากที่เด็กหญิงเด็กชายรวมตัวกันใต้สะพานพูดจาหยอกล้อเล่นหัว   ฉากเด็กๆขโมยเสื้อจากร้านขายเสื้อ แล้วโยนมันลงทิ้งน้ำครำ  หรือฉากการดื่มเบียร์ร่วมน้ำแข็งที่เลยเถิดไปสู่ฉากเซกส์  เหล่านี้คือภาพชิวตธรรมดาสามัญของคนธรรมดาสามัญ แน่นอนว่ามันไม่น่าดูชม ไม่เจริญหูเจริญตา แต่มันไม่ควรถูกตีค่าฉาบฉวยเพียงแค่ความไม่งามตาของมัน หรือความกักขฬะของมัน และ IMBURNAL คือหนังที่ขุดลึกลงไปในความงามอันทรามเสื่อมนั้นอย่างน่าทึ่งและตรึงตาอย่างยิ่ง

 

 

ชอบเพลงของKEM มาตลอด ตั้งแต่ชุดแรก แต่แปลกดี เวลาฟังทั้งอัลบั้มจะรู้สึกว่าไม่มีเพลงไหนโดดออกมาเลย วิธีที่เหมาะเลยกลายเป็นว่าจับยัดลงไอ้ป๊อด แล้วให้มันเล่นแบบสุ่ม สุ่มมาเจอแล้วจะโดน

 

อัลบั้มใหม่นี้เขมจัดจ้านทางดนตรีมากขึ้น (ไอ้เราที่มีหูไว้ฟังเนื้อมากว่าเลยไม่ได้กรี๊ดกร๊าดมากนัก)

 

แต่ไม่ได้หมายความว่าเนื้อหาจะด้อยลง แม้บางเพลงเนื้อมันจะวนในห้วงรักจนทำให้เสียดายทำนองเพราะๆเหือนกัน แต่ไม่ใช่เพลงนี้

โปรดตั้งใจฟังเนื้อเพลงครับ คมคายดีทีเดียว

 

Get this widget | Track details | eSnips Social DNA