
-ญ.โอ้ความรักเอย สุดชื่นสุดเชย สุดจะเฉลยรำพัน
ช. รักเจ้าเฝ้าแต่ฝัน ผูกพันรักพี่กระสันต์คอยหา *1
ในรถแท๊กซี่ เลขทะเบียน ทน. 2514 เพลงเก่าอบอวลลอยล่อง
โดยมีแสงไฟเรื่อเรืองของเมืองใหญ่ เริงระบำตามจังหวะเก่าแก่
ถนนทอดยาวมืดดำผู้คนต่างใช้ชีวิตไปตามเส้นทางของตน ขึ้นและลงรถของสมบัติ ดีพร้อม
แต่ภายในรถกลับหยุดชีวิตของตนเอาไว้ในโลกของเพลง สุนทราภรณ์ รายการวิทยุเอเอ็ม เกาเหลาเลือดหมู และครีมใส่ผมสกายแล็บ
ในบางค่ำคืนที่ถนนร้างผู้คน สมบัติก็รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวบนโลกนี้
มีเพียงรายการเก่าแก่ที่ฉุดดึงเขาไว้ไม่ให้ลอยออกไปนอกโลก
จนกระทั่ง นวล ก้าวขึ้นรถแท็กซี่ของเขา
- ญ. พี่คอยน้องคอย ต่างคนต่างคอย แต่บุญเราน้อยนักหนา
ช. คอยเจ้าเจ้าไม่มาเจ้าหนีหน้าแก้วตาหนีพี่ไป *1
นวลพบสมบัติครั้งแรก ตอนกำลังมีเรื่องกับผู้ชายคนหนึ่งเธอเปิดประตูแล้วแต่ก็ไม่ได้ก้าวขึ้นรถของเขา
นวลเป็นหมอนวดในคลับเดอะพาเลซ เธอเพิ่งมาทำงานไม่นาน และบอกตัวเองว่าจะไม่ร้องให้อีกแล้ว
ท่ามกลางเพื่อนร่วมอาชีพ แขก และ ปลายสายที่โทรมาขอเงิน นวลรู้สึกเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า เจ็บปวดเกินกว่าจะกล่าวคำใดๆได้
เว้นแต่ค่ำคืนเงียบเชียบคืนหนึ่งในรถแทกซี่แปลกหน้าและบทเพลงอันล่วงพ้นไปเนิ่นนานแล้ว
- ญ. รักพี่สุดที่อาวรณ์รักจรจำไกล
ช. อย่าเลยอย่าไป พี่หวงดวงใจ ขอให้พี่ได้เคียงครอง
ญ. พี่ปองน้องปองห้องหอ น้องจะไปรอ คู่คลอหอห้อง
ช.ญ.พี่ปองน้องปอง ต่างคนต่างปอง แล้วพี่จะครองคู่เอย -*1
บนรถแทกซี่ เพลงของสมบัติ ปลอบประโลมจิตวิญญาณของนวล
และ ความมีอยู่ของนวล ทำให้โลกของสมบัติ เริ่มหมุนเชื่องช้าอีกครั้ง
.
เพลงรักอันล่วงพ้น
-ถ้าค้นพบสิ่งเรารักแล้ว เราจะสามารถหยุดอยู่กับมันโดยที่ไม่หมุนไปตามโลกได้หรือเปล่า * 2
นี่คือโจทย์หลักของหนังเรื่องนี้จากปากคำ ของ คงเดช จาตุรนต์รัศมี ผู้กำกับ
ในโลกของสมบัติ กลังจากผ่านพ้นเรื่องเลวร้าย เขาค้นพบโลกเล็กๆหนึ่งใบในรายการวิทยุของ วทพ. และรายการเพลงเก่าของ คุณอา ธรรมรงค์ ที่เขาเพียรเขียนจดหมายถึง สมบัติยินดีจะปล่อยให้โลกทั้งใบหมุนผ่านหน้าเขาไป โดยไม่ใยดีอันใด เขาไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีเพื่อนสนิท ไม่มีคนรัก กระทั่งผู้โดยสารเขายังขอเชิญลงจากรถเพราะส่งเสียงรบกวนละครวิทยุของเขา
จนกระทั่งนวลหลงทางจากโลกข้างนอกพลัดหลงเข้ามาในโลกของเขา อาจเพราะโลกของสมบัติหมุนช้า นวลจึงสัมผัสถึงมันได้
หนังไม่ได้บอกว่านวลกับสมบัติ รักกัน หรือไม่ เราอาจเห็นทั้งคู่ไปเที่ยวด้วยกัน อยู่ร่วมกันในห้วงเวลาดีงาม เป็นเสมือนไหล่ให้พักพิงกันและกัน หากแต่เราไม่อาจระบุว่านวลรักสมบัติหรือไม่ เธออาจขอให้เขากอดเธอ หรือพาเธอหนีงาน แต่นั่นอาจเป็นเพียงความเดียวดายในค่ำคืนเปลี่ยวร้าง โลกของสมบัติอาจขยับเคลื่อนจนเขายอมลงทุนไปกับบริษัท ฟิวเจอร์ เพอร์เฟคท์ เพื่อหาทางช่วยนวล แต่นั่นอาจเพียงเพราะเขาสงสารหญิงสาวตัวเล็กที่มักหลับในรถของเขา และ เป็นคนเดียวที่รับรู้โลกของเขาก็เป็นได้
การถ่ายฉากความคิดของสมบัติออกมาเป็นละครวิทยุ ทำให้หนังดูน่าขันแต่มันก็ค่อยๆแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดของสมบัติที่ต้องยึดโยงตัวเองเข้ากับโลกเก่าในนิยาย ซึ่งมักเล่าเรื่องของความดีงาม (อย่างเชยๆ) ซึ่งให้ทั้งความน่ารักน่าชังและมิติของตัวละคร (ไม่นับรวมถึงว่านี่เป็นหนังอีกเรื่องที่คารวะ หนังไทยสมัยเก่าที่แสนจะ-เฉิ่ม)
ความคลุมเครือในความสัมพันธ์ของสมบัติกับนวล ทำให้หนังอ่อนละมุนไปด้วยโมงยามแห่งความดีงาม (หนังถ่ายภาพความงดงามอันถูกละเลยอย่างเช่น เงาแดดกระทบน้ำที่สะท้อนบนหลังคารถแทกซี่ หรือ พวยควันจากหม้อต้มเกาเหลา หรือภาพ แมวเซาบนซอกตึก ได้อย่างดงาม ) สำหรับคนตัวเล็กๆทั้งคู่ในสังคมที่กว้างใหญ่ไพศาลหากบีบคั้นใบนี้
เงาแดด พวยควัน และแมวเซา
ภายใต้ฉากหน้าของการเป็นหนังรัก หนังซ่อนนัยยะพูดถึง โลกของคนตัวเล็ก- ไว้ได้อย่างน่าสนใจ ในโลกของสมบัติ กับนวล (และตัวละครอื่นๆ) ทุกคนล้วนดิ้นรนอย่างยากลำบากในโลกของตัวเอง หนังสะท้อนความบีบคั้นของสังคม ไว้อย่างหนักหน่วงผ่านทางเรื่องเล่าของสมบัติ และ น้าหมู กับบริษัท ฟิวเจอร์ เพอร์เฟคท์ -เพื่ออนาคตที่ดีกว่า- ในโลกที่หมุนเร็วรี่(ถ้าสำนวนของสมบัติต้องบอกว่าราวกับติดจรวด) ผู้คนล้วนแต่มุ่งมองไปสู่ อนาคต อนาคตที่ดีกว่า อนาคตที่เอาเข้าจริงไม่ได้ดีกว่า และอาจไม่กระทั่งมีอยู่จริง ในขณะที่นวลก็ดิ้นรนเพื่อคนที่อยู่ข้างหลัง ซึ่งไม่เคยหยุดร้องขอและนวลไม่เคยปฏิเสธ ในขณะที่คนอย่างต้อย คู่กะกลางวันของสมบัติ ดูจะเป็นตัวแทนคนร่ำรวยที่ที่แท้กลับหลอกลวงกลิ้งกลอก ในโลกที่การทำความดีล้วนชักนำไปสู่เรื่องเลวร้ายและการกลายเป็นคนโง่เง่า หรือที่จริงความดีไม่มีอยู่ และคนอย่างสมบัติ ดีพร้อมที่แท้เป็นเพียงตัวโง่งมเท่านั้น
สถานีที่ไม่มีอยู่ ความดีไม่มีอยู่จริง
-จำไว้นะ อย่าหยุดดี ลุง เอื้อ บอกกับ สมบัติ ตอนที่สมบัติเก็บกระเป๋าเงินได้แล้วนำไปคืนตำรวจ ลุงเอื้อ (อาทร ) เจ้าของกระเป๋า ควักเงินให้ตอบแทนความดีของสมบัติ หากแต่ในค่ำคืนนั้นสมบัติก็ถูกจี้
สมบัติเป็นคนดี ไม่เคยกินอะไรนอกจากโบตัน หากถูกตำรวจจับด้วยเรื่องของยาบ้าหลังรถและ ถูกขุดค้นอดีต เรื่องการฆ่าคนตาย
สมบัติอยากช่วยนวลให้พ้นจากความทุกข์ยาก แต่กบลับถูกบริษัทหลอกลวงจนหมดตัว
ลุงเอื้อกลายเป็นชายแก่วิปริต
สถานีวิทยุที่สมบัตินับเป็นเพื่อนคนเดียวบนโลก ที่แท้กลับเป็นเพียงเทปออกอากาศ และจดหมายในซองสีชมพูจ่าหน้าเรียบร้อยของเขาไม่เคยไปถึง คุณอาธรรมรงค์แต่อย่างใด
หรือความดีไม่มีอยู่จริง เพราะที่สุดสมบัติกลายเป็นไอ้ขี้คุกซ้ำซ้อน และนวลกลายเป็นเมียน้อยตกอับ
ความดีไม่มีอยู่ เป็นความจริง หรือ!
สุนทราภรณ์ และ เอื้อ อาทร
และหากแทนค่าโลกใบเก่าของสมบัติด้วย เพลงสุนทราภรณ์ ละครวิทยุ บทกลอน และสถานีเพลงเก่าแก่ โลกที่เหมือนหลุดมาจากพศ.อื่น โลกใบเก่าเหล่านั้นใช่หรือไม่ที่เป็นตัวแทนของความดีงาม ความดีงาม แบบที่ลุงเอื้อพูดซ้ำๆ ตอนที่กำลังข่มขืนสมบัติ ดีซ้ำสอง ดีซ้ำสาม ดับเบิ้ลดี !
การให้ลุงเอื้อ ที่ มีหน้าตาละม้ายครูเอื้อ สุนทรสนาน มากระทำการแบบนั้นอาจทำให้หลายคนถึงขั้นช๊อค รับไม่ได้ หากที่แท้ นี่คือการแทนค่า เพื่อเสียดเย้ยคุณค่าดีงามเก่าแก่ได้อย่างรุนแรงและเจ็บปวดมาก เพราะหากลุงเอื้อมีค่าแทน ทั้งสุนทราภรณ์และความดีงามแก่ ใช่หรือไม่ ที่ที่แท้ทั้งสองสิ่งได้ตายไปแล้ว เหลือเพียงซากร่างที่พยายามดิ้นรนจะมีชีวิตอยู่ ซ่อนตัวเองไว้ภายใต้ฉากหน้าสวยสะของการหวนไห้อดีต(อดีตที่มักถูกยกยอปอปั้นให้เป็นของเลิศเลอ ดีงาม ) และอ้างความดีงามเป็นเกราะกำบัง
ลุงเอื้อ (การให้ลุงเอื้อ มีชื่อว่า เอื้อ อาทร ไม่ได้เป็นเพียงมุก เพราะการกระทำในตอนท้ายของลุงเอื้อ เสียดสีภาวะ เอื้อ อาทร ที่กลายเป็นประเด็นหลักของรัฐบาลสมัยปัจจุบัน) บอกว่าตัวเองเป็นเพียงคนแก่ที่ดิ้นรน ไม่อยากจะตาย (การทำให้แกมีเครื่องช่วยชีวิตยึดโยงร่างกายเต็มไปหมดเป็นการพยายามยืดชีวิตที่ชวนสยองมากๆ) ละม้ายคล้ายกับการดิ้นรนของเพลงเก่ายุคสุนทราภรณ์ ตัวเพลงแท้ๆนั้นเป็นอมตะแน่เท้อย่างไม่ต้องสงสัย (ความไพเราะของเพลงในเรื่องยืนยันสิ่งนี้เป็นอย่างดี) หากแต่การดิ้นรนจะเอาตัวรอดในยุคสมัยถาโถมของเพลงตะวันตก บางผู้คนจากยุคสมัยของสุนทราภรณ์ กลับเลือก เชิดชูให้ค่าเพลงเหล่านี้ และดูถูกเหยียดหยาม คนที่ไม่ชอบเพลง ถึงขั้นกล่าวหาการไม่อนุรักษ์วัฒนธรรมกันเลย เฉกเช่นความดีงามจากปากของลุงเอื้อ ที่ยิ่งพูดก็ยิ่งลดค่าความดีงามลง ความดีงามที่สุดกลับกลายเป็นเพียงเรื่องยกมาให้เหตุผล และชักนำเรื่องเลวทรามต่ำช้า มาสู่เรา
แต่ความดีงามก็เป็นเช่นเพลงของสุนทราภรณ์ เลยพ้นไปจากการอ้างถึงที่ลดทอนคุณค่า ความดีงาม ยังคงดีงามเสมอ แม้มันจะเลยพ้นล่วงสมัยแล้ว เพราะความดีงามไม่มียุคสมัย ไม่ใช่หมายความว่าเป็นนิรันดร์ แต่หมายความว่ามันสามารถดำรงคงอยู่ในทุกยุคสมัยต่างหาก
รายการวิทยุ กับซีดี
ร้านอาหารที่สมบัติชอบไปนั่ง (และพานวลไปในครั้งหนึ่ง) มีชื่อว่า- ลีลาศนิรันดร - สติกเกอร์บนเบาะรถของสมบัติ เขียนว่า รักแท้ทนทานเหนือกาลเวลา หากแต่ไม่มีสิ่งใด นิรันดร หรืออยู่เหนือกาลเวลา กระทั่งบทเพลงเก่าแก่ และละครวิทยุนั้นที่แท้ก็ล่วงพ้นสมัยไปแล้ว ร้านลีลาศปิดตัวลง และ สติกเกอร์ลบเลือน ตอกย้ำความไม่เที่ยงแท้เป็นนิรันดร์ของโลก
หากแต่ใช่จะมีเพียงรายการวิทยุเท่านั้นที่จะฟังเพลงสุนทราภรณ์ได้
ในตอนท้าย จู่ๆหนังก็พูดถึงการประชุมเทคโนโลยีที่จัดขึ้นในเมืองไทย เหตุการณ์อาจถูกบอกเล่าแบบผ่านๆ ตัดสลับกับภาพของสมบัติในร้านซ่อมเครื่องไฟฟ้า ราวกับจะเสียดเย้ย เมื่อถ้อยคำบอกว่า ผู้มีความสามารถทางคอมพิวเตอร์จะมีโอกาสดีขึ้น (และหนังยังเสียดสีซ้ำสองด้วยการให้สมบัติต้องใช้เครื่องช่วยฟัง เพื่อที่จะได้ยินเสียง ซึ่งนั่นรวมถึงเพลงสุนทราภรณ์ที่เขารักด้วย)
นวลซื้อซีดีให้เขาไว้แต่เขาไม่เคยได้ฟัง เพราะในโลกของสมบัติเขามีเพียงรายการวิทยุ หากแต่ เมื่อวิทยุเป็นเพียงสิ่งลวงตา ก็ใช่ว่าโลกเก่าของเขาจะต้องดับสูญ เพลงในซีดี ไม่ใช่เพียง มีขึ้นเพื่อสร้างสถานการณ์เท่านั้น มันยังเป็นการบอกด้วยว่า ในโลกของเทคโนโลยี (การประชุมเทคโนโลยี) ความดีงามที่แท้ (เพลงของสุนทราภรณ์) ยังคงมีที่ทางของมันอยู่ แต่นั่นไม่ใช่เพราะมันเหนือกาลเวลาหรือเป็นนิรันดร์ (เพราะโลกนิรันดร์ เช่น โลกในรถของสมบัตินั้นก็ไม่มีจริง) หากเพาะมันดีงาม(เหมือนความไพเราะของเพลงต่างหาก) ไม่ต้องวิทยุ ก็เป็นซีดี และเรามีร้อยพันวิธีที่จะเป็นคนดี ในโลกที่มุ่งไปสู่ฟิวเจอร์เพอร์เฟคท์นี้ ให้โลกดีงามในเราหมุนช้าไปกับโลกข้างหนาโดยไม่ถูกหมุนเหวี่ยงออกไปในอวกาศ หรือถูกบดขยี้จนแหลกสลาย
คงเดช จาตุรนต์รัศมี ยังคงนำเสนอเรื่องใหญ่สอดใส้ไว้ในเรื่องเล็กๆได้อย่างน่าสนใจ ในครั้งสยิว เขาเล่าเรื่องของเด็กหญิงในแวดวงหนังสือโป๊ ที่ซ่อนนัยยะช่วงภาวะการเมือง ในยุคสมัยของรสช. ไว้ได้อย่างน่าสนใจ และในครั้งนี้ก็เช่นกัน เขายังคงใช้หนังวิพากษ์ วิจาร์ณสังคม ด้วยลีลานุ่มนวล(อาจซับซ้อน) อย่างน่าสนใจมากๆ ประกอบกับการได้นักแสดง อย่าง หม่ำ ที่พลิกบท ได้จนน่าทึ่ง(สังเกตเอาว่าเสียงหัวเราะขำหม่ำค่อยๆลดลงไปเมื่อหนังดำเนินไปข้างหน้า ) ในขณะที่วรนุช วงศ์สวรรค์ ก็ให้การแสดงที่เป็นแสงสว่างของหนังในทุกฉากที่เธอปรากฏตัว (แต่หากจะว่าไป นี่คือมาตรฐานระดับเดียวกับที่เธอเคยให้ไว้ในการแสดงละครช่องเจ็ด)
และที่ต้องขอบคุณมากๆ คือการเลือกใช้เพลงของสุนทราภรณ์ในหนัง ที่ได้พิสูจน์คุณค่าของเพลงโดยไม่ต้องยกยอกันจนเลิศเลอเลยแม้แต่น้อย
...................................................
footnote
ผมดุหนังเรื่องนี้สองวัน สองรอบ และชอบมากๆ (ถึคงขั้นอาจได้เป็นหนังแห่งปี) ด้วยค่าที่ว่าไม่ค่อยมีหนังสะท้อนสังคมแบบไม่ยัดเยียดแบบนี้มาให้ดูกันมากนัก คารวะ คงเดช สองจอกครับ
แม้จะไม่ใช่คอเพลงสุนทราภรณ์ แต่ในฐานะของ คอเพลงลูกกรุง (แบบเพิ่งหัดฟังได้ไม่นานนัก) ขอขอบคุณ คุณ คงเดชมากๆครับที่เลือกเพลงสุนทราภรณ์มาใช้แบบได้ใจกันเลยทีเดียว
ถ้าจะมีที่ติอันใดในหนัง น่าจะเป็นชื่อหนังที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่ใช่ชื่อที่เหมาะสมเลย โดยส่วนตัว ผมชอบชื่อ มิดไนท์เพลงรัก ที่สุดครับ เพราะนอกจากจะครอบคลุมเรื่องราวในตัวหนัง มันยังพูดถึงการอยู่ร่วมขอโลกเก่าโลกใหม่ได้ครอบคลุมอีกด้วย
*1ฟังทำนองเพลง ปองใจรัก ได้ที่นี่ครับ
edit @ 2005/06/09 17:43:12
http://www.sa.ku.ac.th/sakuoke/0295mid.html*2 ได้จากบทสัมภาษณ์ในไบโอสโคปฉบับ 42 ปก เหมืองแร่ครับedit @ 2005/09/20 21:29:21
edit @ 2005/09/20 21:31:13

จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องเศร้าๆ
ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เติบโตมาอย่างเงียบเหงา
ภายใต้การเลี้ยงดูของพ่อผู้เย็นชาและแม่เจ้าระเบียบ
มีปลาทองที่ชิงฆ่าตัวตายเพราะบรรยากาศในบ้านเป็นเพื่อน
เมื่อเธอโตเป็นเด็กสาว
เธอก็เป็นสาวเสริฟในร้านกาแฟ
อาศัยท่ามกลางผู้คนประหลาดๆที่เหมือนจะชำรุด
คนอย่างมนุษย์แก้วผู้เปราะบาง
คนอย่างสาวขายบุหรี่ที่แพ้ทุกอย่างบนโลก
หรือคนอย่างเจ้าของร้านขายผักนิสัยเสีย
กับลูกจ้างปัญญาทึบที่ปฏิบัติตอผักผลไม้ราวกับมันชีวิต
................................................
มันควรจะเป็นเรื่องเศร้าไม่ใช่หรือ
ที่เธอไม่มีคนรัก
มีพ่อที่เอาแต่เก็บตัวในบ้าน
มีชีวิตตามลำพังอย่างเงียบเหงา
คอยช่วยเหลือผู้คนให้ค้นพบความสุขเล็กๆน้อยๆด้วยวิธีการประหลาดล้ำ
................................................
แต่หนังกลับเลาเรื่องราวเหล่านี้อย่างสวยงาม
ผู้กำกับ ฌอง -ปิแอร์ เฌอเนต์(คนที่เคยทำหนังศิลป์มากๆ อย่างcity of lost children
กับหนังที่ศิลป์น้อย(หรือเปล่า)อย่างalien ภาค4)
เนรมิตเมืองปารีสให้เป็นสีสุกสว่างใส
และเล่าเรื่องเศร้าของผู้หญิงคนหนึ่งให้กลายเป็นสุขนาฏกรรมอันแสนหวาน
และหลังหนังออกฉายว่ากันว่า
มีคนหลายคนค้นพมุมมองชีวิตใหม่จากนหนังเรื่องนี้(นับรวมผมเข้าไปด้วยเลย)
หลังดูจบในครั้งแรก ผมคิดว่าถ้าหนังเรื่องนี้ไปตกอยู่ในมือผู้กำกับจอมโหดร้ายอย่าง ลาร์ส วอน เทียร์
เจ้าของหนังเศร้ามาก อย่างbreaking the waves และ dancer in thedark
เราอาจได้ดูเรื่องที่มีโครงแบบเดียวกัน เล่าเรื่องเหมือนกัน
แต่ผลลัพทธ์อยู่กันคนละขั้ว
พอคิดได้อย่างนี้ก็ทำให้นึกขึ้นได้ว่า
กับเหตุการณ์ต่างๆในชีวิต
นเกิดขึ้นด้วยความจริงเดียว
แต่มีวิธีทำความเข้าใจมันได้ต่างกัน
ด้วยวิธีการของนักฝันอย่างอเมลีหรือวิธีการของความจริงอย่างที่เบสส์และเซลมาโนกระทำ
................................................
แทนที่หนังจะให้คนดูทำความรู้จักตัวละครผ่านทางการใช้ชีวิตของเขา
ให้คนดูรู้จักบ้าน ครอบครัว คนรักของเขา
หนังกลับให้เรารู้จักตัวละครผ่านทางสิ่งที่เขาชอบ ไม่ชอบ
นิสัยประจำตัวเล้กๆน้อยๆในชีวิตประจำวันของพวกเขา
ความละเอียดอ่อนอเล็กๆน้อยๆของชีวิตที่แม้แต่เจ้าของชีวิตเองก็อาจมองข้ามไป
เนื่องเพราะนั่นเป็นวิธีอเมลีหญิงสาวนักฝันทำความรู้จักผู้อื่น
เราอาจทำความรู้จักคนจากชื่อ จากงานที่เขาทำ
เราจึงมักรู้ได้ว่าคนคนนี้เป็นใคร มากกว่าคนคนนี้เป็นอย่างไร
หากลองมองย้อนกลับไปยังคนที่เรารู้จักด้วยมุมมองของอเมลี
บางทีเราอาจเข้าใจผู้คนเหล่านั้นได้มากขึ้น
เฉกเช่นเดียวกับวิธีการบรรยายบรรยากาศรอบๆ
ซึ่งไม่ได้มุ่งบอกว่าฝนตกหรือแดดออก
หรือเมืองนี้อยู่ที่ไหนในโลก
ร้านกาแฟนั้นตั้งอยู่ที่ไหน
หากแต่บอกว่ าณ.วินาทีนั้น มีอะไรเกิดขึ้น
แก้วสองใบเริงระบำ
มีคนไปงานศพ
มีคู่รักถึงจุดสุยอด
มีคนรู้แจ้งเรื่องเซลล์ประสาทในสมองเขา
การได้รับรู้ความเชื่อมโยงของเราเข้ากับสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้
ช้วยให้เราตระหนักถึงความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นๆและกับโลก
และนี่กระมังความวิเศษของนักฝัน
..................................................

และโดยแท้จริงแล้วตัวละครทุกตัวในหนังล้วนแต่เป็นนักฝัน
ที่ขังตัวเองเอาไว้ในโลกฝันสีเขียวเหลืองเรืองรองของเมืองปารีส
หนังย้อมสีฟิลม์ และใช้เอฟเฟคต์ต่างๆเมื่อเพิ่มเสริมความเป็นโลกฝันได้อย่างสวยงาม
โดยเฉพาะฉากที่อเมลีกลายเป็นน้ำ หรือรูปภาพในห้องพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของเธอ
โลกของอเมลีที่มีแต่การทำดีด้วยแผนประหลาด
โลกใอัลบั้มรูปถ่ายของนีโน
โลกในรูปวาดเรอนัวร์ของ คุณ ดูฟาเยล
โลกหลังการเลิกราของคุณนายเวลล์
โลกในบ้านของพ่อของอเมลี
โลกที่เต็มไปด้วยเจ็บปว่ยของจอร์เจต
ทุกตัวละครในเรื่องเลือกจะเพิกเฉยกับโลกจริงๆ
และเอาแต่อาศัยอยู่ในนั้นเพราะเชื่อว่ามันปลอดภัย
แม้จะยากลำบากแต่ก็ดีกว่าต้องอกไปผเชิญกับโลกจริงๆ
อเมลีอาจช่วยให้ทุกคนหลุดออกมาจากโลกฝันเพื่อเดินหน้าต่อไป
แต่เธอเองต้องการคนช่วยเหมือนกัน
และเพราะนักฝันมักฝันเพื่อหลบหนีความจริงอันเศร้าสร้อย
นักฝันจึงไม่ได้ต่างอะไรกับ เด็กหลงทาง ที่เคว้งคว้างอยู่บนโลกจริง
ห่อหุ้มตัวเองด้วยความฝันที่ยิ่งฝันยิ่งเหงา
..............................................................
มีบางคนเคยพูดกับผมหลังหนังจบว่า
ไม่มีใครในหนังเดินได้เองสักคน
ทุกคนต้องการความช่วยเหลือที่ตะสร้างสมดุลของโลกจริงกับโลกฝัน
ผมพาลคิดไปถึงตัวเองและเราทุกคน
ใช่หรือไม่ว่าแม้แต่เราเองการสร้างสมดุลในโลกจริงกับฝันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
และไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว
เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีเพื่อน
มีครอบครัว และมีความรัก
มีแต่ความสัมพันธ์แบบนี้เท่านั้นที่จะโอบถนอมโลกฝันให้สุกปลั่งเหมือนสีในหนัง
และให้กำลังใจเราต่อสู้กับโลกจริงเหมือนภาพขาวดำในทีวีของอเมลี
.................................................................

จริงๆแล้วโลกนี้ควรเต็มไปด้วยเรื่องเศร้า
หกมองย้อนกลับไป
มีสงคราม มีความอดอยาก มีโรคร้าย
มีภัยธรรมชาติ พี่พอ่แม่ทารุณกรรมลูก
มีเด็กสาวขายตัวเพื่อซื้อกระเป๋า
มีคนฆ่าตัวตาย
มรียาเสพย์ติดที่หาซื้อได้ง่ายเหมือนขนม
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง
เราเกิดมาเพื่ออะไรกันหนอ
เพื่อเป็นส่วนเพิ่ม
ต่อยอดห่วงโซ่บัดซบกระนั้นหรือ
มีคนมากมายที่มองโลกในแง่นี้
ซึ่งมันก็จริง
แต่โลกนี้ไม่ได้แบนขนาดนั้น
และมันไม่ได้มีเพียงด้านเดียว
ดังนั้น..........
...............................................
มันจึงเต็มไปด้วยเรื่องสวยงาม
ที่เด็กหญิงในครั้งนั้นมีเพื่อนเล่นเป็น สตอว์เบอรร์รี่
สี และ กาว
และเด็กสาวลงมือช่วยหลือคนรอบข้าง
ด้วยวิธีการประหลาดพิสดาร
โดยไม่แสดงตัว
วิธีการอย่าง ขโมยตุ๊กตาของพ่อไปเที่ยวรอบโลก(จ๊าบมากๆๆ)
หรือทำให้คนเพี้ยนๆได้พบรัก
บรรยายบรรยากาศรอบๆตัวให้ชายตาบอดฟังขณะจูงมือเขาเดิน
สร้างจดหมายปลอมจากเทือกเขามองต์บลังค์เพื่อให้ผู้หญิงคนหนึ่งที่หยุดเวลาตัวเองได้เดินหน้าต่อไป
วิธีการประหลาดพิสดาร
ที่ล้วนแล้วแต่ทำให้บรรดานักฝัน(หรือจะเรียกอีกอย่างว่าเด็กหลงทาง)ใด้ค้นพบความจริงแห่งชีวิต
.............................................................................

และมีหนังสือบางเล่มเคยบอกกับเราว่า
วิธีการเดียวที่จะทำให้ความฝันเป็นจริงคือตื่นขึ้นมาทำมัน
และในหนังเก่า(ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่)เรื่อง bed of roses
เคยมีเด็กในเรื่องพูดว่า
-มันเป็นการง่าย ที่จะอยู่ในความฝัน
เพราะที่นั่นไม่มีใครทำร้ายเธอ
แต่ที่นั่นก็ไม่มีใครรักเธอด้วย
ตื่นขึ้นมาเถิด
ตื่นข้นมาเพื่อให้พวกเราได้รัก-
.....................................................
กังนั้นในท้ายเรื่องเราจึงเห็นความจริงบางประการ
อย่างความรักไม่เข้าท่าของจอร์เจตและโจเซฟ
หรือความจริงของผู้ชายในตู้ถ่ายรูป
(ที่อเมลีคิดว่าเขาเป็นคนที่ตายแปแล้วแต่ไม่อยากให้ใครลืมเลยวนเวียนปรากฏอยู่ในตู้ถ่ายรูปทั่วเมือง)
ก่อนที่อเมลีจะค้พบความจริงที่ว่าวิธีการทั้งหมดของเธอ
อาจเกิดเพราะเธอขลาดกลัวเกินไป
และหากเธอยังไม่อาจยอมรับว่า
-ปราศจากเธอชีวิตวในวันนี้ก็คือเถ้าธุลีของวันวาน-
เธออาจสลายเป็นเถ้าธุลีไปจริงๆ
.....................................................
และมีตัวละครตัวหนึ่งในหนังที่ผมชอบที่สุด
นั่นคือนักเขียนหนุ่มผู้ซึ่งไม่เคยได้รับการตีพิมพ์
ตอลดเวลาเขาพูดประโยคเด็ดไว้มากมาย
ประโยคอย่างที่อเมลีได้รับรู้หรือประโยคอย่าง
-มนุษย์เกิดมาเพื่อที่จะเสียน้ำตาอยู่แล้ว-
เขายอมรับตลอดเวลาว่าเขาล้มเหลว
หากแต่สิ่งทีเขาทำกลับคือการเขียน เขียน เขียน และเขียน
ผมรักตัวละครตัวนี้
เพราะเขาเป็นนักฝันผู้ยอมรับความจริง
ฉากในตอนท้ายที่เขาเห็นข้อความของตัวเองกลายเป็นข้อความการฟฟิตี้บนผนัง
เขายิ้มรับ
และเดินหายไปในแดดอุ่น
บางทีที่นักฝันต้องการอาจไม่ใช่การตื่นมาพบความจริงที่เหมือนกันทุกประการกับความฝัน
หากแต่เป็นการได้รับการยอมรับว่าความฝันนั้นมีค่า
เพื่อที่นักฝันจะได้ยิ้มอย่างเจียมตัว
พร้อมที่จะฝันต่อไปอย่างเงียบเชียบเพียงลำพัง
.............................................................
และเพราะโลกนี้ล้วนเต็มได้วยเรื่องเลวร้าย
และมีนักฝันมากมายที่ไม่อาจทนความเลวร้ายของโลกนี้
จนต้องขังตัวเองในความฝันเชิงปัจเจก
ที่นับวันจะแยกเราออกจากันทุกที(เหมือนแยกเราออกจากบรรยาดาศของแมลงวันบินในเรื่อง)
ดังนั้นบางทีการที่เราได้ดูหนังน่ารักเรื่องนี้
อาจเป็นความช่วยเหลือย่างลึกลับของอเมลีก็เป็นได้
edit @ 2005/05/27 15:52:21
edit @ 2005/06/15 10:35:14
posted on 27 May 2005 15:23 by filmsick in humanism

ถนนสีเทาพรำสายฝน
เด็กสาวผู้มีใบหน้าบวมช้ำวิ่งไปตามถนน
โลกนี้กว้างใหญ่แต่เธอไม่มีที่ไปอีกแล้ว
เสียงดนตรีร๊อคโหมกระหน่ำ
ที่รู้สึกกลับบาดลึกถึงความเปล่าเปลี่ยวแห่งจิตวิญญาณ
ขณะมองดูเด็กสาวโซซัดโซเซไปตามถนน
...................................

เธอชื่อลิเลีย
และเธอเป็นตัวละครเอกของหนัง lilya -4-ever ของผู้กำกับชาวสวีเดนLukas Moodysson
ที่หยิบจับเอาปัญหาโสเภณีข้ามชาติมาเล่าได้อย่าง-ถึง- ทั้งในการสำรวจแง่มุมของปัญหา และการสำรวจลึกลงไปในเรื่องในใจของหญิงเหล่านั้น
หนังเล่าเรื่องของลิเลีย เด็กสาววัย16 ที่อาศัยอยู่ที่ไหนสักแห่งที่เคยเป็นสหภาพโซเวียต
ลิเลียอาศัยอยู่กับแม่ในห้องเช่ากลางเมืองที่-ตายแล้ว-เมืองหนึ่ง
เมืองที่มองไปทางไหนก็มีแต่ฟ้าสีหม่นมืด อาคารทรงกล่องสีซีดเซียวหมองคล้ำเรียงต่อเนื่องกันไป
และต้นไม้ที่ไม่มีใบเลยสักต้น
เช่นเดียวกับเด็กๆทุกคนในเมือง
ลิเลียวาดฝันถึงชีวิตที่ดีกว่า
เธอคิดว่าเธอจะได้ตามสามีใหม่ของแม่และแม่ไปอเมริกา
ไปเสียจากดินแดนร้างไร้นี้
แต่แม่ไม่พาเธอไปด้วย
และทิ้งเธอไว้ให้อยู่กับป้าใจร้ายที่ไล่เธอไปอยู่แฟลตรูหนูแล้วยึกครองห้องของเธอ
เธอถูกเพื่อนหักหลังจนถูกประณามเป็นโสเภณีราคาถูก
อดอยากหิวโหย หนาวเหน็บ
และหนาวใจเมื่อประชาสงเคราะห์บอกเธอว่าแม่เธอเขียนจดหมายมายกเลิกการเป็นผู้ปกครองเธอ
เพื่อนเพียงคนเดียวที่เธอมีคือ เด็กชายโวโลดยา ที่ไม่เคยได้อยู่บ้าน เอาแต่โยนกระป๋องลงห่วงแทนลูกบาสเพียงลำพังกลางอากาศหนาว
หากแต่หนังกลับให้เลิเลียเชื่อเสมอว่าเธอจะมี-วันที่ดี-รออยู่
เวลาที่ลิเลียอยู่กับโวโลดยาทั้งคู่จะฝันถึงบ้านหลังเล็กๆ(หรือจะเพิงก็ได้โวโลดยาบอก)ที่ที่ไม่หนาวเขาจะไปทำงานกลับบ้านลิลเลียจะอบขนมปังไว้รอ เป็นความฝันธรรมดาที่ให้ความรู้สึกเศร้าสร้อยเหลือใจ
ลิเลียสวดอ้อนวอนต่อนางฟ้าครั้งแล้วครั้งเล่า แต่นางฟ้าไม่เคยมาช่วยเธอมีแต่โวโลดยาเพื่อนเก่าเท่านั้นมีมาอยู่เป็นเพื่อนในความฝัน
พลอตของหนังบีบคั้นหดหู่
ประกอบกับการถ่ายทำให้มันดูคล้ายสารคดี
ซุมกล้องและแพนกล้องแบบสารคดีที่จับเหตุการณ์สดๆ
และเหนืออื่นได อัคชานา อาคินชินา(Oksana Akinshina)
เด็กสาวอายุ16 ผู้รับบทลิเลียและ Artyom Bogucharskyเด็กชายอายุ 14 ผู้รับบทโวโลดยา
ได้ให้การแสดงที่แสนวิเศษจนทำให้คนดูพร้อมจะหลงรัก เห็นอกเห็นใจ และเอาใจช่วยให้เขาและเธอรอดพ้นจากชะตากรรมเลวร้ายทั้งที่ต่างก็รับรู้อย่างเงียบเชียบภ่ายในใจตั้งแต่หนังเริ่มแล้วว่าแทบไม่มีทางเป็นไปได
รวมไปถึงบทหนังที่เอาแต่กดดันคนดูไปตลอดเรื่อง
เมื่อโวโลดยาจากไปโดยไม่มีใครสนใจ(ยายเจ้าของแฟลตทำเพียงเขี่ยร่างเขาบาๆสองสามครั้งแล้วก็เดินผ่านไป)
ลิลเลียถูกหลอกไปขายเป็นโสเภณีต่างด้าวผิดกฎหมายในสวีเดน
เธอถูกบังคับ ทุบตี บังคับขืนใจครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่เธอยังคงสวดอ้อนวอนแม้นางฟ้าจะไม่เคยช่วยเธอ
ก่อนทุกอย่างจะดำเนินมาสู่บทสรุปที่แสนจะทรงพลัง
ฉากเปิดเรื่องย้อนกลับมาอีกครั้งคนดูมองเห็นลิลเลียวิ่งไปบนถนนว่างเปล่ากลางเพลงร๊อคหนักหน่วง
ด้วยดวงวิญญาณแหลกสลาย
มีเด็กมากมายเหลือเกินที่เป็นเหมือนลิลเลียกับโวโลดยา
ผลพวงจากพ่อแม่ที่ไม่เคยรักลูกตัวเอง
เร่ร่อน ต่อสู้ชีวิตกันลำพัง
พวกเขาบริสุทธิ์ งดงาม และเชื่อมั้นในความดี ก่อนที่จะถูกความจริงสกปรกแต้มความดำมืดลงในจิตใจครั้งแล้วครั้งเล่า(ลิลเลีย โดนข่มขืน โวโลดยาโนพ่อไล่ออกจากบ้านเหมือนหมาข้างถนน)
ในขณะที่คนรอบข้างที่ล้วนหวังแต่ผลประโยชน์ ผลักดันให้เด็กบริสุทธิ์ถูกต้อนสู่มุมอับ
..........................

และอีกนัยยะหนึ่งดูเหมือนหนังจะเสียดสีวัฒนธรรมบริโภคนิยมอยู่กลายๆ
ลิเลียเกิดวันเดียวกับ บริทนีย์ สเปียร์
โวโลดยาถามว่ามันจะเป็นยังไงนะถ้าได้สลับตัวกับ บริทนีย์ สเปียร์
แค่ประโยคสนทนาสั้นๆน่าขันแต่กรีดลึกถึง-ความแตกต่าง- ของเด็กผู้หญิงสองคนนี้ได้อย่างชัดเจนและเจ็บปวด
นอกจากนี้อีกหลายครั้งที่ลิลเลียเข้าไปเดินอยู่ในห้างสรรพสินค้าหรูหรามองดูผู้คนที่เลือกซื้อน้ำหอมเสื้อผ้า
โดยที่ครั้งหนึ่งด้วยซ้ำที่เธอถูกแมงดาพามาซื้อหมวกแต่ไม่มีใครสนใจใคร
ทุกคนสนใจเพียง-สินค้าเรียราย-จนลืมไปว่าข้างนอกมีอีกหลายชีวิตที่ต้องดิ้นรน และตกตายไป
จริงอยู่มันอาจเป็นเรื่อง-ของใครของมัน-
แต่ถ้าเพียงเราเอื้อาทรกันอีกสักเล็กน้อย(อย่างน้อยถ้ามีใครสักคนช่วยลิเลีย)
เรื่องเลวร้ายคงบรรเทาเบาบาง
...........................
แล้วในที่สุดลิเลียกับโวโลดยาก็มีปีกสีขาว
หัวเราะเริงร่าขณะเล่นบาสกันอยู่บนหลังคาตึก
เป็นภาพสุดท้ายของหนังที่ค่อยๆมืดลงก่อนเครดิตจะขึ้น
เรื่องราวชะตากรรมของลิเลียวิ่งวนอยู่ในหัว
ทุกความเจ็บปวด ขมขื่น ของเธอ
ทุกการโอบกอด ทุกความรักที่เธอไม่เคยได้รับ
ทุกความเป็นจริงอัปยศ
ผู้ชายทุกคนที่เธอนอนด้วย
กาวทุกหลอดที่พาเธอและโวโลดยา-หนีชั่วคราว-ไปจากโลกนี้
แฟลตรูหนูซีดเยวทุกหลัง
กนนมืดดำทุกสาย
เพื่อนทุกคนที่เธอเคยมี
ได้โปรดเถิด จงเอื้ออาทรกันและกัน
............................

และถ้ามีหนังสักเรื่องที่ทำให้เราคิดได้เช่นนี้หนังเรื่องนั้นก็สมควรจะหามาดู
และถ้ามีใครหยิบหนังเรื่องนี้ไปดูหลังอ่านข้อความเหล่านี้แล้วได้คิดทำอะไรบ้าง
ทุกความดีที่เราทำขอมอบแด่โวโลดยา เทวดาน้อยและ ลิเลีย นางฟ้าชั่วนิรันดร์
edit @ 2005/06/15 10:38:57