made-in-thailand

อีสานกู : สุรชัย จันทิมาธร

ปีพุทธศักราช 2398 สยามประเทศตกอยู่ในภาวะง่อนแง่น หลังการถูกบังคับให้เซ็น สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง สยามซึ่งแต่เดิมเป็นสังคมเกษตรกรรม เริ่มเปิดพรมแดนทางการค้า โดยสินค้าสำคัญคือข้าว ซึ่งปลูกกันมากในที่ราบลุ่มภาคกลาง หากการปลูกข้าวจำเป็นต้องใช้แรงควายในการหว่านไถ เพิ่มผลผลิตที่มากขึ้น จึงต้องการแรงงานความเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ยุคสมัยนั้นเกิดการต้อนวัวควายที่มีมากทางภาคอีสานลงมาขายในภาคกลาง โดยมีผู้คุมขบวนค้าควาย เรียกได้ว่า นายฮ้อย

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้มีการนำเข้า รถไถยนต์ มาใช้แทนแรงควาย โดยตัวแทนผู้นำเข้าคือพระยาแหว่ง จอมเจ้าเล่ห์ เมื่อเห็นว่ารถไถตัวเองขายไม่ได้ จึงวางแผนตัดกำลังด้วยการส่งโจรที่ชุบเลี้ยงไว้ ออกไล่ขโมยควายจากนายฮ้อยไปส่งโรงฆ่าสัตว์เพื่อให้รถไถของตัวเองขายได้

หากแต่ยังมีนายฮ้อยสิงห์ ผู้มีวิชาอาคมไม่ครั่นคร้ามศัตรู สามารถเอาชนะโจรก่องข้าวน้อยที่พระยาแหว่งชุบเลี้ยงเอาไว้ พระยาแหว่งจึงไปขอความช่วยเหลือจาก ปอบดำ ศัตรูเก่าที่ผีมือทัดเทียมกับนายฮ้อยสิงห์ ในขณะเดียวกัน ยังมี โจรบั้งไฟ ที่ไล่ลักควายจากหมู่นายฮ้อยไปแจกจ่ายชาวบ้าน ใช้บั้งไฟทั้งใหญ่เล็กเป็นอาวุธ โดยมีเบื้องหลัง เบื้องลึกและความแค้นส่วนตัวเป็นแรงผลัก

นี่คือเรื่องเล่าคร่าวๆของ คนไฟบินผลงานเรื่องที่หกของ เฉลิม วงศ์พิมพ์ ผู้กำกับที่เคยทำหนังสนุกๆอย่าง เจ็ดประจัญบาน และหนังผี อย่าง ไนน์ตี้ชอค เตลิดเปิดโลง และ ตะเคียน รวมไปถึงหนังแอคชั่น อย่าง ล่าระเบิดเมือง แม้จากผลงานในอดีตอาจทำให้หลายคนกังขา แต่ความน่าสนใจในการหลังรักหนังผจญภัย (และเคยทำออกมาได้อย่าสนุกสนาน ใน เจ็ดประจัญบาน ) และการเลือกสร้างหนังแอคชั่นที่มีดาราเลือดใหม่แข็งๆอย่าง เดี่ยว ชูพงษ์ ช่างปรุง และ พันนา ฤทธิไกร เจ้าพ่อหนังระเบิดภูเขาเผากระท่อม ที่เคยเป็นหนังขายสายฮิตเงียบ ตลอด ยี่สิบปีที่ผ่านมา (และทั้งสองคน เคยร่วมกันทำให้ เกิดมาลุย เป็นหนังแอคชั่นชาตินิยม ที่ทำได้จริงใจ เรื่องหนึ่ง) ทำให้หนังดูน่าสนใจขึ้นมา

ตัวหนังนั้นเดินตามรูปรอยหนังแฟนตาซีผจญภัย ซึ่งมีมาตั้งแต่ยุคหนังคาวบอยล่าขุมทอง และแตกหน่อต่อยอดออกไปมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนังฮ่องกงยุค แปดสิบ หนังหลายๆเรื่องของชอว์บราเดอร์ในยุคหลังไล่ไปจนถึงหนังของ เฉินหลง ที่อาศัยฉากหลังในช่วงชุลมุนของประเทศจีน ยุคที่เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองหลวง และเต็มไปด้วยสงครามต่อต้านญี่ปุ่น ซึ่งตัวหนังคนไฟบินนั้นชวนให้นึกถึงหนังฮ่องกงสนุกเหล่านั้นอย่างมาก

หากแต่สิ่งที่โดดเด่นกว่า พลอตเรื่อง กึ่งการ์ตูน หรือการแสดงความสามารถส่วนตัวในการโลดโผนโจนทะยานของนักแสดงนำ (ซึ่งใช้เป็นจุดแข็งและจุดขาย ทำให้หนังเตรียมไปฉายในอเมิรกาต่อจาก ต้มยำกุ้ง ของจา พนม แอคชั่นฮีโร่คนดังของประเทศไทย) นั่นคือการสร้าง ความเป็นไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นอีสาน ลงไปในตัวหนัง

เฉลิม วงศ์พิมพ์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาอยากทำหนังที่เกี่ยวกับอีสานมานานแล้ว ตั้งแต่โปรเจคต์ จูรราสิคปาร์คเด้อ (ซึ่งไม่ได้สร้าง) จนทำหนังมาหลายเรื่อง และมาลงตัวที่เรื่องนี้ ซึ่งเขาใส่ความเป็นอีสานลงไปในทุกส่วนของหนัง ตั้งแต่การวางบุคลิกตัวละคร เหตุการณ์ การผสมผสานตำนานเรื่องเล่าโบราณ เข้ามาใช้เป็นรายละเอียดในหนัง ตั้งแต่ตำนานผีปอบ การมีคาถาอาคม ไปจนถึงตำนานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ และที่สำคัญคือการ ให้ตัวละครทุกตัวพูดอีสานตลอดทั้งเรื่อง

และเป็นที่น่าสนใจยิ่งว่าในหนังแอคชั่นของบ้านเรา รวมไปถึงของชนชาติตะวันออกนั้น เราแทบจะหาวีรบุรุษผู้เสียสละได้ไม่มากนัก แต่ไหนแต่ไรมา ตั้งแต่จอมยุทธ์บนแผ่นดินตงง้วน หรือราชันย์มังกร บรูซ ลี มาจนถึงจา พนม ตัวละครเอกของหนังไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็น วีรบุรุษ พวกเขา กระทำไปเพราะสถานการณ์บังคับ ถูกกระทำกดดันจนไร้ทางสู้ และโดยมาก มันมักถูกขับเคลื่อนด้วยความแค้น ต่างจากวีรบุรุษของชาติตะวันตกมหาอำนาจ (นับรวมไอ้มดแดงของญี่ปุ่น)ที่ออกปราบคนพาลอภิบาลคนดี มาแต่ต้น เป็นไปได้ว่า วิธีคิดของคนฝั่งตะวันออกที่ยึดอยู่กับศาสนาพุทธ ไม่ได้บอกให้ผู้คนทะเยอทะยาน (และในที่สุดโลกทุนนิยมทำให้คุณสมบัตินี้กลายเป็นข้อด้อย) เราไม่ร้องอยากเป็นวีรบุรุษ แต่พร้อมจะต่อสู้เมื่อมีภัย และที่สำคัญที่สุด เมื่อมีการทำลายสถาบันครอบครัว ซึ่งอาจหมายถึง การฆ่าพ่อฆ่าแม่ ไปจนถึงช้าง (แบบในต้มยำกุ้ง) ทั้งหมดนี้อาจไม่ได้นำเสนอออกมาชัดเจน แต่เป็นเพียงข้อสังเกตร่วมที่พอจะคว้าจับได้ในหนังหลายๆเรื่องของชนชาติสองฝั่งพระอาทิตย์เท่านั้น

แม้หากมองในฐานะหนังแอคชั่นขายการต่อสู้ หนังจะไม่ได้มีการต่อสู้ชนิดสะใจคนดูจนต้องซู้ดปาก และหากมองในฐานะของหนังแฟนตาซีผจญภัยก็เป็นแค่หนังสนุกๆธรรมดาๆเรื่องหนึ่ง

แต่เนื่องจากเราสามารถมองหนังเรื่องหนึ่งได้จากหลายแง่มุม หนังเรื่องนี้จะน่าสนใจทันทีหากเราจับเอาวาทกรรม ว่าด้วย การต่อสู้ของอีสานกับอำนาจรัฐ และ อัตลักษณ์ชุมชน (ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนแรงระดับโลกหลัง เหตุการณ์ 11 กันยา )

อีสาน แปลตามตัวได้ว่า ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ในความหมายทางภูมิศาสตร์สำหรับประเทศไทย อีสาน คือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ภาคที่เต็มไปด้วยความแร้นแค้น ผู้คนต้องพลัดบ้านพรากเรือนเข้ามาเป็นแรงงานในทั่งทุกภาคของประเทศไทย และเป็นภาคที่วิถีชีวิต วัฒนธรรม ภาษา ถูกนำมากล่าวถึงอย่างหมิ่นแคลน ผ่านทางคำติดปากอย่าง ลาว - , - เสี่ยว โดยผู้พูดมักไม่ละอายใจ

ในอดีตและล่วงมาจนถึงปัจจุบัน ตัวละครเช่น คนใช้ กรรมกร มักจะถูกนำเสนอผ่านสำเนียงและคำพูดแบบอีสาน หรือกรณีตัวตลกชื่อดังในเมืองไทยก็คือคนอีสาน คุณค่าแห่งอีสานจึงถูกลดต่ำอย่างน่าใจหายและเป็นไปตามอุดมการณ์ของรัฐส่วนกลาง * 1

ใช่แล้วครับ บางทีการหมิ่นแคลนความเป็นอีสาน ที่แฝงฝังอยู่ในคนไทยทั่วไป(โดยเราอาจไม่รู้สึกและไม่ยอมรับ)นั้นเป็นไปตามอุดมการณ์ของรัฐส่วนกลาง ที่ถือกำเนิดขึ้นพร้อมๆกับลัทธิ ชาตินิยม-ในบ้านเราที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี่เอง

หลังการรุกรานของประเทศตะวันตก สยามประเทศจำเป็นต้องเสริมความเข้มแข็งของตน ในสมัยรัชกาลที่ 5 หลังจากฝรั่งเศสเข้ายึดลาว รัชกาลที่ 5ทรงวางรากฐานการปกครองหัวเมืองภาคอีสานเพื่อดึงอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ทั้งผ่านทางการขยายการศึกษา การคมนาคม ตามมาด้วยการเก็บภาษี รัชชูปการในปี 2446 ส่งผลให้สังคมอีสานทีเดิมไม่ได้เป็นสังคมเงินตรา รู้สึกต่ำต้อยไร้ศักดิ์ศรี จนเกิดการต่อต้านในรูป กบฏผู้มีบุญ โดยชาวบ้านรวมกลุ่มกันโดยมีแกนนำเป็นอดีตพระที่ชาวบ้านนับถือในบารมี และใช้ความเชื่อทางพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือ หากต่อมารัฐได้แปลงความหมายของ ผู้มีบุญ ให้กลายเป็นผีบุญ และถูกกำจัดไปในที่สุด ซึ่งต่อมา การพัฒนาอีสาน (หรือในทางหนึ่งเราอาจเรียกว่าการครอบงำอีสาน) ก็ดำเนินต่อเนื่องยาวนาน ทั้งผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ความกลัวคอมมิวนิสต์ และการรุกคืบของโลกทุน ทำให้คนอีสานถูกกดอยู่ในฐานะ คนชั้นล่างเรื่อยมา ยิ่งเมื่อพวกคนหนุ่มสาวต้องมาเป็นแรงงานชั้นล่าง ทำให้การกดขี่ (ทางความคิด)ของคนอีสานไม่เคยสิ้นสุด

และแม้หนังเรื่องนี้จะเลือกยุคสมัยก่อนการเกิดกบฏผู้มีบุญ แต่หนังก็แสดงภาพคร่าวๆของการขยายอำนาจของรัฐไทย ผ่านทางตัวละครอย่างพระยาแหว่ง (รับบทได้อย่างกวนอวัยวะเบื้อล่างโดย ลีโอ พุฒ) ที่เป็นทั้งตัวแทนของอำนาจรัฐ และ การรุกคืบของโลกตะวันตก และการพัฒนาอุตสาหกรรมไปพร้อมๆกัน

ในขณะที่ตัวละครที่เหลือ ล้วนต่อสู้ด้วยคาถาอาคม ตามแบบฉบับของคนอีสาน (หรือคนไทยทั้งหมด) บั้งไฟกับปืน และ ควายกับรถไถ จึงมีความหมายมากกว่าการพูดถึงสมรรถนะในการทำการรบที่สูงต่ำต่างกัน หากมันยังเป็นตัวแทนของ คนอีสาน กับอำนาจภายนอก อีกด้วย แน่นอน ปัจจุบันได้พิสูจน์แล้วว่า อำนาจภายนอกได้กัดกร่อนและกลืนกินอีสานจนเป็นเช่นที่เราเห็นทุกวัน ไม่แต่เฉพาะอีสาน หากยังรวมถึงอาณาเขตทั้งหมดทั้งล้านนา มาจนถึงศรีวิชัย

หากในยุคปัจจุบันการกลับคืนมาของอัตลักษณ์ชุมชนกลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง ในอดีต เด็กต่างจังหวัด ถูกบังคับให้พูด ภาษากลาง ด้วยความมุ่งหมายให้ทัดเทียมกับคนกรุงเทพ หากในระยะหลังมานี้เรากลับมองเห็นความวิตกว่าภาษาถิ่นจะสูญหายไปตามกาลเวลา จนหลายต่อหลายคนอยากให้ลูกหลานพูดจาภาษาถิ่น

บั้งไฟและความในหนัง เป็นทั้งอาวุธ และสมรภูมิการรบของคนพื้นถิ่น หากควายเป็นที่ต้องการของรัฐส่วนกลาง ควายก็ไม่ต่างอะไรจากทรัพยากรที่รัฐต้องการเข้ามายื้อแย่ง (โดยอาศัยวาทกรรม ชาตินิยม การเสียลสละเพื่อส่วนรวม) คนอีสาน คนเหนือ คนใต้ และคนพื้นถิ่นมากมายถูกลักควายไปตัวแล้วตัวเล่าโดยอาการอมพะนำ น้ำท่วมปาก จนกระทั่งการม่าถึงของโจรบั้งไฟ ซึ่งมีปูมหลังเป็นลูกหลานของคนที่ถูกลักควายไป(หรือถูกแย่งชิงทรัพยากรนั่นเอง) เขาจึงกลับมา เอาคืน หากวิธีการเอาคืนได้เปลี่ยนแปลงจากการเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ (เหมือนที่พ่อแม่รุ่นก่อนหน้าต้องการให้ลุกเป็นข้าราชการ เป็นเจ้าคนนายคน ซึ่งในที่สุดเป็นแขนขาของอำนาจรัฐ ) มาเป็นการต่อสู้ด้วยการสร้างอัตลักษณ์ชุมชน ในหนังเขาจึงลาออกจากการบวชเณร มาทำงานในโรงงานบั้งไฟและฝึกวิชา บั้งไฟที่ไว้บูชาพญาแถน (ซึ่งหมายถึงอัตลักษณ์ วิถี ประเพณี ดั้งเดิมของชุมชน) เป็นเครื่องมือที่เขาหาได้และมีพลังมากพอ(หากนำมันมาใช้เป็น ) ในการต่อสู้กับอำนาจภายนอกทั้งหลายทั้งปวง ดังนั้นเอาเข้าจริง ฉาก บักเซียงเหยียบบั้งไฟพุ้งชนปราสาทพระยาแหว่ง และฉากควายไล่ทับเจ๊กโรงฆ่าสัตว์ในท้ายเรื่อง จึงมีความหมายมากกว่าฉากแอคชั่นทำเท่ หรือฉากตลกโปกฮาเฉยๆเท่านั้น

แม้หนังจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ในที่สุดอัตลักษณ์อีสานก็ขานประกาศนามตนเองออกมา แล้ว เสี่ยว และ ลาว ในที่สุดกลายเป็นคำพูดที่ผู้พูดสิควรละอายใจ ไม่ใช่ผู้ที่เขาพูดถึง

หมายเหตุ

*1 อ้างอิงจาก กำจร หลุยยะพงศ์ . 2549 : จากกบฏผีบุญสู่กองทัพผีปอบ(หวีดสยอง) ว่าด้วยการต่อสู้ของอีสานและลาวในโลกความเป็นจริงและหนังผี . รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 27ฉบับที่ 3 (กันยายน ธันวาคม 2549 )

*2 สรุปและเรียบเรียงจาก กำจร หลุยยะพงศ์ . 2549 : จากกบฏผีบุญสู่กองทัพผีปอบ(หวีดสยอง) ว่าด้วยการต่อสู้ของอีสานและลาวในโลกความเป็นจริงและหนังผี . รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 27ฉบับที่ 3 (กันยายน ธันวาคม 2549 )

ชื่อบทความได้จากเนื้อเพลง อีสานกู โดย สุรชัย จันทิมาธร อัลบั้ม คนไม่เต็ม (โปรดฟังเพลงนี้ประกอบการอ่านบทความ)

THE VILLAGE ALBUM : ภาพถ่ายทางใจ

posted on 16 Nov 2006 13:21 by filmsick  in made-in-thailand

อันเนื่องมาจาก entry นี้

http://openair.exteen.com/20061116/entry

เลยไปขุดเอาบทความเก่าที่เขียนถึงหนังไว้ครั้งที่ได้ดูในBKIFF เมื่อต้นปี

ต้อนรับการเข้าฉายของหนังครับ (หนังเข้าฉายที่LIDO ที่ดียวครับ )

...........................

เรื่องเล่าของหมู่บ้านเล็กๆที่กำลังจะไม่มีอยู่อีกต่อไป เพราะในทันทีที่โครงการสร้างเขื่อนของรัฐสำเร็จ น้ำจะทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านนี้ให้จมหายไป ช่างภาพประจำหมู่บ้านถูกขอร้องให้เดินทางออกเก็บภาพของผู้คนในหมู่บ้านสำหรับเป็นที่ระลึก เป็นเหตุให้ ทาคาชิ ลูกชายที่ออกจากบ้านไปเพราะทะเลาะกับพ่อ ถูกตามตัวกลับมาช่วยพ่อถ่ายรูปอีกครั้ง ชายชราตัดสินใจที่จะแบกอุปกรณ์ทั้งหมด แล้วเดินเท้าลึกเข้าไปในหุบเขาไม่ว่าจะใกล้หรือไกล เพื่อถ่ายรูปทุกบ้าน โดยมีข้อกำหนด วันละ ไม่เกิน 3 บ้าน ทาคาชิ ผู้ซึ่งต่อต้านความคร่ำครึของพ่อมาโดยตลอด ก็ทะเลาะกันไปทำงานกันไป จนวันหนึ่งพ่อล้มป่วยลง เขาจึงต้องทำหน้าที่สานต่องานของพ่อ และค่อยๆเข้าใจในทุกเหตุผลที่พ่อทำ เรียนรู้ช้าๆ ทั้งเรื่องของหมู่บ้านแสนสุขที่เขาชิงชัง การถ่ายรูปในแบบที่เขาเข้าไม่ถึง และวิธีคิดในแบบของพ่อของเขา

หนังตั้งใจ และจงใจ วางตัวเองให้เป็นหนังเรียกน้ำตาที่สร้างความรู้สึกหัวใจพองโตหลังจากหนังจบลง mitsuhiro mihara ผู้กำกับหนังตอบตอนQ n A หลังหนังจบว่า เขาตั้งใจจะสร้างหนังสักเรื่องเพื่ออุทิศให้กับความดีงามเก่าแก่ ความงามของธรรมชาติ และวิถีชีวิตอันเรียบง่าย ที่กำลังสูญสลายไปช้าๆจากญี่ปุ่น และผลลัพทธ์ที่ได้คือหนังที่เชิดชู เรื่องราวเหล่านั้น ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้เห็น ทัศนียภาพอันงดงาม ของหมู่บ้านเชิงเขา ผู้คนที่โดยมากทำการเกษตร ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายจนดูราวน่าเบื่อ ไม่เพียงแต่การเดินจะสอนทาคาชิ แต่มันสอนให้เราตระหนักถึงการละเลียดมองดู ความงามในความง่าย นั้นช้าๆ มองดูใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสี แวะชมหัวผักกาดใหญ่ยักษ์ ผลผลิตจากไร่ในแรงเหงื่อของผู้คน นอกจากนี้ มันยังบอกถึงการเข้าหาผู้คนอย่างอ่อนน้อมและให้เกียรติ ซึ่งในฐานะช่างภาพ นี่เป็นวิธีการเดียวที่จะดึงเอา จิตวิญญาณจากผู้คนที่เราถ่ายภาพออกมาได้

แม้หนังจะสร้างปมขัดแย้งง่ายๆแบบพิมพ์นิยม ตามประสาพ่อหัวแข็ง กับลูกชายปากแข็งแต่ความจริงใจของหนังก็ทำให้ผู้ชมคล้อยตามได้จนไม่รู้สึกขัดเขิน แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ถูกเล่าซ้ำๆก็ตาม

ฉากหนึ่งที่ผมชอบมากคือการให้ทุก 5โมงเย็น จะมีการเปิดเพลง amazing grace ออกในเสียงตามสายของหมู่บ้าน บทเพลงที่ถูกบรรเลงซ้ำ จนแทรกซึมเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ชั่วขณะที่ ทาคาชิ และหลิน แฟนสาวชาวไต้หัวน (ที่เล่นได้น่ารักมากจนขโมยซีนในทุกฉากของเธอ) หยุดยืนฟังเสียงเพลง มองดูกิจวัตรของผู้คน ชวนให้หวนหาถึงชนบทบางแห่ง อาจเป็นบ้านที่บางคนจากมา หรือดินแดนที่บางคนอยากอยู่อาศัย( กระทั่งในบ้านเรา การเปิดเพลงเสียงตามสายก็ยังพบเห็นได้ตามหมู่บ้านทั่วไป )

หนังแทรกประเด็นผลกระทบของการสร้างเขื่อน (หรือการสร้างโครงการของรัฐ) ไว้เบาๆเป็นฉากหลัง แม้หนังจะไม่ลงลึกในเรื่องผลกระทบใดๆที่เกิดจากเขื่อน (ซึ่งว่ากันว่า สารคดีเรื่อง befroe the flood ที่มาฉายในเทศกาลเดียวกัน พูถึงประเด็นนี้อย่างเข้มข้น ) อาจทำให้ประเด็นทางการเมืองของหนังเบาบางจนจับไม่ได้ แต่ใช่หรือไม่ว่า การที่หนังเลือกเน้นย้ำความสงบงามของวิถีเก่า นั้น ยิ่งเน้นย้ำเราก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงการคุกคามอันไม่เป็นธรรม ที่ชาวหมู่บ้านต้องผเชิญ จากเขื่อนที่พวกเขา นอกจากไม่ได้ประโยชน์อะไรจากมัน ยังต้องยอมขุดรากถอนโคนตนเอง สังเวยให้กับ-ความต้องการกำลังไฟฟ้าสำรอง- ของชาวเมืองอีกต่างหาก บางทีหากเปลี่ยนหมู่บ้านนี้เป็นชื่อ ปากมูล หรือ ราศรีไศล เราอาจเข้าใจกันได้เสียทีว่าทำไมชาวบ้านจึงได้ออกมากินนอนกันบนถนนหน้ารัฐสภา

หากนี่คือหนังที่สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูวิถีเก่าแก่ มันก็ทำสำเร็จอย่างยิ่ง ทั้งในฐานะการเป็นหนังที่ชวนใคร่ครวญหวนรำลึกด้วยอารมณ์ถวิลหา หรือปลูกฝังวิธีคิดอันอ่อนน้อมถ่อมตนต่อโลกใบนี้ และโดยส่วนตัว นี่คือ be with you ประจำปีนี้ (เหมือนที่ merry christmas คือ thechorusประจำปีนี้)ของผมครับ ซึ่งแน่นอน หมายความว่าหนังติดหนึ่งในสิบหนังที่ชอบที่สุดในเทศกาล (และน่าจะในรอบปี)ไปเรียบร้อยแล้ว

ในฤดูร้อน ป้อมได้พบกับเด็กสาวคนหนึ่ง ท่ามกลางเศษกระดาษในสายลมร้อน เขามองเห็นเธอ สว่างไสวท่ามกลางฝูงชนในสนามฟุตบอลตอนเที่ยง เธอผู้มีอิทธิพลกับชีวิตของเขาตลอดระยะเวลาสามฤดูนับจากนั้น เขา -หนีตาม- เธอมาเรียนในโรงเรียนดนตรีโดยไม่ได้บอกพ่อแม่ อาศัยความสามารถด้านกลองชุดที่เขามีติดตัวมา ทำให้เขาสอบได้ และได้อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นอาจารย์ชาวญี่ปุ่น สุดฮา ที่บอกว่าเขาสามารถขอทุนจากที่ไหนก็ได้ด้วยความสามารถของเขาแต่เขากลับทิ้งกลองชุดมาตีกลอง TYMPANI เพื่อต้อยตามเด็กสาวผู้นั้น

ก่อนฤดูฝนมาถึง ป้อมพบกับเด็กสาวอีกคน เด็กสาวตาโต ที่สอบเข้าโรงเรียนดนตรีด้วยคะแนนนำโด่งแต่เล่นดนตรีไม่เอาไหน เด็กสาวลูกสาวเพื่อนพ่อ ที่เขาใช้เวลาตลอดฤดูฝนร่วมกับเธอ ในร่มคันที่เธอลืม ในเพลงร๊อคเร้าใจ ในหูฟังคนละข้าง ในความลับที่เขาและเธอรู้กันสองคน

และในปลายฤดูหนาว ป้อมได้พบกับตัวเอง และเริ่มเรียนรู้ที่จะเลือกจริงๆ ทั้งกับ สตรี ดนตรี และ ชีวิต

หลังจากรวมตัวกับเพื่อนอีก 5คน ทำหนังที่ว่าด้วยวัยเยาว์ ใน แฟนฉัน และหลังจาก ที่ คมกฤช ตรีวิมล แยกตัวไปทำ หนังที่ว่าด้วยชีวิตมหาวิทยาลัย ใน เพื่อนสนิท คราวนี้ก็มาถึงช่วงเวลามัธยมบ้าง (หากจะว่าไปแล้วเรื่องเล่าวัยมัธยมเรื่องแรกน่าจะเป็น เด็กหอ ของ ทรงยศ สุขมากอนันต์) และคราวนี้เป็นที่ของ นิธิวัฒน์ ธราธร หนึ่งในหกผู้กำกับแฟนฉัน ที่หนังเดี่ยวของแต่ละคนสร้างสีสันให้กับวงการหนังไทยได้อย่างน่าตื่นเต้นในช่วงสามสี่ปีมานี้ 

หนังล้วงลงไปในอารมณ์หวานไหวของชีวิตมัธยมปลาย ช่วงวัยที่ทุกสิ่งผลิบาน นกในหัวใจตีปีก และพร้อมที่จะรักใครสักคน การรออย่างกระวนกระวาย แต่ทำหน้าตายตอนที่คนที่เราแอบชอบเดินผ่าน การเอาร่มมาเผื่อใครสักคน การยอมกินสิ่งที่เราไม่ชอบ การแอบไปยืนใกล้ๆเธอตอนถ่ายรูป ไล่ไปจนถึงการยอมละทิ้งสิ่งที่ตัวเองชอบเพื่อเพียงจะอยู่ใกล้เขาหรือเธอผู้สุกสว่างเหมือนดวงดาวในดวงตาเรานั้น เป็นกิจกรรมที่ ใครสักคนที่เคยแอบชอบใครสักคนล้วนต้องเคยทำมาแล้วทั้งสิ้น

และเช่นเดียวกัน การกางร่มไปด้วยกันในวันฝนตก การแบ่งหูฟังกันคนละข้าง การช่วยทำการบ้านให้ (ในที่นี้หมายถึงดนตรี)การแบ่งปันความลับร่วมกัน การซ้อนจักรยาน การเรียนรู้ว่าใครไม่ชอบกินอะไร ก็ล้วนเป็นสิ่งซึ่งแฝงฝังอยู่ในเยาว์วัยของเรากับเพื่อนเก่า กับคนรักเก่า ด้วยเช่นกัน

แต่เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย บอกให้เราเข้าใจว่าโมงยามล้วนเคลื่อนไปข้างหน้า (แต่บนเกาะพะงันในเพื่อนสนิทเวลาจะเดินถอยหลัง) เราล้วนต่างต้องเติบโต ความรักและฝันใฝ่สุดท้ายก็มีวันที่ต้องจบลง ทั้งด้วยการเลือกและไม่เลือกของเราเอง และของวันเวลา

หนังเล่าเรื่องการเลือกของป้อมได้อย่างน่าสนใจ เพราะโดยทั่วไป ลักษณะพิมพ์นิยมของหนัง การก้าวพ้นวัย (และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อตัวเอกรักดนตรี) มักออกมา ไม่ในรูปของ ตัวละครที่โดนกดดันจากพ่อแม่ให้เรียนสิ่งที่ไม่ชอบ แล้วพยายามต่อสู้เพื่อหลุดออกจากกรอบเกณฑ์เก่าแก่ ก็จะมาในรูปของตัวละคร ที่เลือกแล้วที่จะเดินไปทางนี้โดยยอมแตกหักกับพ่อแม่ แล้วต่อสู้เพื่อสิ่งที่ตัวเองรัก

แต่ในเพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เรากลับพบว่า ป้อม คล้ายจะเป็น ตัวละครที่ -เลือก- ที่จะเป็นนักดนตรี โดยไม่ยอมบอกพ่อแม่ แต่ที่แท้เขาไม่ได้เลือก เพราะเขารักดนตรี การเลือกของป้อม ล้วนยืนอยู่บนพื้นฐานของดุจดาว เด็กสาวที่สวยเหมือนนางฟ้าคนนั้น เขาเลือกเรียนดนตรีเพราะเธอและเลือกทิ้ง ร๊อค ไปหา คลาสสิคก็เพราะเธอ อยากไปบูดาเปสต์ ก็เพราะเธอ

การเลือกของป้อม ที่แท้คือการไม่ได้เลือก ซึ่งก็ไม่ต่างๆจากเด็กมัธยมมากมายในบ้านเรา ที่เขาเลือกเอง ที่จะเรียนวิทย์ เรียนศิลป์ หากที่แท้การเลือกนั้นไม่ได้มาจาก -เจตจำนงเสรี- ของตน หากมาจากแรงกดรอบข้างไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งจาก พ่อแม่ เพื่อน ไปจนถึง ความเท่ และ ความยอมรับทางสังคม 

แต่ป้อมก็เป็นเหมือนเด็กบ้านเราทั่วไป ที่เมื่อเลือกมาแล้วเขาก็สนุกสนานไปกับมัน ป้อมอาจไม่ได้เลือกอะไรเองเลยจนกระทั่งในตอนจบ แต่เอาเข้าจริง ป้อมก็อาจไม่ได้เลือกอะไรเลยทั้งสิ้น เขาแค่เดินไปตามทางที่เขาคิดว่าเขาเลือก และพยายามควานหา ความอิ่มเอมในทางเลือกนั้น ล่องไหลไปตามกระแสชะตากรรมและตัดสินใจอะไรสักเล็กน้อย เมื่อจำเป็น บางที กระทั่งการเลือกในตอนท้ายเรื่อง ก็ล้วนมีเหตุปัจจัยให้แยกแยะได้มากกว่าเจตจำนงเสรี ของป้อมเอง

ป้อมไม่กินผัก แต่ไม่ยอมบอกคนที่รักว่าไม่กินผัก การไม่กินผัก สะท้อนความลังเลของการเลือก อ้อมรู้ว่าป้อมไม่กินผัก ดาวไม่รู้ พ่อแม่รู้แต่ปล่อยให้มันเป็น จนในตอนท้ายเรื่องเมื่อแม่บอกกับพ่อว่า ตอนเด็กๆไม่สอนให้มันกินผัก ตอนนี้จะมาบังคับให้มันเลือกเรียน ในขณะที่ดาวบอกกับป้อมว่า ไม่กินผักทำไมไม่บอก ป้อมไม่กินผักมาตลอด มาตอนนี้เขาต้องเลือกแล้วไม่ใช่เลือกจะกินผัก แต่เลือกจะยอมรับว่าจริงๆแล้วเขาไม่กินผัก

ในขณะที่อ้อม ดาว เชษฐ์ และ ฉัตร กลายเป็นตัวแทนของคนผู้เลือกแล้ว (แต่เราไม่มีข้อมูลมากพอจะบอกว่าพวกเขาเลือกเองหรือเลือกโดยไม่ได้เลือก) และมุ่งมั่นไปกับมัน ถ้าจะกินผัก หรือไม่กินผัก ตัวละครก็ได้เลือกแล้วและยอมรับมัน หากดาวคือตัวแทนของการเลือกในสิ่ที่ตัวรักและทำได้ดี อ้อมคือตัวแทนของคนที่เลือกในสิ่งที่ตัวเองเองรัก แม้จะต้องยากลำบาก เช่นที่เธอยอมอยู่ในวงคลาสสิค เพื่อตีฉาบเพียงไม่กี่ครั้ง เพราะสำหรับเธอแค่การได้อยู่ในวง และฟังดนตรีก็เป็นความสุขเหลือแสนแล้ว

บางทีท่ามกลางทางเลือกอันจำกัด ชีวิตที่เหมือนข้อสอบปรนัยของเรา อาจมีแค่ข้อ ก. ข. ค. ง. ที่เราทำได้ที่สุดอาจเพียงการเลือกข้อที่เหมาะสม (แม้บางคน จะเลือก ที่จะไม่เลือกก็ตาม)

แต่สิ่งที่น่าหนังอาศัยดนตรีคลาสสิคและร๊อคมาหล่อเลี้ยงอารมณ์ได้อย่างสนุกสานและน่าทึ่ง ฤดูที่แตกต่าง เพลงหลักของหนัง ซ้อนทับเข้ากับ WEATHER DANCE เพลงคลาสสิคที่ คุณครูโรซี่ (เล่นได้อย่างฮาโดยโอปอลล์ หรือ พี่แตนเพื่อนสนิท) เลือกมาใช้ ในขณะที่ วัดใจ และเล่นของสูง กลายเป็นไม้เด็ด ที่หนังใช้พูดถึงความรักและความฝันของป้อม (ฉากเต้นของน้องอ้อม และน้องดาว กลายเป็นฉากสุดจี๊ดฉากหนึ่งในหนัง)

รักที่สุดของหนังคือการเลือกจบแบบคลุมเครือ ในขณะที่หนังตามติดชีวิตป้อมมาตลอด จู่ๆ หนังกลับเลือกจบด้วยการพาไปสำรวจตรวจสอบ ความสำเร็จของดาว ของอาจารย์ญี่ปุ่น แต่สำหรับป้อม และอ้อม พวกเขาเพียงยังคงได้เล่นดนตรีที่รักอย่างสนุกสนานเท่านั้น ไม่มีความสำเร็จเรียกน้ำตา และแทบไม่มีไคลแมกซ์ (โดยส่วนตัวไคลแมกซ์ของหนังสำหรับผมคือฉาก ไวโอลิน อันบาดเจ็บของอ้อม )

เป็นการยากที่จะไม่เชื่อมโยง เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เข้ากับ เพื่อน สนิท หรือ แฟนฉัน เพราะหนังยังคงว่าด้วย ตัวละครหลักชาย ที่ต้องเลือกระหว่างอะไรสักอย่าง เยาว์วัย กับ ปัจจุบัน (น้อยหน่า ดากานดา และ ดุจดาว เป็นตัวแทนของเยาว์วัยที่ให้ภาพใกล้เคียงกันมากๆ ขณะที่ แจ๊ค และกลุ่มเพื่อน นุ้ย และ อ้อม เป็นตัวแทนของปัจจุบันขณะ) จะว่าไปแล้วหนังทั้งสามเรื่อง ล้วนเล่าถึงการก้าวพ้นวัยของชายคนหนึ่งโดยทั้งหมดเต็มไปด้วยความทรงจำอันน่าจดจำ และปัจจุบันอันแสนสนุก โทนของหนังจึงออกมา สวยงามอวลอารมณ์ถวิลหา และไม่บีบคั้นจนเกินไปนัก และหากจะว่าไป เมื่อนำหนังทั้งสามเรื่องมารวมกัน ก็แทบจะแสดงภาพรวมกว้างๆของเด็กวัยรุ่นไทยชนชั้นกลางในเมือง เกือบทั้งประเทศได้เลยทีเดียว

ฤดูที่แตกต่างของทุกคน บอกกับเราในทุกฤดูแด ทุกสายฝน และทุกลมหนาว ว่าเราล้วนก้าวไปไม่หยุดนิ่ง ในฤดูของเรา มีสิ่งใดบ้างที่เราเลือกจดจำหรือละทิ้งมันไป มีกี่ความรักและกี่ความฝันที่เดินผ่านเข้ามาในชีวิตเรา เราอาจเลือกได้อย่างจำกัด แต่จงภูมิใจในทางเลือกของเราเถิด