made-in-thailand

 

 

โอเค ถ้าวัดกันตามมาตรฐานของการเป็นหนังดี โคตรสู้โคตรโส อาจจะเป็นหนังที่อยู่ไกลจากมาตรฐานการเป็นหนังดีมากโข  พลอตหนังดูไม่สมจริงสมจังและประหลาดมากๆ หนังว่าด้วยทีมสตันท์ที่แข่งชนะจะได้รับคัดเลือกให้ไปแสดงหนังฮอลลีวู้ด (คนคัดเป็นอาจารย์ศิลปะการแสดง!)  แต่ที่จริงคือถูกจับไปขังในตึกร้างและต้องต่อสู้กับอีกทีม เพื่อให้พวกฝรั่งรวยๆมาเดิมพันกัน โดยถ่ายทอดแบบเรียลลิตี้! ซึ่งพวกเขาต้องสู้เพราะคนรักถูกจับตัวไป!)  สถานที่ถ่ายทำก็เป็นหมู่บ้านร้าง ตึกร้างโกโรโกโส (ซึ่งถ้าว่ากันตามพลอต ที่ห้ามออกจากตัวตึก ตึกนี้ต้องใหญ่มากๆแน่ๆ การแสดงในหนังก็แข็งเป็นท่อนไม้โดยเท่าเทียมกัน (จนหนังต้องพึ่งพวกดาราอีกชุดอย่างสรพงษ์ กระแต ใบเฟริ์น หรือ เสนาหอย) การแต่งหน้าก็ขาววอกเว่อๆ การจัดแสงก็เอาแค่พอถ่ายติด  ความสมเหตุสมผลในพลอตก็ไม่ปรากฏ  ทุกอย่างในหนังดูเป็นของเกรดรองไปหมดเว้นก็แต่งานสตันท์ (ที่อยู่ในระดับสุดขีดทุกขณะจิต)

 

แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานั่นแหละคือสาเหตุที่ทำให้เราชอบหนังแบบหมดใจ พันนารู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ดีและมุ่งไปสู่สิ่งนั้น (ความเห็นส่วนตัว จะมีอะไรน่าเบื่อไปกว่าหนังแอคชั่นขายสตันท์ ที่พยายามจะตีสองหน้าเป็นหนังดีมีบท(ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่ช่วยอะไรอยู่ดี) พันนายังคงทำหนังแบบที่เขาเคยทำเมื่อตอนทำหนังภูธร หนังแอคชั่นขายสัตนท์ ที่เล่าเรื่องรวบรัด เนื้อหาประหลาดพิลึกชวนหัวร่อและไม่เสียเวลาพิถีพิถันกับงานสร้างให้วุ่นวาย  ในโคตรสู้โคตรโส หนังถึงกับเล่าเรื่องส่วนที่เป็นดราม่าด้วยการตัดภาพวูบวาบไปมาแบบมิวสิควีดีโอ ความแค้นแต่หนหลังหรือเรื่องรักสามเส้าถูกเล่าจบในหนึ่งนาทีเพื่อให้เวลาทั้งหมดไหลไปกับอภิมหาอนุกรมฉากแอคชั่นที่มาเป็นชุดฉุดไม่อยู่และไม่มีเหตุมีผลอะไรกันอีกต่อไป  ซึ่งเป็นที่แน่ใจได้เลยว่าหนังเรื่องนี้ไม่ประนีประนอมอะไรกับกลุ่มคนดูทั่วไปอีกต่อไป หากยังภักดีกับแฟนานุแฟนฟนังบู๊ภูธร ที่ตามดูหนังพันนามาตั้งแต่ยุคทศวรรษที่แปดสิบ  โดยส่วนตัวเราคิว่า หนังตระกูลนี้มีสุนทรียศาสตร์เฉพาะตัวของมันอยู่ (โอเค เรียกว่าว่า Cult ก็ได้)  มันไม่ใช่หนังที่ออกแบบมาให้ผู้ชมทุกระดับ และการที่หนังไม่แคร์ว่าผู้ชมกลุ่มอื่นจะรักหนังหรือไม่ทำให้เราชื่นชมตัวหนังทีเดียว (จริงๆตัวหนังก็ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าเป็นอย่างนั้น เพราะอีกนัยหนึ่งมันก็หมิ่นเหม่อยู่ระหว่างความไม่ใส่ใจกับความพยายามที่ทำไม่ถึงอยู่เหมือนกัน) อย่างไรก็ตามความเพิลดเพลินขั้นสุดยอดของเราคือการที่ได้รู้ว่าจะต้องมีผู้ชม (อาจจะโดยเฉพาะชาว BANGKOKIAN )ที่จะโดนหนังเรื่องนี้ KNOCKOUT!

ส่วนที่ทำให้อะดรีนาลีนของเราฉีดพล่านย่อมคือบรรดาฉากสตันท์เหล่านั้นเองโดยเฉพาะฉากบนโครงหลังคาที่ถ่ายออกมามันส์มากๆ และฉากเดี่ยวของพันนาที่นอกจากจะมันส์สุดขีดแล้วยังมีอารมณ์ขันประหลาดๆ(ว่าด้วยยาพ่นหอบ) อีกด้วย ขอยกให้ฉากดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งฉากแห่งปี

 

ข้อดีสุดๆอีกข้อหนึ่งคือการที่หนังเลิกเชิดชูความเป็นไทยหรือการร่วมมือร่วมใจไร้เดียงสาแบบในหนังเรื่องก่อนหน้าอย่าง เกิดมาลุย แต่คราวนี้หนังมาเล่นกับประเด็นชนชั้นแทน (ฉากที่เจ็บแสบของหนังมากๆฉากหนึ่งคือกะหรี่ในเรื่องถามคนไทยที่มาพนันว่า พี่เล่นลงเหรอเห็นคนไทยบาดเจ็บล้มตาย  แล้วโดนไอ้หนุ่มตอกกลับมาว่า ในโลกของเงินนี่ไม่มีสัญชาติเว้ย เงินน่ะเอาไหม  อีสาวเลยลุกมาหยิบเงินทิปแทนจะตอบ!  หนังคงไม่ได้ตั้งใจจะมีนัยยะทางการเมืองอะไรมากมาย เพราะพลอตแบบนี้ก็ไม่ใช่จะไม่เคยเห็นแถมยังสามารถเอามาแทนค่าได้กว้างขวางมากๆว่าใครเป็นใคร ใครเป็นนายทุน ใครเป็นพวกนักพนัน ใครเป็นคนเล่นเกม (ถ้าจะว่าไปมันก็คือพลอตคล้ายๆท้าชนนั่นแหละ) แต่สิ่งที่ทำให้หนังน่าสนใจมากๆคือการที่ไม่มีนัยยะทางการเมืองอะไรนี่แหละ ตัวพลอตของเรื่องมันบีบบังคับให้กลายเป็นเรื่องของคนตัวเล็กที่ต้องต่อสู้ดินรนเพื่อเอาชัวิตรอดและช่วยเหลือคนที่ตัวรัก พลอตเอื้อให้ตีความประเด็นทางชนชั้นได้ด้วยมันเอง มาประจวบเหมาะกับการที่นักแสดงเป็นสตันท์หน้าตาบ้านๆ (ขณะดูเรานั่งคิดว่ามันจะพีคขนาดไหนถ้าให้ตัวเอกพูดภาษาถิ่นของแต่ละคนไปเลย) มาเสริมด้วยฉากหนึ่งที่น่าสนใจมากคือการที่ตัวละครยืนเรียงเป็นชั้นๆ กลุ่มสตันท์สู้อยู่บนพื้น พันนา(ขี้ข้านายทุน)ยืนบนชั้นสอง  คาซู (ขี้ข้านายทุนมีระดับ)ยืนอยู่ชั้นบน แล้วโชว์รูปแม่กับน้องบอกว่าถ้าพวกแกทำไมสำเร็จแม่กับน้องแกจะต้องเป็นคนรับใช้ของข้าไปตลอด  โดยมีนายทุนตัวจริงเสียงจริงนั่งอยู่ในรถคอนเทนเนอร์ยอกสนามแข่ง นับเงินกันเพลิดเพลินบนความตายของผู้คน

 

ฉากไคลแมกซ์บนรถสิบล้อของหนังเลยมันส์มาก เพราะในที่สุดกลุ่มคนตัวเล็กอาจจะลามมาเอาคืนพวกนายทุนแบบถึงที่ได้ ไม่ใช่แค่ต่อยตีกับคนชนชั้นเดียวกันเฉยๆ!

 

ชอบกระแตกับใบเฟริ์นใหนังมาก ผู้หญิงในหนังเรื่องนี้เป็นมวยด้วย และถึงแม้จะเป็นแค่ Female interest ในหนังแต่การที่หนังไม่ exploit เรือนร่างของพวกเธอแบบที่หนังแบบนี้ชอบทำ(ให้นึกถึงฉากกระแตในห้าแถว)  ก็ยิ่งทำให้เราชอบหนังมากขึ้นไปอีก คารวะกระแต เพราะหลายฉากเหมือนเธอต้องเล่นเอง ซึ่งมันโหดใช้ได้

แม้หนังเรื่องนี้จะไม่ติดทอปเทนในปีนี้ของเราแต่นี่เป็นหนังไทยที่เราชอบมากๆๆๆๆๆเรื่องหนึ่งของปีนี้

 


 

ดูเหมือนว่าในที่สุด ชะตากรรมของหนังเรื่องนี้ จะไปไกลกว่าบรรดาตัวละครในหนังเมื่อมันต้องเข้ารับการตรวจก่อนฉายในประเทศที่ไม่เพียงแต่ไม่ยอมรับว่ามีแมลงในสวนหลังบ้าน หากไม่ยอมรับเลยด้วยซ้ำว่ามีสวนหลังบ้าน หรือถ้าจะกล่าวอย่าถึงที่สุด เราปลูกบ้านกันอยู่กลางป่า แต่ยังเผลอคิดไปว่าเราอยู่เพนท์เฮาส์กลางกรุง 

 

พักเรื่องคณะกรรมการเซนเซอร์ไว้ก่อน(เราจะกลับมาฉะทีหลังอีกที) ตัวหนังลนั้นเล่าเรื่องครอบครัวเล็กๆที่กำลังดิ่งจมอันประกอบด้วย ธัญญ่า กะเทยแต่งหญิงพี่สาวคนโตของบ้านที่ประกอบอาชีพนักเขียนผี เขียนเรื่องลับๆคาวๆหาเลี้ยงน้องในขณะที่ตัวเธอเองหาความสุขจากการจินตนการถึงหนุ่มๆและการแต่งตัวแบบสุดขีดไปวันๆ ขณะที่น้องชายหญิงวัยมัธยมสองคนดูจะห่างเหินกับพี่สาวเข้าขั้นชิงชัง คนกลางนั้นมีสัมพันธ์กับไอ้หนุ่มนักศึกษาที่ทำไซด์ไลน์เป็นเพื่อนหนุ่มของกะเทยเปลี่ยวทั้งหลาย และค่อยๆชักนำเธอเข้าสูวงจรนั้น ขณะที่น้องชายคนเล็ก พบเพื่อนใหม่ทางอินเตอร์เนทที่คิดว่าเป็นสาวแต่ที่จริงกลับเป็นเด็กหนุ่ม ซึ่งในที่สุดพวกเขากลายเป็นเพื่อนกันแต่ความเป็นเพื่อนค่อยๆพาไปสู่ความบาดหมางของเขากับธัญญ่า  ซึ่งลามเลยจนในที่สุดเขาออกไปหากินด้วยการขายตัวทางอินเตอร์เนท

 

สิ่งที่สวยสดงดงามในหนังเรื่องนี้คือการที่หนังเล่าเรื่องทั้งหมดโดยไม่มีสายตาตัดสินหมิ่นแคลน หนังไม่ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ใจดีคอยไล่บี้สั่งสอนศีลธรรมให้วัยรุ่นและกะเทย ไม่ทำตัวปากว่าตาขยับกล่าวหาว่าการเป้นตุ๊ดทำให้ชีวิตล่ม หรือการขายตัวเป็นเรื่องชั่วช้า ในขณะดียวกันหนังก็มีอาการก้ำกึ่งอยู่ระหว่างการเป็นหนังตีแผ่สังคมและหนังที่เป็นเสมือนบันทึกส่วนบุคคล ซึ่งมันทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ใช่สารคดีจำลองเหตุการณ์ที่ไปชี้หน้าด่าว่าสังคมมันชั่วร้ายเลวทราม ตัวละครทุกตัวในเรื่องทีชีวิตเป็นของตัวเอง ตัดสินใจจากการชั่งน้ำหนักในชีวิตของตัวเอง เราไม่มีหน้าพอจะไปกล่าวหาชี้หน้าป้ายสีว่าบรรดาตัวละครในเรื่องเป็นพวกต่ำตม เสื่อมทราม ทำลายสังคมได้  และบางทีความเป็นมนุษย์ของหนังนี้เองคือปัญหา เพราะคณะกรรมการเซนเซอร์ หรือผู้ใหญ่ในบ้านในเมือง ไม่ต้องการมนุษย์ที่มีความผิดพลั้งมีชีวิตที่อาจไม่ถูกทำนองคลองธรรม พวกเขาและเธอทนมนุษย์เหล่านั้นไม่ได้ บนจอภาพยนตร์ (ซึ่งรับบทแหล่งมั่วสุมผู้ก่อการร้ายตลอดการ)ต้องมีแต่อริยชนเท่านั้น คนบนจออาจจะกิน แต่ไมปี้ ไม่ขี้ และหลับตาตายใต้กรอบศีลบธรรมทึ่มทื่อที่ไม่ตอบรับกับอะไรทั้งนั้นนอกจาทัศนะคับแคบบางประการ  

 

แม้เอเข้าจริงตัวหนังอาจจะเล่าเรื่องอย่างประดักประเดิด การแสดงในหนังแข็งเกร็งจนอาจทำลายพลังบางอย่างที่หนังมีลงไปบ้าง (หลายฉากของหนังน่าจะไปได้สุดทางภายใต้ฝีมือของนักแสดงที่แข็งแรงกว่านี้) ซึ่งดูเหมือนนี่จะเป็นปัญหารวมๆของบรรดาหนังอิสระจากsoutheast asia หลายๆเรื่อง ในขณะดียวกันสิ่งเกิดขึ้นบนจอในหนังก็ดูแข็งเกร็งราวกับว่าทุกสิ่งที่ตัวละครทำบนจอล้วนนำไปสู่ความหมายสำหรับขับเคลื่อนเรื่องราวและแสดงลักษณะบุคลิกของตัวละครซึ่งแข็งเกร็งไปมาก และเป็นตัวละครมากๆ  การขาดรายละเอียดเล็กๆน้อยๆซึ่งอาจไม่ได้สลักสำคัญอะไร หากแสดงสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้หนังถึงที่สุด นำไปสู่การเป็นหนังที่แข็งเกร็งจนเกินไป และตัวละครก็คาดเดาได้ในฐานะตัวละครไปสักหน่อย

 

อย่างไรก็ตามนี่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำคัยอะไรมากนัก ประเด็นสำคัญของหนังตรงและแรงพุ่งเข้าหาผู้ชมอย่างเต็มเหนี่ยว แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนจอจะไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกภาพยนตร์ แต่ในสังคม ‘ใต้พรม’ แบบสังคมไทย นี่นับเป็นหึ่งในหนังที่กล้าหาญมากทั้งในแง่ของการนำเสนอปัญหา ท่าทีของตัวหนัง และการ ไม่แสดงภาพสั่งสอน อันเป็นยาหอมในการประนีประนอมกับผู้ใหญ่ราวกับช่วยเขี่ยผงฝุ่นให้ท่านกวาดเข้าไว้ใต้พรมอย่างเรียบร้อยงดงาม

 

ตัวหนังนั้นไม่ได้พูดถึงครอบครัวที่ล่มสลายหรือชิงชังกันแต่อย่างใด (ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราไมชอบหนังแบบสุดๆ)  ดังที่ผู้กำกับกล่าวในช่วงตอบคำถามและในท่าทีของตัวหนัง ที่คือหนังที่แสดงให้เห็นว่า ครอบครัวครอบครัวหนึ่งซึ่งมีเยื่อใยต่อกัน รักกันต้องล่มสลายลงไป เพราะมันไม่เป็นไปตามกรอบนิยามความเป็นครอบครัวของสังคม การเป็นกะเทยแต่งหญิงของตัวละครตัวหนึ่งได้ทำลายบทบาทหน้าที่ที่ถูกบัญญัติขึ้นอย่างแกนๆด้วยโครงสร้างอำนาจนิยม และโครงสร้างนั้นเองที่หล่นลงมาทับอกตัวละคร  การที่พวกเขาต้องแบกแอกแห่งความอับอายที่มีผู้นำครอบครัวเป็นกะเทยแต่งหญิง  ในขณะเดียวกัน เป็นสังคมนี้เองที่ตีตรากะเทยแต่งหญิง ให้ผูกพ่วงเข้ากับความสำส่อน คลั่งเซกส์ ผิดศีลธรรม หนังตอกย้ำด้วยฉากที่เด็กหนุ่มจินตนาการว่าตัวเองได้ฆ่าธัญญ่า โดยในทุกครั้งที่เขาฆ่าเธอ เธอมักปรากฏตัวในฐานะของคนเสื่อมทราม ที่มีเซกส์สำส่อน หรือนอนดูหนังโป๊สำเร็จความใคร่ที่กลางบ้านโดยไม่กลัวใครมาเห็น (เอาเข้าจริงๆแล้วธัญญ่าแทบไม่ได้มีเซกส์กับใครทั้งสิ้น ทั้งหมดเป็นจินตนาการพาฝันของตัวเอง และจินตนาการที่น้องชายของเธอสร้าง ‘มโนคติ’เกี่ยวกับตัวเธอขึ้น)

 

การสะท้อนภาพแหลกเหลวของวัยรุ่นในหนังเรื่องนี้ก็ถูกนำเสนออย่างจริงจัง โดยไม่มีสายตาสั่งสอน  (สิ่งที่น่าสนใจมากเริ่มตั้งแต่การฉายภาพวัยรุ่นชนชั้นกลางที่หนีความทุกข์ภายในไปเที่ยวต่างจังหวัด ซึ่งจริงๆมันไม่ได้สำคัญอะไร แต่เรากลับรู้สึกว่ามันแสดงภาพการหนีทุกข์ของคนชั้นกลางยุคปัจจุบันได้ตรงมากๆ)  ภาพการขายตัวถูกนำเสนอตามที่มันเกิดขึ้น ไม่มีใครถูกบังคับให้ขายตัว พวกเขาทำสิ่งนี้โดยการตัดสินใจของตัวเอง และจ่ายเต็มราคาด้วยความทุกข์เศร้าภายใน (ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการแสดงภาพลงโทษคนขายตัวในหนังกระแสหลัก) ฉากที่งดงามมากฉากหนึ่งในหนังคือการที่เด็กสาวกุมมือคนรักของเธอกลับบ้านในความมืดหลังจากเธอไปขายตัวเป็นครั้งแรก  ชายหนุ่มคนรักของเธอถูกวางตัวว่าอาจจะมีสัมพันธ์กับธัญญ่า แต่หนังไม่ได้ขยายความในเรื่องนี้ บอกเพียงแต่ว่าเขาบริการบรรดาเกย์เพื่อแลกกับเงินใช้จ่ายในขณะเดียวกันเขารักคนรักของเขา แม้เขาจะต้องพาเธอไปขายตคัวก็ตาม บรรดาลูกค้าของน้องชายคนสุดท้องก็ถูกนำเสนออย่างหลากหลายทั้งนานะคนป่วยไข้ที่ต้องหลบเมียมาซื้อบริการเด็ก เกย์เปิดเผยที่เสนอตัวเลี้ยงดูเด็กหนุ่ม ทุกผู้คนในหนังมีเหตุมีผลเป็นของตัวเอง และยากที่เราจะไปตัดสินอะไรได้

 

ในขณะเดียวกันอาชีพของธัญญ่าก็มีความน่าสนใจมากๆ เธอทำงานเขียนหนังสือรับจ้าง เขียนหนังสือประเภท เรื่องลับสาวฮิสทีเรีย หรือเรื่องสาวไซด์ไลน์อะไรเทือกนั้น หนังสือที่ฉากหน้าเป็นหนังสือเตือนสติ ภัยใกล้ตัว แฝงประเด็นการเป็นหนังสือปกขาวอย่างแนบเนียน เธอนั่งเขียนหนังสือพวกนี้อยู่กับบ้านหาเงินมาเลี้ยงน้อง แต่สุดท้าย ‘เด็กๆ’ ของเธอ นั่นเองที่ตกเข้าไปสู่วังวนแบบสิ่งที่เธอเขียน   เธอนั่งเพิกเฉยกับเรื่องนี้อยู่กับบ้าน ทำเป็นลืมว่าที่สวนหลังบ้านมีแมลงลึกลับ ในที่สุดเธอกลายเป็นส่วนหนึ่งในการดึงคนทั้งครอบครัวลงไปสู่ปัญหา ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่ว่าแค่เธอเป็นกะเทยแต่งหญิง แต่เรื่องที่ว่าเธอเพิกเฉยต่อเรื่องทั้งหมดนี้

 

ฉากที่สำคัญที่สุดของหนังคือฉากพาฝันสุดขีดว่าด้วยการเปลี่ยนเพศข้ามเพศ ฉากการร่วมเพศหมู่ของเด็กสาวคนรักของเธอและน้องชายของเธอ  การสลับตำแหน่งแห่งที่ในการร่วมรัก การสลับข้ามเพศไปมา คล้ายภาพแทนสิ่งสำคัญที่สุดที่หนังต้องการบอก นั่นคือโลกนี้มีความหลากหลายทางเพศอยู่จริง และมันไม่ใช่สิ่งวิปริต มันมีอยู่ ถึงคุณไม่เคยรู้ก็จงรู้และเผชิญหน้ากับมันเสีย !

 

อย่างไรก็ตามดูเหมือนหนังจะยังยืนยันเรื่องความรักของครอบครัวที่อยู่เหนือกรอบคิดทางศีลธรรมใดๆ  ฉากการกลับมาของแม่ กลายเป็นฉากคลี่คลายเรื่องราวเพื่อแสดงให้เห็นว่าความรักของแม่ยังสามารถบรรเทาความเจ็บปวดที่ในที่วุดคนในครอบครัวได้หันมาทิ่มแทงกันเองเสียจนบาดเจ็บไปถ้วนทั่ว  การกลับมาของแม่ แสดงภาพความรักแบบแม่ลูก สายใยที่ยึดโยงในครอบครัวซึ่งเป็นสิ่งที่หนังยึดถือ แม้ตัวละครจะทำร้ายกันสักเพียงไหนอย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีเยื่อใยต่อกัน และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่กระทั่งกรอบศีลธรรมก็อาจทำลายไม่ได้ เพียงแต่การกลับมาอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวเช่นเดิม(ตามแบบหนังกระแสหลัก) นั้นเป็นทางออกที่เพ้อเจ้อเกินไป การที่หนังเลือกจบลงตรงนี้จึงดูเป็นทางออกที่เป็นจริงที่สุดเท่าที่หนังจะมอบให้ได้ และมันสวยสดงดงามอย่างยิ่ง

 

มีการเปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์

 

ขอเขียนสั้นๆถึงหนัง ด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด คือลองเล่าเรื่องนี้เสียใหม่  ทรายเล่นเป็นผู้หญิงบ้าคนหนึ่งที่สวมเสื้อวอร์ม ‘สีแดง’ วิ่งเตลิดหนีอะไรสักอย่างไปตามถนน โก๊ะตี๋รับบทเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัย ใส่ชุดฟอร์ม ‘สีเหลือง’ โก๊ะตี๋กำลังทะเลาะกับแฟนที่ไปมีแฟนใหม่ ตอนที่เขาไปรับเด็กแวนซ์ (และไม่ค่อยพอใจไอ้เด็กแวนซ์นี่นัก) ระหว่างซิ่งไปตามถนน โก๊ะตี๋ขับรถไปชนทรายโดยบังเอิญ เลยต้องหอบหิ้วไปโรงพยาบาล ที๋โรงบาล หมอบอกว่าทรายความจำเสื่อม และให้โก๊ะตี๋เป็นคนดูแลจนกว่าจะดีขึ้น พี่ปุ๊ยเล่นเป็นนายตำรวจชั้นผู้น้อยถูกโก๊ะตี๋ยกยอให้เป็นผู้กองคอยช่วยสืบว่าเปิดอะไรขึ้นกับทราย   และอีกคนคือ น้าค่อมเล่นเป็น ‘คนตาบอดที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองตาบอด’ ซึ่งเป็นผู้กุมความลับของเรื่องทั้งหมด

 

ขออนุญาตเฉลยเรื่องเลยแล้วกันเพราะมันสำคัญต่อการพูดถึงหนัง (กรุณาอ่านบรรทัดแรกของบทความถ้าเป็นโรคกลัวสปอยล์)  หนังเฉลยว่า ทรายเป็นนักกีฬาเขต ที่ประสบอุบัติเหตุระหว่างไปแข่งกีฬา ก่อนหน้านี้เธอเคยสาบานกับเพื่อนๆว่าจะไมทิ้งกัน แต่ในคืนนั้นทุกคนเมา น้าค่อมที่จริงเป็นคนขับรถ และความเมาทำให้ขับตกสะพาน เธอหนีออกมาได้โดยทิ้งเพื่อนไว้ให้ตายในรถที่น้ำท่วม แล้วเหตุการณ์นั้นทำให้น้าค่อมตาบอด

 

กล่าวอย่างง่าย น้ำจึงเป็นเรื่องของผู้หญิง(สวมเสื้อแดง) ที่จำไม่ได้แล้วว่าเคยมีเพื่อนต้องตายไป เธอได้รับความช่วยเหลือจากหนุ่ม(เสื้อเหลือง) ที่สัญญาว่า ‘เราจะไม่ทอดทิ้งกัน’ ในฉากไคลแมกซ์ พวกเขาซึ่งประกอบด้วย สาวความจำเสื่อมเสื้อวอร์มแดง หนุ่มกู้ภัยยุนิฟอร์มเหลือง คนตาบอดที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองตาบอดและตำรวจชั้นผู้น้อย ต้องผเชิญกับผีอาฆาต ในสนามกีฬาแห่งชาติ เขต 7 ที่คำว่าชาติหายไป จนเหลือคำว่าสนามกีฬา ‘แหงๆ’ และในที่สุด ทรายก็เรียนรู้ว่า เธอทำผิดที่ทิ้งให้เพื่อนต้องตาย แต่เพื่อนจะรู้ไหมว่าคนที่มีชีวิตรอดนั้นทุกข์ทรมานมากกว่าคนที่ตายไปเสียอีก เธอขอถอนคำสาบาน และจากนี้เธอจะไปเป็นกู้ภัยเสื้อเหลืองแล้วนะ แล้วเธอกับโก๊ะตี๋ ก็จะไปช่วยเหลือผู้คนแถวอนุสาวรีย์ปราธิปไตยในช่วง เอนด์ เครดิทของหนัง

 

มันเป็นหนังตลกๆธรรมดาเรื่องหนึ่งนั้แหละ เสียแต่ที่ว่ามันไม่ค่อยตลก ยิ่งพอตัดเอามุกตลกมาไว้ในตัวอย่างเสียเกือบหมด (แถมจังหวะจะโคนการตัดต่อดีมาก เนียนมาก ตลกมากกว่าของวจริง) มันเลยยิ่งทำให้หนังอ่อนกำลังลงไป อีกอย่างอาจจะเพราะโก๊ะตี๋ กับน้าค่อมไม่ได้รับโอกาสเล่นมุกสดในหนังเรื่องนี้เลย (หรือถ้ามีก็โดนตีดออก?) ทำให้มุกตลกในหนังแห้งลงไปเยอะเลย

ตัวประเด็นหลักของหนังแม้จะทำได้ไม่เลวแต่ก็ไม่มีอะไรใหม่

 

และเอาเข้าจริงหนังคงไม่ได้เป็นหนังการเมืองหรอกมั้ง ยังไงก็ตามช่วงท้ายของหนังให้อารมณ์คล้ายๆการอ่านบทความอ.ธงชัย ที่พูดรื่องหกตุลา อย่างไรก็ตามภาพรวมของหนังทั้งหมดก็ให้อาการที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง มันเป็นหนังแบบ ‘รักกันไว้เถิด’ น่ะ ที่น่าสนใจคือว่า ภัยคุกคามตัวละครในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่ ฆาตกร หรือปีศาจร้าย แต่เป็น ‘ผีของคนตายที่ไม่ได้รับความยุติธรรม’  และวิธีการประนีประนอมของหนังก็ไปได้ดี กับสภาวะ ทูเกทเตอร์วีแคน ส่วนไอ้คนที่ทำรถตกน้ำ ไม่ใช่คนตาสว่างนะเป็นคนตาบอด แถมไม่ยอมรับเสียอีกว่าตาบอด ตอนท้ายนางเอกปรองดองกับอดีต(ผี)ได้ บรรดาเพื่อนๆนักกีฬาผีพริตตี้พากันไปที่ชอบที่ชอบ ทุกอย่างไปได้สวย ทูเกทเตอร์วีแคนจริงอะไรจริง

 

แต่ก็นั่นแหละ หนังไม่ได้เป็นหนังการเมืองอะไรหรอกมั้ง เล่าแบบนี้มันสะดวกกว่าน่ะ เมาะจะดูกับ ชิงหมาเถิดด้วย มันสนุกสนานอะไรพอๆกัน