made-in-thailand


 

โอเค หนังอาจจะไม่ได้มีอะไรใหม่มากนัก พลอตของหนังก็คือเรื่องของตี๋ไรเฟิล มือปืนขั้นเมพที่เกิดอาการนกเขาไม่ขัน และพยายามหาทุกทางเพื่อรักษา ในขณะนั้นเขาก็ได้พบและตกหลุมรักกับ คริส ครูสอนเต้น ลูกสาวนักการเมืองที่ดันเป็นเป้าหมายของเขา  หนังก็เป็นไปตามแบบของหนังยุทธเลิศ เน้นไปที่เพียงส่วนการตกหลุมรักของ ตี๋ ไรเฟิล(ปลอมชื่อเป็น พี่มาร์ค!!) กับน้องคริสที่อกหักจากผู้ชายหน้าตี(แต่มีเมียแล้วไม่บอก) ตัดสลับกับ รัอยแปดพันเก้าวิธีการรักษาอาการนกเขาไม่ขันที่ยิ่งไปยิ่งแย่ จนถึงขนาดหดเข้าข้างใน !

 

ถ้าว่ากันตามนี้พอแบ่งหนังออกมามันก็จะมีโครงเรื่องสองส่วนนั่นคือส่วนเรื่องรักของ ‘ผู้ชายหน้าเหี้ย กับผู้หญิงหน้าตาดี’ อันเป็นโครงเรื่องหลักในหนังเกินครึ่งหนึ่งของเขา (มือปืน โลกพระจันทร์ /สายล่อฟ้า/อีติ๋มตายแน่ /สามย่าน –กรณีนี้นับบุปผาราตรีเป็นเรื่องยาวเรื่องเดียวต่อกัน) ในขณะเดียวกันโครงเรื่องอีกครึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากบรรดาผู้ชายหน้าเหี้ยของเขา ซึ่งโดยมากก็รับบทโดยดาราตลก ในการใส่มุกตลกเต็มที่ โดยสำหรับในหนังเรื่องนี้มีภาพของการเมืองไทยร่วมสมัยเจือบางๆเป็นฉากหลัง (คล้ายกับ โกยเถอะเกย์ และถ้าจำไม่ผิดในบุปผาราตรีสองตอนหลังก็มีอยู่เล็กน้อย) และเราจะกลับมาพูดเรื่องนี้กันอีกที

 

จะเห็นได้ว่าโครงเรื่องทั้งสองแบบ เป็นโครงเรื่องที่เอาใจคนดูคนละกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เราพบว่า หนังขอยุทธเลิศมักมี สุนทรียศาสตร์เฉพาะที่สร้าง ‘ความอิหลักอิเหลื่อ’ให้กับผู้ชมบางกลุ่ม ซึ่งโดยมากคือบรรดาชนชั้นกลางในเมือง (คำนี้ไม่ถูกนัก แต่ไม่รู้จะหาคำไหนที่เหมาะสมมาแทน ระหว่างยังไม่มีคำที่เหมาะเจาะก็ขอใช้คำนี้ไปพลางๆ) ความรู้สึกว่าหนังของยุทธเลิศมุกฝืด หยาบโลน และไม่ตลกอะไรเทือกนั้น ซึ่งก็ไม่ยน่าแปลกใจนัก เพราะภายใต้รูปโฉมของหนังที่ออกแบบมาให้คนชั้นกลางดู ยุทธเลิศกับใช้บริการของนักแสดงขวัญใจคนชั้นกลางระดับล่าง อย่างบรรดาตลกคาเฟ่มารับบทนำ สุนทรียศษสตร์สองแบบ (เทียบให้ง่าย(และตีขลุมคลุเมครือ) คือแบบหนังGTH มาปะทะกับแบบหนังตลกตลกทำ-อาจจะไม่ถูกต้องนัก แต่นี่แค่ยกตัวอย่างให้เห็นข้อแตกต่าง ) และความกระอักกระอ่วนนี้เองที่เราอจจะพอเรียกได้ว่าเป็น ‘สุนทรียศาสตร์’ แบบยุทธเลิศ เพราะในขณะที่เขาทำหนังที่รูปลักษณ์เหมาะเจาะกะบผู้ชมในเมืองแต่หนังของเขากลับเต็มไปด้วยฉากอัดมุกตลกคาเฟ่ยาวเหยียด ถ้อยคำหยาบคายบาดหู และการกระทำป่าเถื่อนกักขฬะ  ที่น่าสนใจก็คือ เขามีส่วนร่วมกับหนังต้นทางของหนังที่ต่อพัฒนากลายเป็นหนังเอาใจคนชั้นกลางในเมืองอย่าง ‘รักออกแบบไม่ได้’ (ในกาลต่อมา เขาก็ทำ กุมภาพันธ์ และ รักสามเศร้า) และเป็นคนเปิดฤกษ์การกลับมาของบรรดา ตลกคาเฟ่ ใน ‘มือปืนโลก พระ จัน’ การที่มันยืนอยู่ตรงกลางระหว่างหนังสองขั้วซึ่งเป็นปฏิปักษ์เชิงรสนิยมต่อกัน (อย่างน้อยกลุ่มผู้ชมในเมืองก็มักจะดูถูกหนังตลกตลกทำว่าปัญญาอ่อน)  และตัวมันเองก็ไม่ได้เหมือนหนังตลกตลกทำ (วิธีที่เราตั้งรับหนังของยุทธเลิศ มักจะไม่เหมือนกับการตั้งรับต่อหนังของโน้ต เชิญยิ้ม ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของบุญเก่าของยุทธเลิศก็เป็นได้ ) แต่เราก็ควรจะประเมินหนังของยุทธเลิศใหม่  อย่างน้อยเราควรหันมาสนใจ ‘ความเลอะเทอะ’ของมุกตลกถ่อยๆในหนังของเขา สุนทรียศาสตร์ที่มันมีต่อผู้ชมบางกลุ่ม (มุกตลกเหล่านี้อาจจะกินความยาวหนึ่งในสามของตัวหนัง แต่ผู้ชมบางกลุ่มไม่มีปัญหากับการปะติดปะต่อเรื่องราว หรือการตามอารมณ์ร่วม ซึ่งในจุดนี้ หนังที่ไปได้ไกลที่สุดคือบุปผาราตรี 3.1และ 3.2 )   จะว่าไปสุนทรียศาสตร์แบบนี้ไม่ใช่ของใหม่ มันคือสุนทรียศาสตร์ในหนังไทยยุค 16 มม. หนังประเภท ครบรส ที่มีรัก ตลก โศกซึ้งบวกดาวยั่วอกภูเขาไฟ  เราอาจเรียกสุนทรียศาสตร์แบบนี้ว่า สุนทรียศาสตร์แบบกระเจิดกระเจิง(คำนี้แปลมาจากคำว่าdistraction ซึ่งเป็นคำของคุณ อาดาดล อิงคะวณิช ในการอธิบายสุนทรียศาสตร์แบบหนึ่งของหนังไทย ผู้เขียนเพียงได้ฟังมาคร่าวและหยิบเอามาใช้ตามอำเภอใจ ขอให้รอคุรอาดาดลมาแถลงไขเรื่องนี้ต่อไปในอนาคต)  ในรูปแบบสุนทรียะแบบนี้ วินาทีหนึ่งเราอาจหัวเราะกับความเปิ่นเทิ่งของตัวตลกตามพระเพื่อที่จะมาซาบซึ้งกับชีวิตรันทดของนางเอกในอีกห้านาทีถัดมา ในกรณีนี้ผู้เขียนขอขยายความต่อไปเองว่ามันอาจจะเกิดจากการที่หนังกลุ่มนี้มักมีโครงสร้างที่แข็งเกร็งตายตัว รู้ต้น กลาง ปลายได้ตั้งแต่ต้น ความลับของหนังเป้นเพียงน้ำจิ้ม และไม่มี ‘ความลับทางอารมณ์’ในหนังเหล่านี้ ซึ่งท่าจะว่าไป ยุทธเลิศอาจจะไปไกลกว่าหนังกลุ่มนี้ด้วยการผนวกตัวละครตลกตามพระ กับพระเอกให้เป็นคนเดียวกันเสียเลย โครงเรื่องหลักของมันจึงคือ ‘เรื่องรักของคนหน้าเหี้ยกับสาวงาม’ และในเมื่อเรารู้แล้ว เราก็เชิญกระเจิดกระเจิงไปกับความตลก บ้าบอของมันได้

 

มากไปกว่านั้นผู้หญิงของยุทธเลิศยังคงน่าสนใจเสมอต้นเสมอปลาย โดยส่วนตัวแล้วเราเห็นว่า หนังของยุทธเลิศนั้นเหยียดผู้ผญิงอย่างยิ่ง ผู้หญิงในหนังของเขาเป็นวัตถุทางเพศสำหรับจ้องมองหรือทารุณกรรม ทั้งทางร่างกาย และทางวาจาจากทั้งตัวเอกและตัวประกอบ เป็นผู้หญิงที่มีลักษณะจำนน สมยอม แต่พอคิดให้ถึงที่สุดเราก็พบว่า ทั้งที่เหยียดผู้หญิง แต่ผู้หญิงในหนังยุทธเลิศ กลับเป็นผู้หญิงที่ไปได้ไกลที่สุดในหนังไทย  เด็กผู้หญิงในบุปผาราตรีได้ไล่ฆ่าพ่อตัวเอง ตาหวานใน สามย่าน เป็นผู้หญิงที่เห็นเซกส์สำคัญกว่าความรัก (เราจะเรียกนี่ว่าเหยียดหญิงก็ได้ แต่จะเรียกว่าความก้าวหน้าก็ได้ไม่ใช่หรือ) และถึงที่สุดเธอเลือกการทำศัลยกรรมเป็นสาวสวยมากกว่าจะเป็นอีเพิ้ง(แต่ในช่วงเป็นอีเพิ้งเธอโดนสามียำเสียสะบักสะบอม อันนี้เหยียดผู้หญิงสุดๆไร้ข้อแก้ตัว) จนมาถึงน้องคริส ที่สามารถบอกผู้ชายว่าเอากันก่อนแล้วค่อยมารัก หรือทถึงที่สุดควงปืนสไนเปอร์แมร่งเลย!

มือปืนดาวพระเสาร์มีทุกอย่างที่ว่ามา แต่สิ่งที่ดูเหมือนมันไปได้ไกลกว่านั้นคือการที่มันเอาประเด็นการเมืองมาเล่นได้อย่าวน่าสนใจ แน่นอนว่ามันไม่ใช่ ‘หนังการเมืองเหี้ยๆ’ และ ยุทะเลิศก็ไม่ได้เป็นผู้กำกับที่วิพากษ์การเมืองแรงๆ  เขาก็ใช้วิธีเดียวกับตอนทำ โกยเถอะเกย์นั่นแหละ เสียดสีนิดหน่อย แต่คราวนี้การเสียดสีนิดหน่อยของหนังมันเวริ์คมาก เพราะนี่มันเรื่องของ ‘ผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อพี่มาร์ค เป็นสไนเปอร์และมีอาการนกเขาไม่ขัน’

พี่มาร์คนกเขาไม่ขัน อาจฟังดูแสบคันถูกใจหลายคน แต่ จู๋ กับปืนไสนเปอร์ ในฐานะสัญญะของผู้ชายเพศชาย  ปิตาธิปไตย และการปกครองโดยรัฐ มันเป็นภาพที่ลงตัวมากๆ  แล้วในขณะที่ ตี๋ ไรเฟิล ยังลอบยิงคนได้แบบมือไม่ตก แต่จู๋เสือกหดลงเรื่อยๆ  อย่างไรก็ดี เขายังมีหน้ามาพูดจาหวานจ๋อยจนน้องคริสถึงกับตกหลุมรัก  พูดให้ง่าย ต่อหน้าสาวๆมันก็พูดหวาน แมนซะเป็นพระเอก แต่ลับหลังมันคือไอ้นกเขาไม่ขันที่ลอบยิงคนอื่นตามใบสั่ง

 

ความไม่สามารถมีเซกส์ได้ ความหมกมุ่นกับการไม่ขันของตัวเอง สะท้อนภาพการเมืองไทยได้แสบสันต์ดี ไม่น้อย ยิ่งในตอนจบ น้องคริส ที่เป็นฝ่ายถูกหยอดคำหวานมาตลอดพบว่า ที่จริงแล้ว ไอ้นี่มันฆ่าพ่อกู เธอก็ลุกขึ้นมาจัดการมันอย่างถ้วนทั่ว โอเค นี่อาจเป็นหนังด่านักการเมืองเลว เข้าตีนวาทกรรม ระยำโทษนักการเมือง แต่หนังก็ไปไกลขนาดให้ น้องคริส (ผู้หญิงไม่มีจู๋ ไม่ได้เป็นสไนเปอร์อาชีพมาก่อน และไม่มีสังกัด) สุกขึ้นมาฆ่านักการเมือเหี้ยนไปทุกพรรค เพื่อที่จะมานั่งคิดหับน้องเมย์คนสวยว่า ชิบหาย กูฆ่านักการเมืองหมดแล้ว จะเหลือใครให้เลือกวะ!

 

กล่าวถึงที่สุด สิ่งที่เป็นเสน่ห์ที่สุดของหนังจึงคือ ความพิพักพิพ่วน อิหลักอิเหลื่อ ความทีเล่นทีจริง ความกักขฬะและกล้าหาญของตัวหนังเองนั่นแหละ และขอยืนยันว่า ยุทธเลิศเป็นผู้กำกับที่น่าสนใจที่สุดคนหนึ่งรองจาก อภิชาตพงศ์

 

 

 เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์!

 

ตอนเปิด

นางโอเดตต์ หนีผัว(เจ้าชู้)มาเลียแผลใจที่รีสอร์ทริมทะเล นำไปสู่คืนวาบหวามกับผู้จัการรีสอร์ท หนังโง่ง่ายตรงไปตรงมาน่าเบื่อ โดยเฉพาะบทสนทนาเฟคๆที่ถูกพูดออกมาอย่างเฟคๆ (ตลกดี เราคิดว่าเต้ ปิติศักดิ์พยายามที่สุดแล้ว) นมของโอเดตต์ ไม่สามารถช่วยอะไร เพราะทุกอย่างในหนังปลอมเกินเยียยวยา ทั้งฉาก บทสนทนา การแสดง และสิ่งที่หนังต้องการพูดเรื่องสัญชาตญาณของผู้ชาย

โสบนเตียง

เรื่องของหนังไม่ได้ยากเกินเดา แต่ตื่นเต้นกับตัวน้องครี พัสวีพิชญ์ มากๆ เพราะอย่างน้อยเธอก็เล่นบทยั่วได้เลิศมากๆ  ตอนนี้น่าจะเป็นตอนที่แมนที่สุดของหนัง การจ้องมองแบบที่เป็นเพศชายมากๆ ตัวเอกฝ่ายหญิงจึงสวยมากๆ และหนังทั้งเรื่องจึงเต็มไปด้วยฉากการร่วมรัก หรือการจินตนาการถึงการร่วมรักที่หนักมือกว่าสองเรื่องที่เหลือ  อย่างไรก็ดี ประเด็นของหนังเรื่องการครองเรือนที่ดีต้องเป็นโสเภณีบนเตียงเป็นความคิดแบบปิตาธิปไตยมากๆๆ น้องครีในหนังตอนนี้คือวัตถุแห่งการถูกจ้องมองอย่างรุนแรงหนักหน่วง เราจึงได้เห็นเธอนั่งเปิดหวอ เปลี่ยนชุดกลางป่า หรือมีเซกส์ดุเดือด มันเป็นแฟนตาซีของผู้ชายสุดๆ เมียสวยเรียบร้อยแต่ร่านรัก ฉากเฉลยของหนังจึงออกมาแบบพาฝันของผู้ชายมากๆๆๆๆ และการแอบอิงความเก่าใหม่ระหว่างเมียเก็บกับรถเก่าก็ไปมาอย่างจะแจ้ง อย่างไรก็ดี ฉากโทรศัพท์มือถือเรียกได้ว่าเหวอของจริง

 

รักต้องลุ้น

ศาสตร์  ตันเจริญพาตัวเองไปอีกขั้นด้วยหนังที่เต็มไปด้วยอารมณ์ยั่วยวน รัดรึง เจ็บปวด ของอาการริแรกรัก ในหนังเรื่องนี้ที่เล่าเรื่องเด็กวัยรุ่นหนุ่มสาวยาสบ่ายในบ้านฝ่ายหญิงที่ไม่มีพ่อแม่ของเธออยู่ ความหวั่นไหวของยามบ่ายอันระอุไปด้วยฮอร์โมนเพศในหนังได้เปิดเปลือย ความวาบหวามอ่อนหวานของการเป็นวัยรุ่น และความเจ็บปวดของมัน การทอดตาโมงยามของการเอาเถิดเจ้าล่อในโมงยามของการโอ้โลมปฏิโลมให้ความรู้สึกทั้ง อบอุ่นและเจ็บปวด ฉากที่สวยงามมากฉษกหนึ่งคือการถามถึงครั้งแรกของเธอจริงๆฉากนี้ใช้เวลาสั้นนิดเดียวแต่มันสะท้อนความเจ็บปวดออกมาได้มาก ในขณะเดียวกันฉาก เมดบนเคาน์เตอร์ครัวก็ขบขันแบบขมๆดี ความสัมพันธ์ของตัวละครคู่นี้ก็น่าสนใจมากๆในแง่ที่ว่าแม่มันจะเป็นฝันกลางวันของวัยรุ่นชายเดี่ยวกับดารได้มีอะไรกับแฟนในยามบ่ายอันสุขสงบ แต่เราก็เห็นว่าผู้ชายใน รักต้องลุ้นต่างกับผู้ชายในสองเรื่องแรก เขาเป็นเด็กวัยรุ่นที่ไม่ได้กล้าหาญอะไร ฝ่ายหญิงเสียอีกที่คุมเกมรัก (แน่ละว่านี่คืออาการฝันเปียกอย่างยิ่งราวก็หลุดมาจากการ์ตูนโป๊ญี่ปุ่นว่าเธอมีใจและยั่วยวนให้เขามีอะไรกับเธอ  ผู้ชายในหนังตอนนี้อ่อนแอลงจากสองตอนที่แล้ว แม้จะยังมีฝันกลางวันในการจับจ้องหญิงสาวอยู่ แต่ก็ไม่ได้เป็นคนยึดกุมการจ้องมองอีกต่อไป

 

อย่างไรก็ดี กล้องซึ่งโผล่เข้ามากลางคันในฉากหนึ่งก็ถอยตัวผู้ชมออกจากหนัง ถึงที่สุดแล้วคนที่ยึดกุมการจ้องมองหนังทั้งเรื่องไม่ใช่การมองของโจ๊กตัวละครชาย แต่เป็นผู้ชมต่างหาก โจ๊กที่ถูกยั่วยวนด้วยเกมของต่าย หาถึงยางไม่เจอ และเป็นฝ่ายระเบิดความน้อยใจออกมา เป็นเพียงเด็กชายอ่อนแอที่เรียนรู้ความเป็นผู้ใหญ่จากแฟนสาวของเขา ก่อนที่กล้องจะโผล่มาจบเรื่องราวในตอนท้ายอีกครั้งและทิ้งเรื่องเล่าฝันเปียกนี้ค้างๆคาๆไว้

 

แต่สิ่งที่พิเศษมากๆนอกจากกล้องคือการใส่พ่อแม่เข้ามาในช่วงท้าย มันทำให้ชีวิตของเด็กสองคนมีมิติมากขึ้นและการลุ้นไม่ได้เป็นเพียงลุ้นว่าจะได้กันไหม แต่ต้องลุ้นว่าจะโดนจับได้หรือเปล่าอีกต่างหาก

 

ปรารถนา

กล่าวโดยส่วนตัว นี่อาจเป็นหนังไทย(กระแสหลัก)ที่ชอบมากที่สุดเรื่องหนึ่งในปีนี้ หนังเล่าเรื่องของหมอนวดแผนโบราณที่ชั้นสามกับช่างสักที่ชั้นสองในตึกแถวแคบเล็กๆตึกหนึ่งในตรอกข้าวสาร สาวเจ้าแอบมองเจ้าหนุ่มจนกระทั่งเจ้าหนุ่มไปนวดตัวกับเธอ ในร้านนวดที่เปิดแต่เพลงโบราณหลังเขากลับไปเธอจ่อมจมกับปรารถนาล้ำลึกในห้องน้ำ  คืนนั้นเธอลงมาหาเขาหลังเลิกงานและตัดสินใจสักขนนกยูงลงบนท้องน้อยของเธอ ในค่ำคืนอันแสนรัญจวนใจ หนังมีพลอตอยู่บางเขาเพียงเท่านี้ และที่เหลือคือความรัญจวนของการแลกเปลี่ยนปรารถนาผ่าร่างกาย

หนังใช้การสักและการนวด ทดแทนการร่วมเพศ ทั้งสองอย่างคือการกระทำต่อร่างกายซึ่งกวัดแกว่งไปมาอยู่ระหว่างความเจ็บปวดและความสุขสม  ซึ่งมันคือยาขนานเดียวกับการร่วมรัก ตลอดทั้งเรื่องในหนังเรื่องนี้ไม่มีเพศสสัมพันธ์เกิดขึ้น มีแต่การสัมผัสกันผ่านการนวดแผนไทย (ที่ถ่ายออกมาอย่างเอกโซติคมากๆ) และการสัก การสัมผัสร่างกายตามหน้าที่การงานในการบริการลูกค้านำมาซึ่งความแนบเนียนการถ่ายทอดความปรารถนาเข้าหากัน โดยไม่ต้องกระโจนเข้าไปมีอะไรกันจริงๆ

หากสิ่งที่พิเศษในหนังเรื่องนี้จริงๆคือฉากการช่วยตัวเองของนางเอกที่ถ่ายาวๆโดยไม่ตัดต่อยาวนานจนเสร้๗เสมอารมณ์หมาย ฉากนี้ถือเป้นของขวัญที่เราไม่ได้เห็นในหนังไทยมาก่อน  แน่นอนว่าเราอาจเชื่อได้ว่ามันคืออีกรูปแบบหนึ่งของการถ่ายเรือนร่างของสตรีเพียงแต่เปลี่ยนจากการร่วมเพศมาเป็นการสำเร็จความใคร่ หาก ‘การมอง'ในฉากนี้กลับเป็นการจ้องมองอีกแบบหนึ่ง ไม่มีการโคลสอัพ ตัดเฉพาะส่วนอวัยวะ ไม่มีการตัดต่อมุมนั้นมุมนี้ เป็นการถ่ายภาพตรงยาวๆ ผู้ชมต้องเผชิญหน้ากัยผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งกำลังสำเร็จความใคร่ให้กับตัวเองหลังจากได้นวดผู้ชายที่เธอแอบชอบ การมองของฉากนี้มีเพศหญิงเป็นเจ้าของ ในฉากนี้ผู้ชายหลายคนจึงอาจรู้สึกอึดอัดขัดข้องมากกว่าเสียวกระสันต์เพราะมันคือการบังคับกันซึ่งหน้าให้จ้องมองผู้หญิงช่วยตัวเอง แทบจะเป็นการหักคอเพื่อจ้องมองด้วยซ้ำ

แน่นอนว่าอาจจะเพราะผู้กำกับเป็นผู้หญิงเลยทำให้การมองในหนังเรื่องนี้แปลกออกไปจากเรื่องอื่นๆ (แต่ประเด็นนี้อาจไม่จริงทั้งหมดเพราะมีผู้หญิงจำนวนมากที่ทำหนังโดยใช้สายตาการมองแบบผู้ชาย)  การมองในหนังเรื่องนี้เป็นการจ้องมองผู้หญิงโดยผู้หญิง ทำให้ตัวละครในหนังไม่ได้ถูกจาบจ้วงล่วงละเมิดโดยกล้อง เราแทบไม่เห็นการตัดต่อผู้หญิงเป็นชิ้นส่วนในหนัง เราเผชิญกับเรือนร่างของเธอโดยตรงกระทั่งในฉากสักที่หนังกล้าหาญถึงขนาดให้ผูชมได้เห็นขนเพชรของเธอบนจอ (นึกไม่ออกว่ามีฉากรักในหนังไทยกระแสหลักเรื่องไหนบ้างที่เราได้เห็นขนของผู้หญิง (ยกเว้นหนังโป๊ซอฟท์คอร์)) ชายหนุ่มในเรื่องแทบไม่มีบทบาท หนำซ้ำ ในฉากที่เขาถอดเสื้อเพื่อสัก เขายังกลายเป็นวัตถุแห่งการจับจ้องมองเสียเอง

 

อย่างไรก็ดีสิ่งที่ทำให้หนังลดระดับลงมาหน่อย คือการเติมความปรารถนาของตัวเจ้าของโรงนวดลงมาผ่านฉากบทสนทนาเชยๆราวกับหลุดมาจากหนังหว่องกาไวเมือ่สิบปีก่อน (ไพล่ไปถึงการเคลื่อนกล้องการลงสีภาพและการใช้เพลงเก่า ) มันทำให้ฉากนี้เชยและคลิเชมากๆ (ตัดออกไปก็ได้ไม่เป็นปัญหาต่อเรื่องด้วย) อย่างไรก็ตาม ในส่วนนี้ก้ยังมีความน่าสนใจไม่น้อย เมื่อเราพบว่ารูปภาพที่เจ้าของโรงนวดนั่งจ้องมองในค่ำคืนโดดเดี่ยวของหล่อน ไม่ใช่ภาพคนรักที่ตายไปแต่เป็นภาพของตัวหล่อนเองที่มีลายมือคนรักกำกับไว้ข้างหลัง ซึ่งนี่ทำให้หนังเป็นอีกหนึ่งการจ้องมองของเพศหญิงเช่นกัน

 

กล่าวโดยสรุปสิ่งที่น่าสนใจที่สุดในน้ำตาลแดงคือการจ้องมองตัวละครหญิงในเรื่อง เริ่มจากการเป็นวัตถุทางเพศเต็มที่ในตอนแรกจนในที่สุดได้เป็นเจ้าของการจ้องมองในตอนท้าย กล่าวอย่างถึงที่สุดในหนังอีโรติคที่จงใจจะล่อเสือล่อตะเข้ชุดนี้ได้ค่อยๆลดทอนหารมองของเพศชายลงไปเรื่อยๆทีละตอนจนถึงที่สุด ผู้ชมเพศชายอาจจะพอใจในเรือนร่างของสตรีเพศที่เขาได้มอง แต่เขาก็อาจจะตระหนักว่าในที่สุดอำนาจในการมองของเขาค่อยๆสาบสูญไป



ผู้ชายคนหนึ่งกำลังจะทำหนังว่าด้วยการสูญเสียคนรัก เขาสัมภาษณ์นักแสดงในบทต่างๆ คิดถึงหนังที่เขากำลังจะทำ คิดถึงนักแสดงที่ซ้อนทับเข้ากับชีวิตจริง รวมถึงกับผู้หญิงจริงๆในชีวิต จากนั้นภาพยนตร์ก็กลายเป็นการบันทึก เปลี่ยนรูป ทำลาย รื้อสร้าง ทบทวน ก้าวออกไป หรือก้าวกลับเข้ามา ของความทรงจำ

สิ่งที่สำคัญที่สุดในหนังเรื่องนี้คือความคลุมเครือของสิ่งที่ดำเนินไป สิ่งซึ่งเป็นหนังในหัวของผู้กำกับ และหนังซึ่งออกมาจริงๆ การสะท้อนกลับไปกลับมาของภาพ ทั้งในฐานะ เหตุการณ์จริง ความทรงจำ ความทรงจำประดิษฐ์ใหม่ ภาพยนตร์ และทั้งหมดของตัวบทในฐานะหนังอีกเรื่องกนึ่งคือสิ่งสำคัญ การไหลทบ หรือการเปลี่ยนสภาพ นักแสดงไปสู่ตัวละคร ตัวละครสู่คนจริงๆ(สำหรับตัวผู้กำกับ) ทำให้เกิดการสะท้อนกลับไปกลับมาที่สวยงามเหมือนกระแสสำนึกของภาพยนตร์

หนังอาจจะตัดแบ่งตัวเองเป็นแค่เหตุการณ์ที่ตัวผู้กำกับต้อพบเจอ(casting นักแสดง คุยกับผู้ช่วย) และหนังในหัวของผู้กำกับ แต่เราอาจซอยย่อยส่วนหลังออกมาได้อีกด้วยการเลือนกว่า บางอย่างอาจจะเป็นแค่ความทรงจำ และบางอย่างอาจคือหนังจริงๆซึ่งสำเร็จเสร็จไปแล้ว

ในอีกทางหนึ่งเราอาจแบ่งหนังได้เป็นสองส่วน คือส่วนของการสูญเสียคนรัก และ ในที่สุดกลายรูปไปสู่การสูญเสียตัวเอง(ผ่านทางเรื่องเล่าในหนังช่วงท้าย) กล่าอย่างง่ายก็คล้ายกับ ครึ่งแรกคือความทรงจำที่เขามีต่อผู้อื่น และช่วงสุดท้ายกลายเป็นความทรงจำที่...ผู้อื่นมีต่อตัวเขา ซึ่งแน่นอนว่าการเล่นประเด็นความจริง ความทรงจำไม่ใช่ของใหม่ รวมถึงการเล่นความทรงจำในแง่ความเป็นภาพยนตร์ด้วย (จริงๆอภิชาติพงศ์ ก็ได้สำรวจพรมแดนนี้จนปรุไปหมด จนทะลุไปสู่การต่อสู้ของความทรงจำกับประวัติศาสตร์) แต่ WOMAN I ก็ไม่ใช่แค่หนังอีกเรื่องที่ละเล่นเรื่องของความทรงจำกับภาพยนตร์และความจริง เพราะนี่คือหนังที่สำรวจพรมแดนช่วงของการกลายร่าง การเปลี่ยนจากเหตุการณ์จริงไปสู่เรื่องเล่า เรื่องจริงที่ค่อยๆถูกแทนที่ด้วยตัวละครใหม่ๆ (มาแทนที่บุคคลจริง ) และเหตุการณ์ที่ในที่สุดอาจจะคลี่คลายไปเป็นอย่างอื่น ถึงที่สุดเรื่องเล่าก็เข้าแทนที่ครอบงำความจริง โดยใช้ความทรงจำและภาพยนตร์เป็นเครื่องมือ แต่นี่ไม่ใช่การสำรวจความจริง ทั้งไม่ใช่การเยียวยาตนเองอีกต่อไป มันกลายเป็นเพียงการจ้องมองความทรงจำในฐานะก้อนเหตุการณ์ที่มีจุดเริ่มต้นจากประสบการณ์หากแตกดอกออกผลไปสู่อย่างอื่น

ในฉากแคสติ้ง หนังตัดสลับการแคสติ้งเข้ากับภาพในหัวของผู้กำกับซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งบทภาพยนตร์ในหัวเขา (ฉากป้าเจน) หรือเหตุการณ์ในอดีต(ฉากของเขากับจูน คนรักเก่า) ในขณะเดียวกันเราก็พบว่าไม่แต่เฉพาะนักแสดง หากผู้หญิงรอบๆชีวิตของเขาก็ไหลกลืนเข้า...มาเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ เมื่อตัวละครอย่างเปียโนผู้ช่วย และแป้ง คนรักปัจจุบัน(น่าสนใจว่าความสัมพันธ์ของเขากับผู้หญิงสองคนจากชีวิตจริงดูเหมือนจะไม่ราบรื่นนัก) ก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ด้วย ฉากสำคัญช่วงท้ายเรื่องเมื่อตัวละครซ้อมบทโดยพากันเดินวนรอบผู้กำกับ(ซึ่งอาจจะทำให้นึกถึงWERCKMEISTER HARMONIESของBELA TARR อยู่บ้าง) จึงกลายเป็นภาพสะท้อนของความทรงจำที่มีตัวเขาเองเป็นศูนย์กลาง ก่อนที่ในที่สุดเขาจะหายไปในฉากต่อมา ผ่านทางสิ่งซึ่งอาจจะเป็น'ความตายประดิษฐ์'

ฉากที่น่าสนใจที่สุดของหนังจึงคือฉากการถ่ายทำภาพยนตร์(ซึ่งเราไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า เมื่อเขาสั่งให้ฮีน(ที่รับบทจูน แฟนเก่า)พูดประโยคเดิมซ้ำสองครั้งด้วยน้ำหนักเสียงใหม่ ในฉากนี้นักแสดงตีความเหตุการณ์ผ่านน้ำเสียง แน่นอนว่าถึงที่สุดผู้กำกับก็ตีความเรื่องเล่านี้ใหม่อีกครั้ง มันคือการตีความใหม่ซึ่งเปลี่ยนเหตุการณ์และความทรงจำให้กลายเป็นเรื่องเล่า

แม้โดยส่วนตัวจะรู้สึกว่า WOMAN I ยังขาดอะไรไปบางอย่างที่ตอบไม่ถูกว่าอะไร (บางทีอาจจะเป็นความเนี้ยบของมันที่ทำให้เรารู้สึกว่าความนุ่มนวลในความเป็นมนุษย์ของตัวละครละลายหายไปในความแข็งเกร็งของหนังอยู่บ้าง ) และหนังน่าจะขยายออกมาได้อีก เสริมเติมเหตุการณ์สิ่งละอันพันละน้อยได้อีก เพื่อให้มันนุ่มนวลและเป็นมนุษย์มากขึ้น แต่กล่าวถึงที่สุด นี่คือหนังที่ละเล่นกับความทรงจำ และภาพยนตร์ได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว