made-in-thailand

 

แหวนทองเหลือง (พระเจ้าวรวงษ์เธออนุสรมงคลการ/2516/ไทย)A+++++++++++++++++++++

 

เราควรศึกษาเรื่องของสงคามโลกครั้งที่สองในภาพยนตร์ไทย โดยเรียนจากหนังเรื่องนี้ และอีพริ้ง คนเริงเมือง 

 

ชั่วโมงแรกเป็นดราม่ารักรันทด (นางเอกเป็นสาวบ้านป่า พระเอกเป็นคนกรุง ได้กันแล้วหนี)  ฉากลือลั่นนางเอกแกะโซ่ล่ามเท้า แล้วเดินตามทางรถไฟจากเมืองเหนือไปกรุงเทพ  พอชั่วโมงที่สองเล่าเรื่องตั้งแต่ก่อนสงคราม จนไปเป็นกะหรี่ ไปอยู่กับญี่ปุ่น แล้วจน แล้วรวยพอชั่วโมงที่สามเป็นยุค70! พระเอกจริงๆเป็นเสรีไทยที่โดนพิษการเมืองในเสรีไทย!!!!  แล้วตอนยุคเจ็ดสิบ พระเอกตกยาก นางเอกรวยเพราะผัวญี่ปุ่น (แต่นางเอกบอกว่ามีผัวคนเดียวคือพระเอก ) ฉันยินดียกเรือนกายให้คุณ แต่ผัวของดิฉันมีเพียงคนเดียวววว!แล้วเป็นหนังบู๊ต่อต้านยาเสพติดจบลงด้วยพระเอกเกือบแต่งงานกับลูกสาวตัวเองเป็นสามชั่วโมงที่ระเบิดเถิดเทิงมาก

 

 

ซีนคลาสสิค มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
นางเอก(ตอนที่รวยแล้ว) สวมชุดสาวบ้านป่า แล้วก็นั่งกอดกับพระเอกบนโซฟา (ฯึกสภาพโซฟาเก๋ๆ แบบยุค 70) แล้วภาพก็เฟดลง มืด พอเห็นเป็นเงา แล้วเหนือหัวของเพระเอกนางเอกที่เป็นเงา ก็พลันปรากฏจอหนัง ฉายหนังความทรงจำเมื่อครั้งพระเอกไปเที่ยวป่ากับนางเอก แล้วเพลงประกอบมา 'แหวนทองเหลือง คือเครื่องประดับอับค่าาา' ซีนนี้จบเพลง สามนาทีรวด!

 

ในทางหนึ่งนี่คือหนึ่งในหนังที่พูดถึงบทบาทของผู้หญิงในยุคสงครามโลก ที่ใช้ความเป็นเมียต่อกรกับสิ่งซึ่งเข้ามาทรงอิทธิพลในประเทศ ผัวทั้งห้าของอีพริ้ง และผัวทั้งสามของดวงใจในหนังเรื่องนี้เป้ฯตัวแทนของสิ่งซึ่งเข้ามาใน'แผ่นดินแม่' และการต่อกรของเธอ ในอีกทางหนึ่งเราอาจะเปรียบเทียบหนังทั้งสองเรื่องนี้เข้ากับ THE MARRIAGE OF MARIA BRAUN ของFASSBINDER ได้เลย หนังคล้ายกันมาก

 

จรืงๆตัวเองก็ไม่แน่ใจนัยยะอะไรทำนองนี้ เพราะหนังสร้างโดย ละโว้ภาพยนตร์ ของ พระเจ้าวรวงษ์เธออนุสรมงคลการเอง แต่อย่างรก็ตาม ประเด็นการวิพากษ์ ความกตัญญูในหนังก็น่าสนใจมาก และน่าทึ่งมากที่จะเอามันมาอธิบายสีงคมไทย ในขณะนี้!

 

เรื่องราวในชั่วโมงแรกของหนังน่าสนใจมาก
หนังเล่าเรื่องความกตัญญู ผ่านพ่อของนางเอก ที่เคยเป็นโจร แล้วพ่อพระเอกช่วยชีวิตไว้ มันเลย'ซาบซึ่ง'ถึงลูกหลาน  แล้วก็เทิดทูนตระกูลนี้เป็นเทวดา พอลูกสาวท้องกับพระเอกมา มันก็ไม่ยอมรับว่าพระเอกจะทำเรื่องชั่ว แต่พอชัวร์แน่ว่าทำ  ที่ทำคือการเอาลูกตัวเองไปล่ามโซ่ จะได้ไม่ปริปากบอกชาวบ้านว่าท้องกับพระเอก แล้วมันก็ไปหาคนมาแต่งงาน เพื่อให้เลือดเนื้อของพระเอกมีคนเลี้ยงดูที่ดี จากนั้นตบลูกตัวเองแล้วบอกว่า ฉันไม่ได้ทำเพื่อแก แต่เพื่อท่าน !  ซาบซึ้งไหมล่ะ!

 

จากนั้นไม่นานหนังก็วิพากษ์เรื่องความกตัญญูซ้ำสองในฉากที่นางเอกด่าเจ้าของบ้านเช่าว่า ในช่วงสงครามนายญี่ปุ่นของเธอเคยช่วยจนยายป้าเจ้าของบ้านนี้รวมไม่รู้เท่าไหร่ ตอนนี้จะมาไล่กันเหมือนหมูเหมือนหมา

พอไปถึงในชั่วโมงสุดท้ายเมื่อนางเอกร่ำรวย ก็มีคนนินทางว่าเคยเป็นกะหรี่มาก่อน แต่ก็มีคนแก้ให้ว่า ถึงจะเป็นกะหรี่ก็มีบุญคุณกับเรา เรื่องที่แล้วก็ให้แล้วไป ความกตัญญูทั้งสามแบบนี้สะท้อนกันไปมาและวิพากษ์กันเองได้ถึงพรอกถึงขิงมากๆ

 

 

ลองคิดอีกทีการที่หนังสร้างและฉายในปี 16 ก็น่าคิดว่าจะมีอะไรเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ต้านญี่ปุ่นในสมัยนั้นหรือเปล่า (วานผู้รู้ประวัติศาสตร์ช่วยตอบ)


     ฉากภาพที่ปรากฏคือภาพจากตัวรถไฟ ทดสายตามองลงไปยังชานชาลา สถานีฉะเชิงเทราในยามเย็น ส่องต้องเงาแดดสีทองแห่งสนธยา กล้องค่อยๆ เคลื่อนห่างตัวสถานีพร้อมกับตัวรถไฟซึ่งเคลื่อนไป มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพ  ตลอดการเดินทาง คล้ายกล้องเหม่อมองไปนอกตัวรถ จ้องมองภาพชีวิตจากสองข้างทาง ภาพของชุมชน ภาพของท้องทุ่ง เสาไฟฟ้าแรงสูง อาคารร้าง ยิ่งเข้าใกล้กรุงเทพ เมืองยิ่งเรืองรอง ตึกรามบ้านช่องตามไฟสว่างไสว รถไฟเคลื่อนเชื่องช้าไปในพราวแสงไฟนั้น สิ้นปลายทางที่สถานีหัวลำโพง

     จากนั้นกล้องกวาดเกร่ไปในกรุงเทพ จ้องมองแสงแดดเช้าที่ค่อยสาดลงบนถนน จ้องมองผู้คนจากแฟลตสูงแออัด เด็กๆ ของเมืองหลวงนั่งเบียดกันห้อยขาตรงริมระเบียง  เด็กในกองซากปูนปรักหักพังใต้ทางด่วน คนขายผลไม้เข็นรถของตนไปตามถนน กล้องกวาดเข้าไปในหมู่อาคารรกร้างที่สร้างไม่เสร็จ ถนนอันคลาคล่ำไปด้วยฝูงชนจากที่นั่นที่นี่ สนามหลวงในยามค่ำคืน จ้องมองคนจรหมอนหมิ่นปูผ้าพลาสติกลงพักนอนกลางงาน จ้องมองไปตามความมืด

     จากวันสู่วัน กล้องยังคงเกร่ไปตามถนนหนทาง พาเราไปเที่ยวกรุงเทพด้วยตาของคนแปลกถิ่น ที่ไม่ได้ตื่นตาตื่นใจกับความเรืองรองของกรุงเทพ หากกว่าตาติดดินไปยังบรรดาคนชายขอบ ชุมชนชาวบ้านยากจนที่ดิ้นรนอยู่ในเมือง กล้องพาเราไปยังที่เสื่อมโทรมนอกสายตาของความงามพร้อมสรรพ์ ราวกับทอดน่องท่องไปในกรุงเทพอันเดอร์กราวนด์  ดินแดนที่เราต่างรู้ว่ามีอยู่แต่ไม่เคยเหยียบย่างกระทั่งเหลียวไปพินิจ  จวบจนกระทั่งไปได้ครึ่งทาง กล้องพาเราซอกซอนไปค่ำคืนของหมู่ตึกแถวแออัดเพื่อไปจ้องมองผู้ชายคนหนึ่ง พลันมีตัวหนังสือพาดขึ้นบนจอ เรื่องของพ่อผู้ซื้อกล้องให้กับเขา โดยที่รู้ในใจว่าต่อไปเขาต้องเดินไปคนเดียว

     หลังการจ้องมองพ่อโดยไม่ได้พบ กล้องพาเรากลับคืนมายังสถานีรถไฟ  รถไฟวิ่งสวนเส้นทางเดิมกับขามา มุ่งหน้ากลับบ้านในสายฝนที่ตกกระหน่ำลงมา เส้นทางเดิมกับที่เราเห็นในตอนแรก มืดมัวหมองลงไปส่วนหนึ่ง จวบจนกระทั่งกล้องพาเรากลับมายังปากทางเข้าบ้าน ถนนลูกรังเจิ่งนองน้ำขังและโคลนหยำเยอะ  บ้านไม้โบราณที่ข้างใต้เป็นลานดินแข็งแห้งแตก บ้านซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในทุ่งร้าง กล้องพาเราไปยังท้องทุ่งริมทางรถไฟ ไกลๆ เป็นตึกแถวใหม่สวยหรู แต่ตรงนี้เป็นทุ่งหญ้าท่วมหัว สนธยาแล้ว รถไฟเดินทางผ่านไปแล้วแต่เขาเพียงจ้องมองมันอยู่อย่างเงียบเศร้า

     และนี่คือทั้งหมดที่เราได้ชมตลอด 62 นาที ของ ‘สีบนถนน’   ภาพยนตร์โดย วีระพงษ์ วิมุกตะลพ หนัง ซึ่งอาจจะเหมือนเล่าเรื่องของชายคนหนึ่งที่โดยสารรถไฟไปตามหาพ่อ พลอตที่ดูเหมือนธรรมดาธรรมดา แต่ทั้งหมดนั้นถ่ายผ่านกล้องซึงแทนดวงตาของเขา  กล่าวอย่างง่าย ตลอด 62 นาทีของหนังเราจะได้เห็นแต่เพียงภาพของบรรยากาศ สถานที่ ฝุ่นควัน แสงไฟ ถนนหนทาง ซากตึก โดยไม่มีคนอยู่บนจอ มีเพียงสถานที่ และบรรยากาศ  ภาพผู้คนที่เราได้เห็นคือภาพฉายของคนที่เขาผ่านพบระหว่างทาง ในขณะเดียวกันฉากไหนที่เขาจะแสดงความมีอยู่ของตัวเอง เขาจะวางกล้องไว้กับพื้น เราจะเห็นก็แต่เท้าของเขาเท่านั้นที่แทนตัว

     แล้วมีอะไรในหนังทำคนเดียว ถ่ายคนเดียว และอาจจะเข้าใจคนเดียวเรื่องนี้ ตัวหนังเรียกร้องผู้ชมให้เดินตามตัวผู้กำกับไป  มองจากมุมที่เขามอง โดยไม่ให้ข้อมูลพื้นฐานใดๆ ราวกัยเราควรรู้เรื่องเหล่านี้อยู่แล้วตั้งแต่ก่อนหนังเริ่มขึ้นจนจบลง คนดูถูกนำพามาทิ้งไว้กลาง ‘วิสัยทัศน์’ ของผู้กำกับ ค่อยๆ เลาะตะเข็บรื้อสร้าง โลกของเขา เรื่องเล่าของเขาจากสิ่งที่คนดูได้พบเจอในหนังจากวิธีที่เขาจ้องมองสิ่ง ต่างๆ สิ่งที่เขาเลือกมอง ที่เขาตามหา และที่เขาค้นพบ


     หนังอวลกลิ่นอายละม้ายคล้ายกับหนังของ ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ (ซึ่ง รับหน้าที่เป้นโปรดิวเซอร์และมือตัดต่อให้กับหนังเรื่องนี้) หนังปล่อยให้เราประกอบสร้างเรื่องเล่าจากข้อมูลอันจำกัดเอาเอง   เรื่องเล่าจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นไม่ใช่จากการให้ข้อมูล แต่จากการไม่ให้ข้อมูล การแต่งเรื่องจากภาพนำพาเราไปสู่ขอบเขตใหม่ของการเล่าเรื่องที่เราต้องคิด ต่อเอาเอง

     หากใน 'สีบนถนน' หนังไม่มีตัวละครเพี้ยนให้ยึดจับ แบบในหนังของไพสิฐ อีกแล้ว  ตัวละครเดียว สีบนถนนมี คือกล้อง  หากกล้องแทนดวงตาของตัวละครหลัก (ซึ่งเราอนุมานเอาว่าคือผู้กำกับเอง) เราก็ไม่ได้กำลังดูหนังเล่าเรื่องชายคนหนึ่งไปตามหาพ่ออีกแล้ว เรากำลัง ‘มอง’ ผ่านดวงตาของเขา ผู้ซึ่งเข้ามาตามหาพ่อ เมื่อพบเจอก็ได้แต่ลอบมองแล้วแล้วล่าถอยกลับไปอย่างเงียบเศร้า   เราคนดูเดินเข้าไปใน อนุทินทางตาของผู้กำกับ จ้องมองด้วยสายตาของบุรุษษที่สามผ่านดวงตาของบุรุษที่หนึ่ง   เราไม่อาจเข้าใจในสิ่งที่เขามอง แม้เราจะมองผ่านดวงตาของเขาแต่เราก็ยังเป็นเพียก ‘แขก’ ในหนังเรื่องนี้ หนังไม่เปิดพื้นที่ใก้เราไปนั่งกลางใจ เราเพียงสวมดวงตาของเขา แต่เราต้องทำความเข้าใจเอาเอง

     ภาะวะอิหลักอิเหลื่อที่หนังมอบให้ จึงกลายเป็นพื้นที่เปิดโล่ง เราอาจบอกได้ว่านี่มันหนังอะไรวะมีแต่ภาพกรุงเทพเน่าๆ  แต่ในอีกทางหนึ่งเราก็บอกได้เลยว่า นี่เป็นไดอารี่ทางตาที่น่าทึ่งมาก เพราะว่าหนังเต็มไปด้วย การจ้องมองอย่างหลงไหล  ภาพของเด็กๆ ซากตึก หรือถนนวุ่นวายไม่ได้ถูกจ้องมองด้วยดวงตาเสียดสี หรือดวงตากดต่ำ หากเป้นการจ้องมองด้วยท่าทีที่เท่าเทียม และอาจเลยเถิดไปถึงหลงไหลความทรุดโทรม รกร้าง เหล่านั้น เราประกอบสร้างตัวตนของเขาขึ้นจากสิ่งที่เขามอง และท่าทีในการมองนั้น ซึ่งไม่ว่าจะผิดหรือถูกมันก็เป็นประสปการณ์การตีความที่น่าสนใจ

     'สีบนถนน' อาจไม่ใช่หนังเล่าเรื่องง่ายๆ สำหรับทุกคน  แต่ความส่วนตัวของมัน ความลุ่มหลงทางการจ้องมองของมัน ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การมองกรุงเทพในอีกแบบหนึ่งซึ่งไมได้พบเห็นบนจอบ่อย ครั้งนักยิ่ง  หนังใช้ภาพเป็นทั้งหมดของเรื่อง เราเข้าใจเรื่องจากภาพ รู้สึกร่วมกับตัวละครก็จากภาพ มีเพียงภาพที่มีศักยภาพในการแสดง ตึกรามงามหรู หรือ เสาไฟฟ้าแรงสูงเศร้ารันทดได้ เพียงการเลือกจ้องมอง และนี่คือพลังของสิ่งที่เราเรียกกันว่าภาพยนตร์


 

เริ่มจากเขานอนหลับ ร่างนั้นตะแคงอยู่กับคานปูนที่หล่อขึ้นใหม่  หนุนหัวด้วยกระเป๋าเสื้อผ้า อ่อนล้าอยู่กลางแดแลมของสถานที่ซึ่งหากไม่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ก็คงถูกทิ้งร้างไว้โดยไม่เสร็จสมบูรณ์ คนหนุ่มนั้นกำลังหลับ และบางทีเขาอาจฝันถึงท้องทุ่ง

 

ท้องทุ่งนั้นรอการหว่านไถ

 

ก่อนหน้านี้เขามีหนิ้ และหนี้ทำให้บ้านเคยอยู่อู่เคยนอนของเข้าต้องหลุดมือไป เขากับเมียและลูกนั่งยองๆมองดูบ้านที่เคยอยู่แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของอีกแล้ว เพื่อนคนหนึ่งชวนเขาไปบอกว่าทำงานแบบนี้มันไม่ได้เรื่องหรอก มีแต่ก่อหนี้สร้างสิน ไปเป็นชาวนาดีกว่า ชาวนารับจ้างปักดำหว่านไถ เพียงหมาดหน้าฝนพ้นข้าวแตกรวงเก็บเกี่ยวแล้วได้เท่าไรก็เอามาแบ่งกันชาวนากับเจ้าของที่ ด้วยการณ์นี้ ครอบครัวของเขา และอีกครัวหนึ่งซึ่งรุ่นราวคราวเดียวกันจึงถึงการณ์มปลูกกระท่อมกินอยู่กัยในที่นานั้น ลงมือปักดำหว่านไถ บนแผ่นดินของผู้อื่น 

 

จากฤดูสู่ฤดู จากการไถหว่านสู่การปักดำ การรอคอยเข้าวแตกรวง จวบจนการเก็บเกี่ยว ครอบครัวชาวนาเรียนร็และดิ้นรนเพื่อจะเอาชีวิตรอดท่ามกลางแผ่นดินอันอุดม  พวกเขาได้รู้จักกับลุงผมยาวที่หนีสังคมมาทำนาไร่แบบโบราณ เน้นสวนผสมที่ปราศจากสารเคมีทุกชนิด ทำไปเพื่อเพียงพอกินโดยไม่หวังกำไรตอบแทน ขณะเดียวกันพวกเขาก็ถ่ายทอดวิธีการดิ้นรนเอาตัวรอดโดยการหากินกับท้องทุ่งจากรุ่นสู่รุ่น ตั้งแต่การยิงนกตกปลาล่างู การล่ารวงผึ้ง ไข่มดแดง สิ่งต่างๆนาๆจากที่นั่นที่นี่แปรเป็นมื้ออาหารตามแรงและประสปการณ์

 

ตราบจนกระทั่งลุกเข้าสู่ฤดูการเก็บเกียว โลกหมุนเคลื่อนคล้อยไปเฉกเช่นเดียวกับชีวิตที่ยังต้องคืบเคลื่อนนำพาปัญหาใหม่ๆ มาให้พบเจอ ถึงที่สุดแล้ว สรวงสวรรค์เป็นเพียงเรื่องชั่วคราว   และบ้านนาก็เช่นกัน

 

นี่คือภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องที่สองของ อุรุพงษ์ รักษสัตย์ หลังจากที่ ‘เรื่องเล่าจากเมืองเหนือ' หนังยาวเรื่องแรก ที่ไม่อาจจะเรียกได้ว่าหนังยาวเต็มปาก เพราะตัวหนรังประกอบขึ้นจากหนังสั้นหลายๆเรื่องที่เขาทำก่อนหน้า หนังของอุรุพงษ์มักมาจากท้องถินทางภาคเหนือที่เขาอาศัย บอกเล่าเรื่องราวของบรรดาชาวบ้านธรรมดา ถ่ายทอดชีวิต ของชาวนา ชาวสวน คนชราที่ถูกทอดทิ้งไว้ในหมู่บ้าน  ภาพชีวิตที่ถ่ายทำตามความเป็นจริง ถูกนำมาสร้างโครงเรื่องผ่านการตัดต่อ ค่อยๆคลี่ขยายภาพชีวิตันละเมียดละไม หากเศร้าสร้อยตามสภาพความเป็นจริงโดยไม่ต้องเสียเวลาสร้างพลอตดราม่าแต่อย่างใด

 

 

สำหรับสวรรค์บ้านนา อุรุพงษ์ยังคงกระบวนการเดิมในการสร้างหนัง เพียงแต่ในคราวนี้เขามีเรื่องเล่าอยู่ในมือตั้งแต่ต้น มีบท มีประเด็น เขาเพียงออกไปยังท้องทุ่งกับนักแสดง ติดตามชีวิตของพวกเขา บอกเล่าคร่าวๆว่าพวกเขากำลังเป็นใคร ต้องทำอะไรบ้างในฉากนั้นๆ แล้วก็ปล่อยให้พวกเขา ‘เล่นเป็นตัวเอง'ไปเรื่อยๆ สถานที่และสถาณการณ์หลายๆอย่างในหนังเป็นของจริง  งอกเงยขึ้นจากการลงไปถ่ายทำในพื้นที่ คุณลุงนักเกษตรก็เป็นสิ่งที่บังเญได้พบ ทุกอย่างค่อยๆประกอบรวมขึ้นเป็นหนังที่เล่าเรื่อง ปัญหาชาวนาไทยในยุคปัจจุบันที่น่าสนใจมากที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยมีการทำหนังไทยกันมา (นี่พูดจริงๆไม่ได้คำพาไป)

 

หนังเล่าวงจรของชาวนารับจ้าง ล้อไปกับฤดูกาลแห่งการหว่านไถ ชายหนุ่มตกเป็นหนี้นอกระบบจนต้องเสียบ้าน เขาและครอบครัวที่ประกอบด้วยเมียหนึ่งลูกหนึ่งต้องไปอาศัยกระท่อมปลายนาเพื่อดำรงชีวิตอยู่  ตลอดเวลาของการหว่านไถปักดำ ครั้นเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตสำเร็จ เจ้าที่ก็มาขอแบ่งเงินส่วนที่เขาจะได้ไปผ่อนรถ จนในที่สุดเขาและครอบครัวซึ่งตั้งใจลึกๆว่าจะปักหลักอยู่กับท้องไร่ท้องนานี้ก็ต้องแตกกระสานซ่านเซ็นเข้ากรุงเทพ ในท้ายที่สุด

 

โดยทั้งหมดทั้งมวลนี้หนังเคลือบคลุมตัวเองอีกชั้นด้วยภาพของการเมืองในยุค ‘เหลือง-แดง'  โดยหนังวางภาพ ของความขัดแย้งทางการเมืองอยู่ไกลๆปรากฏให้เห็นเพียงครั้งสองครั้งดำเนินไปอย่างไม่เกี่ยวข้องกับตัวละคร ดำเนินเดินไปอย่างไม่เกี่ยวข้องกัน หากหนังแสดงให้เห็นว่าภาพการเมืองใหญ่กระทบไปหมดทั่วทุกภาคส่วนไม่เว้นแม้แต่ชาวไร่ชาวนาห่างไกล  ยิ่งเมื่อตัวละครมาปะทะกับการเมืองในช่วงท้ายทุกอย่างก็ยิ่งฉายชัด

 

หนังเล่าปัญหาชาวนาไทยแบบที่เราไม่ค่อยได้พบเห็นนักในหนังไทย หรือกระทั่งในข่าวไทย  แสดงภาพปัญหาอย่างเป็ระบบและไม่พยายามโรแมนติคให้เป็นเรื่องความชั่วร้ายเชิงปัจเจก หรือแสดงภาพนายทุนเป็ฯคนชั่วและชาวนาเป็นผู้ถูกกดขี่ หนังให้เราเห็นถึงระบบทั้งหมดที่ขับเคลื่อนทุกอย่างไป ตั้งแต่การที่เจ้าของที่ต้องการเอาเงินไปหมุนเพื่อนผ่อนรถ เมียของเขาต้องการเข้าไปทำงานในกรุงเทพ ลูกชายที่อยากได้แกมแบบเพื่อน หรือตัวเขาเองที่ก่อหนี้จนต้องสูญบ้าน นักการเมือง และม๊อบชนม๊อบที่ก่อเรื่องวุ่นวายในกรุงทเพ ทั้งหมดผูกเป็นปมเล็กๆที่ส่งผลกระทบถึงกันอย่างเลี่ยงไมได้  การคลี่ให้เห็นปัญหาซึ่งผูกปมโยงใยไว้เป็นระบบช่วยให้เราไปพ้นจากกรอบคิดเรื่องการกดขี่แบบเดิมและมองปัญหาชาวนารับจ้างตามความซับซ้อนของสังคมปัจจุบันจริงๆ ซึ่งหนังก็เล่าออกมาได้อย่าน่าสนใจมากๆ

 

หากสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในหนังคืองานด้านภาพ หนังนำเสนอภาพการทำนาที่ถ่ายออกมาอย่างหมดจดงดงามประดุจดังสรวงสวรรค์ ภาพการหว่านไถ ปักดำ กระทั่งลงแขกเกี่ยวข้าว ภาพการอาบน้ำยามแสงโพล้เพล้ ภาพพยับฝนซึ่งเคลื่อนใกล้เข้ามา ภาพเด็กวิ่งเล่นในท้องทุ่ง ภาพของฤดูกาลที่เคลื่อนคล้อยไป ทุกอย่างถูกถ่ายทอดด้วยดวงตาลุ่มหลงของผู้กำกับซึ่งจัดวางกรอบภาพทั้งหมดให้งดงามราวกับภาพเขียน  อธฺบายความเป็น ‘สวรรค์บ้านนา'ตามชื่อเรื่อง อย่างไรก็ดีในทางหนึ่ง ความงามทางบภาพกลับกลายเป็นภัยร้ายที่ย้อนมาสร้างความกระอักกระอ่วนให้ตัวเรื่อง เพราในขณะที่ตัวเรื่องลดทอนความโรแมนติคเชิงเรื่องเล่าและหยิบจับปัญหานี้มาตีแผ่โดยไม่พยายามสร้างกรอบผิดถูกมารองรับ ภายใต้รูปแบบของหนังซึ่งขับเน้นไปที่ความสมจริงของตัวเรื่อง ในคราวนี้การณ์กลับกลายเป็นตัวภาพเสียเอง ที่ทำหน้าที่สร้างความโรแมนติดให้กับการทำนา  ยิ่งเมื่อตัวหนังสามสี่สิบเปอร์เซนต์ จดจ่ออยู่กับภาพของชาวนาในท้องทุ่ง ภาพของ ‘สวรรค์' แห่งบย้านนาจึงโดดเด่นมาเหนือใคร ย้อนแย้งขัดขากับความยากลำบากที่บรรดาชาวนาได้รับ ในทางหนึ่งความย้อนแย้งนี่ช่างงดงาม เพราะมันแสดงด้านที่เป็นทั้งความงาม และความต่ำช้าคลอเคลียไปคู่กัน แต่ในอีกทาง การจัดวางภาพของหนัง (เท่าที่เข้าใจความงามของภาพในหนังไม่ได้เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิค ทั้งหมดน่าจะเกิดจากการเลือกจังหวะ รอเวลา จัดวาง) ได้ทำให้การทำนาเป็นสรวงสวรรค์ที่ปราศจากความลำบาก เป็นพิธีเชิงศาสนาอันผ่องพิสุทธิ์ โดยตัวของมันเอง  มันจึงย้อนมาสร้างความกระอักกระอ่วนเมื่อหนังพยายามจะบอกว่ามันคือโลกของหยาดเหงื่อแรงงานที่ถูกดูดกลืนไปสังเวยระบบทุนที่ครอบงำอยู่ 

 

คำอธิบายในย่อหน้าที่แล้วนั้นอาจจะย้อแย้งตัวมันเองยิ่งกว่าตัวหนัง แต่เมื่อเราพิจารณาร่วมกันกับประเด็นอื่นภาพขยายความกระอักกระอ่วนลักลั่นย้อนแย้งอาจจะชัดขึ้น  หนึ่งคือตัวหนังดูเหมือนจะถูกแยกเป็นสองส่วนด้วยตัวของมันเอง หนึ่งคือภาพความงดงงามของการทำนา และสองคือปัญหาที่ถาโถมเข้ามาในวิถีชีวิตชาวนารับจ้าง  หนังวางการรุกคืบของปัญหาไว้ในรูปแบบของ ‘ปม' ตัวละครดำเนินชีวิตไปตามเส้นเชือก คลำเจอปมปัญหาการอย่ากเข้ากรุงเทพ ปมปัญหาความอดอยาก ปมปัญหาความอยากได้อยากมีของลูกๆ ปมปัญหาการถูกโกงกลายๆจากเจ้าของที่ดิน  ทั้งหมดถูกจับโยนเข้ามาในลักษณะของการบอกเล่าเป็นเหตุการณ์เหตุการณ์ไปเรื่อยๆ แยกขาดจากภาพการทำนา หรือการหากินที่น่าตื่นตา และดู exotic เอามากๆ (ผมไม่สามารถหาคำภาษาไทยที่เหมาะเจาะให้กับคำนี้ได้)  เราอาจจะบอกได้ (อย่างร้ายๆ)ว่า หนังคือจังหวะของภาพ exotic สลับกับปมปัญหาที่ทยอยอไหลมาเป็นลูกคลื่น  ซึ่งนั่นทำให้ภาพสวรรค์ของหนังยิ่งโดดเด่น และก้าวกระโดดจากตัวหนังมากขึ้น สุดท้ายมันจึงกลายเป็นการขัดขาตัวเอง (ในที่นี้เราอาจะสามารถเปรียบเทียบหนังเรื่องนี้เข้ากับ Huacho หนังที่เล่าเรื่องปัญหาของกเษตรกรในสังคมร่วมสมัย ที่ซ่อนทุกปมปัญหาไว้ภายใต้การดำเนินชีวิตประจำวันของตัวละครแต่ละตัวอย่างนุ่มนวล และแนบเนียน) การแยกส่วนปัญหากับความงามในหนังทำให้ทั้งสองส่วนหักล้างกันจนเหมือนกลายเป็นคนละเนื้อที่มาร้อยต่อกันเสียอย่างนั้น และเป้นไปเช่นนั้นจวบกระทั่งช่วงท้ายของหนังที่ในฉากหว่านไถสำหรับฤดูต่อไป หนังพลันเงียบเสียงเรา ทิ้งเราไว้กับภาพของชาวนาลากไถไปพร้อมกับความงานท่ามกลางสายฝนที่หล่นเงียบเชียบ นั่นเป็นครั้งแรก ที่เรา( หรือย่างน้อยผม) รู้สึกได้ถึงความยากลำบากอันแท้จริงของการทำนา

 

หนังเติมตัวละครอย่างคุณลุงนักการกเษตรเข้ามา แม้ว่าในฉากอธิบายการเกษตรวิถีของแก(ขออนุญาติไม่ใช้คำว่า พอเพียง)เกือบจะเป็นฉากเลคเชอร์อยู่รอมร่อ  แต่การที่หนังแสดงให้เห็นว่าการเกษตรแบบของแกนั้นอาจเป็นทางออกสวยงามสำหรับนักวิชาการ สำหรับปัญญาชน สำหรับคนที่ไม่ได้เป็นเกษตรกร แต่สำหรับชาวนารับจ้างไร้ที่ดิน มันยังมีข้อเคลือบแคลง อย่างน้อยเมื่เทียบกันแล้วคุณลุงไม่ได้อยู่ในฐานะ จนตรอก เหมือนกับครอบครัวชาวนาที่ยังไม่รู้ว่าจะไปอยู่ไหนหรือทำอะไรต่อ ดังนั้นในทางหนึ่งการเกษตรทางเลือกใช่หรือไม่เป็นแค่ทางเลือกเฉพาะกับคนที่มีต้นทุน (ทั้งทางทรัพย์สินและทางสังคม)อยู่ก่อนแล้ว  แม้ในช่วงท้ายของหนังจะให้ความหวังกับวิถีเช่นนี้ผ่านการที่เด็กชายลูกชาวนาอีกครอบครัวอาศัยอยู่กับลุงที่คอยสอนการเกษตรแบบของแกให้กับเด็กรุ่นต่อไป  แต่บางทีทางออกแบบที่นักวิชาการชอบท่องเป้นคาถาอาจเป็นแค่เรื่องพาฝันในระบบเศรษฐกิจปากกัดตีนถีบเช่นนี้  

 

ที่น่าแปลก ระคนน่าสนใจมากขึ้นคือการสอดแทรกประเด็นการเมืองลงในหนัง(ที่จริงอุรุพงษ์เคยทำเช่นนี้มาแล้วใน หนังสั้น รอยไถแปร ซึ่งบางส่วนก็อยู่ในหนังเรื่องนี้ด้วย)  การจับเอาการเมืองยุคเหลืองแดง มาฉษยซ้อนลงบนฉากภาพของชีวิตชาวนา หนังไม่ได้แสดงท่าทีว่าการเมืองเหลืองแดงทำให้ชีวิตของชาวนาต้องฉิบหาย แต่ท่าทีของหนังคือการบอกว่าไม่ว่ใครจะได้อำนาจ ไม่ว่าใครจะประท้วงใครสุดท้ายคนจนก็ยังจนอยู่ดี ฉากหนึ่งตัวละครนั่งมองคำปราศรัย(อันน่าขัน) ของพรรคเพื่อไทย แล้วลุกหนีไป ยิ่งในฉษกท้ายเมื่อเขาเข้ากรุงเทพ ปะปนไปกับบรรดาผู้ชุมนุม จ้องมองการชุมนุมอันแทบเอาเป็นเอาตายนั้นอย่างไม่เข้าใจ เพราะสุดท้ายเขายังคงจนและจนลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเขาผละจากผู้ชุมนุมมาพักนอนอยู่กลางซากปูนของสิ่งที่สร้างไม่เสร็จ เฝ้าฝันถึงทุ่งนาที่แม้อยากอยู่เท่าไรก็ไม่อาจอยู่ได้  ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันคือความจริง ที่จนก็ยังคงจน จนถึงตอนนี้ หากท่าทีทางการเมืองเช่นนี้อาจไม่ใช่ท่าทีใหม่ ไม่ได้แสดงให้เห็นรากเหง้าของปัญหา เป็นแค่การฉายภาพซ้อนทับเท่านั้นเอง

 

กล่าวโดยสรุป สวรรค์บ้านนา อาจจะมาได้ไปถึงจุดที่ เรื่องเล่าจากเมืองเหนือ เคยไปถึง ในแง่ของการฉายภาพชีวิต อย่างตรงไปตรงมาและลุ่มลึก  การนำเสนอความจริงและทิ้งช่องว่างรอยต่อไม่เนียนเรียบให้ผู้ชมกลับไปใครครวญต่อ  ความเรียบเนียนของ สวรรค์บ้านนา อาจทำให้เรามองเห็นความตั้งใจที่เลยพ้นไปสู่ความจงใจได้ง่ายมากขึ้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราพูดได้เต็มปากเลยว่า สวรรค์บ้านนา คือหนังไทยแบบที่เรารอคอย หนังไทยที่เล่าเรื่องแบบสมจริง ตรงไปตรงมาและพูดปัญหาแบบปัจจุบันขณะโดยไม่ต้องเสแสร้งสั่งสอน เทศนาในสิ่งที่ตนไม่เชื่อ  หนังไทยแบบที่เราจะบอกได้ว่า นี่ไงเมืองไทยตอนนี้  หนังไทยแบบที่ควรจะมีมาตั้งนานแล้ว

 

เขาหลับไหล ฝันถึงแผ่นดินอันหอมหวาน เขาฝันถึงทรัพย์มนดินที่เขาหาได้ ทำได้ อยู่ได้ แต่ไม่มีวันได้อยู่ เขาตื่นขึ้นในเมืองแปลกหน้า ดุ่มเดินเดียวดายไปในหนทางที่เขาไม่ได้เลือก บางทีโลกมีทางเลือกไม่มากนัก  สวรรค์บางทีก็เป็นได้เพียงความฝันชั่วครู่ชั่วคราว ความจนสิที่เป็นความจริง และจีรัง ลบไม่ออกไม่ว่าจะเปลี่ยนไปอีกกี่รัฐบาลก็ตาม