สัตว์ประหลาด : บทความเพ้อคลั่งจากพิษไข้ในเขตร้อน
posted on 21 Jun 2005 21:46 by filmsick in made-in-thailand
สำหรับคนที่ยังไม่ดูหนังเข้าโรงในกรุงต่ออีกสองสัปดาห์ ไปดูกันเถอะครับแล้วมาคุยกัน
......................................................
ผมตัดสินใจเรียบเรียงความคิดเขียนบทความนี้ขึ้นด้วยความคาดหวังเต็มที่ที่จะแลกเปลี่ยนกับใครก็ได้ที่ไปดูมาแล้ว
(วันนี้ผมใช้เวลาพักไล่หากระทู้ทั้งหมดตามเวบบอร์ด และบทความต่างๆเกี่ยวกับหนัง ไปรื้อบทสัมภาษณ์ผู้กำกับมาอ่าน
และไปเจอบทวิจาร์ณสองชิ้น ชิ้นหนึ่งเป็นภาษาไทย ที่อานได้ที่เวบไบโอกับมูลนิธิหนังไทย
ส่วนอีกชิ้นเป็นบทความภาษาฝรั่งเศส (ใครมีปัญญาแวะไปดูที่IMDB ตรงexternal reveiw แปลมาให้อ่านจักเป็นพระคุณยิ่ง)
และที่ผมต้องการที่สุดคือความคิดอะไรก็ได้ที่ขัดแย้งกับสิ่งที่ผมเขียน
เพราะผมเชื่อว่าความขัดแย้งจะทำให้เรามองได้กว้างขึ้นลึกขึ้น
และเข้าใจได้มากขึ้น
รบกวนเรียนเชิญท่านที่ดูแล้ว มาคุยกันครับ
.................................................
มันเริ่มต้นด้วยการเป็นเรื่องรักของผู้ชายสองคน
ระหว่างเก่งนายทหารพราน กับโต้ง หนุ่มโรงน้ำแข็ง
โต้งพบเก่งเมื่อเขาเดินทางออกมาจากป่าพร้อมศพชายแปลกหน้าที่นอนตายในท่าโก้งโค้งอยู่กลางป่า
ทั้งคู่พบกัน จีบกัน ผ่านเทปเพลงวงแคลช การไปเที่ยววัด การหัดขับรถ และบทเพลงวนาลี(ที่มาอย่างได้จังหวะมากกก)
ก่อนที่จู่ๆ โต้งจะหายตัวไปและหนังตัดเข้าไปหาอีกครึ่งที่เหลือ ที่เล่าเรื่องตำนานโบราณ
ผูกโยงเข้ากับการเดินทางไกลในป่าลึกเพียงลำพังของเก่ง
เพื่อตามหาหนุ่มคนรัก และเผชิญกับความลึกลับดำมืด ซึ่งไม่รู้ว่ามาจากป่าร้อนชื้นมืดทึม หรือ ตำนานโบราณ หรือจากจิตวิญญาณของเขาเอง
และอันไหนกันที่เป็น-โรคร้ายในเขตร้อน- และอะไรกัน คือ -สัตว์ประหลาด-
นี่คือพลอตทั้งหมดของหนังที่ไปคว้า jury prize มาจากคานส์ และเป็นหนังใหม่ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เจ้าของหนังอย่าง สุดเสน่หา และ ดอกฟ้าในมือมาร
ซึ่งทั้งจากรางวัลที่ได้ และหนังเรื่องก่อนหน้าทำให้หนังเรื่องนี้ถูกตีตราเป็น-ยาขม- ของใครต่อใครทั้งที่ยังไม่ได้ลอง และที่ลองแล้วแต่ยังไม่ได้หยุดใคร่ครวญถึงมันในมุมอื่นๆ
โดยแท้จริงแล้ว ครึ่งแรกของหนังทำได้สวยงามและลงตัวเอามากๆ ด้วยฉากหลังที่เป็นเมืองเล็กๆ ตัวละครที่คัดเลือกมาได้อย่างเหมือนจริง
(เคยมีคนพูดถึงเรื่องความเหมือนจริง กับ ความสมจริงเอาไว้น่าสนใจว่า ความสมจริงหมายถึงว่าสิ่งนั้นในหนังอาจไม่มีอยู่จริง แต่ผู้กำกับ และคนเขียนบท สามารถสร้างขึ้นใหม่ ให้ดูเสมือนมันมีอยู่จริง
ขณะที่ความเหมือนจริง หมายถึงสร้างให้มันเหมือนที่มันเป็นจริงๆ)
รวมไปถึงการแสดงความกระอักกระอ่วนในการจีบกัน และบทสนทนาแบบที่คนเขาพูดกันจริงๆ
(และเป็นเช่นนั้มาตั้งแต่ครั้งสุดเสน่หา)
ซึ่งบอกได้เลยแม้ไม่ต้องรู้ภูมิหลังของผู้กำกับว่าต้องเป็นเด็กต่างจังหวัดแน่ๆ
และที่สำคัญคือเป็นคนช่างสังเกตสังกาผู้คน มากกว่าหยิบจับเอาผู้คนมาใส่ความคิดเหมารวมและสร้างบทสนทนาขึ้นมาใหม่
ยังผลให้ครึ่งแรกของหนังเหมือนจริงจนราวกับว่าเป็นการติดตามชีวิตคนคู่นี้มากกว่าเป็นภาพยนตร์(มองจากมุมกลับนี่เป็นข้อกล่าวหาแบบเดียวกับที่สุดเสน่หาได้รับคือยืดยาดน่าเบื่อเกินไป(เพราะจริงเกินไป แต่รอบนี้เขาทำได้สนุกเอามากๆ)
หมัดเด็ดจริงๆของเรื่องอยู่ที่ครึ่งหลังของเรื่อง
เมื่อโต้งหายตัวไปและเก่ง-ออกเดินทางเพื่อตามหาสัตว์ลึกลับในใจกลางป่าดงดิบที่ซึ่งตำนานโบราณกลายเป็นความจริง- *
ก่อนเข้าตอนสอง หนังเปิดโอกาสให้เราพบกับตำนานโบราณ สองเรื่องผ่านการเล่าของป้าสำเริง(นี่เป็นอีกตัวละครที่เหมือนจริงเอามากๆเพราะในต่างจังหวัดมีคนแบบนี้อยู่จริงๆ)
ก่อนที่จะตัดเข้าสู่ครึ่งหลัง(ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเรื่องของ น้อย อินทนนท์)
หนังปล่อยให้นายทหารเดินคนเดียวอยู่กลางป่าลึกตามรอยเท้าคนที่ค่อยๆกลายเป็นเสือ มีเป้หลังหนึ่งใบ ปืนหนึ่งกระบอกและไฟฉายอีกหนึ่งกระบอกเป็นเพื่อนเดินทาง
ทำให้นึกถึงตำนานของป้าสำเริงที่ว่าด้วยถ้ำลึกลับที่แม้แต่คนที่เอาไฟฉายเข้าไปไฟก็ดับ และหากไม่มีบุญก็จะเข้าไม่ถึง บางคนไม่เอาไฟเข้าไปก็โดนแก๊ซพิษตายกลางทาง
หากเทียบเคียงตำนานนั้นเข้ากับเรื่องของเก่ง เสมือนหนังได้จะบอกผลลัพทธ์สุดท้ายเอาไว้ล่วงหน้าแล้วด้วยซ้ำ
ขณะที่เก่งเดินลึกเข้าไปในป่า
หนังไม่มีบทสนทนาใดๆทั้งสิ้น แต่ปล่อยให้เสียงแห่งป่าทำหน้าที่อย่างเต็มศักยภาพ
เสียงใบไม้สวบสาบ เสียงนกร้อง เสียงหรีดหริ่งเรไร (เพื่อนผมบอกว่านี่คือ บทสนทนาของป่าและครึ่งหลังก็เต็มไปด้วบทสนทนาเช่นนี้
เพียงแต่มนุษย์อย่างเราไม่เข้าใจเว้นแต่เราจะค่อยๆกลายเป็นสัตว์ประหลาดเหมือนที่เก่งเป็น (และเข้าใจภาษาลิงในเวลาต่อมา))
เก่งพบกับชายเปลือยในป่าที่มีหน้าตาเหมือนโต้ง
หากเชื่อมโยงเข้ากับตำนาน หมอผีเขมรตอนต้นเรื่อง โต้งอาจคือหมอผีเขมร(เพราะมีรอยสักเต็มตัว)หรืออาจเป็นหมอผีเขมรปลอมตัวเป็นโต้ง(เพราะโต้งคือคนรักของเก่ง) หรือว่าที่แท้โต้งไม่ใช่อื่นไกลนอกจากภาคแยกของ-วิญญาณ-ของเก่งเอง(หนังใช้ชื่อตอนสองว่าวิญญาณ)
ย้อนกลับไปฉากเปิดเรื่อง หลังจากพบศพชายแปลกหน้า เราเห็นภาพชายเปลือยเดินผ่านจอไป(ชายเปลือยเป็นสัตว์ประหลาด หรือจิตวิญญาณที่หลุดลอยของศพ) และศพนั้นคือชายในรูปถ่ายของโต้ง หรือเปล่า
ดังนั้นถ้าเราแทนค่าโต้งเป็นจิตวิญญาณแยกภาคของเก่ง
เสือผี ก็มีสัดส่วนแทนค่าเป็นอีกภาคของจิตวิญญาณของเก่งเช่นกัน (หนังโยงเสือผีกับโต้งไว้ด้วยกันด้วยบทบรรยายตอนหนึ่ง)(เพื่อนผมว่าเสือผีและโต้งคือสิ่งเดียวกัน คือสัตว์ประหลาด)
และในตอนหลัง(ที่เก่งกำลังกลายเป็นสัตว์)เราเห็นภาพโต้งเดินร้องให้อยู่กลางป่าซึ่งใช่หรือไม่ว่ามันคือจิตวิญญาณส่วนที่พ่ายแพ้และเสือเป็นจิตวิญาณที่ชนะ(เสือ โต้ง เก่ง สามารถโยงเข้าด้วยกันได้ผ่านพฤติกรรมกึ่งมนุษย์กึ่งสัตว์)
และหากแทนค่าโต้งกับเสือเป็นจิตวิญญาณสองภาคโดยมีเก่งเป็นมนุษย์ตรงกลาง ป่าก็น่าจะแทนค่าได้กับใจของเก่งเอง
ในป่าใจเก่งเผชิญหน้ากับสงครามภายในระหว่างจิตวิญญาณโต้งและเสือ
เก่งไล่ตามจิตวิญญาณโต้ง(ความรัก ความฝัน ความเป็นมนุษย์ )แต่กลับถูกทำร้าย(จับโยนตกหน้าผาลงมา, ถูกทุบตี)เสือ(สัญชาตญาณดิบ ความเป็นสัตว์ในตัวแรงขับทางเพศ?)กลับปรากฏขึ้นในตอนท้ายและมอบพลังอำนาจให้แก่กัน
(ในบางห้วงความคิดผมถึงกับแทบจะเชื่อว่าเสือคือกิเลสหรือความทุกข์ที่เกิดจากการยึดติดความสุข(โต้ง) ของเก่ง
ตามที่ผู้กำกับเคยให้สัมภาษณ์ไว้และที่หนังอยากจะบอกไม่ใช่วิถีทางที่มนุษย์จะหลุดพ้นจากกิเลสแต่เป็นวิถีทางที่มนุษย์พ่ายแพ้ให้แก่กิเลสต่างหาก)

นอกจากการแทนค่าหลักๆหนังยังพูดถึง วิทยุสื่อสารที่ในตอนแรกใช้จีบสาว
และตอนหลังเสือผี(ในรูปโต้ง)ถูกยั่วยวนด้วยวิทยุสื่อสารนี้
ต่อมาวิทยุสื่อสารกลับส่งคลื่นประหลาดบิดเบี้ยวไม่เป็นภาษา
ซึ่งกลับมาเป็นเสียงของหิ่งห้อยอีกครั้งในท้ายเรื่อง(ภาพต้นไม้เรืองแสงนี่สวยเป็นบ้า)
ผมลองแทนค่าเล่นๆว่าในโลกเมือง(ซึ่งหนังใส่เสียงอึกทึกของเมืองไว้เต็มที่) วิทยุมีค่าเท่ากับการสือ่สารของผุ้ใช้ไปยังผู้รับ จากคนสู่คน
แต่ในโลกป่าที่มีแต่เสียงสัตว์ป่าซึ่งหากแทนค่าป่าด้วยใจเรา เสียงสัตว์ก็ไม่ต่างจากเสียงเรียกร้องของสัญชาตญาณดิบของเรา
วิทยุกลับให้คลื่นรบกวนบิดเบี้ยว ประหนึ่งว่าการสื่อสารเป็นเพียงการก่อรูปของถ้อยคำที่บิดเบี้ยวจากความเป็นจริงในดวงใจ และเป็นเพียงแสงหิ่งห้อยเล็กๆไม่ใช่แสงไฟนำทางแต่อย่างใด
และเมื่อแสงนั้นดับไป การสื่อสารไม่อาจ ส่งสารได้ เราจึงตกอยู่ในความมืดบอดภายในตัวเราเอง
วิญญาณของวัวที่ผละจากร่าง คราบแมลง ตอนที่ถ่ายทุกข์ กับแมลงตอนที่เก่งกินอาหารน่าจะเป็นตัวแทนการเสพรับของมนุษย์(ในหนังเก่งถ่ายก่อนกินทีหลังแมลงจึงเปลี่ยนจากซากเป็นแมลงเป็นๆ)
ดังนั้นจากผลพวงของการสื่อสารบิดเบี้ยวและสิ่งที่เราเสพรับ
มันได้ทำลายความสุขให้เป็นความทุกข์ไปได้
และหากตามการแทนค่านี้เราจะพบว่า สัตว์ประหลาดในหนังไม่มีอยู่เลย
หากสัตว์ประหลาดจะถือกำเนิดขึ้นหลังจากหนังจบลงต่างหาก
เพราะสัตว์ประหลาดจะเป็นเหมือนที่เสือบอกคือ
ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่มนุษย์
และสัตว์ประหลาด (ซึ่งมีในตัวเราทุกคนเหมือนประโยคของทอน นาคาจิมาที่ยกมาเปิดเรื่อง )ก็คือเรา ที่ผสมผสานเอาความรัก ความทุกข์ความสุข ความกลัว เลือด น้ำตา เข้าไว้ด้วยกันนั่นเอง
และโรคเขตร้อนที่เป็นชื่อภาษาอังกฤษของหนังก็คือส่วนผสมของอาการสามประการคือ ป่า(ใจ) , ตำนานเก่าแก่(ผีมีชีวิตได้ด้วยความทรงจำผู้อื่นซึ่งก็คือการถ่ายทอดตำนานต่อๆกันมา และคือการยึดติดกับความทรงจำบางประการนั่นเอง) และการกลายเป็นสัตว์(ความพ่ายแพ้แก่กิเลส)นั่นเอง
.....................................................................................

หนังถ่ายภาพได้สวยงามทั้งในครึ่งแรก (ภาพชาวนาสองคนนั่งมองบึงน้ำ, ภาพแสงจากเพดานถ้ำ)
และเทคนิคพิเศษในครึ่งหลังทำให้หนังขลัง คลุมเครือละลึกลับขึ้น
ความกระอักกระอ่วนของสองนักแสดงหน้าใหม่ถูกใช้ประโยชน์เต็มที่ในครึ่งแรก
และครึ่งหลังกลายเป็นการแสดงที่น่าจดจำ
เหนืออื่นใดวิธีการเล่าเรื่องของผู้กำกับ คือหัวใจหลักที่ทำให้หนังไปไกลกว่าหนังเรื่องไหนๆ
..............................................................................
และทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้ไม่ใช่อืนไดนอกจาบทความละเมอเพ้อคลั่งหลังจากดูหนังจบลง
ผสมผสานกับความคิดขัดแย้งของผมกับเพื่อน
และความคิดมากเกินเลยไป
หนังเรื่องนี้ คลุมเครือ กว้างขวาง และขยายขอบเขตการรับรู้ของเราไปได้ไกลกว่าที่หนังไทยเรื่องไหนเคยให้ (แม้แต่หนังต่างชาติก็เถอะ)
มันอาจไม่สมบูรณ์พร้อม
แต่ในฐานะที่หนังเล่าเรื่องของคนไทย (ที่คนไทยเป็นจริงๆ)มันจึงทำให้ผม อินเป็นพิเศษ และเข้าใกล้มันได้มากขึ้น
มาดูกัน มาคุยกันเถอะครับ
..............................................................................
* =จากบทความในไบโอสโคป
edit @ 2005/06/21 21:47:09
