
คืนนั้นฝนตกหนัก
เอมมี่คิดเพียงเข้าไปหลบฝนในผับเล็กๆแห่งนั้น
ผับเล็กๆสำหรับชาวอาหรับที่มาเป็นแรงงานต่างด้าวในเยอรมัน
ทุกคนในผับจ้องมองเอ็มมี่ราวกับตัวประหลาด
เธอสั่งโค้กมาดื่ม เล่าสาเหตุคร่าวให้สาวผมบลอนด์เจ้าของบาร์ผู้เย็นชาฟัง
สาวคนหนึ่งในบาร์ บอกอาลี หนุ่มชาวอาหรับให้ไปขอเอ็มมี่เต้นรำ
มันอาจเป็นเพียงคำท้าทาย แต่อาลีก็ออกไปขอจริงๆ
และเอ็มมี่ก็ลุกมาเต้นกับอาลีจริงๆ
ระหว่างเต้นรำ ทั้งคู่พูดคุยกันหลายเรื่อง ราวกับว่ารู้จักกันและกันมาเนิ่นนาน
เอ็มมี่อาจะเหงาหลังจากสามีตายจากไปหลายปี
อาลีอาจจะเหงาที่ต้องพลัดถิ่นมาเป็นคนที่ถูกดูถูกเหยียดหยามในเมืองใหญ่
แต่ทั้งคู่ก็ออกจากผับไปด้วยกัน ใช้ค่ำคืนหนึ่งร่วมกัน ในที่สุดก็แต่งงานกัน
จริงๆมันคงเป็นแค่เรื่องรักโรแมนติคของคนต่างชาติต่างภาษาวัฒนธรรมเท่านั้น
ถ้าไม่เพียงแต่ความจริงคือ เอ็มมี่เป็นแม่ม่ายวัยชราที่อายุมากกว่าอาลีเกือบยี่สิบปี
ความรักของคนที่มีทุกอย่างต่างกันจะมั่นคงได้หรือ
ในสังคมที่หวาดกลัวสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ไม่เข้าใจ ความกลัวของผู้คนจะกัดกินจิตวิญญาณของทั้งคู่หรือไม่
กระทั่งความกลัวที่ซ่อนในจิตวิญญาณของตัวเอง มันจะออกมากัดกินทำลายความรักของทั้งคู่ได้หรือ
..........................................................................

เรื่องเล่าในหนังนั้นได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากหนัง all that heaven allows ของ ผู้กำกับที่เคยถูกหลายคนหลงลืม เมื่อครั้งมีชิวิตอยู่ (แต่กลับได้รับเกียตรเมื่อตายจาก)อย่าง Douglas Sirk (งาน alll that heaven allows นี้ถูกนำมาเล่าใหม่อีกครั้งใน far from heavens ของ todd haynes) ภายใต้การกำกับของ reiner werner fassbinder ผู้กำกับชาวเยอรมันที่สร้างงานระดับขึ้นหิ้งไว้มากมาย เขาได้เรื่องเล่าแบบเก่าๆที่เราคุ้นเคย ของความรักต่างชนชั้นมาถ่ายทอดแง่มุมความเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อจิตวิญญาณลงไป ตัวเอกที่ไม่หล่อเหลา สวยสะ มีความดำมืด ปมปัญหา ในใจตน ในสังคมที่ร้ายกาจพอกัน
มีความหวาดกลัวมากมายในลกนี้
เริ่มตั้งแต่คนเยอรมันกลัวคนต่างชาติ ทั้งเพราะนิสัยแบ่งแยกเหยียดผิว ไปจนถึงเรื่องการแย่งงานทำ เพื่อนบ้านกลัวความรักของเอมมี่ และอาลี เพราะมันเป็นความรักที่เขาไม่เคยได้สัมผัส ความกลัวเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง คำติฉินนินทา หญิงสาวในบาร์ รู้สึกเสียหน้าและหวาดลัวการมาถึงของแม่บ้านชาวเยอรัมนที่เพียงชั่วคืนก็พรากเพื่อนของพวกเธอไป พนักงานในร้านอาหาร กลัวที่จะต้องบริการหญิงชราและชายต่างชาติ ที่สั่งอาหารไม่ค่อยจะถูก (ฉากสั่งอาหารในร้าน ที่-ฮิตเลอร์เคยมากิน- เป็นการเสียดสีสองต่อ ทั้งในฐานะของการเหยียดชนชาติ และเหยียดชนชั้น เมื่อยริกรถามเอมมี่ราวกับจะฆ่าให้ตายบนโต๊ะ) ลูกๆของเอมมี่กลัวการกระทำของแม่ เพราะพวกเขาไม่อาจเข้าใจได้ว่าทำไมยายแก่ถึงเกิดตัณหากลับขึ้นมา ทำไมถึงนึกจะแต่งงานใหม่ เพราะจากมุมมองขอพวกเขา แม่เป็นภาระอันสูงส่งที่ต้องทำตัวเป็นแม่พระ แม่ต้อง ปราศจากเลือดเนื้อ และวิญญาณ ไม่ว่าลูกๆจะทิ้งให้หงอยเหงาเปล่าเปลี่ยวแค่ไหน ก็ต้องยิ้มชื่นคอยต้อนรับยามลูกๆมีปัญหา แต่ใช่หรือไม่ แม่ก็มีเลือดเนื้อของแม่เอง
และกระทั่งอาลีและเอมมี่ก็มีความกลัว
เอมมี่ถูกทอดทิ้งจากสังคมที่เธอเคยรู้จัก เมื่อเธอเลือกร่วมชีวิตกับอาลี เพื่อนร่วมงานมองเธออย่างดุถูกเหยียดหยาม ลูกๆปฏิเสธ และ เจ้าของร้านก็ไม่ขายของให้เธอ หากแต่ที่ทำให้เธอกลัวจริงๆ คือลึกๆแล้วเธอกลัวอาลีจะทิ้งเธอไป เธอกลัวเพราะตัวเธอแก่ และโดดเดี่ยว
ในขณะที่อาลีก็มีความกลัว ไม่ใช่แค่เพราะเขาต้องมาใช้ชีวิตอย่างถูกดูถูกเหยียดหยามจากผู้คน หรือเพราะเขาไม่มีทางเป็นที่ยอมรับจากสังคมของเอมมี่ แต่มันยังมีความกลัวภายใน ที่ผลักดันให้เขาต้องไปบ้านของหญิงบาร์เทนเดอร์ ความกลัวที่ผลักให้เขาจู่ๆกลายเป็นนักพนัน ความกลัวในความหนุ่มแน่นของตน ความกลัวในเชื้อชาติของตน ในโรคภัยไข้เจ็บของตน

ความกลัวมักเกิดจากความไม่เข้าใจ กลายเป็นความเป็นอื่น แบ่งแยกผู้คออกจากกัน ความหวาดกลัวจะกลืนกินวิญญาณเรา แล้วคายบางสิ่งที่เรียกว่า -ความเกลียด - ออกมา
...................................................................
หนังใส่ความกลัวลงอย่างทั่วถึงในทุกตัวละคร และเผื่อแผ่มายังคนดูด้วย เมื่อกระทั่งในความรู้สึกของเรายังไม่อาจยอมรับความสัมพันธ์ของเอมมี่และอาลี ได้อย่างเต็มที่ บางทีมันอาจง่ายกว่าถ้าตัวละครเป็นหนุ่มเหน้าสาวสวย ไม่ใช่ยายแก่ กับหนุ่มอาหรับแบบนี้ บางที ในหัวใจเราก็ล้วนถูกฉาบเคลือบด้วยความกลัวชนิดหนึ่ง และความกลัวนั้นก็กัดกินจิตวิญญาณเรา
นอกจากอารมณ์ที่ทะลักล้นจอจนเราสัมผัสได้ หนังยังโดดเด่นด้วยการจัดวางภาพ ให้ตัวละครถูกต้อนเข้าสู่มุมอับ การให้ทุกฉาก ที่ทั้งคู่อยู่ด้วยมักถูกจำกัดด้วยพื้นที่ หรือกรอบของบางสิ่ง ฟลอร์เต้นรำ โต๊ะเก้าอี้ในห้องครัว กรอบประตูในบ้าน ในร้านอาหาร ซี่กรงของราวบันได กระทั่งถูกบีบอัดอยู่กลางหมู่โต๊ะสีเหลืองสดกลางสวนสาธารณะชื้นฝน ( อันเป็นฉากที่ Brigitte Mira ได้แสดงศักยภาพของตัวเองถึงขีดสุด เธอทั้งหัวเราะ ร้องให้ ทรนง และ หดหู่ ในเวลาเดียวกัน ) ท่ามกลางความสัมพันธ์สั่นคลอนอันน่าพรั่นพรึง ตัวละครถูกบีบอัดจนเหลือแต่กันและกัน แต่ในกันและกัน ก็มีกำแพงของความกลัวกั้นขวางกันและกันไว้ เพราะในหลายฉาก หนังจะจัดวางให้ตัวละครหนึ่ง อยู่ข้างหน้าตัวละครอีกตัวหนึ่ง เมื่อกล้องโฟกัสที่ เอมมี่ อาลีจะเป็นเพียงภาพพร่าเลือน และเป็นเช่นนั้นในทางกลับกัน ดังนั้นแม้จะไม่เอ่ยออกมาโดยตรง ความกลัว ความห่างไกล ความอ่อนไหว ก็ซ่อนตัวอยู่ในทุกส่วนของหนัง (ในบทวิจารณ์ของฝรั่งว่ากันว่า ในฉากดังกล่าวเมื่อตัวละครจะเดินมาหากัน พวกเขาต้องหลุดออกจากจอก่อนจะกลับเข้ามาเสมอ)

ในโลกที่ความกลัวเป็นเจ้าเรือน ดวงวิญญาณของเราถูกกักขัง และกลืนกิน คายความเกลียดชังออกมาจำนวนหนึ่ง เปลี่ยนดวงตาดีงามให้เป็นดวงตาชั่วร้ายของความหวั่นไหว หวาดผวา ริษยา และเห็นแก่ตัว ทำลายผู้อื่นด้วยความกลัว และทำลายกระทั่งตัวเราเอง แล้วความรักเยียวยาได้หรือไม่ เพราะในความรักก็มีความกลัวอยู่เช่นกัน
ไม่มีใครรู้ ในขณะที่เราได้แต่หวัง
............................................................................................
f o o t n o t e
และนี่เป็นครั้งแรกของผมกับฟาสบินเดอร์ แค่ครั้งแรกก็คงต้องคารวะกันเลยครับ หนึ่งจอก
ข้อมูลหนังดูได้ที่นี่ครับ
http://www.imdb.com/title/tt0071141/
ส่วนตัวหนังหาได้ที่ร้านพี่คนนั้นเช่นเคยครับ
ฤดูฝน
เป็นฤดูที่ผมโปรดเป็นที่สุด
โดยปกติฤดูฝนผมมักชอบคิดและเขียนเรื่องรัก
ปีนี้รู้สึกตัวเอง-อ่อน-หวานพิกล(หนักขมเสียมากกว่า)
ไม่ได้เขียนอะไรมานานแล้ว
ไม่ว่าจะเรื่องรักหรือเรื่องไร
มีแต่บทความภาพยนตร์ไม่ค่อยเอาไหน
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ฤดูฝน...หรือชีวิต อ่อน-หวานของตัวเอง
ผมเขียนอะไรทำนองนี้ออกมา
ตั้งใจจะ-หนัก-หวานกว่านี้ แต่ดันออกมาเป็นเรื่องคนที่ไม่รู้จะคุยอะไรกันเสียนี่
(แถมยังยัดเยียดบทพระเอกให้ตัวเองอย่างนอกหน้าอีกต่างหาก)
อย่างไรก็ดี เอามาให้อ่านเล่นมั่งครับ
....................................................
-1-
เธอคิดว่า บางที ถ้าเธอก้าวออกไปข้านอกในตอนนี้
เธอคงหลอมละลายหายไปในสายฝน
โดยรวมนับว่าอาการของเธอดีขึ้นมากแล้ว
หัวใจหยุดไหวระรัว มือหยุดสั่น และความรู้สึกอ่อนเพลียก็เบาบางจางลง
ตอนนี้เธอกองอยู่บนเก้าอี้พลาสติกสีฟ้าแข็งกระด้างที่วางเรียงเป็นแถวหน้าห้องยาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
ยามกลางวันที่นี่คึกคักคลาคล่ำด้วยคนไข้ คนเจ็บ
ใบหน้าซูบหมอง เสียงเด็กร้องให้ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อหอมเอียน
แต่ในคืนฝนตกอย่างคืนนี้ ที่นี่กลับดูเงียบใบ้จนน่าอึดอัด
ตามทางเดินทอดตัวจากห้องฉุกเฉินมาห้องยา เสียงฝีเท้าเธอดังก้อง ได้ยินกระทั่งเสียงลมหายใจของตัวเอง
ไฟนีออนสาดแสงสีขาวแข็งๆไม่เป็นมิตรส่องเส้นทาง
พลันหูเธอแว่วยินเสียงเพลงเก่าอวลลอยในอากาศ
...............................
ทุกวันทิวาหัวใจเรียกหาแต่เธอ
ยามนอนละเมอฝันเพ้อน้ำคำรำพึง
ภาพเธอเวียนวนเหมือนมีมนต์ แนบใจตรึง
ให้ฉันคะนึงถึงเธอไม่หาย
......................................
เธอไม่เห็นหน้าผู้ชายคนนั้นตอนที่ยื่นมือส่งใบสั่งยา
แต่เธอรู้จักเขา เพราะเขารู้จักแม่เธอ
ครั้งหนึ่งเธอและแม่เคยเข้ารับคำปรึกษาเรื่องการดูแลโรคแบาหวานพร้อมกัน
ตอนนี้แม่เธอไม่อยู่แล้ว โรคเบาหวานพรากชีวิตแม่ และ วันนี้ก็มาออกฤทธิ์เอากับเธออีก
แม่ เธอเสียได้สามเดือน และเหมือนเธอได้ตายไปด้วย
เธอไม่ต้องดูแลแม่อีกแล้ว ไม่ต้องผวาตื่นกลางดึก ลุกมาเอามืออังจมูกว่าแม่เธอยังหายใจดีหรือไม่
ไม่ต้องรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าตอนที่เธอกำลังยืนเลือกซื้อของอยู่แม่เธออาจจะล้มในห้องน้ำ
เธอไม่ต้องทำอะไรเพื่อใครอีกแล้ว โลกเสรีสวยงามสำหรับการโบกบิน
แค่พกอินซูลินไว้กับตัว สุดขอบโลกเธอคงไปถึง
แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย
หลังจบปวช. เธอถูกพี่สาวว่าจ้างให้ดูแลแม่ที่กำลังป่วย
เธอไม่เคยทำงานอะไรนอกจากนั้น
เงินที่พี่สาวให้พอค่าใช้จ่ายในบ้านและค่ายาเท่านั้น และหลังแม่เสียพี่สาวก็บอกว่าเธอต้องหาเงินเลี้ยงตัวเองแล้ว
เธอเข้าใจสภาวะของพี่สาวดี เธอจึงเริ่มทำงานเป็นพนักงานขายของในร้านสะดวกซื้อ
บางทีในตอนกลางคืนที่ฝนตก และร้านไม่มีคนเธอรู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวในโลก
.............................................
ฉันต้องระทมหัวใจขื่นขมเรื่อยมา
บางคราวนิทรา ฝันว่าวิมานทลาย
ตื่นจากความฝันฉันระทึกตรึกไม่วาย
ถ้ารัก กลับกลายฉันคงตายเพราะตรมฤดี...
..........................................................................
บางที ถ้ามีใครรักเธอเหมือนในเพลง คงจะดีไม่น้อย
แต่ใครจะรักผู้หญิงตัวผอมๆซีดที่ป่วยเป็นเบาหวาน เธอคิดอย่างเศร้าๆกับตัวเอง
บางทีเธอควรหลอมละลายไปในสายฝนเลยจริงๆ.......
...........................................................................
-2-
สิริรวมเวลาแล้วเขาทำงานมาทั้งสิ้น 42 ชั่วโมง เต็ม
ที่จริงคือเขารับเวร เช้า บ่าย ติดกันมา 3 วันแล้ว
เข้ารับเวรตอนแปดโมงเช้า อยู่โยงยาวไปจนถึงเที่ยงคืน แล้วกลับไปซุกหัวนอนจนกว่าจะถึงแปดโมงวันรุ่งขึ้น
ติดต่อกันเช่นนั้น
บางทีในห้องยาที่ปรับอากาศจนเย็นฉ่ำ วูบหนึ่งเขาถึงกับนึกไม่ออกว่ามันกลางวันหรือกลางคืน
ไหล่อสงข้างปวดตึงราวกับยกน้ำหนักมาทั้งวันทั้งที่จริงแค่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์
สมองสับสนมึนงงจนเข้าต้องดื่มกาแฟแก้วแล้วแก้วเล่า
ท่ามกลาง ยาปฏิชีวินะ ยาแก้ปวด ยาบำรุง ยารักษาอาการประสาทหลอน
เขารู้สึกเหมือนร่างกายจะหลุดเป็นชิ้นๆ และหัวใจเล็กลีบฝ่อจากผลข้างเคียงของยา
เพลงเก่าที่เขาหยิบมาเปิด ดูจะเป็นหนทางเดียวในการเยียวยาวิญญาณที่บุบสลายจากการทำงานและการมีชีวิต
.................................................
โอ้ดวงใจที่รัก ฉันมอบใจภักดิ์ไว้แนบตักเทวี
ทั้งร่างอุทิศ มอบชีวิต จิตฉันนี้
อุทิศพลี เพื่อรักๆๆๆ
เพื่อรัก น้องนาง
.........................................
เขารู้จักแม่ของเธอ แม่ของเธอเป็นคนไข้เบาหวานในความรับผิดชอบของเขา
หลังจากเปิดโครงการให้คำปรึกษามา หกเดือน เขามีคนไข้ในโครงการ ร่วม 200 คน
ผู้หญิง ผู้ชาย คนชรา เด็ก วัยรุ่น ผู้คนล้วนมีปัญหากับน้ำตาลในกระแสเลือด
เขาเองก็มีปัญหา น้ำตาลในดวงใจมันต่ำลงทุกที
เขาพูดคุยกับคนไข้เบาหวาน ด้วยความอ่อนหวาน ซุกซ่อนชีวิต -อ่อน-หวานไว้ข้างหลัง
เขาคิดแบบขำๆในการเล่นคำของตัวเอง
เขาไม่ทันได้มองหน้าตอนรับใบสั่งยา
แต่พอเงยมองก็นึกออก เขาจำเธอได้ จำแม่เธอได้ จำชื่อได้ทั้งสองคน
แม่เธอเสียไปเมื่อสามเดือนก่อน ด้วยภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน
วูบหนึ่งเขารู้สึกสงสารเธอ
แล้วพลันคิดได้ว่าเขาไม่ควรสงสาร ใคร
กับคนที่ไม่ได้เป็นเหมือนเขา ยากจนกว่า ลำบากกว่าหรืออะไรก็แล้วแต่
หากพวกเขามีชีวิตที่ตนพอใจ สิ่งที่พวกเขาควรได้รับคือการให้เกียรติ
และปฏิบัติอย่างเท่าเทียม บ่อยครั้งความสงสารน่าสะอดสะเอียนเพราะมันถูกยกมาเคลือบแฝงความรู้สึกว่าตนเองเหนือกว่าผู้ที่ตนสงสาร
คนเหล่านั้นอาจลำบาก แต่ไม่เป็นทุกข์ ดีไม่ดี คนสงสารอาจเป็นทุกข์กว่าคนถูกสงสาร เพียงแต่ไม้บรรทัดวัดความทุกข์มัน วัดยากกว่าเงินทองหน้าตา และเกียตริที่แท้อยู่ข้างในไม่ได้เห็นได้ด้วยการที่มีคนก้มหัวให้
แต่เขาก็พลันนึกได้ว่าเขาคิดผิด
เขาควร-สงสาร- แต่ไม่ใช่สงสารคนจนหรือคนลำบาก
เขาควรสงสารคนที่เจขาควรสมเพช
และเขาไม่ควรสมเพชใคร
ความสมเพชเป็นความคิดใจร้ายที่สุดประการหนึ่งที่มนุษย์ทำต่อกัน เพราะเราจะสมเพชคนที่ตกอยู่ในความทุกข์จะเพราะหาเรื่องเข้าตัว
หรือเพราะอะไรก็แล้วแต่
แต่เรามัก-สะใจ- ที่ได้-สมเพช-
กับคนที่เรารู้สึกเหลือทน หรือเกลียดชัง เราควร-สงสาร-เมื่อเขาตกอยู่ในห้วงทุกข์
เพราะอย่างไรก็มีความเมตตาเจือในความสงสารนั้น
คำว่าสมเพช ควรเป็นคำที่ไว้อธิบายความรู้สึกบางประการที่ควรมีอยู่แค่ในพจนานุกรมเท่านั้น
แม้ในชีวิตจริง เราจะทำไม่ได้ แต่เขาก็หวังให้เป็นเช่นนั้น
ในใบสั่งยาของเธอ มียาสองสามรายการ อินซูลิน เข็ม และยาแก้เวียนหัว และน้ำตาลที่หมอฉีดให้
เขาเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง ดูใบหน้าซีดเซียวที่นั่งอยู่ห่างจากเขาแค่กระจกกั้น
วูบหนึ่งเขารู้สึกว่าเขาน่าจะกอดเธอไว้ บอกเธอว่าไม่เป็นไรแล้ว ลูบหัวเธอเบาๆ
กอดด้วยความเมตตาในฐานะเพื่อนมนุษย์
แต่เขากอดเธอไม่ได้ เขาไม่เคยกอดคนไข้ เขาจึงเพียงชะโงกหน้าถาม
-เป็นอะไรมาวันนี้
-เป็นลมค่ะ เธอตอบ ฉีดยาแล้วหนูลืมกินข้าว
-บอกแล้วนา ว่าต้องกิน เขาทำเสียงดุเล็กน้อย นึกเสียใจที่พูดเช่นนั้น เขาอยากหาเรื่องคุยแต่กลับยิ่งลงเอยยากลำบาก
เขาแค่อยากรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนกับเธอ
เธอยิ้มแห้งๆ แทนคำตอบหรุบตาลงต่ำ
............................
-3-
เธอชอบที่เขาพูดคุยกับเธอและ เพราะเขาเป็นคนไม่กี่คนที่ใส่ใจสุขภาพของเธอ นึกเสียใจที่ไม่ดูแลตัวเอง แต่จะให้ทำอะไรได้ เธอแทบไม่หิวเลยหลังจากแม่ เสีย
-แล้วนี่กินอะไรหรือยัง เขาอยากถามเธอแบบนั้น แต่เขาไม่รู้ว่ามันจะเป็นคำถามแสดงความห่วงใยหรือละลาบละล้วง เขาจึงไม่ได้พูดออกไป
เธอไม่ต้องการให้ใครมาสงสารเธอแต่เธอไม่รู้จะพูดยังไง บางครั้งเธอนึกโกรธสายตา เศร้าๆของคนรู้จัก เมื่อใครต่อใครบอกว่าเธอต้องอยู่คนเดียว
เขาตรวจสอบใบสั่งยา และพยายามจัดมันออกมาให้ดีที่สุด ถูกต้องครบถ้วน นั่นเป็นสิ่งเดียวที่เขาจะทำให้เธอได้
เธอพยายามนึกว่าเขาเตือนเธอเรื่องการกินอาหารไว้ว่ายังไง เธอค้นพบว่าเธอจำได้เกือบทั้งหมด เพียงแต่เธอไม่ได้เคยคิดถึงคำเตือนใดๆ กระทั่งตัวเอง หลังจากแม่เสียไป
เขาคิดถึงข้อความที่จะอธิบายกับเธอทั้งเรื่องการจัดการภาวะน้ำตาลต่ำ และการเลือกอาหาร เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขาใส่ใจเธอเป็นพิเศษ จำน้ำตาลครั้งล่าสุดของเธอได้ด้วยซ้ำ เด็กสาวอายุน้อยเป็นเบาหวานจากกรรมพันธุ์มีไม่มากนัก เขาคิดกับตัวเอง
-เอ้า รับยาครับ ยาฉีดนะ ใช้เป็นแล้วใช่ไหม
-ค่ะ
-แล้วหวิวๆอย่างนี้บ่อยไหม
-พักหลังก็...บ่อย ..ค่ะ ไม่ค่อยหิว
-........................ มันเป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่จะบอกให้เธอกินข้าว หรืออะไร เขาพยายามจะเรียบเรียงคำพูดที่ดีที่สุด สำหรับเธอ
-ยังไงก็พยายามทานอะไรสักหน่อยนะ ไม่งั้นเดี๋ยวเป็นลมเป็นแล้ง แล้วจะยุ่งกันใหญ่ นะ
- ค่ะ เธอยิ้ม จับน้ำเสียงห่วงใยในคำสุดท้ายได้
-เรียบร้อยแล้วครับ เขาบอกเธอ
-ค่ะ ขอบคุณค่ะ เพลงเพราะจังค่ะพี่ เธอกล่าวยิ้มๆ ขณะหยิบยาใส่ถุง
เขาอยากยกซีดีแผ่นนี้ให้เธอ อยากบอกว่าเพลงนี้เขาให้เธอ ไม่รู้ว่าทำไมเขาคิดเช่นนั้น และไม่รู้ว่าทำไมเขาไม่ได้พูดอะไร แค่ยืนทำหน้าปั้นยาก
เธอหยิบร่มแล้วหันหลังไป
-นี่ๆ ถ้ายังไงกินอะไรด้วยนะ อย่าลืมล่ะ
-ค่ะ
เขาอยากเขกหัวตัวเองที่พูดซ้ำไปมา
เธอยิ้มและรู้สึกว่าร่างกายเธอจะไม่หลอมละลายไปในสายฝนหรอก
.............................
ขอจงคิดดูแล้วเธอจะรู้จิตใจ
มีคนรักใด ทุ่มใจให้เธอทุกอย่าง
จะมีคนไหนเขามอบใจไม่อำพราง
เทิดรักไม่จางเพราะรักนางเหนือดวงชีวา
.................
-4-
เที่ยงคืน
เขาออกจากห้องยาตอนนั้นระหว่างทางเดินกลับบ้านในอากาศชื้นฝน
เขานึกสงสัยว่าเธอจะกินข้าวหรือยัง และมันไม่ใช่ความคิดของเภสัชกรที่มีต่อคนไข้ หรือคนที่สงสารใคร
เที่ยงคืน
เธอหลับไปแล้ว ขณะเพลงเก่าบรรเลงเรื่อยร่ำ
เธออิ่ม รู้สึกอบอุ่น และตั้งใจว่าจะเริ่มต้นคุมน้ำตาลจริงจังเสียที
ปล.เพลงประกอบชื่อ -เหนือดวงชีวา ขับร้องโดย ทูล ทองใจครับ
ในดวงตาเธอมียามเช้า
นั่นคือที่เขาอยากบอกเธอ
- หากฝันว่าฉันและเธอ ละเมอความรักร่วมกัน ทุกๆวันแสนสุขฤทัย
มันเป็นเพลงเก่าของ ทูล ทองใจ ในวิทยุยามเช้า
เขาฮัมเพลงขณะเธอสดับฟังเงียบเชียบ
ต่างคนต่างยุ่งอยู่กับการงานประจำเช้าของเราเอง
เพลงเก่าต้นฉบับท่วงงทำนองอ่อนหวาน
และมันทำให้เขานึกถึงเด็กผู้หญิงผมยาวบนรถจักรยาน
แก้มสีแดงเรื่อสุกปลั่งกลางแดดเช้า
เธอสวมเสื้อลูกไม้สีชมพูและผ้าถุงลายสวย
มีหนังสือนิยายเล่มหนาในตะกร้าหน้ารถ
ที่เขานึกถึงคือกลิ่นหอมของดอกจำปาที่ผูกกับผมเธอ
กลิ่นนั้นลอยมาตามลมทะเลผ่านเสี้ยวหน้าที่เขาลอบมอง มายังปลายจมูก
ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าจัดจ้า
และในดวงตาเธอมียามเช้า
- หากความรักนั้นหนักเหลือ แนบเนื้อเชื้อรักดังไฟ ฉันขอตายบนตักนาง-
เธอยังคงอยู่ในครัวทุกเช้าเช่นนั้นเสมอมา
นานแค่ไหนเขาก็ลืมไปเสียแล้ว
ร่ากายอวบท้วมหย่อนคล้อยร่วงโรยตามวัยอันเพิ่มพูน
แต่ที่เขานึกถึงคือรสมือไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปตามร่างกายนั้น
จนใครๆที่ที่ทำงานต่างพากันตั้งหน้าตั้งตารอคอยกับข้าวฝีมือเธอ
และที่เขานึกถึงคือ หนังสือนิยายเล่มหนาปกแข็งที่ฉันซื้อให้
เนื้อเรื่องคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
แต่เธอยังคงอ่านมันซ้ำ
และที่เขานึกถึงคือผ้าเช็ดหน้าสีขาวผืนนั้น
ที่เธอประจงปักชายด้วยด้ายสีฟ้า
มุมซ้ายล่างมีอักษรย่อชื่อฉันปักด้วยด้านสีน้ำเงินเข้ม
หอมเหมือนกลิ่นหอมจากตัวเธอ
สอดแนบมาพร้อมกับจดหมายตอบเพลงยาวที่เขาเฝ้าเพียรเขียนถึง
ผ้าเช็ดหน้านั้นบัดนี้คงเก่าเปื่อยและซุกอยู่ตรงสักมุมของตู้เสื้อผ้า
และมีดวงตาเธอในยามเช้า
- หากเราได้รักร่วมกัน ผูกพันกระสันแน่นเหนียว ขอรักเดียวไม่จืดและจาง
ขาอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย โชยกลิ่นกาแฟฉุยบนโต๊ะกินข้าว
ชุดทำงานรีดเรียบแขวนรออยู่แล้ว
อากาศยามเช้า เย็นแต่ไม่หนาว พอแตะตัวเธอก็นึกถึงคำ - แม่เนื้ออุ่น-ที่เคยสถิตย์อยู่ในจดหมายบางฉบับระหว่างกัน
เนื้อความอาจเลือนลาง แต่บางสิ่งกระจ่างชัดในจิตใจ
และที่เขานึกถึงคือบางค่ำคืนที่ฉันเมามาย
เธอเช็ดตัวเขาด้วยน้ำเย็น ชงกาแฟร้อนให้เขาดื่ม และเก็บกวาดเศษอาเจียน
บางค่ำคืนมีหหยดน้ำตาปนมาในน้ำเย็นที่เช็ดตัวฉัน
เขาเสียใจ แต่ไมเคยบอกเธอ
ที่ฉันนึกถึงคือบางฤดูกาลที่เขาเจ้าอารมณ์ ตะคอก ทุบทำลายข้าวของ และขว้างปาถ้วยชาม
เธอยืนสั่นอยู่ตรงมุมห้อง เม้มปากแน่นกลั้นน้ำตาไว้
และเขาไม่เคยได้บอกเธอ ว่าฉันเสียใจเพียงไหนเมื่อพายุอารมณ์สงบลง
-หากเป็นดังเช่นที่หมายจะตายฉันไม่ยอมห่าง ขอรักนางเนื้อนวลแน่นอน
เธอถอดสลักประตูบ้าน เอื้อมมือพับคอปกเสื้อให้เขา
วันนี้เราไม่ได้พูดคุยกันเลยแม้สักคำ
วิทยุยามเช้าบรรเลงเพลงเก่าที่เราเปิดฟังในทุกวันพร้อมกับใคร่ครวญถึงอดีต
มีเธอเสมอในทุกเรื่องที่เขาใคร่ครวญถึง
ยาวนานเกินกว่าจะเอ่ยคำรัก และล้ำลึกเกินจะกล่าวคำผูกพัน
เขามองสบตาเธอ
มองเห็นใบหน้าที่ร่วงโรยไปพร้อมกัน
และในดวงตานั้นมียามเช้า
.
-2-
เสียงเพลงเก่าแก่จากรายการวิทยุยามเช้าปลุกเขาให้ตื่นขึ้น
วูบหนึ่งตอนลืมตา เขาพลันรู้สึก นี่คือบ้าน........
แต่เพดานสีขาวเปล่าเปลือยนั้นกลับแข็งกระด้าง
มีรอยน้ำรั่วจากฤดูฝนที่แล้วแผ่วงกว้างตัดขอบสีน้ำตาลคล้ำ
ไม่คล้ายเพดานไม้สีฟ้าของบ้านเลยสักนิด
หากแต่เป็นห้องเช่าเล็กแคบในตรอกลึกของเมืองหลวง
หัวใจหล่นวูบทันทีที่นึกขึ้นได้ว่าเขาอยู่ที่นี่มาห้าปีแล้ว
....ใครสักคนคงเปิดวิทยุในตอนเช้า เสียงจากห้องอื่นเล็ดลอดผ่านเข้ามาตามรอยแตกของฝาผนัง
เพลงหวานหยดย้อยกลับคล้ายบทโศลกคร่ำครวญหวนอาลัยสำหรับเขา
อาลัยถึงบางส่วนเสี้ยวทรงจำที่ไม่ได้คงอยู่อีก
เขาลุกจากเตียงหนืดเนือย ถอนหายใจลึกแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป
ยามเช้ากลางเมืองหลวงหม่นมัวเหมือนดวงตาผู้คน
เขาเดินไปตามตรอกเล็กที่ทอดตัวออกสู่ถนนใหญ่
มุ่งหน้าสู่ป้ายรถเมล์ที่คลาคล่ำคึกคัก
พลันเหลือบสายตาแลเห็นร้านข้าวแกงข้างทาง
เจ้าของร้านเป็นหญิงร่างท้วมที่หากมองด้วยหางตาคล้ายทำให้เขาคิดถึงแม่
และนั่นเป็นเหตุให้เขาหยุดยืนมองประดาถาดอาหารและหม้อแกงตรงหน้า
นาฬิกาบอกเวลา เจ็ดโมงสามสิบ
เพียงแวะกินสักอิ่มหนึ่งเขาอาจล่าช้าไปครึ่งชั่วโมง
เขาจึงก้าวเลี่ยงออกมา สูดลมหายใจเข้าสัมผัสกลิ่นเครื่องเทศอันเคยคุ้น
ช่างมันปะไรเขาคิดพลางหันกลับมาพินิจถาดอาหาร
ชี้มือไปที่แกงส้มปลากับผัดหมูหวาน
พลางนั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกบางกรอบ
ป่านนี้แม่น่าจะไปตลาด และพ่อคงไปทำงานแล้ว
หากเขาอยู่บ้านป่านนี้เขายังคงจมอยู่ในท