เริ่มจากเขานอนหลับ ร่างนั้นตะแคงอยู่กับคานปูนที่หล่อขึ้นใหม่ หนุนหัวด้วยกระเป๋าเสื้อผ้า
อ่อนล้าอยู่กลางแดแลมของสถานที่ซึ่งหากไม่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง
ก็คงถูกทิ้งร้างไว้โดยไม่เสร็จสมบูรณ์ คนหนุ่มนั้นกำลังหลับ และบางทีเขาอาจฝันถึงท้องทุ่ง
ท้องทุ่งนั้นรอการหว่านไถ
ก่อนหน้านี้เขามีหนิ้
และหนี้ทำให้บ้านเคยอยู่อู่เคยนอนของเข้าต้องหลุดมือไป
เขากับเมียและลูกนั่งยองๆมองดูบ้านที่เคยอยู่แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของอีกแล้ว
เพื่อนคนหนึ่งชวนเขาไปบอกว่าทำงานแบบนี้มันไม่ได้เรื่องหรอก มีแต่ก่อหนี้สร้างสิน
ไปเป็นชาวนาดีกว่า ชาวนารับจ้างปักดำหว่านไถ
เพียงหมาดหน้าฝนพ้นข้าวแตกรวงเก็บเกี่ยวแล้วได้เท่าไรก็เอามาแบ่งกันชาวนากับเจ้าของที่
ด้วยการณ์นี้ ครอบครัวของเขา
และอีกครัวหนึ่งซึ่งรุ่นราวคราวเดียวกันจึงถึงการณ์มปลูกกระท่อมกินอยู่กัยในที่นานั้น
ลงมือปักดำหว่านไถ บนแผ่นดินของผู้อื่น
จากฤดูสู่ฤดู จากการไถหว่านสู่การปักดำ การรอคอยเข้าวแตกรวง
จวบจนการเก็บเกี่ยว
ครอบครัวชาวนาเรียนร็และดิ้นรนเพื่อจะเอาชีวิตรอดท่ามกลางแผ่นดินอันอุดม พวกเขาได้รู้จักกับลุงผมยาวที่หนีสังคมมาทำนาไร่แบบโบราณ
เน้นสวนผสมที่ปราศจากสารเคมีทุกชนิด ทำไปเพื่อเพียงพอกินโดยไม่หวังกำไรตอบแทน
ขณะเดียวกันพวกเขาก็ถ่ายทอดวิธีการดิ้นรนเอาตัวรอดโดยการหากินกับท้องทุ่งจากรุ่นสู่รุ่น
ตั้งแต่การยิงนกตกปลาล่างู การล่ารวงผึ้ง ไข่มดแดง
สิ่งต่างๆนาๆจากที่นั่นที่นี่แปรเป็นมื้ออาหารตามแรงและประสปการณ์
ตราบจนกระทั่งลุกเข้าสู่ฤดูการเก็บเกียว
โลกหมุนเคลื่อนคล้อยไปเฉกเช่นเดียวกับชีวิตที่ยังต้องคืบเคลื่อนนำพาปัญหาใหม่ๆ
มาให้พบเจอ ถึงที่สุดแล้ว สรวงสวรรค์เป็นเพียงเรื่องชั่วคราว และบ้านนาก็เช่นกัน
นี่คือภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องที่สองของ อุรุพงษ์ รักษสัตย์ หลังจากที่
‘เรื่องเล่าจากเมืองเหนือ' หนังยาวเรื่องแรก
ที่ไม่อาจจะเรียกได้ว่าหนังยาวเต็มปาก
เพราะตัวหนรังประกอบขึ้นจากหนังสั้นหลายๆเรื่องที่เขาทำก่อนหน้า
หนังของอุรุพงษ์มักมาจากท้องถินทางภาคเหนือที่เขาอาศัย
บอกเล่าเรื่องราวของบรรดาชาวบ้านธรรมดา ถ่ายทอดชีวิต ของชาวนา ชาวสวน
คนชราที่ถูกทอดทิ้งไว้ในหมู่บ้าน
ภาพชีวิตที่ถ่ายทำตามความเป็นจริง ถูกนำมาสร้างโครงเรื่องผ่านการตัดต่อ
ค่อยๆคลี่ขยายภาพชีวิตันละเมียดละไม หากเศร้าสร้อยตามสภาพความเป็นจริงโดยไม่ต้องเสียเวลาสร้างพลอตดราม่าแต่อย่างใด
สำหรับสวรรค์บ้านนา อุรุพงษ์ยังคงกระบวนการเดิมในการสร้างหนัง
เพียงแต่ในคราวนี้เขามีเรื่องเล่าอยู่ในมือตั้งแต่ต้น มีบท มีประเด็น
เขาเพียงออกไปยังท้องทุ่งกับนักแสดง ติดตามชีวิตของพวกเขา บอกเล่าคร่าวๆว่าพวกเขากำลังเป็นใคร
ต้องทำอะไรบ้างในฉากนั้นๆ แล้วก็ปล่อยให้พวกเขา ‘เล่นเป็นตัวเอง'ไปเรื่อยๆ
สถานที่และสถาณการณ์หลายๆอย่างในหนังเป็นของจริง งอกเงยขึ้นจากการลงไปถ่ายทำในพื้นที่
คุณลุงนักเกษตรก็เป็นสิ่งที่บังเญได้พบ
ทุกอย่างค่อยๆประกอบรวมขึ้นเป็นหนังที่เล่าเรื่อง ปัญหาชาวนาไทยในยุคปัจจุบันที่น่าสนใจมากที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยมีการทำหนังไทยกันมา
(นี่พูดจริงๆไม่ได้คำพาไป)
หนังเล่าวงจรของชาวนารับจ้าง ล้อไปกับฤดูกาลแห่งการหว่านไถ
ชายหนุ่มตกเป็นหนี้นอกระบบจนต้องเสียบ้าน
เขาและครอบครัวที่ประกอบด้วยเมียหนึ่งลูกหนึ่งต้องไปอาศัยกระท่อมปลายนาเพื่อดำรงชีวิตอยู่ ตลอดเวลาของการหว่านไถปักดำ ครั้นเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตสำเร็จ
เจ้าที่ก็มาขอแบ่งเงินส่วนที่เขาจะได้ไปผ่อนรถ จนในที่สุดเขาและครอบครัวซึ่งตั้งใจลึกๆว่าจะปักหลักอยู่กับท้องไร่ท้องนานี้ก็ต้องแตกกระสานซ่านเซ็นเข้ากรุงเทพ
ในท้ายที่สุด
โดยทั้งหมดทั้งมวลนี้หนังเคลือบคลุมตัวเองอีกชั้นด้วยภาพของการเมืองในยุค ‘เหลือง-แดง' โดยหนังวางภาพ
ของความขัดแย้งทางการเมืองอยู่ไกลๆปรากฏให้เห็นเพียงครั้งสองครั้งดำเนินไปอย่างไม่เกี่ยวข้องกับตัวละคร
ดำเนินเดินไปอย่างไม่เกี่ยวข้องกัน หากหนังแสดงให้เห็นว่าภาพการเมืองใหญ่กระทบไปหมดทั่วทุกภาคส่วนไม่เว้นแม้แต่ชาวไร่ชาวนาห่างไกล ยิ่งเมื่อตัวละครมาปะทะกับการเมืองในช่วงท้ายทุกอย่างก็ยิ่งฉายชัด
หนังเล่าปัญหาชาวนาไทยแบบที่เราไม่ค่อยได้พบเห็นนักในหนังไทย
หรือกระทั่งในข่าวไทย
แสดงภาพปัญหาอย่างเป็ระบบและไม่พยายามโรแมนติคให้เป็นเรื่องความชั่วร้ายเชิงปัจเจก
หรือแสดงภาพนายทุนเป็ฯคนชั่วและชาวนาเป็นผู้ถูกกดขี่
หนังให้เราเห็นถึงระบบทั้งหมดที่ขับเคลื่อนทุกอย่างไป
ตั้งแต่การที่เจ้าของที่ต้องการเอาเงินไปหมุนเพื่อนผ่อนรถ
เมียของเขาต้องการเข้าไปทำงานในกรุงเทพ ลูกชายที่อยากได้แกมแบบเพื่อน
หรือตัวเขาเองที่ก่อหนี้จนต้องสูญบ้าน นักการเมือง
และม๊อบชนม๊อบที่ก่อเรื่องวุ่นวายในกรุงทเพ
ทั้งหมดผูกเป็นปมเล็กๆที่ส่งผลกระทบถึงกันอย่างเลี่ยงไมได้ การคลี่ให้เห็นปัญหาซึ่งผูกปมโยงใยไว้เป็นระบบช่วยให้เราไปพ้นจากกรอบคิดเรื่องการกดขี่แบบเดิมและมองปัญหาชาวนารับจ้างตามความซับซ้อนของสังคมปัจจุบันจริงๆ
ซึ่งหนังก็เล่าออกมาได้อย่าน่าสนใจมากๆ
หากสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในหนังคืองานด้านภาพ หนังนำเสนอภาพการทำนาที่ถ่ายออกมาอย่างหมดจดงดงามประดุจดังสรวงสวรรค์
ภาพการหว่านไถ ปักดำ กระทั่งลงแขกเกี่ยวข้าว ภาพการอาบน้ำยามแสงโพล้เพล้
ภาพพยับฝนซึ่งเคลื่อนใกล้เข้ามา ภาพเด็กวิ่งเล่นในท้องทุ่ง ภาพของฤดูกาลที่เคลื่อนคล้อยไป
ทุกอย่างถูกถ่ายทอดด้วยดวงตาลุ่มหลงของผู้กำกับซึ่งจัดวางกรอบภาพทั้งหมดให้งดงามราวกับภาพเขียน
อธฺบายความเป็น ‘สวรรค์บ้านนา'ตามชื่อเรื่อง
อย่างไรก็ดีในทางหนึ่ง ความงามทางบภาพกลับกลายเป็นภัยร้ายที่ย้อนมาสร้างความกระอักกระอ่วนให้ตัวเรื่อง
เพราในขณะที่ตัวเรื่องลดทอนความโรแมนติคเชิงเรื่องเล่าและหยิบจับปัญหานี้มาตีแผ่โดยไม่พยายามสร้างกรอบผิดถูกมารองรับ
ภายใต้รูปแบบของหนังซึ่งขับเน้นไปที่ความสมจริงของตัวเรื่อง
ในคราวนี้การณ์กลับกลายเป็นตัวภาพเสียเอง ที่ทำหน้าที่สร้างความโรแมนติดให้กับการทำนา ยิ่งเมื่อตัวหนังสามสี่สิบเปอร์เซนต์
จดจ่ออยู่กับภาพของชาวนาในท้องทุ่ง ภาพของ ‘สวรรค์' แห่งบย้านนาจึงโดดเด่นมาเหนือใคร
ย้อนแย้งขัดขากับความยากลำบากที่บรรดาชาวนาได้รับ
ในทางหนึ่งความย้อนแย้งนี่ช่างงดงาม เพราะมันแสดงด้านที่เป็นทั้งความงาม
และความต่ำช้าคลอเคลียไปคู่กัน แต่ในอีกทาง การจัดวางภาพของหนัง (เท่าที่เข้าใจความงามของภาพในหนังไม่ได้เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิค
ทั้งหมดน่าจะเกิดจากการเลือกจังหวะ รอเวลา จัดวาง) ได้ทำให้การทำนาเป็นสรวงสวรรค์ที่ปราศจากความลำบาก
เป็นพิธีเชิงศาสนาอันผ่องพิสุทธิ์ โดยตัวของมันเอง มันจึงย้อนมาสร้างความกระอักกระอ่วนเมื่อหนังพยายามจะบอกว่ามันคือโลกของหยาดเหงื่อแรงงานที่ถูกดูดกลืนไปสังเวยระบบทุนที่ครอบงำอยู่
คำอธิบายในย่อหน้าที่แล้วนั้นอาจจะย้อแย้งตัวมันเองยิ่งกว่าตัวหนัง
แต่เมื่อเราพิจารณาร่วมกันกับประเด็นอื่นภาพขยายความกระอักกระอ่วนลักลั่นย้อนแย้งอาจจะชัดขึ้น
หนึ่งคือตัวหนังดูเหมือนจะถูกแยกเป็นสองส่วนด้วยตัวของมันเอง หนึ่งคือภาพความงดงงามของการทำนา
และสองคือปัญหาที่ถาโถมเข้ามาในวิถีชีวิตชาวนารับจ้าง หนังวางการรุกคืบของปัญหาไว้ในรูปแบบของ ‘ปม' ตัวละครดำเนินชีวิตไปตามเส้นเชือก
คลำเจอปมปัญหาการอย่ากเข้ากรุงเทพ ปมปัญหาความอดอยาก
ปมปัญหาความอยากได้อยากมีของลูกๆ ปมปัญหาการถูกโกงกลายๆจากเจ้าของที่ดิน ทั้งหมดถูกจับโยนเข้ามาในลักษณะของการบอกเล่าเป็นเหตุการณ์เหตุการณ์ไปเรื่อยๆ
แยกขาดจากภาพการทำนา หรือการหากินที่น่าตื่นตา และดู exotic เอามากๆ
(ผมไม่สามารถหาคำภาษาไทยที่เหมาะเจาะให้กับคำนี้ได้) เราอาจจะบอกได้ (อย่างร้ายๆ)ว่า
หนังคือจังหวะของภาพ exotic สลับกับปมปัญหาที่ทยอยอไหลมาเป็นลูกคลื่น ซึ่งนั่นทำให้ภาพสวรรค์ของหนังยิ่งโดดเด่น
และก้าวกระโดดจากตัวหนังมากขึ้น สุดท้ายมันจึงกลายเป็นการขัดขาตัวเอง
(ในที่นี้เราอาจะสามารถเปรียบเทียบหนังเรื่องนี้เข้ากับ Huacho หนังที่เล่าเรื่องปัญหาของกเษตรกรในสังคมร่วมสมัย
ที่ซ่อนทุกปมปัญหาไว้ภายใต้การดำเนินชีวิตประจำวันของตัวละครแต่ละตัวอย่างนุ่มนวล
และแนบเนียน) การแยกส่วนปัญหากับความงามในหนังทำให้ทั้งสองส่วนหักล้างกันจนเหมือนกลายเป็นคนละเนื้อที่มาร้อยต่อกันเสียอย่างนั้น
และเป้นไปเช่นนั้นจวบกระทั่งช่วงท้ายของหนังที่ในฉากหว่านไถสำหรับฤดูต่อไป หนังพลันเงียบเสียงเรา
ทิ้งเราไว้กับภาพของชาวนาลากไถไปพร้อมกับความงานท่ามกลางสายฝนที่หล่นเงียบเชียบ
นั่นเป็นครั้งแรก ที่เรา( หรือย่างน้อยผม)
รู้สึกได้ถึงความยากลำบากอันแท้จริงของการทำนา
หนังเติมตัวละครอย่างคุณลุงนักการกเษตรเข้ามา แม้ว่าในฉากอธิบายการเกษตรวิถีของแก(ขออนุญาติไม่ใช้คำว่า
พอเพียง)เกือบจะเป็นฉากเลคเชอร์อยู่รอมร่อ
แต่การที่หนังแสดงให้เห็นว่าการเกษตรแบบของแกนั้นอาจเป็นทางออกสวยงามสำหรับนักวิชาการ
สำหรับปัญญาชน สำหรับคนที่ไม่ได้เป็นเกษตรกร แต่สำหรับชาวนารับจ้างไร้ที่ดิน
มันยังมีข้อเคลือบแคลง อย่างน้อยเมื่เทียบกันแล้วคุณลุงไม่ได้อยู่ในฐานะ จนตรอก
เหมือนกับครอบครัวชาวนาที่ยังไม่รู้ว่าจะไปอยู่ไหนหรือทำอะไรต่อ
ดังนั้นในทางหนึ่งการเกษตรทางเลือกใช่หรือไม่เป็นแค่ทางเลือกเฉพาะกับคนที่มีต้นทุน
(ทั้งทางทรัพย์สินและทางสังคม)อยู่ก่อนแล้ว แม้ในช่วงท้ายของหนังจะให้ความหวังกับวิถีเช่นนี้ผ่านการที่เด็กชายลูกชาวนาอีกครอบครัวอาศัยอยู่กับลุงที่คอยสอนการเกษตรแบบของแกให้กับเด็กรุ่นต่อไป
แต่บางทีทางออกแบบที่นักวิชาการชอบท่องเป้นคาถาอาจเป็นแค่เรื่องพาฝันในระบบเศรษฐกิจปากกัดตีนถีบเช่นนี้
ที่น่าแปลก ระคนน่าสนใจมากขึ้นคือการสอดแทรกประเด็นการเมืองลงในหนัง(ที่จริงอุรุพงษ์เคยทำเช่นนี้มาแล้วใน
หนังสั้น รอยไถแปร ซึ่งบางส่วนก็อยู่ในหนังเรื่องนี้ด้วย) การจับเอาการเมืองยุคเหลืองแดง มาฉษยซ้อนลงบนฉากภาพของชีวิตชาวนา
หนังไม่ได้แสดงท่าทีว่าการเมืองเหลืองแดงทำให้ชีวิตของชาวนาต้องฉิบหาย
แต่ท่าทีของหนังคือการบอกว่าไม่ว่ใครจะได้อำนาจ
ไม่ว่าใครจะประท้วงใครสุดท้ายคนจนก็ยังจนอยู่ดี
ฉากหนึ่งตัวละครนั่งมองคำปราศรัย(อันน่าขัน) ของพรรคเพื่อไทย แล้วลุกหนีไป
ยิ่งในฉษกท้ายเมื่อเขาเข้ากรุงเทพ ปะปนไปกับบรรดาผู้ชุมนุม
จ้องมองการชุมนุมอันแทบเอาเป็นเอาตายนั้นอย่างไม่เข้าใจ
เพราะสุดท้ายเขายังคงจนและจนลงไปเรื่อยๆ
จนในที่สุดเขาผละจากผู้ชุมนุมมาพักนอนอยู่กลางซากปูนของสิ่งที่สร้างไม่เสร็จ
เฝ้าฝันถึงทุ่งนาที่แม้อยากอยู่เท่าไรก็ไม่อาจอยู่ได้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันคือความจริง
ที่จนก็ยังคงจน จนถึงตอนนี้ หากท่าทีทางการเมืองเช่นนี้อาจไม่ใช่ท่าทีใหม่ ไม่ได้แสดงให้เห็นรากเหง้าของปัญหา
เป็นแค่การฉายภาพซ้อนทับเท่านั้นเอง
กล่าวโดยสรุป สวรรค์บ้านนา อาจจะมาได้ไปถึงจุดที่ เรื่องเล่าจากเมืองเหนือ
เคยไปถึง ในแง่ของการฉายภาพชีวิต อย่างตรงไปตรงมาและลุ่มลึก การนำเสนอความจริงและทิ้งช่องว่างรอยต่อไม่เนียนเรียบให้ผู้ชมกลับไปใครครวญต่อ ความเรียบเนียนของ สวรรค์บ้านนา
อาจทำให้เรามองเห็นความตั้งใจที่เลยพ้นไปสู่ความจงใจได้ง่ายมากขึ้น
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราพูดได้เต็มปากเลยว่า สวรรค์บ้านนา
คือหนังไทยแบบที่เรารอคอย หนังไทยที่เล่าเรื่องแบบสมจริง
ตรงไปตรงมาและพูดปัญหาแบบปัจจุบันขณะโดยไม่ต้องเสแสร้งสั่งสอน
เทศนาในสิ่งที่ตนไม่เชื่อ
หนังไทยแบบที่เราจะบอกได้ว่า นี่ไงเมืองไทยตอนนี้ หนังไทยแบบที่ควรจะมีมาตั้งนานแล้ว
เขาหลับไหล ฝันถึงแผ่นดินอันหอมหวาน เขาฝันถึงทรัพย์มนดินที่เขาหาได้
ทำได้ อยู่ได้ แต่ไม่มีวันได้อยู่ เขาตื่นขึ้นในเมืองแปลกหน้า ดุ่มเดินเดียวดายไปในหนทางที่เขาไม่ได้เลือก
บางทีโลกมีทางเลือกไม่มากนัก สวรรค์บางทีก็เป็นได้เพียงความฝันชั่วครู่ชั่วคราว
ความจนสิที่เป็นความจริง และจีรัง ลบไม่ออกไม่ว่าจะเปลี่ยนไปอีกกี่รัฐบาลก็ตาม