มือปืนดาวพระเสาร์ (ยุทธเลิศ สิปปภาค /2010/ไทย) สุนทรียศาสตร์แห่งการกระเจิดกระเจิง
posted on 13 Oct 2010 21:42 by filmsick in made-in-thailand
โอเค หนังอาจจะไม่ได้มีอะไรใหม่มากนัก พลอตของหนังก็คือเรื่องของตี๋ไรเฟิล มือปืนขั้นเมพที่เกิดอาการนกเขาไม่ขัน และพยายามหาทุกทางเพื่อรักษา ในขณะนั้นเขาก็ได้พบและตกหลุมรักกับ คริส ครูสอนเต้น ลูกสาวนักการเมืองที่ดันเป็นเป้าหมายของเขา หนังก็เป็นไปตามแบบของหนังยุทธเลิศ เน้นไปที่เพียงส่วนการตกหลุมรักของ ตี๋ ไรเฟิล(ปลอมชื่อเป็น พี่มาร์ค!!) กับน้องคริสที่อกหักจากผู้ชายหน้าตี(แต่มีเมียแล้วไม่บอก) ตัดสลับกับ รัอยแปดพันเก้าวิธีการรักษาอาการนกเขาไม่ขันที่ยิ่งไปยิ่งแย่ จนถึงขนาดหดเข้าข้างใน !
ถ้าว่ากันตามนี้พอแบ่งหนังออกมามันก็จะมีโครงเรื่องสองส่วนนั่นคือส่วนเรื่องรักของ ‘ผู้ชายหน้าเหี้ย กับผู้หญิงหน้าตาดี’ อันเป็นโครงเรื่องหลักในหนังเกินครึ่งหนึ่งของเขา (มือปืน โลกพระจันทร์ /สายล่อฟ้า/อีติ๋มตายแน่ /สามย่าน –กรณีนี้นับบุปผาราตรีเป็นเรื่องยาวเรื่องเดียวต่อกัน) ในขณะเดียวกันโครงเรื่องอีกครึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากบรรดาผู้ชายหน้าเหี้ยของเขา ซึ่งโดยมากก็รับบทโดยดาราตลก ในการใส่มุกตลกเต็มที่ โดยสำหรับในหนังเรื่องนี้มีภาพของการเมืองไทยร่วมสมัยเจือบางๆเป็นฉากหลัง (คล้ายกับ โกยเถอะเกย์ และถ้าจำไม่ผิดในบุปผาราตรีสองตอนหลังก็มีอยู่เล็กน้อย) และเราจะกลับมาพูดเรื่องนี้กันอีกที
จะเห็นได้ว่าโครงเรื่องทั้งสองแบบ เป็นโครงเรื่องที่เอาใจคนดูคนละกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เราพบว่า หนังขอยุทธเลิศมักมี สุนทรียศาสตร์เฉพาะที่สร้าง ‘ความอิหลักอิเหลื่อ’ให้กับผู้ชมบางกลุ่ม ซึ่งโดยมากคือบรรดาชนชั้นกลางในเมือง (คำนี้ไม่ถูกนัก แต่ไม่รู้จะหาคำไหนที่เหมาะสมมาแทน ระหว่างยังไม่มีคำที่เหมาะเจาะก็ขอใช้คำนี้ไปพลางๆ) ความรู้สึกว่าหนังของยุทธเลิศมุกฝืด หยาบโลน และไม่ตลกอะไรเทือกนั้น ซึ่งก็ไม่ยน่าแปลกใจนัก เพราะภายใต้รูปโฉมของหนังที่ออกแบบมาให้คนชั้นกลางดู ยุทธเลิศกับใช้บริการของนักแสดงขวัญใจคนชั้นกลางระดับล่าง อย่างบรรดาตลกคาเฟ่มารับบทนำ สุนทรียศษสตร์สองแบบ (เทียบให้ง่าย(และตีขลุมคลุเมครือ) คือแบบหนังGTH มาปะทะกับแบบหนังตลกตลกทำ-อาจจะไม่ถูกต้องนัก แต่นี่แค่ยกตัวอย่างให้เห็นข้อแตกต่าง ) และความกระอักกระอ่วนนี้เองที่เราอจจะพอเรียกได้ว่าเป็น ‘สุนทรียศาสตร์’ แบบยุทธเลิศ เพราะในขณะที่เขาทำหนังที่รูปลักษณ์เหมาะเจาะกะบผู้ชมในเมืองแต่หนังของเขากลับเต็มไปด้วยฉากอัดมุกตลกคาเฟ่ยาวเหยียด ถ้อยคำหยาบคายบาดหู และการกระทำป่าเถื่อนกักขฬะ ที่น่าสนใจก็คือ เขามีส่วนร่วมกับหนังต้นทางของหนังที่ต่อพัฒนากลายเป็นหนังเอาใจคนชั้นกลางในเมืองอย่าง ‘รักออกแบบไม่ได้’ (ในกาลต่อมา เขาก็ทำ กุมภาพันธ์ และ รักสามเศร้า) และเป็นคนเปิดฤกษ์การกลับมาของบรรดา ตลกคาเฟ่ ใน ‘มือปืนโลก พระ จัน’ การที่มันยืนอยู่ตรงกลางระหว่างหนังสองขั้วซึ่งเป็นปฏิปักษ์เชิงรสนิยมต่อกัน (อย่างน้อยกลุ่มผู้ชมในเมืองก็มักจะดูถูกหนังตลกตลกทำว่าปัญญาอ่อน) และตัวมันเองก็ไม่ได้เหมือนหนังตลกตลกทำ (วิธีที่เราตั้งรับหนังของยุทธเลิศ มักจะไม่เหมือนกับการตั้งรับต่อหนังของโน้ต เชิญยิ้ม ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของบุญเก่าของยุทธเลิศก็เป็นได้ ) แต่เราก็ควรจะประเมินหนังของยุทธเลิศใหม่ อย่างน้อยเราควรหันมาสนใจ ‘ความเลอะเทอะ’ของมุกตลกถ่อยๆในหนังของเขา สุนทรียศาสตร์ที่มันมีต่อผู้ชมบางกลุ่ม (มุกตลกเหล่านี้อาจจะกินความยาวหนึ่งในสามของตัวหนัง แต่ผู้ชมบางกลุ่มไม่มีปัญหากับการปะติดปะต่อเรื่องราว หรือการตามอารมณ์ร่วม ซึ่งในจุดนี้ หนังที่ไปได้ไกลที่สุดคือบุปผาราตรี 3.1และ 3.2 ) จะว่าไปสุนทรียศาสตร์แบบนี้ไม่ใช่ของใหม่ มันคือสุนทรียศาสตร์ในหนังไทยยุค 16 มม. หนังประเภท ครบรส ที่มีรัก ตลก โศกซึ้งบวกดาวยั่วอกภูเขาไฟ เราอาจเรียกสุนทรียศาสตร์แบบนี้ว่า สุนทรียศาสตร์แบบกระเจิดกระเจิง(คำนี้แปลมาจากคำว่าdistraction ซึ่งเป็นคำของคุณ อาดาดล อิงคะวณิช ในการอธิบายสุนทรียศาสตร์แบบหนึ่งของหนังไทย ผู้เขียนเพียงได้ฟังมาคร่าวและหยิบเอามาใช้ตามอำเภอใจ ขอให้รอคุรอาดาดลมาแถลงไขเรื่องนี้ต่อไปในอนาคต) ในรูปแบบสุนทรียะแบบนี้ วินาทีหนึ่งเราอาจหัวเราะกับความเปิ่นเทิ่งของตัวตลกตามพระเพื่อที่จะมาซาบซึ้งกับชีวิตรันทดของนางเอกในอีกห้านาทีถัดมา ในกรณีนี้ผู้เขียนขอขยายความต่อไปเองว่ามันอาจจะเกิดจากการที่หนังกลุ่มนี้มักมีโครงสร้างที่แข็งเกร็งตายตัว รู้ต้น กลาง ปลายได้ตั้งแต่ต้น ความลับของหนังเป้นเพียงน้ำจิ้ม และไม่มี ‘ความลับทางอารมณ์’ในหนังเหล่านี้ ซึ่งท่าจะว่าไป ยุทธเลิศอาจจะไปไกลกว่าหนังกลุ่มนี้ด้วยการผนวกตัวละครตลกตามพระ กับพระเอกให้เป็นคนเดียวกันเสียเลย โครงเรื่องหลักของมันจึงคือ ‘เรื่องรักของคนหน้าเหี้ยกับสาวงาม’ และในเมื่อเรารู้แล้ว เราก็เชิญกระเจิดกระเจิงไปกับความตลก บ้าบอของมันได้
มากไปกว่านั้นผู้หญิงของยุทธเลิศยังคงน่าสนใจเสมอต้นเสมอปลาย โดยส่วนตัวแล้วเราเห็นว่า หนังของยุทธเลิศนั้นเหยียดผู้ผญิงอย่างยิ่ง ผู้หญิงในหนังของเขาเป็นวัตถุทางเพศสำหรับจ้องมองหรือทารุณกรรม ทั้งทางร่างกาย และทางวาจาจากทั้งตัวเอกและตัวประกอบ เป็นผู้หญิงที่มีลักษณะจำนน สมยอม แต่พอคิดให้ถึงที่สุดเราก็พบว่า ทั้งที่เหยียดผู้หญิง แต่ผู้หญิงในหนังยุทธเลิศ กลับเป็นผู้หญิงที่ไปได้ไกลที่สุดในหนังไทย เด็กผู้หญิงในบุปผาราตรีได้ไล่ฆ่าพ่อตัวเอง ตาหวานใน สามย่าน เป็นผู้หญิงที่เห็นเซกส์สำคัญกว่าความรัก (เราจะเรียกนี่ว่าเหยียดหญิงก็ได้ แต่จะเรียกว่าความก้าวหน้าก็ได้ไม่ใช่หรือ) และถึงที่สุดเธอเลือกการทำศัลยกรรมเป็นสาวสวยมากกว่าจะเป็นอีเพิ้ง(แต่ในช่วงเป็นอีเพิ้งเธอโดนสามียำเสียสะบักสะบอม อันนี้เหยียดผู้หญิงสุดๆไร้ข้อแก้ตัว) จนมาถึงน้องคริส ที่สามารถบอกผู้ชายว่าเอากันก่อนแล้วค่อยมารัก หรือทถึงที่สุดควงปืนสไนเปอร์แมร่งเลย!
มือปืนดาวพระเสาร์มีทุกอย่างที่ว่ามา แต่สิ่งที่ดูเหมือนมันไปได้ไกลกว่านั้นคือการที่มันเอาประเด็นการเมืองมาเล่นได้อย่าวน่าสนใจ แน่นอนว่ามันไม่ใช่ ‘หนังการเมืองเหี้ยๆ’ และ ยุทะเลิศก็ไม่ได้เป็นผู้กำกับที่วิพากษ์การเมืองแรงๆ เขาก็ใช้วิธีเดียวกับตอนทำ โกยเถอะเกย์นั่นแหละ เสียดสีนิดหน่อย แต่คราวนี้การเสียดสีนิดหน่อยของหนังมันเวริ์คมาก เพราะนี่มันเรื่องของ ‘ผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อพี่มาร์ค เป็นสไนเปอร์และมีอาการนกเขาไม่ขัน’
พี่มาร์คนกเขาไม่ขัน อาจฟังดูแสบคันถูกใจหลายคน แต่ จู๋ กับปืนไสนเปอร์ ในฐานะสัญญะของผู้ชายเพศชาย ปิตาธิปไตย และการปกครองโดยรัฐ มันเป็นภาพที่ลงตัวมากๆ แล้วในขณะที่ ตี๋ ไรเฟิล ยังลอบยิงคนได้แบบมือไม่ตก แต่จู๋เสือกหดลงเรื่อยๆ อย่างไรก็ดี เขายังมีหน้ามาพูดจาหวานจ๋อยจนน้องคริสถึงกับตกหลุมรัก พูดให้ง่าย ต่อหน้าสาวๆมันก็พูดหวาน แมนซะเป็นพระเอก แต่ลับหลังมันคือไอ้นกเขาไม่ขันที่ลอบยิงคนอื่นตามใบสั่ง
ความไม่สามารถมีเซกส์ได้ ความหมกมุ่นกับการไม่ขันของตัวเอง สะท้อนภาพการเมืองไทยได้แสบสันต์ดี ไม่น้อย ยิ่งในตอนจบ น้องคริส ที่เป็นฝ่ายถูกหยอดคำหวานมาตลอดพบว่า ที่จริงแล้ว ไอ้นี่มันฆ่าพ่อกู เธอก็ลุกขึ้นมาจัดการมันอย่างถ้วนทั่ว โอเค นี่อาจเป็นหนังด่านักการเมืองเลว เข้าตีนวาทกรรม ระยำโทษนักการเมือง แต่หนังก็ไปไกลขนาดให้ น้องคริส (ผู้หญิงไม่มีจู๋ ไม่ได้เป็นสไนเปอร์อาชีพมาก่อน และไม่มีสังกัด) สุกขึ้นมาฆ่านักการเมือเหี้ยนไปทุกพรรค เพื่อที่จะมานั่งคิดหับน้องเมย์คนสวยว่า ชิบหาย กูฆ่านักการเมืองหมดแล้ว จะเหลือใครให้เลือกวะ!
กล่าวถึงที่สุด สิ่งที่เป็นเสน่ห์ที่สุดของหนังจึงคือ ความพิพักพิพ่วน อิหลักอิเหลื่อ ความทีเล่นทีจริง ความกักขฬะและกล้าหาญของตัวหนังเองนั่นแหละ และขอยืนยันว่า ยุทธเลิศเป็นผู้กำกับที่น่าสนใจที่สุดคนหนึ่งรองจาก อภิชาตพงศ์
