HUACHO(ALEJANDRO FERNANDEZ ALMENDRAS / 2009/ CHILE) กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง
posted on 13 Oct 2009 01:19 by filmsick in alienation
จริงๆแล้วมันเป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่ง
วันธรรมดาของครอบครัวเล็กๆที่ประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูกสาว และหลานชายวัยรุ่น ครอบครัวชาวนาอาศัยลึกเข้าไปในป่าดง ในวันธรรมดาวันนั้นไฟดับในตอนเช้า ทุกคนต่างแยกย้ายออกไปตามเส้นทางของตน ก่อนจะเวียนมาบรรจบพบกันอีกครั้งในตอนเย็น
มันเป็นวันธรรมดา ของคุณยายหลังจากทุกคนออกจากาบ้าน คุณยายก็เดินเท้าไปยังฟาร์มใกล้เคียงต่อรองราคานม แล้วให้เด็กในฟาร์มขับเกวียนมาส่ง เด็กหนุ่มคุยโทรศัพท์ฟุ้งเรื่องธุรกิจส่วนตัวว่าด้วยการขายแผ่นผี พอมาถึงบ้าน คุณยายก็ลงมือทำชีสด้วยวิธีการโบราณ ใส่สารเคมีลงในนมรอให้มันตกตะกอนแล้วอัดใส่พิมพ์ไม้ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเชื่องช้าเงียบเชียบ พอชีสเสร็จคุณยายก็ออกเดินเท้าจากบ้านไปสุดทางที่ริมทางหลวง ที่นั่น บรรดาแม่บ้าน พากันออกมาชายชีสริมทางหลวง นั่งเก้าอี้กันคนละตัว เรียงรายกันไป โบกผ้าสีขาวเป็นสัญลักษณ์ รอรถของคนมีเงินให้ผ่านมา หวังว่าจะขาย ‘ชีสทำเอง'ได้สักชิ้น แต่ลูกค้าบางคนก็เจ้าเล่ห์ต่อราคาแอบหลอกว่าอีกเจ้าขายถูกกว่า การขายชีสดำเนินไปเช่นนั้นกระทั่งวันจบลงและแม่บ้านทยอยกันกลับบ้าน
อีกเช่นกันมันเป็นวันธรรมดาของคุณแม่ หลังจากออกจากบ้านเธอไปทำงานเป็นแม่ครัวในรีสอร์ทสักแห่ง ทำอาหารทั้งวันให้บรรดาแขกๆที่มาเที่ยวได้อิ่มหนำสำราญ เมื่อเทียบกับคนอื่นๆในบ้าน วันนี้อาจเป็นวันหนักๆของเธอเธอเอาเงินค่าไฟฟ้าไปซื้อชุดสวยที่ใครๆก็ชม แต่ที่บ้านโดนตัดไฟแล้วและเธอจะต้องไปจัดการให้เรียบร้อยหวังว่าเขาจะไปต่อไฟให้ก่อนสิ้นวัน เลิกงานเธอสวมชุดสวยเหร่ไปตามห้าง มองดูสินค้าจากนอกหน้าต่าง ไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำแล้วเอาชุดไปคืนก่อนจะไปสำนักงานไฟฟ้า
เช่นกันมันก็เป็นวันธรรมดาของพ่อหนุ่มน้อยเช่นกัน เขาไปโรงเรียนตามปกติ ที่โรงเรียนเพื่อนรวยเอาเกมมาเล่น ทุกคนต้องเข้าคิดวเพื่อหวังจะได้แตะเกมสักสองสามนาที เจ้าหนุ่มของเราก็ไปต่อคิวเหมือนกันแต่ดันพลาดตอนไปเข้าห้องน้ำ เขาตามง้อขอเพื่อนเล่นเหมทั้งวันตั้งแต่เช้าไปจนถึงพักกลางวัน พอรู้แน่ชัดว่าโดนเพื่อนหมั่นไส้จนไม่ได้เล่นแน่ๆเขาก็ไปฟ้องครูว่าเพื่อนเอาเกมมาเล่น ครูเล่นบทครูไปตามประสา เขาจบวันอย่างอ่อนล้าเฝ้าฝันถึงเกมที่ไม่ได้เล่นและกลุ่มเพื่อนที่ค่อยๆห่างออกไปทุกทีๆ
และสำหรับคุณตามันยิ่งเป็นวันธรรมดามากๆ หลังออกจากบ้านตะแกติดรถของหนุ่มๆไปลงตรงปากทางเข้าไร่ แกมีผืนดินเป็นของตัวเอง แต่ตอนนี้แกไม่มีแรงจะกั้นคอกสัตว์แล้ว ทำไปได้นิดหน่อยแกลงนอนพัก กินมื้อเที่ยงที่คุณยายให้มา เผลอหลับไปใต้ร่มไม้ ตื่นอีกทีก็ล่วงเข้าบ่ายไปแล้ว คุณตาออกมารอรถกลับบ้าน แวะดื่มที่บาร์กับเพื่อนเก่าแก่ มันล่วงเลยมาเช่นนี้นับสิบปี ไม่มีความเปลี่ยนแปลง มีแต่ความร่วงโรยรอจนกระทั่งหลานชายเข้ามาตาม ทั้งสี่จึงเดินไปด้วยกันมุ่งหน้ากลับบ้านในยามตะวันตกดิน
และนี่คือหนึ่งวันธรรมดา หนึ่งวันของเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในหนังเรื่งHUACHO หนังที่แปลชื่อได้ตรงๆว่าความโดดเดี่ยว หนังซึ่งเล่าเรื่องสามัญของวันธรรมดาวันหนึ่งของครอบครัวเล็กๆครอบครัวหนึ่ง วันธรรมดาซึ่งไร้ซึ่งเหตุการณ์สำคัญ ไร้เรื่องราวเร้าอารมณ์ หรือจุดหักเหใดๆวันธรรมดาเหมือนอีกร้อยวันพันคืนที่ล่วงผมาแล้ว และอีกร้อยวันพันคืนที่ยังคงมาไม่ถึง หาใช่วันพิเศษ วันที่ดีที่สุดหรือวันที่เลวที่สุดไม่หากเป็นวันที่ธรรมดาอย่างถึงที่สุดนี้เองที่ถ่ายทอดความจริงอันเจ็บปวดของการดำรงชีวิตได้อย่างธรรมดาที่สุด และร้าวรานอย่างถึงที่สุด
หนังเล่าเรื่องโดยแบ่งเป็นสี่ช่วงที่แตกแขนงออกไปจากยามเช้าที่ไฟดับ สี่ชีวิตที่กระจายกระจัดพลัดหายไปในการงานส่วนตนของวันอันยืดยาว หนังเล่าเรื่องของทีละคนแล้วพาคนดูย้อนกลับมายังฉากตั้งต้นส่งต่อเรื่องให้กับคนต่อไปในครอบครัวเล็กๆนี้ แทบทั้งเรื่องหนังถ่ายทำโดยใช้กล้องแฮนเฮลด์ ใช้แสงธรรมชาติ ด้วยรูปแบบการเล่ากึ่งสารคดี ชีวิต ‘ลำพัง' ของบรรดาสมาชิกครอบครัวตลอดวันอันยาวนานและเหนื่อยล้ามาบรรจบกันอีกครั้งในยามสนธยากาล
ภายใต้ความเรียง่ายเหลือประมาณทั้งเนื้อหาและวิธีการ HUACHO กับบอกเล่าเรื่องราวที่หนักหนาไปกว่าฉากหน้าของมันมากมายนัก เพราะนี่คือหนังที่แสดงภาพแบบจำลองของการล่มสลายของครอบครัวในโลกสมัยใหม่ ที่ถูกรุมเร้าจากทุกด้าน ปัญหาโยงใยที่นักวิชาการหลากสาขามักหยิบยกมาพูดกันในแวดวง ผ่านถ้อยคำ กระบวนทัศน์ที่ซับซ้อยที่สุด ถูกเล่าออกมาอย่างง่ายที่สุดในหนังเรื่องนี้
ครอบครัวในหนังเรื่องนี้แทบเรียกได้ว่าอาศัยอยู่ในป่าดง บ้านของพวกเขาอยู่ลึกเข้าไปนอกถนนสายหลักในเมืองชนบท ครอบครัวแสนสุขแบบบรรพกาลที่ผู้คนมักฝันใฝ่ถึง ครอบครัวแบบที่มักถูกใช้เป้นภาพแทนของความสงบงาม ความสุข ความบริสุทธิ์ที่ปราศจากการคุกคามของโลกทุนนิยม หรือโลกเทคโนโลยีอันเร่งรีบ มองผาดเผินมันก็เป็นเช่นนั้น แต่ลึกลงไปกว่านั้นหนังค่อยไล่สายตาไปตามรอยแตกที่โลกภายนอกได้แทรกซึมเข้ามาสู่โลกบริสุทธิ์ในความฝันของผู้คนแล้ว และค่อยสำรวจร่องรอยนั้นอย่างละเอียดลออโดยไม่แตะต้องหรือเปิดแผลมันออกเลยแม้แต่น้อย
ชีสของคุณยาย
ชีสของคุณยายเป็นภาพแทนการรุกคืบของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ผลักผลิตภัณฑ์ของแม่บ้านให้เกิดการเพิ่มมูลค่า ชีสแบบทพเองที่บ้านกินเองที่บ้านของคุณยาย ถูกระบบเศรษฐกิจใหม่เพิ่มคุณค่าให้กลายเป็นชีสทำมือ โฮมเมด ภายใต้การบริโภคสัญญะเกี่ยวกับของทำเองที่บ้าน ดูเหมือนคุณยายจะได้รับประโยชน์ แต่หนังแสดงให้เห็นว่าความเป็นจริงคุณยายต้องต่อสู้กับราคานมที่ขึ้นไม่หยุดยั้ง การเดินทางไกลแสนไกลมาเร่ขายชีสข้างถนน คาถาชีสทำเองของคุณยายเอาเข้าจริงแล้วมันยังถูกกดราคาจากการแข่งขันเสรีทางการค้าชีสทำเองที่ห่อหุ้มมายาคติเกี่ยวกับความปลอดสารเคมี หรือ ความอบอุ่นถวิลหาอดีต ที่จริงเป็นเพียงยันต์ชนิดหนึ่งที่ใช้การไม่ได้ เทียบกับสิ่งที่คุณยายต้องเสียไป การขายชีสทำมือ ไม่ก่อให้เกิดกำไร แม้จะห่อหุ้มมันให้โรแมนติคว่าเป็นการงานแห่งความรักมันก็ช่วยอะไรไม่ได้ คุณยายไม่ได้ทำมันเพราะความรัก เธอแค่ดิ้นรนไปตราบที่ยังมีชีวิต สุดท้ายชีสทำมือของคุณยายจึงพ่ายแพ้ในโลกระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ผิดกับพ่อหนุ่มขายแผ่นผีท่ำทท่าจะไปได้ดี แถมคุณยายยังอยากได้ไว้ฟังสักแผ่นด้วยซ้ำ
เสื้อใหม่ของแม่
ในขณะที่คุณแม่ (คุณยาย)เป็นแม่บ้านของแท้ ดูแลครอบครัวเฉพาะของตน คนวัยทำงานรุ่นปัจจุบัน(คุณแม่) กลับต้องไปเป็นแม่บ้านให้คนอื่น งานแม่บ้านแลกเงินเดือนมาเจือจุนครอบครัว (ถ้าเปรียบเทียบให้ชัดเจนขึ้นเราอาจบอกได้ว่า แม่ๆรุ่นนี้อาจจะต้องไปทำกับข้าวให้คนอื่นกินเพื่อแลกเงินมาซื้อแกงถุงเข้าบ้าน) สิ่งที่คนรุ่นปัจจุบันต้องต่อสู้ ไม่ใช่เพียงการงานที่เปลี่ยนรูปแปลงร่าง หากยังต้องต่อสู้กับแรงปรารถนาภายในของต้นที่เกิดจากการถูกกระตุ้นโดยโลกแห่งบริโภคนิยม คุณแม่ต่อสู้กับกับการอยากได้เสื้อใหม่ที่อาจจะไม่ได้ประโยชน์เท่ากับค่าไฟที่บ้าน(และสุดท้ายเธอก็ได้ครอบครองมันเพียงชั่วหนึ่งยามบ่าย) ฉากที่เธอเดินเรื่อยเฉื่อยไปในห้างสรรพสินค้าอาจเป็นฉากสามัญแสนธรรมดา แต่มันกลับเศร้ามากๆ เพราะมันฉายภาพ ความต้องการที่ไม่อาจเติมเต็ม การถูกกระตุ้นเราจากบรรดาสินค้าสวยงามที่เสริมสถานะ แต่ไม่ได้มีประโยชน์จริงจังสมราคา เหมือนกับชุดสวยของเธอ ความงามที่เธอเป็นเจ้าของไม่ได้ หยิบยืมมาแล้วต้องคืนไป การกระตุ้นเร้าไม่รู้จบชักพาผู้คนไปยังโลกพิลาศแบบที่มีเฉพาะแต่ในโฆษณา ซึ่งมันก็มีแต่เฉพาะในโฆษณา ผู้ที่ไม่รู้ความจริงในข้อนี้ย่อมต้องพ่ายแพ้ เราอาจจะพูดเอาง่ายๆว่า มันเป้นเรื่องเชิงปัจเจก เธอพลาดเองที่มีความอยาก แต่ใช่หรือไม่ว่าความอยากนั้นถูกสร้างขึ้น และนำมาสู่เธอผ่านทิศทางต่างๆกัน กระทั่งอยู่ในป่าก็ไม่อาจจะหลบพ้น
เกมของเพื่อนๆ
เรื่องเด็กๆไม่ได้เล่นเกม อาจจะดูเหมือนเรื่องธรรมดาสามัญ แต่มันซ่อนนัยยะไว้อย่างน่าสนใจ หากคนรู่นก่อนหน้าหาของเล่นได้จากท้องทุ่งและสิ่งใกล้ตัว หากสิ่งนี้คือสัญชาตญาณบัดนี้สัญชาตญารนั้นได้สาบสูญไปแล้ว เช่นเดียวกันกับสัญชาตญาณอื่นๆของมนุษย์ที่ค่อยๆสาบสูญไปจากรุ่นต่อรุ่น เด็กในรุ่นนี้และรุ่นต่อไป ล้วนไม่มากก็น้อยถูกผูกพ่วงอยู่กับเทคโนโลยี การรุกคืบของมันเข้ามาในชีวิตประจำวัน ทีละเล็กละน้อย (ลองคิดถึงการเพิ่มขึ้นของการครอบครองโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ ไล่ไปจนถึงเกมเพลย์สเตชั่นภายในยี่สิบปีหลังนี้ดู) การไม่ได้เล่นเกมของหนุ่มน้อยสะท้อนภาพการรุกคืบของเทคโนโลยีในขณะเดียวกันก็สะท้อนภาพอันจริงแท้ที่สุดภาพหนึ่งนั่นคือประเด็นทางชนชั้น เพราะอุปกรร์เทคโนโลยีแรกเริ่มนั้นไม่ว่าอย่างไรก็อยู่ในฐานะ'ของเล่นของคนมีเงิน' การรุกคืบของมันเข้าสู่ครอบครัวชนชั้นปากกัดตีนถีบจึงไม่ได้เป้นอื่นใดนอกจากการแสดงภาพ ช่องว่างระหว่างชนชั้นที่ถ่างกว้างขึ้นทุกทีๆ การไปฟ้องครูของหนุ่มน้อยจึงไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องความบาดหมางส่วนบุคคล หากมันเป็นรอยปริแตกเล็กๆของบาดแผลที่ลึกซึ้งกว่าและกลัดหนองกว่านั้น
เมื่อยามเย็นมาถึง ฉากที่แม่ลูกพบกันโดยบังเอิญบนรถเมลล์อันแน่นขนัด และหลับซบพิงกันขณะโดยสารรถกลับบ้านจึงเป็นภาพสะท้อนวันออันยาวนานและเหนื่อยล้าโดยเศร้าสร้อยอย่างสมบูรณ์แบบ
ไร่ของคุณตา
ในกรณีของคุณตาอาจจะต่างไปจากสมาชิกที่เหลือ คุณตาอาจจะประสบกับการรุกคืบของโลกภายนอกนอ้ยนกว่าคนอื่น แต่ปัญหาที่คุณตากำลังผเชิญคือความสึกหรอลงที่ละน้อย การผุกร่อนลงทีละน้อยของสังขาร คนลรุ่นเก่ากำลังร่วงโรย ในไม่ช้าพวกเขาจะค่อยๆตายลง คนรุ่นที่เติบโตมาในสังคมกเษตรกรรม หากินอยู่กับผืนแผ่นดิน พวกเขาและภูมิปัญญาของพวกเขาค่อยๆร่วงโรยไปพร้อมๆกับร่างกาย การล้อมคอกสัตว์ไม่สำเร็จไม่ใช่เพียงเรื่องของสุขภาพเชิงปัจเจก แต่มันคือภาพแทนการล่มสลายเชื่องช้าของสังคมเก่า ยิ่งเมื่อคิดถึงข้อความที่ลูกสาวพูดทิ้งเอาไว้ว่าจะฝืนทำไปทำไมเพราะเมื่อแกตายลงแผ่นดินทั้งหมดก็จะต้องถูกตัดแบ่ง ลูกหลานจะแย่งชิงมรดก และถูกขายต่อไปยังผู้อื่น เพื่อนของแกในร้านเหล้าก็แก่พอๆกับแก แกและตกยุคจนลูกค้ากล้าตะโกนด่าเจ้าของร้านว่าอย่ามาตบโต๊ะต่อหน้าเขา คนรุ่นก่อนค่อยๆถูกเบียดตกเวทีชีวิตไปอย่างช้าๆเงียบๆ ทั้งจากความไม่สามารถไล่ตามคนรุ่นหลัง และจากความร่วงโรยของสังขาร
ลูกชายที่หายไป
ตลอดทั้งเรื่อง สิ่งที่หายไปจากครอบครัวนี้คือผู้ชายวัยเจริญพันธุ์ อย่างไรก็ตามทั้งครอบครัวต่างพากันพูดถึงเขา ลูกชายของครอบครัวที่ตอนนี้ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร รักษาการณ์อยู่ในเมือง ผู้ชายที่เราไม่เคยพบเจอ ถูกัฐนำพาไปยังที่อื่น จะเพื่อรักษษความเป็นชาติ หรือเพื่ออนาคตที่ดีกว่า หรือจะอะไรก้ตา ทสุดท้ายพวกเขาก็ถูกพรากไปจากครอบครัวของตัวเอง ทิ้งให้คนที่เหลือผเชิญชะตากรรมกันตาม ‘ลำพัง'
ไฟฟ้าที่มาถึง
อย่างไรก็ตามสิ่งที่รุกคืบเข้ามาอย่างเงียบเชียบที่สุด และส่งผลสะเทือนที่สุดต่อครอบครัวชายขอบนี้กลับคือไฟฟ้า หนังเริ่มต้นในยามเช้า ทุกคนมารวมกันกินข้าวเช้า เจ้าหนุ่มน้อยเปิดทีวีเสียงอึงอลอ ต่างคนต่างจมในโลกส่วนตัว จวบจนกระทั่งไฟดับลง จนกระทั่งในฉากสุดท้าย ทุกคนนั่งฟังคุณตาเล่าเรื่องความหลัง(ที่แกเล่ามาเป็นร้อยรอบ) ในแสงเทียน ฟังดูโรแมนติด อบอุ่นชิดใกล้ แต่ที่แท้ทุกคนต่างเหนื่อยหน่ายเรื่องเล่าเห่าๆที่เล่าซ้ำไปซ้ำมานี้เต็มทน จนกระทั่งไฟฟ้ามา ทีวีก็สำแดงอำนาจของมัน ท่ามกลางเสียงอึงอล ทุกคนแยกย้ายไปตามทางของตนจมอยู่ในโลกส่วนตัวอีกครั้งไฟฟ้าในหนังเป็นทั้งสิ่งของจำเป็นที่ต้องมี สิ่งที่ต้องต่อสู้มให้ได้มา ในอีทางหนึ่งมันคือการรุกคืบของโลกใหม่ที่มากับสายไฟฟ้าทำลายโลกเก่าลงทีละน้อยๆ และเช่นเดียวกันทุกคนก็ยอมรับให้มันล้างทำลายแม้ในโลกใหม่พวกเขาจะต้องทุกข์ทน พ่ายแพ้ และเจ็บปวดก็ตาม
กล่าวโดยสรุป เราจึงอาจบอกได้ว่าภายใต้ความเรียบง่าย HUACHO พาเราดิ่งลึกไปสำรวจความซับซ้อนของโลกใหม่ที่กำลังเคลื่อนไปนี้ หนังสะท้อนสภาวะสำคัญ โรคร้ายประจำยุคสมัยของมนุษย์เรา นั่นคือภาวะ การ ‘ติดอยู่ตรงกลาง' ของมนุษย์ เรามองเห็นว่าอนาคตของเราคือความล่มสลาย แต่เรากลับไปยังอีดตไม่ได้อีกแล้ว ขาข้างหนึ่งของเราสังเวยให้กับโลสมัยใหม่อันมลังเมลือง ส่วนขาอีกข้างเราถวิลหาอดีตอันร่มเย็น ลำตัวและศรีษะของเราจึงติดอยู่ระหว่างนั้น อยู่ตรงที่ที่กลับไม่ได้และไปไม่ถึงชั่วนิรันดร์
และนี้ก็เพียงการฉายหนังเรื่อง ‘จิ๋มสองหัว' รอบสุดท้ายของวัน
บรรดากระทาชายมากหน้าหลายตา ตั้งแต่หนุ่มน้อยเกยืเฒ่าสาวประเภทสอง
พากันวนเวียนเข้ามาใช้บริการโรงหนังชันสองเก่าแก่แห่งนี้
หนังเริ่มจากภาพของสาวประเภทสองนางหนึ่งที่กรีดกรายไปตามโถงของโรงหนังจ้องมองชายหนุ่มคนอื่นๆก่อนจะเข้าไปในโรงซึ่งเป็นเพียงโรงเล็กๆมีเก้าอี้ไม้ไม่กี่แถว
เก้าอี้ซึ่งต้องส่องไฟแชคดูร่องรอยเปื้อนเปรอะจากผู้ใช้ก่อนหน้าก่อนจะนั่งต่อ หนังดำเนินไป