my-S-P-A-C-E

ยามเช้ามีหนามแหลม
กลบฝังอยู่ใต้ผืนทรายขาวสะอาด
อาจเป็นเศษแก้วจากขวดที่ถูกทิ้งขว้าง
เด็กสาวผู้มีดวงตาสวยเหมือนดวงดาว เดินเท้าเปล่าเลียบมาบนชายหาด
แสงแดดยามเช้าสาดต้องเส้นผมเธอส่องประกายเรื่อเรือง
เศษแก้วฝังจมใต้ผืนทรายแฝงตัวมิดชิดจนไปม่อาจส่องประกายบอกให้รู้ถึงการมีอยู่
ราวกับรอคอยให้ใครสักคนเหยียบมัน
เด็กสาวผู้มีดวงตาสวยเหมือนดวงดาวรู้สึกถึงความนุ่มหยุ่นของผืนทราย
สงบอบอุ่นและเงียบเชียบ
ชายกระโปรงสีน้ำเงินของเธอชื้นพรายฟองที่เกลียวคลื่นถาโถมโลมไล้
แต่สองเท้าอุ่นสบายด้วยเม็ดทรายที่เกาะติดอยู่
และหนามแหลมได้แต่รอคอย
เมื่อเด็กสาวเดินผ่านมันไปด้วยเท้าอันเปลือยเปล่า ของเธอ



ขวดแก้วบรรจุจดหมาย
ขวดแก้วใบนั้นบรรจุจดหมาย
เก่าคร่ำจนมีตะใคร่น้ำเกาะโดยรอบ
ขวดเปล่า ที่อาจเป็นขวดใส่เหล้าเก่าแก่ อุดฝาด้วยจุกคอร์ก
และข้างในมีม้วนกระดาษ
จมอยู่ในผืนทราย โผล่เพียง คอขวดคล้ายรอคอยการถูกค้นพบ
เด็กสาวผู้มีดวงตาสวยเหมือนดวงดาวรวบชายกระโปรงสีน้ำเงินของเธอและทรุดตัวลงนั่งบนผืนทราย
เธอดึงขวดใบนั้นออกจากผืนทราย
และเปิดฝาจุกคอร์กที่ควรจะปิดสนิทนั้นออกอย่างง่ายดายคล้ายกับว่ามันรอให้เธอเปิดอ่านมานานแสนนาน



ในจดหมายฉบับนั้น
มันถูกเขียนขึ้นถึงเธอ จากเพื่อนคนหนึ่งที่เธอนึกไม่ออกว่าเป็นใครในตอนแรก





ถึงเธอ เด็กสาวผู้มีดวงตาสวยเหมือนดวงดาว
สวัสดียามเช้า


บนฝั่งนั่นเป็นอย่างไรบ้าง ฉันได้แต่หวังว่าเธอจะยังสบายดีอยู่ เธอจำครั้งสุดท้ายที่เราพบกันได้ไหม มันเป็นช่วงเวลาก่อนที่ฉันจะย้ายมาอยู่บนเกาะนี้ ช่วงเวลาที่ฉันยังรู้สึกเสรีต่อทุกสรรพสิ่ง ช่วงเวลาที่ฉันยังคงเชื่อมั่นในความดีงาม และ ไม่มีสิ่งไดน่าหวาดกลัว โลกเปิดกว้าง และเราทุกคนล้วนเป็นพี่น้องกัน ไม่รู้ว่าทำไมเวลาที่ฉันคิดถึงเวลาเหล่านั้น ฉันมักจะคิดถึงเธอ และดวงตาที่สวยเหมือนดวงดาวของเธอ ฉันมักคิดถึงเวลาแบบนั้นในบางวันที่ฉันเศร้าสร้อยมากๆ ฉันออกมายืนอยู่บนโขดหิน มองดูชายหาดที่ฉันไม่กล้าจะลงไปเล่นน้ำอีกแล้ว วันนี้ก็เช่นกัน จากตรงนี้เธอจะมองเห็นชายหาดเป็นสีดำ ผืนทรายทึบ เย็นเยียบด้วยชื้นน้ำทะเล และซ่อนหนามแหลมไว้มากมาย ใครสักคนบอกว่าถ้าเราเดินลงทะเล มีความเสี่ยง 95 เปอร์เซนต์ที่เราจะโดนทิ่มแทง จริงๆมันแค่เริ่มจากการห้ามลงทะเลเท้าเปล่า แต่ต่อมา ก็มีคำร่ำลือว่า แม้เธอจะสวมรองเท้า เปลือกหอยบางชนิดก็บาดเท้าเธอได้ แล้วไหนยังจะมีแมงกะพรุนไฟอีกเล่า ว่ากันว่า มีเด็กคนหนึ่งถึงกับตายที่ชายหาด เพียงเพราะ จะลงไปเล่นน้ำทะเล


ก็อย่างที่เธอรู้ เราต่างอาศัยอยู่ด้วยความกลัว ความกลัวทำให้เรามีชีวิต มันกระตุ้นเตือนว่ามีอันตรายอยู่โดยรอบ ให้เราตระหนักรู้ว่าเราช่างอ่อนแอและเปราะบาง ฉันไม่เคยเชื่ออะไรแบบนี้มาก่อน จนฉันย้ายมาอยู่ที่นี่ ความกลัวเตือนให้ฉันล๊อคประตูให้แน่นหนา อย่าเชื่อข่าวในทีวี และ อย่าพูดกับคนแปลกหน้า เธอรู้ไหม ที่นี่มีผู้คนหลากหลาย และเราไม่สามารถไว้ใจกันและกันได้ มีใครคนหนึ่งฆ่าใครคนหนึ่ง และกล่าวโทษใครบางคนเสมอ ฉันว่าจริงๆแล้วเราไม่ได้ต้องการจะหาว่าใครผิดด้วยซ้ำ เราแค่ต้องการจับใครสักคนเพื่อให้เรานอนหลับในค่ำคืนนี้ต่างหาก


วันก่อน มีใครคนหนึ่งตายลง เราไม่เคยรู้ว่าใครเป็นคนทำ แต่เรากลัวเกินกว่าจะสืบหา เราจึงตัดสินใจส่งใครบางคนที่เราเกลียดชัง ไปที่ศาลของหมู่บ้าน เราไม่ได้เกลียดเขาจริงๆหรอก น้อยคนด้วยซ้ำที่จะรู้จักเขา แต่เรา เชื่อ ว่าต้องเป็นเขาแน่ เพราะเราเคยได้ยินมา เหมือนที่เราได้ยินต่อๆกันมา ความกลัว ทำให้เราเชื่ออะไรได้ง่ายๆ และคายความเกลียดที่มีอยู่ในใจออกมา ฉันไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงเขียนอะไรแบบนี้ออกไป ทั้งๆที่ฉันเชื่อมั่นในความกลัวเช่นกัน บางทีอาจเพราะข่าวนั้น ข่าวที่ฉันได้ยินมา เมื่อเช้านี้


มีใครสักคนบอกใครสักคนและฝากใครสักคนมาบอกว่า คนบนฝั่งกำลังเกลียดพวกเรา พวกเขาว่าเราส่งคนผิดไปรับโทษประหาร บางทีฉันว่า ไม่ใช่แค่ของเราหรอกที่เป็นเกาะแห่งความกลัว มีความกลัวอยู่ในทุกหนแห่ง พอเธอกลัวสิ่งใด เธอจะตอบสนองต่อมัน บางคนกลัว จึงกลัว บางคนกลัวจึงเกลียด บางคนกลัวจึงเพิกเฉย ความกลัวมันมีรูปร่างอย่างไรกันนะ จริงๆฉันไม่รู้เลย ความไม่รู้ อาจมีรูร่างคล้ายคลึงกับความกลัว นะฉันว่า


แล้วเธอเล่า เธอกลัวฉันหรือเปล่า เธอกลัวผู้คนบนเกาะนี่ไหม ฉันหลัวเหลือเกินว่าเธอจะกลัวฉัน เหมือนที่ฉันกลัวว่าเธอจะลืมฉัน กลัวที่จะขึ้นมาหาเธอบนฝั่ง กลัวที่จะอธิบายบางอย่าง กลัวที่จะยอมรับว่าฉันกลัว


วันนี้ตอนนี้ฉันนั่งอยู่บนโขดหิน ลมพัดแรงจนน่ากลัว คล้ายรอคอยให้ฉันหลบหนี ชายหาดรอคอยให้ฉันลงไป จะได้ดื่มเลือดฉัน ความกลัวรอคอยฉันอยู่ในห้องหับคับแคบ ดีล่ะฉันจะได้ระวังตัว


กลัวเหลือเกินว่าจดหมายฉบับนี้จะมาไม่ถึงเธอ


จากฉัน เด็กชายจากเกาะแห่งความกลัว





เด็กสาวผู้มีดวงตาสวยเหมือนดวงดาว เก็บจดหมายใส่ลงในขวด
เธอคิดจะตอบกลับว่า
บางที ถ้าเธอทำลายความไม่รู้ลง เธอจะไม่กลัวอีกต่อไป
แต่เธอก็ไม่ได้ตอบ
เพราะเธอไม่รู้จะส่งจดหมายไปที่ไหน
เธอกลัวว่าหากเธอส่งจดหมายนี้ไป จดหมายจะเดินทางไปไม่ถึง
และเพราะเธอนึกถึงความกลัวนั้น เธอก็ลืมไปว่าเธอจะเขียนตอบมันอย่างไร
เธอเดินกลับไปตามทางเดิม รู้สึกหงุดหงิดตัวเองที่ลืมสวมรองเท้า
เพราะตอนนี้เธอเริ่มกลัวว่าจะถูกแก้วบนชายหาดบาด เหมือนในจดหมาย
โดยไม่ต้องรอคอย ในก้าวหนึ่งที่เธอลังเล
เศษแก้ว
ซ่อนตัวมิดชิดใต้ผืนทราย
บาดเท้าเธอ








แรงบันดาลใจ จาก บางเหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ภาพยนตร์เรื่องturtle canfly
บทความหนังทดลอง จากblog thaiindie
และ ความชั่วร้ายหลัง เหตุการณ์ 9 /11


edit @ 2005/12/21 00:44:21

เด็กชายของสายฝน

posted on 04 Dec 2005 01:44 by filmsick  in my-S-P-A-C-E

epe;e

เธอพบกับเขาครั้งแรกในวันที่ฝนตก

ฝนเม็ดใหญ่ เทกระหน่ำลงจนเจ็บปวดเมื่อโดนผิวเนื้อ

วันนั้น เด็กสาวผู้มีดวงตาสวยเหมือนดวงดาว สวมชุดสีขาว เสื้อสีขาว และกระโปรงลูกไม้สีขาว เธอถือร่มสีแดง และยืนปะปนอยู่กับผู้คนบนทางเท้า

เด็กชายคนนั้นยืนอยู่บนถนน ผมตัดสั้นลู่ติดศีรษะด้วยเปียกฝน เขาตัวผอมลีบ สวมเสื้อผ้าเก่าคร่ำ และไม่สวมรองเท้า จ้องมองมาที่เธอ เด็กสาวผู้มีดวงตาสวยเหมือนดวงดาวที่สวมชุดสีขาวและถือร่มสีแดง จ้องมองเธอพลางยื่นมือมา

เธอไม่รู้สึกถึงความคุกคามในดวงตา คู่นั้น หรือมือข้างนั้น เขาถามเธอเรียบง่าย

-มาเล่นน้ำฝนกับฉันไหม

หากเด็กสาวผู้มีดวงตาสวยเหมือนดวงดาวตอบปฏิเสธ ในวันนั้นเธอสวมชุดสีขาว และไม่อยากให้มันเปรอะเปื้อน

-ไม่ล่ะจ้ะ ขอบใจนะ เธอกล่าว

เธอพบกับเขาครั้งที่สองในวันที่ฝนตก

ฝนเม็ดใหญ่ หล่นเฉียงๆ กระทบหลังคาสังกะสีเสียงดังเปาะแปะ เปาะแปะ

เด็กสาวผู้มีดวงตาสวยเหมือนดวงดาว ลืมร่มสีแดงไว้ในห้องสมุด เธอกอดหนังสือที่เธอยืมมาไว้ในอ้อมแขน เบียดตัวอยู่ใต้หลังคาสังกะสี ที่มีรอยรั่ว เม็ดฝนสาดเข้ามาตามแรงลมหล่นลงบนเส้นผมของเธอจนเปียกชื้นและบิดเป็นเกลียวน้อยๆ

เด็กชายยืนอยู่ที่บ้านถัดไป บ้านปูนที่ไม่มีกันสาดยื่นล้ำ ผมสั้นของเขายังคงลู่ติดศีรษะ และเด็กสาวรู้สึกถึงความเย็นรื่นในดวงตาของเด็กชายผู้นั้น

-ฉันรักฤดูฝน เขาเอ่ยกับเธอลอยๆ

-เธอล่ะชอบฤดูฝนไหม เขาเอ่ยถาม

เด็กสาวผู้มีดวงตาสวยเหมือนดวงดาวไม่อาจตอบคำถามนี้ เธอนิ่งอยู่เนิ่นนาน เพื่อจะใคร่ครวญว่า เธอชอบฤดูฝนหรือไม่ จริงอยู่ที่เธอชอบวันที่มีแสงแดดสาดกระทบทุกสิ่ง และค่ำคืนที่มีดาวเต็มฟากฟ้า แต่เธอไม่อาจบอกได้ว่าเธอรู้สึกเช่นไรกับฤดูฝน

เธอได้แต่หลุบตาลงต่ำทนคำตอบ

-เราไม่ต้องเกลียดสิ่งที่เราไม่ชอบหรอก เขาบอกกับเธอเบาๆ พอเธอเงยหน้าขึ้นเด็กชายผู้นั้นก็หายไปในสายฝน เอเห็นเพียงเรียวปากบางนั้นเผยอยิ้ม

เธอใคร่คิดติดตามเขาไปในสายฝน แต่เธอไม่อยากให้หนังสือเปียก เธอจึงได้แต่ยืนอยู่ที่นั่น นิ่งฟังเสียงฝนที่หล่นเหมือนเสียงดนตรี

เธอพบกับเขาครั้งที่สามในวันฝนตก

เด็กสาวผู้มีดวงตาสวยเหมือนดวงดาว นั่งอยู่ในร้านกาแฟกรุกระจก เธอกำลังมองสายฝนที่กระทบกับหน้าต่างร้าน

ฝนเม็ดเล็กๆ หากตกถี่ๆราวกับม่านของท้องฟ้า คลี่คลุมโลกในดวงตาเธอ และเธอพบเด็กชายผู้นั้น

เขาเดินเท้าเปล่า และร้องระบำอยู่ท่ามกลางสายฝน

จากที่ที่เธอมอง ผ่านเม็ดฝนบนกระจก เธอเห็นเงาเด็กชายคนนั้นในทุกๆเม็ดฝน ราวกับว่า มีเด็กชายผู้นั้นเป็นร้อยเป็นพันคน เต้นรำอยู่ในสายฝน

เด็กสาวผู้มีดวงตาสวยเหมือนดวงดาวคว้าร่มคันสีแดงของเธอแล้วออกไปจากร้าน

เธอได้ยินเด็กชายผู้นั้นร้องเพลง คลอไปกับจังหวะของสายฝน

-สวัสดี พบกันอีกแล้ว คราวนี้เธอเอ่ยปากทักก่อน -เข้ามอยู่ในร่มกับฉันไหม

เด็กชายหยุดร้องเพลง เขามองเธอด้วยดวงตาอันเย็นฉ่ำ

-ฉันเข้าไปในนั้นไม่ได้หรอก- เขาตอบยิ้มๆ ยืดสองแขนออกไปรับสายฝนที่เทลงมา

เด็กสาวผู้มีดวงตาสวยเหมือนดวงดาวยื่นร่มออกไปบังฝนให้เขา ตอนนี้ตัวเธอจึงอยู่ในสายฝน หากแต่ เธอกลับไม่คิดว่า ฝนจะยังตกอยู่ใต้ร่มคันนั้น

-ฉันเป็นของสายฝน เธอรักฤดูฝนไหม มาสิ เต้นรำกับฉัน

เขารับร่มไปจากมือเธอแล้วหุบมันลง เด็กสาวและเด็กชายเต้นรำอยู่ในสายฝนอันเย็นฉ่ำ นานเท่าไรแล้วที่เธอไม่ได้เล่นน้ำฝน เด็กสาวรำพึงเบาๆกับตนเอง และรู้สึกเป็นสุขที่ได้เล่นน้ำฝนอีกครั้ง

-เธอจะมาเล่นน้ำฝนกับฉันอีกไหม เขาเอ่ยถามเมื่อเธอเอ่ยลา

-มาสิ- เธอตอบ

และจากนั้น ฝนก็ตกตลอดเวลา

เด็กสาว มาที่สวนสาธารณะเสมอ เขารออยู่ที่นั่นเสมอ และฝนก็ตกเสมอ บางวันฝนเม็ดเล็กๆพรมละอองบางเบาคล้ายละอองน้ำมากกว่าสายฝน บางวันฝนหล่นเป็นสายบางๆสวยงามเหมือนกำลังร่ายรำ บางวัน ก็เป็นเพียงละอองอันเบาบาง สลับกับการเทกระหน่ำ

ล่วงเข้าวันที่ 5 เด็กสาวก็เริ่มจับไข้ และเมืองทั้งเมืองก็นองไปด้วยน้ำฝน บนถนน มีน้ำขังเฉอะแฉะเป็นแอ่งน้ำ มีเด็กๆมากมายป่วยไข้ และตรงที่ลุ่มก็เริ่มมีน้ำท่วมแล้ว

เด็กชายคนนั้นมองดูเธอจากนอกหน้าต่าง เขามองเห็นเด็กสาวหลับใหล แก้มเธอแดงปลั่งด้วยพิษไข้ และเขารู้สึกเสียใจ

เขาเริ่มร้องให้ แล้วฝนก็เทกระหน่ำลงมาราวพายุ

เด็กสาวฟื้นไข้ในตอนค่อนคืน เพื่อของเธอที่มาคอยเฝ้าไข้เล่าให้ฟังว่า ฝนหยุดตกไปตอนหัวค่ำ และตอนบ่ายมีเด็กชายคนหนึ่งมาเยี่ยม เขามองดุเธอจากด้านนอกกลางพายุฝน แล้วกากไปเงียบๆ เขาเขียนจดหมายไว้ให้เธอด้วย แต่มันเปียกและเปื่อยยุ่ยด้วยสายฝน บางคำเลอะเลือนไปแล้ว เธอรับจดหมายนั้นมา สัมผัสความเปียกชื้นและรู้สึกเย็นเยียบ เพราะเธอรู้แล้วว่าเธอจะไม่ได้พบเขาอีก

เธออ่านจดหมายนั้นลำพัง และในจดหมายมีข้อความเท่าที่เธออ่านได้ว่า

ถึงเธอเด็กสาวผู้มีดวงตาสวยเหมือนดวงดาว

ฉันเคยถามว่าเธอชอบฤดูฝนไหม ....ฉันชอบฤดูฝน เพราะฉันเป็นส่วนหนึ่งของมัน ฉันไม่อาจ ....... และ มีเพียงการเดินทางไม่...... ฉันชอบเวลาที่เธอออกมาเล่นน้ำฝนกับฉัน ฉันยากให้ฝนพรมใส่ตัวเธอบางเบาในเวลานั้น ฉันเชื่อว่าเธอ....... ในตอนนั้น ฉันมองเห็นเธอป่วยไข้ มันอาจเป็นเพราะฉัน และฉันก็ตระหนักถึงบางสิ่ง เธอรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ความปรารถนาดีที่เจ็บปวด - ไหม เมื่อเรารักสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป เราจะทำทุกอย่างด้วยความปรารถนาดี ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่พอดี ล้วนแล้วแต่ทำร้าย เหมือนฝนที่ตกมากหรือน้อยเกินไป ฉันได้แต่ต้องเปรียบเทียบเช่นนี้ เพราะสายฝนคือสิ่งเดียวที่ฉันรู้จัก บางทีฉัน.......ฉันอยากขอโทษ ที่........... ฉันฝันว่าเราได้เล่นน้ำฝนด้วยกันอีก แต่ฉันไม่อยากเห็นเธอป่วยไข้อีกแล้ว บางครั้งคนบางจำพวก ก็ไม่อาจเข้าใกล้ใครได้มากเกินไป เพราะเขาอยู่คนเดียวมานานเกินไป ถ้าเข้าใกล้ใคร ความโหยหาของเขาจะทำลายสิ่งนั้นลง

ในเวลานั้น เธอนึกอยากกอดเด็กชายคนนั้นเหลือเกิน แต่เธอรู้ว่าเธอคงไม่อาจกอดเขาได้ เพราะเขาช่างเปราะบาง เธอกลัวเหลือเกินว่าถ้ากอดเขา เขาจะแตกสลายไป แต่เขาไม่อยู่ที่นั่น ฝนหยุดแล้ว....

ฤดูฝนกำลังจะจบสิ้นแล้ว และฉันเองก็คงต้องออกเดินทางไปอีกครั้ง โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาล และคงมีผู้คนอีกมากมายที่รอคอยฉันอยู่บางที่มีฝนมากเกินไป บางที่มีฝนน้อยเกินไป มีความปรารถนามากเกินไป มีความปรารถนาน้อยเกินไป โลกคงเป็นเช่นนั้น บางครั้งมันช่างเป็นจริง และถูกต้อง แต่บางครั้งมันช่างแสนเศร้า หวังว่าเราคงได้พบกันในฤดูฝนหน้า ที่เธอไม่ป่วยไข้ และฝนไม่ตกหนักจนเกินไป

ฉันเอง ฤดูฝนของเธอ

เด็กสาวร้องให้เบาๆ ดวงตาที่เหมือนดวงดาวของเธอฉ่ำชื้นด้วยน้ำตา เธอรู้ว่าเธอจะพบเด็กชายเท้าเปล่าอีกครั้งในฤดูฝนหน้า แต่ทำไมเธอช่างรู้สึกโศกเศร้า เอเงยหน้าสบตากับแสงดาวบนท้องฟ้าที่กระจ่างใสเหมือนสายฝนช่วยชะล้าง ดวงดาว ที่งดงามราวดวงตาของเธอจ้องตอบกลับมา และเธอรู้สึกราวถูกทรยศ เพราะในคืนที่ฟ้าหมาดฝน ดวงดาวได้ฉายแสงมา ส่องต้องสาดสะท้อนความโดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา ที่เคยเร้นลึกอยู่ในดวงใจเธอ

ภาพ : rain

โดย: Marc Chagall


edit @ 2005/12/04 01:52:42

the moon

the moon

- รอยเท้าของ นีล อาร์มสตรองบนดวงจันทร์ อาจคงอยู่อีกนับล้านปี -

เด็กชายคนนั้นกล่าวกับเด็กสาวผู้มีดวงตาสวยเหมือนดวงดาว โดยไม่ได้มองหน้าเธอ

เพราะเขากำลังง่วนอยู่กับการซ่อมเครื่องบินปีกสองชั้นเก่าแก่ลำหนึ่งอยู่

เครื่องบินลำนั้นมีสีน้ำเงินเหมือนสีของท้องฟ้าฟากตะวันตกตอนย่ำค่ำ

หากแต่สีบางส่วนหลุดล่อนออก ที่ตรงปลายปีก และหลุดล่อนจนมองเห็นริ้วรอยเก่าแก่

เธอไม่รู้ว่าเขาได้มันมาได้อย่างไร รู้แต่ว่า ต่อหน้าเครื่องบินปีกสองชั้นลำเก่าแก่นี้เธอดูเล็กจ้อยราวสิ่งไร้ความหมาย

ภาพเด็กชายคนนั้นซ่อมเครื่องบินชวนให้เธอนึกถึงหนังสือเรื่องเจ้าชายน้อย

- เธอจะไปดวงจันทร์ด้วยสิ่งนี้หรือ เด็กสาวผู้มีดวงตาสวยเหมือนดวงดาวเอ่ยถาม

-ใช่ แค่ปรับปรุงนิดหน่อย ใส่ออกซิเจนลงไปตรงนี้ กับเพิ่มความคงทนด้วยสีชนิดพิเศษ ฉันก็จะไปดวงจันทร์ได้

เด็กชายผู้นั้นไว้ผมยาวเลยต้นคอ เขาสวมเสื้อผ้าโปร่งสีขาว และกางเกงสีสันฉูดฉาด ห่อหุ้มร่างกายด้วยเครื่องประดับหลากชนิด เขามักพูดถึงความงดงามของงานศิลปะ และความไม่จีรังของมัน

-เมื่อเธอวาดภาพ เพียงไม่นาน สีสันของมันจะหลุดล่อน แห้งแตก และผิดเพี้ยน เปลี่ยนแปลง เมื่อเธอสลักก้องหิน ลม ฝน และ แสงแดดจะกร่อนรอยสลักของเธอจนหมดสิ้น เมื่อเธอเขียนบทกวีไม่นานนักถ้อยคำของเธอจะเป็นเพียงคำเก่าแก่ที่ถูกเลิกใช้ และไม่มีใครใส่ใจจะอ่านงานของเธออีก การเปิดพจนานุกรม เป็นเรื่องยากลำบากของผู้คน

นั่นคือเหตุผลที่เขาอยากไปสร้างงานศิลปะบนดวงจันทร์

-บนนั้น สรรพสิ่งจะคงอยู่ชั่วนิรันดร์ ฉันจะลบรอยเท้าของนีล อาร์มสตรองเสีย และวาดรูปบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆลงบนดวงจันทร์ ยิ่งใหญ่จนเธอมองเห็นได้จากบนโลกนี้ ในทุกคืนวันเพ็ญ งานของฉัน จะปรากฏโฉม บนดวงจันทร์ ทุกคนจะชื่นชมมัน ลูกๆของเขา หลานๆของพวกเขา ลูกๆของลูกหลานของพวกเขา หลานๆ ของลูกหลานของพวกเขา

แต่เด็กสาวไม่เคยเห็นภาพวาด งานประติมากรรม หรือบทกวี ของเขาเลยแม้สักครั้ง

ทุกครั้งที่เธอพบเขา หากไม่เห็นเขากำลัง เฝ้าฝันเธอก็จะเห็นเขากำลังวุ่นอย่กับการค้นหาหนทางไปดวงจันทร์

และเด็กสาวมักคิดถึง ชั่วนิรันดร์ ชั่วนิรันดร์คือสิ่งใด โลกใบที่เธอและเขาอาศัยอยู่ไม่มีสิ่งใดชั่วนิรันดร์ เว้นแต่การเปลี่ยนแปลง ภูผากร่อนสลาย ทะเลแห้งเหือด ดอกไม้เหี่ยวเฉา น้ำค้างระเหยหาย แสงแดดอำลา ผู้คนเกิดแล้วตกตายไป บนดวงจันทร์ ทุกสรรพสิ่งคงหยุดนิ่งกระมัง เธอคิดว่าเขาคิดเช่นนั้น ทั้งๆที่อยากบอกเขาเหลือเกินว่า ดวงจันทร์เป็นเพียงเศษดวงดาวที่แตกออกมาเท่านั้น มีที่มาจากการสูญสลาย และอย่างไรเสียก็ต้องสูญสลายไป

และเธอคิด ชั่วนิรันดร์เพื่อกระไรกัน เธอคิดเท่าไรก็ไม่อาจทราบว่าจะเป็นอย่างไรถ้าเธอมีชีวิตไปชั่วนิรันดร์ มันต้องเป็นชั่วนิรันดร์ กระนั้นหรือ ในห้วงเวลานั้น เธอคิดถึงดอกไม้ ดอกไม้ไม่นิรันดร์ มันเพียงบานอยู่ชั่วครู่ ทำหน้าที่บางสิ่ง แล้วทรุดสลายไป เธอเองอยากเป็นเช่นดอกไม้ สวยสดงดงามไปตามเวลา และร่วงโรยไปได้เช่นกัน เธอไม่อยากเป็นเช่นงานศิลปะของเขา เพราะมันช่างเปลี่ยวเปล่า ที่ต้องคงอยู่ไปชั่วนิรันดร์ บางที รอยเท้าของ นีล อาร์มสตรอง ก็คงเหน็บหนาวเปล่าเปลี่ยวเช่นกัน เหน็บหนาวกว่ารอยเท้าในเช้าหนึ่งบนหาดทรายที่คลื่นคลอเคลีย กวาดคืนสู่อ้อมอกมหาสมุทร อันอบอุ่น

และในที่สุดเขาก็เดินทางไปดวงจันทร์

เครื่องบินปีกสองชั้น ที่เธอไม่เคยบอกว่าทำให้เธอนึกถึงหนังสือเจ้าชายน้อย บินหายลับ กลืนไปในท้องฟ้าฟากตะวันตกยามค่ำคืน หลังจากนั้นเด็กสาวผู้มีดวงตาสวยเหมือนดวงดาว ก็ซื้อกล้องดูดาวมาอันหนึ่ง

ในทุกคืนเพ็ญเธอจะส่องดูดวงจันทร์ รอดูงานศิลปะนิรันดรของเขา อย่างน้อยถ้าเธอมองดูจากตรงนี้ งานศิลปะคงไม่เดียวดายจนเกินไป

และในค่ำคืนหนึ่งก็มีโปสการ์ดจากดวงจันทร์มายังเธอ บอกเล่าสั้นๆว่า เขามาถึงทดวงจันทร์โดยสวัสดิภาพแล้ว แต่ไม่อาจรู้ได้เลย ว่าจะสร้างงานศิลปะกระไรดี เขาหารอบเท้าของ นีล อาร์มสตรองไม่พบ พบเพียง ผืนทรายตะปุ่มตะป่ำนิรันดร และตอนนี้เขากำลังหาหนทางกับมายังโลก

จากนั้นเดกสาวผู้มีดวงตาสวนเหมือนดวงดาว ยังคงจ้องมองดวงจันทร์ หวังว่าจะหารอยเท้านีล อาร์มสตรองให้พบ และส่งโปสการ์ดไปบอกเขา

แรงบันดาลใจจาก บางส่วนในหนังสั้นเรื่อง ลอยฟ้า โดย สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์

และ เพลงจากอัลบั้ม ticket to the moon ของพี่เจี๊ยบ วรรธนา วีรยวรรธน

ภาพ the painter to the moon

โดย Marc Chagall