made-in-thailand

ในทะเลอันราบเรียบ กลับมีการเคลื่อนไหวไม่สุดสิ้น! และในชีวิตอันราบเรียบของเคียวอิจิ ก็มีเกลียวคลื่นถามโถมไม่สิ้นสุด และนั่นเริ่มขึ้นหลังจากเขาฆ่าผู้หญิงคนหนึ่ง

คุณนายเซโกะ ไม่ต้องทนกับคลื่นในใจอีกต่อไปแล้วเพราะเธอถูกเคียวอิจิซึ่งได้รับคำสั่งจากคุณ วิวัฒน์ สามี ของเธอ และนายขอเขา ให้ลงมือฆ่าเธอ ซึ่งเป็นภรรยาของเขา และเป็นชู้รักของเคียวอิจิ

หลังการฆาตกรรม เคียวอิจิถูกส่งตัวจากมาเก๊าไปภูเก็ต โดยโดยสารเรือ เข้าพักในห้องแคบๆที่ไม่มีอะไรใช้การได้ตามปกติสักอย่าง แถมอยู่ดีๆก็ถูกล๊อคขังไว้ในห้อง หลงทางตลอดเวลา สะเปะสะปะกลางมหาสมุทร

แต่ที่นั่นเขาพบกับน้อย แม่ลูกอ่อนท่าทางประหลาด ที่ไม่ค่อยสนใจลูกสาวตัวเล็กชื่อนิดเท่าไรนัก ทั้งคู่ผูกสัมพันธ์ประหลาดๆ จนกระทั่งเรือเทียบท่าที่ภูเก็ต

ที่นั่นเคียวอิจิเข้าพักโรงแรมเก่าๆ และเร่ร่อนไปตามซอกตึกมืเดสลัว บาร์ประหลาด ถูกซ้อม ถูกไล่ล่า และถูกพิพากษา โดยมหาสมุทร !

สองปีหลังจาก เรื่องรัก น้อย นิด มหาศาล เหล่าทีมงานหลักอันประกอบด้วย เป็นเอก รัตนเรือง ผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ผู้กำกับภาพ ปราบดา หยุ่น ผู้เขียนบท และ ทาดาโนบุ อาซาโน่ ดารานำ กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในหนังเรื่องนี้ ที่ยังคงว่าด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับความตาย และแม้ อารมณ์ของหนังจุถือเป็น ขั้วตรงข้าม- กับเรื่องรักน้อย นิด มหาศาล แต่หนังทั้งสองเรื่องกลับมีความสัมพันธ์อันไม่เกี่ยวเนื่อง มีความชิดใกล้อันไม่เชื่อมโยงกันอย่างยิ่ง

ดูเหมือนพี่คุ่น คนเขียนบท ยังคงหมกมุ่นครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องความตาย ไม่ว่าจะในหนังเรื่องนี้ หรือเรื่องก่อนหน้า ไล่ไปจนถึง นิยาย ฝนตกตลอดเวลา หรือเรื่องสั้นหลายๆเรื่องก่อนหน้า ( กระทั่งผลงานรวมเรื่องสั้นล่าสุดของพี่คุ่นชื่อ - ความสะอาดของผู้ตาย - !! ) พิจารณากันเฉพาะในบทภาพยนตร์ ในเรื่องรักน้อยนิดมหาศาล หนังพูดถึง เคนจิ หนุ่มบรรณารักษ์ ผู้หมกมุ่นกับการฆ่าตัวตายก่อนจะค่อยๆอยากกลับจะมีชีวิตอยู่อีกครั้งหลังจากพบกับสองพี่น้อง นาม น้อย และ นิด

แต่น้อยและนิด ใน คำพิพากษาของมหาสมุทรกลับทำหน้าที่ตรงกันข้าม เพราะในครั้งนี้ เคียวอิจิ เริ่มต้นจากการฆ่าผู้อื่น และอยากจะมีชีวิตอยู่อย่างยิ่ง ก่อนที่การพบกับ น้อย และนิด (แอบคิดเพ้อเจ้อว่า นิดใน เรื่องรัก น้อยนิดฯ ตายแล้วกลายมาเป็นลูกสาวของน้อย) กลับทำให้ ในที่สุด เคียวอิจิ ตัดสินใจเกี่ยวกับความตาย

และในขณะเดียวกัน จิ้งจกเดียวดายใน คำพิพากษาฯ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าในนิทานเด็ก (ที่ไว้แทนตัวเคนจิ อีกต่อไป) แต่กลับกลายเป็นมือปืน บ้าคาราโอเกะ (ซึ่งในบางส่วน ชวนให้ใคร่ครวญถึงบทของพี่ปั่น ใน ฝันบ้า คาราโอเกะ และบางทีเขาอาจชื่อ เคนจิก็เป็นได้ ) ผู้ซึ่งพร่ำบ่น ว่าเขาชอบเคียวอิจิ แต่ก็ไล่ล่าเขาด้วย

ดูเหมือน คำพิพากษาฯ จะยืนอยู่ในฝั่งตรงข้ามกับ เรื่องรัก น้อยนิด ฯ ในส่วนรายละเอียด แต่ในเมื่อมันเป็นส่วนกลับของกันและกัน ใช่หรือไม่ที่ทั้งสองเรื่อง ล้วนยึดโยงอยู่ในแก่นเรื่องเดียวกัน อย่างเช่นการใคร่ครวญหวนไห้และพิจารณาถึงความตาย

ชายผู้หลงทางตลอดเวลา

ดูเหมือนหนังจะเล่นสนุกกับการ ติดบ่วงกรรม- ของเคียวอิจิอย่างสนุกสนาน เพราะหลังจากเขาฆ่าคน หนังก็ปล่อยให้เคียวอิจิต้องหลงทางตลอดเวลา กล้องทิ้งเขาไว้ในทางเดินแคบๆวกวน ที่เชื่อมต่อกันราวกับเขาวงกต ทั้งในห้องพักใต้ท้องเรือ ตรอกซอกซอยเก่าๆในภูเก็ต หรือโถงทางเดินในโรงแรม หลังจากเขากระทำการฆ่า เขาก็หลงติดอยู่ในเขาวงกตที่ไร้ทางออก

คนรู้จัก คนไม่รู้จัก

เคียวอิจิพบกับคนไม่รู้จักบนเรือ นั่นคือน้อยและนิด ผู้ซึ่ง สนิทสนมกับเคียวอิจิอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะที่ฉากหนึ่งเคียวอิจิ พบเพื่อนเก่าในลิฟท์ แต่เขาสกลับจำไม่ได้ เคียวอิจิคิดเสมอว่า เขากำลังจะไป-มีชีวิตใหม่- เขาถึงขั้น เชื่อด้วยซ้ำ ว่าการฆ่า คือการปลดปล่อยตัวเขาไปสู่ชีวิตใหม่ เขาจึงปฏิเสธที่จะจดจำอดีต เขาจึงจำเพื่อนเก่า ( ผู้ซึ่งในที่สุดก็พาเขากลับเข้าไปในทางเดินวกวนใต้ท้องเรืออีกครั้ง) อดีตที่ตามหลอกหลอน กับอนาคตที่ไปมาเหมือนลมพัด ( น้อยกับนิด มักปรากฏตัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เสมอ) ดูเหมือนเคียวอิจิจะติดอยู่ตรงกลางระหว่าง อดีตกับ อนาคต ความตายกับการมีชีวิตอยู่เสียแล้ว

ข้างนอก ข้างใน

ในฉากหนึ่ง เคียวอิจิถูกล๊อคปิดตายไว้ในห้องของตัวเอง เขาโทรศัพท์ไปร้องขอความช่วยเหลือ แต่ปลายสายกลับเอาแต่ถามว่า คูณต้องการจะเข้าไปข้างในหรืออกมาข้างนอก แม้เขาจะตอกย้ำว่า เขาติดอยู่ในห้อง แต่ปลายสายยังคงถาม คุณจะเข้าไปข้างในหรืออกมาข้างนอก

เคียวอิจิเชื่อมันว่า การฆ่าจะทำให้เจขาได้รับการปลดปล่อย ( จากบอส หรือไม่ก็จากความผิดบาปที่ไม่ซื่อสัตย์กับบอส ) เขาคิดว่าการฆ่าจะ นำเขา ออกไปข้างนอก (ซึ่งเขาก็ได้ไปจริงๆ ) หาก การเดินทางออกไปข้างนอก ก็ไม่ได้ถึงอิสรภาพหรือการปลดปล่อยเสมอไป เพราะหลังจากการฆ่า กล้องกลับพาเคียวอิจิไปอยู่ในพื้นที่ปิดล้อมในแทบทุกฉาก ห้องในเรือ ห้องในโรงแรม ทางเดินแคบตามตรอกซอกซอย หนำซ้ำ ภาพ หลังกาฆ่ากลับมืดสลัว มัวหมองลง ราวกับถ่ายภาพผ่านน้ำขุ่นๆ สกปรก (ขอบคุณ การจัดแสง ของ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ที่กดให้หลัง แห้งแล้ง และมืดหม่น สิ้นดี จนต้องไปรับชมหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ จึงจะเหมาะสมที่สุด (หนังอีกเรื่องที่เพิ่งฉายไปและใช้วิธีการนี้ อย่างน่าทึ่งมากๆๆๆๆคื อthe sun ของ alexander sokurov ) การฆ่า ไม่ได้นำเคียวอิจิออกไปข้างนอก อย่างที่เขาคิด มันกลับทำให้เขาติดอยู่ข้างใน และไม่สามารถจะออกไปได้ แม้จะเรียกร้องความช่วยเหลือสักเท่าใดก็ตาม

คาราโอเกะ

ลิซาร์ดชอบร้องคาราโอเกะ และแนะนอนเพราะเขาเป็นคนญี่ปุ่น เขาจึงร้องแต่เพลงญี่ปุ่น ซึ่งนั่นน่าสนใจมาก เพราะ ในขณะที่บนเรือ ครั้งหนึ่งเราจะได้ยินเสียงเพลงไทยเก่าแก่ แต่พอมาถึงภูเก็ตเราจะได้ยินแต่เพลงญี่ปุ่น (ไม่นับว่าในตอนแรก ที่เกิดขึ้นในมาเก๊า เคียวอิจิเปิดเพลงฝรั่ง ) หนำซ้ำ ในฉากเต้นรำ เรากลับไม่ได้ยินเสียงเพลง ความผิดที่ผิดทางของเพลงประกอบทำให้สถานการณ์แปลกแปร่ง หนำซ้ำ ดนตรีประกอบของหนังก็ถูกปล่อยเข้ามาเป็นห้วงๆ ล่องลอย เจือกับเสียงประกอบประหลาดๆ ของเสียงโดยรอบ (และความพิเศษทาง คลื่น เสียง นี้ ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ควรชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในโณงภาพยนตร์เท่านั้น )

มหาสมุทร พิพากษา

ฉากหนึ่งในบาร์ เคียวอิจิพูดคุยกับบาร์เทนเดอร์ ชาวญี่ปุ่น ผู้ตัดสินใจมาทำงานในเรือโดยไม่พบผู้คน เพราะต้องการ-ไถ่บาป ให้ตนเอง (ขณะที่เคียวอิจิไถ่บาปด้วยการพยายามดื่มนมสด และเป็นคนดี) ทั้งคู่พูดคุยกันเรื่องทะเล บาร์เทนเดอร์บอกว่า ทะเลไม่เคยตัดสินเขา เขาแค่จ้องมองทะเล และทะเลมองตอบกลับมาก ในขณะที่เคียวอิจิกลับบอกว่า เขากลับรู้สึกถูกตัดสินตลอดเวลา หนังเกิดขึ้น บนเรือ หรือบนเกาะ ในสถานที่ติดทะเล แต่ตลอดทั้งเรื่อง เราแทบจะไม่มีโอกาสได้เห็นทะเลเลย เว้นแต่ในบางฉาก ที่จู่ๆ ภาพก็ตัดไปสู่ท้องทะเลอันนิ่งสงบ (แต่บ่อยครั้งมากที่เราได้เห็นสระน้ำ ทะเลเทียมๆ ทั้งในโรงแรม และในบาร์โรงแรมเพริ์ล ที่สักวันหนึ่งผมจะเข้าไปดูว่ามีสาวกึ่งเปลือยมาเริงระบำเช่นนั้นจริงหรือไม่ ) และแน่นอน ในความสงบนั้นกลับเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวไม่สิ้นสุดโดยเกลียวคลื่นที่มองไม่เห็น!

เอาเข้าจริง หากมหาสมุทรจะมีคำพิพากษาให้เคียวอิจิ คำพิพากษานั้นอาจไม่ใช่ความตาย เพราะ ที่ภูเก็ต เคียวอิจิถูกยิงตกทะเลไป แต่เขากลับมีชีวิตรอดมาได้ มหาสมุทรที่แท้จริงไม่ได้ทำหน้าที่พิพากษาผู้ใด มีแต่มนุษย์ที่พิพากษากันเอง เมื่อเคียวอิจิกลับมาล้างแค้นด้วยตรรกะง่ายๆเกี่ยวกับความร้ายกาจของบอส มีเพียงมหาสมุทรในห้วงใจของเราเองเท่านั้นที่พิพากษาเรา และคำพิพากษาสำหรับความตาย และ การมีชีวิตอยู่นั้น ไม่อาจตัดสินด้วยตรรกะ อันยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง เหมือนที่เคียวอิจิคิดในเบื้องต้น และบางที เคียวอิจิ อาจ ตาย ไปตั้งแต่ตอนเขาลงมือฆ่าเซโกะ การไถ่บาปที่ไม่มีทางทำสำเร็จ ไม่ได้ปลดปล่อยเขาไปสู่อิสรภาพ หากกักขังไว้ด้วยคลื่นสำนึกบาปอันถาโถมไม่รู้จบ

เมื่อฉัน พิพากษา มหาสมุทร

***** นับจากบรรทัดนี้เป็นความเห็นส่วนตัว (ซึ่งจริงๆทั้งบทความนี้ก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าความเห็นส่วนตัว) จากการมองหนังในภาพรวม ซึ่งอาจไม่ถูกต้องไม่จริง หรือไม่เป็นที่ยอมรับ เป็นเพียงข้อสังเกต อันสามัญของคนดูหนังสามัญเท่านั้น******

การกลับคืนมาในครั้งนี้ของ เป็นเอกและ พี่คุ่น เป็นการพบกันครั้งที่น่าสนใจยิ่ง เพราะโดยส่วนตัวผมเชื่อว่า หากเป็นเอก และ ปราบดา จะหาเรื่องที่ลงล๊อคกันได้ มันอาจไม่ใช่เรื่องหวานๆแบบเรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล มันควรจะเป็นเรื่องร้ายๆ แบบ คำพิพากษาของมหาสมุทรนี่แหละ ซึ่งแน่นอนการพบกันครั้งนี้ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะเป็นเอก ซุกซ่อนเรื่องราวอชญากรรม และอารมณ์ขันร้ายๆแบบที่ตัวเองถนัด เอาไว้ใต้การเดินเรื่องอันนิ่งเนิบ และดูราวสิ้นไร้เรื่องราว (ทั้งที่เรื่องจริงน่าต่านเต้นอย่างมาก ) หนังปล่อยอารมณ์ขั้นร้ายๆออกมาถูกที่ถูกจังหวะ จนเราต้องแอบเปล่งเสียงหัวเราะหึๆ ไปตลอดการรับชม (เพราะมันเป็นเรื่องขำขันที่ขื่นขมอยู่ไม่น้อย )

การแสดงของ ทาดาโนบุ อาซาโน่ ในเรื่องนี้ถือเป็นของหวาน เพราะโดยทั่วไป อาซาโน มักติดอยู่กับบท ชายประหลาด ที่ทำหน้าตาไม่รับรู้โลก (ส่วนหนึ่งมันทำให้เขากลายเป็นดาราที่ประสบความสำเร็จเพราะเขาทำได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ส่วนหนึ่งมันก็ยังน่าเคลือบแคลงว่าหากเลยพ้นไปจากบท ชายประหลาด เขาจะสามารถรับบทอื่นๆได้ดีเท่านี้หรือไม่) มาในครั้งนี้ ใบหน้าที่ดูไร้ความรู้สึกของอาซาโน่ กลับกลายเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อตัวหนัง เพราะนอกจากคนดูจะไม่สามารถรับรูว่า ตัวละครกำลังคิดอะไร ใบหน้าอมทุกข์อันนิ่งงันทำให้เราไม่สามารถเอาใจช่วยตัวละครได้ (ซึ่งก็สมควรแล้ว เพราะที่จริง เคียวอิจิคือคนชั่วช้าเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง ) เราเพียงมองดูคนร้ายกาจผู้หฯง สำนึกบาป ของตน แต่ไม่อาจไถ่บาปคืน (ถ้ามันเป็นหนังฮอลลีวู้ด คงมีตอนจบระเบิดเถิดเทิง) หนำซ้ำยังสำนึกได้ว่าคนบาปที่สุดคือตัวเองนั่นแล สีหน้าอมทุกข์ บวมข้ำ (จากการถูกตื้บ) ทำให้หนังปิดกั้นคนดูอย่างยิ่งส่งผลให้ ชะตากรรมของตัวละครเป็นเพียงผลรวมของกรรมที่เขาก่อขึ้นมากกว่าจะมุ่งหาอารมณ์สะเทือนใจ (ซึ่งในกรณีนี้ทำให้บางคน(เช่นผม) ชอบหนังอย่างมาก และบางคนเกลียดหนังอย่างมาก)

และยังคงเป็นเช่นหนังเรื่องอื่นๆของเป็นเอก หนังมักมีตัวละครที่มีบุคลิกประหลาดๆ ใน เรื่องตลก 69 เรามีมือปืนที่ร้องให้ในเพลงศรคีรี และ เจ้าพ่อที่ชอบอมซูกัส ในฝันบ้าเรามีเพื่อนนางเอกปากร้าย และพระเอกทึ่มๆ พอมาในเรื่องนี้ เราจึงมี ลิซาร์ด เซียนโอเกะ และมีเคียวอิจิที่พยายามอย่างยิ่งที่จะส่งโปสการ์ด กลายเป็นโลกเฉพาะของเป็นเอก ซึ่งซ้อนทับกับโลกเฉพาะที่มักอยู่ในงานของพี่คุ่น ตัวละครมึนชา หนืดเนือยผู้เป็นนักคิด และเผลอติดกับความคิดตนเอง

โดยรวมหนัง ประดิษฐ์- น้อยลงเมื่อเทียบกับ เรื่องรักน้อยนิด มหาศาล หนังเรื่องก่อนหน้า (ที่ผมชอบมากเช่นกัน) ที่เราจะเห็นอารมณ์ประดิษฐ์ออกกมาหระปรายจนหลายครั้งดู- จงใจ-จะเหงา จะเศร้า จะเท่ แม้คราวนี้ ความจงใจยังมีให้เห็น แต่ก็ดูกลมกลืนไปตามสถานการณ์สำนึกบาปอันแสนขมขื่นและขบขัน

ในส่วนของตัวละคร พี่คุ่น นิยมให้ตัวละครของพึคุ่นเป็นคนฉลาด ในเรื่องรัก เราเห็น ตัวละครพูดอะไรฉลาดๆออกมาบ่อยๆ จนบางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า มันฉลาดไปไหม แต่ในฐานะของการสร้าง โลกเฉพาะ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสมจริง และเราไม่ได้กำลังดูหนังของสองพี่น้องดาร์แดง อันสมจริงจนน่าขนลุกอยู่ ( โดยส่วนตัวผมมองว่า หนังเรื่องนี้คือส่วนผสมของหนังร้ายกาจของพี่น้อง โคน ที่สร้างโดย ไฉ้หมิงเลี่ยง แต่เป็นเวอร์ชั่นไม่โป๊ ) ข้อด้อยนี้จึงกลายเป็นเสน่ห์ของหนัง ไป หลังหนังจบ เรามีข้อความให้โควต หยิบมาเป็นวรรคทองได้เยอะแยะไปหมด มาถึงใน คำพิพากษาฯ ตัวละครของพี่คุ่น ดูเหมือนจะฉลาดน้อยลงแล้ว (ประเด็นหนึ่งเพราะหนังแทบจะทิ้งอาซาโน่ไว้คนเดียวเกือบทั้งเรื่อง) แต่บางครั้งก็เผลอพูดอะไรฉลาดๆ ออกมา โดยเฉพาะในฉาก คำพิพากษาของทะเล ซึ่งในทางหนึ่งมันเป็นฉากที่ผมชอบมาก ๆๆ(เพราะมันเท่มาก) แต่ในทางหนึ่งมันก็โดดออกมาจากตัวหนังไม่น้อยเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม นี่คือหนังที่ผมชอบมากที่สุดในรอบสามเดือนนี้(ซึ่งกระทั่งมี BKIFF และหุบเขาเร้นรักเข้าฉายด้วย!) ผมไม่อาจบอกว่าการชมภาพยนตร์เรื่องนี้คือความรื่นรมย์ เพราะไม่มีใครหน้าไหนจะรื่นรมย์ไปกับการสำนึกบาปของคนร้ายกาจได้ หากจะมีความรู้สึกที่ใกล้เคียง การรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เหมือนกับการลอยคอกลางมหาสมุทรแห่งความสำนึกบาป เกลียวคลื่นไร้รูป ที่ถาโถมเข้ามา ทั้งปลอบโยน และฉุดดึงเรา ลงสู่มรณกรรมสำนึกบาป อันทั้งแสนรื่นรมย์ และขมขื่น

เวบไซต์อย่างเป็นทางการของหนังครับ

http://www.fivestarent.com/invisiblewaves/

ฝากข่าวเพิ่มเติม เชื้อเชิญ

ขอเชิญร่วมลงชื่อ "สนับสนุนการปฏิรูปการเมืองของประชาชน"

ได้ที่นี่ครับ

http://www.bioscopemagazine.com/webboard/index-in.php?id=27123


edit @ 2006/03/10 21:18:49

-เรื่องที่ไม่ได้เล่า-คือหัวใจของหนังที่เล่ารเองน้อนยจนแทบเมือนไม่มีเรื่องเรื่องนี้
ในหนังมันเป็นเพียงหนึ่งวันธรรมดาของมิน หนุ่มพม่าหนีเข้าเมือง รุ่ง สาวโรงงาน และป้าอร หญิงวัยกลางคนที่รุ่งจ้างให้ดูแลมิน
มินไปหาหมอเรื่องผื่นคันทั่วตัวแต่มีนัยยะแอบแฝงในการไปขอใบรับรองแพทย์ ไปหารุ่ง ไปเที่ยวน้ำตกกัน
เรื่องทั้งหมดมีเท่านั้น
แต่-เรื่องที่ไม่ได้เล่า-ต่างหากที่เป็นประเด็นหลักในหนังเรื่องนี้
เพราะหนังใช้ชื่อว่าสุดเสน่หา สิ่งที่หนังเล่าถึงจึงไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากความ-เสน่หา - อันแสนสามัญของมนุษย์ธรรมดา
หนังเลือกใช้ตัวละครที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปจนกลายเป็นจืดชืดน่าเบื่อ
ไม่ว่าจะเป็นนางเอกของเรื่องที่ไม่ว่าอย่างไรก็ดูเหมือนสาวโรงงานหน้าตาบ้านๆ
พระเอกที่มีหน้าตาเป็นหนุ่มพม่าเต็มร้อย
ยิ่งป้าอรด้วยแล้วแทบจะเป็นตัวแทนของผู้หญิงกลางคนสามัญประจำประเทศนี้เลยด้วยซ้ำ
แต่ก็น่าแปลกเรื่อเล่าของคนสามัญเหล่านี้มักไม่เคยได้ขึ้นจอหนังบ่อยนัก
และเวลาอยู่บนจอก็มักเต็มไปด้วยภาพลักษณ์ปรุงแต่งจนดูเหมือนภาพเหมารวมากกว่าจะเป็นคนที่มีเลือดเนื้อจิตวิญญาณ
แต่ในหนังเรื่องนี้กลับเลือกที่จะเปิดเผยด้านลึกของผู้คนเหล่านี้และที่เหนือชั้นขึ้นไปคือแทนที่จะโยนอะไรใส่หน้าเราตรงๆ
หนังกลับปล่อยให้เราติดตามตัวละครของหนังที่ใช้ชีวิตแบบเดียวกับที่เราใช้
ขณะนั่งดูหนังผมนึกขึ้นได้ว่ายอมรับเถิด
ชีวิตเราไม่ได้หวือหวาอะไรแบบในหนังเรื่องอื่นๆ
มันประกอบด้วยภาวะเรื่อยเฉื่อยเหมือนในหนังเรื่องนี้นั่นแหละ
ยิ่งกับภาวะ -เสน่หา-ด้วยแล้ว
หนังให้ภาพที่สุดของความเสน่หาเพียงภาพจับใบหน้านิ่งของหญิงสาวที่นอนเคียงข้างชายคนรัก จนเคลิ้มลอยหลับไป
ภาพนิ่งเนิ่นานราวเจ็ดนาทีอาจชวนให้อึดอัด(หากใครนั่งดูคนค่อยๆเคลิ้มหลับไปได้โดยไม่รู้สึกอะไรที่ต้องนิ่งนานขนาดนั้นก็คงแปลก)
แต่นี่คือหมัดเด็ดของเรื่องที่ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ เมื่ออากาศระหว่างเฟรมจะชวนให้เราใคร่ครวญถึง
สุดเสน่หาของเราเอง
มันคืออะไร
เพศสัมพันธ์จืดชืดแกล้มฝรั่งกลางป่า นอนมองท้องฟ้าผ่านช่องระหว่างใบไม้
หนุนตักคนรัก มองดูมือตัวเองผ่านน้ำตก หรือบางทีแม้แต่การนอนสูบบุหรี่ร้องให้ ก็อาจเป็น-สุดเสน่หาประการหนึ่ง
หลุดพ้นไปจากแก่นแกนของเรื่องแล้ว
หนังมีจุดน่าสนใจตรงที่เหมือนหนังจะเสียดเย้ยสังคมอยู่ในที
ฉากแรกของหนัง บทสนทนาระหว่างหมอกับคนไข้อันแสนจะแห้งแล้งวางอำนาจนั่นถูกใจผมมาก
เพราะผมพบว่าในชีวิตจริง บทสนทนาแบบนี้จริงเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
voice over ของมินก็เช่นกัน(ชอบจังที่เป็นภาษาพม่า เพราะคนพม่าที่ไหนจะพูดกับตัวเองเป็นภาษาไทย)
voiceoverของมินพูดถึงชะตากรรมของพม่าหนีเข้าเมือง แม้จะเป็นเพียงประโยคสั้นๆ
และความใฝ่ฝันซ้ำๆแบบที่เรามักได้ยินผ่านรายการสารคดีชีวิต
แต่นั่นก็เป็นเรื่องจริงอีกเรื่องที่เรามักพร้อมจะผ่านเลย
นอกจากมิน รุ่งกับป้าอรก็ตกอยู่ในสถานะไม่แตกต่างกัน
รุ่งถูกกดขี่โดยเจ้านายในโรงงาน
และป้าอรเองก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของสามีเช่นกัน
พอคิดย้อนกลับไปก็ชวนให้นึกได้ว่าโดยมากตัวละครเหล่านี้ในหนังมักถูกเล่าในสภาวะของความระทมทุกข์
และทางออกอันมีแสงสว่างเพียงน้อยนิด (ไล่ตั้งแต่หนังสาวลำเค็ญของ ลารส์ วอนเทียร์ ไปจนถึงหนังไทยในอดีตที่ว่าด้วยชีวิตรันนทด)
แต่ในหนังเรื่องนี้กลับฉายภาพด้านเฉพาะที่เป็นความสุข โดยเลือกจะเล่าความทุกข์เหล่านั้นอย่างผ่านเลย

ผลลัพทธ์คือหนังแหกทุกสูตรคิดเกี่ยวกับหนังบนโลกนี้ปล่อยให้เรื่องราวเล่าตัวเองเพียงน้อยนิด และเรื่องที่ไม่ได้เล่า(ซึ่งมักเป็นเรื่องของเราเองที่โยงเข้ากับหนังต่างหาก)มีพื้นที่ว่างมหาศาล ในการเล่าตัวเอง
และแม้รูปโฉมของหนังอาจไม่สวยงาม
จังหวะของหนังอาจเชื่องช้าอืดอาด(ช้ากว่าหนังเฮียไฉ้อีก)
จึงไม่แปลกที่หลายคนจะไม่ชอบ และเลยไปถึงขั้นเกลียด
แต่หนังก็บรรลุวัตถุประสงค์ของมันแล้ว
อาจเรียกได้ว่า ความไม่สมประสงค์อันแสนสวยงาม
เป็นเสน่หา ประการหนึ่งที่หนังมี
โดยไม่เกี่ยวกับรางวัลพ่วงท้ายจของหนังหรือการแบ่งแยกรสนิยมของคนดูแต่อย่างไร
...............................................

ชีวิต แ ม่ ง ! บัดซบ

แมน หัวปลา รำพึงประโยคนี้ออกมาครั้งหนึ่ง

และนั่นดูเหมือนจะเป็นคำพูดแทน คนทุกคนที่อยู่ในสารคดีเรื่องนี้

สารคดี เสือร้องให้- เล่าเรื่องของชีวิตบรรดาลูกอีสานที่เข้าเมืองมาหา-ชีวตที่ดีกว่า-ในกรุงเทพ

เพื่อจะพบว่าบางทีมันอาจไม่มีอยู่จริง

หนังติดตามชีวิตของ แมน หัวปลา เด็กหนุ่มที่เข้ามาเป็นคนโบกรถในร้านอาหารซีฟู้ด และชีวิตระหกระเหินของเขา จากคนงานชั้นล่าง ไปเป็นเด็กเก็บของในคณะตลก ถูกทดสอบความเข้มแข็งของชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า

หรือ เนตร ผู้ผันตัวเองจากการเป็นกุ๊ก เขาบอกแม่ว่ามาเป็นดารา ทั้งๆที่ที่จริงมาเป็นสตั้นท์แมน เจ็บแทนคนอื่น และเป็นตัวประกอบอดทน ในหนังเรื่องต่างๆ

หรือพี่อ้อย คนขับรถแทกซี่ ผู้มีความใฝ่ฝันเพียงอยากขับรถบรรทุก

หรือ พรศักดิ์ ส่องแสง นักร้องดังผู้ผ่านทั้งช่วงชีวิตรุ่งโรจน์ และโรยรามาแล้ว

..........................................

และงานสารคดี ผีมือ สันติ แต้พานิช อาจ เฝ้าติดตามชีวิตของคนชั้นล่างที่ไม่ได้เป็นคนประสบความสำเร็จใดๆ

ชีวิตเล็กๆที่ดิ้นรนอย่างเงียบเชียบหนักหน่วงเพียงเพื่อสิ่งที่ดีกว่าทั้งสำหรับตัวเองและครอบครัว

ในโลกใบที่เขาไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่ได้กระทั่งเป็นส่วนหนึ่ง

หนังใช้ตัวเอกหลักๆสามตัว ในฐานะของคนยากจน รู้น้อย และไม่สามารถไปได้ไกลในโลกที่ถูฏขับเคลื่อนโดยทุน และระบบการศึกษาบูดๆเบี้ยวๆ

ชีวิตของแมน เนตร และ พี่อ้อย เป็นเพียงแรงงานที่ถูกมองอย่างไร้ค่า

ภาพผ่านของผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่เราไม่เคยแม้จะใส่ใจเหลียวมอง

ราวกับว่าไม่เคยมีอยู่

พรศักดิ์ ส่องแสง

หนังแทรกชีวิตของตัวเอกทั้งสามด้วยการสัมภาษณ์ พรศักดิ์ ส่องแสง นักร้องเพลงลูกทุ่งผู้เคยโด่งดัง ในอดีต เคยเล่นดนตรีมาแล้วทั่วโลก และเคยร่วงโรยสู่จุดจากพรากของชื่อเสียง

พรศักดิ์ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับ เนตร แมน หรือ พี่อ้อย

แต่เขาอยู่ในฐานะผู้เคยแผ้วถางทางมาก่อน เรียนรู้สุขทุกข์มาก่อน

แววตาโชนประกายยามพูดถึงความสำเร็จในอดีต และเงียบเชียบ เจ็บปวดยามพูดถึงอนาคต

พรศักดิ์ทำหน้าที่สรุป ที่มา และที่ที่จะไปของบรรดาผู้ดิ้นรนทั้งหลาย

เมื่อเขาเฝ้าฝันถึงการกลับบ้านเกิด (ขณะถูกสัมภาษณ์ในห้องของโรงแรมม่านรูด) และพูดถึงสังคมที่ สวมมงกุฎ-เข้าหากัน

บางครั้งความสำเร็จไม่ได้มีแต่ด้านสวยงาม

ในช่วงท้ายหนังอาจดูราวกับจบลงอย่างสวยงามเมื่อทุกคนได้เป็นอย่างที่อยากเป็น

แต่ใช่หรือไม่ที่มันแลกมาด้วยการสูญเสียแม่ ของ แมน การสูญเสียเพื่อนของเนตร ภาพความสูญเสีย เอาเข้าจริงมีขนาดใหญ่โตและส่งผลกระทบมากกว่าความสำเร็จของพวกเขาความสำเร็จเพียงเล็กน้อยอาจเป็นเพียงแค่น้ำหล่อเลี้ยงให้พวกเขามีชีวิตสืบต่อ เพื่อก้าวข้ามความเจ็บปวดนั้น

เพลงลูกทุ่งร่วมสมัย

หนังเรื่องนี้โดดเด่นด้วยการเลือกใช้เพลงลูกทุ่งร่วมสมัยเป็นหัวใจหลักในการเดินเรื่อง

บางเพลงบอกเล่าชีวิตเปลี่ยวเหงา บางเพลงบอกถึงการกลับบ้าน บางเพลงเล่าถึงความรักหักพัง ตัวเอกเกือบทั้งหมดชอบร้องเพลง เพื่อคลายความทุกข์เศร้า และทุกเพลงที่หนังเลือกมา ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นเพลงๆหนึ่ง แต่ยังสะท้อนถึงชีวิตของพวกเขาได้จริงจนเจ็บอีกด้วย

และนี่คือหน้าที่ และ อำนาจ ที่เพลงลูกทุ่ง มีต่อสังคมไทยมาตลอด

และเพลง คิดถึงพี่ไหม- เพลงเก่าแก่ของ ศรคีรี ศรีประจวบ ซึ่งถูกเลือกมาเป็นเพลงปิดระหว่างการกลับบ้านของพวกเขา ไม่ได้มีความหมายแค่ชายหนุ่มร้องให้หญิงคนรัก ภาพท้องฟ้าที่เปิดกว้าง (ขณะที่ตลอดเรื่องภาพท้องฟ้ามักถูกปิดกั้นตลอดเวลา และเนื้อหาเพลงที่พูดถึงความคิดถึงชองคนไกล ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลง ที่เศร้าหมอง และสวยงามอย่างร้ายกาจ (สารภาพว่าผมน้ำตาซึมใส่เพลงนี้เป็นคำรบสอง หลังจาก มนต์รักทรานซิสเตอร์ เคยเลือกเพลงนี้มาบีบหัวใจผมก่อนหน้านี้)

บ้านที่กลับไม่ได้และหน้าต่างที่เล็กแคบ

หนังเล่าถึงตัวละครผู้ดิ้นรนในเมืองหลวง

คิดถึงบ้านทุกลมหายใจแต่ไม่อาจกลับไปได้

เพราะการล่าถอยกลับบ้านของพวกเขา ไม่ได้มีความหมายแค่การกลับไปพักผ่อนชั่วครู่ชั่วยาม แต่มันหมายถึงความล้มเหลวของการต่อสู้ แมนบอกว่า อายเขาที่ไม่มีเงิน มันไม่ได้หมายความอย่างง่ายเพียงแค่ว่าเรื่องของการเห็นแก่เงิน แต่มันหมายรวมเอาถึงศักดิ์ศรีของนักสู้อีกด้วย เมื่อจากไปก็ไม่ควรหวนกลับจนกว่าจะประสบชัยชนะ

และในทุกการเล่าเรื่องกล้องมักแพนภาพไปยังบานหน้าต่าง

ในห้องของแมนมีเสื้อผ้าแขวนติดราวลูกกรง ในห้องของพรศักดิ์ มีม่านเก่าแก่ขาดวิ่น นอกกระจกรถพี่อ้อยท้องฟ้าบนถนนกรุงเทพถูกซ้อนทับด้วยทางด่วนยกระดับ ปิดฟ้าสีส้มจนหมองเศร้า

บานหน้าต่างคือทางออกสู่อิสรภาพของการมีชีวิต ทางออกนั้นก็ช่างเล็กแคบ และเจ็บปวดเกินกว่าจะก้าวพ้นได้โดยง่าย

ขณะเรามองดูชีวิตของพวกเขา มีคำถามผุดขึ้นในใจว่าทำไมเพวกเขาถึงต้องมาที่นี่ ทำไมพวกเขาจึงไม่อยู่-บ้านเกิด- ของตัวเอง

เพื่อความร่ำรวย เพื่อชื่อเสียงหน้าตา เพื่อเงิน เป็นเหตุผลง่ายๆที่อาจมีคมมากพอจะบาดทุกผู้คน

เพราะลึกลงไปภายใต้เหตุผลเหล่านั้น ซ่อนนัยยะทางการเมืองหลายประการเอาไว้

ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งว่า ที่แท้ นี่อาจเป็นภาพความบิดเบี้ยวของโลกที่ถูกขับเคลื่อนด้วยระบบทุน

เราอาจไม่ได้เห็นบ้านเกิดของพวกเขา แต่เราเองคงรับรู้อยู่เต็มอก ว่าทุกข์เข็ญ แร้นแค้นของชนบทเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และไม่ได้รับการแก้ไขไดๆนอกจากการกระทำซ้ำซ้อนโดยรัฐ นอกเหนือไปจากภาพของคนเล็กๆสามสี่คนในหนัง เราเห็นตัวอย่างได้ทั้งจากเรื่องของยายไฮ หญิงชราผู้หวงแผ่นดิน และถูกกระทำซ้ำซ้อนจากการจัดการของรัฐ จนลูกหลานต้องแตกกระสานซ่านเซ็นเข้ามาหางานทำในเมืองหลวง

หากการพัฒนาประเทศ มีอยู่จริง มันก็ไม่ได้กระทำการอื่นใดนอกจากพรากลูกหลานออกจากบรรพบุรุษ ออกจากแผ่นดินเกิด และส่งพวกเขามาอ้างว้างเปลี่ยวเหงา กลางเมืองใหญ่ กลายเป็นส่วนเกินที่คนเมืองรังเกียจทั้งๆที่พวกเขาคือผู้รับภาระสิ่งที่คนเมือง ไม่ยอมทำ

ว่ากันว่า การจัดระบบการศึกษาอาจเป็นปัญหาใหญ่โต แผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ผิดพลาด ได้ฆ่าตัดตอนลูกหลานของเกษตรกร ด้วยการส่งพวกเขาเข้าสู่ระบบการศึกษา ที่แปรรูปให้เด็กๆกลายเป็นผลผลิตสำหรับรองรับงานอุตสาหกรรม ในฐานะลูกจ้าง ในโรงเรียนไม่มีการสอนให้เด็กๆรู้ว่าพอ่แม่ของพวกเขากระทำสิ่งใด ชุมชนของเขาเป็นเช่นไร หากแต่ได้หลอมละลายความคิดของพวกเขา หลายคน เมื่อหลุดพ้นจากระบบการศึกษาก็กลายเป็นคนเมืองสมบูรณืแบบที่ไม่อาจกลับคืนเรือนของตนได้

ผมไม่รู้ว่าที่ผมคิดขณะดูมันเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ มันเป็นอคติต่อระบบทุน และเป็นการขวางโลกที่กำลังพัฒนาหรือเปล่า

ชีวิตของเนตร แมน พี่อ้อย อาจเป็นตัวอย่างของความล้มเหลวในความพยามพัฒนาที่ปล่อยให้ประชาชนต่องดิ้นรนกันอย่างยากลำบาก

หรือมันอาจเป็นแค่ ภาพผ่านของผู้คนที่ต่างดิ้นรนเพื่อความฝันของตน เป็นคน ที่แค่อยากได้อยากมีเช่นคนทั่วไป

บางทีคำตอบอาจอยู่ในสายลมก็เป็นได้

.................................................................

ท้องฟ้าที่เปิดกว้าง

เรือนชานอันอบอุ่น

หากใครได้ดูคนค้นคนตอน สงกรานต์ของลูกอีสาน(ซึ่งเป็นตอนที่สะท้อนภาพสังคมไทยได้ดีที่สุดตอนหนึ่ง คงพอเข้าใจ

ความสำเร็จขอนักสู้ ไม่ได้อยู่ที่ความร่ำรวยหรือการมีชื่อเสียงดอก

มันอาจเพียงคือการกลับคืนแผ่นดินมาตุภูมิ และได้กราบเท้าบุพการีขณะที่ท่านยังมีลมหายใจ ก็เป็นได้

FOOTNOTE

คารวะคุณ สันติ แต้พานิช มาตรงนี้หนึ่งจอกครับ ที่ทำหนังเรื่องนี้ออกมา

โดยส่วนตัวปีนี้เป็นปีที่ผมชอบหนังไทยหลายเรื่อง เพราะในที่สุดหนังไทย ก็พูดถึงเรื่องที่ควรพูดเสียที เรื่องของผู้คน ที่เป็นเจ้าของประเทศตัวจริง เรื่องของคนทุกข์ (นับจนถึงตอนนี้ เฉิ่ม- ยังเป็นหนังที่ผมชอบที่สุดในรอบปีครับ โดยมี เหมืองแร่ และ เสือร้องให้ ตามมาไม่ไกลนัก)