my-S-P-A-C-E

เพิ่งกลับมาจากงานศพครับ

เราทราบข่าวในตอนเช้าว่าพี่กนกพงศ์ เสียชีวิต และชาวร้านหนัง(สือ)๒๕๒๑ ออกเดินทางไปอย่างช๊อคๆ เพราะใครคนหนึ่งยังคงเพ้อถึงกระท่อมแสนงามน่ารัก ของพี่กนกพงศ์ และพี่อุรุดา สองพี่นักเขียนที่เราเคารพอยู่เมื่อไม่กี่วัน

ผมเองไม่ได้สนิทสนมอะไรกับพี่ทั้งสองท่านมากนัก แต่ก็อดสะเทือนใจไปด้วยไม่ได้

ที่งาศพ พี่ชมพู ดูตัวเล็กลงกว่าครั้งที่เคยพบปะกัน ครั้งที่พี่ใส่กระโปรงบานสีชมพูสวยงาม

ผมตั้งใจว่าจะไม่เขียนถึงอะไร

แต่พอลงมือ ก็รู้สึกว่าอดไม่ได้ที่จะเขียนถึง

โลกนี้เต็มไปด้วยเรื่องเศร้า

ดูช่างน่าเศร้าที่เราจะเริ่มต้นอย่างนี้

ความฝันลอยลับไป ความจริงลอยลับไป อดีตลอยลับไป ปัจจุบันลอยลับไป

กระทั่งชีวิต สักวันหนึ่งก็ต้องลอยลับไป

ความเศร้าอาจคือความจริงที่เราต้องเข้าใจ

ความเศร้าเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าเรามีชีวิต หายใจอยู่และเปราะบางอย่างยิ่ง

หลายิส่งที่เราปรารถนา หลายอย่างที่เราอยากแก้ไข

ล้วนในที่สุด ก็ผ่านเลยล่วงลับไม่หวนคืน

กระทั่งความฝันอันมั่นคงแข็งแรงที่แท้ก็เปราะบางอย่างยิ่ง

จงเศร้าเถิด และจงเข้าใจ

ร้องให้ให้ความเปราะบางแห่งชีวิต

และยิ้มหัวให้ความเข็มแข็งในความเปราะบางนั้น

รินน้ำตาให้ความตายอันแสนเศร้า และโปรยยิ้มให้ยามสุข

แม้ทุกสิ่งล้วนจะล่วงเลยผ่านพ้น

แต่ความเปลี่ยนแปลงคือนิรันดร์แห่งโลกมิใช่หรือ

ของจงมีความสุข และจงมีความเศร้า

เพื่อที่เราจะใคร่ครวญและเข้าอกเข้าใจ

ขอโทษหาทำให้วันแห่งความรักของคุณซีดหม่นลง จงรักเถิดเพื่อนเอ๋ย ชีวิตเรามันสั้นและเศร้ายิ่งนัก จงรักเถิด จงรัก

ขออนุญาติ อุทิศกระทู้นี้ให้พี่ชายใจดีที่จากไปก่อนวัยอันควรครับ

เธอคิดว่าที่แท้มันเป็นเรื่องของสายลมใต้ปีกปรารถนา

สายลมเดียวกับที่พัดผ่านหน้าเธอในวันหนึ่ง

เย็นชื่นเพื่อปลอบประโลม ในวันที่เธอท้อแท้ หากก็ร้อนรุ่มด้วยไฟแห่งความทะเยอทะยาน

เด็กสาวผู้มีดวงตาสวยเหมือนดวงดาวคิดว่าหากเธอได้ลองติดปีกปรารถนา แล้วบินไปบนท้องฟ้าสักราตรีหนึ่ง

บางทีเธออาจไม่สามารถลงมาเหยียบยืนบนพื้นราบได้อีกแล้ว

และมันไม่ใช่ความผิดของเด็กชายผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย หากจะผิดก็ผิดที่สายลมใต้ปีกปรารถนา ที่พัดผ่านเด็กชายผู้นั้นในเช้าวันหนึ่ง

สายลมอันลำพองโอบไล้ตัวเขา หอบคำกระซิบแผ่วเรื่องการเป็นเจ้าของโลกนี้มาสู่เด็กชาย

เขาไม่ควรฟังมัน เขาควรจะปิดหูทั้งสองข้างเสียแล้ววิ่งหนีไปให้พ้นจากสายลมนั้น

แต่มันช่วยไม่ได้ที่เสียงในสายลมจะเล็ดรอดเข้าไประหว่างร่องของนิ้วมือที่เรายกขึ้นปิดหู ไหลเลื่อนลอดกระทั่งช่องระหว่างเซลล์เข้าไปในหูของเด็กชาย

ราวกับปีกปรารถนาได้เลือกเด็กชายผู้นั้นแล้ว

เด็กชายผู้นั้นควรจะวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่สองเท้าเล็กๆของเขาจะพาไปได้ เขาควรจะยอมล้มลงกลิ้งเกลือกกับพื้นดิน มุดเข้าไปในโตรกลึกของหุบผา หรือ วิ่งไปหาใครสักคน ปีกปรารถนาไม่ชอบเพื่อนๆ เพราะสำหรับปีกปรารถนา ผู้คนล้วนมีแต่เรื่องน่ารำคาญ

มีความปรารถนามากมายเกินไป หลากหลายเกินไป และหลายความปรารถนาเล็กจ้อยเกินกว่าที่จะต้องติดปีกไปค้นหา

ปีกปรารถนาต้องการเพียงปรารถนาอันยิ่งใหญ่ กระพือโหมไฟแห่งความทะเยอทะยานให้คุโชน หากต้องใส่ใจกระทั่งกับปรารถนาเล็กๆเช่น ชีวิตอันสงบสุข หรือ การรักใครสักคน ปีกปรารถนาอาจต้องกระพือโหมจนสิ้นลม

- ปล่อยปรารถนาเหล่านี้ให้สูญดับไปกับกาลเถอะ - ปีกปรารถนากระซิบบอกเด็กชาย

- เมื่อเธอโลดลอยอยู่บนฟ้า ผู้คนที่อยู่กับผืนดิน จะมองดูเธอ ร้อนแรงด้วยความริษยา และความชื่นชมยินดี พวกเขา ส่วนหนึ่งจะละทิ้งทุกปรารถนาอันเล็กจ้อยน่ารำคาญนั้นมาต้อยตามเธอ บูชาเธอเยี่ยงพระเจ้า พวกเขาจะแผดเผาตัวเองได้เพื่อเธอ ขณะที่อีกพวกหนึ่งจะเห็นเธอเป็นศัตรู พวกนั้นจะสาปแช่งก่นด่าเธอ บอกว่าเธอจะนำหายนะมาสู่ แต่ไม่ต้องห่วง อย่างไรเสียทุกผู้นาม ล้วนจะสูญเสียปรารถนาน่ารำคาญเล็กจ้อยนั้นไปสิ้น เธอจะไม่ได้ยินเสียงอื่นใดนอกจากเสียงหัวใจอันใหญ่โตของเธอ สายลมใต้ปีกจะพาเธอไปดวงดาว ไปดวงดาว -

-ไปดวงดาว คำนี้คงเย้ายวนเด็กชายผู้นั้น เพราะลำพังแค่การบินได้ ก็ช่างเย้ายวนยิ่งแล้ว

เธอไม่นึกโกรธเด็กชายหรอก ความเย้ายวนนั้นหอมหวาน ราวกับเกสรดอกไม้บางชนิด แน่นอน มันมีพิษให้หลับไหลไปได้ด้วย

เธอไม่รู้ว่าเด็กชายฝันกระไร ในความฝันนั้น จะฝันถึงโลกสงบสุขหรือไม่ หรือถ้าฝันโลกสงบสุบภายใต้อาณัติของเขาจะเป็นเช่นไร ผู้คนร่ำรวยอ้วนฉุ ในอาคารกรุกระจกหรูหรา หรือดินแดนที่เต็มไปด้วยต้นไม้ และแม่น้ำอันอุดม เธอไม่อาจรู้ มิปรารถนาจะรู้ เพราะบางที โลกสงบสุข อาจหมายถึงโลกที่ไม่มีผู้คนอยู่เลย มีแต่ผู้ล่องลอยบนปีกปรารถนา ผู้ใดไร้ปีก เท่ากับว่าไร้คุณค่า และจงตายไปเสีย เธอนึกถึงตอนนี้ ต้องก้มหน้า เพื่อซ่อนน้ำตาพรู

มันไม่ใช่ความผิดของเด็กชายเลย ที่ปีกปรารถนาเกือบจะจากไปในขั้นต้นของการบิน เพราะเด็กชายมีปานที่ด้านหลัง ปีกสีขาว ไม่อาจทาบสนิทกับสีดำบนแผ่นหลังของเด็กชาย หากผู้คนซึ่งเชื่อในตัวเด็กชาย กลับพากันทาสีขาวทับลงไปบนหลัง เฉดสีไม่อาจทาบสนิท กับปีกสีขาว แต่พวกเขาบอกว่า นั่นมันในดวงตาของบางผู้คน หรี่ตาเสียก็จะไม่ต่างกัน

และเด็กชายผู้นั้นนำปรารถนามาสู่ผู้คนพื้นราบ ดูฉันสิ ฉันบินได้ ฉันมีความสุข จากบนนี้ฉันมองเห็นพระอาทิตย์ พระจันทร์ มองเห็นถึงแกแลคซี่หน้า ขณะที่พวกเธอล้วนเพ่งมองบนยอดเขา ขึ้นมาสิ มาบินกับฉัน เธอจะสร้างทางนั้นได้ แต่ไม่ใช่ด้วยตัวเธอเอง เธอมีแต่ต้อง นำเอาจากผู้อื่น ปรารถนาสิ ปรารถนา แล้วปีกปรารถนาจะมาติดปีกให้กับเธอ

สีที่ทาทับหลังของเด็กชายเลือนจางลง กลับกลายเป็นสีจากหลังของเด็กชายนั้นเองที่ถ่ายเทเข้าไปสู่ปีกสีขาวอันบริสุทธิ์ กระแสลมใต้ปีก เกรี้ยวกราดดุดัน ยามเขากระหยับปีก หมู่บ้านเสื่อมโทรมก็ทรุดสลาย เขาได้รับการเชิดชูที่กำจัดอาชญากรไปจากเมือง โดยไม่มีใครเห็นเด็กน้อย ผู้หญิง คนชรา ที่ตายลงในพายุร้ายนั้น หรือกระทั่งชายผู้ไม่ได้เป็นอาชญากร หากเพียงอยู่ผิดที่ผิดทางเท่านั้น

แล้วปีกนั้นก็เริ่มกลายเป็นสีดำ ชาวเมืองชั้นสูงที่ร่วมกันคิดค้นสีขาวต่างพากันล้มตาย พสกเขาเป็นปราชญ์ เป็นหมอ เป็นนักการทูต นั่นยิ่งทำให้เมืองระส่ำระสาย พายุพัดคลั่งเหนือน่านฟ้าของเมืองนี้ ปีกปรารถนามีสำดำขลับ ยามขนของมันตกต้องลงสิ่งใด สิ่งนั้นจะกลายเป็นสีดำ

คำพยากรณ์ของปีกปรารถนาเป็นจริงทุกประการ ผู้คนละทิ้งปรารถนาอันเก่าแก่ ออกมาออกันอยู่บนถนน ยื้อแย่งเอาจากกัน เหยียบย่ำ ฆาตกรรมราวกับทุกคนคือศัตรู เด็กสาวที่มีดวงตาสวยเหมือนดวงดาวยืนอยู่ท่ามกลางสิ่งนั้น เธอถึงกับหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือด

ไม่มีใครรู้คำพยากรณ์ เธอไม่คิดว่ามันเป็นความคิดของใครทั้งนั้น เธอร้องให้จนตาบอดมืดไป ในความมืด เธอบอกกับตัวเองว่า โลกนี้ช่างมืดหม่นและทึบทึมเกินไป เธอเสียใจแทนผู้ที่เห็นมัน

ปีกปรารถนาใคร่คิดเลือกเธอ ผู้ซึ่งบัดนี้มืดบอด มันจึงทำเพียงบินวนรอบๆ เธอแล้วกระหน่ำโบยตีเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เธอไม่คิดว่าเป็นความผิดของผู้ใด มากไปกว่าความปรารถนาที่ไม่อาจควบคุม


edit @ 2006/02/07 02:46:58

หนังสือที่รัก 1

posted on 02 Feb 2006 18:42 by filmsick  in my-S-P-A-C-E

สิ่งหนึ่งที่ตั้งใจจะทำในปีนี้คืออ่านหนังสือให้เยอะขึ้นครับ

ปีที่แล้ว(ที่จริงคือหลังจากมีเงินเป็นของตัวเอง) ผมเอาเงินมาทุ่มซื้อหนังมาดูจนหมด

ราวกับจะชดเชย ช่วงเวลาของ-ความอดอยากทางศิลปะ-ของตัวเอง

ทำให้อ่านหนังสือน้อยลงไปจนน่าใจหาย

ได้อ่านแต่แมกกาซีน มากกว่าหนังสือเล่ม ให้ละอายตัวเองยิ่งนัก

ปีนี้ นอกจากการอ่านหนังสือ อยากจะเขียนบันทึกถึงหนังสือที่อ่านไว้เป็นอนุทินด้วย

จะได้จำได้ว่าอ่านเล่มไหนไปบ้าง

Entryนี้ถือเป็นการ-แลกเปลี่ยน-หนังสือในมือคุณ กะ ของผม ละกันนะครับ

1. โปรดเอื้อเฟื้อแก่คนปัญญาอ่อน (idiot first) แปลโดย วิมล กุณราชา : เบอร์นาร์ด มาลามัด พิมพ์ที่ นาครพิมพ์ปี 2548

หนังสือเล่มเล็กๆบางๆ ที่เขียนได้อย่ายิ่งใหญ่ ของนักเขียนชาวยิว ที่ได้รางวัลมามากหลาย ตั้งแต่พูลิตเซอร์ ถึง ออสการ์ ผมไม่เคยเห็นงานแปลของนักเขียนท่านนี้มาก่อน(อ่านในเล่มทราบว่ามีนิยายด้วย) ฝากไปถึงคนแปลหนังสือ แปลออกมาเถอะครับ !!! ได้โปรด หนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยเรื่องสั้น 8 เรื่อง ที่พูดถึงเบื้องลึกของผู้คน ทั้งความดี และความดำมืด สำนวนการเขียนกระชับฉับไว ได้ใจความ และโดเด่นด้วยการ วางจังหวะการเล่าเรื่อง เราไม่สามารถ รักหรือชังตัวละครในเรื่องได้ เพราะพวกเขาเป็นมนุษย์มากๆ มีอารมณ์อันไม่แน่นอน และมีการกระทำอันเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ ศีลธรรม แรงปรารถนา ความหวาดกลัว ที่ก่อรวม และกัดกินตัวละครในเรื่อง อย่างเช่น ความกลัวของชายผู้สั่งทำมงกุฎเงินใน - มงกุฎวิเศษ - ที่กัดกร่อน ทั้งคนทำและคนสั่งทำ เรื่องสั้นอารมณ์คลุมเครือทำให้เราคิดไถลไปได้ไกลแสนไกล -ลูกชายของพ่อ - เรื่องสั้นวางจังหวะได้วิเศษ ระหว่างความคิดของพ่อกับลูกชาย ที่เข้ากันไม่ได้ และเข้าไม่ถึงกันโดยสิ้นเชิง และเรื่องที่ผมชอบที่สุดอย่าง รองเท้าใช้แล้ว ที่เล่าเรื่องได้อย่างค่อยๆจมในความสิ้นหวัง มาลามัดเขียนจนเราสัมผัสถึงความอับชื้น เย็นเยียบในห้องหับ ความสัมพันธ์เรื่องเรืองของอาจารย์และแม่บ้าน ซึ่งจบลงอย่างสิ้นหวัง

โดยรวมนี่เป็นหนังสือเปิดปีที่ยอดเยี่ยมมากๆของผมครับ ใครก็ได้ ช่วยแปลงานเขาอออกมาอีกเถิด

2. วรรณกรรมตกสระ : ภาณุ ตรัยเวช สนพ. นานมี


งานรวมเรื่องสั้นเล่มแรกของ ภาณุ ตรัยเวช ภายใต้โครงการyoung thai artist award หนังสือรวมเรื่องสั้น ขี้ประชดมันๆ ที่น่าสนใจมากๆ

ชอบเรื่อง วรรณกรรมตกสระที่เป็นที่มาของชื่อหนังสือมาก ครับ อ่านแล้วมันดี

3. 151 cinema : สนธยา ทรัพย์เย็น , ธเนศน์ นุ่นมัน , อุทิศ เหมะมูล : openbooks

ได้หนังสือเล่มนี้มาจากพี่ชายใจดีท่านหนึ่งก่อนหนังสือวางแผง เป็นหนังสือที่ว่าด้วยหนังด้อยโอกาส 151 เรื่อง ที่ผมอ่านไปกรี๊ดไปทุก 5 นาที และโดยไม่ต้องสงสัย นี่คือหนังสือยอดเยี่ยมประจำปีของผมอย่างแน่นอน (เว้นแต่จะมีเล่มอื่นๆของfilmvirus มาชิงตำแหน่งกัน) บทความแบ่งกันเขียน 3 คนโดย คุณ สนธยา ทรัพย์เย็น คุณ ธเนศน์ นุ่นมัน และคุณอุทิศ เหมะมูล (คนหลังสุด เป็นเจ้าของหนังสือ ระบำเมถุนที่ผมชอบแบบสุดๆในปีที่ผ่านมา)

ไม่รู้จะบอกอะไรเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ดี( เพราะว่าลำเอียงแน่ๆ )บอกแค่ว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำคือ อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วไปหาหนังในนั้นมาดู !!!

ปล.ไปค้นเจอเพลงเพลงนี้ในเวบบ้านเพลงเก่า เป็นอีกเพลงที่ผมรักมาก แต่ไม่ได้มีตัวเพลงไว้ในครอบครอง การได้ยินเพลงนี้ทำให้ผมรู้สึกเศร้าสร้อยและเป็นสุข เพราะช่วงเวลาที่ผมฟังเพลงนี้เป็นครั้งแรก เป็น-เวลาในขวดแก้ว-ของผมด้วยครับ


edit @ 2006/02/02 19:18:21