HAPPY - GO LUCKY ( MIKE LEIGH/2008) : โชคดี(เพราะ)มีสุข
posted on 01 Jan 2009 18:32 by filmsick in humanism
ที่จริงแล้วเธอชื่อพอลีน แต่ไม่มีใครเรียกเธอด้วยชื่อนั้น
ทุกคนในชีวิตเรียกเธอว่าป๊อปปี้ ชื่อที่ฟังดูสดชื่นรื่นรมบย์เหมือนเช่นตัวเธอ คุณครูโรงเรียนประถมวัยสามสิบที่ยิ้มง่ายใจดี ชอบอุทานอะไรตลกๆ ชอบสวมชุดรุ่มร่ามสีสันสดใส เธอเหมือนดอกไม้ในแสงแดด โดดเด่นกลางฝูงชน หันไปเมื่อไรก็เห็นยิ้มรื่นทักทายนั่นนี่ พูดขึ้นเสียงสูงๆหัวเราะคิกคัก เธอยังโสด แชร์แฟลตรูหนูอยู่กับเพื่อนสาวโสดที่เป็นครูเหมือนกัน บางคืนเธอออกไปปาร์ตี้ ผับปิดกลับมาก็หัวเราะคิกคักเอานมปลอมมาโยนเล่นกัน เธอยังโสด และแม้ร่างกายจะไม่ฟิตปั๋งเหมือนเมื่อก่อน และเริ่มปวดหลังแล้ว แต่เรื่องชีวิตเธอยังเต็มร้อย
เธอคือตัวละครของMIKE LEIGH ผู้กำกับรุ่นใหญ่ชาวอังกฤษ ที่ทำหนังสะท้อนภาพชีวิตคนชนชั้นแรงงานในอังกฤษได้อย่างน่าทึ่งมาตลอดเวลาหลายสิบปี เขาอาจเป็นที่รู้จักในบ้านเราจากหนังคุณป้าทำแท้งอย่างVERA DRAKE หรือ คุณแม่ผิวขาวกับลูกสาวผิวสีใน SECRET & LIES แต่ในวงการเขาจัดเป็นหนึ่งในสองเสาหลักของวงการภาพยนตร์อังกฤษร่วมสมัย ร่วมกับ KEN LOACH ผู้กำกับที่เล่าชีวิตชนชั้นกรรมาชีพในอังกฤษออกมาได้อย่างสมจริง ในขณะที่ MIKE LIEGH เชี่ยวชาญในการเล่าเรื่องผ่านบทสนทนาของนักแสดงหญิงมากหน้าหลายตามากกว่า
ว่ากันว่า MIKE LEIGH นิยมทำหนังโดยไม่มีบทตายตัว เขาเริ่มต้นจากการคิดโครงเรื่องจากนั้นก็เฟ้นหานักแสดงเพื่อพัฒนาบทร่วมกันและซักซ้อม อจาจจะสักห้าหกเดือนจากนั้นจึงเริ่มลงมือถ่าย พอถึงตอนนั้นนักแสดงจะดำดิ่งลึกลงในตัวละครที่รับบท รู้จักที่มาที่ไปมากพอที่จะอิมโพรไวส์บทสนทนากันออกมา และนั่นเองทำให้หนังของMIKE LEIGH สดใหม่ และเป็นธรรมชาติราวกับกล้องไม่ได้ปรากฏจับตาอยู่
หลังจากเข้มข้นจนเจ็บปวดกับคำถามเชิงจริยธรรมใน VERA DRAKE เมื่อปี 2004 MIKE LIEGH กลับมาพร้อมกับหนังแห่งความรื่นรมย์อย่างHAPPY GO LUCKY เขาโฟกัสชีวิตของสาวโสดครูโรงเรียนประถมของรัฐ ครูแบบที่เป็นคนธรรมดาหาเช้ากินค่ำอาศัยในแฟลตรูหนู แต่ชีวิตของเธอไม่บัดซบ ในทางหนึ่งอาจเพราะเธอมีการงานมั่นคง มีเพื่อนและความสัมพันธ์ที่น่ารัก แต่ในอีกทางหนึ่งมันเพราะวิธกีการมองโลกของเธอ
ป๊อปปี้เป็นคนธรรมดาหาเช้ากินค่ำ เทียบกันตามมาตรฐานของสังคม ชีวิตเธอออาจเป็นชีวิตของสาวขึ้นคานไร้สุข แต่ในความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม หนังเปิดฉากด้วยภาพของป๊อปี้ขี่จักรยานไปตามถนนในชุดประหลาดๆ (จริงๆเธอสวนชุดประหลาดตลอดแหละ) เธอดินเล่นที่ตลาดนัด แวะเข้าร้านหนังสือ(ที่คล้ายๆกับร้านในเรื่องNOTTING HILL ) พยายามทักทายเจ้าของร้านหน้าซีเรียสซ ซึ่งเอาแต่มองเธออย่างเฉยชา เธอหัวเราะขำๆ ออกมาข้างนอก พบว่า จักรยานหายไปแล้ว ที่เธอพูดคือ โอ ฉันยังไม่ได้บอกลามันเลย
เธอมองโลกในแง่ดีเกินไปหรือปล่า อาจจะใช่ แต่แน่นอนในฉากแรกหนังก็สแดงให้เห้นแล้วว่าเธอสดใสอยู่ได้ในโลกอันมืดมนนี้ แค่เพียงฉากแรก อารมณ์ยิ้มละไมของเธอก็ถูกปฏิเสธ แต่เธอไม่เคยรู้สึกเสียหน้าเอแค่ยิ้มๆกับมัน แล้วเดินจากมา เพราะในโลกของเธอ บรรดาเพื่อนสาวยังพร้อมจะออกไปซิ่งกันในยามค่ำ แล้วกลับบ้านเฮาฮาปาร์ตี้กันต่อ
งานของเธอคือการเป็นครูโรงเรียนประถม เธอสอนนักเรียนทำหน้ากากจากถุงกระดาษ เธอทดลองทำเล่นกับรูมเมท(ซึ่งเป็นครูเหมือนกัน) เธอทำเป็นหน้ากากหัวไก่ แล้วบินไปบินมาในห้อง เธอใส่ใจนักเรียน เวลามีปัญหาเธอก็พยายามจะหาทางแก้ไข ในอีกทางหนึ่งเธอก็เป็นนักเรียนด้วยเพราะเพื่อนของเธอพาเธอไปสมัครเรียนเต้าฟลาเมนโก้ คุณครูเป็นสาวสเปนอารมณ์ร้อนแรง สอนให้นักเรียกเต้นฟลาเมนโก้แบบร้อนแรง ดึงเอาความแค้นในตัวออกมา เหมือนกับชาวยิปซีผู้ทนทุกข์จนคิดค้นการเต้นระบพฟลาเมนโก้ แต่ไม่ทันนักเรียนจะได้หัดเต้น ความแค้นของครูก็พรั่งพรูออกมาแทนจนต้องวิ่งปิดหน้าร้องให้หนีไป ไม่เท่านั้นป๊อปปี้อยากขับรถได้เอง เธอเลยไปลงเรียนขับรถ ครสอนขับรถของเธอเป็นชายหนุ่มเก็บกดเจ้าอารมณ์ ที่นึกรำคาญความกระจุ๊กกระจิ๊กของป๊อปปี้ เขาสอนให้เธอมองกระจกส่องหลังและข้างแบบดวงตาของปิรามิด เอน-รา-ฮาห์ เอน-รา-ฮาห์ บอกให้เธฮท่องตาม ป๊อปปี้ท่องทั้งขำๆ และเขาโวยวายเอากับการสวมรองเท้าบู๊ตของเธอ เขาว่ามันไม่เหมาะกับการขับรถ แต่ลึกๆป๊อปปี้คิดว่าเขาเป็นคนดี ทุกวันเสาร์ตอนเที่ยงเธอเรียนขับรถกับเขา ซึ่งจะสอนไปก่นด่าเธอและโลกไปด้วย ขณะที่ป๊อปปี้ได้แต่ยิ้มขำขัน
ป๊อปปี้มีน้องสาว คนหนึ่งแต่งงานไปแล้วย้ายไปอยู่บ้าริมทะเลกับสามี เธอกำลังท้องและเครียดเรื่องอนาคตเธอบ่นว่าป๊อปปี้ยังไม่มีอนาคต แต่น้องสาวอีกคนบอกว่าไม่จริง น้องสาวคนนี้สนิทกับป๊อปปี้และยังเรียนมหาลัยใช้ชีวิตรักๆเลิกๆไปเรื่อยๆ แต่ไม่ว่ากับใครป๊อปปี้ก็ไม่ตัดสิน คนอื่นอาจคิดว่าชีวิตเธอเศร้า แต่เธอก็มีความสุขดีโดยไม่ต้องรอให้ใครมาบอกว่าเธอมีความสุข
อย่างไรก็ตามมีอยู่ฉากหนึ่งหนังสรุปชีวิตของป๊อปปี้ไว้อย่างน่าสนใจ คืนหนึ่งเธอเดินไปตามถนนและพบชายจรจัดคนหนึ่งเขาพูดติดอ่าง เหมือนที่เธอชอบอุทานตลกๆ ถ้าเป็นคนอื่นคงเดินหนี แต่ป๊อปปี้เดินตามชายคนนั้นเข้าไปในที่เปลี่ยวแล้วตั้งใจฟังที่เขาพูด แน่นอนเธอไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรแต่ที่สำคือเธอตั้งใจที่จะฟัง และในฉากนั้นเองเราได้เรียนรู้ว่า บางที ถ้าป๊อปี้ไม่ได้เป็นแบบที่เธอเป็น เ)นคุณครูยิ้มง่ายกะเปิ๊บกะป๊าบที่รักทุกคน เธออาจจะต้องลงเอยแบบชายจรจัด ที่เอาแต่พูดติดขัดซ้ำไปซ้ำมา หลังจากฉากนั้นป๊อปปี้รู้สึเศร้าสร้อยเธอเดินกลับบ้าน แล้วเพื่อนเธอถามว่าไปไหนมา เธอตอบว่าไปดวงจันทร์
หนังให้เวลามากมายกับการเรียนขับรถของป๊อปปี้ (มากกว่าฉากเธอกุ๊กกิ๊กกับหนุ่มนักสังคมสงเคราะห์ด้วยซ้ำ ) สกอตตี้ครูสอนขับรถเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามของป๊อปปี้ สก๊อตตี้เก็บกด เจ้าระเบียบ และก่นด่าโลกทั้งใบเสียไม่มีดี (เขาเรียกระบบการศึกษาว่าสอนให้คนเป็น ‘นักโทษของสมองข้างซ้าย') ป๊อปปี้นิ่งฟังเขาและแอบเห็นเป็นขันตลอดเวลาเว้นแต่ครั้งหนึ่งที่เธอลุกขึ้นมาประท้วงเพราะเขาสั่งให้ล๊อครถเนื่องจากเห็นคนดำขี่จักรยานมา (ในขณะที่ป๊อบปี้กับเพื่อนแอบกรี๊ดหมอผิวสีที่รักษษอาการปวดหลังของเธอ) หนังแสดงให้หเนว่าวิธีการที่ดีที่สุดที่เราจะผเชิญหน้ากับคนแบบที่เราเหลือจะมนไม่ใช่การตอบโต้แต่เป็นการรับฟังเขา ยิ่งการขับรถดำเนินไปมันก็คล้ายป๊อปปี้จะหลอมละลายน้ำแข็งในใจ ของสก๊อตตี้ได้ ถ้าเป็นหนังเรื่องอื่นมันอาจจะลงเอยแสนหวาน แต่หนังของMIKE LEIGH นั้นอยู่ในโลกจริงมากกว่าโลกโรแมนติคทุกอย่างจึงต่างไป และมันกลายเป็นบทเรียนอีกครั้งของป๊อปปี้ ว่าตอ่ให้เธอมองโลกในแง่ดีขนาดไหนเธอก็ไม่สามารถรับเอาทุกคนเข้ามาในชีวิตได้
หากหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงหนังของคนมองโลกในแง่ดีเท่านั้น หนังยังแสดงภาพตั้งคำถามและข้อสังเกตเกี่ยวกับ ‘การศึกษา'ได้อย่างน่าทึ่งอีกด้วย เพราะจะว่าไปแล้วหนังทั้งเพราะหนังทั้งเรื่องวนเวียนอยู่กับการเรียนการสอน เราเห็นป๊อปปี้ในฐานะคุณครู ต่อมาเราเห็นเธอในฐานะนักเรียน อย่างน้อยก็ในชั้นเรียนเต้นฟลาเมนโก้ และบนรถหัดขับของสก๊ออตตี้ หนังแสดงภาพครูสามประเภท ทตั้งแต่ครูประเภทยึดกฏเกณฑ์แบบสก๊อตตี้ ครูประเภทยึดตนเองแบบครูฟลาเมนโก้ และครูแบบป๊อปปี้ที่ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ขณะเดียวกันก็มีบทเรียนสามแบบนั่นคือบทเรียนแบบสร้างสรรค์ในการทำหน้ากากจากถุงของป๊อปปี้ บทเรียนเต้นฟลาเมนโก้ที่ต้องใช้อารมณือันรุนแรงแบบของคุณครูฟลาเมนโก้ และบทเรียนตายตัวแบบบทเรียนการขับรถของสก๊อตตี้ หนังไม่ได้บอกว่าครูแบบป๊อปปี้ดีที่สุด หรือครูแบบสก๊อตตี้แย่ที่สุด แต่หนังแสดงให้เห็นว่าเราทุกคนล้วนเป็นนักเรียนและครูของกันและกัน อย่างน้อง เอน รา ฮาห์ ของสก๊อตตี้ก็ส่งผลให้เธอขับรถโดยไม่ลืมดูกระจกมองหลัง เธออาจเป็นครูที่ดี แต่เธอเป็นนักเรียนไม่เอาไหนของสก๊อตตี้ และบทเรียนเต้นฟลาเมนโก้ ที่ต้องเอาพลังแห่งความเคียดแค้นอาจะจะเป็นบทเรียนที่ไม่เหมาะกับป๊อปปี้ (คนแบบเธอจะเอาเรื่องที่ไหนมาคิดแค้นใจ) คล้ายกับหนังจะบอกกลายๆว่ามันไม่ได้มีมาจรฐานตายตัว นักเรียนแบบหนึ่งต้องการครูแบบหนึ่ง และบทเรียนแบบหนึ่ง เราไม่อาจบังคับให้ใครเรียนบทเรียนที่ไม่เหมาะกับเขา โดยครูที่ไม่เหมาะกับเขาได้ นั่นเองที่ทำให้ป๊อปปี้ต้องตามนักสังคมสงเกคราะห์มาช่วยดูนักเรียนในห้องของเธอ
โลกนี้คือโรงเรียนอันกว้างใหญ่และเราทุกคนเป็นทั้งครูกับนักเรียนให้แก่กัน ชีวิตของป๊อปปี้อาจสอนเราแบบนี้(หนังได้การแสดงในระดับที่ต้องกราบกันเลยทีเดียวของSALLY HAWKINในบทป๊อปปี้ อย่าแปลกใจถ้าเธอจะเดินสายเก็บรางวัลตลอดปีนี้ ซึ่งอาจรวมถึงออสการ์ด้วย และเธอสมควรได้รับแล้ว) และหนังเรื่องนี้คือบทเรียนอันละมุนละม่อม ในการพูดถึงโลกของการมองโกลในแง่ดี หนังไม่ได้บอกว่าคนมองโลกในแง่ดีนั้นน่ารำคาญและต้องประสบกับความฉิบหาย แต่หนังก็ไม่ได้หวานใสเชิดชูการมองโลกในแง่ดีว่ามันจะเปล่ยนแปลงทุกสรรพสิ่ง หนังเพียงพูดเรื่องที่ชื่อเรื่องต้องการจะบอก HAPPY -GO LUCKY คนที่มีความสุขก็มีโอกาสที่จะเป็นคนโชคดี โชคไม่ได้ทำให้คนมีความสุข แต่คนที่มีความสุขก็มักจะมีโชค เหมือนอย่างที่เพือ่นสาวบอกเอาไว้ตอนท้ายเรื่อง
SALLY HAWKINS +MIKE LEIGH
เวนดี้เดินทางโดยรถบุโรทั่งของเธอไปพร้อมกับลูซี่สุนัขเพศเมีย ทั้งคู่มุ่งขึ้นเหนือหมายจะไปตายเอาดาบหน้าที่อลาสก้า ที่นั่นมีโรงงานปลากระป๋องและเวนดี้ตั้งใจจะไปเริ่มต้นใหม่ในโรงงานที่นั่น เธอมีเงินเหลือเก็บอยู่จำนวนหนึ่งตอนที่แวะพักที่เมืองเล็กๆชุมทางรถไฟ เธอเดินเล่นไปกับหมาคู่ใจ ระหว่างทางมันหนีหายไป เธอออกตามหามันจนดึกดื่น เห็นมันไปอยู่กับกลุมคนจรจัดที่นั่งผิงไฟ พวกเขาถามว่าเธอจะไปไหน แล้วก็เริ่มเพ้อๆกันถึงอลาสก้า เธอกลัวแต่แกล้งกล้า สุดท้ายเธอพาลูซี่ไปนอนในรถบุโรทั่งของเธอที่จอดไว้ในลานจอดรถ เธอนั่งนับเงินเก็บและหักลบจำนวนไมล์ที่ต้องเดินทางก่อนจะเคลิ้มหลับไป แต่ยังไม่ทันจะตื่นยามชราก็มาเคาะกระจกบอกให้เธอเอารถไปจอดที่อื่น เพราะถ้าเธอจอดรถที่นี่เขาจะซวย แต่รถเธอสตาร์ทไม่ติด เขาเลยช่วยเธอเข็นมันมาจอดริมฟุตบาท เธอถามหาอู่ เขาบอกว่าอยู่อีกฟากถนน เธอถามหาซุปเปอร์มาร์เกต เขาบอกว่าอยู่ไม่ไกล เธอจูงลูซี่ไปซูเปอร์มาร์เกต ที่นั่นเอง เรื่องเริ่มเลวร้ายลง เธอเจอคดีขโมยของ ถูกกักตัว และลูซี่หายตัวไป ไม่มีหมา รถเสีย ไม่มีเงินเหลือมากนัก เวนดี้วนเวียนตามหาลูซี่ของเธอในเมืองเล็กๆนี้อย่างสิ้นหวัง