humanism


บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์ทั้งหมด

 

ย้อนกลับไปปลายราชวงศ์ชิง ช่วงบ้านเมืองระส่ำระสาย รางวงศ์ภายใต้การนำของซูสีไทเฮาพยายามรักษาอำนาจเดิมของตนด้วยการพยายามจะกำจัดนักคิดหัวก้าวหน้าประชาธิปไตยอย่างดร.ซุนยัดเซ็น ปี 1906 ดร.ซุนยัดเซ็นเดินทางจากญี่ปุ่นมาเกาะฮ่องกงซึ่งเป็นเขตเช้าอังกฤษ โดยมีจุดมุ่งหมายมาประชุมเตรียมการกับตัวแทนของแต่ละมณฑล   ราชสำนักส่งมือสังหารชั้นยอดมาเพื่อลอบสังหารซุนยัดเซน และในห้วงเวลานั้นเองชะตากรรมก็พัดพาคนหลากหลายชนชั้นให้เข้ามาอยู่ร่วมในปฏิบัติการก่อนการก่อการปฏิวัติ

 

หนังโฟกัสไปเฉพาะเหตุการณ์ช่วงก่อนการมาถึงขอซุนยัดเซน และบรรดาผู้คนที่หมุนไปรอบๆเหตุการณ์นั้นจวบไปจนจบสิ้นภารกิจพิทักษ์ซุนยัดเซน บรรดาผู้คนที่มีแกนนำเป็นนักหนังสือพิมพ์ ผู้ซึ่งเป็นมิตรสนิทของซุนยัดเซน และมีนายทุนหนุนหลังเป็นท่าคหบดี ที่กำลังฉลองใหญ่ให้กับลูกชายหัวแก้หัวแหวนที่เพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยของอังกฤษได้  โดยมีกองกำลังพะบู๊เป็นกลุ่มนักแสดงงิ้วลึกลับที่เดินทางมาฮ่องกงเพื่อลี้ภัยการเมืองหลบซ่อนเปิดแสดงงิ้ว  หากในขณะเดียวกันราชวงศ์ชิงก็ส่งมือสังหารเหี้ยมโหดซึ่งนำโดยอดีตศิษย์เอกที่ตอนนี้ยืนกันคนละข้างกับอาจารย์เสียแล้ว  ในขณะเดียวกัน ยังมีผู้คนอีกกลุ่มที่ถูกชักนำให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับภารกิจครั้งนี้ ตั้งแต่ คนลากรถบ้านท่านคหบดีที่มาจากชนชั้นล่างสุดและมุ่งหมายเพียงปกป้องนายของตน และเฝ้าฝันถึงคนรักลูกสาวช่างถ่ายรูป เด็กสาวลูกเจ้าของโรงงิ้วที่เข้าร่วมเพื่อล้างแค้นให้พ่อและชาวตณะที่ถูกสังหารหมู่อย่างเหี้ยมโหด คนขายเต้าหู้เหม็นที่ชื่นชมอุดมาการณ์ต้านฝรั่งของท่านคหบดี ขอทานอดีตคุณชายที่ชีวิตพังพาบเพราะหลงรักหญิงต้องห้ามนางหนึ่ง ตำรวจชั้นเลวผีพนันที่ถูกดึงเข้ามามีเอี่ยวเพียงเพราะต้องการช่วยคนรักที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน  บรรดาผู้คนมากหลาย ร่วมอยู่ในปฏิบัติการคุ้มภัย ซุนยัดเซน ปฏิบัติการซึ่งแลกด้วยเลือดและความสูญเสียอันไม่สุดสิ้น

 

ภาพยนตร์โดย TEDDY CHAN ผู้กำกับหนังฮ่องกงเจ้าของหนังอย่าง PURPLE STROM (พายุเดน) และ หนังเฉินหลงอย่างACCIDENTAL SPY (วิ่งระเบิดฟัด) หรือหนังหลิวเต๋อหัวเดี๋ยวเด็กเดี๋ยวแก่ จะว่าไปหนังของเขาก็เข้าฉายเมืองไทยเกือบทุกเรื่อง (เข้าใจว่าออกแผ่นในเมืองไทยครบด้วยซ้ำ) แต่เราก็ไม่คุ้นเคยกับเขามาก่อนจนกระทั่งหนังเรื่องนี้ (ซึ่งใครต่อใครรวมถึงผู้เขียน เข้าใจไปว่าเป็นหนังของปีเตอร์ ชาน) ซึ่งจริงๆหนังก็มีเงานของปีเตอร์ ชานที่ทอดสืบต่อมาจาก WARLORDS อยู่ไม่น้อย เพราะถึงแม้ WARLORDS จะรีเมคหนังเก่าของจางเชอะ แต่หนังก็กลับเล่าประเด็นย้อนกลับประเด็นที่จางเชอะทิ้งไว้อย่างน่าสนใจด้วยการวิพากษ์ความเชื่อเก่าของชาวจีนว่าด้วยคุณธรรมน้ำมิตรในช่วงราชวงศ์ชิง กระทั่งมาถึงหนังเรื่องนี้ที่เล่าเรื่องราวในเวลาซึ่งเชื่อมต่อกันมาและหนังก็ทำหน้าที่วิพากษ์ อุดมการณืการปฏิวัติอย่างแยบคายมากกว่าจะเชิดชูมัน

 

สิ่งแรกที่หนังกล่าวกับผู้ชมตรงๆคือ การปฏิวัติไม่เคยสำเร็จลงได้โดยคนชนชั้นใดชนชั้นหนึ่งเพียงชนชั้นเดียว หากมันเกิดจากผู้คนหลากหลายที่มา ตั้งแต่คหบดีไปจนถึงยาจกขอทาน ชาวบ้านธรรมดา หรือข้าราชการ กลไกที่ผลักการปฏิวัตเกิดจากการ่วมใจของผู้คนมากหลายเกินกว่าที่จะยึดกุมเอาวาทกรรมผู้ก่อการไว้ที่คนชนชั้นเดียว ไม่ว่าจะเป็น กรรมกร นักศึกษา หรือนักวิชาการ  เพราะทุกสัดส่วนล้วนถูกขับเคลื่อนไปพร้อมกันผลักกงล้อประวัติศาสตร์ให้เคลื่อนไป โดยบางคน(หรือหลายต่อหลายคน)จำต้องยอมให้กงล้อประวัติศาสตร์นี้เบียดบีฑาทับร่างของตน

 

เพราะในขณะที่อุดมการณ์ขับเคลื่อนผู้คน หนังแสดงให้เห็นว่าเอาเข้าจริงๆแล้วคนที่พากันมาตายในภารกิจครั้งนี้ ไม่ได้กอปรขึ้นเพียงจากคนที่มีอุดมการณ์ลึกซึ้งเกี่ยวกับประชาธิปไตย พวกเขาหลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะถูกพามาตายที่นี่ ชายลากรถไม่ได้มาเพื่อปกป้องประชาธิปไตย เขาเขียนไม่ออกอ่านไม่ได้ด้วยซ้ำ(ฉากหนึ่งเขาขอให้หญิงคนรักช่วยอ่านหนังสือของซุนยัดเซนให้เขาฟัง เขารู้เพียงเขาจะไปช่วยคนที่เขียนหนังสือเล่มนี้)  ชีวิตเขามีเพียงนาย และนายน้อยผู้มีพระคุณ นายผู้ซึ่งเดินเข้าไปขอเมียให้เขาทันทีที่เขากล่าวถึง  เขาทำเพียงปกป้องนายเขาจนนาทีสุดท้าย เฉกเช่นเดียวกับเด็กสาวที่ต้องสูญเยคนทั้งครอบครัวให้กับการปฏิวัติ เธอไม่คยรู้ว่าทำไมพ่อของเธอถึงต้องพาชาวคณะงิ้วเร่ร่อนไปยังเมืองต่างๆ สำหรับเธอการปฏิวัติได้ทำลายชีวิตของเธอด้วยซ้ำ และการเข้าร่วมภารกิจของเธอเป็นไปเพียงเพื่อล้างแค้นแทนครอบครัวของตนเช่นนั้น ในขณะที่เจ้ายักษ์ปักหลั่นคนขายเต้าหู้ทอด เข้าร่วมภารกิจนี้ด้วยเพียงชื่นชมท่านคกบีดที่กล้าต่อกรกับคนของจักรภพอังกฤษ ที่ครอบครอง(ผ่านการเช่าซื้อ)เกาะฮ่องกง ผลักชาวบ้านให้กลายเป็นพลเมืองชั้นสอง นี่ยังไม่ร่วมถึงนายตำรวจผีพนัน ที่ตัดสินใจเข้าร่วมเพียงเพราะค้นพบความลับเกี่ยวกับคนรักของเขาในอดีต และเขาหวังเพียงปกป้อง ‘อนาคตส่วนบุคคล' ของเขาเท่านั้น หรือที่หนักไปกว่านั้นคืออดีตคุณชายที่สิ้นเนื้อประดาตัวเพียงเพราะหลงรักผู้หญิงต้องห้าม เขาตัดสินใจเข้าร่วมภารกิจนี้เพียงเพื่ไถบาปส่วนบุคคล เพื่อหลุดพ้นไปจากโลกนี้เสียที

 

บรรดาผู้คนเหล่านี้ต่างพากันพาเหรดเข้าสู่ความตายเพื่อปกป้องคนที่เขาไม่รู้จัก สิ่งซึ่งยังไม่มีชื่อเรียกในสังคมที่เขาอยู่อาศัย ในขณะเดียวกัน บรรดาผู้คนที่เปี่ยมอุดมการณ์ในภารกิจครั้งนี้ กลับทำหน้าทีเป็นเพียงคนที่คอยดูอยู่ไม่ไกล หรือและท้ายที่สุดไม่ได้จบชีวิตลง อย่างไรก็ดี ทุกคนก็ล้วนสูญเสีย

 

ในทางกลับกันหัวหน้ามือสังหารผู้โหดเหี้ยม ก็ไม่ใช่เพียงตัวชั่วช้าที่คลั่งชาติ หากเขาเองก็รับใช้อุดมการณ์อีกชนิดหนึ่งบ ในฉากสำคัญของเรื่องเขาปะทะคารมกับอาจารย์ของตนเองอย่างเผ็ดร้อนว่าเหตุไฉนคนที่เรียนมาแบบตะวันตกอย่างเขากลับแปรใจไปสวามิภักดิ์ราชวงศ์สมมติเทพที่กดขี่บีฑาผู้คน หากถูกสวนกลับมาว่า เป็นเพราะการเรียนแบบตะวันตกนี้เองที่ทำให้เขาได้ค้นพบว่าพวกฝรั่งมังค่าหาเคยให้อะไรกับเรานอกจาการกดขี่ไม่!  แม้การกลับไปรับใช้ราชวงศ์เพื่อต้านฝรั่งของเขาอาจฟังดูพิลึกพิลั่น (ยิ่งเมื่อเรามองผ่านแว่นตาของประชาธิปไตย)  แต่ใช่หรือไม่ว่านี่คือการรับใช้อุมดการณ์อีกชนิดหนึ่งซึ่งต่างออกไป และกระทั่งจวบลมสุดท้ายของหายใจเขาก็ยังเพรียกขานว่าได้รับใช้ชาติ

 

การปะทะกันในครั้งนี้ จึงไม่ได้มีต้นตอของเหตุการณ์อยู่ร่วมด้วยเลย พระนางซูสีไทเฮาสั่งการอยู่ในแผ่นดินแม่ ขณะที่ซุนยัดเซนก็ถูกพิทักษ์เอาไว้อย่าแน่นหนา บรรดาผู้คนที่ลงสนามพากันมาตายตามท้องถนน ล้วนเป็นเพียงเหล่าคนเล็กคนน้อยซึ่งที่แท้ล้วนต่างมาเพื่อรับใช้อุมดารณืส่วนตนของตัว พวกเขาและเธอผู้ซึ่งตายตกบางคนอาจกลายเป็นวีรบุรุษ (ส่วนที่น่าสนใจคือการที่หนังขึ้นชื่อปีเกิดและปีตายของตัวละครหลักๆซึ่งหากหนังมุ่งเชิดชูคนเล็กคนน้อย การกระทำนี้ก็น่าขัน เพราะมีคนเล็กคนน้อยอีกจำนวนมากที่ตายในหนังโดยไม่ได้รับการอ้างถึง และต่อให้คิดว่าคนเหล่านี้เป็นภาพแทนของคนอื่นๆ มันก็ยังนับได้ว่าหนังพยายามจะเชิดชูพวกเขาให้โดดเด่นขึ้น ) บางคนกลายเป็นตัวชั่วช้า หากทั้งหมดทั้งมวลล้วนจะถูกจดจารด้วยมือของผูนะ และทั้งหมดทั้งมวลนั้นหาได้มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าการสูญเสียที่ไม่อาจเรียกคืนได้

 

ฉากไคลแมกซืของเรื่องบนทางลาดลงเนินนั้นกล่าวชัดถึงประเด็นนี้ เพราะในฉากนี้เราได้เห็นการรีเมคฉากสำคัญของโลกภาพยนตร์อย่างฉากบันไดโอเดสซ่าในหนังเรื่องBATTLESHIP POTEMKINอีกครั้ง ในต้นฉบับนั้นรถเข็นเด็กคันหนึ่งไหลเลื่อนลงไปบนบันไดในห้วงขณะที่กลุ่มทหารตบเท้าเข้าไล่ฆ่าประชาชน ในครั้งนี้ รถลากของนายน้อยก็ลื่นไถลไปตามทางลาด ตามติดโดยมือสังหารที่เข้าใจว่าในรถนั้นคือซุนยัดเซนก่อนจะลงมือปลิดชีพอย่างเหี้ยมโหด  ในทางหนึ่งนายน้อยเป็นเฉกเช่นเดียวกับทารกบนรถเข็น เขาคือตัวแทนความบรสุทธิ์ เด็กหนุ่มวัยรุ่นซึ่งกำลังจะไปเรียนต่อเมืองนอก เข้าร่วมในภารกิจที่ไม่มีทางออก ความตายของนายน้อยคือบทจบของการปฏิวัติ นั่นคือ ‘การตายลงของความบรสุทธิ์' เมื่อสิ่งนั้นสูญสิ้น ก็ไม่เหลืออะไรอีกต่อไป ภารกิจทั้งหมดจบลงตรงนี้ จบลงตรงความสูญเสีนที่ไม่อาจเรียกคืนของคหบดี และของนักปฏิวัติสายตาสั้น อาจจะรวมถึงของชายผู้ต่อสู้เพื่อต้านฝรั่ง แต่คงไม่ใช่ของราชสำนักที่อยู่ไกลออกไป

 

 

แม้ฟังดูเหมือนหนังเรื่องนี้จะมีประเด็นอันหนักแน่น แต่ที่จริงแล้วตัวหนังนั้นออกแบบมาให้เป็นหนังฮ่องกงบลอคบัสเตอร์ชั้นดี แฟนคลับของดอนนี่ เหยิน จะได้ดูเขาพะบู๊แบบ นันสตอปในชั่วมโมงท้ายของเรื่อง (ฉากาการต่อสู้ด้วยรูปปั้นเทพเจ้านั้นน่าสนใจมาก) ในขณะเดียวกันหากชื่นชมหนังชวนกดดันอย่างINFERNAL AFFAIR ชั่วโมงแรกของหนังก็ทรงประสิทธิภาพยิ่งในการสร้างอารมณ์กดดันอันมหาศาล หนังมีพลังดาราใหญ่ที่อาจจะขาดบ้างเกินบ้าง (โดยเฉพาะในรายของหลี่หมิง) และมีการแสดงชั้นยอดของเซียะถิงฟงในบทไอ้หนุ่มรถลาก (ปกติผมไม่ได้ชอบเขาในฐานะนักแสดงมากนัก) และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง WANG XUEQI ในบทท่านคหบดี ที่เล่นได้ทรงพลังอย่างยิ่ง (มีช่วงหนึ่งที่หนังทั้งเรื่องมีท่านคหบดีเป็นแกนกลาง) ตัวหนังโดยรวมอาจไม่ใช่หนังชั้นเลิศในแง่ของการเป็นหนังการเมือง แต่นี่คือหนังที่บันเทิงอย่างเต็มที่และกล้าหาญในการเล่าเรื่องอย่างยิ่ง

 

ฉากปิดท้ายของเรื่องคือภาพของซุนยัดเซนซึ่งยืนอยู่บนเรือสำเภา ที่ค่อยๆลอยแล่นออกไกลจากเกาะฮ่องกง หนังตัดไปที่ดวงตารื้นน้ำตาของเขาที่ยืนมองแผ่นดินไกลออกไป ฉากนี้นำเราไปสู่คำถามและความหมายของการปฏิวัติอีกครั้ง จริงๆแล้วฉากนี้ออกจะเป็นฉากสามัญดาษดื่นที่มีขึ้นเพื่อเชิดชูความอ่อนไหวของนักปฏิวัติผู้ซึ่งในที่สุดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน  นำการจบสิ้นมายังระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในประเทศจีน (ก่อนที่หลายสิบปีต่อมาจะถูกผ่องถ่ายเปลี่ยนมสือไปสู่สังคมนิยมใต้การนำของประธานเหมา) หากในอีกทางหนึ่งฉากนี้กลับพาเราย้อนกลับไปหาความตายของบรรดาผู้คนมากมายตลอดเรื่อง  หรือย้อนไปไกลได้ถึงประเด็นหลักที่อยู่ในหนังอีกเรื่อง สิ่งที่LAV DIAZ เคยทำไว้ในหนังเรื่อง MELANCHOLIA ในหนังเรื่องนั้น LAV บอกกับคนดูให้เห็นว่าถึงที่สุดแล้วการต่อสู้ทางการเมือง การปฏิวัติใดๆ หาได้ทิ้งสิ่งยิ่งใหญ่อันใดเอาไว้นอกไปเสียจากความเสร้ารันยทดอันยิ่งใหญ่ซึ่งกดทับเราไปชั่วนิรันดร์ ตัวการปฏิวัติเองที่แท้ก็เกิดขึ้นมาจากความเศร้ารันทดอันใหญ่หลวง การถูกทำลายให้ย่อยยับไปโดยผู้ซึ่งมีอพนาจมากกว่า ความเศร้ารันทดปลุกเร้าผู้คนให้ลุกขึ้นต่อสู้ ซึ่งถึงที่สุดแล้วกระทั่งชัยชนะ (อันไม่เคยจีรังยั่งยืน)ก็ไม่ได้ให้อะไรเรามากไปกว่าความรันทดหดหู่ที่ไม่อาจเรียกคืนได้  และในน้ำตาของซึนยัดเซ็น ผมมองเห็นความรันทดหดหู่ชนิดนั้น ซึ่งบางทีนี่คือคำสาปของกาเกิดมาเป็นมนุษย์ก็เป็นได้

 

หมายเหตุ ชื่อบทความจากชื่อหนังสือ ‘อุดมการณ์บนเส้นขนาน' โดย อรุณมัย 

ขอขอบคุณ ไกรวุฒิ จุลพงศธร สำหรับการแลกเปลี่ยนประเด็นในหนังเรื่องMELANCHOLIA

THE APE WOMAN (MARCO FERRERI/1964) ธิดาวานร

posted on 24 Feb 2009 01:37 by filmsick  in humanism

 

ระหว่างฉายไสลด์ ‘บาทหลวงตะลุยป่าดงดิบ'ในสำนักนางชี พร้อมคำบรรยายจากท่านบาทหลวงตัวจริงที่แสดงให้เห็นความเถื่อนถ้ำไรอารยะของพวกคนป่า ANTONIO พ่อหนุ่มคนฉายไสลด์ เกิดอาการง่วงเหงาหาวนอนจนฝาดนางชีให้ช่วยดูไสลด์ขณะตนลอบหลบลงไปในโรงครัวเพื่อหาอะไรกินสักเล็กน้อย ที่นั่นเองเขาได้พบกับเธอ

 

เธอคือ MARIA เด็กสาวที่เกิดและเติบโตในสำนักนางชี ห่อตัวมิดชิด จมเป็นนางก้นครัวโดยไม่เคยก้าวพ้นออกไป ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะหล่อนมีขนยุ่บยั่บทั้งตัวน่ะสิ !  ANTONIOยื้อของดูใบหน้าหล่อน เขาไม่แตกตื่นแต่คิดการณ์ใหญ่ในหัว เขาบอกกับหล่อนว่าที่แท้แล้วเขาคือยายหน้าดารา เขาคิดว่าความ ‘พิเศษ'ของหล่อนนั้นมีคุณค่ามหาศาล เขาจะปั้นให้หล่อนเป็นดาวจรัสฟ้า พาหล่อนโบยบินไปรอบโลก

 

แต่รอบโลกที่ว่าหมายถึงการพาหล่อนออกมาจากสำนักนางชี ไปอาศัยในตึกแถวโทรมๆ เขาซื้อต้นไม้มาต้นหนึ่ง แล้วบอกให้หล่อนแต่งตัวเป็นเจ้าหญิงแห่งพงไพร ทั้งสองช่วยกันสร้างสรรค์การแสดงอันตื่นระทึกสำหรับผู้ชมที่เสียเงินจำนวนเล็กน้อยเพื่อรับชม ‘ธิดาวานร' เพื่อการณ์นั้นMAAIA จะถูกจังในกรง ปีนป่านไปตามต้นไม้ แสร้างว่าเป็นสัตว์บรรพกาลที่ไม่รู้จักภาษามนุษย์ กราดเกรี้ยวกรีดร้อง แต่หลังจากผู้ชมกลับไป MARIA กลายเป็นนางก้นครัวคนเดิม หล่อนทำกับข้าวดูแลบ้านช่องให้ ANTONIO   บ่นตัดพ้อเรื่องผู้ชมเพศชายแอบลวนลามตอนจับตัวหล่อน  ABTONIO มองเห็นหล่อนเป็นเพียงหญิงรับใช้ แต่เขาลืมไปว่าMARIA ก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งหล่อนมีหัวใจ และอาจหลงไหลปฏิพัทธิ์ต่อตัวเขา  ครั้งหนึ่งหลังจากหมดความอดทน MARIA หนีเขากลัสำนักนางชี เขาไปตามตัวหล่อนและลงเอยด้วยการแต่งงาน เปิดฉากชีวิตสมรสผิดประหลาด เพราะต่อมาMARIA กลายเป็นนางโชว์โป๊ ยอดนิยม เขาและเธอได้เดินทางไปไกลถึงปารีส แต่อะไรต่อมิอะไรก็ไม่ใช่ว่าจะจบลงได้อย่าสุขสมหรอกนะ

 

ภาพยนตร์จากปี 1964   โดย MARCO FERRERI ผู้กำกับอิตาลีชั้นครูที่ตกสำรวจ หนังของFERRERI (รวมถึงตัวเขาอาจถูกพูดถึงน้อยกว่าเพื่อนร่วมชาติอย่างFELLINI หรือ ANTONIONI )  แต่ไม่ได้หมายความว่าหนังของเขาอ่อนด้อยกว่าแต่อย่างใด เราอาจจะรู้จักหนังดังๆของเขาอย่าง LE GRAND BOUFFE (อ่านเพิ่มเติมได้ใน FILMVIRUS 4 สางสำแดง) หาก THE APE WOMAN จัดเป็นหนังยุคแรกของเขาที่ควรค่าแก่การชมเป็นอย่างยิ่ง

 

หนังดำเนินเรื่องตามรูปแบบหนังโบราณ เล่าเรื่องตรงไปตรงมา  จากต้นไปจนจบย มองผาดเผินมันอาจเป็นเพียงหนังเล่าเรื่องผู้หญิงมีขนและชีวิตระกำของเธอจากนางก้นครัว ไปสู่ธิดาวานร นางระบำโป๊พันธุ์พิลึกจนกลายไปเป็นแม่คน และมีความสุขตามอัตภาพ เป็นการง่ายที่เราจะเรียงลำดับจากชีวิตของMARIA ผู้ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเจ้าของเรื่อง แต่ผ่านมุมมองของFERRERI ดูเหมือนว่าคนที่เขาสนใจกลับเป็นฝ่ายชายอย่างANTONIO และความสัมพันธ์พิลึกพิลั่นของคนทั้งคู่มากกว่า

 

หนังอาจแสดงภาพคร่าวๆในเบื้อต้นว่า MARIAมีใจให้ ANTONIO ค่าที่เขาพาเธอออกมาจากสำนักนางชี แม้เขาจะพาเธอมาใช้เยี่ยงทาส แต่เธอก็รู้สึกผูกพันกับเขา  จนเมื่อเธอทนให้เขาบังคับขู่เข็ญไม่ได้ เธอจึงหนีกลับไป  ช่วงแรกนี้ฟังดูเหมือนเรื่องแบบหญิงสาว(ที่อาจไม่สมประกอบ)ในมือคนโฉด (ชวนให้ระลึกถึงLA STRADA ของFELLINI ) แต่ในเวลาต่อมาเมื่อ ANTONIO ไปตามตัวเธอจากแม่ชี แลกด้วยการต้องแต่งงานกับเธอเพื่อให้เธอเป็นภรรยาตามกฏหมาย เขาถึงจะสามารถอยู่กับเธอได้ตามลำพัง ANTONIO ชายกักขฬะ บังคับให้เธอร้องเพลงสวดตลอดทางจากสำนักนางชี ซึ่งMARIA ก็ทำไปทั้งน้ำตา

 

ยิ่งในเวลาต่อมา เขาสบช่องทางด้วยการทำให้ MARIA กลายเป็นนักเต้นระบำโป๊ที่มีขนคนแรกของอิตาลี โด่งดังจนทั้งคู่ได้บินไปแสดงโชว์ที่ปารีส  นี่คือช่วงเวลารุ่งโรจน์ แม้MARIA จะรู้สึกผิดที่ในที่สุดจากเด็กสาวเคร่งศาสนาเธอกลายเป็นนางระบำ แต่เขาทั้งคู่ก็ดูมีความสุข จากเพื่อนร่วมงานพวกเขากลายเป็นคู่สามีภรรยา แม้MARIA ต้องห่อตัวในเสื้อคลุมมิดชิดตลอดเวลา นั่นจนกระทั่งMARIA ตั้งครรภ์ขึ้น  ความสัมพันธ์ของANTONIO กับMARIA ไม่อาจเรียกง่ายๆว่าความรัก ในทางหนึ่งMARIA เป็นเหมือข้าช่วงใช้ และ ขุมเงินขุมทองที่ ANTONIO ใช้ประโยชน์ แต่ในอีกทางหนึ่งดูเหมือนMARIA ก็พึงใจในรูปความสัมพันธ์นี้ อาจกล่าในอีกทางหนึ่งว่าความสัมพันธ์ทั้งรักทั้งชังของคนทั้งคู่เป็นความสัมพันธ์แบบซาดิสต์มาโซคิสต์ ที่ฝั่งสตรีนิยมอาจจะรู้สึกอึดอัดขัดข้องอย่างยิ่ง

 

แต่การณ์กลับเปลี่ยนแปลงไปเมื่อMARIA คลอดลูก   ลูกของเธอไม่ได้มีขนขณะเดียวกันขนของเธอก็ร่วงหล่นไปด้วย  จนในที่สุด MARIA กลายเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดา ชิวตหวือหวาของคนทั้งคู่จบสิ้น ANTONIOใช้เงินจนหมดแล้วพาMARIA กับลูกมาพึ่งพิงสำนักนางชีอีกครั้ง สำหรับคนอื่นๆรวมถึงMARIA นี่อาจเป็นการเริ่มต้นชีวิตอันปกติสุข ประสาครอบครัวสามัญ แต่กับANTOINIO นี่คือการจบสิ้นของชีวิตโลดโผนของเขา  ฉากจบของหนังจบลงตรงท่าเรือ เมื่อANTONIO ที่เรียกตัวเองว่าศิลปินมาตลอดสุดท้ายกลายมาเป็นคนงานท่าเรือที่ดิ้นรนทำงานหาเลี้ยงครอบครัวแบบชนชั้นกรรมาชีพปากกัดตีนถีบ จนแทบจะบอกได้เลยว่าในฉากจบที่ดูเหมือนฉอปปี้เอนดิ้งของหนัง ที่จริงแล้วซ่อนนัยยะความโศกเอาไว้ด้วย

 

เราอาจจะบอกว่าMARCO FERRERI เป็นพวกมาโชที่แสดงความเป็นชายออกมาอย่างไม่ปิดยังก็ได้ แต่ความไม่ประนีประนอมของเขาสร้างบรรยากาศอิหลักอิเหลื่อ ขึ้นในฉากจบที่ดูสงบเรียบร้อยนั้น  จนกลายเป็นว่าความสัมพันธ์แปร่งเพี้ยนที่กักขฬะหยาบเถื่อนมาตลอดเรื่องต่างหากที่คิดความหมายที่แท้ของการมีชีวิตอยู่ของคนทั้งคู่ นับจากนี้ ANTONIO และ MARIA กลายเป็นคู่รักจืดชืด ที่ดำเนินชีวิตครอบครัวไปอย่างยากแค้น และนั่นขัดกันกับจุดมุ่งหมายในฉากจบหนังเรื่องอื่นซึ่งคล้ายคลึงกันแต่แตกต่างกันอย่างยิ่ง  (ว่ากันว่า THE APE WOMAN นี้สร้างจากเรื่องจริงส่วนหนึ่ง ในเรื่องจริงนั้นผู้หญิงตายจากการคลอด งฝ่ายชายจึงสตัฟฟ์ร่างของเธอไว้เก็บค่าเข้าชมอีต่อหนึ่ง!!!!!!!)

 

THE APE WOMAN อาจไม่ใช่หนังสมบูรณ์แบบ หรือไม่ใช่หนังโด่งดังของ FERRERI หนำซ้ำหนังยังถ่ายแบบหนังขาวดำโบราณที่ไม่ได้มีลูกเล่นอะไรมากมายนัก (อย่างไรก็ตามการได้ดู ANNE GIRADOT ในวัยสาวแต่เป็นผู้หญิงมีขนก็นับเป็นเรื่องน่าทึ่งอยู่)   แต่นี่คือหนังที่สร้างอารมณือิหลักอิเหลื่อแบบที่หาไม่ได้ง่ายๆนักจากหนังเรื่องไหนๆ

 

 

 

บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์

ASA กำลังไปขอสาว เขา พี่เขย และเพื่อนสนิท กำลังนั่งล้อมวงกับพ่อแม่ของแม่นางTULPAN   เขากำลังพยายามโน้มน้าวใจผู้เฒ่าทั้งสองด้วยการแต่งชุดกลาสีเต็มยศ และการเล่าเรื่องเกี่ยวกับการผจญภัยในท้องทะเลของเขา   แม่นางTULPAN หลบอยู่หลังฉาก  พอแม่ของเธอเข้าไปถาม พวกเขาก็ออกมาบอก พ่อหนุ่ม ASA ลิงโลดใจ แหกปากตะโกนร้องเพลง ของABBA สนั่นหวั่นไหวบนรถที่ขโยกไปกลางทะเลทราย จนกระทั่งพี่เขยบอกความจริงว่า แม่นางTULPAN จะไม่แต่งงานกับเขา เพราะเขามีหูที่ใหญ่เกินไป!

 

นี่คือฉากเปิด ของTULPAN ภาพยนตร์เล่าเรื่องเรื่องแรก ของ SERGEI DVORTSEVOY ผู้กำกับชาวคาซัคสถาน อดีตนักศึกษาวิศวกรรมที่จู่ๆก็ย้ายแขนงมาเรียนหนังในรัสเซีย   ก่อหน้าจะมาทำหนังยาว DVORTSEVOY เคยทำแต่หนังสารคดีไปสามสี่เรื่อง เมื่อขยับมาทำหนังเขาก็เลือกใช้วิธีการของสารคดีมารับรองการดำเนินเรื่องได้อย่างน่าทึ่ง

 

หนังเล่าเรื่องของไอ้หนุ่ม ASA ที่กลับจากการเป็นทหารประจำการมาอาศัยอยู่ในกระโจมกลางทะเลทรายขอพี่สาวซึ่งมีครอบครัวอยู่ประกอบด้วยสามี  ลูกชายคนโตกำลังจะเข้าวัยุร่น ลูกสาวที่เอาแค่ร้องเพลง และไอ้ตัวเล็กที่ยังไม่รูความ ครอบรัวของพวกเขาเองกำลังจะหาทางย้ายที่อยู่ แกะของพวกเขาคลอดลูกแล้วลูกตายจากขาดสารอาหารอาหารตลอดเวลา พายุทรายก็มารบกวนไม่หยุดหย่อน    พี่เขยไม่ชอบหน้าเจ้าน้องเมียไม่เอาไหนนี่นัก ให้ต้อนแกะก็ไม่เอาไหน   ไปขอเมียให้ก็ไม่ได้ความ  ข้างเพื่อนสนิทคนเดียวของASA ที่ประกอบอาชีพขับรถที่ขายทุกอย่างตั้งแต่น้ำ อาหาร จนถึงลูกอมสำหรับเด็ก ชายวัยกลางคนที่คลั่งวัฒนธรรมอเมริกัน แปะรูปโป๊เต็มรถ นึกฝันชีวิตที่ดีเอาจากแมกกาซีนตกยุค ก็เทียวชักชวนให้ASA เข้าไปเป็นหนุ่มชาวเมือง  ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า ถ้าเจ้าASA หาเมียไม่ได้ก็อย่าหวังจะได้ไปตั้งกระโจมแยกบ้านเพราะต้องอดตายเป็นแน่แท้    ขาจึงเอาแต่เทียวไล้เทียวขื่อแม่สาวTULPAN ที่เขาปักใจจะตกหลุมรักตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้า  

 

พลอตของหนังอาจแข็งแรงพอจะทำหนังดราม่าเรียกน้ำตาคนดูได้ มากพอกับที่จะทำเป็นหนังตลกเปิ่นเทิ่งเรยกรอยยิ้มจากคนดู แต่หนังกลับเลือกทางที่ยากกว่า นั่นคือการทำมันออกมาด้วยวิธีการแบบหนังสารคดี ซึ่งถือว่าเป็นงานถนัดของผู้กำกับ หนังค่อยๆติดตามตัวละครไปอย่างไม่เร่งร้อน หลายครั้งก็เสไปถ่ายสิ่งอื่นๆรอบข้าง  ถ่ายแกะ ถ่ายหมา ถ่ายพายุทราย   เมื่อต้องติดตามตัวละคร บ่อยครั้งที่กล้องใช้วิธีแฮนเฮลด์  ตามติดชิดใกล้ราวกับทั้งหมดไม่ได้เกิดจากาการซักซ้อมแต่เป็นเหตุฉับพลันทันใด

 

หนังพูดถึงประเด็น ความเปลี่ยนแปลงที่รุกคืบมาสู่สังคมเก่าปลายขอบโลกได้อย่างน่าทึ่ง  หนังแสดงภาพการรุกคืบของเมืองที่มาแบบไม่ให้เราเห็นตัวตลอดทั้งเรื่อง  เริ่มจากชัดเจนทุสุดในรูปของ BONI เพื่อนสนิทคนเดียวของ ASA ชายผู้คลั่งไคล้ตะวันตกสุดตัว เขาชอบตัดรูปเปลือยสาวนมโตไปแปะไว้เต็มรถ   เมื่อเพื่อนรักโดนปฏิเสธความรักเพราะใบหูเขาก็ถึงกับไปหารูปเจ้าฟ้าชายชารลส์มาวัดขนาดหูเปรียบเทียบ ยืนยันกับพ่อแม่ของสาวTULPAN   แถมยังยืนยันว่านี่คือภาพของเจ้าชายแห่งอเมริกาเชียวนะ BONI ชอบนอนวาดวิมาในอากาศ กับASA  กลางทะเลทรายแห้งแล้งที่ไม่มีอะไรเลย เขาในถึงบ้านแบบมเดริ์นจากหนังสือที่มาช้าไปหลายปี วาดภาพแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน  ฟังเพลงเก่าแก่ของABBA  ที่มาล่าไปหลายสิบปีประหนึ่งเพลงเพิ่งออกใหม่เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว  

 

เช่นเดียวกันกับครอบครัวของพี่สาว  พี่เขยของASA อาจเป็นชาวทะเลทรายพันธุ์แท้แต่เขาก็ชอบฟังข่าววิทยุผ่านทางคำบอกเล่าของลูกชาย ช่าวในประเทศ ข่าวต่างประเทศ ข่าวด่วน ในขณะที่ลูกสาวผู้เอาแต่ร้องเพลงพื้นบ้านไม่ได้รับความสนใจอะไรจากพ่อมากนัก   จะว่าไปเขาเหมือนมีรายการวิทยุ (หรือเมือง) อยู่ใกล้ๆตัวนี่เอง  ยิ่งในฉากหนึ่งที่เขาตวาดให้เด็กๆนั่งลงกินข้าวแบบคนเมืองก็ยิ่งสะท้อนภาพความเป็นเมืองที่มาหาอยู่ใกล้แนบชิดและมีวันหลบพ้น

 

แต่สิ่งซึ่งสะท้อนความเป็นเมืองชัดเจนที่สุดกลับคือแม่สาวTULPAN   ตอลดทั้งเรื่องเราจะไม่ได้เห็นใบหน้าของเธอ ไม่ได้พูดคุยกับเธอ เราได้เข้ใกล้เธอที่สุดในฉากหนึ่งที่เธอหลบในโรงนาหลังประตูไม้ แล้วASA พยายามแอบมองเธอก่อนที่แม่เธอจะมาไล่ แต่หนังก็เล่าเรื่องของเธอสั้นๆผ่านปากคำของผู้เป็นแม่ว่าเธอไม่อยากแต่งงานเพราะเธอต้องการจะเข้าเมืองมากกว่า การแต่งงานรังแต่จะรั้งเธอไว้ในดินแดนเปล่าร้างนี้

 

ในทางหนึ่งTULPAN คือตัวแทนแผ่นดินที่ฝันถึงของASA กะลาสีผู้ซ่อนความฝันไว้ใต้ คอเสื้อ  เขาคิดว่าถ้าเขาได้แต่งกับTULPAN เขาจะได้หลงหลักปักฐาน ฝังรากฝากชีวิตไว้กับการทำกสิกรรมกลางทะเลทรายแห้งแล้งนี้  แต่แผ่นดินที่เขาฝันึงไม่ได้ฝันถึงผู้คนของนางอีกต่อไป หากกลับฝันถึงความลังเมลืองของเมืองงามมากกว่า   ASA ถุกปล่อยให้พสูจน์ตัวเองกับฝูงแกะ  และมื่อเขาพิสูจน์ว่าเขาเข้มแข็งพอได้ แผ่นดินก็ไม่ได้รอคอยเขาอีกต่อไป

 

ความฝันที่แตกสลายของASA   จึงไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องเชิงปัจเจกของไอ้หนุ่มที่หาเมียไม่ได้ แต่มันคือการล่มสลายของวิถีชีวิตแบบเก่าที่ถูกการพัฒนา ถูกความเป็นเมืองกลืนกิน   ฉากท้ายๆเรื่อง ASA กลายเป็นคนหนุ่มผู้ยอมจำนน เขาเกือบจะส่งมอบความฝันใต้คอเสื้อให้กับลูกชายของพี่สาวราวกับหนังจะฝากความหวังให้กับคนรุ่นต่อไป (ฉากที่เขานั่งบนรถของBONI จ้องมองครอบครัวที่เคลื่อนห่างออกไป อาจทำให้ใครต่อใครใจสลายได้)  

อย่างไรก็ตามหนังกลับเลือกจบด้วยภาพของการพเนจรไปในท้องทุ่งประสาชาวไร่ ASA ขี่ม้าไล่หลังฝูงแกะ เลือกที่จะเร่ร่อน ในวิถีชิวิตแบบดั้งเดิมซึ่งกำลังสูญสลายไปช้าๆ   การเร่ร่อนอยู่ในเส่วนหนึ่งของสายเลือด แต่ในหนังเรื่องรื่องนี้การเร่รอ่รนในท้ายเรื่องเป็นภาพแทนการอพยพหลัหนีที่ดำเนินไปอย่างสิ้นหวัง

 

ไม่ว่าจะมองหนังเรื่องนี้ในฐานะหนังเล่าเรื่องไอ้หนุ่มขอเมีย หรือสารคดีชีวิตทะเลทราย ของชาวบ้านร้านถิ่นในคาซัคสถาน  กระทั่งมองว่านี่คือหนังที่ใช้เรื่องเล่าเพื่อเปรียบเปรย ภาพร่างของโลกาภิวัฒน์ หนังเรื่องงนี้ก็สมารถทำได้ถึงทั้งสามแบบ   ยี่คือหนังแบบที่มอบสุขนาฏกรรมของความเปิ่นเทิ่งแบบชาวบ้าน ขณะเดียวกันก็เล่าเรื่องหนักแน่นจริงจังโดยไม่มีสายตาแบบสงสารสมเพช และเช่นกัน ตัวหนังก็ขึงขังและสรวลเสเฮฮาไปเช่นกัน