love-is-all-around

 
 
 
 
พูดได้ไม่อายปากว่าชาตินี้ทั้งชาติไม่ได้คิดจะกลับมาคืนดีกับจางอี็ดหมว หลังจากพี่เขาไปทำงานเปิดโอลิมปิก (แล้วตัวเองได้ไปดูหนังเรื่องPETITION ที่แสดงภาพการกวาดล้างคนเล็กคนน้อยต้อนับงานโอลิมปิก) 

อย่างไรก็ดี เราต้องยอมรับกันไปเลยว่าจางอี้โหมวเป็น ดรามาเมคเกอร์ตัวจริงเสียงจริง ปลดแอกแห่งรุ่ห้าออกจากอกเขาไปเสีย เราจะทิ้งอดีตอขงจูโ้ หรือคุณนายสี่ ไปพร้อมกับการโกอินเตอร์ของกงลี่ หนังไตรภาคคนเล็กคนน้อย แสดงภาพความเป็นดรามา่า เมคเกอร์อยุ่แล้ว แต่ข้่าพจเ้าก็ยังเอาเครดิตสะท้อนสังคมมาบดบังสายตาไปจนได้ 

เอาล่ะ ในฐานะคนทำหนังน้ำเน่าที่อาจจะดีเป็นลำดับต้นๆในจักรวาลหนังน้ำเน่า ข้าพเจ้าของกราบแทบเท้าเพราะหนังเรื่องนี้ทำให้ข้าพเจ้าร้องให้เป็นวรรคเป็นเวร ในระดับเดียวกับตอนดู BE WITH YOU หรือ THE ROAD HOME (ของน้าจางเอง)

พูดได้ไม่อายปากว่าเราไม่ได้แสวงหาปัญญาญาณอะไร เพราะฉะนั้นหนังรักน้ำเน่าเช่นนี้มันจึงจี๊ดใจแบบไม่ต้องพูดเรื่องความดีงามอะไรกันอีก 
 
 
โอเค วางเรื่อง ความฟูมฟายส่วนตัวไว้ก่อน

หนังเล่าเรื่องรักของเด็กหนุ่มสาววัยรุ่นช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม รักของผู้ยากไร้ภายใต้กฏเข้มแข็งทั้งของจารีตเก่าและกฏของพรรค รักนิรันดร์แบบที่ตอนนี้ไม่มีใครเชื่อกันอีกแล้ว รักแบบที่ต้องรอคอยหลายสิบปีเพื่อจะพานพบกันอกีสักครั้ง รักบริสุทธิ์ที่เลยลับอะไรแบบนั้น
 
จางอี้โหมวรู้จริงว่าตรงไหนจะเล่นแค่ไหนตรงไหนจะขยี้ ตรงไหนจะเล่าเพียงแผ่วเบา ตรงไหนจะถ่าย จะตัด จะเลือกเพลงประกอบ มันออกฤทธฺ์เรียกน้ำตาได้เหมาะเจาะจนเหลือเชื่อ แน่นอนว่าหนังต้องได้รับการต่อต้านในแง่ที่ว่ามันช่างฟูมฟายเร้าอารมณ์ แต่ความเร้าอารมณ์ก็มีสุนทรียศาสตร์ของมันอยู่ และเมื่อถึงมันก็ถึง จนปฏิเสธไม่ได้ที่จะร้องให้ให้กับมัน
 
สิ่งที่น่าสนใจสุดๆในประเด็นแนวคิดแบบรักนิรันดร์ (ซึ่งเป็นอุดมการณ์มากๆ) จาอี้โหมวเลือกหยิบ มาเล่าในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งเป็นช่วงเวลาของหนุ่มสาวบนแผ่นดินจีน โดยทั้งนี้ตัดบริบททางการเมืองทิ้งออกเกอืบหมด มันพาฝันใช่ไหม? ใช่ แต่ความพาฝันนนี้น่าสนใจมากๆๆ การผลักบริบททางการเมืองให้อยู่ไกลออกไปเป็นมือที่มองไม่เห็นคอนควบคุชีวิตหนุ่มสาวคู่นี้นั้นน่าสนใจมาก ไม่มีประเด็นความยากแค้นของการถูกส่งไปทำงานชนบท ไม่มีการกดขี่ของรัฐอะไร มีแต่หนุ่มสาวนัย์ตาเฟื่องฝันสองคนที่รักกันและกันเพียงแรกพบสบตา แต่ความรักของเขาและเธอถูกวางตำหน่งผ่านกำแพงหลายชั้น โดยกำแพงชั้นที่หนาแน่นที่สุดไม่ใช่กำแพงรัฐแต่เป็นกำแพงขนบเก่าและการนินทาของผู้คน (ชั้นที่หนึ่ง) กำแพงขแงรัฐที่ว่าด้วยความเปราะบางทางภูมิหลังของนางเอกกดทับลงมาอีกที (พ่อเธอเป็นฝ่ายขวาที่ถูกขังคุก แม่เธอโดนประนามตลอดเวลาและถูกลดตำแหน่งเป็นคนชั้นล่างสุดของสังคม ตัวเธอต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างนักเพื่อที่จะได้เป้นครูในเมืองดีกว่าถูกส่งไปใช่้แรงงานบ้านนอกแล้วทำให้แม่กับน้องต้องลำบาก)
 
เราอาจจะบอกได้เลยด้วยซ้ำว่า รัฐ พรรค และขนบนี้เองได้สร้างความรักนิรันดร์ขึ้นในฐานะอุดมการณ์หนึ่งของหนุ่มสาว (กล่าวให่้ง่ายในปัจจุบันนี้ยังมีใครแครเรื่องรักนิรันดร์บ้าง) การพบกันเพียงน้อยครั้งทำให้ิีอีกฝ่ายจินตนาการคู่รักของตนจนกลายเป็นความรักอันยิ่งใหญ่ เมื่อพวกเขาพบเจอกัน ทุกเวลานาทีช่างมีความหมายมากมาย การนั่งเรียงเคียงกัน จับมือกัน หรือแม้แต่ลอบมองกันและกัน แสร้งว่ากอดสายลมนั้นมันได้ผลักให้ความรักดูยิ่งใหญ่ มากขึ้น (อย่างน้อยก็มากกว่าได้กันในคืนแรกของการเดทแล้วทุกข์ทรมานอยู่ในควาไมม่เหมือนกันของชีวิต) 

ยิ่งหนังนำเสนอความรักทั้งสองผ่านสัญญะอย่างต้นฮว์ธอร์นของวีรบุรุษ ต้นไม้ในหมู่บ้านที่ทั้งคู่ได้พบกัน ต้นไม้ที่วีรบุรุษถูกพวกญี่ปุ่นสังหาร เลือดของวีรบุรุษชโลมต้นไม้จนดอกขาวของมันค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดง ทั้งคู่พบรักกันใต้อุดมาการณ์วีรบุรุษแบบนั้นและค่อยๆแนบตัวเองเข้ากับอุดมการณ์นั้น เสื้อสีแดงในตอนท้ายของนางเอก คือผลของต้นฮว์ธอร์นแห่งรักบริสุทธิ์ (ไม่มีเซกซ์มาจิือปน) รักที่ถูกเทิดจนกลายเป็นอุดมการณืเป็นรักนิรันดร์
 
ในนี้เราอาจมีตัวเปรียบเทียบเป็นสาวหัวสมัยใหม่อย่างเพื่อนนางเอก ที่ไปรักกับหนุ่มร่วมชั้นเรียนได้กันแล้วท้องต้องไปทำแท้ง การเป็นสาวสมัยใหม่ไม่เชื่อในรักนิรันดร์ต้องถูกลงโทษอย่างสาหัสสากรรจ์ ในขณะที่ตัวละครหลักทั้งสองเป็นไปอย่างถูกทำนองคลองธรรม อุปสรรคใดๆที่ผ่านเข้ามา ยิ่งทำให้ความรักทั้งสองแนบแน่นขึ้น ฝังตัีวรวมร่างกับอุดมการณ์ของพรรคมากขึ้น กล่าวอย่างถึงที่สุด ความรักของทั้งสองคนไม่ใช่ความรักแบบขบถ มันคือความรักเชิงอุดมการณ์ ที่ความตายไม่ได้เป็นความเศร้าแตยิ่งทำให้มันสูงส่งขึ้

ที่น่าสนใจที่สุดคือช่วงท้ายของหนังที่บอกว่าถึงที่สุดหมู่บ้านและต้นฮว์ธอร์นก็จมลงในกระแสน้ำหลังการสร้างเขื่อนสามผา คล้ายจะบอกกลายๆถึงความพ่ายแพ้ของอุดมการณ์พรรคึ อุดมการณ์รัก ที่ต้องสูญเสียตัวเองให้กับทุนนิยม และจีนใหม่ -จากจุดนี้ถ้าย้อนกลับไปมองจางอี็โหมวในฐานะคนทำหนังขบถเราก็ค้นพบกลายๆว่าสิ่งที่เขาต่อต้าน(ในหนังของเขา) ไม่ใช่อำนาจรัฐด้วยซ้ำ แต่เป็นขนบเก่าแก่ต่างหาก (อันนี้อาจจะฟังดูไร้เดียงสาเพราะเราก็ยังดูหนังของเขาไม่ครบ) หรือไม่บางทีเขาก็อาจกลับไปจูบปากกับพรรคอย่างเป็นทางการจริงๆ จะอย่างไรก็ดี หนังเรื่องนี้ก็สุกสว่างในฐานะของหนังน้ำเน่าเกี่ยวกับรักนิรันดร์

 

 

 

เริ่มต้นจากในความมืดของโรงแรมแปลกหน้า เงาของกรอบหน้าต่างที่ทาบทับและเลื่อนไหลไปยามสาดต้องแสงไฟจากหน้ารถในความมืด วูบปรากฏเคลื่อนไหวเชื่องช้าแล้วลาลับ  ในห้องหับอันมืดทึมนั้น  ชายหนุ่มนั่งนิ่งยาวนานอยู่บนเตียงทิ้งมือไว้บนหน้ากระดาษเหล่าบนเข่าที่ชันขึ้น เพ่งจ้องเงาเลื่อนไหลไหววูบนั้น  ไขว่คว้าแรงบันดาลใจสำหรับบทกวีสักบท  รูปร่างเส้นสักรูป หรือสักเรื่องราวกลางความเงียบเชียบในนดินแดนแปลกถิ่น  นี่คือค่ำคืนแรกของเขา

 

และในยามเช้าเขาออกไปเดินเล่นรอบๆเมือง  อาคารเก่าแก่ แม่น้ำ ร้านค้า อพาร์ทเมนท์ ร้านกาแฟ  เขาเอาแต่จ้องมอง พยายามคว้าจับ อากาศ สรรพสำเนียง และสาวงามลงมาบรรจุในสมุดบันทึกของเขา ซึ่งมีแต่เพียงภาพร่างของผู้คน เรื่องราวที่ขึ้นต้นเอาไว้เพียงไม่กี่คำ  ดินสอดำลากเส้น ดวงตาเขมันมอง จนเขาพบเธอท่ามกลางผู้คนมากมาย หญิงสาวคนนั้นนั่งอยู่หลังกระจก เป็นคล้ายๆภาพสะท้อนของบางสิ่ง กลางเสียงไวอิลนที่เล่นกันริมถนน เขาจ้องมองเธอและลุกตามเธอไป เฝ้าติดตามเธอผู้เดินทอดน่องท่องไปทั่วเมือง เขาคิดว่าเธอคือหญิงสาวที่เขาเคยพบเมื่อหกปีก่อน ขณะหนึ่งเขาขานเพรียกเรียกชื่อเธอ ซิลวี แต่เธอไม่ตอบคำ เธอเดินนำ เขาเดินตาม   เดินเท้าท่องไปในเมืองแห่งเธอ

 

JOSE LOUIS GERRIN   ผู้กำกับชาวเสปนส่งหนังเรื่องนี้ไปฉายที่เทศกาลหนังเวนิซปีที่ผ่านมา  แม้รูปโฉมเบื้องหน้าของมันอาจเป็นเพียงหนังรักดาดๆ แต่หนังกลับได้รับเสียงชื่นชมอื้ออึงจากนักวิจารณ์ทั่วโลกจนติดอันดับจากหลายสำนักปลายปี เราอาจพูดให้เข้าใจง่ายๆว่าหนังเรื่องนี้ BEFORE SUNSET ภาค MINMALIST   เพราะมันเล่าเรื่องหนุ่มตามสาวในเมืองแปลกหน้า ตัวละครเป็นชายหนุ่มหญิงสาวหน้าตาดี (ถึงดีมาก) มีสถานะเป็นนักเดินทาง และหนังทั้งคู่แสนคมคาย

 

แต่เอาเข้าจริงหนังสองเรื่องนี้กลับไม่มีอันใดคล้ายคลึงกันมากนัก  เพราะนอกจากที่กล่าวไปแล้วหนังทั้งสองเรื่องจัดเป็นหนังคนละประเภท(แต่อาจถูกเหมาให้อยู่ใน GENRE เดียวกัน) เพราะในขณะที่BEFORE SUNSET เลือกใช้บทสนทนาชาญฉลาดเป็นแก่นของเรื่องว่าด้วยความรัก ความเป็นหนุ่มสาว และการเติบโต เมืองแปลกหน้าได้ร่างภาพของหนุ่มสาวขึ้น ในขณะที่   IN THE CITY OF SLYVIA กลับแทบไร้บทสนทน หนังหันมาใช้ภาพ และเสียง สัมผัสต้องภาพร่างของเมืองเมืองหนึ่ง ผ่านดวงตาของหนุ่มสาว   แต่ภาพร่างดังที่ว่าไม่ใช่แผนที่แผนผัง หรือความเป็นเมือง   หากคือเมื่อในจิตใจในความรับรู้ของนักเดินทางแปลกหน้า ซึ่งเมืองนั้นอาจเป็นหญิงแปลกหน้าคนหนึ่งเท่านั้น  กล่าวอย่างง่าย ในขณะที่หนังเรื่องหนึ่งเล่าเรื่องจากข้างนอกเข้าไปสู่ข้างใน หนังอีกเรื่องก็เลือกใช้มุมข้างในออกไปร่างภาพข้างนอก

 

IN THE CITY OF SYLVIA มีเพียงการจ้องมอง   หนังเปิดตัวด้วยภาพลองเทคจับจ้องมองรูปเงา (อันคล้ายคลึงกับคุณสมบัติแรกมีของภาพยนตร์ )  หลังจากนั้นตลอดระยะเวลาของหนัง หนังใช้เวลาไปกับการจ้องมอง ในทางหนึ่งจ้องมองตัวละครชายของเรื่อง  ก่อนที่จะใช้เวลาในวันหนึ่งวันหมดไปกับการให้ตัวละครจ้องมองผู้คน  ภาพเบนมาสู่ภาพแทนสายตา ในตอนนี้เองที่มนต์ขลังของภาพยนตร์บังเกิดผ่านทางการสร้าง ‘เรื่องจากภาพ' ในช่วงนี้หนังเลือกกรอบภาพ และจังหวะการมองอย่างน่าทึ่ง  กรอบภาพที่ทำให้ตัวละครซึ่งแท้จริงนั่งกันอยู่คนละโต๊ะดูคล้ายมีปฏิสัมพันธ์กันและกัน  ผู้หญิงที่คุยกับเพื่อนของเธออีกโต๊ะหนึ่งดูคล้ายกับคุยกับผู้ชายที่อีกโต๊ะหนึ่ง  ตัวละครFOREGROUND ที่เห็นชัด ปฏิวัมพันธ์กับตัวละครBACKGROUND ที่เป็นภาพบุมเบลอ  บางภาพซ้อนทับเพื่อเปรียบเทียบ ภาพหญิงชรากินไอติมวางอยู่หน้าภาพของเด็กสาว  จากนั้นเรื่องเล่าเกิดขึ้น และตามด้วยความงามเมื่อกลิ้องเลื่อนไหลไปจับจ้องมองอริยาบทของหญิงสาวมากหน้าหลายตา กล้องเคลื่อนไหวยู่เพียงบริเวณต้นคอของหญิงสาวที่ม้วนผม  หรืออีกคนที่เอานิ้วคลอเคลียปลายผม  ผมที่ถูกลมพัดปลิวน้อย  ดวงตา ดวงตาสวยงามที่จ้องมองมา ซึ่งอาจจ้องมองสิ่งอื่น ทางอื่น แต่กลับเพ่งตรงมายังกล้อง

จากนั้นหญิงสาวก็ปรากฏ หนังให้ภาพของเธอค่อยๆปรากฏและดึงดูดสายตาเราไป (ซึงทำได้อย่างมหัศจรรย์มาก)   หญิงสาวอยู่หลังกระจกกภาพของเธออยู่หลังภาพสะท้อนของบนกระจกซึ่งอยู่หลังภาพบดบังจากผู้คนมากมาย ราวกับหลังจากปล่อยให้เราพินิจภาพรวมแล้วเราค่อยๆมองหาจุดโฟกัสของภาพแล้วสิ่งนั้นก็ค่อยคลี่ขยายออกมา  (หนังใช้เทคนิคเดียวกันกับตัวเอกฝ่ายชายในช่วงท้ายในฉากในบาร์ที่ชายหนุ่มค่อยๆปรากฏขึ้น)

 

นอกจากภาพ  หนังยังให้ความสำคัญกับเสียงอย่างยิ่ง ในหนังเรื่องนี้ เสียงทั้งหมดถูกออกแบบให้ปลดปล่อยออกมาเฉพาะจุด ทุกๆเสียงในหนังล่วนเต็มไปด้วยความหมาย ในทางหนึ่งมันคือการเล่นเล่ห์กับความสมจริง แต่นี่เองคือวิธีการเฉพาะของภาพยนตร์ เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นปูอิฐเสียงพูดคุยแผ่วเบา เสียงลากกระเป๋าเดินทาง เสียงขวดแก้วกลิ้งไปบนถนน เสียงร้องขายของ ทุกเสียงกลายเป็น ‘ดนตรีประกอบ'ของหนัง  โดยไม่ต้องพึงคนทำสกอร์  หนังให้ตัวละครพบเจอกันด้วยเสียง( เขาพบเธอครั้งแรกชั่วขณะที่ไวโอลินบรรเลงอยู่หน้าร้าน ) พรากจากกันโดยเสียง (โทรศัพท์มือถือของเธอ) ค้นหากันจากเสียง (เขาหยุดยืนเหม่อมองอพาร์ทเมนท์หลังหนึ่งที่มีเสียงโทรศัพท์แบบเดียวกับเสียงโทรศัพท์ของหญิงสาว)   ท่ามกลางการเดินผ่านตรอกเล็ฏตรอกน้อยในเมือง จากถนนพลุกพล่านจอแจ เข้าสู่ซอยเล็กๆเงียบสงบ  กล้องจับจ้องมองเพียงภาพของตัวละคร และปล่อยให้เมืองถูกสร้างขึ้นจากเสียงโดยแท้

 

และเมื่อภาพยนตร์คือการจ้องมอง  หนังจึงให้เราจ้องมองอย่างเต็มอิ่ม  และนั่นเองทำให้ตัวละครหลักในหนังจำเป็นที่จะต้องมีรูปร่างหน้าตาที่งดงาม ดึงดูดความสนจากการต้องมองของผู้ชม อย่างเต็มที่(จนหลายคนอาจค่อนขอดว่านี่คือหนังที่เอานายแบบนางแบบมายืนทำเท่หรือเปล่า)  ในหนังเรื่องนี้เขาและเธอ ไม่ใช่เขาและเธอโดยเฉพาะเจาะจง เป้นเพียงภาพร่างของชายหนุ่มและหญิงสาวไม่ระบุจำเพาะเจาะจง  กล่าวอีกนัยหนึ่ง เขาและเธอคือ วัตถุแห่งการถูกจ้องมองมากกว่าเป็นมนุษย์โดยตรง

 

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี่ไม่ใช่หนังเป็นเภท พระเอกหล่อนางเอกสวย วิวงดงาม ซ้ำเอาเข้าจริงห่างไกลกับหนังเหล่านั้นอย่ายิ่ง  ทักษษะทางตาของผู้กำกับทำให้หนังค่อยๆสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ ในทางหนึ่งนี่คือหนังที่ร่วมสมยัอย่างยิ่ง เพราะมันเล่าถึงคนในยุคปัจจุบัน คนผู้หลงไหลความโรแมนติคแห่งการเดินทาง  เขาหรือเธอเข้าไปในเมืองแปลกหน้า  คาดหวังเรื่องโรแมนติคเฉพาะบุคคล  เมืองที่เขาและเธอไปถึงไม่เคยมีอยู่นอกจากภายในใจของพวกเขาและเธอ  เมืองวเป็นเพียงสถานที่ หนังเรื่องนี้คือการแสดงภาพ อย่างละเมียดว่า เราสร้าง เมืองขึ้นมาในใจได้อย่างไร  เมื่อเราออกเดินทาง แผนผังของเมืองจะถูกวาดขึ้นจากความทรงจำ และแน่นอนจากการจ้องมองโดยดวงตาของคนแปลกหน้า

 

หนังกำหนดหให้ตัวละครหลักเป็นผู้ชาย(ตามเพศของผู้กำกับ) ตัวละครหลักเดินเข้าไปในเมืองแปลกหน้า เขาวาดรูปคนนั้นคนนี้ แต่มันเป็นเพียงภาพร่างที่ใช้การไม่ได้ โครงของใบหน้าเรือนร่าง เมื่อเขาพยายามจะวาดดวงตา มันจะล้มเหลว  ภาพหนึ่งเขาวาดภาพสาวเสริ์ฟ เขียนคำ elle ซึ่งแปลว่า เธอ จากนั้นเขาเติม s เธอ กลายเป็นหมู่เธอ พวกเธอทั้งหมดเป็นเพียงภาพร่างหยาบๆ เป็นเหมือนเมือง ไม่ใช่เมืองของเขาไม่ใช่สถานที่ที่เขามาเพื่อค้นพบ  จนกระทั่งเขาพบซิลวี

 

สตรีจึงกลายเป็นเมือง สถาปัตยกรรมแห่งซิลวีค่อยๆสถาปนาขึ้นเมื่อเขาเดินตามเธอไปรอบๆเมือง(นับจากนั้นหนังเต็มไปด้วยภาพของผู้หญิง ตรงนั้นตรงนี้ ทาบทับจนเมืองแทบจะกลายเป็นดินแดนแห่งสาวงาม เพราะสตรีได้กลายเป็นสถาปัตยกรรมแห่งเมืองไปแล้ว) เมืองนี้เปลี่ยนจากสถานที่ท่องเที่ยวไปสู่ สถานที่ที่มีเธอ   จนเมื่อวันสิ้นสุดทั้งหมดก็กลายเป็นเพียงความทรงจำ

หนังถ่ายค่ำคืนนั้นละวันสุดท้ายในสถานที่ไม่กี่แห่ง และจงใจใช้ตัวละครเดิม เหล่าผู้ชายและ ผู้หญิงที่เคยปรากฏในรานกาแฟ  คนขายของเร่ ขอทาน ทุกคนกลับมาปรากฏซ้ำ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งขิงสถานที่ แต่ในวันใหม่นี้ ความทรงจำถูกแทนที่ไป เมืองของซิวี ถูกแทนที่ด้วยความทรงจำใหม่  การจ้องมองสถานที่เดิมสร้างมุมมองใหม่ เมื่อเราจ้องมอง เราไม่ได้'จ้องมอง'อีกแล้ว แต่เรากำลัง ‘มองหา' รถไฟ ภาพสะท้อนในกระจก สถานที่ผู้คน ล้วนเปลี่ยนแปลงไปเสียสิ้น เรามองโลกด้วยดวงตาชนิดใหม่ 

 

IN THE CITY OF SLYVIA ในทางหนึ่งคือหนังที่ทรงพลังด้วยศักยภาพของภาพยนตร์อย่างยอดเยี่ยม หนังแสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์ไปได้ไกลแค่ไหนและงดงามแค่ไหนโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงบทสนทนา   และในอีกทาง IN THE CITY OF SLYVIA ได้แสดงจุดยืนร่วมสมัย ในโลกแห่งการท่องเที่ยวเดินทา งมันไม่ใช่หนังกล่อมหอที่เล่าเรื่องโรแมนติคประโลมใจ  แต่มองมันจากดวงตาอันงดงามและร้าวรานอยู่ในที 

หมายเหตุ : ว่ากันว่าหนังเรื่องนี้จะมาฉายในเทศกาล บางกอกฟิล์มปีนี้  ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ

 

 

บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์ และถูกเขียนขึ้นโดยฉันทาคติส่วนบุคคลที่ผู้เขียนมีต่อตัวหนังอย่างยิ่ง

 

กล่าวกันตามจริง เขาคือช่างซ่อมเครื่องดูดฝุ่นที่ทำงานร้านของพ่อ  และกล่าวตามจริงเธอคือแรงงานต่างด้าวอพยพ ที่มาทำงานเป็นแม่บ้านค่าแรงถูกตามบ้านหลังใหญ่ๆโตๆ  

 

แต่ในอีกทางหนึ่งหลังจากเสร็จงานแต่ละวัน เขาจะคว้ากีตาร์ออกไปเล่นดนตรีเปิดหมวกตามข้างถนน  พอค่ำมืดดึกดื่นเขาก็จะแอบร้องเพลงที่ตัวเองแต่เองสักเพลงสองเพลง และเช่นกันเธออาศัยช่วงหลังเลิกงานไปขออาศัยเล่นเปียโนจากชายชราใจดีที่ร้านขายเครื่องดนตรี เพราะห้องเช่าของเธอนั้นแคบมาก และเธอเองก็ไม่มีปัญญาจะซื้อเปียโนมาเล่น นอกจากนี้เธอยังมีแม่ที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ กับลูกสาวตัวเล็ก ส่วนสามีของเธอยังคงอยู่ใน เชค และมีวี่แววว่าอาจจะไม่ตามเธอมาอีกแล้ว

 

เขาพบกับเธอในคืนวันหนึ่ง เธอหยุดยืนฟังเขาครวญเพลงเศร้าสร้อยบนถนนที่เปียกชื้น เธอถามว่าเขาแต่งเองหรือไม่ เป็นนักดนตรีหรือเปล่า เขาตอบเลี่ยงๆว่าที่จริงเขาเป็นช่างซ่อมเครื่องดูดฝุ่น  เธอถามว่าเธอจะเอาเครื่องดูดฝุ่นมาให้เขาซ่อมได้ไหม  เขาตอบเลี่ยงๆว่าได้สิ วันรุ่งขึ้นตอนที่เขากำลังเล่นดนตรี เธอเดินลากเครื่องดูดฝุ่นมา เขาช๊อคเล็กน้อยแต่ทั้งคู่ก็คุยกัน เธอพาเขาไปที่ร้านขายเครื่องดนตรี แล้วจากนั้นพวกเขาสองคน ก็ -ร่วงหล่นอย่างเชื่องช้า - ไปพร้อมๆกัน

 

หนังเล็กๆจากไอร์แลนด์ ที่สร้างด้วยทุนสร้างกว่า75 %จาก irish film board อีกส่วนจากเงินทุนของผู้กำกับ ถ่ายทำกันตามบ้านเพื่อน   และฉากที่ถ่ายบนถนนก็เป็นการแอบถ่ายทำโดยไม่ได้รับอนุญาต  JOH CARNEY ผู้กำกับนั้นเป็นมือเบสในวง THE FRAMES ของ GLEN HANSARD ที่รับบทพระเอกในเรื่องนี้  แรกทีเดียวเขาอยากใช้แค่เพลงของ GLEN HANSARD มาประกอบหนัง แต่หลังจาก CILLIAN MURPHY(พระเอก 28 DAYS LATER )ที่ถูกทาบทามให้รับบทนำถอนตัวไป เขาจึงหันมาพึ่งบริการจากคนกันเอง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเล่นหนังเพียงครั้งเดียวใน THE COMMITMENTS หนัง(ที่เกือบจะเป็นสารคดี ) ของALAN PARKER ซึ่งพาคนดูไปท่องสังคมคน - โซล -  ในกรุงดับลิน และใช้นักแสดงเป็นชาวบ้านในดับลินทั้งหมด (หนังเรื่องนี้เคยออกวีดีโอลิขสิทธิ์ในบ้านเรา)  หนังถ่ายทำเพียงสิบเจ็ดวัน  โดยถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล และหลังจากออกฉายมันทำเงินมหาศาล เป็นหนังในใจใครต่อใคร และเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เขียนโดย GLEN HANSARD และ MARKETA IRGLOVA สองนักแสดงนำของหนังเอง ก็ไปไกลถึงขนาดคว้ารางวัลออสการ์เพลงประกอบยอดเยี่ยม ( แต่ที่ยอดเยี่ยมและน่ารักไปกว่านั้น คือตอนนี้คนทั้งคู่กลายเป็นคู่รักในชีวิตจริงแม้อายุจะห่างกันเกือบยี่สิบปี! )

 

โดยรวม ONCE ไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบมากนัก เพาะเรายังเห็นร่องรอยแหว่งวินของหนังที่พยายามจะใส่เพลงเข้าไปเป็นจำนวนมาก  แม้ว่าเพลงจะเพราะเอามากๆ แต่เมื่อมันกินเวลาเกือบหนึ่งในสามของหนังก็ช่วยไม่ได้เลยที่หนังอาจจะถูกมองว่าเป็นมิวสิควีดีโอขนาดยาวมากกว่าเป็นหนังจริงๆ   

 

แต่อาจจะเพราะความจริงใจ ไม่ทะเยอทะยานของหนัง ทำให้เรารู้สึกได้ว่านี่ไม่ใช่หนังที่ถูกทำขึ้นเพื่อตีหัวเข้าบ้าน  หากเป็นเพียงหนังเล็กๆของคนรักดนตรี ที่พยายามเล่าเรื่องของคนรักดนตรีออกมาอย่างซื่อตรง

 

ตัวละครในหนังเรื่องนี้ต่างจากตัวละครอย่างใน MUSIC AND LYRICS ตรงที่พวกเขาไม่ได้เป็นคนที่มีทุกอย่างสมบูรณ์พร้อม   พวกเขาอาจจะมีพรสวรรค์ รวมทั้งมีความใฝ่ฝันทางดนตรี  แต่ภาระของชีวิตทำให้พวกเขาไม่สามารถไปไหนไกลได้กว่าเมืองที่เคยอยู่  ชายหนุ่มกลับจากลอนดอนมาดูแลพ่อที่แก่เฒ่าหลังจากแม่ของเขาตายลง และเขาเองถูกแฟนทิ้ง  เก็บความใฝ่ฝันทางดนตรีไว้ในกระเป๋ากีตาร์ งัดมันออกมาใช้ตามริมถนน ซึ่งเป็นการเล่นเพื่อต่ออายุความฝันมากกว่าจะเป็นการเล่นเพื่อหาเงิน  ในขณะเดียวกันหญิงสาวเป็นเพียงแรงงานอพยพ ที่อาจจะมีพ่อเป็นนักดนตรี และถูกฝึกดนตรีมาแต่เล็ก แต่ภาระในฐานะแม่ที่มีลูกเล็กและลูกที่ต้องดูแลแม่ผู้พลัดถิ่น ทำให้เธอเลือกจะเป็นแรงงานต่างด้าว เป็นคนเร่ขายดอกไม้ตามถนนมากกว่าจะเป็นนักดนตรี

 

การพบกันของทั้งคู่ จึงเป็น เรื่องที่จะเกิดขึ้น  -เพียงครั้งเดียว -   พวกเขาเป็นเหมือนคนที่อยู่บนเรือผุพังใกล้จมลงสู่ก้นทะเล และพยายามครั้งสุดท้ายที่จะล่องเรือนั้นคืนเรือน ตราบเท่าที่ยังมีเวลา มัยปรากฏอยู่ในเนื้อเพลง อันเป็นเพลงแรกที่คนทั้งคู่เล่นร่วมกัน

 

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในหนังจึงไม่ใช่เรื่องรักกุ๊กกิ๊ก แต่มันคือการบันดาลใจให้แก่กัน ซึ่งอาจะเกิดขึ้น - เพียงครั้งเดียว -  หนังเลือกเล่าเรื่องเฉพาะเพียงในช่วงที่ทั้งคู่ตั้งวงกัน พยายามกู้เงินมาทำเพลง เร่ออกหาวงแบคอัพและซ้อมกันตามแฟลต   มันคือการทำเพลงแบบบ้านๆ ของคนที่ทำสุดกำลังเท่าที่โอกาสเอื้ออำนวยให้ ยิ่งพอฟังเพลงเราจะยิ่งพบว่า เพลงแทบทั้งหมดในเรื่องนี้ล้วนถูกเขียนขึ้นจากความขมขื่น จะว่าไปแล้วหากนี่เป็นหนังรัก ก็แทบไม่มีเพลงใดถูกเขียน ขึ้นเพื่อกันและกัน ทั้งเขาและเธอล้วนเขียนถึงความขมขื่นในรักหลังจากถูกทอดทิ้งไป แปรความเศร้านั้นให้เป็นเสียงเพลง (แต่อาจจะยกเว้นเพียง FALLING FROM THE SKY และ FALLING SLOWLY )

 

เอาเข้าจริงๆแล้ว เนื้อเรื่องใน ONCE แทบจะไม่คืบหน้าไปไหนเลยด้วยซ้ำ คนสองคน เจอกัน ถูกชะตากัน ฟอร์มวงดนตรีด้วยกัน และทำเดโมออกมาชุดหนึ่ง อาจจะตกหลุมรักกันแต่ไม่ได้สานความสัมพันธ์ จะว่าไปแล้ว หากเป็นหนังเรื่องอื่น ทั้งหมดนี้อาจถูกเล่าจบในองก์แรกของหนัง ยังไม่ทันถึงจุดหักเหเลยด้วยซ้ำหากกับในชีวิตจริง เรากลับพบว่าส่วนที่สำคัญที่สุด มันก็อยู่ตรงจุด การเริ่มสร้างแรงบันดาลใจแล้วผลิตงงานออกมานั่นเอง 

 

เลยพ้นไปจากส่วนของเพลงและตัวเรื่อง  หนังเล่าความสัมพันธ์ของคนสองคนได้ออกมานุ่มนวลและจริงจังอยู่ไม่น้อย เพราะในฉากแรก หลังจากเธอพาเครื่องดูดฝุ่นไปซ่อมที่บ้าน เขาขอให้เธอนอนด้วยในคืนนั้นด้วยซ้ำไป หากเธอปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ในฉากต่อมาหลังจากปรับความเข้าใจกัน  พวกเขาไปเที่ยว เขาถามเธอเรื่องสามี แต่เธอตอบมาเป็นภาษาเชค ซึ่งหนังไม่ได้แปล  (และคำแปลจริงๆจี๊ดมาก)  จนมาถึงฉากสำคัญเมื่อเขาเอ่ยชวนเธอไปลอนดอน แล้วเธอถามกลับอย่างคนที่มองเห็นความจริงในความฝัน  ก่อนที่หนังจบลงในจังหวะที่พอดีที่สุด  เพราะหนังจบเรื่องลง เมื่อ - เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว - จบลง เขาและเธอเดินหอบซีดีเดโมมาถึงทางแยก   เขาพยายามจะยื้อเธอไว้ แต่เธอปฏิเสธ และทุกอย่างจบลงตรงนั้น

 

ONCE อาจไม่ใช่หนังสมบูรณ์เยี่ยมยอดในแง่ของการเป็นงานศิลปะ และในขณะเดียวกันในภาพของหนังเล่าเรื่องมันก็ยังมีส่วนขาดๆเกินๆอยู่เต็มไปหมด   แต่ในบางบริบทหนังอาจเข้าถึงคนดูอย่างยิ่งในฐานะของเรื่องเล่าเพื่อปลอบประโลมใจหลากหลายผู้คนที่ดิ้นรนเงียบเชียบ เพื่อทำตามความฝันของตนในสถานการณ์ที่จำกัด(แน่นอน หมายรวมถึงคนเช่นผมด้วย) โชคดีที่หนังไม่ได้พยายามจะแสดงตัวในการไปถึงเส้นชัยของผู้คนเหล่านั้น แต่กลับเลือกจะให้ความรู้สึกว่า บางสิ่งอาจเกิดขึ้นได้ แม้เล็กจ้อยและเพียงครั้งเดียว มันก็จะเกิดขึ้น จงทำต่อไป และภาวนาว่ามันจะไปได้สวย (เช่นเดียวกับที่เราภาวนาต่อบทเพลงของเขาและเธอ )

 

เพราะเราทุกคนต่างมีเรือผุพังลำหนึ่งซึ่งกำลังร่วงหล่นอย่างเชื่องช้า เรามีเวลาไม่มากนักในการกลับไปเรือนพักของวิญญาณก่อนที่มันจะจมลง  จงตัดสินใจแล้วไปเถิด