humanism

 

 

 

ที่จริงแล้วเธอชื่อพอลีน แต่ไม่มีใครเรียกเธอด้วยชื่อนั้น

 

ทุกคนในชีวิตเรียกเธอว่าป๊อปปี้  ชื่อที่ฟังดูสดชื่นรื่นรมบย์เหมือนเช่นตัวเธอ  คุณครูโรงเรียนประถมวัยสามสิบที่ยิ้มง่ายใจดี ชอบอุทานอะไรตลกๆ ชอบสวมชุดรุ่มร่ามสีสันสดใส เธอเหมือนดอกไม้ในแสงแดด โดดเด่นกลางฝูงชน หันไปเมื่อไรก็เห็นยิ้มรื่นทักทายนั่นนี่ พูดขึ้นเสียงสูงๆหัวเราะคิกคัก  เธอยังโสด แชร์แฟลตรูหนูอยู่กับเพื่อนสาวโสดที่เป็นครูเหมือนกัน  บางคืนเธอออกไปปาร์ตี้  ผับปิดกลับมาก็หัวเราะคิกคักเอานมปลอมมาโยนเล่นกัน เธอยังโสด และแม้ร่างกายจะไม่ฟิตปั๋งเหมือนเมื่อก่อน และเริ่มปวดหลังแล้ว แต่เรื่องชีวิตเธอยังเต็มร้อย

 

เธอคือตัวละครของMIKE LEIGH ผู้กำกับรุ่นใหญ่ชาวอังกฤษ ที่ทำหนังสะท้อนภาพชีวิตคนชนชั้นแรงงานในอังกฤษได้อย่างน่าทึ่งมาตลอดเวลาหลายสิบปี เขาอาจเป็นที่รู้จักในบ้านเราจากหนังคุณป้าทำแท้งอย่างVERA DRAKE หรือ คุณแม่ผิวขาวกับลูกสาวผิวสีใน SECRET & LIES   แต่ในวงการเขาจัดเป็นหนึ่งในสองเสาหลักของวงการภาพยนตร์อังกฤษร่วมสมัย ร่วมกับ KEN LOACH ผู้กำกับที่เล่าชีวิตชนชั้นกรรมาชีพในอังกฤษออกมาได้อย่างสมจริง ในขณะที่ MIKE LIEGH เชี่ยวชาญในการเล่าเรื่องผ่านบทสนทนาของนักแสดงหญิงมากหน้าหลายตามากกว่า

 

ว่ากันว่า MIKE LEIGH นิยมทำหนังโดยไม่มีบทตายตัว   เขาเริ่มต้นจากการคิดโครงเรื่องจากนั้นก็เฟ้นหานักแสดงเพื่อพัฒนาบทร่วมกันและซักซ้อม  อจาจจะสักห้าหกเดือนจากนั้นจึงเริ่มลงมือถ่าย พอถึงตอนนั้นนักแสดงจะดำดิ่งลึกลงในตัวละครที่รับบท  รู้จักที่มาที่ไปมากพอที่จะอิมโพรไวส์บทสนทนากันออกมา และนั่นเองทำให้หนังของMIKE LEIGH สดใหม่ และเป็นธรรมชาติราวกับกล้องไม่ได้ปรากฏจับตาอยู่

 

หลังจากเข้มข้นจนเจ็บปวดกับคำถามเชิงจริยธรรมใน VERA DRAKE  เมื่อปี 2004 MIKE LIEGH กลับมาพร้อมกับหนังแห่งความรื่นรมย์อย่างHAPPY GO LUCKY เขาโฟกัสชีวิตของสาวโสดครูโรงเรียนประถมของรัฐ ครูแบบที่เป็นคนธรรมดาหาเช้ากินค่ำอาศัยในแฟลตรูหนู แต่ชีวิตของเธอไม่บัดซบ ในทางหนึ่งอาจเพราะเธอมีการงานมั่นคง มีเพื่อนและความสัมพันธ์ที่น่ารัก  แต่ในอีกทางหนึ่งมันเพราะวิธกีการมองโลกของเธอ

 

ป๊อปปี้เป็นคนธรรมดาหาเช้ากินค่ำ เทียบกันตามมาตรฐานของสังคม ชีวิตเธอออาจเป็นชีวิตของสาวขึ้นคานไร้สุข แต่ในความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม หนังเปิดฉากด้วยภาพของป๊อปี้ขี่จักรยานไปตามถนนในชุดประหลาดๆ (จริงๆเธอสวนชุดประหลาดตลอดแหละ) เธอดินเล่นที่ตลาดนัด แวะเข้าร้านหนังสือ(ที่คล้ายๆกับร้านในเรื่องNOTTING HILL ) พยายามทักทายเจ้าของร้านหน้าซีเรียสซ ซึ่งเอาแต่มองเธออย่างเฉยชา เธอหัวเราะขำๆ ออกมาข้างนอก พบว่า จักรยานหายไปแล้ว ที่เธอพูดคือ โอ ฉันยังไม่ได้บอกลามันเลย

 

เธอมองโลกในแง่ดีเกินไปหรือปล่า อาจจะใช่ แต่แน่นอนในฉากแรกหนังก็สแดงให้เห้นแล้วว่าเธอสดใสอยู่ได้ในโลกอันมืดมนนี้ แค่เพียงฉากแรก อารมณ์ยิ้มละไมของเธอก็ถูกปฏิเสธ แต่เธอไม่เคยรู้สึกเสียหน้าเอแค่ยิ้มๆกับมัน แล้วเดินจากมา เพราะในโลกของเธอ บรรดาเพื่อนสาวยังพร้อมจะออกไปซิ่งกันในยามค่ำ แล้วกลับบ้านเฮาฮาปาร์ตี้กันต่อ  

 

งานของเธอคือการเป็นครูโรงเรียนประถม  เธอสอนนักเรียนทำหน้ากากจากถุงกระดาษ เธอทดลองทำเล่นกับรูมเมท(ซึ่งเป็นครูเหมือนกัน) เธอทำเป็นหน้ากากหัวไก่ แล้วบินไปบินมาในห้อง  เธอใส่ใจนักเรียน เวลามีปัญหาเธอก็พยายามจะหาทางแก้ไข   ในอีกทางหนึ่งเธอก็เป็นนักเรียนด้วยเพราะเพื่อนของเธอพาเธอไปสมัครเรียนเต้าฟลาเมนโก้ คุณครูเป็นสาวสเปนอารมณ์ร้อนแรง สอนให้นักเรียกเต้นฟลาเมนโก้แบบร้อนแรง ดึงเอาความแค้นในตัวออกมา  เหมือนกับชาวยิปซีผู้ทนทุกข์จนคิดค้นการเต้นระบพฟลาเมนโก้ แต่ไม่ทันนักเรียนจะได้หัดเต้น ความแค้นของครูก็พรั่งพรูออกมาแทนจนต้องวิ่งปิดหน้าร้องให้หนีไป  ไม่เท่านั้นป๊อปปี้อยากขับรถได้เอง เธอเลยไปลงเรียนขับรถ ครสอนขับรถของเธอเป็นชายหนุ่มเก็บกดเจ้าอารมณ์ ที่นึกรำคาญความกระจุ๊กกระจิ๊กของป๊อปปี้ เขาสอนให้เธอมองกระจกส่องหลังและข้างแบบดวงตาของปิรามิด เอน-รา-ฮาห์ เอน-รา-ฮาห์ บอกให้เธฮท่องตาม ป๊อปปี้ท่องทั้งขำๆ และเขาโวยวายเอากับการสวมรองเท้าบู๊ตของเธอ เขาว่ามันไม่เหมาะกับการขับรถ   แต่ลึกๆป๊อปปี้คิดว่าเขาเป็นคนดี  ทุกวันเสาร์ตอนเที่ยงเธอเรียนขับรถกับเขา ซึ่งจะสอนไปก่นด่าเธอและโลกไปด้วย ขณะที่ป๊อปปี้ได้แต่ยิ้มขำขัน

 

ป๊อปปี้มีน้องสาว คนหนึ่งแต่งงานไปแล้วย้ายไปอยู่บ้าริมทะเลกับสามี เธอกำลังท้องและเครียดเรื่องอนาคตเธอบ่นว่าป๊อปปี้ยังไม่มีอนาคต แต่น้องสาวอีกคนบอกว่าไม่จริง น้องสาวคนนี้สนิทกับป๊อปปี้และยังเรียนมหาลัยใช้ชีวิตรักๆเลิกๆไปเรื่อยๆ แต่ไม่ว่ากับใครป๊อปปี้ก็ไม่ตัดสิน คนอื่นอาจคิดว่าชีวิตเธอเศร้า แต่เธอก็มีความสุขดีโดยไม่ต้องรอให้ใครมาบอกว่าเธอมีความสุข

อย่างไรก็ตามมีอยู่ฉากหนึ่งหนังสรุปชีวิตของป๊อปปี้ไว้อย่างน่าสนใจ คืนหนึ่งเธอเดินไปตามถนนและพบชายจรจัดคนหนึ่งเขาพูดติดอ่าง เหมือนที่เธอชอบอุทานตลกๆ ถ้าเป็นคนอื่นคงเดินหนี แต่ป๊อปปี้เดินตามชายคนนั้นเข้าไปในที่เปลี่ยวแล้วตั้งใจฟังที่เขาพูด แน่นอนเธอไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรแต่ที่สำคือเธอตั้งใจที่จะฟัง  และในฉากนั้นเองเราได้เรียนรู้ว่า บางที ถ้าป๊อปี้ไม่ได้เป็นแบบที่เธอเป็น เ)นคุณครูยิ้มง่ายกะเปิ๊บกะป๊าบที่รักทุกคน เธออาจจะต้องลงเอยแบบชายจรจัด ที่เอาแต่พูดติดขัดซ้ำไปซ้ำมา หลังจากฉากนั้นป๊อปปี้รู้สึเศร้าสร้อยเธอเดินกลับบ้าน แล้วเพื่อนเธอถามว่าไปไหนมา เธอตอบว่าไปดวงจันทร์     

หนังให้เวลามากมายกับการเรียนขับรถของป๊อปปี้ (มากกว่าฉากเธอกุ๊กกิ๊กกับหนุ่มนักสังคมสงเคราะห์ด้วยซ้ำ ) สกอตตี้ครูสอนขับรถเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามของป๊อปปี้ สก๊อตตี้เก็บกด เจ้าระเบียบ และก่นด่าโลกทั้งใบเสียไม่มีดี (เขาเรียกระบบการศึกษาว่าสอนให้คนเป็น ‘นักโทษของสมองข้างซ้าย') ป๊อปปี้นิ่งฟังเขาและแอบเห็นเป็นขันตลอดเวลาเว้นแต่ครั้งหนึ่งที่เธอลุกขึ้นมาประท้วงเพราะเขาสั่งให้ล๊อครถเนื่องจากเห็นคนดำขี่จักรยานมา (ในขณะที่ป๊อบปี้กับเพื่อนแอบกรี๊ดหมอผิวสีที่รักษษอาการปวดหลังของเธอ)   หนังแสดงให้หเนว่าวิธีการที่ดีที่สุดที่เราจะผเชิญหน้ากับคนแบบที่เราเหลือจะมนไม่ใช่การตอบโต้แต่เป็นการรับฟังเขา ยิ่งการขับรถดำเนินไปมันก็คล้ายป๊อปปี้จะหลอมละลายน้ำแข็งในใจ ของสก๊อตตี้ได้  ถ้าเป็นหนังเรื่องอื่นมันอาจจะลงเอยแสนหวาน แต่หนังของMIKE LEIGH นั้นอยู่ในโลกจริงมากกว่าโลกโรแมนติคทุกอย่างจึงต่างไป และมันกลายเป็นบทเรียนอีกครั้งของป๊อปปี้ ว่าตอ่ให้เธอมองโลกในแง่ดีขนาดไหนเธอก็ไม่สามารถรับเอาทุกคนเข้ามาในชีวิตได้

 

หากหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงหนังของคนมองโลกในแง่ดีเท่านั้น  หนังยังแสดงภาพตั้งคำถามและข้อสังเกตเกี่ยวกับ ‘การศึกษา'ได้อย่างน่าทึ่งอีกด้วย เพราะจะว่าไปแล้วหนังทั้งเพราะหนังทั้งเรื่องวนเวียนอยู่กับการเรียนการสอน เราเห็นป๊อปปี้ในฐานะคุณครู ต่อมาเราเห็นเธอในฐานะนักเรียน อย่างน้อยก็ในชั้นเรียนเต้นฟลาเมนโก้ และบนรถหัดขับของสก๊ออตตี้  หนังแสดงภาพครูสามประเภท ทตั้งแต่ครูประเภทยึดกฏเกณฑ์แบบสก๊อตตี้  ครูประเภทยึดตนเองแบบครูฟลาเมนโก้ และครูแบบป๊อปปี้ที่ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ขณะเดียวกันก็มีบทเรียนสามแบบนั่นคือบทเรียนแบบสร้างสรรค์ในการทำหน้ากากจากถุงของป๊อปปี้ บทเรียนเต้นฟลาเมนโก้ที่ต้องใช้อารมณือันรุนแรงแบบของคุณครูฟลาเมนโก้ และบทเรียนตายตัวแบบบทเรียนการขับรถของสก๊อตตี้ หนังไม่ได้บอกว่าครูแบบป๊อปปี้ดีที่สุด หรือครูแบบสก๊อตตี้แย่ที่สุด แต่หนังแสดงให้เห็นว่าเราทุกคนล้วนเป็นนักเรียนและครูของกันและกัน อย่างน้อง เอน รา ฮาห์ ของสก๊อตตี้ก็ส่งผลให้เธอขับรถโดยไม่ลืมดูกระจกมองหลัง  เธออาจเป็นครูที่ดี แต่เธอเป็นนักเรียนไม่เอาไหนของสก๊อตตี้ และบทเรียนเต้นฟลาเมนโก้ ที่ต้องเอาพลังแห่งความเคียดแค้นอาจะจะเป็นบทเรียนที่ไม่เหมาะกับป๊อปปี้ (คนแบบเธอจะเอาเรื่องที่ไหนมาคิดแค้นใจ)  คล้ายกับหนังจะบอกกลายๆว่ามันไม่ได้มีมาจรฐานตายตัว นักเรียนแบบหนึ่งต้องการครูแบบหนึ่ง และบทเรียนแบบหนึ่ง เราไม่อาจบังคับให้ใครเรียนบทเรียนที่ไม่เหมาะกับเขา โดยครูที่ไม่เหมาะกับเขาได้ นั่นเองที่ทำให้ป๊อปปี้ต้องตามนักสังคมสงเกคราะห์มาช่วยดูนักเรียนในห้องของเธอ

 

โลกนี้คือโรงเรียนอันกว้างใหญ่และเราทุกคนเป็นทั้งครูกับนักเรียนให้แก่กัน ชีวิตของป๊อปปี้อาจสอนเราแบบนี้(หนังได้การแสดงในระดับที่ต้องกราบกันเลยทีเดียวของSALLY HAWKINในบทป๊อปปี้ อย่าแปลกใจถ้าเธอจะเดินสายเก็บรางวัลตลอดปีนี้ ซึ่งอาจรวมถึงออสการ์ด้วย และเธอสมควรได้รับแล้ว)  และหนังเรื่องนี้คือบทเรียนอันละมุนละม่อม ในการพูดถึงโลกของการมองโกลในแง่ดี หนังไม่ได้บอกว่าคนมองโลกในแง่ดีนั้นน่ารำคาญและต้องประสบกับความฉิบหาย แต่หนังก็ไม่ได้หวานใสเชิดชูการมองโลกในแง่ดีว่ามันจะเปล่ยนแปลงทุกสรรพสิ่ง หนังเพียงพูดเรื่องที่ชื่อเรื่องต้องการจะบอก HAPPY -GO LUCKY คนที่มีความสุขก็มีโอกาสที่จะเป็นคนโชคดี  โชคไม่ได้ทำให้คนมีความสุข แต่คนที่มีความสุขก็มักจะมีโชค เหมือนอย่างที่เพือ่นสาวบอกเอาไว้ตอนท้ายเรื่อง

SALLY HAWKINS +MIKE LEIGH

 

 

 

บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์

 

ลองจินตนาการตามนี้ดู  หญิงสาวคนหนึ่งบอกตัวเองว่าจะไปตั้งต้นใหม่ที่เมืองอื่น  เธอกระโดดขึ้นรถพร้อมกับสุนัขคู่ใจ จากนั้นก็ขับออกไปผจญภัยด้วยกัน

ฟังดูน่าสนุก เหตุการณ์ระหว่างทางคงเต็มไปด้วย การผจญภัย  การเปลี่ยนผ่านก้าวข้ามพ้น การเติบโต และการเรียนรู้  หลังจากนั้นเธอออาจจะจดจำมันในแง่ช่วงเวลาที่มีสีสันที่สุดของชีวิต

การผจญภัยนั้นมีแน่ การเรียนรู้ก็มีแน่  แต่ความสนุกสนานเป็นคนละเรื่องกับการเดินทางของเวนดี้และลูซี่สุนัขคู่ใจของเธอ

เวนดี้เดินทางโดยรถบุโรทั่งของเธอไปพร้อมกับลูซี่สุนัขเพศเมีย ทั้งคู่มุ่งขึ้นเหนือหมายจะไปตายเอาดาบหน้าที่อลาสก้า ที่นั่นมีโรงงานปลากระป๋องและเวนดี้ตั้งใจจะไปเริ่มต้นใหม่ในโรงงานที่นั่น  เธอมีเงินเหลือเก็บอยู่จำนวนหนึ่งตอนที่แวะพักที่เมืองเล็กๆชุมทางรถไฟ  เธอเดินเล่นไปกับหมาคู่ใจ ระหว่างทางมันหนีหายไป เธอออกตามหามันจนดึกดื่น เห็นมันไปอยู่กับกลุมคนจรจัดที่นั่งผิงไฟ  พวกเขาถามว่าเธอจะไปไหน แล้วก็เริ่มเพ้อๆกันถึงอลาสก้า เธอกลัวแต่แกล้งกล้า สุดท้ายเธอพาลูซี่ไปนอนในรถบุโรทั่งของเธอที่จอดไว้ในลานจอดรถ  เธอนั่งนับเงินเก็บและหักลบจำนวนไมล์ที่ต้องเดินทางก่อนจะเคลิ้มหลับไป  แต่ยังไม่ทันจะตื่นยามชราก็มาเคาะกระจกบอกให้เธอเอารถไปจอดที่อื่น เพราะถ้าเธอจอดรถที่นี่เขาจะซวย  แต่รถเธอสตาร์ทไม่ติด เขาเลยช่วยเธอเข็นมันมาจอดริมฟุตบาท เธอถามหาอู่ เขาบอกว่าอยู่อีกฟากถนน เธอถามหาซุปเปอร์มาร์เกต เขาบอกว่าอยู่ไม่ไกล เธอจูงลูซี่ไปซูเปอร์มาร์เกต ที่นั่นเอง เรื่องเริ่มเลวร้ายลง เธอเจอคดีขโมยของ ถูกกักตัว และลูซี่หายตัวไป ไม่มีหมา รถเสีย ไม่มีเงินเหลือมากนัก เวนดี้วนเวียนตามหาลูซี่ของเธอในเมืองเล็กๆนี้อย่างสิ้นหวัง

 

นี่คือWENDY AND LUCY หนังยาวเรื่องที่สามของKELLY REICHARDT   ผู้กำกับหญิงที่เคยโด่งดังจาก OLD JOY หนังที่เล่าเรื่องการเดินทางไกลในป่าของเพื่อนสองคนที่เพิ่งกลับมาพบเจอกันอีกครั้ง หนังหน่วงช้าและซึมลึกลงในใจคนดู ในWENDY AND LUCY นี้เธอยังคงทำหนังว่าด้วยการเดินทางเช่นเดิมแต่เปลี่ยนจากป่ามาเป็นเมือง เปลี่ยนจากชายหนุ่มสองคนและบรรยากาศเจือกลิ่นโฮโมอีโรติค มาเป็นเด็กสาวกับสุนัข

 

เวนดี้ อาจจะมีชื่อพ้องพานกับเด็กสาวที่ต้อยตามปีเตอร์แพนไปยังเนเวอร์แลนด์ดินแดนแห่งความฝัน และเธอยังมีนามสกุลแครอลล์ พ้องพานกับลิวอิส แครอลล์ คนเขียน อลิซในแดนมหัศจรรย์ แต่แดนมหัศจรรย์โลกฝันของเวนดี้ แครออล์กลายเป็นเมืองเล็กๆที่เธอติดแอหง็กอยู่กย่างยากลำบาก  หนังได้การแสดงอันแสนวิเศษของ มิเชล วิลลเลียมส์  นักแสดงหญิงที่อาจจะถูกจดจำในฐานะนางเอก DAWSON'S CREEK หรือ HALLOWEN  H20 จากหนังทีวีวัยรุ่น และหนังสยองขวัญ เธอค่อยๆเลือกบทอันน่าจะจดจำอย่างบทเด็กสาวผู้มองโลกด้วยดวงตาแห่งความหวังดีใน LAND OF PLENTY ของWIM WENDERS หรือบทภรรยาผู้ทนทุกข์ใน BROKEBACK MOUNTAINของอั้งลี และในที่สุดบทของเวนดี้ฉุดให้เธอลงลึกไปในจิตใจตัวละคร ในฐานะเด็กสาวผู้ไม่เหลืออะไรอยู่ข้างหลัง และก้าวไปข้าวหน้าอย่างยากลำบาก ทั้งหมดที่เธอมีคือรถหนึ่งคันและหมาหนึ่งตัว

หนังเล่าเรื่องอย่างเงียบเชียบ ไม่มีเหตุการณ์อะไรปรากฏ เวนดี้เล่นอยู่ในหนังคนเดียวถึงเกือบแปดสิบเปอร์เซนต์ของเนื้อหา หนังมีภาพเพียงสองระยะ หนึ่งคือระยะไกลที่เราเห้นเวนดี้เดินเดียวดายในเมืองแปลกหน้า กับภาพระยะตามติดชิดใกล้  เมื่อเวนดี้ติดอยู่ในสถาณการณ์คับขัน กล้องจะจับจ้องใบหน้าของเธอ  ซึ่งพยายามกดข่มอารมณ์ ตลอดทั้งเรื่องเราจะไม่เห็นน้ำตาของเธอ  เธอไม่เคยร้องให้ แต่ความหวากลัว บนดวงตาชื้นๆ กลับทะลวงลึกลงไปมากกว่า  มีเพียงฉากเดียวที่เธอร้องให้ คือหลังจากเธอกลัวสุดขีดที่ถูกชายจรจัดคุกคามในป่า เธอเดินยาวนานกลางความมืด เข้าไปในห้องน้ำสาธารณะ ปล่าอยโฮออกมา  น้ำตาในเรื่องไม่ได้มาจากความเศร้ามันมาจากความกลัว  คนผู้ทนทุกข์ไม่ร้องให้เพราะสงสารชะตากรรมของตนเอง  เขาร้องให้เพราะความกลัวอันลึกซึ้งต่างหาก

 

 

หนังแสดงภาพของหญิงสาวคนหนึ่ง(ที่รูปร่างและการแต่งตัวชวนให้นึกถึงภาพของเด็กผู้ชายที่ยังโตไม่เต็มที่มากกว่า) ซึ่งมีชีวิตยากลำบากเพียงเพราะเธอยากจน  เธอมีเงินไม่มากนัก และตัดสินใจขโมยอาหารหมามาให้ลูซี่  นั่นทำให้เธอตกที่นั่งลำบาก เพราะในกรอบคิดของสังคมสมัยปัจจุบัน ไม่สามารถยอมรับเรื่องการขโมยได้  โครงสร้างของสังคมผลักดันให้เธอตกเป็นจำเลยข้อหาขโมยของ แน่นอว่าเธอเป็นคนก้าวพลาด เลือกผิด  แต่ค่าใช้จ่ายที่ตามมานั้นมหาศาลเกินกว่าที่เธอจะมีปัญญาชดใช้  ไอ้หนุ่มร้านชำ จับเธอได้และยืนกรานให้ส่งเธอให้ตำรวจด้วยข้อหาที่ว่า ‘ถ้าไม่มีปัญญาซื้ออาหารหมาก็ไม่ควรเลี้ยงหมา' เธอถูกส่งตัวไปโรงพัก โดยที่ลูซี่ยังคงถูกผูกไว้หน้าร้าน พอเธอกลับมาลูซี่ก็หายไป   หนังเล่นเจ็บด้วยการที่ขณะเวนดี้เดินตามหาลูซี่ ไอ้หนุ่มคนนั้นก็ออกมา แล้วขึ้นรถคันหรูกลับบ้าน

 

ในวินาทีนั้นเองเราก็เริ่มได้เรียนรู้  ตรรกะสวยงามที่ฟังดูดีและเป็นไปเพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม กฏซึ่งที่แท้จะปฏิบัติได้อย่างเคร่งครัดเฉพาะในสังคมที่ทุกคนมีต้นทุนเท่าเทียมกันเท่านั้น  คนทุนน้อยเช่นเวนดี้ ไม่ได้ประโยชน์ หรือกระทั่งได้รับสิทธิ์จากกฏเหล่านี้  ที่เธอได้รับเป็นเพียงการถูกกดขี่ก้มหัวให้ยอมรับ เธอถูกสั่งให้จ่ายค่าปรับไม่เช่นนั้นจะต้องไปรายงานตัวต่อศาล พอกลับมาลูซี่ก็หายไป  เวนดี้พยายามตามหาลูซี่ แต่รถเธอเสีย เธอเดินไปยังสำนักงานเทศบาลที่อยู่ไกลออกไป แต่ไม่ได้อะไรเพิ่มเติม เธอพยายามจะซ่อมรถแต่ต้อผเชิญกับค่าลากรถที่โหดเหี้ยมกว่าค่าซ่อม  แถมเมื่อเธอครุ่นคิดจะหางานทำเธอต้องปเชิญความจริงที่ว่าเธอเพียงผ่านมาที่นี่ ในกฏระเบียบ(อาจเรียกว่ากฏหมายก็ได้)เธอไม่อาจหางานได้ถ้าเธอไม่มีที่อยู่หรือเบอร์ติดต่อ สุดท้ายเธอพยายามจะเข้าสู่ระบบทั้งหมด ยอมเสียเงินค่าซ่อมรถ พยายามติดต่อสำนักงานเทศบาล แต่ทั้งหมดยังคงนำมาซึ่งความล้มเหลว สุดท้ายเธอถึงกับต้องไปนอนในป่า (หนังถ่ายทำฉากนี้อย่างน่าทึ่ง เพราะขณะที่เราจินตนการถึงเรื่องเลวร้ายที่สุด  หนังกลับไม่ให้มันเกิดขึ้น เราถูกสั่งให้จับจ้องใบหน้าของเวนดี้ ท่ามกลางเสียงรถไฟ ตัดสลับกับใบหน้าของคนจรจัด และมิเชล วิลลเลียมส์เล่นได้อย่างเยี่ยมยอด เพราะที่เรารู้สึกไม่ใช่สะเทือนใจกับชะตากรรมของเธอ แต่หวาดกลัวจับจิตแบบเดียวกับที่เวนดี้รู้สึก) และล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำสาธารณะของปั๊มน้ำมัน  หนังแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นผู้หญิงตัวคนดียวจริงๆ ผ่านทางฉากเล็กๆเพียงฉากเดียวเมื่อโทรกลับไปที่บ้าน  แล้วโดนพี่สาวปฏิเสธอย่างแห้งแล้งโวยเห็นว่าธุระไม่ใช่

อย่างแยกออกจากกันไม่ได้ ภายใต้การนำเสนอที่จำกัดเฉพาะตัวละครหลัก  หนังกลับแสดงให้เห็นภาพของการที่เธอถูกกระทำจากระบบโครงสร้างสังคมได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน และเป็นจริงเป็นจัง หนังแสดงภาพให้เห็นว่าบรรดาคนจรจัดที่ดูอันตรายไม่ได้ทำอะไรมากกว่าขู่ให้เธอกลัวและการทำร้ายไม่ได้มาจากคนยากจน(หนำซ้ำคนคนเดียวที่ยังพอจะช่วยเหลือเธอเป็นเพียงยามแก่ๆที่ต้องเฝ้าลานจอดรถให้พวกคนรวยๆ  เขาพยายามจะให้เงินกับเธอในฉากท้ายเรื่อง ที่น่าเจ็บปวดคือมันเป็นเงินเพียงไม่กี่เหรียญ แต่หนังแสดงให้เห็นว่ามันอาจเป้นเงินเก็บเท่าที่เขามีอยู่)  และไม่ได้มาในรูปแบบของการทำร้ายร่างกาย  แต่มันมาในรูปแบบของความเพิกเฉย ของการเคารพกฏ ของระบบสังคมที่ตกลงทุกอย่างด้วยเงินตรา  หากนี่กติกาของโลกปัจจุบันจริงๆ เวนดี้ก็เล่นตามกติกาทั้งหมด  เธอพลาดเพียงครั้งเดียวที่ขโมยของ แต่นั่นนำพาห่วงโซ่อันเลวร้ายมาสู่เธอไม่หยุดหย่อน

 

หนังจบลงอย่างเจ็บปวด เมื่อเธอตัดสินยใจเดินทางออกจากเมืองหลังจากได้พบลูซี่ ถึงตอนนี้เธอไม่ได้เติบโตขึ้นตามลักษณะของหนังผจญภัย ที่เธอต้องเจอคือการสูญเสียทุกอย่างหมดสิ้น  เธอไม่มีหมา ไม่มีรถ หมดเงินไปกับ ‘ค่าธรรมเนียม' ของสังคมที่ไม่ได้ผลิดอกงอกเงยอะไรขึ้นมา ในฉากสุดท้าย เวนดี้โดดเดี่ยวในโบปี้ว่างของอบวนรถไฟที่มุ่งขึ้นเหนือ จึงเป็นภาพเจ็บปวดของคนที่ถูกทำลายจนไม่เหลืออะไรโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะการไม่ทำอะไรกลับเป็นการลงดาบอันแสนสาหัส

BAGHDAD IN NO PARTICULAR ORDER : PAUL CHAN (2003)

 

ด้านบนนี้คือ สารคดีชิ้เนเล็ฏๆ จาก PAUL CHAN ศิลปินหนุ่มที่เกิดในฮ่องกง  แต่โตและสร้างงานอยู่ในนิวยอร์ค  สารคดีนี้มีชื่อว่า BAGHDAD IN NO PARTICULAR ORDER  ซึ่งเป็นตอนสองของTIN DRUM TRILOGY  งานสารคกีไตรภาคที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับปฏิบัติการในอิรัก  ประกอบด้วย RE : THE OPERATION งานที่ใช้ภาพสไลด์ประกอบจดหมายปลอมๆที่อุปโลกน์ว่าเป็นนักการเมืองสหรัฐเขียนหาครอบครัว เพื่อตอบโต้ความจริงที่ว่าทางการปลอมจดหมายส่งกลับไปให้ครอบครัวของทหารอิรักที่ไปรบ ส่วนตอนที่2 คือ BAGHDAD IN NO PARTICULARY ORDER นี้  ในขณะทีภาคสุดท้ายคือ NOW PROMISE NOW THREAT ซึ่งเป็นการตัดตอนบทสัมภาษณ์ของคนสามคนมารวมกันซึ่งมีทั้งบาทหลวงที่คัดค้านการใช้โบสถ์ร่วมกัน หญิงที่คัดค้านการทำแท้ง และชายที่อยากไปรบในอิรัก เพื่อรับใช้ชาติ

 

สำหรับBAGDAD IN NO PARTICULAR ORDER เป็นงานวิดีโอที่ PAUL CHAN ถ่ายไว้ขณะไปอิรักในปี 2002 ไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้าที่แมริกาจะส่งทหราเข้าไปบุกยึด  ภาพที่เห็นคือภาพประกอบของเหล่าคนเล็กคนน้อยในแบกแดด ภาพ ของเด็กผู้หญิงที่เต้นรำ  ชายชราที่ร้องเพลงฝรั่ง  ผู้คนที่ร่วมกันสวดสรรเสริญพระเจ้า  คนซื้อขยหนังสือในตลาด  ภาพผู้คนในร้านน้ำชา เด็กสาวที่คลั่งบริทนีย์ สเปียร์    เด็กๆในงานแต่งงาน  ไปจนถึงขบวนทหารหญิงที่ออกมาร้องเพลงเชิดชู ซัดดัม  ฮุสเซน  หรือกระทั่งเพลงI WILL ALWAYS LOVES YOU เวอร์ชั่นอาหรับทางวิทยุ (ที่ร้องได้อย่างงดงามและโหยให้ชวนขนลุกกว่าต้นฉบับ ทั้งสองเวอร์ชั่นรวมกันเสียอีก)  ภาพเล็กน้อยๆ ของทัศนียภาพภาคประชาชนในแบกแดด ฉายความสามัญในฐานะเพื่อนมนุษย์ของผู้คนที่ถูกวาดภาพให้กลายเป็นตัวร้ายของโลกปัจจุบัน

 ภายใต้โลกของภาพลักษณ์เหมารวม ผู้คนถูกลดทอนให้ฉายภาพเพียงคนมุสลิมหัวรุนแรง  คนผิววขาวฮีโร่กู้โลก คนผิวสีผู้ต่ำต้อยไร้การศึกษา  กระทั่งไอ้พวกผิวเหลืองขี้โกง  การยุบย่อ ตัดทอน เหมารวม ทำให้มนุษย์ถูกแบ่งแยกจัดกลุ่ม ทั้งจากลักษณะทางการยภาพ  ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ทำให้คนหลายพันล้านคน   ควบรวมเป้นคนคนเดียว  คนที่รับบทบาทในเวทีละครโลก ซึ่งเขาไม่ได้เขียนบทเอง  หากถูกกำหนดโดยชาติมหาอำนาจ  ซึ่งในยี่สิบปีมานี้ชี้มือมายงชาวอาหรับ แล้วประกาศก้องว่า -เจ้าคือตัวร้าย-

 

สารคดีชิ้นนี้ไม่ได้มุ่งวิพากษ์การณ์นั้น หากการพาคนดูลงไปสำรวจตรวจสอบเหล่าชีวิตคนเล็กคนน้อย ที่ถูกลืม หรือาจถูกทำลายลงไปในท่ามกลางหล่มหลุมของประวัติศาสตร์สงคราม  คนที่ตอนนี้อาจไม่ได้มีชีวิตอยู่  หรือหากมีอยู่ก็แร้นแค้นยากลำบากอย่างยิ่ง  ภาพชิ้นเล็กชิ้นน้อยเหล่านี้จึงสำคัญอย่างยิ่งในฐานะ จดหมายเหตุแห่งคนเล็กคนน้อย ในฐานะเพื่อนมนุษย์ ที่อิ่ม หิว รัก เกลียด รู้ร้อน  รู้หนาว เท่าๆกับเราทุกคนที่อุ่นสบายอยู่ในห้องหับแห่งตน

 

ภาพกระจัดกระจายในหนังถูกร้อยเรียงเข้าหากันอย่างคร่าวๆด้วยเสีรยงบรรยายของสตรีผู้หนึ่ง   คำบรรยายบางครั้งคล้ายคำถาม  บางทีเพียงแต่ผุดบังเกิดขึ้นโดยไม่ประสงค์สิ่งใดเป็นพิเศษ  เสียงบรรยายนั้นเปลี่ยนภาษาไปเรื่อย ๆ จากฝรั่งเศส ไปเป็นอังกฤษ  จนในฉากสุดท้าย กลายเป็นภาษาจีน  ราวกับคือเสียงจากพี่น้องร่วมโลก  ที่มองผู้คนบนจอในฐานะเพื่อนมนุษย์

งานชิ้นนี้ชวนให้คิดถึง หนังESSAY FILM ของ CHRIS MARKER  คนทำหนังชาวฝรั่งเศส ที่เป็น activistเหมือนPAUL CHAN เขาเดินทางไปรอบๆโลก  เก็บfootage จากที่ต่างๆ แล้วร้อยเรียงมันเข้าให้กลายเป็นหนังที่มีภาพพิเศษเจือไปพร้อมกับเสียงเล่า หนังอย่างSUNLESS ของMARKERนั้น ใช้ภาพจากทั้งในญี่ปุ่น  ไปจนถึงแอฟริกา  โดยเสียงเล่าเป็นการอ่านจดหมายที่เขาเขียนถึงเพื่อนสาวนางหนึ่ง  BAGHDAD IN NO PARTICULAR ORDER ดูเหมือนจะรับวิธีการเหล่านั้นมาใช้ได้อย่างน่าสนใจ

 

อย่างไรก็ดี เมื่อพินิจแต่ละภาพอย่างใกล้ชิด  กลับเกิดข้อสงสัยบางประการที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรมากนัก  หากอดคิดต่อไม่ได้  เพราะหากเราจะแบ่งภาพบนจอนั้น ออกมาตรวจตรา  เราอาจแบ่งได้เป็นส่วนของภาพที่มาจาก ชีวิตของชาวอาหรับ  บทเพลง เสียงสวด พิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งฝังรากอยู่ในแผ่นดิน   ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งเป็นภาพฉาย ความสวยงาของชีวิตเล็กๆของคนอาหรับภายใต้การถาโถมของวัฒนธรรมตะวันตก หนังให้เวลากว่าครึ่งกับภาพ บทสัมภาษณ์เด็กสาวที่หลงรัก WESTLIFE หรือ BRITNEY SPEARS ชายชาวอาหรับที่ร้องพลง๊อบ  หรือเพลงI WILL ALWAYS LOVE YOU ฉบับภาษาอาหรับ ไล่เรื่อยไปจนถึงภาพในตลาดหนังสือที่ชายคนหนึ่งพูดถึงหนังสือของ นักเขียนอเมริกัน  ด้วยว่าท่าทีของภาพเหล่านี้ในทางหนึ่งอาจเป็นเพียงภารฉายภาพว่าคนอาหรับก็หลากไหล และหลากหลายไปกับโลก  แต่บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า นี่อาจคือการพยายามแสดงภาพว่าคนอาหรับนั้นก็ศิวิไลซ์ และความศิวิไลซ์วัดจากการรับรู้โลกตะวันตกเหมือนคนชนชาติอื่นๆ  คนในแบกแดดไม่ได้ถูกปิดกั้นอย่างที่เข้าใจ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น มันก็อดตะขิดตะขวงใจอยู่เล้กน้อยไม่ได้ ที่ความศิวิวไลซ์ น่ารัน่าใคร่ต้องถูกเชื่อมโยงกัยการรับรู้ตะวันตก  แต่อย่างที่กล่าวนี่เป็นเพียงแต่ข้อสังเกตเล็กๆน้อยๆจากผู้เขียนเท่านั้น

แบกแดดวันนี้  แตกต่างไปจากวันนั้นโดยสิ้นเชิง   จนถึงตอนนี้ ซัดดัม ฮุสเซนถุกประหารชีวิต จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่พบอาวถธร้ายแรงในอิรัก  แม้รัฐบาลสหรัฐจะบอกว่า อิรักกำลังฟื้นฟูประเทศ   แต่ก็อดคิดไม่ได้ ว่าตอนนี้เด็กหญิงฝาแฝดที่เต้นระบำนั้นไปอยู่ที่ไหนเสียแล้ว  แล้วชายคนที่สวดมนต์อย่างไพเราะนั่นเล่า หรือกระทั่ง หน้าหนังสือที่ต้องลมสะบัดไหวอยู่บนพื้นราวกับปกหนังสือร้องเพลง  ตอนนี้เป็นอย่างไรไปแล้ว 

 

วีดีโอชิ้นนี้ และ วิดีโอชิ้นอื่นของPAUL CHAN เคยมาฉายที่CONFERENCE OF BIRDS GALLERY ในกรุงเทพ เมื่อไม่กี่เดือนมานี้

 อ่านเกี่ยวกับงานART AND ACTIVISM ของ PAUL CHAN ได้ที่นี่

http://www.conferenceofbirds.com/Paul.html

อ่านบทความเกี่ยวกับงานชุดนี้ได้ที่นี่ครับ

http://www.conferenceofbirds.com/FineArtsPaul.html