my-S-P-A-C-E


 

ผมขอย้ำอีกครั้ง การเซนเซอร์คือยาพิษของโลกภาพยนตร์ การเซนเซอร์คือยาพิษสำหรับศิลปะ การเซนเซอร์คือยาพิษของวัฒนธรรม  การเซนเซอร์ คือการกระทำของพวกศักดินา มันคือระบอบผเด็จการ  - ลาฟ ดิแอซ

 

ลาฟ ดิแอซเป็นผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์ที่หนังของเขาโดนแบนในประเทศ หลังจากไปคว้ารางวัลใหญ่มาจากเทศกาลเวนิซ เขาพูดประโยคนี้ไว้ในสุนทรพจน์สำหรับงานเปิดเทศกาลภาพยนตร์อิตาเลียนในกรุงมะนิลา ในสุนทรพจน์ฉบับบนั้นเขากล่าว่า นี่คือสุนทรพจน์จาก คนทำหนังโป๊อิสระชาวฟิลิปปินส์ ไม่ใช่คนทำหนังศิลปะแต่อย่างไร

 

ลาฟ เพิ่งกล่าวสุนทรพจน์นี้ไปยังไม่ทันจะพ้นเดือน ใครจะนึกว่าเหตุการณ์ที่ลาฟสาปส่งไว้จะเกิดขึ้นในประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างประเทศไทย

 

ภายในสัปดาห์เดียวเราพบว่ามีหนังอย่างน้องสองเรื่องที่สังเวยเซ่นระบบเซนเซอร์ของพรบ.ภาพยนตร์ฉบับใหม่ เรื่องแรก คือการบังคับให้ตัดฉาก ทหารสังหารประชาชนในเหตุการณ์สังหารหมู่  6 ตุลา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ใน ‘ลิฟท์แดง' ตอนหนึ่งของหนัง มหาลัย'สยองขวัญ สุดท้ายเมื่อหนังออกฉายเราเห็นเพียงภาพเงามืดของสิ่งมีชิวิตที่อาจจะคือทหาร สาดกระสุนหันมาหาจอ มาหาผู้ชม 

 

แน่นอนว่าทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม หรือถ้าไม่รู้ก็สามารถหาความรู้ได้ไม่ยาก   แต่เราไม่สามารถจะดูสิ่งเหล่านี้บนจอหนังได้

 

อย่างไรก็ตามกรณีที่น่าตกใจกว่าคือการที่สารคดีเรื่อง บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกันของ ธัญสก พันสิทธิวรกุล ถูกห้ามฉายในเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า ด้วยเหตุผลตลกๆเกี่ยวกับความขัดข้องลักลั่นของระบบการเซนเซอร์ภายใต้พรบ.ภาพยนตร์แบบใหม่  เรตทีควรได้ไม่มีให้ และฉายไม่ได้โดยไม่มีเรต รายละเอียด ทั้งหมดสามารถอ่านได้จากลิงค์ด้านล่างครับ

 

ผมไม่อยู่ในตำแหน่งที่จะบอกเล่าเบื้องลึกเบื้องหลังของเหตุการณ์ทั้งหมดได้  แต่เหตุการณ์ทั้งคู่นำไปสู่การตั้งคำถามเดิมๆอีกครั้ง ว่าใครแบน / เซนเซอร์ หนังเหล่านี้และทำไม ซึ่งคำตอบที่ได้ก็เป็นคำตอบเดิม เหมือนพายเรือวนในอ่าง เราแทบจะโยนความผิดไปได้ทันที ถึงคณะกรรมการเซนเซอร์ และกรอบคิดคับแคบของพวกเขาและเธอ (เราอาจย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นกับกรณีการเซนเซอร์หนัง แสงศตวรรษของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล )

 

 

เช่นเดียวกับงานศิลปะ มนุษย์เป็นผลผลิตของสังคม และวัฒนธรรม จะชั่วดีถี่ห่างอย่างไรมันล้วนเชื่อมโยงห่วงโซ่ร้อยข้อต่อกลับไปยังต้นทางได้ทั้งสิ้น

 

เมื่อครั้งที่เราจัดฉายหนังฟิลิปปินส์ ของ Lav Diaz ระหว่างการQnA มีคนฟิลิปปินส์ลุกขึ้นถามว่าทำไมหนังเหล่านี้ถึงไม่ได้ฉายในประเทศฟิลิปปินส์ ทำไมพวกเขาถึงต้องออกมาดูหนังเหล่านี้นอกประเทศ นี่เป็นหนังที่ตั้งใจทำให้คนอื่นที่ไม่ใช่คนฟิลิปปินส์ดูหรือเปล่า 

 

ในครั้งนั้น Lav ไม่ได้ตอบคำถามนี้ คนที่ตอบคือ Alexis Tioseco นักวิจารณ์ชาวฟิลปิปินส์ ที่ต่อสู้เพื่อหนังฟิลิปินส์ และหนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเข้มแข็งมาหลายปี เพื่อนผู้ล่วงลับของเรา เป็นคนลุกขึ้นมาตอบ เขาตอบโดยการเล่าเรื่องว่า มีคนเคยถามแบบนี้ครั้งหนึ่งเมื่อมีการจัดฉายใหนังของ Lav ในมหาวิทยาลัย และในครั้งนั้น Alexis ถามกลับผู้ถามว่า คุณคิดว่าหนังเรื่องนี้ควรจะให้คนในฟิลิปปินส์ดูหรือเปล่าล่ะ คนถามตอบว่าควร  Alexis จึงย้อนถามกลับไปว่า แล้วทำไมคุณไม่ทำมันล่ะ

 

It'snot a problem of the film , It's the film culture : มันใช่ปัญหาของตัวหนังแต่เป็นเรื่องของวัฒนธรรมทางภาพยนตร์ต่างหาก นี่คือสิ่งที่ Alexis กล่าวทิ้งท้าย

 

ในทำนองเดียวกัน ผมค้นพบว่าใช่หรือไม่ที่กรรมการเซนเซอร์ก็เป็นเพียงผลผลิตชิ้นหนึงขอวัฒนธรรมที่หล่อหลอมเขาและเธอขึ้นมา  พวกเขาเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง การก่นด่าพวกเขา ไม่ได้ช่วยให้พวกเขาก้าวพ้นหล่มหลุมแห่งศีลธรรมกระพร่องกระแพร่งขึ้นมาได้ นอกจากจะเป็นเพียงการถมความเกลียดชังระกว่างกันลงสู่หุบเหวที่ไม่มีวันเต็ม  

 

เราอาจพูดได้เต็มปากว่าในกรณีของ THIS AREA IS UNDER QUARANTINE นั้นมันเกิดจาความผิดพลาดของระบบที่ออกแบบมาอย่างโง่เง่า (กล่าวให้ชัด คนโง่เง่าออกแบบระบบที่โง่เง่า) แต่นั่นแหละ คนโง่เง่าก็เป็นผลผลิตหนึ่งจากสังคมที่โง่เง่าหรือเปล่าหนอ   เพราะที่แท้จริงตัวระบบอันผิดพลาด เกิดจากการออกแบบระบบที่ผิดพล่าด ซึ่งมันเกิดจากสาเหตุเดียว   นั่นคือความเข้าใจอันผิดพลาดที่มีต่อภาพยนตร์ คือมโน?ศน์อันบิดเบี้ยวที่พวกเขามีต่อภาพยนตร์ (ผมไม่อยากใช้คำนี้เลย แต่ผมไม่แน่ใจว่าเราสามารถแปลคำว่า concept เป็นภาษาไทยได้อย่างไร ผมไม่แน่ใจว่าคำว่ามโนทัศน์ได้ให้ความหมายเดียวกับคำว่าconcept หรือไม่ เมื่อเราได้ยินคำว่ามทัศน์ เราต้องแปลความหมายคำนี้ซ้ำกี่ครั้ง แล้วที่แท้จริงแล้วเราไม่มี่คำศัพท์พื้นๆตรงไปตรงมาในการใช้แทนคำว่า concept เลยหรือ หรือที่แท้เราอยู่ในโลกที่ไม่มี comcept)

 

เป็นเรื่องยุ่งยากมากที่เราจะตอบว่าภาพยนตร์คืออะไร เพราะภาพยนตร์ในปัจจุบันนี้ได้กินความไปทั้งกว้างทั้งลึก ทั้งในแง่ของสื่อบันเทิง ไปจนถึงกระบอกเสียงของประชาชน ทั้งความเป็นศิลปะและความเป็นขยะ ภาพยนตร์ไม่ได้มีความหมายง่ายๆโง่ๆว่าเป็นแค่สื่อบันเทิงที่ไม่น่าไว้วางใจอีกแล้ว บ่อยครั้งผมนึกสงสัยว่าอะไรที่ทำให้เราระแวงภาพยนตร์มากกว่าสื่ออื่น อะไรที่ทำให้เราคิดว่าภาพยนตร์เป้นสื่ออันตรายกว่า สื่อสิ่งพิมพ์ กว่าโทรทัศน์ กว่าอินเตอร์เนท  เราเชื่อจริงๆหรือว่าภาพยนตร์ความยาวเฉลี่ยสองชั่วโมงจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำลายจริยธรรมของใครสักคน ภาพยนตร์มีพลังอำนาจมากกว่าสังคมอันวิปริตผิดรูป นี้หรือ ภาพยนตร์มีอำนาจมากกว่า การกลับกลอกของผู้คนที่เราพบเห็นทั้งทั่วไปหรือทางสื่อ ภาพยนตร์มีอิทธิพลกว่าความดัดจริตทางจริยธรรมที่อยู่ในหนังสือเรียน  ภาพยนตร์มีอำนาจมากกว่าชาตินิยมบูดเบี้ยวในวิชาประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์มีอำนาจมากกว่า คำสัญญาเลื่อนลอยของชนชั้นปกครองที่โกหกครั้งแล้วครั้งเล่า หาความชอบธรรมให้ตนเองครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างนั้นหรือ

 

ถ้าถามผม ผมตอบได้เลยว่าใช่ ภาพยนตร์มีอำนาจถึงเพียงนั้น แต่! ไม่ใช่ในรูปแบบนั้น

 

ภาพยนตร์มีอำนาจเพราะภาพยนตร์ก็เหมือนงานศิลปะอื่นๆ (ในแง่ของความเป็นศิลปะ ) ภาพยนตร์ซึมเข้าไปสู่จิตใจของคนซึ่งพองฟูและแห้งผากเหมือนกับฟองน้ำ ภาพยนตร์จะซึมเข้าไป ไม่ใช่ด้วยการกล่อมให้เชื่อ หากด้วยการตั้งคาถาม แต่ภาพยนตร์หรือไม่ว่างานศิลปะใดๆก็ไม่สามารถซึมผ่านเข้าไปได้เลยหากผู้คนมีหัวยใจเป็นหิน  หรือว่าการทำหัวใจให้เป็นหินคืองานหลักของสังคมนี้ จงเซื่องซึม จงเฉื่อยชา จงอย่าตั้งคำถาม จงเชื่อในสิ่งซึ่งถูกสลักลงไปอย่างผิดๆในหัวใจหินๆของเรา อา สิ่งซึ่งสลักในหินนั้นคงทนถาวรกว่าของเหลวอ่อนนุ่มในฟองน้ำสินะ นี่เองพวกเขาถึงอยากให้เรามีหัวใจเป็นหิน

 

ผมไม่บังอาจจะสั่งสอนท่านทั้งหลายหรืแม้แต่ตัวเองให้เข้าใจ ‘มโนทัศน์'ที่แท้ของภาพยนตร์หรอกผมไม่มีขวัญกล้าแข็งพอถึงเพียงนั้น ในเมื่อผมเองยังเป็นผู้ขลาดเขลาในโลกอันไพศาลของภาพยนตร์อยู่เลย

 

แต่กระทั่งในความเขลานั้นผมกลับพบข้อเท็จจริงง่ายๆว่า ภาพยนตร์ในมโนทัศน์ที่เรายึดถือ ที่ผู้ออกแบบกฏหมายยึดถือ ที่ระบบยึดถือนั้น ช่างถูกลดรูป ง่อยเปลี้ยเสียขายิ่ง

 

กล่าวไว้ตรงนี้เลย ภาพยนตร์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่สื่อบันเทิงปลอบประโลมจิตวิญญาณ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่ยากล่อมประสาทผู้คน นั่นมันงานโฆษณาชวนเชื่อที่แค่สวมเปลือกหุ้มของภาพยนตร์

 

ภาพยนตร์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่เป็นครูผู้สอนสั่งศีลธรรมอัดกระป๋องเพ้อเจ้อ  ในทางตรงกันข้ามภาพยนตร์อาจจะมีหน้าที่ในการรื้อสร้างศีลธรรมเหล่านั้นด้วยซ้ำ เพื่อให้เห็นว่า ข้างหลังของมันฟุ้งไปด้วยมายาคติอะไรบ้าง

 

ภาพยนตร์ไม่ได้มี่หน้าที่เพียงแค่สร้างความรู้รักสามัคคี ยิ่งไม่มีหน้าที่สร้างความสามัคคีด้วยการกดผู้อื่นให้ต่ำลงทั้งคนชาติเดียวกันหรือชาติอื่น

 

ภาพยนตร์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่เป็นตัวเงินตัวทองที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็น ‘สินค้า'ในสายพานการผลิตของ ‘อุตสาหกรรม' ภาพยนตร์ อย่างที่สมาพันธ์ภาพยนตร์   หรือสมาพันธ์ผู้ผลิตใดๆที่ห่วงแค่ผลประโยชน์ของตนเองอยากให้เป็น 

 

ในมโนทัศน์อันบิดเบี้ยวที่มีต่อภาพยนตร์นี้ พวกเขา (ซึ่งผมไม่อาจรู้ไดเลยว่ามีใครบ้าง) พากันกดหัวเราให้ดู ให้รู้ ให้ค แต่เฉพาะสิ่งซึ่งเป็นโฆษณาชวนเชื่อ อัดฉีดเราซ้ำๆด้วยยากล่อมประสาทที่แอบอ้างคุณสมบัติครอบจักรวาลที่เรียกกันว่าความดีงาม ซึ่งไม่รู้เลยว่าเป็นความดีงามของใคร

 

พวกเขากดหัวให้เราซื้อแผ่นลิขสิทธิ์ราคาแพงที่ถูกข่มขืนมาเรียบร้อยก่อนผลิต ก่อนด่าเราว่าเป็นโจรเพราะเราต้องการภาพยนตร์ที่ยังคงเหลือความเป็นภาพยนตร์อยู่บ้าง พวกเขาทำราวกับว่าชาวเราในประเทศโลกที่สามอันยากจนแสนเข็ยนี้จะต้องเป็นตัวโง่งงมไปชั่วนิรันดร์ เพราะเราไม่มีปัญญาจะซื้อหาศิลปะราคาแพงมาเสพเองได้ เป็นกรรมของคุณเองที่เสือกเกิดมาจน จงจน เจ็บ และ โง่ เพราะศิลปะน่ะ เป็นของชั้นสูง เป็นโสเภณีสำหรับกฏหมาย และเป็นตีนซึ่งเหยียบลงบนหัวของเรา

 

แต่ทั้งหมดนี้ผมไม่โทษพวกเขาเลย ผมไม่โทษใครหรืออะไรที่ทำให้มันเป็นเช่นนี้ มันเป็นความผิดของเราต่างหาก มันเป็นความผิดที่เราทุกคน ในฐานะคนทำงานด้านวัฒนธรรมไม่ช่วยกันสร้างวัฒนธรรมขึ้นมา เรายืนดูมันถูกทำลายลงไปต่อหน้าเฉยๆ

 

เรามีอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่เข้มแข็ง(ซึ่งไม่รู้ว่าเข้มแข็งหรือหลอกตัวเองว่าเข้มแข็ง) แต่ที่แน่ๆไม่เคยหลอกตัวเองเลยว่าเป็น อุตสาหกรรม แต่เรามีวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์ที่อ่อนแอ หรือแย่กว่านั้นไม่มีเลย

 

เราไม่มีสื่อที่ทำหน้าที่ถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับภาพยนตร์ เรามีแค่การแสดงอารมณ์อันเร่าร้อน ชอบ เกลียด ห่วย ดี ทุกอย่างแปรผันตามอารมณ์ผิวเปลือก เราปล่อยให้คนดูหนังต้องโดดเดี่ยวในโลกภาพยนตร์อันกว้างใหญ่ อย่าโทษใครเลยถ้าเราจะมีแต่คนดูหนังที่นิยมหนังฉาบฉวย  เราไม่เคยสร้างอะไรไว้ให้พวกเขา มากกว่าการก่นด่าเพื่อยกตัวเองให้สูงขึ้น วัฒนธรรมการชม คิด เขียน เกี่ยวกับภาพยนตร์ของเราจึงเป็นแค่เรื่องผิวเปลือกที่ฉาบฉวย

 

เราไม่มีการศึกษาภาพยนตร์อย่างจริงจัง เราไม่มีกระทั่งสถานที่ที่เหมาะสมในการเก็บรักษาฟิล์มภาพยนตร์ ก็สมควรแล้วที่หนังไทยจะถูกมองว่าเป็นขยะ เพราะมันถูกปฏิบัติเยี่ยงขยะมาตลอด ต่อให้มีทองอยู่ในนั้นเราก็ไม่มีวันค้นพบ เพราะเราเป้นเพียงส่วนหนึ่งของวัฒนะรรมฉาบฉวยที่เราสร้างขึ้นมาเอง

 

การเซนเซอร์หนังที่แท้เป็นเพียงส่วนปลายของห่วงโซ่ปัญหาอันลึกกว่านั้น  การก่นด่ามันก็เพียงแต่ทำให้เราดูสูงขึ้นกว่าไม่ทพอะไรเลยเท่านั้นเอง

 

 

ถ้าคุณเป็นศิลปิน จงทำงานต่อไป จงสร้างสรรค์งานอย่างไม่ต้องกลัวกฏเกณฑ์ใดๆ  คุณมีสิ่งพิเศษ โปรดเอามันออกมาใช้ถือว่าทำเพื่อพวกเราที่ไม่ได้มีสิ่งนั้น

 

ถ้าคุณเป็นนักวิจารณ์ จงขันแข็งและกล้าหาญ จงก่อการถกเถียงมากกว่าการยอมจำนนไม่มีศิลปินหน้าไหนจะดำรงอยู่ได้ถ้าปราศจากวัฒนธรรมการวิจารณ์

 

ถ้าคุณเป็นผู้ชม จงชม จงชมต่อไป จงถกเถียงใคร่ครวญ จงคันคะเยอเมื่อพบเข้ากับขอบเขตทางศิลปะใหม่ๆที่ไม่ได้กล่อมให้คุณหลับอีกต่อไป จงอย่าเชื่อถ้ามีใครบอกว่าโลกนี้มันเครียดพออยู่แล้วและภาพยนตร์มีไว้เพื่อความบันเทิง ความบันเทิงนั้นมีมากมายหลายแบบ  เราจำกัดมันเพียงเพื่อที่จะให้เราได้เครียดต่อไปก็เท่านั้นเอง แค่เปิดประตูออกมา

 

 

 

แน่นอนการสร้างวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่เรื่องจบในสามเดือนหรือหนึ่งปี แบบโครงการที่เขียนขึ้นเพื่อเบิกงบประมาณ มันอาจใช้เวลานานและเราหลายคนคงต้องบาดเจ็บล้มตาย ตอนนี้ก็จวนเจียนตายกันอยู่หลายราย

 

แต่เราก็ต้องทำต่อไป

 

ถ้อยแถลงทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลของผม ซึ่งดำเนินไปอย่างเศร้าสร้อยโกรธแค้น และโง่เขลา ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับใครหรือองค์กรใดๆทั้งสิ้นครับ

 

วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา

4 พย. 2552

ลิงค์ข้อมูลTHIS AREA IS UNDER QUARANTINE ครับ

http://www.popcornmag.com/bbs/index.php?showtopic=7215

 

 

 

1.THE SINNER's DISCOURSE

 

วาทกรรมคนบาป พื้นที่แห่งการสารภาพ ความรู้สึกผิด การชำระล้าง ผ่านงานวีดีโอ จากศิลปินอิสระ นักเขียน นักวิจารณ์ คนทำหนัง และทุกคนที่มีบาป

วาทกรรมคนบาป The sinner's discourse ( 80 นาที ) หนังทั้งหมดเรียงตามลับดับการฉายครับ

นางแอ่น : Swallow ( 7.40 นาที )
โดย ศาสตร์ ตันเจริญ
Director’s statement :
เวลาขับรถผ่านแถวๆสมุทรสงคราม ผ่านป่าชายเลน และตึกที่เขาทำไว้เลี้ยงนกนางแอ่นทีไร มันทำให้นึกไปถึงเสียงบันทึกของนกนางแอ่นที่เขาทำเอาไว้เปิดหลอกดักให้นกนางแอ่นเหล่านั้นบินเข้ามาในตึกทุกที กระนั้นจึงได้อยากจะสร้างความรู้สึกนั้นๆขึ้นมาใหม่ในความรู้สึกเดิมๆที่ยังคงกระอักกระอ่วนอยู่เรื่อยๆในจิตใต้สำนึกของเราเองอีกครั้ง

.

 

เพราะที่นั่นไม่มีใครรอฉันอยู่  ( 10 นาที )
โดย วิรัส ยั่งยืน
Director’s statement :บางช่วงเวลาเราได้แต่ฝันถึงอนาคต  บางช่วงเวลาเราโหยหาอดีต  ปัจจุบันจะฉิบหายกันหมดแล้ว

.

 

 

 

Sorry ( 6 นาที )
โดย ไกรวุฒิ จุลพงศธร
เรื่องย่อ : ไปงานพี่ต่อ
Director's statement : เราติดใจเหลือเกินที่เราไม่ได้ไปร่วมงานงานหนึ่งในอดีต เราก็เลยพยายามจินตนาการและสร้างมันขึ้นมาใหม่ด้วยงานอีกงานหนึ่งที่น่าจะบรรยากาศคล้ายๆ กัน เพื่อเป็นการขอโทษและระลึกถึง

.

Pure ( 6 นาที )

โดย ชัยศิริ จิวะรังสรรค์
Artist's statement: หลายๆครั้งเวลาได้ชื่นชมงานศิลปะ ผมมักชอบงานที่ให้ความรู้สึกเหมือนการนั่งมองตู้ปลา การได้ปล่อยให้สายตาและสมองเราได้ล่องลอยกับภาพตรงหน้าอาจช่วยชำระความหมายที่ตกค้างจากชีวิตที่ผ่านมา ความจงใจในการสร้างงานชิ้นนี้จึงไม่ใช่การพยายามสำรอกความคิดใดๆใส่ผู้ชม แต่เป็นเพียงการชวนกันมาชำระบางสิ่งที่หมักหมมร่วมกัน


ผมไม่เคยทำบาปด้วยเพราะไม่เชื่อในการมีอยู่ของมัน ผมจึงไม่มีสิ่งใดที่จะกล่าวด้วยตนเองผ่านงานชิ้นนี้ แต่หากการอยู่ร่วมกันของพวกเราจำเป็นต้องหาใครซักคนที่ทำผิดบาปเพื่อให้บรรยากาศโดยรอบดำเนินต่อไปได้ สิ่งเดียวที่ผมพอจะหามาให้ท่านเสพคงต้องมาจากปากของผู้อื่น 

.

 

หลุมอากาศ : Turbulence ( 6 นาที )

โดย วิชาติ สมแก้ว

Director's statement : ผมพยายามบันทึกช่วงเวลานั้น ในช่วงเวลานี้ อาจจะเรียกไม่ได้ว่าการสารภาพ หรือ การชำระเลยซ่ะทีเดียว ในการสร้างงานชิ้นนี้ผมทำได้เพียงแค่การรื้อจำอย่างรู้สึก กับช่วงเวลาที่สวยงาม  แต่เมื่อคุณอ่าน ถ้อยแถลงจากผู้สร้าง นี้จบลง ช่วงเวลานี้กลายกลับเป็นช่วงเวลานั้นไปแล้ว

.

 

 

 

ดินแดนแห่งความรักชั่วนิรันดร์ : Belongingness  and  Love  Needs ( 2.40 นาที )

โดย อรรถวุฒิ บุญยวง
เรื่องย่อ :  รัก หรือจำเพาะใจบางประเภทเท่านั้นจึงจักเห็น

Director's statement : มันเป็นบาปที่ใครใคร่เคยเห็น  เคยเป็น  และเคยรู้สึก 

. 

 

วันฝัน : daydream ( 13 นาที )

โดย นนทวัฒน์ นำเบญจพล

เรื่องย่อ ช่วงเวลากลางวัน กับ ชายหนุ่มผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยรัก

Director's statement : นำเสนอบาปของการ ยึดมั่นถือมั่น กับ ความสุขของอดีตที่หมดอายุ

.

 

 

เธอกล่าว,ที่เขากระซิบ : She talk , what the whispered ( 9.40 นาที )

โดย วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา

เรื่องย่อ : เด็กผู้หญิงอายุ 18 ถูกข่มขืนแล้วฆ่า อาจจะโดยฝีมือของคนทั้งหมู่บ้าน นี่คือเสียงและภาพของเธอซึ่งจะล่องลอยหลอกหลอนเราไปอีก 18 ปี

Director's statement : บาปของผม คือการไม่รักสิ่งที่ควร จำเป็น ต้อง รัก ความรักโดยไม่สงสัยคือภัยร้าย

.

Party ผีดิบ ( 3 นาที )
โดย พิชชานันท์  เลาหะพรสวรรค์
Director's statement : รู้สึกบาปทุกครั้งที่มีความสุข ฯลฯ

.

 

 

( 1 นาที )
โดย สันติภาพ อินกองงาม

.

 

M&N ( 9 นาที ) 

โดย นฆ ปักษนาวิน
เรื่องย่อ บาปแห่งการถูกจองจำที่ปัตตานี
Director’s  statement : ผมมองพวกเขาต่างๆ ด้วยความรู้สึกคล้ายสำเร็จความใคร่


 

คาราโอเกะเพลงแผ่เมตตา (5 นาที)

โดย จุฬญาณนนท์ ศิริผล

Director’s  statement : เป็นการแผ่เมตตาแด่ผู้ทุกข์ร้อน อันสืบเนื่องมาจากวิกฤติทางการเมืองของไทย เพื่อความสุขเย็นกลับคืนมาอีกครั้ง

.
 
..........................................
.
OPENING DAY :  23 October 2009
6 PM. - 10 PM.

23 - 31 October 2009  
At ChangSathit Artivation Center, Chiang Mai, Thailand.

.
วาทกรรมคนบาป (The sinners's discourse) 
แสดงในงาน JELLY : Juxtaposed Exhibition by Locomotive Local Youngsters
www.thejellyproject.com 

 

2. หน่วยแพทย์เคลื่อนที่

“หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ; ตอน ธิดามิวส์ ฉี่เฉี่ยวตีน”
ศิลปะเสวนา วรรณกรรม หนังสั้น และดนตรีบรรเลงสด โดยบรรดาหมอๆ
ในวันเสาร์ ที่ 24 ตุลาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 19.00 น. ที่ ‘มาลาเต’

เกี่ยวกับหมอๆ :
+หมอนิลเป็นแพทย์ทั่วไป แต่คนส่วนใหญ่รู้จักหมอนิลในนาม นฆ ปักษนาวิน นักเขียน และนักทำหนัง ที่มีผลงานโดดเด่นด้วยลักษณะเฉพาะตัว ดังจะเห็นได้จาก ‘เมฆเสกคลื่น’ (รางวัลสร้างสรรค์ความคิดยอดเยี่ยมประเภทบทกวี Thailand Independent Book Award ปี 2547), ‘ตานะอูมีฮ์ –ดินแดนของแม่ที่กลายเป็นพระเจ้า’(ชนะเลิศการประกวดวรรณกรรมการเมือง รางวัลพานแว่นฟ้า ปี 2547), ‘โปรดจำเอาไว้ว่ามนุษย์ไม่ใช่ศัตรูของเรา’
(ชนะเลิศการประกวดเรื่องสั้นวาระ 30 ปี 6 ตุลา) และ หนังสั้นเรื่องล่าสุดที่ชวนฮือฮาอย่าง ‘Pulsatile Mass’
+หมอโอ๋ เป็นสัตวแพทย์ นอกจากทำคลอดม้า ผ่าฝันคุดให้เสือแล้ว หมอโอ๋ยังชอบถ่ายรูปและมีบทบาทเบื้องหลังแวดวงศิลปะหลายวาระด้วยกัน ดังจะเห็นได้จากการที่เขา เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง ‘ย้อนแยงสุนทรียะและสหาย’ และ ทำหน้าที่ภัณฑรักษ์(curator) ให้กับนิทรรศการศิลปะโดยศิลปินคนสำคัญของเมืองไทยอย่าง ไทวิจิตร พึ่งเกษมสมบูรณ์, ชำนิ ทิพย์มณี และ นภดล ขาวสำอางค์ เป็นต้น
+หมอชาย เป็นเภสัชกร ผู้ชำนาญการด้านภาพยนตร์ หลายๆคน คงเคยอ่านบทความวิจารณ์หนัง ที่ฉะฉานคมคายในนามปากกา FILKSICK มาแล้ว นอกจากนี้หมอชายยังทำหนังสั้นหลายเรื่องที่ช่วยเขย่าวงการหนังอิสระบ้านเรา รวมทั้งล่าสุดในบทบาทภัณฑรักษ์หนังให้กับผู้กำกับระดับโลกอย่าง Lav Diaz ที่ภูเก็ต
+หมอสอง เป็นหมอผ่าตัด ที่ชื่นชอบดนตรีแนวฮาร์ดคอร์ เขามีวงดนตรี ที่ทำกับเพื่อนหมอถึง 2 วง วงหนึ่งเล่นในแนวอีซี่ลิสซึนนิ่ง และอีกวงเล่นแนวเฮฟวี่เมทัล หมอสองมีพรสวรรค์ในการใช้มือเป็นอย่างยิ่ง ทั้งลีดกีตาร์และหั่นขาคน

เกี่ยวกับธิดามิวส์ :
เทพธิดามิวส์ เป็นเทพในตำนานกรีกปกรนัม ที่ชอบร้องรำทำเพลง ว่ากันว่ามนุษย์ใดๆในโลก ที่ลุกขึ้นมาทำงานศิลปะหรืองานสร้างสรรค์ ล้วนเป็นแรงบันดาลใจที่มาจากธิดามิวส์ทั้งสิ้น

เกี่ยวกับมาลาเต :
มาลาเต แปลว่า ชาและดอกไม้ มาลาเป็นภาษาอินเดียแปลว่าดอกไม้ ส่วนเตเป็นภาษาจีนหมายถึงชา เราผนวกคำจากสองวัฒนธรรมหลักเข้าด้วยกัน โดยตระหนักว่ารากฐานทางวัฒนธรรมของอุษาคเนย์ทั้งมวลล้วนต่อยอดมาจากสองวัฒนธรรมหลักข้างต้น
มาลาเตเป็นพื้นที่ทดลองในรูปแบบสหกรณ์ชุมชนใหม่ อันประกอบไปด้วย ร้านขายของ ลานชา และ โรงเรียนหลักสูตรพิเศษ สำหรับแผนในระยะยาวแล้ว มาลาเตจะจัดทำห้องสมุดสื่อ รวบรวมสื่อท้องถิ่นที่ผลิตในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเป็นฐานข้อมูลสืบค้นและยังประโยชน์แก่สาธารณะ
ที่มาลาเตเราเกี่ยวโยงกันโดยแนวคิดแบบชุมชน โดยหลักการที่ว่า ‘ที่นี่ไม่มีเจ้านาย ไม่มีลูกน้อง ไม่มีเงินเดือน แต่เราดำรงอยู่ด้วยการพึ่งพา ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน’

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
‘มาลาเต’ นิมมานเหมิน ซ.17(ข้างซีสเคป) หรืออีเมล xiang_party@hotmail.com หรือที่หมายเลข 089 431 5531