my-S-P-A-C-E

เที่ยวบินกลางคืน

posted on 05 Apr 2011 02:57 by filmsick  in my-S-P-A-C-E

ฉันไม่ชอบเที่ยวบินกลางคืนเอาเสียเลย  ฉันคิดเช่นนั้นทั้งๆที่ฉันไม่เคยโดนสารเที่ยวบินกลางคืนมาก่อน จนกระทั่งคืนนี้ กลางคืนมืดมิดและแสงไฟเวิ้งว้างที่สนามบินประจำจังหวัด เหมือนเป้ใบใหญ่บนหลังจะเป็นสิ่งเดียวที่ฉันจะกอดเอาไว้ให้มั่นก่อนที่มันจะ ไหลเข้าไปตามสายพานและเครื่องบินลำยักษ์จะกลืนกินมันไป เด็กสาวที่เคาน์เตอร์ทีรอยยิ้มเอื้ออารีสามัญแบบที่เราจะหาได้จากคนทำ งานบริการ ใบหน้าของเธอนวลไสวอยู่ใต้เครื่องสำอาง มันดูอิดโรยน้อยๆ และนั่นยิ่งทำให้มันงดงามขึ้น ฉันชอบจ้องมองดวงหน้าของหญิงสาวที่กำลังอิดโรย เหมือนที่ฉันชอบลอบมองเธอในกระจก ในตอนเช้า เวลาที่เธอตื่นขึ้นมาก่อน ตื่นขึ้นมาจ้องมองใบหน้าตัวเองในหระจก และสงสัยว่าทำไมทั้งที่นอนแต่หัวค่ำ กลางคืนก็ยังมอบความเหนื่อยล้าให้เธอไม่รู้จบ บางทีในตอนนี้เธออาจจะมองกระจกและคิดถึงฉันก็ได้

 

ที่นั่ง โดยสารนั้นทั้งเล็กทั้งแคบ พนักงานต้อนรับบนเครื่องยังคงมีรอยยิ้มเอื้ออารีแบบที่ฉันพบจากสาวที่ เคาน์เตอร์เชคอิน เครื่องบินในเที่ยวบินกลางคืนเหมือนถ้ำลึกลับที่ถูกต่อไฟเอาไว้ มันเรื่อเรืองแบบซีดหม่น  แสงไฟนวลตาของมันเหมือนที่จริงสาดเอาความมืดติดมาด้วย ฉันนั่งลงตรงที่นั่ง ห่อตัวให้ผู้โดยสารคนอื่นๆผ่านฉันไป เราทุกคนเบียดเสียดกันบนถ้ำที่กำลังจะลอยอยู่บนฟ้า ฉันนั่งไกลจากหน้าต่างเครื่องบิน ที่จริงเก้าอี้ตรงนั้นว่างอยู่ แต่ฉันก็ไม่ได้ลุกไป การลอบมองหน้าต่างจากระยะไกลอาจจะเหมาะกับฉันมากกว่าก็เป็นได้

 

ที่ นั่งของฉันอยู่ติดกับปีกของเครื่องบิน แผ่นโลหะทาสีขาวคาดแดงขนาดใหญ่ยืดเหยียดออกไปในท้องฟ้ากลางคืนสะท้อนแสงไฟ วูบวาบเบาๆ ทั้งจากตัวเครื่อง และลานบิน ฉันเหม่อจ้องแสงไฟกะพริบสลัวเศร้านั้นเสียเนิ่นนานจนพนักงานบนเครื่องบินมา สะกิดเตือนให้รัดเข็มขัดและปรับพนักเก้าอี้  แสงไฟที่สะท้อนอย่างมัวซัวนั้นมีความรื่นเริงอันอ่อนระโหยอยู่ มันทำให้ฉันนึกถึงใบหน้าอิดโรยที่เอื้ออารีของพนักงานต้นรับบนเครื่องนั่น เอง

 

แล้วเครื่องก็ค่อยๆเหินทะยานขึ้น เสียงเตือนกรุ๋งกริ๋ง  พนักงานต้อนรับเต้นรแสดงท่าทางเกี่ยวกับการใช้ชูชีพ และหน้ากาก ฉันทำเป็นตั้งใจฟังไปอย่างนั้น อย่างน้อยพวกเธอก็จะได้ไม่รู้สึกอิดโรยไปกว่านี้ การอยู่บนที่สูง (ที่จริงเรายังอยู่บนพื้น)ทำให้ฉันเวียนหัว พอนึกภาพว่าฉันกำลังห้อยต่องแต่งโดยไร้รากยึดจับ อยู่บนท้องฟ้าสีดำที่ว่างเปล่าซึ่งไม่มีทั้งหมู่เมฆและดวงดาว  มีแต่สีดำๆทอดยาวไปไม่รู้สิ้น กับแสงมัวซัวบนพื้นผิวโลหะด้านๆของปีเครื่องบินนั้น มันทำให้ฉันแทบจะร้องให้ออกมา ฉันหลับตาลงพร้อมๆกับหนักกงานต้อนรับหรี่ไฟในถ้ำ ถ้ำที่มืดสลัวของมนุษย์แรกกำเนิด ถ้ำที่ชื้นเย็น และห่างไกลจากฉันนานนับปีแสง ฉันคิดถึงเป้ใบเขื่องที่ถูกกลืนกินไป ใต้ท้องเครื่อง คิดถึงเธอที่ถูกกาลเวลาสีดำสนิทกวาดหายลับไปจากฉัน ถึงที่สุดเธอกลายเป็นเพียงแสงมัวซัวอยู่ในความทรงจำ แสงมัวซัวอิดโดรยที่ให้ฉันจ้องมองจากที่ที่ไกลแสนไกลเท่านั้นเอง

 

โลก ที่มีสำดำดูดกลืนเอาสมาธิของฉันไป ฉันปิดหนังสือที่ติดมือมาด้วยลงเสีย จู่ๆก็หมดความสนใจในเรื่องของเด็กสาวที่กำลังจะไปลบรอยปานเปื้อนบนใบหน้าของ ตัวเธอเอง ให้แสงเลเซอร์ที่อยู่ในระดับสามของความเจ็บปวดวัดจากหนึ่งถึงสิบจ้สงแทงชั่ว ครู่ ฉันรู้สึกล่องลอยจนต้องปิดเปลือกตาลงเพื่อที่จะจินตนาการถึงเชือกที่ผูกขา ฉันไว้ ฉันรู้ดีว่าเชือกเส้นนั้นทำให้ฉันเวียนหัวมึนงงขณะสายลมกลางคืนโบยตีไม่สิ้น สุด แต่ถ้าเชือกเส้นนั้นขาดลงฉันอาจจะหลุดลอยไปสุดขอบจักรวาล ลอยไปยังที่ที่มืดมิดและหนาวเหน็บ  ลอยไปเพียงลำพัง

ฉันไม่ชอบเที่ยว บินกลางคืน เครื่องบินร่อนต่ำลงช้าๆ แสงจากเมืองค่อยๆปรากฏขึ้นต่อหน้า เหมือนดวงดาวที่ผุดงอกขึ้นมาจากพื้นดิน แสงจากโคมไฟบนถนน สาดเข้าใส่กันจนเหมือนลำธารที่สว่างๆ จากระยะไกลฉันเห็นรถแต่ละคันล่องลอยไปเหมือนก้อนหินหรือใบไม้ในแม่น้ำ  ดวงดาวฤกษ์ซึ่งไม่กระพริบเลยนั้นเป็นแสงจากพันปีที่แล้ว หรือจากพันปีข้างหนาฉันก็ไม่อาจรู้ได้ แสงไฟจากเมืองแปลกหน้าไม่ได้มอบความอบอุ่นภาคพื้นดินให้แก่ฉันเลย ฉันกำลังร่วงลงกำลังร่อนลง ห่างไกลจากเธอมากขึ้นทุกที บางทีถ้าฉันมองกระจอกที่ฉันเห็นคงมีแต่ความอิดโรยของตัวเอง

 

สนาม บินปลายทางนั่นสว่างด้วยหลอดฟลูออเรสเซนต์ ฉันออกจากถ้ำนั้นเป็นคนสุดท้าย และยืนมองสายพานโดเดี่ยวเคลื่อนไปไม่รู้จบสิ้น รอคอบให้มันคืนเป้ของฉันมา ฉันจะกอดเอาไว้แนบอกแล้วเดินออกไปเรียกรถในกลางคืนที่เรื่องเรืองอย่างอิด โดรย รถโดยสารจะพาฉันแล่นไปบนลำธารสีส้ม ฉันจะไม่ต้องมองสิ่งต่างๆจากระยะไกลอีกแล้ว แต่ฉันจะอยู่ในนั้น ในความอิดโรยของดวงตาเธอซึ่งจะเปิดประตูรับฉันในกลางคืนอันมืดดำนี้

 
เดียวดายในโลกเหว่ว้า (Seventeen (1961) & J(1963) ) Kenzaburo Oe via วิลาส วศินสังวร 


ดังที่ได้กล่าวไปว่า การอ่านหนังสือของ เคนซาบุโร โอเอะ เปรียบเสมือนการจมน้ำ ในมหาสมุทรที่ข้นหนืด และเมือกคาว

สำหรับผม โอเอะ เป็นเหมือนวีรบุรุษ ผู้เรืองรอง ชายขุดทรายที่ขุดบ่อลงในหัวจมนุษย์ เขาขุดบ่อทราที่ไม่มีทางขุดสำเร็จ และทรายที่เขาโกยขึ้นมา ซึ่งพร้อมจะไหลกลับลงไป คือความดำมืดเข้มข้นในจิตใจเรานี่เอง

การอ่านนิยายขนาดสั้น( หรือเรื่องสั้นขนาดยาว)สองเรื่องนี้ทำให้ผมหายใจหายคอไม่ออก เรื่อของเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีที่มีแต่การชักว่าวเป็นแสงเรืองรองเดียวของชีวิต กระทั่งเขาได้ค้นพบหนทางที่จะทำให้เขาเป็นคนอื่น เป็นคนที่แข็งกล้า นั่นคือ การกลายเป็นบุตรของจักรวรรดินิยม เขาเปลี่ยนจากเด็กหนุ่มลามกหัวเอียงซ้ายมากลายเป็นทหารจัรกพรริด ที่พร้อมจะไล่กระทืบพวกคอมมูนิด! 

กับเรื่องของเจ ชายหนุ่มร่ำรวยที่เมียคนแรกฆ่าตัวตายเพราะเขานิยมนอนกับผู้ชาย เมียคนที่สองเป็นผู้กำกับหนังว่าด้วยนรก เขาค่อยๆกลายเป็น จิคัน ไอ้พวกบ้่ากามตามสถานีรถไฟ คล้ายกับการดิ้นรนเพื่อจะมีชีวิตสืบไป

มันเข้มข้นและมืดดำ ข้าพเจ้าไม่อาจไม่ยอมรับว่าต้องผละตัวเองออกจากหน้าหนังสือบ่อยครัง โอเอะ เขียนเรื่องที่เราไม่พึงประสงค์จะอ่าน เรื่องของความหวั่นไหว หวาดกลัว หยาบช้าและเห็นแก่ตัว เขาชี้ให้เห้นความน่ารังเกียจของความสุข การไม่ปกป้องตัวเองที่แสดงถึงความอ่อนแอ การเชิดชูที่น่าหวาดผวา และขณะที่เราด่งลึกลงไปในความกระอักกระอ่อวนของการเอาชีวิตรอด และเป็นคนเต็มคนร เราก็จมลงในความดำมืดที่หนืดข้น ซึ่งดูดเอาความเป็นมนุษย์ออกไปจากเรา เพราะตัวมันเองนั่นแหละคือความเป็นมนุษย์

ดูเหมือนความเข้าอกเข้าใจที่โอเอะมีต่อมนุษยืคือการย่ำยีบีฑาลงบนความกลัวของเรา ความเขลาของเรา การอธิบายความสุขที่แถบถะถั่งหลั่งไหลของเด็กหนุ่มที่ได้เป็นบุตรของพระจักรพรรดิ และจิคันหนุ่มที่น้ำกามเปื้อนเปรอะโค้ตของหญิงแปลกหน้าบนสถานีรถไฟ คือการอธิบายถึงชีวิต
 
 
 
THE NORTH CHINA LOVER( MARGUERITE DURAS/1991/FR)

it was my first english book i've ever finished in my whole life and i was extremely glad that it was my literature mother's book


นี้คือการจมลงในความรักที่เราอยู่ว่ามันต้องจบอย่างเศร้าสร้อยตั้งแต่ก่อนที่มันจะเริ่มต้นขึ้น เรื่องรักที่เราเคยได้ยิน ได้อ่าน ได้ดูมาแล้ว จากหนังสือสองเล่มก่อน อย่างTHE LOVER และ เขื่อนกั้นแปซิฟิค ตัวดูราส์เองไม่ลังเลด้วยซ้ำที่จะอ้างถึงความมีอยู่ของมัน (เด็กสาวในหนังสือเล่มนี้ อาจจะหรืออาจจะไม่ใช่เด็กสาวคนที่มีชื่อเสียงเรียงนามในTHE LOVER แต่รถคันนี้เป็นรถคนละคันกับรถของครอบครัวใน เขื่อนกั้นแปซิฟิค – นี่หนังสือเขียนบอกเอาไว้เลย) ดูราส์ปล่อยให้เรื่องราวกระโดไปมาระหว่างหน้าหนังสือเล่มหนึ่งกับอีกเล่มหนึ่ง ในขณะเดียวกันมันก็ทำหน้าที่เป็นทั้งเรื่องเล่า ทั้งบันทึกส่วนตัว และอาจจะเป็นบทภาพยนตร์ชิ้นหนึ่งด้วยซ้ำ (ดูราส์ถึงกับอธิบายวิธีการถ่ายฉากบางฉากเอาไว้ในหนังสือ การเคลื่อนกล้อง การหยุด การตัด และความหมายของการหยุด การตัดนั้น) การแกว่งไปมาในมหาสมุทรกระแสสำนึกของผู้เล่าทำให้ตัวเรื่องราว เรื่องเรืองขึ้นอย่างไม่ปะติดปะต่อและอวลไปด้วยอารมณ์มากกว่าจะมุ่งเล่าเหตุการณ์ใดๆ มันคือการย้อนรำลึกที่รวดร้าวและเปี่ยมสุขราวการชำแรกผ่านครั้งแรกของเพศสัมพันธ์

ความรักในหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้งอกเงยขึ้นมาอย่างบริสุทธิ์งดงาม ที่แท้มันผลิดอกออกผลจากความสัมพันธ์ฉาวโฉ่ ความรักที่ผุดบังเกิดจาความสัมพันธ์ทางกายล้วนๆ เรื่องเสื่อมเสียผิประเพณีของเด็กหญิงซึ่งยังไม่เต็มสาวกับชาวชาวจีน เรื่องผิดประเพณี ความรักที่เกิดขึ้นจากการขายตัว จากการมีเซกส์อย่างไม่รู้วันรู้คืน จากกลิ่นสัมผัสของชาและน้ำผึ้งกลิ่นชาวจีนโพ้นทะเลที่เถื่อนถ้ำและโสโครก ความบอบบางที่ยังไม่ถูกครอบครองไม่ถูกทำให้ศิวิไลซ์ โดยคนขาว รักของหนูเหลืองตัวเชื่อโรคกับเด็กสาวผิวขาวชั้นต่ำที่ยากจน ความรักต้องห้าม เรื่องเพศสัมพันธ์ผิดทำนองคลองธรรมของพี่กับน้อง ความรักที่งอกงามจากความเน่าเหม็นของผู้เคร่งครัดกับศีลธรรมจรรยา ความรักของเขาและเธองอกงามขึ้นและจบลงโดยวิธีการนั้น

ดูราส์บรรยายความสัมพันธ์ของเด็กสาว กับแม่ของเธอ กับน้องชายองเธอ กับถานห์ คนรับใช้ของเธอ กับชู้รักชาวจีน กับโชเฟอร์ของเขา กับเพื่อนของเธอที่ขายตัวในโรงดรียน ทุกอย่างยืนยอยู่บนฐานง่อนแง่ที่กำลังจะพังภิณฑ์ปลายยุคอาณานิคม ความสิ้นหวังเคลือบคลุมไปทุกที่ บนแผ่นดินที่น้ำทะเลท่วมถึง ความฝันที่หลอกลวง และประเพณีจีนโบราณที่ผงาดง้ำค้ำเหนือความสัมพันธ์เอาไว้ ดูราส์บรรยายถึงความงามของรอยแยกเล็กๆ รอยปริแตกที่ไม่พึงประสงค์ของภาพวาดอันexotic นั่นคือวิธีที่เธอใช้อธิบาย เธอเรื่องราวทั้งหมด เวลาเธอบรรยายสิ่งต่างๆ เธอไม่ได้บรรยายสิ่งเราถูกบังคับให้จ้องมอง แต่เธอบรรยายร่องรอยเล็กๆ ตจำหนิที่ไม่สมบูรณ์ความงามของตำหนินั้นท่ำทให้ภาพลดคุณค่าลง แต่เปล่งประกายเรื่อเรือง นั่นอาจคือตำหนิของความรักผิดทำนองคลองธรรม ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมายั่วยวนเพื่อลงโทษ แต่คือการเปลือยหัวใจของมนุษยืในห้วงปรารถนา ที่ทั้งเศร้าสร้อยและโดเดี่ยว ความเศร้าสร้อยโดดเดี่ยวนั้นเองคือความงามของมนุษย์
 

กรุณาอ่านโดยไม่มีย่อหน้า

ฝันถึงทะเลในห้วงเวลาสั้นๆที่แสงแดดสาดส่อง ช่องว่างระหว่างฝนหนึ่งกับอีกฝนหนึ่ง ในฤดูฝนอันยาวนานไม่มีที่สิ้นสุด  ผมนอนแซ่วอยู่บนเตียงในยามบ่ายของวันอาทิตย์อันซึมเซา  เหม่อคว้างชั่วขณะที่ผมคิดล่องลอยไปถึงหญิงคนรักที่อยู่ไกลออกไป จินตนาการเกี่ยวกับห้องหับคับแคบของเธอที่ผมไม่เคยเห็น และชีวิตเงื่องหงอยในห้องน้อยในยามบ่ายวันอาทิตย์เช่นนี้ จู่ๆ ผมก็เหนื่อยล้าอย่างไม่มีสาเหตุ มันราวกับว่าความเหนื่อยล้านั้นคลอเคลียเลื่อนไหลแนบไปกับจังหวะชีวิต เมื่อผมเผลอไผล กระแสของมันก็จะค่อยๆคืบคลานเงียบเชียบขึ้นเอ่อท้นท่วมร่างของผม  ผมแทบจะสัมผัสได้ถึงการจมลงไปในกระแสความเหนื่อยล้านั้นสงบเงียบและเยียบเย็น เหมือนน้ำในโตรกธารลึกจากภูเขา น้ำตกลึกลับที่เงียบสงบแสงแดดสาดมาอีกแล้ว มาพร้อมกับกระเสลมเย็นชื้นสายฝนซึ่งยังคงอวลลอยในอากาศ บรรยากาศของเมืองนี้มันเป็นเช่นนั้น อย่าได้เชื่อใจแสงแดดที่อาจทรยศหักหลัง การซักผ้าตามแสงแดดสายอาจนำมาซึ่งความผิดพลาดใหญ่หลวงที่เราได้แต่เศร้า เสียใจเพราะฝนนั้นเอาแต่ใจเกินกว่าจะคาดเดา และแสงแดดก็ตามใจเสมอ ความเหนื่อยล้าที่เอ่อท้นค่อยๆจืดจางไป ราวกับกระแสน้ำระเหยเป็นอากาศโดยไม่ต้องเปลี่ยนอุณหภูมิ ผมนอนนิ่ง เหม่อจ้องเงาแดดสะท้อนแอ่งน้ำบนเพดาน เต้นระริกยามแอ่งน้ำสะเทือนสายลมพรมผิว ยามบ่าย โอยามบ่าย ผมรำพึงแผ่วๆกับตัวเอง  ฉลองให้กับความสงบเงียบของมัน ความร้อนระอุชั่วประเดี๋ยวประด๋าวของมัน กลิ่นอันสดใหม่ของแสงแดดที่ชำแรกสายฝนลงมา  เสียงเครื่องรถยนต์ที่แล่นอยู่ไกล และเสียงของใครบางคนซึ่งเคลื่อนไหวอยู่บ้าน ถ้าผมหลับตาลงแล้วไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีก นี่คงเป็นเวลาที่เหมาะเจาะที่จะตาย  ความเหนื่อยล้าแทรกตัวกลับขึ้นมาอีกครั้ง ได้โปรดอย่าถามเลยว่ามันคือความเหนื่อยล้าต่อสิ่งใด มันไม่สามารถอธิบายได้ ไร้ชื่อ และเงียบเชียบ ความพยายามใดๆที่จะนิยามมันล้วนคือรูปแบบของการบิดเบือน มันถะถั่งมาแล้ว ไหลท่วมร่างเหมือนการโอบกอดของกระแสลมเย็น กดทับลงบนลมหายใจสั้นๆของผม ความเหนื่อยล้าให้ความอุ่นสบายกับผมอย่างยิ่ง ถ้าผมปิดเปลือกตาลง ซ่อนดวงตาจากแสงแดดยามบ่ายเจือสายลมนี้ผมคงไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว ผมว่าผมกำลังเคลิ้มลอย ผมอาจกำลังฝันถึงความตายอันสงบ แล้วผมจะตื่นขึ้นในร่างของหญิงคนรักซึ่งกำลังลุกขึ้นเหม่อจ้องสายฝนที่ เคลื่อนขยับใกล้เข้ามา  ฉับพลันทันใด ฉันก็คิดถึงคำ ‘ตัวดึงดูดประหลาด’ในขณะที่ฉันกำลังรีดผ้า แกนกลางของปีกผีเสื้อ จุดที่ดึงดูดสรรพสิ่งซึ่งเคลื่อนไหวอย่างไร้ระเบียบลงไป ฉันน่าจะอ่านคำพวกนี้มากจากหนังสือสักเล่ม หรือไม่ก็นิตยสารสักฉบับ นิยามศัพท์เชิงคณิตศาสตร์ที่ชวนงวยงงสงสัยนี่ผุดขึ้นมาเหมือนฟองอากาศกลางบึงน้ำที่นิ่งสงบของคืนวันจันทร์อันซึมเซาขณะที่ฉันกำลังรีดผ้า อาจจะเพราะร่องรอยยับอย่างไร้ระเบียบของเสื้อผ้าพวกนี้ก็ได้ที่ทำให้ฉันคิดถึงคำนั้น บอกตามตรงจริงๆฉันว่าฉันไม่เข้าใจคำพวกนี้เลย ไม่รู้ว่าตัวเองอ่านอะไรไป  แต่คำคลุมเครือพวกนี้ก็ติดอยู่ในหัวเสมอ  คำที่เราไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมด คำที่ไม่รู้มาจากไหน หรือใครเป็นคนคิดขึ้นมา ถ้อยคำพวกนี้มักทำให้ฉันรู้สึกเหนื่อย เหมือนกับว่า ฉันถูกปิดกั้นไว้หลังบานประตูที่ไม่มีลูกกุญแจ เงี่ยหูฟังคำต่างๆจากตรงนี้ ได้ยินเพียงเลาๆ ไม่มีใจความชัดเจน มันหลุดออกมาเป็นคำๆ เหมือนการแอบฟังเพื่อนๆป้องปากกระซิบความลับ แถมมือของฉันยังคงถือเตารีด รีดผ้าในคืนวันจันทร์ที่ฝนพรำสายไม่ขาด อากาศชื้นเย็นแทรกตัวเข้าไปในทุกสรรพสิ่ง ฉันเหมือนหนังสือที่บวมพองเพราะความชื้น ฉันค่อยๆบวมพองขึ้นเพราะคำเหล่านั้น คำอย่าง ตัวดึงดูดประหลาด มันราวกับโลกเคลื่อนไหวไปในขณะที่ฉันหยุดนิ่งเพื่อรีดผ้า ในคืนวันจันทร์ที่ฝนตก ใครสักคนอาจค้นเจอทฤษฏีใหม่ๆในการอธิบายความไม่แน่นอนของโลกนี้ ความผิดพลั้งของวิทยาศาสตร์แบบเก่า บทความนั้นเขียนอะไรทำนองนี้ วิธีคิดที่ถูกหักล้างไป เรื่องพวกนี้มันช่างน่าตื่นเต้น มันอยู่ห่างไกลจากฉันเป็นพันๆกิโลเมตร ขณะที่มีแต่ความน่าเบื่อหน่ายที่ถาโถมเข้ามา กลางคืนวันจันทร์ ที่แสนเศร้า คนรักของฉันหลับไปแล้ว หลับใหลในห้องมืดอบอุ่น กระโดดเกาะปีกผีเสื้อที่กะพือทอร์นาโดเข้ามา เราเป็นเช่นนี้เสมอ เขาเหนื่อยอ่อน และฉันก็เอาแต่ขี้สงสัย  ราวกับว่าหากปราศจากความสงสัยแล้วโลกของฉันคงพังทลายลง ฉันจะเคลื่อนไหวซ้ำตัวเองเป็นคาบ ความไร้ระเบียบจะถูกทำลาย และโลกของฉันจะถึงการแตกดับด้วยดารเลิกกระพือปีกของฉันเอง ดูเหมือนคืนนี้วิทยาศาสตร์จะซึมเข้ามาในตัวฉันและออกฤทธิ์ออกเดชมากสักหน่อย  กองผ้าไร้ระเบียบยังคงระเกะระกะอยู่ข้างตัว แต่ดูเหมือนฉันจะเหนื่อยอ่อนเกินไป ความคิดดูดกลืนพลังของฉันไปจนหมด ฉันถอดปลั๊กเตารีดอย่างใจลอย ทิ้งกองผ้าไว้อย่างนั้นก่อน ตอนนี้ฉันอยากจะไปที่เตียงซุกตัวลงในผ้าห่มแล้วดึงแขนเย็นๆของเขามาวางทาบลงบนอก ให้เขากอดฉันให้แน่นๆจนพายุจากปีกผีเสื้อไม่สามารถมาพรากเราไปจากกันได้  แวบหนึ่งก่อนฉันเคลิ้มหลับ ฉันนึกสงสัยว่าทำไมจึงไม่มีใครเขียนบรรยายฉัน ในรูปแบบที่สวยสดงดงามกว่านี้ อย่างน้อยอาจจะบนเตียงเรื่อแสงแดดของบ่ายวันอาทิตย์ ไม่มีวิทยาศาสตร์หรือ ตัวดึงดูดประหลาด มีแต่เงาน้ำที่สะท้อนแสงแดดบ่าย และความเหนื่อยล้า ฉันอยากอยู่ในฉากแบบนั้นมากกว่าเตารีดนี่  ฉันคิดอย่างนั้นจริงๆขณะถูกดึงดูดลงสู่ความหลับใหล  แล้วคืนวันเสาร์ก็คืบคลานมาถึงจนได้  ท่ามกลางฝนที่ยังคงพรำสายเงียบเชียบ พวกเขาก็ยังนัดกันมานั่งซึมเซาในร้านเหล้าจนได้  สิ่งเดียวที่สุกสว่างอยู่ท่ามกลางพวกเขาคือฟองเบียร์ซึ่งเต้นระริกอยู่ในแก้วที่เกาะพราวไปด้วยหยดน้ำ มีเขา มีเธอ มีธเนศ และ จูน สี่คนเหมือนเช่นเคย พวกเขาสนทนากันเพื่อที่จะได้ทิ้งอากาศบางช่วงให้คว้างเงียบ และเริ่มจ่อมจมลงในทะเลความคิดส่วนบุคคล  เหม่อจ้องสายฝนที่ไม่เคยหยุด  ข่าวบันเทิง การชุมนุม ปรัชญาการเมือง ศาสนา ความเห็นที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร ออกจะทึ่มทื่อด้วยซ้ำ   ก็เพียงแต่พูดคุยกันเพื่อจะได้ดูเหมือนทำอะไรได้บ้างในความไม่สามารถทำ อะไรได้นั้น  ในบรรดาพวกเขาและเธอ ใครๆก็มักจะนิยามด้วยภาพของจูน อาจเพียงเพราะจูนประพิมประพายคล้ายนีน่า ซีโมน  ที่จริงก็ไม่ใช่ว่าใครต่อใครจะรู้จักนีน่า ซีโมนไปเสียหมด แต่คนที่รู้จักมักจะพากันพูดแบบนี้ บางทีบางคนอาจจะจินตนาการถึงนีน่า ซีโมนที่เจ้าตัวไม่รู้จัก โดยเอาจูนเป็นภาพแทน  จูนจากนครศรีธรรมราชไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนีน่า จูนไม่ชอบฟังนีน่า มีเพียงอย่างเดียวที่คล้ายๆกันคือจูนก็ฝันถึงปารีส ซึ่งก็คงโทษจูนไม่ได้หรอก มันเป็นเพราะเธอดูหนังฝรั่งเศสเยอะเกินไป มันก็คงเป็นเพราะเขา นักดูหนัง คนรักของจูนนั่นแหละ พราะฉะนั้นที่จริงแล้วปารีสที่จูนฝันถึงอาจจะมาจะเป็นปารีสยุคหกสิบจากหนังฝรั่งเศสพวกนั้นมากกว่าปารีสในปัจจุบันขณะ คนเราก็เป็นอย่างนี้  อะไรๆในฝันของเรามันไม่ตรงความจริงเสียสักอย่าง  เงียบอีก พวกเขาเงียบลงไปอีก กลายเป็นว่าสายฝนสิสนทนาแทนพวกเขาจนหมดสิ้น สายฝนของเมืองเล็กๆที่มีอะไรเลยนี้ สายฝนที่หล่นลงในแม่น้ำที่กำลังเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือน สายฝนบนหลังคาบ้านของนายกรัฐมนตรี สายฝนบนหลังคาบ้านของภรรยาผู้โดดเดี่ยวเสียสามีให้กับการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งล้มเหลวอย่างเศร้าสร้อย สายฝนอันน่าหวาดหวั่นเหนือสันเขื่อน สายฝนซึ่งหล่นลงมาโดยไม่สนใจใดๆ เหมือนกับโลกของพวกเขาที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับสิ่งใดอีก พวกเขาอยู่ห่างไกล ไม่มีสิ่งใหม่ๆให้ค้นหา ทุกการต่อสู้ที่พวกเขาไม่ได้เข้าร่วมเดินไปถึงทางตันเสมอๆ แล้วประวัติศาสตร์ก็เล่นซ้ำตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่ว่าเขาจะต่อสู้หรือไม่ต่อสู้ ทำตัวอยู่เหนือมันหรือล่องไหลไปตามกระแสพวกเขาก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ทำได้แค่นั่งเหงาในคืนวันเสาร์ ดื่มเบียร์ที่ระริกอยู่ในท้องที่เยียบเย็นและท่วมทุกข์ มันขึ้นอยู่กับแค่การรู้ตัว ถ้าพวกเขาไม่รู้ตัวมันก็มีความเศร้าเล็กน้อยและความหลงระเริงมหาศาล แต่ทีนี้พอพวกเขารู้ตัวแล้วมันก็มีแต่ความเศร้า ความหลงระเริงอันน่าหดหู่ในกลางคืนของวันเสาร์ บางทีก่อนหมาดฤดูฝนนี้ใครบางคนในพวกเขาอาจฆ่าตัวตาย นั่นไม่ยากเกินคาดเดา พวกเขาแทบจะทำนายได้ด้วยซ้ำว่าเป็นใคร กอดกันไว้ให้แน่นสิ หลับตาข้างหนึ่งแล้วจะผ่านทุกอย่างไป แต่พวกเขาอาจจะล้มเหลว จูนรู้ว่าอาจเป็นเธอ แต่เธอมักคิดว่าเป็นธเนศ แต่เขารู้ดีว่าเป็นเขาแน่ๆ ใครสักคนที่จะสูญหายไป สาบสูญไปด้วยวีการที่จะไม่ได้กลายเป็นวีรชน ขอให้รู้ด้วยว่าต่างจมลงในความเหนื่อยล้า มันไหลมาเหมือนกระแสน้ำเงียบเชียบในฤดูฝนไม่สิ้นสุด จนกระทั่งถึงตอนนี้ฟองเบียร์ค้างแก้วก็ซีดเศร้าระเหยหายเหลือแต่ของเหลวสีเหลืองใส่ที่ก้นแก้ว เขาว่าเขาเหนื่อยล้า เกินจะเขียนเรื่องนี้จบ บางทีเขาอาจจะทิ้งมันไป ราวกับความสนใจที่เขามีต่อตัวละครซึ่งไม่มีอะไรน่าสนใจนี้เหือดไปเสียดื้อๆ  เขาอาจจะออกไปดูหนัง ไปหาจูนแล้วคัดลอกตัวละครสักตัวมาแทนตัวละคร’เขา’ในเรื่องนี้ เขากลายเป็นส่วนหนึ่งของมันในหัวและแปลกแยกกับมันบนหน้ากระดาษ ฤดูฝนยาวนานเกินไป และเขาก็เอาแต่เขียนวน เขียนถึงความเหนื่อยล้าซ้ำๆจนรู้สึกเหนื่อยล้า มีภูติผีอยู่ ในทุกที่ เขารู้สึกได้ ถ้าจะนับย้อนหลังกันจริงๆแล้วไม่มีพื้นที่ใดเลยที่ไม่เคยมีความตาย ความตายติดใจเขามากในระยะหลัง ความตายที่มีค่า ความตายที่ไม่มีค่า  ความตายไหลเข้ามาในเรื่องราวของเขาซึ่งแรกทีเดียวมันควรไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้คนเหล่านี้คือตัวแทนของเขา คนที่ยืนอยู่บนสุสานของคนอื่น และอาจลงมือปลุกดอกไม้ การรู้ว่าเขายืนอยู่บนสุสานทำให้พวกเขาทุกข์เศร้าแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ อย่างมากก็ขุดหลุมศพให้กับตัวเองนั่นกุนเดอราหรือเปล่าที่พูดไว้ การรับเอานักเขียนคนอื่นๆเข้ามาในหัวเป็นภัยต่อการเขียน  เขาจุดบุหรี่สูบ แต่เขาไม่สูบบุหรี่ เขาจะยกเรื่องการสูบบุหรี่ไว้ในเรื่องแทน  เขาไม่ควรเขียนเรื่องที่น่าเบื่อ แต่ความน่าเบื่อเป็นเรื่องราวเดียวที่เขามีมาตลอดชีวิต ความน่าเบื่อและความเหนื่อยล้า ความเหนื่อยล้าแบบเดียวกับการที่เราไปสถานที่ราชการแล้วพบว่าเราลืมเอาเอกสาร มาชิ้นหนึ่ง เรากลับไปที่บ้าน เอาเอกสารแล้วมาต่อคิวอีกครั้งแต่เจ้าหน้าที่คนใดคนหนึ่งทำอะไรพลาดสักอย่าง หนึ่งเช่นลืมลงวันที่ หรือสะกดชื่อเราด้วยอักษรตัวหนึ่งแทนที่จะเป็นตัวอื่น แล้วทุกอย่างก็พังพินาศ เรากลับมาเริ่มต้นใหม่ กระบวนการซึ่งไหลไหไม่สิ้นสุดเพราะไม่มีใครมองเห็นกันและกัน ความเหนื่อยล้าผลักเราจากโต๊ะหนึ่งไปโต๊ะหนึ่ง เจ้าหน้าที่คนนั้นลาพักร้อนมาใหม่วันพรุ่งนี้ ความเหนื่อยล้าแบบนั้น ความเหนื่อยล้าที่แนบมากับสายตาหมิ่นแคลนความไม่ประสาของเรา ซึ่งเรามาตระหนักรู้ตอนที่เรากลับถึงบ้านว่ามันเป็นความผิดพลาดของระบบต่าง หาก ความเหนื่อยล้าแบบนั้นสิงสถิตย์อยู่ ราวกับระบบราชการอันหน่วงหนืดเคลื่อนไหวคุมความเป็นไปในโลกนี้ ไม่มีเสรีภาพเหลือให้เราอีกแล้ว แม้แต่ในงานเขียนของเราซึ่งถูกบังคับให้ไม่น่าเบื่อทั้งที่ความน่าเบื่อ ความเหนื่อยล้านี้เองคือสารัตถะ และความตาย ความตายอันมีคุณค่า ความตายอันไร้คุณค่า การถูกจดจำหรือลืมเลือนไป ความตายอย่างป่าเถื่อนหรือสงบนิ่ง  การทรุดลงร้องขอชีวิต การรู้ตัวและไม่รู้ตัว ความตายที่คืบคลานมา เขาอยากจะเขียนว่าเขาเกือบตายในการกระชับพื้นที่สลสายการชุมนุม แต่เขาไม่ได้ไปชุมนุมเหมือนที่เขาไม่ได้สูบบุหรี่ เขาอาจใส่เรื่องนี้ลงไป แต่มันก็มีแต่ความน่าเบื่อ เขาคิดถึงการชุมนุม และมันก็ผ่านไป สุดท้ายอุดมการณ์อะไรก็เป็นเรื่องประเดี๋ยวประด๋าวไปเสียทั้งนั้น  จูนไม่อยู่ที่ปลายสาย เขาเหนื่อยเกินกว่าที่จะเขียนอะไรได้ มาสิเรื่องราวคนอ่านจะได้สนุกๆหน่อย เขาจะเขียนให้ตัวเองตายในตอนจบ ความตายที่สวยงามและไร้คุณค่า โรแมนติคละม้ายการฆ่าตัวตาย แต่พิเศษกว่านั้นเหนือจริงกว่านั้น สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือการที่เธอต้องมองเขาจากด้านหลัง เดินห่างออกไปเรื่อยๆ  ฉับพลันเธอพบตัวเขาเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นกันกับที่เธอแก่เฒ่าลงหนึ่งร้อยปีในหนึ่งนาที นั่นคือเรื่องเล่าของจูน จูนคนที่เราได้แต่นึกฝันเอาโดยไม่เคยได้พบ จูนคนที่มีดวงหน้าประพิมพ์ประพายคล้ายแคโรล คิง  ผมยาวยุ่งๆ และยีสีซีดๆ กับดวงตาเศร้าสร้อยที่ริมหน้าต่างเหมือนปกอัลบั้มแทเปสทรี  จูนคนที่ที่จริงไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับเธอ เราแค่จินตนาการเอา จินตนการถึงการจากลาที่เดินทางมาทีละนิดละน้อย เชื่องช้าจนเราไม่อาจสังเกต ร่องรอยแตกร้าวลอดเข้ามาในจังหวะชีวิตเหมือนกระแสลมฤดูหนาวในบ้านเก่าโย้เย้จวนพัง เหมือนสายฝนที่หล่นลงโอบคลุมเมืองนี้ไม่สิ้นสุดจนกระทั่งหนังสือที่เก็บไว้มนตู้มิดชิดยังต้องบวมพองด้วยละอองชื้นของมัน ความรักของเธอกับเขาค่อยๆสิ้นสุดลงช้าๆ มันทำให้เธอเศร้าเวลาที่นึกถึง และเราควรได้อ่านเรื่องเศร้าๆเกี่ยวกับความรัก เรื่องพวกนี้มีโครงสร้างแบบเดิมๆแต่จู่จับหัวใจเราทุกครั้งจนพอจะบอกได้ว่านี่นับเป็นเรื่องเป็นราวที่สุดแล้ว จินตนาการถึงหญิงสาวที่ริมหน้าต่าง หญิงสาวที่จู่ๆก็เดินช้าลงเพื่อมองคนรักของเธอจากด้านหลัง จินตนาการถึงการร่วมรักเงียบเชียบที่เธอพยายามจะโอบกอดเขาไว้ให้เนิ่นนานที่สุด ขณะที่เขาอยู่ในตัวเธอ  เขาก็รู้สึกเรื่องความเศร้าแบบนั้น มันเยือกลึกอยู่ในหัวใจซึ่งแนบชิดกัน เต้นในจังหวะเดียวกันเป็นครั้งท้ายๆ เธอคิดว่าเธออาจจะร้องให้ออกมาแล้ว เขาทำเธอเจ็บโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวและได้แต่สำนึกเสียใจที่เขาไม่รู้ในขณะนั้น เราต่างทำให้คนรักของเราแตกหักเสียหายเสมอ แก้วที่แตกร้าวบางชนิดต่อให้พระเจ้าก็ซ่อมแซมไม่ได้ การแตกร้าวทำให้แก้วกลมๆที่กลวงเป็นเศษกระจกที่มีคม แต่มันไม่อาจเอาไปใช้ทำอะไรได้อีก นอกจากบาดกันและกันให้เลือดไหลจนหมดตัว  เขาถามเธอว่าคุณเป็นอะไรไหม เธอตอบว่าเปล่า เธอไม่ได้เป็นอะไรเลย หลบตาเขาด้วยการเสมองความเศร้าซึ่งค้างอยู่ในเม็ดฝนของอรุณรุ่ง เขากอดเธออีกครั้งอบอุ่นนุ่มนวลเหมือนที่เคยเป็นมา เพราะคนเราไม่มีทางรู้เลยว่าเราจะเยียบเย็นลงเมื่อไหร่ เขาพูดขึ้นว่าผมทำให้คุณโกรธหรือ เปล่าเลย เขาไม่ได้ทำให้เธอโกรธ แต่ทั้งหมดนี้ทำให้เธอเศร้า เศร้าและเหนื่อยล้า เธอลุกขึ้นจากที่นอนและเปิดเพลงของแคโรล คิง เธออยากกอดเขาอีก กอดเขาให้นานเกินไปจนเขารู้สึกอึดอัดอยู่กลังกำแพงความรู้สึกปิดทึบของเธอที่เขาไม่อาจเข้ามาได้ คุณทำดีที่สุดแล้วแต่เราต่างอยู่ในจักรวาลที่มีแต่จะเคลื่อนห่างจากกัน เพลงเศร้าสร้อยของแคโรล คิงกล่าวถึงสายฝนที่หล่นลงมามากเกินไป เธอรู้สึกหนาวเยือกอยู่ในอ้อมกอดของเขา เขารู้สึกถึงความยะเยือกข้างในของเธอแต่เขาทำให้เธออุ่นขึ้นไม่ได้เลย นี่คือความเศร้าประการหนึ่ง  เรื่องเล่าเหล่านั้นมักเดินทางมาเช่นนี้ แหละ มุ่งหน้าสู่โศกนาฏกรรมอันปฏิเสธไม่ได้  ห้องที่เต็มไปด้วยหน้าต่าง แสงแดดที่สาดส่อง เพลงโฟลค์ของยุคสมัยที่ล่วงเลยไปและแก้วที่แตกหักเสียหาย มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นพวกเขาอาจจะงอนกันเมื่อเขาหันหลังออกไป ให้คุณได้นอนสบายๆ เธอกอดตัวเอง เพราะมันเหมือนกับระยะชั่วพลิกตัวระหว่างเขากับเธออยู่ที่อีกด้านของจักรวาล เธอถอยห่างจากเขานิดหนึ่งแล้วพูดอะไรเศร้าๆออกมา หวังโดยไม่ตั้งใจให้มันทิ่มแทงความรู้สึกของเขา คุณนี่นะ เธอออาจจะพูดแค่นั้น และเขาก็พ่ายแพ้ เขาทำอะไรบางอย่างให้เธอไม่พอใจ  ความรักเรียกความเหนื่อยล้าคืบคลานเข้ามาเชื่องช้า เขาเหนื่อยที่จะเอาใจเธอ เธออ่อนล้าที่จะต่อสู้กบสิ่งต่างๆความเหนื่อยล้าทำให้พวกเขากลับไปตลอดคืนโดยไม่แตะสัมผัสกันและตื่นในยามเช้าที่ยะเยือกถึงที่สุด  นี่กำลังเดินทางมาแล้ว จูนคิดเศร้าๆบางทีมันเป็นเรื่องดีที่เพลงเศร้าของแคโรล คิงยาวแค่สามนาที  เธออยากอยู่ในช่วงว่างระหว่างเพลงเศร้าเพลงหนึ่งกับอีกเพลง แต่เธออยู่ในเพลงนั้น ถูกดเปิดซ้ำไปชั่วนิรันดร์  พวกเขาบางคนอยู่ที่อุทยานแห่งชาติที่ไหนสักแห่ง มุดตัวหลับอยู่ในเตนท์ที่อุ่นขึ้นเล็กน้อยเพมื่อมีคนอยู่ข้างใน ฝันถึงทะเลหมอกในยามเช้าและปิดตาข้างหนึ่งต่อเพื่อนร่วมความฝันจำนวนหลายร้อยคนในเตนท์ข้างเคียง พวกเขาบางคนอยู่ในบ้านอันสงบอบุอ่น  ในร้านเหล้าอันอึกทึก  ในความฝันอันเงียบเชียบของใครบางคน พวกเขาบางคนก็คิดถึงกัน  ความคิดถึงเงียบๆที่เชื่อมกันด้วยความอ่อนล้าในส่วนลึกของวิญญาณ  งานเทศกาลคืบคลานเข้ามา ความรื่นเริงคืบคลานเข้ามา ความสุขคืบคลานเข้ามา และลากพาเอาเพื่อนที่ฝั่งตรงข้ามของมันติดมาด้วย พวกเขารื่นเริง มีความสุขตามอัตภาพ ประสบเรื่องราวพอให้อิ่มเอมหัวใจ แต่ลึกๆข้างในมันก็มีความอ่อนล้าหลับใหลอยู่ และการตระหนักเรื่องนี้เพียงเล็กน้อยก็เป็นราวการเปิดประตูให้ความอ่อนล้าไหลบ่าเข้ามา ในเตนท์อุ่นๆอัตคัดกับขาที่ปวดเมื่อยจากการเดินมาตลอดวัน กับผู้คนจำนวนมากที่เข้ามาหาความสงบและทำให้เสียงอึกทึกคืบคลานเข้าหากัน  ในบ้านเงียบเชียบที่ถูกห่มคลุมด้วยเพลงโบราณและเสียงพลุจากที่ไกลๆ การค่อยๆหลับใหลไปทีละน้อยด้วยดวงใจที่ว่างโหวงของการคิดถึงคนอื่นๆ คนเฉกเช่นที่อยู่ในร้านเหล้ากลางมิตรภาพแปลกหน้าทีมีร่วมกันชั่วนับสิบถึงหนึ่งข้ามปีไปพร้อมๆกัน ความเหนื่อยล้าของการเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลการเปลี่ยนวาระไม่ว่าต้องการหรือไม่ เขาสัมผัสถึงฝนหยดหนึ่งซึ่งหล่นลงมาเพียงหยดเดียว อาจเป็นเพียงหยดน้ำที่กระเด็นออกมาจากท่อน้ำทิ้งที่ไหนสักแห่ง แต่พอมันหลุดลงมากลางอากาศมันก็กลายเป็นหยดฝนที่หล่นลงตรงตำแหน่งแตกร้าวของดวงตา พอที่จะทำให้น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงสู่รอยแตกของพื้นถนนที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำที่ขังอยู่ได้ ปากประตูที่เปิดอ้าของโรงภาพยนตร์อุณหภูมิต่ำ พัดพาบรรดาร่างของผู้ชมรอบหนึ่งออกมาจากโรงเพื่อจะผิดหับลงชั่วครู่แล้วเปิดออกเพื่อรับผู้ชมใหม่ๆ โลกหมุนเคลื่อนไปเหมือนประตูบานนั้น เปิดออกแล้วปิดลง ผู้คนที่ตกค้างอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆของการเปิดและปิดประตูจะคว้างในอากาศยะเยือกและความฝันในโรงภาพยนตร์ มึนเบลออยู่ต่อหน้าแสงซึ่งสว่างจ้าเกินไป ละรอบที่หมดลง  ความคิดเศร้าๆซึ่งล่องไหลไปเพียงชั่วยามจมลงในกระแสของการเฉลิมฉลองเราจะทำเป็นลืมความเศร้าซึ่งมีเสียงเงียบนี้เสีย แล้วหันเหออกไปสู่ความรื่นเริง  ฤดูกาลเคลื่อนผ่านหน้าเธอในร้านเหล้าเห็นหยดฝนเกาะขอบแก้วที่เธอเพิ่งดื่มหมด เขาฝันเงียบๆเรื่องการเดินทางไกล ในฝันของเขามีเพียงยอดดอยสูงกับสายหมอกที่มีเพื่อโอบกอดเขาเพียงลำพังราวกับเขาลบนักท่องเที่ยวคนอื่นๆออกไปด้วยโปรแกรมโฟโต้ชอป ทั้งๆที่เขาอุ่นสบายอยู่บนเตียงที่บ้าง รวดร้าวด้วยความไม่เป็นส่วนหนึ่งของความสุขแก่งงานเทศกาลรื่นเริงนี้ เธออยากจะกอดเขาให้แน่นๆเพราะมันอาจเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของคนทั้งคู่ เตนท์สีฟ้าที่เศร้าสร้อยเรื่อเรืองแสงจางๆจากไฟนีออนที่ต่อลวกๆเพื่อส่องทางให้กับนักท่องเที่ยว เรื่อเรืองเหมือนแสงไกลๆจากท้องทะเลมืดมิด ของเรือที่ลอยลำอยู่ห่างไกลออกไป  พรุ่งนี้เป็นเหมือนวันนี้ แต่มีแต่ขณะนี้เท่านั้นซึ่งถูกขัดสีฉวีวรรณให้เรืองรอง เพื่อให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งหรือไม่เป็นส่วนหนึ่งของมัน ราวกับการสร้างหลักยึดอะไรเอาไว้เพื่อไม่ให้เราหล่นซ้ำลงไปในการเดินซ้ำของเวลาของเราเอง  จุดมุ่งหมายใหม่ๆถูกวาดขึ้นอย่างรีบเร่ง งานฉลองดำเนินไปอย่างรีบเร่ง ความริษยาของคนแปลกแยกผลิดอกออกอย่างรีบเร่ง การร่วมรักที่รีบเร่ง เบียร์ที่ไหลลื่นลงคอไปอย่างรีบเร่งและการเขียนถึงเรื่องเหล่านี้อย่างรีบเร่ง ทั้งหมดเหลือไว้ให้เราเพียงกล้ามเนื้อที่หดเกร็งยาวนานเกินไป ร่างกายที่ถูกใช้อย่างหนักหน่วงเกินไป และความเหนื่อยล้าที่ไม่เคยรีบร้อนและไม่เคยจากไป  เธอค้นพบจดหมายฉบับนี้วางอยู่บนโต๊ะตอนที่เขาออกไปดูหนัง คนรักนักดูหนังของเธอออกจากห้องไปโดยไม่ได้บอกกล่าวอะไร ฤดูฝนหมาดหมดไปหลังปีใหม่และนั่นยิ่งทำให้เขาเศร้าอยู่ลึกๆ จดหมายหรืออันที่จริงเป็นบันทึกมากกว่าถูกฉีกออจากสมุดบันทึกของเขาพับสอดอยู่ตรงหน้าที่ฉีกวางไว้ในที่ที่เธอเห็นได้ชัดราวกับรอให้เธออ่านในทุกขณะ เธอรู้ว่าเขาวางไว้เพื่อให้เธอได้อ่านมัน แต่เธอก็กลัวที่จะอ่านมันเพราะการอ่านจดหมายดังกล่าวจะทำให้เธอสูญเสียเขาไปเหมือนที่เธอสูญเสียสิ่งต่างๆให้กับการเรียนรู้มัน เหมือนการสูญเสียเยาว์วัยให้กับการเติบโต การสูญเสียพรหมจรรย์ให้กับรักครั้งแรก สูญเสียความสงสัยใคร่รู้ให้กับการเรียนหนังสือ สูญเสียจิตสำนึกทางสังคมให้กับการต่อสู้ทางการเมืองที่พ่ายแพ้เสียแต่ในมุ้ง แน่นอนว่าการสูญเสียบางสิ่งจะคายบางอย่างคืนกลับออกมา แต่ที่เธอรู้สึกคือสิ่งเหล่านั้นได้ทับถมลงบนตัวเธอกดร่างกายของเธอให้อ่อนล้าและจมลึกลงไปเรื่อยๆ ด้วยกองดินเหนือหลุมศพจิตวิญญาณของเธอที่พอกหนาขึ้นเรื่อยๆ บางคนเรียกมันว่าความแข็งแกร่ง และภาคภูมิกับมันแต่เธอรู้สึกราวกับถูกกักขังไว้ข้างใน  ถ้าเราจะคุยกันถึงเรื่องนี้    ซึ่งบางที่ฉันว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะกล่าวต่อไปอีก    ก็ไม่ใช่เรื่องที่คุยไม่ได้เสียทีเดียว   เพียงแต่ฉันคิดว่ามันไม่ได้มีประโยชน์อะไรจริงๆอีกแล้ว   มันก็เหมือนเรื่องอื่นๆนั่นแหละ ในที่สุดมันก็หมดความหมายไปได้โดยง่าย  มันเหมือนกับเรื่อง ใครคนหนึ่งซื้อม้าแก่เจียนตายมาใช้งานแล้วมันพาลตายไปจริงๆก่อนจะได้ใช้มัน   หรือใครอีกคนที่พยายามจะสร้างเขื่อนกั้นน้ำทะเลจากมหาสมุทรแปซิฟิค แล้วหวังลมแล้งๆ ว่าจะเพาะปลูกบนที่ที่น้ำทะเลท่วมถึงทุกปีนั่นแหละ  พอเขื่อนพัง ก็หมดกำลังใจกันไป   ทั้งๆที่รู้กันอยู่ตั้งแต่เริ่มสร้างเขื่อนแล้วว่ามันไม่ทางกั้นน้ำทะเลได้เลย  มันก็แค่การพยายามยืดความหวังลมๆแล้งๆออกไป    การรอคอยไม่มีที่สุดสิ้นเผาไหม้ช้าๆ มากกว่าการโหมกระพือให้มันจบไปเสียทีเดียว  มันไม่มีความหวังใดๆมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว   แต่มันไม่ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาหากันว่าใครผิดใครถูก  เพราะถ้าจะมีคนผิด  มันอาจไม่ใช่ใครเลยนอกจากความเข้าใจบิดเบี้ยวที่ถูกเรียกชื่อว่าความรัก  ฉันเหนื่อยเกินกว่าที่จะอธิบายมันอย่างจริงจังกับเธอได้    ฉันรู้สึกเหมือนน้ำทะเลจากมหาสมุทรกำลังไหลมา มันจะท่วมฉันทั้งตัว ฉันกำลังรอคอยการจมน้ำทะเล    รอคอยอยู่ในบังกะโลเดียวดายบนสันเนิน  แต่เอาเถิด เราควรจะพูดถึงมันบ้าง ฉันจะพยายามพูดให้เข้าใจง่ายที่สุดแต่ใช้เวลาน้อยที่สุด  กล่าวง่ายๆว่าฉันไม่เชื่อเรื่องความรักอะไรนั่นหรอก   ถ้าหากเราจะเรียกมันว่าอย่างนั้นได้จริงๆนะ    ฉันว่าสุดท้ายมันก็เหมือนกับเรื่องอื่นๆเหมือนกัน  มันเริ่มต้นมาอีกแบบหนึ่ง   ความรู้สึกอัดอกอันอธิบายไม่ได้ ผีเสื้อพันตัวกระพือปีกอยู่ภายใน เรียกอย่างนั้นก็อาจจะง่ายกว่า  แต่มันมาเร็วไปเร็วใช่ไหม   มันอาจเกิดขึ้นชั่วครู่ชั่วยามแล้ววูบดับไป  มันคล้ายกับจุดสุดยอดทางกามารมณ์นั่นแหละ เราใช้เวลาเพื่อรอคอยวินาทีเหล่านั้น  จากนั้นเราก็เก็บเอาความหวานจากมัน  คาดหวังอย่างสิ้นหวังเกี่ยวกับมัน  รอคอยอย่างทุกข์ทรมาน   เมื่อฉันจ้องมองเธอ  มันราวกับว่าฉันจ้องมองดูอนาคต หรืออาจอดีต  ฉันกำลังรอคอยวินาทีนั้น หรือไม่ก็คิดถึงวินาทีที่ล่วงไปแล้ว   จากนั้นที่เหลือมันก็แค่ความอดทน    เธออดทนกับฉัน   ฉันอดทนกับเธอ  ฉันไม่คิดว่ามันจะเข้มแข็ง  เป็นนิรันดร์ หรือยืนนานอะไรหรอก  พอหมดความอดทนจริงๆ เราจะเชื่อว่ามันจืดจางลง  ถ้าเราจะเรียกมันว่าความรัก ที่จริงแล้วฉันชอบเธอนะ  ฉันชอบบางเวลาของเราชอบตอนที่เรานอนอยู่ด้วยกันเฉยๆในห้องมืดๆ   หรือตอนที่เราไปดูหนังกัน  ตอนที่เธอจับมือฉันเบาๆ  ตอนที่เธอเงียบเชียบเพื่อให้ฉันได้กราดเกรี้ยว  ฉันขอโทษถ้ามันจะฟังดูเห็นแก่ตัว แต่ฉันเหนื่อยเกินกว่าจะสร้างคำลวงได้  ฉันชอบเธอ  อาจจะเพราะฉันทนเธอได้มากที่สุดจากบรรดาผู้คนเหล่านั้น  หรือในอีกทางก็อาจเป็นเธอนั่นแหละที่ทนฉันได้อย่างที่สุด   มันจึงเป็นเหตุให้ฉันชอบเธอ และฉันหวังให้เธอชอบฉัน เพราะฉันทนเธอได้ที่สุดเช่นกัน    ถ้าฉันต้องเลือก ในลู่ทางที่ถูกกำหนดมาก่อน เรื่องผัวเดียวเมียเดียว หรืออะไรนั่น  ฉันก็จะเลือกเธออย่างแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย  แม้ฉันควรเลือกที่จะไม่เลือกมากกว่าก็ตาม   และบางทีฉันอาจหวังลมๆๆแล้งๆว่าเธอจะเลือกฉัน  แต่มันอาจไม่จริงก็ได้   ใช่ไหม   ฉันว่าทุกๆเรื่องมันก็เหมือนกันหมดนะ  มันไม่ได้มีอยู่จริง เป็นจริง หรือเป็นที่ทนได้อีกต่อไป  บางอย่างมันถูกตัดทอนให้เหลือแต่ความโรแมนติคที่ไม่เป็นจริง   มีแต่ด้านสว่างที่จัดจ้าจนเผาไหม้ผู้คน  ฉันไม่รู้ว่าเธอจะคิดเหมือนฉันไหม  และหากเราอยู่ในโลกอันจัดจ้านั้น เราควรคิดเหมือนกัน  แต่ไม่ควรคิดเหมือนที่ฉันคิด  เราควรเชื่อมั่นในเรื่องของการเป็นนิรันดร์  ความดูดดื่มอ่อนหวาน  แต่เราก็เห็นๆกันอยู่ว่ามันคือภาพรีทัช  มันคือ หนังสือราชการดัดจริตถ้อยคำให้ดูคลุมเครือ  มันคือเพลงป๊อปส่งตรงจากสายพานการผลิต  ฉันไม่เชื่อในมัน ให้ฉันตายดีกว่าจะยอมรับมันในแง่ความจริง แต่เธอต้องโต้เถียงกับฉัน  เธอต้องพูดออกมาว่า มันเป็นเพียงสิ่งที่ฉันไม่เชื่อ  ความจริงของฉันไม่ใช่ความจริงสำเร็จรูปสำหรับทุกคน  ฉันมันแค่เป็นพวกมองโลกในแง่ร้ายที่พยายามจะปฏิเสธ เพราะตัวเองเข้าไม่ถึง  ความจริงของฉันใช้แทนความจริง ของพวกพม่าที่นั่งกันอยู่ตามริมถนนไม่ได้  ใช้แทนความจริงของคุณลุงชาวประมงไม่ได้  ใช้แทนความจริงของชายผู้มีเงินเดือน แปดหมื่นบาทไม่ได้  มันไม่ใช่อื่นใดนอกจากความจริงของฉันเอง ใช่แล้ว เธอกล่าวถูกต้องทุกประการ มาถึงตอนนี้ ฉันไม่มีทางกล้าจะประกาศ -ความจริง-ใดๆต่อหน้าผู้คนได้อีก  ถ้าเราจะเรียกมันว่าความจริงนะ  เพราะฉันสงสัยมาเสมอว่า หากความจริงยังต้องรับใช้ผู้พูดมันจะยังเป็น  - ความจริง -  อยู่หรือเปล่า หรือมันถูกตัดทอนให้โรแมนติคปานกัน     ใช่ นี่คือความจริงของฉัน  และฉันพูดเพื่อตัวเองเพียงผู้เดียวเท่านั้น (แล้วเธอยังกล้าเรียกชื่อมันว่าความจริงอีกหรือ)   ฉันเหนื่อยล้าเกินไปแล้ว เกินกว่าที่จะพูดต่อแม้อีกเพียงคำเดียว จูบฉันสิ ไม่ต้องจูบด้วยความรักก็ได้ แค่จูบ  ฉันอยากสัมผัสริมฝีปากอุ่นของเธอ เพื่อฉันจะได้หลับเสีย บางทีฉันอาจเสแสร้งได้ว่า เรารักกันและกัน ขอโทษเถอะเธอ ฉันไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรจริงๆ ถ้อยคำทำให้เราอับจนอย่างไม่น่าเชื่อได้ขนาดนั้น จริงๆ  เธอปิดจดหมายลง สอดมันใส่ไว้ในที่ที่มันเคยอยู่ มือของเธอค่อยๆเย็นลงๆราวกับว่ามันกลายเป็นน้ำแข็งทีละน้อย ร่างที่เย็นเยียบ และการเคลื่อนไหวอันป่วนกั่นเหนือศีรษะของเธอ ถ้าเธอไม่อ่านจดหมาย สรรพสิ่งจะหันเหไปสู่สิ่งอื่นเธอจะยงคงเป็นเธอ จูนยังคงเป็นจูน และเขายังคงเป็นธเนศ นักดูหนังผู้มีดวงตาเศร้า เราผู้เป็นตัวละครว่างโหวงไร้ที่มาที่ไป แต่ตอนนี้เธออ่านจดหมายฉบับนั้น สรรพสิ่งส่งผลถึงกันที่ละน้อยด้วยระบบที่กว้างขวางเกินเข้าใจเธออาจถูกเรียกด้วยชื่อจูนและเธอเผลอเรียกชื่อเขาว่าธเนศไปเสียแล้ว ทั้งหมดทั้งมวลคือการล่มสลายลง หารพังพาบลงของโครงเรื่องบางอย่าง ระนาบของชีวิตบางส่วนมันเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันหมดกระทั่งกับดวงวิญญาณของคนที่ตายไปบนท้องถนนซึ่งเธอไม่เคยใส่ใจมาก่อน ปีกผีเสื้อขยับในอกเธอทำให้เกิดทอร์นาโดที่อีกฝั่งถนน  เธอรำพึงกับร่างที่ในที่สุดขาวโพลนและเย็นเยียบ เธอจะละลายไปก่อนหมาดฤดูหนาวนี้  หายใจสิ หายใจ! เขาเงยหน้าขึ้นจากหน้ากระดาษเรื่อเรือง โผล่หัวพ้นมหาสมุทรของกระแสเยียบเย็นของตัวหนังสือของเขาเอง ความรู้สึกผิดถะถั่งเข้ามา ไหลบ่าเข้ามาราวกับการถึงจุดสุดยอดทางกามารมณ์กับคนแปลกหน้า ราวกับน้ำทะเลที่ทะลักเขื่อนกั้น ราวกับเลือดที่ราดรดลงบนถนน ความสำนึกบาปที่ไม่อาจควบคุมได้ทำให้เขาอยากจะกดลบเรื่องทั้งหมดที่เขาเขียนขึ้น ฆ่าตัวละครที่ยังไม่มีรูปร่างแน่ชัดพวกนั้นเสียเพื่อที่เขาจะได้ไปพ้นจากความทุกข์เสียที การเขียนเรื่องของความเหนื่อยล้าทำให้เขาเหนื่อยล้า เขาคิดถึงหญิงคนรักและแม่ของเขา จูนอยู่ในห้องน้อยของเธอและฝันถึงปารีส แม่ของเขาอยู่ที่ไหนสักแห่งซึ่งพ้นไปจากเรื่องทั้งหมด นั่นทำให้เขาเศร้าที่เขาไม่อาจบรรจุแม่ของเขา  ผู้คนที่จมหายไปในกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากของอุทกภัยในฝนที่ผ่านมา คนที่ต้องตายบนท้องถนนอย่างเปล่าๆปลี้ๆ การต่อสู้ที่ไม่ได้อะไรเลยของพวกเขา กรอบขอบอันจำกัดทำให้เขาเหลือเผื่อที่เอาไว้ให้จำเพาะหนุ่มสาว หน้าตาดีในความรู้สึกผู้อ่านเสมอเพราะนั่นคือรูปการจินตนาการตัวละครที่ถูกเทิดไว้จากมนุษย์สามัญ เส้นรอบวงของชีวิตตีกรอบกระชับเข้ามาจนเขามีแต่เขียนเรื่องรักๆใคร่ๆของหนุ่มๆสาวๆ ความเพิกเฉยของพวกเขาต่อเรื่องภายนอกทั้งหมด ความไม่สามารถฝ่าเปลือกหน้าที่ห่อหุ้มพวกเขาไว้ในบรรยากาศฟุ้งฝันอย่างโง่ๆ เกี่ยวกับชีวิต ความรัก ความทุกข์ หรือความเหนื่อยหน่ายของตนเอง ทั้งหมดถล่มลงมาใส่ตัวเขา ร่วงลงมาอย่างสวยสดงดงามเหมือนการจบสิ้นไปของพลุในค่ำคืนสิ้นโลก  เขาคิดว่าเขาควรจะทิ้งมันไป เพื่อจะชำระบาปที่ตัวเขาก่อขึ้นมาใส่ตัวเองจากการเขียนบางสิ่งและไม่เขียนบางสิ่ง ความยากจน ความป่วยไข้ ความโชคร้าย ความทุกข์ที่แท้เป็นภูตผีที่จะคอยหลอกหลอนการเขียนของเขาไปตลอดกาล  เขาพยายามจะสูดลมหายใจลึก เพื่อที่จะเดินหน้าต่อให้จบ ความเหนื่อยล้าของการเขียนอันยาวนานกัดกินเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันราวกับแผลในกระเกาะอาหารที่ทำให้เขาปวดอยู่ลึกๆและมองไม่เห็นแผล มันหน่วงถ่วงในท้องและตามติดเขาไปยังทุกที่ ทุกมื้ออาหารที่เอร็ดอร่อย ทุกการดื่มกิน ที่ราดซ้ำลงไปบนแผลซึ่งมองไม่เห็น แผลซึ่งจะไม่มีวันหายและจะทำให้เขาปวดน้อยๆแต่ยาวนานไปตลอดกาล เขาอยากยกเลิกแผลนั้นบางทีด้วยการเขียน หรือด้วยการเลิกเขียน หายใจสิ หายใจ มันมากันอีกแล้ว พวกความเศร้าอวลกระอายอุ่นของคนหนุ่มสาวเหล่านั้น เขาคิดถึงการทิ้งมันไป ทิ้งมันไปเหมือนกับที่เขาทิ้งของเล่นเก่าไว้ใต้เตียง ทิ้งหนังสือนิตยสารที่พลิกผ่านๆไปให้คนซื้อของเก่า หรือที่เขาทิ้งคนรักเก่า เยื่อใยเจ็บปวดยามหวนรำลึก ช่วงเวลางดงามที่เต็มไปด้วยความผิดบาปของการทิ้งมันไป หรือจดจำมันไว้  มันวนกลับมาที่ผมอีกครั้ง ผมเดียวดายในห้องน้อยสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า ร่องรอยกล่อนฉุนของน้ำกามเหือดเปื้อนเสื้อสวมแล้วอวลกระอายอยู่ในห้องที่อบร้อนด้วยแดดบ่าย ยามเย็นโพล้เพล้เป็นสีเศร้าของแสงส้ม เรื่องราวทั้งหมดรอการเฉลยอยู่ในหัวของผมซึ่งผมจะไม่บอกออกไป พวกเขาไม่สมควรได้รับเรื่องราวใดๆให้เดินต่อไปอีก นักเขียนคนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องทั้งหมด เขาคือใครสักคนที่อยู่ในวงเบียร์ของคืนวันเสาร์ที่ฝนตก  แรงบันดาลใจระเหยหายไปพร้อมกับอาการหมาดสายฝน ตามที่จริงผมไม่อ่านเรื่องที่เขาเขียนอีกแล้ว ผมทิ้งมันไว้ค้างๆคาๆในอีเมลล์ฉบับล่าสุดที่เราคุยกัน ผมเคยหลั่งไหลในร่างเขาสองหรือสามครั้งเซกส์แกนๆศร้าๆ เขาเขียนเรื่องทั้งหมดและเราคิดเอาเองว่าเขาหยิบความสัมพันธ์ที่เราทุกคนมีส่วนร่วมไปเขียน ผมถึงกับจินตนาการว่าตัวเองเคยสนทนากับจูน แต่จูนไม่ใช่คนรักของเขา เธอเป็นคนรักของผม และเธอผิวเผือด ผอมบางเหมือนกิ่งไม้แห้งในต้นฤดูฝน ช่วงเวลาสั้นๆก่อนที่มันจะเริ่มผลิใบอีกครั้ง เส้นบางๆที่อ่อนไหว จูนเกิดในเดือนมิถุนายน และถ้าจะคล้ายใครสักคนจูนคงไม่คล้ายใครเลย ผมคิดว่านี่เป็นความริษยาอย่างหนึ่งที่เขาเขียนเรื่องทั้งหมดขึ้น ต่อให้ผมคิดถึงเรือนร่างของเขามากกว่าจูนตอนที่ผมช่วยตัวเองก็เถอะทั้งหมดเป็นฝันเปียกกลางฤดูฝน เรื่องของผมกับเขา หรือเรื่องของคนที่รู้ว่าตัวเองจะสาบสูญไป  มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักหน่อย ทุกอย่างเป็นเหมือนการเสกสรรปั้นแต่งลอยๆ  ผมฝันเสมอว่าผมจะออกไปดูหนังลึกลับสักเรื่องและหายตัวไปในโรงหนังมืดๆ ไม่กลับออกมาอีก กลืนหายไปในสถานที่ และบรรยากาศ ถ้าผมสาบสูญไป ก็ลืมผมเสียเถิด  ผมไม่คิดว่าทั้งหมดนี้เป็นคนคนเดียวกัน แต่มันก็ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งด้วย ผมคิดว่าผมจะตอบอีเมลล์ของเขาทั้งที่ยังไม่อ่าน ส่งมันกลับไปแล้วบอกว่าเขาเขียนได้แย่แค่ไหน เขาได้แต่ทำลายชีวิตลงด้วยการให้ความงามแก่มัน ให้ความเศร้าแก่มัน ให้ตัวละครที่บ่นรำพึงโดยไม่ได้ทำอะไร หรือออกไปไหนเลย จินตนาการถึงพวกเขาในห้องหับส่วนบุคคล ทุกข์เศร้าเพื่อที่จะทุกข์เศร้า พวกเขาไม่ทำอะไรเลยนอกจากทุกข์เศร้า น่าสมเพชชะมัด น่าจะไล่ให้ไปตายๆเสียให้หมด ถ้าผมลุกไปเปิดเพลงของเดอะบีเทิลส์สักเพลงโลกในหนึ่งย่อหน้านี้จะเรื่อเรืองขึ้นเล็กน้อยแต่ผมขอปฏิเสธ ไม่มีอีกแล้ว ทิ้งมันไปให้หมด ผมไม่มักง่ายพอจะสร้างความงามง่ายๆแบบนั้นอีกแล้ว  ทั้งหมดนี้มันเรื้อรังเกินไป และผมในฐานะตัวละคร ในฐานะผู้อ่าน และผู้จินตนาการของปฏิเสธ ผมขอบอกคุณว่าผมจะเดินเข้าไปหลังเวทีเพื่อสับสวิทตช์ไฟ ในโลกที่ไม่มีแสงแดดส่องถึง ไม่มีดนตรีประกอบ มีแต่ห้องน้อยอันมืดมนทุกคนจะหายตัวไปในความมืด ความมืดที่สวยสดงดงาม ความมืดที่ดึกดำบรรพ์ ความมืดที่ดำรงคงอยู่มาตั้งแต่แรก  ความมืดที่กินทุกคนเข้าไปโดยไม่อาจร้องขอชีวิต  สถานที่และทัศนียภาพจะยังคงดำรงอยู่ใต้ความมืดนั้น ผู้คนหรือไม่อีกแล้ว เรื่องเล่าหรือไม่อีกแล้ว ไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกเหมือนที่ไม่มีมาตั้งแต่ต้น ประตูโรงภาพยนตร์ที่เปิดอ้าออกทะลักอากาศยะเยือกพรูออกมาพร้อมกับกระแสของผู้ชม พวกคู่รักที่หน้าตาคล้ายๆกัน หรือครอบครัวเล็กๆ หรือกลุ่มเพื่อน กระทั่งผู้คนที่มาดูหนังเพียงลำพัง ห่อไหล่ในเสื้อบางๆที่ไม่ได้เตรียมพร้อมมา เราไม่เห็นความรู้สึกใดๆในบรรดาคนดู มองจากที่ไกลพวกเขาและเธอเป็นดั่งกระแสน้ำที่ล่องไหลไป กระแสน้ำยะเยือกจากแม่น้ำที่อยู่แสนไกล โรงภาพยนตร์ที่ค่อยๆว่างลง สงบอยู่สักชั่วครู่เมื่อประตูถูกปิดและพนักงานทำความสะอาดเก็บขวดน้ำเศษขยะ  ประตูเปิดอ้าออกอีกครั้ง คนดูคนหนึ่งเดินออกไปสู่สายฝนหลงฤดูที่พรมพร่างอย่างแผ่วเบา โดนหนังเรื่องหนึ่งสัมผัสต้องภายในของเขา สั่นสะเทือนอยู่ลึกๆ หลังจากนี้ หลายวัน หรืออาจจะหลายเดือนเขาอาจจะตื่นมากลางดึก หรืออาจจะนึกขึ้นได้ท่ามกลางฝูงชน ตอนที่เขากำลังต่อแถวเพื่อซื้ออาหารกลางวัน หรือาจจะตอนที่เขาได้รับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอะไรสักอย่างหนึ่งทางไปรษณีย์ หรืออาจจะตอนที่เขากำลงดูหนังอีกเรื่อง เขาจะรู้สึกเอ่อท้น แผลที่ถูกกระทบกระแทกบวมพองอยู่ในอกกลัดหนอง เขาใกล้จะร้องให้ออกมาแล้ว พวกเขาและเธอทยอยกันมาราวกับคลื่นยักษ์ที่โถมพัดมาถึงยอดเขา เตนท์ที่เรียงรายสุดลูกหูลูกตาราวกับดอกไม้แรกผลิ พวกชาวบ้านพร้อมข้างของเครื่องใช้อาหารน้ำดื่มพากันมาจับจองที่ว่างเสียล่วงหน้า กลางแถวของคนรอคิวห้องน้ำเธออาจจะตั้งคำถามว่าฉันมาทำอะไรที่นี่แต่แสงสุดท้ายของวันที่ริมผาอาจทำให้เธอลืมมันไปได้บ้างแสงสุดท้ายที่คล้ายับพิธีการร่ายรำดึกดำบรรพ์ที่อ่อนช้อย การปิดเปลือกตาลงของโลก ชั่วประเดี๋ยวประด๋าวที่เธอสัมผัสได้ว่าตัวเธอเองเชื่อมต่ออยู่กับแผ่นดิน กับการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ กับสายลมเย็นรื่น กับน้ำค้างที่ชื้นผ้าเตนท์ในตอนเช้า วูบสั้นๆที่จะค่อยระเหิดหายไปหลังจากเธอกลับมาบ้านได้สักวันหรือสองวัน มีแต่การหลงลืมที่ทำให้เธอดำเนินชีวิตต่อไปได้ ให้ความกระหายอยากซ้ำแล้วซ้ำเล่าแก่เธอในร่องรอยจางๆที่เธอระลึกถึงได้น้อยๆ  แสงแดดคล้ายกันกับแบบนั้น สายลมคล้ายกันกับแบบนี้ มีแต่วงจรซ้ำซากของการหลงลืมและจดจำใหม่ที่เคลื่อนไปข้างหน้า บนหน้ากระดาษของนักเขียนหนุ่ม คนรักที่เขาสร้างขึ้นมาสว่างนวลราวแสงคืนเพ็ญที่เปล่งผ่านแถวทางเรียงรายของตัวหนังสือ คนรักที่ทำให้คนรักที่แท้ของเขาต้องร้าวราน เพราะเธอเป็นคนรักที่ไม่มีอยู่จริง ด้วยเหตุนั้นเธอจึงสมบูรณ์  ความสมบูรณ์ที่มากเกินไปทำให้ต่างคนต่างร้าวรานเขาจึงใคร่จะเติมเรื่องราวลงไปอีกเล็กน้อย อาเรื่องราว ดังผลไม้พิษแห่งสวนอีเดน เรื่องราวทำให้กระแสของถ้อยคำพากันเข้ามาเบียดชิด ลดตัวลงจากพลเมืองเป็นข้าทาสบริวารรับใช้ราชาแห่งแผนการ การดำเนินเรื่องและบทสรุป เรื่องราว โอ้เรื่องราว เขาจะค่อยหยดยาพิษแห่งเรื่องเล่าลงบนเรือนร่างของคนรักผู้สมบูรณ์พร้อมทีละหยด เรื่องราวที่จะทำให้เธอค่อยๆสูญเสียความสมบูรณ์พร้อมไป พรากความบริสุทธิ์ที่เขาสร้างขึ้น ถึงที่สุดเรื่องราวให้โอกาสเขาเป็นพระเจ้าชักลากชีวิตของเธอ ย่ำยีเธอจนกว่าอากาศจะเหม็นเน่า เอาเป็นเรื่องของการต่อสู้ เรื่องของการประท้วงรัฐบาล เอาเป็นเรื่องราวเหล่านั้น การเดินขบวนอันมหึมาของมหาประชาชน การล้มตายอันมหึมาของมหาประชาชน  การสาบสูญไปของความจริง ระเหยหายไปพร้อมกับเลือดที่ระเหยไปจากพื้นถนนเผือดแดด ควันไฟอันม้วนตัวอ้อยสร้อยอย่างสวยสดงดงาม เขาจะให้เธอตายที่นั่นหรือไม่ เขาจะทำให้เธอเป็นวีรสตรีหรือเปล่า หรือที่จริงไม่มีอะไรมากไปกว่าการสูญเสียเลือดเนื้อ ในทางหนึ่งเป็นตัวโง่งมของหล่มประวัติศาสตร์พวกคนที่หลงโง่งม  เห็นแก่เงิน หรือเธออาจจะเป็นคนที่ตายเพื่อปลุกหลายคนให้ฟื้นตื่น ความตายของเธอ ความตายภายใน ของการต่อสู้ที่มีแต่การต่อสู้ ดังที่กล่าวไปเรื่องราวคือยาพิษ เขาไม่มีทางสร้างความจริงอื่นได้นอกจากเรื่องราวที่ตัดตอน ลดทอน หรือบิดเบี้ยว บิดเบือน ถูกเทิดขึ้น ทำให้เป็นอื่น จนในที่สุดมันไม่เหลืออะไรให้ยึดจับอีกต่อไป