made-in-thailand

 
 
 

ปัญหาหลักของหนังเลยคือ หนังมันไม่สามารถพาเราเข้าไปถึงความหวั่นไหวของวัยรุ่นได้ในฐานะมนุษย์จริงๆที่ต้องตัดสินใจกับปัญหาใหญ่ๆในชีวิต เรารู้สึกว่าหนังมีความพยายาม (และไปไกลที่สุดในทอมแฮ้ง) แต่ อาจะจด้วยเวลา หรือ การแสดง หรือบท หรืออะไรก็ตาม ทำให้ในที่สุดมันยังเป็นหนังดูสบาย ปัญหาในชีวิตตัวละครยังเป็นปัญหาของตัวละครมากกว่าคนจริงๆ ซึ่งแน่นอนมันทำได้ยากมาก ความซวยประการหนึ่งคือเราเพิ่งดู THE KID WITH THE BIKE ไปไม่กี่วัน ในหนังแบบนี้ ถ้าไม่ใช่ดาร์แดนน์มันก็ยากมากๆที่จะจบโดยไม่โกงตัวละครหรือผู้ชม (แน่นอนว่าเราชอบตอนจบของไปสเม็ด แต่เรารู้สึกว่ามันมีนัยยะของการโกงเรื่องอยู่นิดหน่อย ซึ่งไม่ได้่สำคัญหรือเลวร้าย แต่มันหย่อนพลังลงเมื่อเทียบกับตอนจบของทอมแฮ้ง ซึ่งเป็นตอนจบของหนังที่เราปลื้มมากๆ)

แต่สิ่งที่ดีมากๆ และเราไม่เคยเห็นมาก่อนในหนังเรื่องอื่นหรือชาติอื่น คือการทำให้เราเห็นว่าวัยรุ่นพวกนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่งี่เง่า ง่อยเปลี้ยเสียขา เอามากๆ มันต่างจากความสับสนในฐานะมนุษย์ แต่สิ่งที่เด็กวัยุุ่นทุกคนในเรื่องมีร่วมกันคือพวกเขาไม่สามารถจะจัดการกับอะไรในชีวิตตัวเองได้เลย แน่นอว่าตอนเป็นแม่เป็นเมีย มัอาจจะเคลือบคลุมอยู่ในความเซอร์เเรียลของมัน แต่เราก็รู้สึกรุนแรงมากๆ ว่าเด็กพวกนี้อาจจะไม่ได้โตขึ้น หรือเรียนรู้หรือกลายเป็นผู้ใหญ่ชั่วขช้ามคืน ความง่อยเปลี้ยเสียขาไม่ใช่เรื่องเฉพาะคนแต่เป็นลักษณะเฉพาะของวัยรุ่นไทย (โดยเฉพาะตอนไปเสม็ด ที่เราเห็นได้เลยว่าวัยรุ่นชนชั้นกลางมันง่อยแดกกันได้ขนาดไหน) ไม่รุ้ว่าเป็นสิ่งที่ตั้งใจหรือเปล่าแต่เราคิดว่าภาพวัยรุ่นในเรื่องนี้เป็นภาพที่น่าสนใจมากๆ

ที่น่าสนใจมากกว่าคือในหนังทั้งสามเรื่องดูเหมือนพ่อแม่จะอยู่ไกลจากลูกมากๆ ผู้ใหญ่ไม่ปรากฏหน้าตาเลยในเรื่องแรก เรื่องที่สองผู้ใหญ่วุ่นวายกับการทำมาหากินและชีวิตของตัวเอง ในขระที่เรื่องที่สามผู้ใหญ่นั้นเองที่ควบคุมและไม่สามารถเข้าถึงลูกหลานของตัวเองได้เลย อาการง่อยเปลี้ยเสียขาของเด็กวัยรุ่นในหนังจึงมีส่วนร่วมมาจากผู้ใหญ่ที่ไม่มีอยู่นั่นด้วย 


จริงๆแล้วหนังสองตอนที่เหลือเป็นเหมือน Sliding Doors ของทางเลือกในตอนจบของตอนแรกเหมือนกัน คือเริ่มที่ทำท้อง แล้วทำแท้งหรือไม่ทำแท้ง โชคดีที่มันไม่ทำตัวเป็น pro life หรือ pro choice เพราะทางไหนชีวิตก็โหดทั้งนั้น

ไปทีละเรื่อง 

ไปสเม็ด เล่าเรื่องของวัยรุ่นชนชั้นกลางที่ไปเสม็ดเสร็จทุกรายหลังสอบแอดมิชชั่น พอกลับมาเตรียมตัวเข้ามหาลัยสาวเจ้าก็ดันท้องขึ้นมา หนังโฟกัสช่วงความหวั่นไหวของการรู้ว่าตัวเองตั้งท้อง โดยการตัดตัวละครผู้ใหญ่ออกจากเรื่องหมดเลย (ผู้ใหญ่ที่มามาเป็นเสียงแค่นั้นเอง) ทั้งหมดจึงเป็นโลกของเด็กๆที่ต้องแก้ปัญหากันเอง 

สิ่งที่น่าสนใจคือหนังจับส่วนของเด็กๆลูกหลานชนชั้นกลางที่มี ‘อนาคตที่สดใสรออยู่’ (ต่างจากเด็กชนชั้นล่างในเป็นแม่เป็นแมียซึ่งเป็คู่เปรียบมวยทางชนชั้นที่น่าสนใจมากๆ ) น่าเสียดายที่หนังเสียเวลาในช่วงเสม็ดมากพอสมควรเพื่อปูภาพนิสัยใจคอ ใจเร็ว่วนได้หรือรอไปก่อน ความลังเลไม่มั่นใจออะไรของเด็กทั้งคู่ พอมาถึงครึ่งหลังไอ้ความรู้สึกหวั่นไหวร่วมไปกับตัวละครมันเลยน้อยลง เพราะมันเป็นตัวละครที่ปูปูมหลังมาเผื่อแล้ว(ทุกอย่างบนจอสำคัญหมด ) เราเลยไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวหรืออินไปกับฉากระเบิดอารม์ของเด็กสาว (น่าสนใจว่าขอบเขตของความโกรธ คือการก้าวข้ามจากคำสุภาพไปเป็นคำหยาบ ซึ่งอาจจะเป็นลักษณะเฉพาะของเด็กๆในเมืองด้วยซ้ำ (เด็กไทยชนชั้นล่างทั่วไปก็หยาบคายกันเป็นปกติ) ) การแสดงภาพของการท้องในฐานะสิ่งที่ขัดขวางอนาคตของเด็กคู่นี้ทำให้มันตั้งคำถามที่น่าสนใจเพราะเราดุก็รู้ว่าอีคู่นี้ไปไม่รอดแน่ๆ

อย่างไรก็ตามจุดที่ทำให้เราไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้มากคือการให้ความหวังในฉากจบของเรื่อง จุดจบของหนังแบบเราจะก้าวไปด้วยกันแล้วทิ้งเรื่องท้องไม่ท้องไว้ค้างคาอาจจะเวริ์คในแง่ความเท่หรือการบอกว่าสิ่งสำคัญในหนังมันคือการเรียนรู้ที่จะออกมาสู้ปัญหาครั้งแรกในชีวิตแต่มันก็ดูละท้ิงตัวละคร และผู้ชมอยู่ในที (อันที่จริงไม่ได้หมายถึงว่าถ้าจบแบบรู้ว่าท้องหรือไม่ท้องจะดีกว่ าแต่ถ้าจะเล่นประเด็นชีวิตจริง คงต้องลากยาวออกไปเป็นหนังยาวๆเลย) 

แอบคิดเล่นๆว่าถ้าหนังเฉลยว่าไม่ท้อง แล้วคู่นี้เลิกกันไม่ใช่เพราะเรื่องท้องไม่ท้องแต่เพราะเรื่องสันดานอะไร มันจะเป็นหนังชนชั้นที่แรงดีเรื่องหนึ่งเลย(อันนี้นอกเรื่องไม่เกี่ยวกับหนัง)

เป็นแม่เป็นเมีย เป็นเรื่องที่เราชอบที่สุดในบรรดาสามเรื่อง แต่ก็นั่นแหละ หนังดีดตัวจากการเป็นหนังเรียลๆสะท้อนภาพชีวิตหรือ moral dilemma ไปเป็นหนังเหวอๆจลกๆที่ฉาย ‘ภาพแทน’มากกว่าจะเล่าตรงๆ ซึ่งในทางหนึ่งมันก้เป็นอีกรูปแบบในการโกงประเด็น แต่ในทางหนึ่งการสร้างภาพแทนมันก็เล่าได้แสบสันต์กว่าลงลึกกว่าน่าสนใจกว่ามากๆ

หนังเล่าเรื่องไอ้หนุ่มกับเมียสาวท้องเจ็ดเดือน ที่หลบอยู่บนห้องชั้นสองของบ้านฝ่ายหญิงที่ข้างล่างเป็นร้านขายของชำ พี่ชายของสาวเจ้ากำลังทำหนังว่าด้วย ครอบครัว(แสนสุข)ของฉันอยู่

หนังทำตัวแบบก้าวกระโดดจากตรรกะเหตุผลแบบใครอะไรที่ไหนอย่างไร ซึ่งมันเป็นข้อดีมากๆเพราะมันเปิดให้หนังเล่นความหวั่นไหวของอีสาวที่ท้องตั้งแต่อายุสิบเจ็ด ความไม่เอาไหนในการเป็นเมีย หรือเป็นแม่ (ในทางตรงข้าม เป้นผัวและเป็นพ่อ) เพราะอีทั้งคู่นี้ไม่ได้เป็นอะไรนอกจากเป็นเด็ก อาการเอาแต่ใจของฝ่ายหญิงหรือทำอะไรม่เป็นของฝ่ายชาย จึงแสดงอาการงกงเินง่อยเปลี้ยเสียขาเมื่อเลือก Pro Life ชีวิตครอบครัวของพ่อแม่ก็พินาศพอกัน (ในฉากวีดีโอ อีพ่อดูเหมือนจะชอบรูปแม่มากกว่าตัวแม่จริงๆ ) ในขณะเดียวกันพ่อแม่ในหนังก็ง่วนกับเรื่องส่วนตัวผัวเมียมากกว่าจะคุยอะไรกับลูก อย่างมากแคต่ทำกับข้าวไปส่ง(ดูเหมือนจะกลัวที่จะต้องพูดคุยกันด้วยซ้ำ) การทิ้งร้านไปหนึ่งวันเต็มๆของคนในบ้าน เป็นเสมือนการปล่อยให้เด็กเอาแต่ใจสองคนต้องเล่นขายของในฐานะผัวพ่อเมียแม่ (ฉากที่น่าสนใจคือเด็กสาวต้องเป็นแม่เริ่มจากการล้างขี้ให้ไอ้เมริ์คลูกวินมอไซคล์แบบงกๆเงิ่นๆ ) 
หนังฉายภาพเด็กสองคนในสถานะแบบเด็กโตมากับสื่อ ทั้งเรื่อง เอเอฟหรือนักมวย หรือหนังสือดารา หรือละครหลังข่าว(รีเมคเอง) เด็กสองคนเก็บตัวอยู่ชั้นสอง ห่างไกลจากผู้คนมีความรับผิดชอบเป็นทั้งการลงโทษ การลอยตัวจากความผิด การสำนึกบาป แอก และแสงส่องทาง 

แม้จะเป็นหนังแบบภาพแทนเว่อๆตลกๆ แต่ตอนนี้กลับมีรายละเอียดตัวละครที่น่าสนใจมาก ไอ้อาการหยิบหย่งทำอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่เป็นของไอ้ม่อน หรืออาการเอาแต่ใจของนางอิงล้วนฉายภาพป่านการทำกับข้าว ขายของชำ (ไอ้ม่อนจริงๆไม่ได้ขายของให้มครเลยเอาแต่ทำหกและเก็บแล้วเช็ดนั่นแหละ เหมือนกับตามรับผิดชอบสาวที่ทำท้องนั่นแหละ) ในขณะที่นางอิงจริงๆก็ไม่ใช่สาวน่าสงสารดวงซวย หลายฉากเป็นการแสดงเพื่อเรียความสนใจด้วยซ่้ำ อาการเด็กแตกถูกเอามาเล่นเวริ์คมากในฉาก ทอดลุกชิ้นหรือขายปลาดุก นี่แหละวิธีแก้ปัญหา ทำไม่ได้กูเขวี้ยงทิ้งเลย 

ที่น่าขันคือยิ่งปิดชาวบ้านก็ทำท่าเหมือนจะรู้กันอยู่แล้วนั่นแหละ มีแต่ไอ้สองคนนี่ที่ไม่รู้อะไร ไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะไปทางไหน ฉากอุ้มเมียตกกะไดจึงเป็นฉากที่ดีมากในการแสดงภาพอาการหลุดเดี่ยวของเด็กวัยรุ่นที่ต้องช่วยเหลือตัวเองทั้งที่ไม่ได้พร้อมอะไรเลย 

การเล่นสนุกในอาการตลกหน้าตายของเป็นแม่เป็นเมียจึงเป็นการละเล่นพ่อแม่ลูกแบบซ้อมใหญ่ของจริงที่แสบดีมาก

ทอมแฮ้งน่าจะเป็นตอนที่ดูเป็นหนังเล่าเรื่องตามขนบที่สุดในแง่ของการตามติดสภาวะของเด็กสาวทอมบอยที่บังเอิญเสียตัวให้เพื่อนผู้่ชายที่เพิ่งรู้จักกันเพราะความเมา ซึ่งเธอไม่ได้คิดอะไรเสียแล้วเสียไปจนเรื่องมันเลยเถิดไปว่าเธอดันท้องขึ้นมา แม้จริงๆ้เธอจะเป็นทอมก็ตาม

สิ่งที่น่าสนใจคือการเปิดฉากด้วยการที่แม่บอกว่าไม่เป็นไรให้พาแฟนมาบ้าน จริงๆตอนที่เริ่มดูจริงๆก็รู้สึกเฉยๆแต่พอมาคิดอีกทีฉากนี้เฉลยประเด็นสำคัญสองประเด็นของหนังไว้เลย นั้นคือหนึ่ง การท้าทายฝ่าย pro life (แม่) และการที่แม่ผู้pro life เห็นว่าสิ่งที่รับไม่ได้มากกว่าการท้องในวัยเรียนคือการที่ลุกสาวเป็นเลสเบี้ยน 

นี่ก็อีกเหมือนกัน หนังพยายามจะจริงจังกับเรื่อง แต่มันขาดฉากเล้กฉากน้อยที่จะทำให้เราเข้าใจตัวละครอย่างลึกซึ้งในฐานะมนุษย์จริงๆ( ที่แปลกคือในเป็นแม่เป็นเมียกลับมีากแบบนี้เยอะมาก และดีมากเช่นการกินข้าวหลังตู้เย็น หรือฉากเอาหนังสือดารามาปิดกระโถนฉี่) มันเลยลดตัวเองเป็นหนังเล่าเรื่องธรรมดาที่คุมการแสดงออกมาได้ดีมากๆ(โดยเฉพาะในครึ่งหลังที่ตัวละครต้องซีเรียสมากขึ้น) เหมือนกับไปเสม็ด ตัวละครในเรื่องที่เป็นหนังสมจริงยังดูล่องลอยมากกว่าจะมีเลือดมีเนื้อแต่นั่นก้ไม่ใช่ปัญหาเพราะสิ่งที่น่าชื่นชมปลาบปลื้มมากกว่าคือการท้าทายเรื่องสำคัญสองเรื่องในหนังเรื่องนี้ ซึ่ถือว่าเป็นการก้าวข้ามแบบเนียนๆสวยงาม (โดยส่วนตัวเราพอใจกับการเลือกของตัวละครในเรื่องนี้มากกว่าตัวละครใน insects in the backyard อยู่นิดหน่อยด้วยซ้ำ)

ดูเหมือนตัวละครนัทในเรื่องนี้ต้องแบกรับ ความเป็นอื่นถึงสองชั้น ในชั้นแรกคือท้องวัยเรียน แถมท้องกับใครก็ไม่รู้ แต่ประการหลังนั้นหนักกว่าคือการที่เธอเป็นรักร่วมเพศ 

อีกครั้งที่หนังกันผู้ใหญ่ออกไป แม่ของนัทจึงไม่เคย ไม่สามารถ ไม่มีทางจะเข้าใจสิ่งที่เธอต้องผเชิญ ปัญหาของแม่ไม่ใช่เรื่องท่้อง(แม่แก้ตัวลอยนวลว่าฉันก็single mom และมีเกราะคุ้มภัยเรื่องความบาปอีกชั้นหนึ่ง) แต่เป็นเรื่องลุกสาวเป็นทอม สิ่งที่แม่รับไม่ได้คือลูกสาวเป็นทอม ฉากเปิดของหนังจึงเป็นฉากที่ร้ายกาจมากในการเล่าเรื่องนี้ (ชอบการแสดงของจินตหรามากๆ) การเลือกของนัทอาจจะเป็นทางเลือกที่ต้องถุกประนาม ถูกลงโทษในหนังเรื่องอื่น ทั้งการตัดสินใจเรื่องท้องและเรื่องเพศ แต่ในหนังเรื่องนี้กลับทำทุกอย่างอย่างสวยงามมากๆ หนังก้าวข้ามฉากสำคัยเรียกน้ำตาไปให้หมดและกลับมาเล่นกับฉากอย่างเช่นฉากเปิดกระโปรง ที่เล่าเรื่องเพื่อนได้งดงาม พอๆกับฉากเฝ้าศพซึ่งมันเจ็บปวดมากเพราะไม่ใช่แค่เรื่องท้อง แต่เธอต้องแบกรับเอาบาปของการทำแท้งมาติดตัวเอาไว้ด้วย

ฉากจบของหนังกลายเป็นฉากแห่งปีได้สบายๆ ฉากงานวันเกิดในห้องลอคเกอร์ แสดงให้เห็นถึงชีวิตที่เธอเลือกเอง การก้าวข้ามพรมแดนของการลงโทษทางศีลธรรม เพื่อให้ผู้ชมมือถือสากปากถือศีลนอนหลับไปสุ่การคลี่คลาย ‘ทางเลือก’ ในฐานะมนุษยื ที่ไปพ้นจากความเป็นเมียและเป็นแม่ รอยยิ้มในงาวันเกิดของนัทเป็นสิ่งแสดงภพการก้าวข้ามที่น่าสนใจยิ่ง เพราะเธอเลือกได้ที่จะไม่เป็นเมีย ไม่เป็นแม่ 

เอาเข้าจริง รักจัดหนักก็ค่อนไปทาง prochoice อยู่ไม่น้อย แม้จะเชื่อในเรื่องสถาบันครอบครัวก็ตาม เอาเข้าจริงๆรักจัดหนักไม่ใช่หนังะท้อนสังคมเทศนาธรรม (การยังต้องการหนังที่เป็นครูอยู่ถือเป็นความซวยประการหนึ่ งเพราะครูในหนังไทยชอบสอนให้คนเป็นสัตว์ศีลธรรมมากกว่าเป็นมนุษยืที่มีทางเลือก) แ่รักจัดหนักเป็นหนังที่ฉายภาพความอ้างว้าง และอาการพิกลพิการของวัยรุ่นไทยที่ไร้ทางเลือกได้อย่างน่าสนใจมากๆ นี่ไม่ใช่หนังแบบ ท้องวัยรุ่นเป็นเรื่องชิลชิลแบบJUNOแต่ไม่ใช่หนังทำนองท้องวัยรุ่นตายซะอีดอก แบบ กว่าจะรู้เดียงสา แต่มันบอกกับผู้ชมว่า อะไรผลักเด็กๆไปสู่การไม่สามารถจัดการอะไรได้ไม่ว่าจะเป็นการทำท้องหรือการทำแท้ง
 
 
บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์
 


แน่ นอนว่ามันอาจจะไม่ใช่หนังที่มากๆ มีช่องโหว่ มีอารมณ์ขายของมากมายเต็มไปหมด แต่ในฐานะหนังเมนสตรีม มันน่าจะเป็นหนังเมนสตรีมที่เราปลื้มสุดๆๆๆ หลังจาก อีส้มสมหวัง ภาค 2 เพราะนี่คือหนังรักวัยรุ่นไม่กี่เรื่องของไทยกระมังที่ตัวละครแทบทุกตัวถูกผูกพ่วงอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจของตัวเอง


ขออนุญาติตีหนังก่อนในเรื่องที่ว่าช่วงท้ายของหนังการใส่ส่วนของหมอลำหมอแป้นเข้ามายิ่งทำให้หนังย้วยอีหลักอีเหลื่อเพิ่มขึ้นไปอีก หลายฉากหลายตอนของหนังก็ต้องมีบทสรุปที่เหมาะ เจาะงดงาม หรือการที่หนังเลือกทิ้งตัวละครบางตัว เช่นหนูจ๋า ก็ทำให้เราเสียดายเหมือนหัน แต่มันก็ไม่ได้บกพร่องใหญ่หลวงอะไร ในฐานะหนังเมนสตรีม ที่เน้นค่านิยมมาตรฐานอะรไต่อมิอะไร มันก็ต้องประนีประนอมกับทุกอย่าง แต่ในความปรันีประนอมของการสร้างเรื่อง สำนึกรักบ้านเกิดหรืออะไรแบบนั้นหนังก็มีวิธีการหรรือประเด็นทีน่าสนใจมากๆ


ส่วนที่เราชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้คือบรรดารายละเอียดของตัวละครที่ไม่ใช่ stereotype ของเด็กชนชั้นกลางหรือเด็กจนๆอย่างใดกอย่างนึง ดูเหมือนหัวใจหลักขอองหนังที่หนังพูดได้ดีมากๆๆๆๆ คือเรื่องของความอยากเป็นกรุงเทพของตัวละคร

ตัวภูมอเป็นลูกคนชั้นกลางมีเงินที่พ่อแม่ไม่เคยให้พูดอีสานเลย มีความผูกพันและเป็นไปได้ที่จะเป็นกรุงเทพมากกว่าใครเพื่อน ขณะที่มุกเป็นเด็กอีสานของจริงที่ตัวเองไม่ได้อยากเป็นกรุงเทพ แต่ก็ยังสองจิตสองใจกับมันอยู่ ในขณะที่ตคัวเทพ กลับแสดงความอยากเป็นกรุงเทพเต็มทีถึงกับบอกทุกคนว่าเป็นคนกรุงเทพ การกลับมาเป็นคนพื้นถิ่นของเพทในตอนท้ายอาจจะยัดเยียดเข้ามามากหน่อย(โซนคนค้นคนนั่นแหละ) แต่มันน่าสนใจว่า เขาไม่ได้กลับมามีสำนึกรักบ้านเกิดแบบเนียนสนิทอะไร เขาตัดสินใจไม่เป็นกรุงเทพ เพราะหนึ่งเขาจีบหญิง สอง พ่อของเขาป่วย กล่าวถึงที่สุดมันจึงมีความจำเป็นของการเลิกเป็นกรุงเทพของตัวละคร ไม่ใช่สำนึกรักบ้ายเกิดเพียวๆแต่มันเจือด้วยความจำยอมด้วย ตัวของเกษเองก็น่าสนใจมากๆ แม้บทเธอจะน้อยมากๆ เพราะสาเหตุที่เธอวิ่งหนีเทพเนื่องจากเธอพูดกลางไม่แข็งแรง

กล่าวถึงที่สุด ภาษาคือปัญหาหลักของตัวละครในเรื่อง ซึ่งภาษานี้เองเป็นของนำเข้าของรัฐไทยที่เอาไว้จัดการกับบ้านนอกให้เป็นอันหนึ่งอันเดี ยวกัน คนรุ่นผู้เขียนเติบโตขึ้นมาก้ับการ 'พูดกลางทองแดง' เนื่องจากความอยากเป็นกรุงเทพ (=อยากเป็นไทย) บังคับให้นักเรียนพูดภาษาไทยกลางกับครู เด็กส่วนใหย่จะพูดภาษาถิ่นกับเพื่อนแต่ก็มีบ้างที่พูดกรุงเทพ ต่อกัน (เราเป็นคนหนึ่งที่พูดกลางทองแดงกับเพื่่อน) และการพูดกลางทองแดงไม่ใช่แค่เป็นการเลือกทีเสรีแต่มันมีนัยยะทางความเหินห่าง ถึงที่สุด คนที่คุณพูดกลางทองแดงด้วยจะเป็นคนที่คุณให้ความสนิสนมน้อยกว่าคนที่พูดภาษาถิ่นด้วย และัในอีกทางมันก็ใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงความอยู่สูงกว่า ซึ่งมีมิติด้านกลับคือการกีดกันออกไป (พวกดัดจริตนั่นเอง)

ภาษาพูดในหนังเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล่นแต่มันเป็นปัญหาที่แนบอยู่กับชีวิตของเด็กต่างจังหวัดเลยทีเดียว


นอกกจากประเด็นทางภาษา การแสดงภาพของตัวละครในฐานะลูกชาวบ้านก็น่าสนใจมากๆ ตัวละครอย่างมุก อาจจะต้องเลือกเรียนต่างจังหวัดเพื่อช่วยแม่ แต่ภูมิไม่เจอปัญหานี้ หรือแก่นต้องออกจากโรงเรียน(โอเคเพราะเรื่องหญิง) แต่เขาก็เป็นมอเตอร์ไซครับจ้าง ทำงานร้านหมูกะทะ และเรียนกศน. ความสัมพันธ์ของ มุก ภูมิ และแก่นจึงไมาได้เพียงดำเนินไปบนเส้นทางpuppy love แบบเพียวๆแต่มันเจืออยู่กับประเด็นทางเศรษฐฐานะ ด้วยอีกชั้นหนึ่ง หนังเลือกจบส่วนนี้ได้สวยงาม เศร้า และเหมาะเจาะมากๆ เพราะเราไม่มีทางรู้หรอกว่าเรื่องของมุก ภูมิและแก่นมันจะจบลงอย่างไร เรื่องรักสามเส้าของเด็กสามคนที่ไม่ได้มีแค่ความรักแต่ยังแบกปัญหาของชนชั้นไว้บนบ่าด้วย โดยพวกเขาอาจจะไม่รู้ตัว (อย่างไรก็ดีการใส่ประเด็นช่างทอผ้าของแม่เข้ามาก็อิหลักอิเหลื่อนิดหน่อยนะ)


อีกส่วนที่น่าสนใจมากๆๆๆๆ คือ'การมอง'เกย์กะเทยในหนังเรื่องนี้ ซึ่งมันยังคงอิหลักอิเหลื่อในแบบของหนังเมนสตรีม นั่นคือการให้ตัวละครเหล่านี้เป็นเพียงตัวตลกไร้เพศ ที่ไม่ได้มีเรื่องรา่วเป็นของตัวเอง(จริงๆตัวโส น่าจะมีเรื่องของตัวเองที่หนักไม่แพ้ทุกคน) แต่ในขณะเดียวกันเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า gazing เกย์ กะเทยในหนังเรื่องนี้กลับเจิดจ้า สวยงามทีเดียว ฉากที่เราชอบมากคือฉากที่โส และ เพื่อนสาวไปเต้นหน้างานหมอลำในชุดเต็มยศ ฉากนี้มีทั้งการกดให้ดูตลก แต่มันก็มีความนุกจริงเจิดจริง เจ็บจริงของตัวละครด้วย หรือฉากที่ตัวเกษแข่งคัดตัวแล้วมีการแพนกล่้องไปยังผู้ชม แวบเดียวของแก๊งกะเทยเต้นบนอัฒจรรย์ แน่นอนว่าคงบอกอะไรไม่ได้ แต่เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่วิธีการขับเน้นให้ตลก แต่ฉากเล็กๆฉากนี้ให้พื้นทีกะเทยในฐานะมนุษย์โลก มีเวลาบนจอเท่าๆกับผู้ชมคนอื่นๆหญิงชายเป็นคนธรรมดาที่เชียร์กีฬา (ซีนนี้เราอาจจะเำพ้อไปเอง แต่ท่าดูเอาเถิดในบรรดาหนังกีฬา แก๊งค์กะเทยบนอัฒจรรย์จะถูกขับเน้นให้เป็นตัวตลกในระดับชวนผวาเสียเป็ฯส่วนมาก)

กระทั่งตัวละครเพื่อนเทพ (ที่เอามาล้อรักแห่งสยาม) หนังก็ไม่ได้ละทิ้งไปเสียทีเดียว (แต่นั่นแหละตัวละครนี้ก็จัดเป็นตัวตลกอยู่ดี แม้จะหล่อก็ตาม) แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือตัวละครเจ้าของร้านหมูกะทะ เองซึ่งแม้จะถูกdrmatize แต่เรารู้สึกว่าการคัดเลือกหรือวางตำแหน่งของตัวละครตัวนี้มันอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะเจาะมากๆเลย

ส่วนอื่นๆที่น่าปลาบปลื้มก็เช่นการใช้ชื่อจังหวัดแทนชื่อตัวละคร และตุ๊กกี้ที่เจิดเตลิดเปิดเปิงมากๆๆ (บทนี้ของเธอจึงจะเป็นบทที่เธอได้แพรวพราวสุดๆโดยไม่ต้องโดน exploit แบบสุดเขตสเลดเป็ด )
 
ซีนที่ดีมากที่สุดของหนังซีนหนึ่งคือฉากจบนั้นเอง ในฉากนั้น น้องเทพขึ้นเวที่หมอลำแทนพอ่ด้วยมาดนักร้องเกาหลี ร้องเพลงจี่หอย แล้วเด็กที่มา 'เต้นหน้าฮ้าน' ก็เต้นฮิพฮอพ กระโดดโหยงเหยง เราึคิดว่าซีนนี้พีคมากๆๆๆๆๆๆๆๆ เพราะนี่คืออีสานปัจจุบัน (ต่างจังหวัดปัจจุบัน) ถ้าจะรอดมันก็ต้องถูลู่ถูกังกันไปแบบนี้ มันอาจจะไม่งาม มไ่มีการใส่ชุสวยไปร้องเพลงหมอลำ (ซึ่งมันก็ไปแย้งสำนึกรักบ้านเกิดของหนัง ซึ่งเป้นข้อดีมากๆๆๆ) ไม่ว่าอะไรล้วนต้องปรับตัวไำปตามกาลฉากจบสั้นๆฉากนี้ฉากเดียวจึงสะท้อนตัวหนัง หัวใจของหนังในหารพูดถึงอีสานปัจจุบันได้ครบสมบูรณ์มากๆ
 
สรุปว่าชอบหนังมากๆ รักตัวละครในหนัง แต่หนูจ๋ากับน้องเทพธันเดอร์ ขอจอง!

 
บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์ 


นี่คือหนังที่เราพอจะบอกได้ว่ามันอยู่ระหว่างหนังอย่าง ลูกอีสาน กับหนังอย่างแสงศตวรรษ อยู่ระหว่างหนังอย่างแฟนฉัน และ อีส้มสมหวัง ไปจนถึงอยู่ระห่างหนังอย่างสวรรค์บ้านนา กับช่วงปฐมวัยของ หนังอย่าง เฉือน 

หนังเล่าเรื่องของเหล่าเด็กน้อยจากโรงเรียนบ้านนอก ตัวย่อ ‘จ.น.’นำโดยบักปัญญา และน้องนางเรณู โรงเรียนได้คำสั่งให้เตรียมการประกวดร้องเต้นไปแข่งกับโรงเรียนในตัวอำเภอในงานโปงลางของอำเภอวารินชำราบ ไอ้เครื่องดนตรีก็เหลาเหย่จวนพัง ไอ้นักร้องหางเครื่องก็เป็นแต่เด็กน้อยบ้านนา ที่มีชีวิสาละวนอยู่กับการจับปลา หาสัตว์เล็กสัตว์น้อยมาทำกับขาว ออกไปเลี้ยงควายในทุ่งและถีบจักรยานร่อนไปตามท้องทุ่ง วันหนึ่งบักปัญญาลงไปจับปลาในสระน้ำ แล้วเกิดซวยปลิงเข้าจู๋ จนต้องไปบนบานสานกล่าวกับพระพุทธรูปว่าว่าถ้าปลิงออกจากจู๋ไอ้หนูจะบวชเณรสามวันแก้บน จริงดังปากว่าเจ้าปัญญาจึงเขียนจดหมายไว้ใต้หมอนว่าต้องไม่ลืมแก้บน ระหว่างนั้นเอง แกงค์เด็กสาวชาวกรุงก็มีอันให้มารถเสียอยู่ในหมู่บ้านจนต้องไปพักค้างคืนที่โรงเรียน แกงค์ขอบักปัญญาจึงได้รู้จักกับน้องมิวคนสวยและเพื่อกะเทยเด็กของเธอ สร้างความไม่พอใจให้แก่ เรณู ที่คิดเองเออเองว่าเป็น ‘ผู้สาว’ของบักปัญญา เป็นอย่างยิ่ง ไหนจะการที่อยู่ดีๆรรดาผัวๆก็มาล้มตายพร้อมกันถึงห้ารายในคืนเดียว ตามมาด้วยการเข้ทรงเจ้าแม่ให้แก้อาถรรพ์ผีแม่ม่ายจนผู้ชายทั้งหมู่บ้านถึงกับต้องแต่งหญิงกันถ้วนทั่ว 

พอรถซ่อมเสร็จน้องมิวก็ต้องลาบรรดาเด็กๆบ้านนา พร้อมคำสัญญาจะยกทีมมาช่วยร้องช่วยเต้น บักปัญญาหนักอกถึงขนาดบากหน้าไปขอยืมเงินเจ้าวาสมาซื้อเครื่องดนตรีแต่ก็ไม่มีหวัง ทั้งการแข่งดนตรีเลยไปจนถึงเหตุการณ์ร้ายๆท้ายเรื่องทำให้ปิดเทอมนี้คงเป็น
เรื่องที่ลืมไม่ลงของปัญญาและ เรณู

ภาพยนตร์โดย บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ นักแสดงที่ทำหนังมาหลายเรื่องแต่ยังไม่มีเรื่องไหนประสบความสำเร็จ ผู้เขียนยังไม่เคยดูหนังของเขามาก่อน แต่ประสปการณ์กับปัญญา เรณูทำให้เราอาจจะต้องตามดูหนังเขาทั้งย้อนไปข้างหลังและไปข้างหน้า นี่คือหนังที่ถ่ายง่ายๆ เดินเรื่องเรียบเรื่อยจนแทบจะตรงไปตรงมา เส้นเรื่องแผ่วเบาจนบางช่วงแทบจะกลายเป้น MV ฉายภาพชีวิตชาวบ้าน หากในทางหนึ่งมันกลับทำให้หนังขยับเข้าไปใกล้หนังอย่าง ‘อีส้มสมหวัง’ภาคแรก ในฐานะหนังที่เป็นเหมือน บันทึกโมงยามแสนสุขของการใช้ชีวิตตามบ้านนอก ซีเควนซ์ต่อเนื่องของเหตุการณ์ตลกๆ แปลกๆ ที่ในทางหนึ่งดูexotic ในทางหนึ่งชวนหัว และในอีกทางหนึ่งก็ดูประหลาดแปลกยิ่งเมื่อเทียบกับวัตรปฏิบัติขงคนเมือง หรือคนชนบทในร่องรอยจินตนาการของคนเมือง 


ชนบทใน ‘ปัญญา เรณู’ ดูจะเป็นชนบทที่ไม่คุ้นหูคุ้นตา ‘ผู้ชม’ ชาวเมืองเป็นอย่างยิ่ง ชนบทในหนังเรื่องนี้ ไม่ได้เป็นภาพแทนความยากไร้ดิ้นรน แบบในงานวรรณกรรมเพื่อชีวิตในอดีต ขณะเดียวกันไม่ใช่ภาพแทนความโสมมเถื่อนถ้ำ และยิ่งไม่ใช่ภาพแทนชนบทในฝันที่พึ่งพาตนเอง ใช้ชีวิตเรียบง่าย แหงนหน้ามองฟ้าด้วยดวงตาซาบซึ้งและแสงมลังเมลือง ชุมชนในหนังเรื่องนี้คือชุมชนชนบท ที่กำลังพยายามจะก้าวตามโลกสมัยใหม่ ซึ่งไม่ได้มากับ ‘เด็กกรุงเทพ’ แต่มากับอะไรๆอย่างเช่นการต้องออกไปร้องเต้นกับเด็กในเมือง ความอยากเป็นเมืองของชุมชนนี้อาจจะไม่ได้เด่นชัดจนเราสามารถยกหนังเรื่องนี้มาฉายภาพสังคมชนบทในเมืองไทยอีกเป็นล้านชุมชนที่ล้วนก็อยากมีความเป็นเมือง หลายครั้งมันก็พยายามจะสะท้อนภาพ อบอุ่นพอเพียงอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ตัวหนังไม่ได้ทำหน้าที่เป็นโฆษณาชวนเชื่อชุมชนแสนหวานแบบที่เราเจนตาแบบนั้น ในชุมชนเช่นนี้มีทั้งพุทธทั้งผี มีทั้งการขี่จักรยานในท้องทุ่ง หากก็มีการกินหมา มีการจับกิ้งก่า แมลงมากินเป็นอาหาร แต่ก็มีการอยากได้เครื่องดนตรีใหม่ๆ มีวัดเป็นแหล่งรวมใจ แต่ก็ในวัดนี่ละที่ต้องมาเป็นลานรอบรับเรื่องทรงเจ้าเข้าผี ชนบทในหนังเรื่องนี้หากจะเป็นภาพแทนก็เป็นภาพแทนของชุมชนที่แท้ ซึ่งมีทั้งความเถื่อนถ้ำ ความศิวิไลซ์ มีทั้งอาการอยากเป็นเมืองแต่เป็นไม่ได้ มีทั้งภาวะอิหลักอิเหลื่อระหว่างวิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์ ซึ่งไหลวนปนกันอยู่อย่างน่ารักน่าเอ็นดู (แม้อาจจะใช้งานได้บ้างไม่ได้บ้างก็ตาม) 

บวชแก้บน

อันที่จริงในสภาพโลกสมัยใหม่ เราควรทำหน้าที่ต่อต้านประเด็นความงมงายในไสยศาสตร์จากโลกยุคก่อนสมัยใหม่แต่ในเมื่อประเทศไทยอาจจะไม่มียุค ‘สมัยใหม่’ อันหมายถึงยุคที่วิทยาศาสตร์เข้ามาพิชิตความเชื่อเก่าโดยสมบูรณ์ แต่เราอาจจะข้ามไปยุค หลังสมัยใหม่ ที่วิทยาศาสตร์ไม่ได้เป็นความจริงเดียว การเรียกคืนอัตลักษณ์ชุมชน ความเชื่อทางเลือก การผสมปะปนกันอย่างไร้ทิศทางระหว่างความเชื่อเก่าและความเชื่อใหม่ การทำลายความจริงด้านเดียวหรือเอาความเชื่อหนึ่งๆมาแต่เปลือกเพื่อแสดงความกลวงเปล่าของมัน แสดงให้เห็นว่ามันเป็นวาทกรรมอันหนึ่งเท่านั้น 

บางทีเราอาจจะเป็นเพียงไม่กี่ชาติที่กระโดดข้ามยุค สมัยใหม่ ไปสู่สภาวะ หลังสมัยใหม่ ซึ่งแยกได้ยากว่ามันpost หรือ pre กันแน่ ในขณะหนึ่งเราเป็นชาติที่อ้าแขนรับเอาวิทยาการมากหลายจาโลกตะวันตก เชื่อในแนวคิดเป็นเหตุเป็นผล แต่ใช่หรือไม่ว่าเราคือชนชาติแห่งการถือพระถือผี พุทธศาสนาในสังคมของเราล้วนคลอคู่ไปกับพิธีกรรมเชิงไสยศาสตร์ นี่คือการประกาศสภาพโพโม ที่ทุกอย่างไหลมารวมกัน หรือที่แท้เราเป็นประเทศอันดัดจริตจนไม่อาจยอมรับว่าที่จริงเราเป็นประเทศในยุคก่อนสมัยใหม่* 

เช่นเดียวกันกับหนังเรื่องนี้ การล่องไหลของไสยศาสตร์ในชุมชนในกรอบวิธีคิดของชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นบักปัญญาไปถึงท่านผอ. เจ้าอาวาส ล้วนอิหลักอิเหลื่ออยู่ในสภาวะ ก่อนสมัยใหม่ –หลังสมัยใหม่อย่างน่าเอ็นดูและน่าตั้งข้อสงสัย ไปในคราวเดียวกัน 

เส้นเรื่องหลักๆประการหนึ่งของหนังอยู่ที่เรื่องการบนบานของบักปัญญา เมื่อเขาโดนปลิงเข้าจู๋ แล้วบนบานว่าจะบวชเณรสามวัน แต่ไม่ได้ทำจนนำไปสู่การอุบัติเหตุในตอนท้ายเรื่อง ซึ่งอาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับการบนบานสานกล่าวก็เป็นได้ แต่การที่หนังเลือกเล่าฉากนี้ในห้องไอซียูของโรงพยาบาลทำให้มันน่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาว่าโรงพยาบาลคืออาณาเขตของโลกสมัยใหม่ ชีวิตในมือหมอเป็นชีวิตในโลกสมัยที่อ้างอิงอยู่กับหลักวิทยาศาสตร์โดยแท้ หากในฉากนี้เมื่อโลกวิทยาศาสตร์หันหลังให้ตัวละคร (กระสุนทะลุหน้าอกไม่รอดแน่แล้ว ) มันก็เป็นพื้นที่ที่ความเชื่ออื่นได้เปิดพื้นที่เข้าไปบ้าง
ฉากนี้มีความน่าสนใจถึงสองระดับ เพราะในส่วนหนึ่งมันคือการแสดงภาพการเดินเคียงคู่ของ รูปแบบความเชื่อครึ่งพุทธครึ่งผีในสังคมไทย การบวชแก้บน(กันในห้องไอซียู) เป็นรูปแบบอันแนบเนียนที่พุทธ แอบอิงอยู่กับความเชื่อปีสางนางไม้ เรื่องการบนแก้บน (พระพุทธรูปในที่นี้ไม่ได้ทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนา แต่เป็นที่พึ่งทางใจแบบเทพองค์หนึ่งที่จะสามารถดลบันดาลให้หายทุกข์โศกโรคภัยได้ ) การใช้ความเชื่อผีผ่านพิธีพุทธ ยังมีให้เห็นในฉากเข้าทรงเจ้าแม่ที่เกิดขึ้นในวัด (หลวงพ่อบอกว่านี่ไม่ใช่กิจของสงฆ์ที่จะมาทำเรื่องผีแม่ม่าย แต่หลวงพ่อก็ไม่ได้ขัดขวางซ้ำยังสนับสนุนการทรงเจ้าเข้าผีให้เกิดกันขึ้นในบริเวณตัววัด รวมถึงเป็นผู้สังเกตการณ์ในพิธีเลยด้วยซ้ำ) น่าสนใจมากขึ้นไปอีกว่า ในหนังเรื่องนี้แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐ ก็ยังต้องอยู่ภายใต้กรอบคิดแบบนี้ เพราะแม้แต่ครูใหญ่กับท่านผอ. ถึงที่สุดก็ต้องแต่งหญิงหนีผีแม่ม่ายเหมือนกับชาวบ้าน และถึงที่สุด หมอก็ต้องช่วยเจ้าอาวาสบวชแก้บน (ซึ่งน่าขันที่สิ่งนี้ล้อกัยสถานะของหมอกับพระ ใน เท่งโหน่งจีวรบินอย่างไม่น่าเชื่อ!) 

ในอีกระดับหนึ่ง การบวชแก้บนในไอซียู คือการ ‘เอาคืน’ ของโลกยุคก่อนสมัยใหม่ การเปิดพื้นที่ให้บวชแก้บนกันบนเตียงคนไข้โดยมีคุณหมอร่วมสังเกตการณ์ เป็นการประกาศชัยของความเชื่อแบบเก่าเหนือวิทยาศาสตร์ ซึ่งแน่นอนว่านี่คือเรื่องที่อิหลักอิเหลื่อถึงที่สุดสำหรับผู้ชม และมันก็เหวี่ยงไปมาระหว่างการเล่าเรื่อง ‘ปาฏิหาริย์งมงาย’ กับการขอคืนพื้นที่ของความเชื่อแบบเก่า ในมุมมองแบบสมัยใหม่ มันคือการส่วนแรก ในขณะที่มุมมองแบบหลังสมัยใหม่ มันคือส่วนหลัง มันคือการแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่วิทยาศาสตร์เท่านั้นที่ได้รับสิทธิ์ทุกอย่าง แต่ชุมชน ผู้คน ต่างมีทางเลือกของตัวเอง ถึงที่สุดวิทยาศาสตร์ไม่สามารถจะวางเขื่องเหนือพิธีกรรมแบบชาวบ้านได้ มันเป็นเรื่องของใครของมันซึ่งในฉากนี้แน่นอนว่าความรับรู้ของผู้ชมนั้นสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสิน แต่ที่น่าสนใจมากขึ้นกว่านั้นคือสำหรับผู้เขียน ในประเทศที่อาจจะไม่เคยสมัยใหม่ แต่ทำเนียน นานเหลือเกินที่เราไม่ได้เห็นชุดคิดนี้ปรากฏผ่านสื่อ ไม่มีให้เห็นในจอภาพยนตร์ (อย่างที่ทราบกันดี บนจอภาพยนตร์นั้นประเทศเราเป็นประเทศที่ลึกซึ้ง(อย่างโง่ๆ) สุภาพเรียบร้อย (อย่างดัดจริตผิดมนุษย์) และเป็นประเทศที่มีเหตุมีผล ดังนั้นเราจึงไม่เคยให้ผู้ชมเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ในจุดพลิกผันของเรื่องเลย (ไสยศาสตร์มีพื้นที่เฉพาะในหนังตลกกับหนังผีเท่านั้น ทั้งที่คนค่อนประเทศ ห้อยพระกันผี และไหว้เจ้าที่ ทุกร้านอาหารมีนางกวัก) ) การปรากฏขึ้นของฉากนี้บนจอภาพยนตร์สำหรับผู้เขียนมันจึงมีความหมายของการเฉลิมฉลอง ของโลกก่อนสมัยใหม่ที่ได้อวดโฉมบนจอภาพยนตร์ หรือยิ่งถ้ามองมันเป็นเรื่องหลังสมัยใหม่ มันก็ยิ่งน่าตื่นเต้น โดยทั้งหมดทั้งมวล นอกจากหนังเรื่องนี้ ก็มีเพียงความสัมพันธ์ของหมอกับพระ และกล้วยไม้เรืองแสงใน แสงศตวรรษของ อภิชาตพงศ์เท่านั้น ที่แสดงพลานุภาพแห่งการเฉลิมฉลองของยุคก่อนสมัยใหม่แห่งสยามประเทศบนจอภาพยนตร์ ! 

โปงลางสะออน 
อีกเส้นเรื่องหนึ่งที่คลอคู่ไปกับการแก้บนของบักปัญญา คือเรื่องของการประกวดดนตรีโปงลาง เป็นเรื่องน่าสนใจยิ่งเมื่อเราเห็นได้ว่า การประกวดโปงลางครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของเด็กๆ แต่เป็น ‘คำสั่งจากส่วนกลาง’ ที่ต้องการให้เด็กๆไปแข่งขันในตัวอำเภอ เมื่อท่านผอ. รับคำสั่งมาก็ต้องขยายผลต่อไปให้ครูเล็กครูน้อยและบรรดาเด็กๆ อีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่น่าสนใจคือหากเรื่องเล่าในส่วนแรกเป็นการส่องขยายเรื่อง ‘ภายใน’ ชุมชนส่วนหลังนี้ก็เป็นการขยายภาพความสัมพันธ์ของ ‘ บ้านนอกกับกรุงเทพ’ ที่อาจจะแปลกไปกว่าความสัมพันธ์ตามขนบ นั่นคือแบบที่1) ชนบทนั้นเถื่อนถ้ำและมีแต่คนกรุงเท่านั้นที่จะช่วยพัฒนา 2 ) คนกรุงนั้นเลวร้ายมุ่งแต่จะเอาประโยชน์ ทำให้คนชนบทนั้นตกเป็นเหยื่อ มองอย่างไม่โรแมนติกความสัมพันธ์ทั้งสองแบบล้วนมีอยู่จริงและดำเนินไปอย่างซับซ้อน แต่ความสัมพันธ์ทั้งสองแบบที่กล่าวไปล้วนยืนพื้นอยู่ที่ว่าชนบทเป็นผู้ถูกกระทำเป็นคนอ่อนแอที่ช่วยตัวเองไม่ได้ เป็นสิ่งที่หยุดนิ่งไม่มีพลวัต (แน่นอนว่าความคิดนี้แช่แข็งอยู่ในศรีษะชนชั้นกลางไทยจำนวนมาก) 

หากชนบทในหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นทั้งสองแบบ เพราะชนบทในเรื่องนี้คือการปรับประสานต่อรองพื้นที่ทั้งในตัวชุมชนเอง และต่อสังคมภายนอก คนกรุงเทพในหนังเรื่องนี้มองชนบทเป็นเพียงดินแดนอันน่าตื่นตาตื่นใจ (exotic) ที่พวกเขาจะได้เรียนรู้การทำนา การจับกิ้งก่า ขุดรูปู หรือจักสาน (ในฉากเพลง ออนซอนเด) แต่ถึงที่สุดมันก็ไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่านั้น** ความสัมพันธ์ของน้องมิวคนงาม (ความอยากเป็นเมืองของบักปัญญา) ถูกกั้นกลางด้วยสายโทรศัพท์ และกะเทยเด็ก ในขณะที่เรณู สัญลักษณ์ความเป็นบ้านนอกที่โผงผาง อ้วนกลม และกล้าแข็ง เป็นสิ่งที่ปัญญาต้องอยู่กับมันไป (พ่วงกับเรื่องผีๆสางๆเช่นการเข้าทรงเทียมของเจ้าแม่คะนองรักอีกชั้นหนึ่ง) คนกรุงเทพ ในสภาพของ ครูสอนเต้นของกี่ อาจจะมาช่วยฝึกซ้อมทีมของปัญญา ก็จริง แต่ถึงที่สุดแล้วการต่อสู้ภายในต่างหากที่ทำให้พวกเขาได้ไปแข่งจริงๆ การหาเงินมาซื้อเครื่องดนตรีใหม่ ซึ่งพ่วงอยู่กับการเมืองภายในของปัญญา กับ เป่ว ไอ้เด็กบ้านรวยที่อยากเป็นนักร้องนำจนขอให้พ่อออกเงินให้ แลกกับการที่เขาได้เป็นนักร้องนำ การคลี่คลายที่ได้ความช่วยเหลือจากหลวงพ่อ ที่น่าสนใจง่าถึงที่สุดมันคือการเอาเงินบริจาคจากนักการเมืองท้องถิ่นที่ได้งานประมูลทำทางหลวง(กำไร=โกง?) และกระทั่งตัวหลวงพ่อในฐานะภิกษุสงฆ์ก็ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้เผยแผ่ศาสนาแต่กลับมีบทบาทต่อการเมืองชุมชนอย่างยิ่งว และไม่ใช่ในฐานะผู้ทรงภูมิที่ต้องปรึกษา แต่ก็ต้องปรับประสานต่อรองกับชุมชนเช่นกัน กล่าวอย่างถึงที่สุด หากทีมเต้นของโรงเรียนจน. คือภาพแทนของชนบทที่อยากเป็นเมืองแต่ไม่มีปัญญา การปรับประสานต่อรองกับทั้งคนในและคนนอกต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญ ยังไม่นับว่าอันที่จริงคนกรุงเทพอย่างน้องมิวก็อาจจะไม่ได้ใส่ใจอะไรจริงจัง คนที่ช่วยเหลือปัญญาที่จริงกลับเป็น น้องกี่ กะเทยเด็ก ฉากที่น่าสนใจจนอดพูดถึงไม่ได้คือ เอาเข้าจริงบรรดาแก๊งค์กะเทยชาวกรุง ที่ถูกจัดเป็นคนชายขอบนั่นเอง ฉากแก๊งกะเทยบนรถอีแต๋นจึงเป็นฉากที่น่าตื่นตาตื่นใจมากๆ 

นี่ยังไม่นับว่าจริงๆแล้วการกลายเป็นเมืองของบักปัญญา ไม่ใช่ปุบปับจะเป็นกรุงเทพได้เลย เขายังต้องต่อกรกับการเป็นตัวอำเภอ การเป็นตัวจังหวัด การต่อสู้กับโรงเรียนประจำอำเภอเป็นเพียงขั้นตอนแรกเท่านั้น (แก๊งค์กะเทยนักเต้นคงไม่มาช่วยเขาจนสุดทางแน่) ดังนั้นถึงที่สุด ชัยชนะของบักปัญญาจึงไม่ได้มีความหมายอะไร นอกจากการได้ประกาศตัวสักครั้งของคนบ้านนอกบ้านนา ไม่ได้ต่างกับปาฏิหาริย์ในห้องไอซียูแต่อย่างใด

ไม่ว่านี่จะเป็นอาการ ‘คิดไปเอง’ ของผู้เขียน (ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของกลุ่มอาการโรแมนติไซส์สังคม) ไม่ว่าบิณฑ์ บันลือฤทธิ์ จะตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ เขาแค่จะทำหนังใสๆสักเรื่องหรือตั้งใจจะทำหนังที่ลึกซึ้กงว่านั้น ไม่ว่าตัวบทมันมาจากเรื่องเล่นหรือไม่ ถึงที่สุดรายละเอียดในการถักทอมันขึ้นได้เปิดเผยภาพของตัวมันเองออกมาทีละน้อย ซึ่งจะว่าไปแล้ว ความไม่ตั้งใจต่างหากเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจ เพราะในความละเลยเท่านั้น ที่สิ่งที่มันเป็นจริงๆจะได้ปรากฏตัว และหนังเรื่องนี้คือการเปิดเผยตัวของภาพชนบทปัจจุบัน ที่ไม่ได้บริสุทธิ์งดงามแต่ไม่ได้เลวร้ายเถื่อนถ้ำชนบทที่เป็นชนบทที่เราจินตนาการไม่ได้ ซึ่งอาจจะเพราะมันไม่โรแมนติกพอก็เป็นได้ 


หมายเหตุ ขอขอบคุณ ปราปต์ บุนปาน และ รัชฎ์ภูมิ บุญบัญชาโชค ที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจมากๆ 


*ประเด็นสมัยใหม่ นี้เป็นเพียงการตีความส่วนบุคคลของผู้เขียน ไม่สามารถนำไปอ้างอิงได้แต่อย่างใด
** เพื่อนคนหนึ่งของผู้เขียนให้ความเห็นที่น่าสนใจว่าเป็นเพราะหนังมองผ่านมุมของเด็ก จึงทำให้คนชนบทไม่จำเป็นต้งแตกหักกับกรุงเทพ เท่ากับมุมมองของผู้ใหญ่ ที่ต้องผจญกรรมเป็นอันมากกับคนเมือง