made-in-thailand


สำหรับคนที่ยังไม่ดูหนังเข้าโรงในกรุงต่ออีกสองสัปดาห์ ไปดูกันเถอะครับแล้วมาคุยกัน
......................................................
ผมตัดสินใจเรียบเรียงความคิดเขียนบทความนี้ขึ้นด้วยความคาดหวังเต็มที่ที่จะแลกเปลี่ยนกับใครก็ได้ที่ไปดูมาแล้ว
(วันนี้ผมใช้เวลาพักไล่หากระทู้ทั้งหมดตามเวบบอร์ด และบทความต่างๆเกี่ยวกับหนัง ไปรื้อบทสัมภาษณ์ผู้กำกับมาอ่าน
และไปเจอบทวิจาร์ณสองชิ้น ชิ้นหนึ่งเป็นภาษาไทย ที่อานได้ที่เวบไบโอกับมูลนิธิหนังไทย
ส่วนอีกชิ้นเป็นบทความภาษาฝรั่งเศส (ใครมีปัญญาแวะไปดูที่IMDB ตรงexternal reveiw แปลมาให้อ่านจักเป็นพระคุณยิ่ง)
และที่ผมต้องการที่สุดคือความคิดอะไรก็ได้ที่ขัดแย้งกับสิ่งที่ผมเขียน
เพราะผมเชื่อว่าความขัดแย้งจะทำให้เรามองได้กว้างขึ้นลึกขึ้น
และเข้าใจได้มากขึ้น
รบกวนเรียนเชิญท่านที่ดูแล้ว มาคุยกันครับ



.................................................
มันเริ่มต้นด้วยการเป็นเรื่องรักของผู้ชายสองคน
ระหว่างเก่งนายทหารพราน กับโต้ง หนุ่มโรงน้ำแข็ง
โต้งพบเก่งเมื่อเขาเดินทางออกมาจากป่าพร้อมศพชายแปลกหน้าที่นอนตายในท่าโก้งโค้งอยู่กลางป่า
ทั้งคู่พบกัน จีบกัน ผ่านเทปเพลงวงแคลช การไปเที่ยววัด การหัดขับรถ และบทเพลงวนาลี(ที่มาอย่างได้จังหวะมากกก)
ก่อนที่จู่ๆ โต้งจะหายตัวไปและหนังตัดเข้าไปหาอีกครึ่งที่เหลือ ที่เล่าเรื่องตำนานโบราณ
ผูกโยงเข้ากับการเดินทางไกลในป่าลึกเพียงลำพังของเก่ง
เพื่อตามหาหนุ่มคนรัก และเผชิญกับความลึกลับดำมืด ซึ่งไม่รู้ว่ามาจากป่าร้อนชื้นมืดทึม หรือ ตำนานโบราณ หรือจากจิตวิญญาณของเขาเอง
และอันไหนกันที่เป็น-โรคร้ายในเขตร้อน- และอะไรกัน คือ -สัตว์ประหลาด-
นี่คือพลอตทั้งหมดของหนังที่ไปคว้า jury prize มาจากคานส์ และเป็นหนังใหม่ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เจ้าของหนังอย่าง สุดเสน่หา และ ดอกฟ้าในมือมาร
ซึ่งทั้งจากรางวัลที่ได้ และหนังเรื่องก่อนหน้าทำให้หนังเรื่องนี้ถูกตีตราเป็น-ยาขม- ของใครต่อใครทั้งที่ยังไม่ได้ลอง และที่ลองแล้วแต่ยังไม่ได้หยุดใคร่ครวญถึงมันในมุมอื่นๆ
โดยแท้จริงแล้ว ครึ่งแรกของหนังทำได้สวยงามและลงตัวเอามากๆ ด้วยฉากหลังที่เป็นเมืองเล็กๆ ตัวละครที่คัดเลือกมาได้อย่างเหมือนจริง
(เคยมีคนพูดถึงเรื่องความเหมือนจริง กับ ความสมจริงเอาไว้น่าสนใจว่า ความสมจริงหมายถึงว่าสิ่งนั้นในหนังอาจไม่มีอยู่จริง แต่ผู้กำกับ และคนเขียนบท สามารถสร้างขึ้นใหม่ ให้ดูเสมือนมันมีอยู่จริง
ขณะที่ความเหมือนจริง หมายถึงสร้างให้มันเหมือนที่มันเป็นจริงๆ)
รวมไปถึงการแสดงความกระอักกระอ่วนในการจีบกัน และบทสนทนาแบบที่คนเขาพูดกันจริงๆ
(และเป็นเช่นนั้มาตั้งแต่ครั้งสุดเสน่หา)
ซึ่งบอกได้เลยแม้ไม่ต้องรู้ภูมิหลังของผู้กำกับว่าต้องเป็นเด็กต่างจังหวัดแน่ๆ
และที่สำคัญคือเป็นคนช่างสังเกตสังกาผู้คน มากกว่าหยิบจับเอาผู้คนมาใส่ความคิดเหมารวมและสร้างบทสนทนาขึ้นมาใหม่
ยังผลให้ครึ่งแรกของหนังเหมือนจริงจนราวกับว่าเป็นการติดตามชีวิตคนคู่นี้มากกว่าเป็นภาพยนตร์(มองจากมุมกลับนี่เป็นข้อกล่าวหาแบบเดียวกับที่สุดเสน่หาได้รับคือยืดยาดน่าเบื่อเกินไป(เพราะจริงเกินไป แต่รอบนี้เขาทำได้สนุกเอามากๆ)
หมัดเด็ดจริงๆของเรื่องอยู่ที่ครึ่งหลังของเรื่อง
เมื่อโต้งหายตัวไปและเก่ง-ออกเดินทางเพื่อตามหาสัตว์ลึกลับในใจกลางป่าดงดิบที่ซึ่งตำนานโบราณกลายเป็นความจริง- *
ก่อนเข้าตอนสอง หนังเปิดโอกาสให้เราพบกับตำนานโบราณ สองเรื่องผ่านการเล่าของป้าสำเริง(นี่เป็นอีกตัวละครที่เหมือนจริงเอามากๆเพราะในต่างจังหวัดมีคนแบบนี้อยู่จริงๆ)
ก่อนที่จะตัดเข้าสู่ครึ่งหลัง(ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเรื่องของ น้อย อินทนนท์)
หนังปล่อยให้นายทหารเดินคนเดียวอยู่กลางป่าลึกตามรอยเท้าคนที่ค่อยๆกลายเป็นเสือ มีเป้หลังหนึ่งใบ ปืนหนึ่งกระบอกและไฟฉายอีกหนึ่งกระบอกเป็นเพื่อนเดินทาง
ทำให้นึกถึงตำนานของป้าสำเริงที่ว่าด้วยถ้ำลึกลับที่แม้แต่คนที่เอาไฟฉายเข้าไปไฟก็ดับ และหากไม่มีบุญก็จะเข้าไม่ถึง บางคนไม่เอาไฟเข้าไปก็โดนแก๊ซพิษตายกลางทาง
หากเทียบเคียงตำนานนั้นเข้ากับเรื่องของเก่ง เสมือนหนังได้จะบอกผลลัพทธ์สุดท้ายเอาไว้ล่วงหน้าแล้วด้วยซ้ำ
ขณะที่เก่งเดินลึกเข้าไปในป่า
หนังไม่มีบทสนทนาใดๆทั้งสิ้น แต่ปล่อยให้เสียงแห่งป่าทำหน้าที่อย่างเต็มศักยภาพ
เสียงใบไม้สวบสาบ เสียงนกร้อง เสียงหรีดหริ่งเรไร (เพื่อนผมบอกว่านี่คือ บทสนทนาของป่าและครึ่งหลังก็เต็มไปด้วบทสนทนาเช่นนี้
เพียงแต่มนุษย์อย่างเราไม่เข้าใจเว้นแต่เราจะค่อยๆกลายเป็นสัตว์ประหลาดเหมือนที่เก่งเป็น (และเข้าใจภาษาลิงในเวลาต่อมา))
เก่งพบกับชายเปลือยในป่าที่มีหน้าตาเหมือนโต้ง
หากเชื่อมโยงเข้ากับตำนาน หมอผีเขมรตอนต้นเรื่อง โต้งอาจคือหมอผีเขมร(เพราะมีรอยสักเต็มตัว)หรืออาจเป็นหมอผีเขมรปลอมตัวเป็นโต้ง(เพราะโต้งคือคนรักของเก่ง) หรือว่าที่แท้โต้งไม่ใช่อื่นไกลนอกจากภาคแยกของ-วิญญาณ-ของเก่งเอง(หนังใช้ชื่อตอนสองว่าวิญญาณ)
ย้อนกลับไปฉากเปิดเรื่อง หลังจากพบศพชายแปลกหน้า เราเห็นภาพชายเปลือยเดินผ่านจอไป(ชายเปลือยเป็นสัตว์ประหลาด หรือจิตวิญญาณที่หลุดลอยของศพ) และศพนั้นคือชายในรูปถ่ายของโต้ง หรือเปล่า
ดังนั้นถ้าเราแทนค่าโต้งเป็นจิตวิญญาณแยกภาคของเก่ง
เสือผี ก็มีสัดส่วนแทนค่าเป็นอีกภาคของจิตวิญญาณของเก่งเช่นกัน (หนังโยงเสือผีกับโต้งไว้ด้วยกันด้วยบทบรรยายตอนหนึ่ง)(เพื่อนผมว่าเสือผีและโต้งคือสิ่งเดียวกัน คือสัตว์ประหลาด)
และในตอนหลัง(ที่เก่งกำลังกลายเป็นสัตว์)เราเห็นภาพโต้งเดินร้องให้อยู่กลางป่าซึ่งใช่หรือไม่ว่ามันคือจิตวิญญาณส่วนที่พ่ายแพ้และเสือเป็นจิตวิญาณที่ชนะ(เสือ โต้ง เก่ง สามารถโยงเข้าด้วยกันได้ผ่านพฤติกรรมกึ่งมนุษย์กึ่งสัตว์)
และหากแทนค่าโต้งกับเสือเป็นจิตวิญญาณสองภาคโดยมีเก่งเป็นมนุษย์ตรงกลาง ป่าก็น่าจะแทนค่าได้กับใจของเก่งเอง
ในป่าใจเก่งเผชิญหน้ากับสงครามภายในระหว่างจิตวิญญาณโต้งและเสือ
เก่งไล่ตามจิตวิญญาณโต้ง(ความรัก ความฝัน ความเป็นมนุษย์ )แต่กลับถูกทำร้าย(จับโยนตกหน้าผาลงมา, ถูกทุบตี)เสือ(สัญชาตญาณดิบ ความเป็นสัตว์ในตัวแรงขับทางเพศ?)กลับปรากฏขึ้นในตอนท้ายและมอบพลังอำนาจให้แก่กัน
(ในบางห้วงความคิดผมถึงกับแทบจะเชื่อว่าเสือคือกิเลสหรือความทุกข์ที่เกิดจากการยึดติดความสุข(โต้ง) ของเก่ง
ตามที่ผู้กำกับเคยให้สัมภาษณ์ไว้และที่หนังอยากจะบอกไม่ใช่วิถีทางที่มนุษย์จะหลุดพ้นจากกิเลสแต่เป็นวิถีทางที่มนุษย์พ่ายแพ้ให้แก่กิเลสต่างหาก)


นอกจากการแทนค่าหลักๆหนังยังพูดถึง วิทยุสื่อสารที่ในตอนแรกใช้จีบสาว
และตอนหลังเสือผี(ในรูปโต้ง)ถูกยั่วยวนด้วยวิทยุสื่อสารนี้
ต่อมาวิทยุสื่อสารกลับส่งคลื่นประหลาดบิดเบี้ยวไม่เป็นภาษา
ซึ่งกลับมาเป็นเสียงของหิ่งห้อยอีกครั้งในท้ายเรื่อง(ภาพต้นไม้เรืองแสงนี่สวยเป็นบ้า)
ผมลองแทนค่าเล่นๆว่าในโลกเมือง(ซึ่งหนังใส่เสียงอึกทึกของเมืองไว้เต็มที่) วิทยุมีค่าเท่ากับการสือ่สารของผุ้ใช้ไปยังผู้รับ จากคนสู่คน
แต่ในโลกป่าที่มีแต่เสียงสัตว์ป่าซึ่งหากแทนค่าป่าด้วยใจเรา เสียงสัตว์ก็ไม่ต่างจากเสียงเรียกร้องของสัญชาตญาณดิบของเรา
วิทยุกลับให้คลื่นรบกวนบิดเบี้ยว ประหนึ่งว่าการสื่อสารเป็นเพียงการก่อรูปของถ้อยคำที่บิดเบี้ยวจากความเป็นจริงในดวงใจ และเป็นเพียงแสงหิ่งห้อยเล็กๆไม่ใช่แสงไฟนำทางแต่อย่างใด
และเมื่อแสงนั้นดับไป การสื่อสารไม่อาจ ส่งสารได้ เราจึงตกอยู่ในความมืดบอดภายในตัวเราเอง
วิญญาณของวัวที่ผละจากร่าง คราบแมลง ตอนที่ถ่ายทุกข์ กับแมลงตอนที่เก่งกินอาหารน่าจะเป็นตัวแทนการเสพรับของมนุษย์(ในหนังเก่งถ่ายก่อนกินทีหลังแมลงจึงเปลี่ยนจากซากเป็นแมลงเป็นๆ)
ดังนั้นจากผลพวงของการสื่อสารบิดเบี้ยวและสิ่งที่เราเสพรับ
มันได้ทำลายความสุขให้เป็นความทุกข์ไปได้
และหากตามการแทนค่านี้เราจะพบว่า สัตว์ประหลาดในหนังไม่มีอยู่เลย
หากสัตว์ประหลาดจะถือกำเนิดขึ้นหลังจากหนังจบลงต่างหาก
เพราะสัตว์ประหลาดจะเป็นเหมือนที่เสือบอกคือ
ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่มนุษย์
และสัตว์ประหลาด (ซึ่งมีในตัวเราทุกคนเหมือนประโยคของทอน นาคาจิมาที่ยกมาเปิดเรื่อง )ก็คือเรา ที่ผสมผสานเอาความรัก ความทุกข์ความสุข ความกลัว เลือด น้ำตา เข้าไว้ด้วยกันนั่นเอง
และโรคเขตร้อนที่เป็นชื่อภาษาอังกฤษของหนังก็คือส่วนผสมของอาการสามประการคือ ป่า(ใจ) , ตำนานเก่าแก่(ผีมีชีวิตได้ด้วยความทรงจำผู้อื่นซึ่งก็คือการถ่ายทอดตำนานต่อๆกันมา และคือการยึดติดกับความทรงจำบางประการนั่นเอง) และการกลายเป็นสัตว์(ความพ่ายแพ้แก่กิเลส)นั่นเอง
.....................................................................................


หนังถ่ายภาพได้สวยงามทั้งในครึ่งแรก (ภาพชาวนาสองคนนั่งมองบึงน้ำ, ภาพแสงจากเพดานถ้ำ)
และเทคนิคพิเศษในครึ่งหลังทำให้หนังขลัง คลุมเครือละลึกลับขึ้น
ความกระอักกระอ่วนของสองนักแสดงหน้าใหม่ถูกใช้ประโยชน์เต็มที่ในครึ่งแรก
และครึ่งหลังกลายเป็นการแสดงที่น่าจดจำ
เหนืออื่นใดวิธีการเล่าเรื่องของผู้กำกับ คือหัวใจหลักที่ทำให้หนังไปไกลกว่าหนังเรื่องไหนๆ
..............................................................................
และทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้ไม่ใช่อืนไดนอกจาบทความละเมอเพ้อคลั่งหลังจากดูหนังจบลง
ผสมผสานกับความคิดขัดแย้งของผมกับเพื่อน
และความคิดมากเกินเลยไป
หนังเรื่องนี้ คลุมเครือ กว้างขวาง และขยายขอบเขตการรับรู้ของเราไปได้ไกลกว่าที่หนังไทยเรื่องไหนเคยให้ (แม้แต่หนังต่างชาติก็เถอะ)
มันอาจไม่สมบูรณ์พร้อม
แต่ในฐานะที่หนังเล่าเรื่องของคนไทย (ที่คนไทยเป็นจริงๆ)มันจึงทำให้ผม อินเป็นพิเศษ และเข้าใกล้มันได้มากขึ้น
มาดูกัน มาคุยกันเถอะครับ



..............................................................................
* =จากบทความในไบโอสโคป


edit @ 2005/06/21 21:47:09

*******************************************************************************************************************
บทความชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นโดยผู้ที่ยังไม่ได้อ่านหนังสือ เหมืองแร่ แต่อย่างใด เพราะฉะนั้นจึงเป็นการพิจารณาหนังในฐานะของหนังล้วนๆ ครับ
*******************************************************************************************************************

นายอาจินต์ ถูกรีไทร์ออกจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตอนเรียนอยู่ปี 2
เขาจำต้องทิ้งทุกสิ่งไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้าลงใต้ไปยังเหมือนแร่ดีบุกกลางป่าเขา ตำบลกระโสม อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวะดพังงา
ที่นั่น เขาได้พบผู้คนมากมาย เรื่องราวดีร้าย ความทุกข์ ความสุข การงานอันยากลำบาก ความเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว และ มิตรภาพดีงาม ที่ ส่งผลเปลี่ยนแปลงบางสิ่งภยในตัวเขาไปตลอดชีวิต

ภาพยนตร์ มหาลัยเหมือแร่ ดัดแปลงจาก นิยาย อมตะของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ซึ่งตัวหนังสือนั้นถูกเคี่ยวจนเข้มข้นจากประสปการณ์ของผู้ประพันธ์โดยตรง ว่ากันว่า ตัวหนังสือนั้นเล่าเรื่อง เป็นตอนๆ และกระทั่งตัวผู้ประพันธ์ยังออกตัวว่าเป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับ อ่านมากกว่าถูกสร้างมาเป็นภาพยนตร์ อย่างไรก็ดี ภายใต้ฝีมือ ของ จิระ มะลิกุล ผู้กำกับที่เคยทำให้ 15 ค่ำเดือน 11 กลายเป็นหนังไทยในใจของใครหลายๆคน ก็ได้หาญกล้ากยิบเอากนังสือเรื่องนี้มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์จนสำเร็จลงได้


หนังเต็มไปด้วยเสียงวอยซ์โอเวอร์ เล่าเรื่อง ที่อาจทำให้หลายคนรำคาญ ในความเป็น -หนังที่สร้างจากหนังสือ- จนเต็มที่ หากแต่เสียงเล่าเรื่องนั้นกลับทำหน้าที่ทั้งในการชักนำคนดู และ กันคนดูออกจากการมีส่วนร่วมกับนายอาจินต์ไปในตัว ในการดูหนังเรื่องนี้ เราไม่ได้ทำหน้าที่เป็น นายอาจินต์ หากเราทำหน้าที่เป็น คนอีกคน ที่ได้หลุดไปอยู่ในเหมืองแร่ด้วย และด้วยการณ์นี้เอง หนังจึงอาจอ่อนด้อยในแง่ของความซาบซึ้ง หากอุดมไปด้วย ความรู้สึกกึ่งถวิลหา โมงยามอันยากลำบากแต่มีความสุข อันเป็นความรู้สึกเดียวกับ การเรียนมหาวิทยาลัย ใน 4 ปีนั้น ในฐานะของผู้เรียน มันอาจเต็มไปด้วยประสปการ์ณ เลวนร้าย สถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย หรือเรื่องราวที่เราอยากลืมไปให้พ้นๆ หากแต่ในทางกลับกันเมื่อเรามองย้อนกลับไป เวลาได้เยียยวยาบาดแผลให้กลายเป็นเป็นเพียงรอยประสปการ์ณ ชำระล้างความทุกข์เศร้าให้กลายเป็นการเติบโต และทำให้เรื่องราวเลวร้ายกลายเป็นความขบขัน เวลาจะเลือนขมขื่นของทุกสิ่งจนมีรสหวาน และรสหวานแบบนั้น คือสิ่งที่ถูกบรรจุอยู่ในเหนังเรื่องนี้

ตัวหนังนั้นเล่าเรื่องโดยแบ่งออกเป็น ช่วงเวลา 4 ปี ของ นายอาจินต์ ในเหมืองแร่ ตั้งแต่เดินทางมา (อย่างยากลำบาก ) เรียนรู้การใช้ชีวิตกลางป่าเขากับบรรดาผู้คนที่ไม่ได้เป็นสุภาพบุรุษที่เขารู้จัก หากแต่เป็นชายชาวบ้าน ผู้ทำงานอย่างหนัก ในถิ่นทุรกันดาร จนกระทั่งเขาค่อยๆกลายเป็นส่วนหนึ่งของผู้คนเหล่านั้น ของสถานที่แห่งนั้น ตามตัวเรื่องสามารถเล่าออกมาเป็นหนังขายความประทับใจซึ้งๆเกี่ยวกับมิตรภาพลูกผู้ชาย หรือหนังตลกขบขันว่าด้วยพฤติกรรม แปลกๆของผู้คนในเหมือง แต่หนังกลับเลือกที่จะอยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้ว เพื่อมุ่งเน้นนำเสนอ ภาพของ ความเป็น -ลูกผู้ชาย - แบบที่อาจไม่ได้มีให้เห็นได้ง่ายดายนักในสังคมปัจจุบัน

" กินอย่าอาย ตายอย่ากลัว "
พี่จอนบอกกับอาจินต์ในครั้งหนึ่ง ถ้อยคำง่ายๆที่บ่งบอกเนื้อแท้ของความเป็นลูกผู้ชาย ใฯโลกของเหมืองแร่ โลกที่ไม่ได้วัดความเป็นลูกผู้ชายที่ความหรูหราของวัตถุ หรือความสามารถในการจีบผู้หญิง หรือการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่วัดกันด้วยเกียรติ และศักดิศรี ลูกผู้ชายในเหมืองแร่ ไม่ได้เป็นผู้คนที่ยิ่งใหญ่หรือเปลี่ยนแปลงโลก คนอย่าง พี่จอน พี่เลิศ พี่ก้อง กระทั่งไอ้ไข่ หรืออาจินต์ เป็นเพียง -กรรมกร - ตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้คาดหวังพลิกฟ้าเปลี่ยนแผ่นดิน พวกเขาทำงานเพื่อแลกกับเงินจำนวนไม่มากนักสำหรับพอประทังชีวิต แต่สิ่งที่สำคัญกับพวกเขาเหล่านั้นที่สุดมีเพียงสองอย่าง คือ เกียรติ และ มิตรภาพ นั่นคือสาเหตุที่พี่จอน ยอมไปจากเหมืองแร่ และ สาเหตุที่ มีวงเหล้ากันทุกค่ำคืน
ภาวะลูกผู้ชายสุดแสนโรแมนติค ดิบเถื่อน และ ห้าวหาญในโลกของเหมืองแร่ นั้น ในโลกจริงอาจเป็นเพียงเรื่องของคนโง่งม และไม่ยืดหยุ่น พวกเขาอาจเป็นได้เพียง แรงงานราคาถูก แต่ก็เป็นเช่นที่อาจินต์ บอก "ผมทำงานเพื่อรายงานตัวเอง ว่า ไม่ได้เป็นกาฝากของที่นี่ " บางทีมันไม่สำคัญที่ผลสัมฤทธิ์ของงาน มันสำคัญที่วิธีการในการทำงานต่างหาก

นอกจากโปรดักชั่นที่ทำได้อย่างแนบเนียนแล้ว หนังยังได้การแสดงอย่างสนุกสนาน (และบางคนอย่าง นาย สนธยา หรือโกต๋อง อยู่ในขั้น น่าชื่นชมเลยทีเดียว) ของบรรดาตัวประกอบในเหมืองแร่ ที่ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดี

โดยรวมแล้ว มหาลัยเหมืองแร่ อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ ซาบซึ้ง ไม่แม้แต่กระทั่งจะเป็นภาพยนตร์ตลกขบขัน แต่หนังก็เป้นเช่นเดียวกับผู้คนในเเหมืองแร ่ สิ่งที่หนังเป็นคือการพูดถึง เกียรติ มิตรภาพ ศักดิ์ศรี ที่นับวันจะยิ่งเหือดแล้งแห้งหายไปในวิถีแห่งการแก่งแย่งแข่งขัน กับบางคน ชีวิตของอาจินต์ หลังกลับจากเหมืองแร่ อาจเป็นสี่ปีอันล้มเหลวสูญสิ้น แต่ในที่สุด กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า สี่ปีนั้นมีคุณค่ามากมายเพียงใด


f o o t n o t e

บทความชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยความอคติอยู่ในระดับหนึ่งทีเดียว สาเหตุหลักคือว่า พ่อของผมเป็นคนงานเหมือง(แต่เป็นเหมืองขุดแร่ในทะเล) ส่งที่เกิดขึ้นในหนัง หลายอย่างผมเองก็เคยพบเห็นมาในครั้งยังเด็ก ดังนั้นจึงช่วยไม่ได้ที่ผมะอินกับมัน เป็นพิเศษ เพราะนี่เป็นหนังที่ทำให้ผมคิดถึงพ่ออย่างรุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่งครับ


edit @ 2005/06/09 19:01:39


หลังจากเรียนจบชั้นประถม
เด็กชาย ฮูยัน และเด็กหญิงมิมปี ต้องลาออกจากโรงเรียน ด้วยเงื่อนไขบีบรัดของชีวิต
เด็กชายฮูยันเป็นเด็กเรียนดี เรียบร้อย ช่างคิด และและมุ่งมั่นในสิ่งดีงาม
แต่ฮูยันก็เป็นพี่ชายของ ดุนญา และ อาเครญา น้องอีกสองคนที่จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้ไปโรงเรียน
และเป็นลูกของป๊ะ ผู้เป็นกรรมกรสถานีรถไฟ แม้ป๊ะจะทำงานหนัก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินพอสำหรับเลี้ยงลูกทั้งสามได้
ดังนั้นแม้ว่าจะอยากไปเรียนหนังสือมากแค่ไหน ฮูยันก็ต้องเลือกทำสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เด็กอย่างเขาจะทำได้
เด็กหญิงมิมปี เป็นเด็กช่างพูด ช่างซักช่างถาม
และเป็นลูกของแม่ค้าขายของชายแดน
หลังจากเรียนจบประถม เธอตั้งใจจะออกไปค้าขาย ขึ้นล่องระหว่างเมืองใหญ่กับชายแดน ช่วยแม่ของเธอขายของ
ฮูยันเรียนห้องเดียวกับมิมปี และทั้งคู่รู้จักกันเพราะ แปลงดอกไม้ และไอติมหวานเย็นสีฟ้า ที่ฮูยันเอามาขายก่อนจะลาออก

หลังจากออกจากโรงเรียน ฮูยันพบมิมปีที่สถานีรถไฟ
รถไฟพาเขาไปพบโลกแปลกใหม่ นำพาผู้คน และเรื่องเล่าใหม่ๆเข้ามาในชีวิต
และรถไฟนี่เองที่พรากเอาบางสิ่งบางอย่างไปจากชีวิตของฮูยันเช่นกัน
บนเส้นทางรถไฟสายที่มุ่งสู่ชายแดน ความฝันของเด็กๆเลื่อนไหล ไปพร้อมกับการเติบโต อันมีทั้งความสวยงาม และความเจ็บปวด
ในนามของ-การมีชีวิต-

หนังเรื่องนี้สร้างจากบทประพันธ์ของ นิพพาน ที่เขียนขึ้นในปี 2521 และได้รับรางวัลมากมายรวมทั้งกลายเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาอีกด้วย หนังถูกสร้างขึนในปี 2528 โดยฝีมือของ ยุทธนา มุกดาสนิท เจ้าของผลงานอย่าง น้ำพุ หลังคาแดง และ วิถีคนกล้า ซึ่งกำกับหนังเรื่องนี้ออกมาอย่างซื่อตรงต่อบทประพันธ์ โดยแทบไม่มีการตัดทอน และเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่อย่างไรก็ดีการถ่ายทำในสถานที่จริงเกือบทั้งหมด การใช้นักแสดงหน้าใหม่ (ซึ่งเล่นกันอย่างขัดเขินจนเป็นธรรมชาติ) รวมไปถึงการได้รับบริการจากดารารุ่นใหญ่ฝีมือดีอย่าง สุเชาว์ พงษ์วิไล และ ดวงใจ หทัยกาญจน์ ดนตรีประกอบสวยงามฝีมือ อ.ดนู ฮุนตระกูล และคุณจำรัส เศวตาภรณ์รวมไปถึง การเลือกใช้ภาษาภาพ ทำให้หนังไม่ได้ยิ่งหย่อนคุณค่าในความเป็นภาพยนตร์ลงไปเท่าใดนัก

หนังตั้งคำถามถึงชีวิตของผู้คนชายขอบโดยเฉพาะชีวิตของเด็กๆที่เกิดในรั้วรอบขอบชิดแห่งความยากจน ไม่ว่าเด็กๆเหล่านั้ จะเกิดในศาสนาใด เป็นเด็กดีหรือเด็กร้าย มีการศึกษาหรือไม่ สิ่งที่แบ่งแยกผู้คนออกจากกันอย่าสากล และแสนเจ็บปวดคือความยากจน กับความมั่งมี ภาพของฮูยัน และน้องๆ รวมไปถึงเด็กๆค้าข้าว (ซึ่งเคยมีอยู่จริงๆในนามของกองทัพมด ก่อนที่จะล่มสลายไปพร้อมๆกับการค้าของหนีภาษีอย่างเป็นระบบของนายทุน) ความยากจน นำมาซึ่งความเจ็บป่วย ของป๊ะ การไม่ได้เรียนต่อของฮูยัน ซึ่งถึงแม้จะหัวดีแค่ไหน โอกาสก็มีไม่พออยู่ดี
แต่หนังไม่ได้มุ่งเน้นเพียงฉายภาพชั่วร้ายของเงินเป็นใหญ่ เพราะที่หนังพูดถึงคือการมีชีวตอยู่อย่างมีความฝัน และความดีงาม หนังให้โมงยามดีๆของฮูยันกับ มิมปี และกับเพื่อนๆของเขาบนหลังคารถไฟ (หนังจับภาพเด็กๆบนหลังคารถไฟในแสงแดดยามเย็นได้ทั้งสวยงามและเงียบเหงา) แม้เรื่องราวที่เกิดกับฮูยัน จะเป็นความยากลำบากของการมีชีวิต แต่ชีวิตใช่จะต้องพ่ายแพ้ให้กับความยากลำบากนั้นเสมอไป
ในขระที่มิมปี((มีชื่อแปลว่าความฝัน) เป็นตัวแทนของความดีงามที่ยังคงหลงเหลือในโลก เธอชี้นำหนทางให้กับฮูยัน และคอยดูแลเขา เช่นเดียวกับอาเดล นาฆา และผองเพื่อน ในฉากหนึ่งนาฆาบอกกับเราว่า -นายอาจจะคิดว่าเราขี้ขลาด แต่นายก็รู้ว่าทุกคนบนนี้ไม่มีใครขี้ขลาดสักคน - เด็กๆค้าข้าวอาจถูกมองเป็นเด็กเกเรมากปัญหา แต่พวกเขาก็ล้วนทำไปด้วยเหตุผลของตนเองทั้งสิ้น

ภายใต้เรื่องเล่าของการยืนหยัดเพื่อความดีงาม หนังเปิดดวงตาของเราให้เหลียวมองเด็กๆของเราเองขณะที่เด็กคนหนึ่งอาจร่ำร้องหาวัตถุเครื่องเล่นชิ้นใหม่ เด็กๆอีกจำนวนมากยังคงต้องขายไอติมกันกลางแดดเพื่อให้ได้มาซึ่งเสื้อนักเรียนใหม่สักตัว เรามีสิทธิที่จะเพิกเฉย ทำเหมือนเช่นว่าพวกเขาไม่เคยมีอยู่ หรือมองพวกเขาเป็นเพียงพวกขี้เกียจสันหลังยาวหรือ พวกชั่วช้าเบียดเบียนผู้อื่น แต่ ใช่หรือไม่ว่าภายใต้เรื่องราวเหล่านั้นพวกเข้าล้วนต่างมีชีวิต และมีเรื่องเล่าที่เป็นของตัวเอง
หนังไม่ได้พูดถึง ผีเสื้อ และ ดอกไม้ เลย จนกระทั่งตอนท้ายเรื่องในงาน วันฮารี รายอ ผีเสื้อ ของมิมปี เด็กหญิงผู้มีชื่อแปลว่า ความฝันจะต้องโบยบินไปได้แสนไกล และดอกไม้ของเด็กชายฮูยัน ผู้มีชื่อแปลว่าสายฝน คงจะผลิบานอย่างดงาม เพราะแม้จะยากลำบาก พวกเขาก็มีความฝัน และยังมีชีวิต

f o o t n o t e

หนังเรื่องนี้จะเข้าฉษยในวันที่ 4 สิงหาคม เพื่อปิดท้ายเทศกาลกระจก ก้อนเมฆ เต่าบินได้ ผีเสื้อ และดอกไม้ ซึ่งจัดขึ้นที่โรงหนังเฮาส์ ผมอยากบอกว่าหากไม่ติดธุระปะปัง หนักหนาสาหัสจริงๆ อยากให้ไปดูหนังเรื่องนี้กันครับ ไม่ใช่แค่เพราะมันเป็นหนังไทยที่ดี แต่เพราะมันเป้นหนังที่ดีเรื่องหนึ่ง และที่สำคัญเราควรได้ดูฉากหลังคารถไฟ ในโรงหนังเป็นอย่างยิ่งครับ

แต่หากใครพลาดจริงๆหรืออยู่ต่างจังหวัด (อย่างผม) หาซื้อได้ในลิขสิทธิ์ ของ solar ราคา 40 บาท ครับแต่คุณภาพของภาพไม่ค่อยดีนักนะครับ

ข้อมูลหนังดูได้ที่นี่ครับ เวบหนังไทย ทำได้ดีเลยทีเดียว
http://www.thaiclassicalmovie.com/Movie.asp?MoviesID=110
แล้วก็นี่อีกเวบนึงครับ
http://www.thaicinemix.com/movies/ThaiMovie.asp?movie_id=5



edit @ 2005/06/09 19:05:56