alienation


มีเด็กๆมากมายบนโลกนี้ที่เป็นเหมือนลุดโดวิก
ปีนี้ลุดโดวิกอายุ 7 ขวบ
และ 7ขวบ โตเกินไปสำหรับการเล่นเป็นเด็กผู้หญิง
แต่ลุดโดวิกไม่เคยเล่นเป็นเด็กผู้หญิง
เขาคิดเสมอว่าเขาเป็นเด็กผู้หญิงหรืออย่างน้อยเขาก็จะกลายเป็นผู้หญิงเมื่อเขาโตขึ้น
ที่เขาไม่เข้าใจ ก็คือทำไมคนอื่นไม่ยอมเข้าในในเรื่องนี้
...................................
มีเด็กๆมากมายบนโลกนี้ที่เป็นเหมือนลุดโดวิก
ไม่ใช่หมายความว่ามีเด็กชายมากมายอยากเป็นเด็กผู้หญิง หรือเด็กผู้หญิงอยากเป็นเด็กผู้ชาย
แต่หมายถึงเด็กๆที่-แตกต่าง-ไป
ก็ในเมื่อใบหน้าคนเรายังไม่เหมือนกัน
ทำไมเราถึงไม่เข้าใจเสียทีว่า เราทุกคนล้วนแตกต่างกัน
เพื่อที่เราจะได้อยู่ร่วมกัน มากกว่าทำให้เขาเป็นเหมือนเรา
..................................
มีเด็กๆมากมายบนโลกนี้ที่เป็นเหมือนลุดโดวิก
เขาโชคร้ายที่อาศัยอยู่ในสังคมเล็กๆที่ดูเหมือน -ครอบครัวแสนสุข-
ครอบครัวแสนสุข มีกฏของครอบครัวแสนสุข
แม้ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ก็แข็งแกร่งพอจะทำลายทุกความแตกต่าง
และการที่ได้รู้ว่ามีเด็กที่ต่างไปทำให้พวกเขานอนไม่หลับ
ดังนั้นการขับไล่จึงง่ายกว่าการเข้าใจและยอมรับ
ดังนั้นเมื่อลุดโดวิกบอกทุกคนว่าเขาจะแต่งงานกับเจอโรม
ลูกชายของเจ้านายของพ่อ เมื่อเขาโตขึ้นและกลายเป็นผู้หญิง
เหล่าผู้คนจึงคิดว่าเอาเด็กคนนี้ออกไปเถอะ เอาครอบครัวมันออกไปด้วย
ลุดโดวิกถูกแกล้งที่โรงเรียน ถูกพ่ไปหาจิตแพทย์ ถูกพ่อตะคอก ถูกแม่เมินเฉยเย็นชา
แต่ไม่มีใครสักคนพูดคุยกับขา ไม่มีใครตอบคำถามว่า-แต๋ว-คืออะไร
ไม่มีใครบอกว่าเขาทำอะไรผิด
อาจมีคำปลอบโยน การละเลยที่จะพูดถึง หรือการลงโทษ หรืออะไรก็ตาม
แต่ไม่มีคำตอบ
และลุดโดวิกไม่เข้าใจ รู้เพียงว่าเขาไม่อยากทำให้ใครเสียใจ
......................................................


มีเด็กๆมากมายบนโลกนี้ที่เป็นเหมือนลุดโดวิก -แตกต่าง-จากคนอื่นๆ บางคนอาจอ้วนเกินไป ผิวดำเกินไป ฟันห่างเกินไป พ่อแม่แปลกประหลาดเกินไป เรียนเก่งเกินไป โง่เกินไป สกปรกเกินไป ความแตกต่างไม่เคยเป็นปัญหาจนกระทั่งเรากำหนดมาตรฐานขึ้น มาตรฐานเด็กดีในหัวเรา คงไม่มีข้อที่ว่าเด็กผู้ชายสามารถเป็นเด็กผู้หญิงได้เป็นแน่ เราคิดเสมอว่านั่นคือทางเลือกที่ดีที่สุด ปลอดภัยที่สุดสำหรับลูกหลานของเรา แต่ดีที่สุดอาจดีไม่พอและความปลอดภัยก็ไม่ช่วยอะไร พ่อแม่มีหน้าที่ที่จะเสี่ยงบ้างเพื่อหาสิ่งที่เหมาะสมแก่เด็กๆ เหมาะสมไม่จำเป็นต้องดีที่สุด แต่ดีพอสำหรับแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน บางที่ถ้าพอ่แม่จะคุยกับลุดโดวิกสักนิด ใครจะรู้ เขาอาจโตขี้นเป็นเป็นคนหนุ่มที่สวยงาม หรือย่างน้อยก็เป็นคนสาวที่เข้มแข็ง

แต่พ่อเลือกที่จะตะคอก แม่เลือกที่จะตัดผม ลุดโดวิกจึงต้องสร้างทฤษฎีที่ว่า พระเจ้าโยนครโมโซมลงมาทางปล่องไฟ บังเอิญที่โครโมซมเอ็กซ์ของเขาตกไปในถังขยะเขาเลยเป็นแบบนี้ มันเป็นแค่ความผิดพลาดทางวิทยาศาสตร์ มันไม่น่าจะเป็นเรื่องเดือดร้อนอะไรเลย แต่ใครจะฟัง เพราะพ่อถูกให้ออกจากงาน และแม่เชื่อว่านั่นเป็ความผิดของเขา พี่สาว กับ ย่าของลุดโดวิกอาจสวยงาม แต่ก็ไม่เข้มแข็งพอจะยืนหยัดอยู่ข้างเขา ดังนั้นลุดโดวิกจึงตัดสินใจลงไปนอนในตู้แช่ เพื่อที่จะไม่มีใครต้องเจ็บอีก
............................................
มีเด็กๆมากมายบนโลกนี้ที่เหมือนลุดโดวิก
ตรงมุมห้องที่แสงส่องไปไม่ถึง ในห้องน้ำที่ถูกล๊อค ใต้ผ้าห่มคลุมโปง
เด็กๆหอบโลกสีกุหลาบของตัวเองไปซ่อนเพื่อจะได้ไม่ทำให้ใครเจ็บ
แต่จะมีเด็กสักกี่คนที่ถูกพบเหมือนลุดโดวิก
เด็กๆเหล่านั้นจึงพากันฝังโลกสีกุหลาบเอาไว้
แล้วเลือกที่จะออกมาอยู่ในโลกสีฟ้าด้วยดวงตาหมองและผมสั้นเกรียน
............................................


และยังมีเด็กมากมายบนโลกนี้ที่เหมือนเจอโรม เจอโรมคนที่ลุดโดวิกอยากแต่งงานด้วย เจอโรมเคยบอกลุดโดวิกว่าเขาอาจแต่งงานกับเธอ แต่ต้องดูก่อนว่าเธอเป็นผู้หญิงแบบไหน พ่อของเจอโรมเชื่อว่าคนมีแค่สองเพศ และในครอบครัวแสนสุขของเขาจะต้องไม่มีแต๋ว เขาไม่เคยถามเจอโรมสักนิดว่าเจอโรมคิดยังไงเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ เด็กอย่างเจอโรมอาจน่าสงสารกว่าลุดโดวิกด้วยซ้ำ เพราะโลกของเขาไม่เคยมีสีชมพูเลย แม้กระทั่งชุดเจ้าหญิงสีชมพูที่ลุดโดวิกทิ้งเอาไว้ให้ พ่อของเขาก็เตะโด่งออกไป ในโลกที่มีแต่สีฟ้าแข็งกระด้างเจอโรมจะเติบโตเป็นเด็กแบบไหนกันนะ
..........................................
หนังเล่าเรื่องอย่างง่ายๆ ผ่านมุมมองของลุดโดวิกในทุกเรื่อง และจัดสีได้ชัดเจนระหว่างโลกฝันสีกุหลาบ กับโลกจริงสีฟ้าแข็งกระด้าง หนังเบลเยี่ยมเรื่องนี้ได้รางวัลลูกโลกทองคำภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมประจำปี 1997
.........................................
และเพราะมีเด็กๆมากมายบนโลกนี้ที่เหมือนลุดโดวิก นับรวมอดีตของเราหลายๆคนเข้าไปด้วยก็ได้ได้โปรดเถิด คุยกับเขา เข้าใจและยอมรับเขา และขออย่าให้มีเด็กคนไหนต้องฝังโลกสีกุหลาบของเขาไว้ในตู้แช่อีกเลย
.......................................................


edit @ 2005/06/08 13:07:30
edit @ 2005/09/26 22:44:43


ในห้องที่มีแต่เส้นตรงและสีซีดที่เกิดจากการถูกทำให้สะอาด
มากกว่าซีดหม่นจากความสกปรก
มีเพียงเส้นเชือกที่ผูกห่วงตรงปลาย และ จิ้งจกตัวหนึ่งเท่านั้นที่คดโค้ง
เคนจิอยากลอยตัวในอากาศเพื่อไปจากแรงโน้มถ่วงของโลก สู่อวกาศอันเป็นนิรันดร์ด้วยเชือกเส้นนี้
ถ้าไม่มีเสียงออดหน้าบ้านถี่รัว
เขาอาจได้ลอยในอากาศ ลอยไปในอวกาศกว้างใหญ่ไพศาลจริงๆ.........
.......................................


นั่นเป็นฉากเปิดเรื่องของผลงาน ลำดับที่ 4ของเป็นเอก รัตนเรืองผู้กำกับชาวไทยที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่ง หลังจากเล่าความฝันประหลาดของสาวหน้ามันในกองถ่ายหนังที่เกี่ยวกับพ่อของเธอใน ฝัน บ้า คาราโอเกะ เรื่องตลกของกล่องมาม่า กับผู้หญิงคนหนึ่ง ในเรื่องตลก 69 และชีวิตของหนุ่มบ้านนอกสาวบ้านนา (อย่างเยี่ยมยอดในความคิดของผม) ใน มนต์รักทรานซิสเตอร์ คราวนี้เขาเล่าเรื่องรักของหนุ่มญี่ปุ่นที่อยากตาย กับสาวไทยที่อยากมีชีวิตใหม่ โดยทั้งหมดเกี่ยวพันกับ ความตายของน้องสาวเธอและจิ้งจกเดียวดายตัวหนึ่ง


ผู้กำกับเคยออกตัวไว้ว่า ไม่ว่าจะอย่างไรหนังเรื่องนี้ไม่ควรถูกตีความ เพราะมันเป็นเพียงการฉายภาพของคนคู่หนึ่ง ให้คนดูค่อยซึมซับรับอารมณ์โดยรวมของหนังมากกว่าจะมานั่งพินิจพิเคราะห์แยกส่วนมัน และในเมื่อเป็นดังนั้น มันก็เท่ากับว่าผู้กำกับได้เปิดโอกาสให้เรา-ตีความ-หนังเรื่องนี้ได้ตามใจเรา โดยที่ไม่มีผิดถูก เปิดโอกาสให้เป็น -หนังที่เป็นของเรา-ได้เต็มที่ บทความชิ้นนี้จึงเป็นเพียงการตีความหนังเรื่องนี้ตามมุมมองของคนเขียนมากกว่าจะเป็นบทวิเคราะห์หนัง (อันที่จริงบทความเกี่ยวกับภาพยนตร์ก็ควรจะเป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือ) และดีไม่ดี สิ่งเราตีความ(อันเป็นสิ่งที่ผมจะลองเขียนถึงต่อไปนี้) ไม่ได้เป็นอะไรนอกจาก การตีความตัวเองผ่านทางหนังเรื่องหนึ่งเท่านั้น
....................................

หนังเล่าเรื่องของเคนจิ หนุ่มบรรณารักษ์ในศูนย์วัฒนธรรมญี่ปุ่นในไทย
ที่กำลังตั้งข้อสงสัยเรื่องการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง
เขาสงสัยเหมือนที่เราหลายคนเคยสงสัยว่ามันจะเป็นยังไง
ถ้าเราได้-ตายไป-
แต่กับเคนจิ มันไม่ใช่การครุ่นคิดถึงชีวตหลังความตาย
เพราะเขาไม่ปรารถนาชีวิตไดๆอีกแล้ว
หากเป็นการคิดถึงมันในลักษณะของการพักผ่อน
-เพื่อจะตื่นมาอย่างสดชื่นในชาติหน้า-
แม้เอาเข้าจริงยังไม่มีใครพิสูจน์อะไรได้
มันก็เป็นการคิดถึงความตายที่น่าอภิรมย์ไม่น้อย
เคนจิพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง หลายวิธีการ
แต่มักจะมี-ภาวะภายนอก-มารบกวนเวลาตายของเขาอยู่ร่ำไป
จนกระทั่งเขาพบกับเด็กสาวในชุดนักเรียนญี่ปุ่นระหว่างชั้นหนังสือ
พบกันเพียงชั่วเสี้ยวนาทีแต่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งไปตลอดกาล
เด็กสาวยืนอ่านหนังสือการ์ตูนเรื่อง -จิ้งจกเดียวดาย-
อันเป็นเรื่องของจิ้งจกที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าถูกทิ้งไว้บนโลกเพียงลำพัง
......................................
โกวเล้งเคยพูดไว้ครั้งหนึ่งว่า
ความโดดเดี่ยวไม่ทำให้คนตาย
แต่มีคนมากมายที่ตายเพราะความโดดเดี่ยว
บางทีทั้งจิ้งจกและหนุ่มญี่ปุ่นเงียบขรึมนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
.....................................
เขาพบเด็กสาวอีกครั้งบนถนน ขณะเขากำลงจะตาย
แต่ที่เขาได้พบกลับเป็นการตายของเด็กสาว
จากพรากจากผู้หนึ่งเพื่อพานพบผู้หนึ่ง
เรื่องรักมันเริ่มตรงนี้เอง
.....................................


หนังใช้เพลง-แรงดึงดูด- เป็นend credit

สิ่งที่มี-แรงดึงดูด-ซึ่งกันและกัน มักเป็นสิ่งที่อยู่ตรงกันข้าม

เหมือนแม่เหล็กบวกและลบ ผู้ชายกับผู้หญิง หยินกับหยาง

บางทีหนังอาจพูดถึงเรื่องนี้ พูดถึงแรงดึงดูด แต่เล่าผ่านภาพ-ความแตกต่าง ของสองขั้ว เ

คนจิเป็นหนุ่มญี่ปุ่นในเมืองไทย

น้อย(พี่สาวของนิด เด็กสาวที่ตายไปต่อหน้าต่อตาเคนจิ)เป็นสาวไทยจะไปญี่ปุ่น

เคนจิอยู่ในบ้านที่มีระเบียบ อันเป็นลักษณะของบ้านที่มี -สิ่งมีชีวิต(ซึ่งอยากตาย) - จัดระเบียบมัน

น้อยอยู่ในบ้านรกเรื้อที่เหมือนเป็นบ้านที่สิ่งมีชีวิตผู้เป็นเจ้าของตายจากไปเนิ่นาน(ทั้งที่กำลังจะมีชีวิตใหม่)

บ้านของเคนจิมีสีฟ้าซีดๆของใช้ทุกอย่างมีเส้นตรง สี่เหลี่ยม
บ้านของน้อยมีสีสันหลากหลาย ม่านสีชมพูด ผนังสีน้ำตาล สระน้ำสีเขียว ทุกอย่างเหมือนหลุดมาจากยุคแสวงหาจึงมีลักษณะโค้งมนไร้รูป
เคนจิชอบทำความสะอาด
น้อยทำสกปรกไม่หยุดยั้ง
เคนจิพูดจาสุภาพท่าทีขัดเขินเก้งก้าง
น้อยพ่นคำหยาบเป็นไฟ และดูสบายๆอยู่ตลอดเวลา
เรื่องความแตกต่างนี้ยังลุกลามไปถึงโปสเตอร์และชื่อเรื่อง
โปสเตอร์สีชมพูหวานแสดงภาพการ์ตูนของคนที่กำลังผูกคอตายหรือนอนให้รถทับ
ชื่อภาษาอังกฏษ last life in the universe เป็นชื่อที่พูดถึง ชีวิต กะจิริด กับ จักรวาลกว้างใหญ่
กับชื่อไทย -เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล - ที่ชัดเจนถึงความแตกต่างในทันทีที่อ่าน
ซึ่งเป็นชื่อไทยที่เจ๋งมากเพราะนอกจากเป็นชื่อของนางเอกสองคน
เป็นชื่อที่บอกถึงภาพรวมของหนัง(ทุกอย่างถูกเล่าอย่างน้อยนิดแต่ได้ผลมหาศาล)
พูดถึงก่นแกนของเรื่อง(ความแตกต่างและแรงดึงดูดในความคิดของผม)
และถ้าอยากจะกัดยังอาจหมายรวมไปถึงทุนสร้างมหาศาลและรายได้อันน้อยนิดอีกด้วย
..................................


เพราะโลก(หรือแม้แต่จักรวาล)ถูกสร้างขึ้นด้วยความต่าง
ทั้งเรื่องของอุณหภูมิ สภาพภูมิศาสตร์ ความกดอากาศ การมีไม่มีก๊าซบางอย่าง
โลก(หรือจักรวาลนี้)จึงเต็มไปด้วยแรงดึงดูด
ระหว่างพระจันทร์กับโลก โลกกับดวงอาทิตย์(ระบบ สุริยจักรวาล)
แต่แรงดีงดูดของเคนจิกับน้อยกลับเป็นเรื่องของความโดดเดี่ยวและความตาย
ความตายของนิด ทำให้น้อย(ที่กลัวการอยู่คนเดียว)กับเคนจิ(ที่เปรียบตัวเองไม่ต่างจากจิ้งจกเดียวดาย)มาพบกัน
หนังฉายภาพความแปลกแยกโดดเดี่ยวชัดเจน
ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารติดๆขัดๆของเคนจิกับน้อย
การแพ้-ปลาดิบ-(อันเป็นตัวแทนของญี่ปุ่น )ของเคนจิซึ่งหมายถึงความแปลกแยกกระทั่งกับชาติกำเนิด
การอาศัยในบ้านร้างไร้ผู้คนของน้อย
ฉากหนึ่งเป็นตอนที่เคนจิเข้าไนห้องของนิดแล้วถูกน้อยไล่ออกจากบ้าน
ที่เคนจิทำคือลงไปนอนอยู่ใต้ท้องรถ
เผื่อรถจะไหลมาทับเขาตาย
เป็นฉากที่ทั้งขำทั้งเศร้า
เพราะกับเคนจิ ไม่มีที่ทางของเขาบนโลกนี้อีกแล้วนอกจากบ้านรกๆของน้อย
(ตอนที่เคนจิมาส่งน้อยในเช้าวันแรกของทั้งคู่เทปสอนภาษาญี่ปุ่น พูดว่า -ถึงบ้านแล้ว-)
บ้านของน้อยจึงทำหน้าที่เป็นเหมือนจักรวาลของเคนจิ(และของน้อยด้วย)
เมื่อน้อยไล่เขาออกจากบ้าน เขาจึงมีสภาพเป็นจิ้งจกโดดเดี่ยวโดยแท้
โดดเดี่ยวจนไม่อยากมีชีวิตอยู่อีก
.........................................
แรงดึงดูดยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อหลังจากทั้งคู่เปิดรับกันและกัน
เราก็ได้เห็นนิด (ที่ตายไปแล้ว)ออกมาเพ่นพ่าน
ในส่วนนี้มีคนพูดถึงในแง่มุมต่างๆไว้เยอะ
แต่ที่ผมรู้สึก
บางที การมาถึงของเคนจิ ทำให้นิด กับ น้อย(ที่ตอนอยู่ล้วนต่างโดดเดี่ยวจากกันและพอตายก็ยิ่งคิดถึงกันอย่างโดดเดี่ยว)
ได้กลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง
การอยู่ร่วมทำลายความโดดเดี่ยวลงไป
ฉากน้อยนอนหนุนตักเคนจิบนโซฟา
จึงกลายเป็นฉากที่ทั้งคู่ถูกดึงดูดเข้ามาหากันใกล้ชิดที่สุด
แรงดึงดูดอย่างนิดจึงปรากฏตัวขึ้น
กลายเป็นฉากที่ทั้งโรแมนติค และอีโรติคเอามากๆ
.............................................................


หนังได้พลังงานพิเศษจากฝีมือการจัดวางภาพของ คริสโตเฟอร์ ดอยล์
ที่ใส่ใจกระทั่งการเลือกมุมที่จะวางกล้อง
เพื่อแสดงภาพที่ทั้งแปลกแยกทั้งอบอุ่น
การถ่ายภาพตัวละครระยะไกลจนเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตสุดท้ายในจักรวาลในช่วงแรกๆ
การทำห้เคนจิตกอยู่ภายใต้เส้น กรอบต่างๆ(ตั้งแต่ในบ้าน ชั้นหนังสือในห้องสมุด หรือแม้แต่ฉากบนสะพาน)
โดยเฉพาะการเคลื่อนกล้องในฉากโซฟา(ที่จิ้งจกตกลงมาบนพื้น)
บทหนังร่างแรกฝีมือ ปราบดา หยุ่น
วางโครงเรื่องและบรรยากาศ แบบปราบดาไว้จนหลายคนต้องถกเถียงว่า มันเป็นหนังของ ปราบดาหรือเป็นเอกทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร
และถ้ามันมีส่วนผสมของทั้งคู่อยู่เท่าๆกัน(ฉากท้ายๆของเรื่อง(ที่เป็นเรื่องเป็นราวที่สุด)มีลายเซ้นของเป็นเอกชัดเจน)
..............................................................
หลังหนังจบ ผมคว้างอยู่กับมันอีกยาวนาน คิดถึงความโดดเดี่ยวของตัวเอง และแรงดีงดูดของผมกับชีวิต ในระยะหลัง มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความเหงา ความโดดเดี่ยวออกมามากมาย ทั้งในรูปของ หนังสือ เพลง หรือภาพยนตร์ ( กับ หนังเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น) หรือแม้แต่ในรูปของข่าวเศร้าๆทางหน้าหนังสือพิพ์ หลายคนวิเคราะห์ว่ามันเป็นเพราะความแปลกแยกของสังคม ครอบครัวของคนเอเซียลดขนาดจากครอบครัวใหญ่เป็นครอบครัวเล็กๆ ที่แตกสลายอย่างเงียบๆ นักวิจารณ์ท่านหนึ่งเคยเขียนถึงเรื่องนี้ ตอนที่เขาเขียนถึงหนังwhat time is it there?ของไฉ่มิ่งเหลียง(ที่เหงาโคตรอีกเรื่อง) เขาบอกว่า บางทีอาจเพราะเราดิ้นรนจะเป็นตัวของตัวเองแบบคนตะวันตก แต่รากของเรายังคงยึดอยู่กับวิถีตะวันออกดั้งเดิม สังคมเองก็เปลี่ยนแปลงไปจากสังคมกเษตรกรรม ที่พึ่งพาอาศัยกันและกัน เป็นสังคมแห่งการแข่งขันที่ตัดแบ่งเราทุกคนออกจากกัน ให้เรายึดชีวิตกับความสำเร็จส่วนบุคคลมากกว่าส่วนรวม เมื่อรากขาดฉับพลันเราจึงเคว้งคว้างกันอย่างถึงที่สุด ผู้ใหญ่หลายท่านพูดตรงกันว่า คนรุ่นเรา-เหงา-กันง่ายขึ้นและจริงๆมันก็เป็นเช่นนั้น อาจเพราะคนรุ่นเราเป็นผลผลิตของโลกและความสัมพันธ์ในยุคสมัยใหม่ เป็นคนที่แข็งแกร่งต่อโลกภายนอก แปราะบางในโลกภายใน คล้ายเป็นผลข้างเคียงของยาใหม่

หรือว่าแท้จริงแล้ว เราพากันเหงาเพราะคุณค่าของคนในรุ่นเราถูกยึดโยงอยู่กับสิ่งต่างๆ เราเสพติดวัตถุ เพื่อน ความสุข สนุกสนาน(อันเป็นสิ่งที่เปบี่ยนแปลงอย่างรวเดร็ว) เมื่อตามไม่ทันเราจึงรู้สึกเหมือนถูกทิ้ง(ให้เดียวดายในจักรวาล) ทั้งๆที่คุณค่ เหล่านั้นเกิดจากการผูกโยงของเราเองแท้ๆ


......แต่จะเกิดจากอะไรก็เถอะ ในบางเวลาที่ผมอยู่คนเดียวแล้วเหงา ผมมักคิดถึงคำของน้อยตอนที่เคนจิถาม
- คุณเศร้ามั้ย
- ใครบ้างล่ะที่ไม่เศร้า.........
กับความเหงาในจักรวาลนี้ก็คเป็นคำตอบแบบเดียวกัน
ขึ้นกับว่าแรงดึงดูดของเรากับจักรวาลนี้จะมีมากมายเท่าไหร่เท่านั้นเอง



edit @ 2005/09/28 12:55:14

ป๊อดเป็นหนุ่มบ้านนอก
ยายบอกว่าถ้าป๊อดเข้ามาทำงานในกรุงเทพ ป๊อดจะมีหางงอกออกมาจากก้น
ป๊อดมาทำงานเป็นคนงานโรงงานปลากระป๋อง จนนิ้วหายและหากลับมาได้ ก็ยังไม่มีหาง
ป๊อดมาทำงานเป็นยาม ได้พบจิน แม่สาวเสื้อฟ้ากับหนังสีขาวที่เธออ่านไม่ออก
แต่ก็ยังไม่มีหาง
ป๊อดมาทำงานเป็นคนขับรถแท๊กซี่รับส่งจิน ที่แพ้รถเมลล์ พบผู้คนมากมาย แต่ก็ยังไม่มีหาง
ป๊อดแอบหลงรักจินที่ตอนนี้ไปเป็นนักประท้วง เพื่อ ปีเตอร์ ฝรั่งไม่รู้ชื่อที่จินพบเพียงครั้ง แต่ก็ยังไม่มีหาง
ป๊อดเฝ้ารอจินบนภูเขาพลาสติกที่จินเก็บมากองไว้ แต่ก็ยังไม่มีหาง
ป๊อดพบจินและจินพบสิ่งที่ตามหา ทั้งคู่แต่งงานกัน...และมีหาง....

ในภาคหนึ่ง Ironpussy เป็นนามกรของฮีโร่สาวเปรี้ยวเก๋เท่เริ่ด และ ใช้พุทธธรรมออกปราบปรามคนชั่วทั่วประเทศ โดยมีผิว มอเตอร์ไซค์รับจ้างคู่ชีพคอยรับส่ง
ในภาคหนึ่งเธอเป็นชายหนุ่มหัวล้านทำงานเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อนามมงคล(หลังเลิกอาชีพอะโกโก้บอย
และอีกภาคหนึ่ง เธอได้รับคำสั่งให้ปลอมตัวไปเป็นลำดวน สาวใช้ในบ้านหรูไฮโซของ มาดามปอมปาดอย
ในภาคหนึ่ง เธอตกหลุมรัก คุณ แทง ลูกชายของมาดามปอมปาดอย ผู้วางมาดสุภาพคาบไปป์ คล้ายคุณชายกลาง
ในภาคหนึ่งเธอถูกเคี่ยวเข็ญ เขม่น มอง จาก คุณสมจินตนา แม่บ้านใหญ่ใจยักษ์
และในอีกภาค เธอคือลูกสาว ผู้พลัดพรากของ มาดามปอมปาดอย
ซึ่งไม่ว่าจะในภาคใดก็ตาม(ยกเว้นภาคนายมงคล) iron pussy คือตัวแทน กุลสตรีฮีโร่ ของแท้

หนังสองเรื่อง นี้ออกฉายในปีเดียวกัน
และทั้งสองผู้กำกับไม่ได้เป็นเจ้าของไอเดียหนังเริ่มแรก ทั้งคู่
โดยหมานครนั้น วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง สร้างหนังเรื่องนี้โดยดัดแปลง จาก หนังสือชื่อเดียวกัน ของ คอยนุช ผู้เป็นภรรยา
ในขณะที่หัวใจทรนง อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล สร้างขึ้นเป็นตอนต่อ ของหนังสั้นสุดเก๋ the adventure of iron pussy ซึ่ง หนังสั้น เขียนบท กำกับ และนำแสดง โดย ไมเคิล เชาวนาศัย ศิลปินอิสระผู้เป็นเพื่อนสนิทของผู้กำกับ
ซึ่งนอกจากเรื่องเหล่านี้แล้ว หนังทั้งคู่ยังมีจุดร่วมกันในอีกหลายเรื่อง ซึ่ง นอกจากจะเป็นแค่ความคล้ายคลึงทางเทคนิคแล้ว ยังสามารถสะท้อนไปได้ไกลถึง ความเป็นไทย ทั้งใน และนอกโลก
ประหลาดของหนังทั้งสองเรื่องอีกด้วย




บ้านของป๊อด และเพลงของลำดวน

ทั้ง หัวใจทรนง และ หมานครมีร่องรอย ของการย้อนระลึกถึงอดีตความรุ่งโรจน์ของหนังไทยอยู่เต็มเปี่ยม
ในหมานคร ฝาบ้านของป๊อด ทำจาก ป้ายโรงหนังเก่า ที่เป็นรูป ของ มิตร ชัยบัญชา และ เพชรา เชาวราษฏร์ อดีตพระ นาง คู่ขวัญแห่งหนังไทย ในยุคอดีต
นอกจากนี้ การเลือกใช้ สี ฟ้าน้ำทะเล และ สีชมพูบายเย็น อันเป็นสีที่มักพบเห็นในหนังไทยสียุคโบราณ ไล่เรื่อยไปจนถึงป้ายโฆษณางานวัดตามชนบท (ซึ่งในช่วงสิบปีให้หลัง ต้องหลบให้สีสะท้อนแสงสุดเจ็บ อย่างสีเขียวและส้ม)
ตัวผู้กำกับเอง เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ประเทศไทยนั้นเป็นเมืองร้อน และเรานิยมสีสันจัดจ้านกันมาแต่โบร่ำโบราณ จนกระทั่งการไหลบ่าของวัฒนธรรมตะวันตก ทำให้เราเปลี่ยนความเชื่อมาเป็นว่า สีที่สวยงามคือสีสันเรียบๆ และสีจัดจ้าน เป็นสีที่เชย เกร่อ เสร่อ ตกสมัย ( วาทกรรม ทั้งสี่คำ ยังถูกคนเมืองนำมาใช้กับความเป็น บ้านนอก- อีกต่างหาก ) ความเป็น บ้านนอก- (ซึ่งในหนัง วิศิษฏ์บอกว่าทุกสิ่งมันเชื่องช้ากว่าในเมือง) ยังคงความเป็นอดีตไว้ได้มากกว่าในเมือง และการใช้สี แบบนี้ จึงเป็นการเลือกสีเพื่อเป็นการย้อนระลึกถึงความเป็นไทยในอดีตนั่นเอง (เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ลองนึกถึงหนัง ฟ้าทะลายโจร หนังเรื่องแรกของผู้กำกับคนเดียวกันประกอบไปด้วย)
ในขณะที่ หัวใจทรนงนั้นหนักข้อมากขึ้น
เพราะนอกจากการย้อมสีฟิล์มแล้ว ยังลุกลามไปถึง เสื้อผ้า ทรงผม โดยเฉพาะในสัดส่วนของลำดวน ทรงผมโบราณเรียบกริบ แม้ในยามคับขัน ชุดที่ออกแบบราวกับเป็นชุดรุ่นคุณแม่ (ในฉากแรก ลำดวนสวมงอบ ในฉากในวัด เธอนุ่งผ้าถุง และคลุมผ้าคลุมผม )
รวมไปถึงบทสนทนาในหนัง ที่จงใจให้ออกมาเชย สุดขีด (จนกลายเป็นความฮา สุดขีด)
บทสนทนาเช่น
-เธอช่างแก่นแก้วห้าวหาญ เยี่ยงวัยรุ่นชาย
-อย่าตัดสินลำดวนเพียงความสวยงามที่หน้าตาสิคะ
-เธอช่างแต่งตัวทะมัดทะแมงเหมาะสมกับสถานการณ์เสียเหลือเกิน
บทสนทนาประหนึ่งถ้อยคำที่กระโดออกมาจากหน้าหนังสือมากกว่าที่คนพูดกันในชีวิตประจำวัน
รวมไปถึงการใช้เสียงพากย์แทนเสียงตัวละครจริง (ด้วยเสียงพากย์แบบหนังไทยในอดีตยุคก่อนหนังบันทึกเสียงลงในฟิล์ม) และ ยังกำหนดให้พากย์ตรงบ้างไม่ตรงบ้าง อีกต่างหาก
ซึ่งทั้งสามส่วน ล้วนเป็นสิ่งที่พบได้อย่างดาษดื่น สามัญ ในหนังไทยยุคโบราณ
(และเป็นข้อที่หลายคนจิกกัดมาตลอดว่า มันช่างไม่สมจริงเสียนี่กระไร - )


แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไปมากกว่า การเป็นเพียงแค่ การ-บูชาครู- ของหนังไทยโบราณ อันเป็นรากฐานของหนังไทยในปัจจุบัน
( ตัวของ อภิชาติพงศ์ นั้น หลงไหลในบรรยากาศ ซื่อ จริงใจ ของหนังไทยในอดีต สร้างสัตว์ประหลาด ที่เล่าเรื่องด้วยวิธีการแสนซื่อ(แต่ดูยากมากกกกก) และยังประกาศตัวป็นแฟน คนทำหนังไทยรุ่นใหญ่พันธุ์แท้ อย่างเชิด ทรงศรี อีกต่างหาก และสำหรับในกรณีของ วิศิษฏ์ นั้น ฟ้าทะลายโจร คงเป็นคำตอบที่ดี )
ความเป็นไทยโบราณในหนังทั้งสอง ล้วนอยู่ในเวลาย้อนหลังไปสี่สิบห้าสิบปี ทั้งคู่(ซึ่งเป็นยุครุ่งโรจน์ของหนังไทย)
ซึ่งความเป็นไทยในยุคนั้นไม่ใช่เป้นความเป็นไทยแท้ๆ หากผสมกลมกลืนอยู่ด้วยกลิ่นตะวันตกไม่น้อย
ทรงผมแบบสวอน กระโปรงมินิเสกิร์ต ชุดสาวใช้ และท่าเริงระบำประหนึ่งthe sound of music ใน หัวใจทรนง กับสีสันในเรื่อง โฆษณา บนเสื้อป๊อด และ เรื่องราวคุณชายใหญ่กับพลับพลึงในนิยายของจิน ล้วนมีที่มาที่ไป จาก ความเป็นตะวันตกทั้งสิ้น
หากแต่เมื่อมองย้อนจากยุคปัจจุบัน ที่วัฒนธรรมตะวันตก ทะลักไหลเข้าสู่ประเทศ ยึดพื้นที่ไปทั่วทุกหัวระแหง จาก เมืองหลวง ถึงชนบทห่างไกล ภาพที่ปรากฏในหนัง เมื่อเทียบย้อนกับปัจจุบันขณะ มันจึงดู ไทย เอามากๆ
แต่ที่น่าสนใจคือ ความเป็นไทยในตัวของมันเอง ความเป็นไทยอันเจือปนด้วยเปลือกนอกแบบสากล น่าแปลกที่มันประสมกลมกลืนกันจนกลายเป็นไทยได้มากกว่าฝรั่ง
ผู้คนแต่งตัวสากล ใช้เทคนิคภาพยนตร์นำเข้าจากต่างประเทศ แต่เนื้อหา วิธีคิดกลับ เป็นไทยจนฉายชัด
ในขณะที่ยุคปัจจุบัน เรากลับพบว่ามันกลับด้านกันเสียสิ้นเชิง เมื่อหนังของเรา(และวิถีชีวิตเรา) ถึงกับต้องถวิลหาความเป็นไทยกันเสียยกใหญ่
ที่สำคัญหลายครั้งเราพบว่าภายใต้รูปโฉมภายนอกเป็นไทยโบราณ กลับมีวิธีคิดแบบตะวันตกจนน่าพรั่นพรึง



คุณยายจิ้งจก และ เจ้าพ่อจอมปลวก

วิศิษฐ์ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ครั้งหนึ่งถึง ภาวะ magical realism (สัจจนิยมมหัศจรรย์ *)ในหมานคร ของเขา เขาว่าประเทศไทยโดยเนื้อแท้ มีความเป็น magical realism ในตัวของมันเองมานานนม เรามักได้ยินตำนานนู่นนี่ เรื่องภูตผีลึกลับ เรื่องเจ้าป่าเจ้าเขา หรือแม้แต่ เรื่องเล่าโบร่ำโบราณอย่าง อุทัยเทวี ก็เป็นความเป็น magical realism อย่างหนึ่ง
ในหมานคร คุณยายตายไปเกิดเป็นตั๊กแตน และเวียนว่ายตายเกิด อีกหลายทอดก่อนจะเป็นจิ้งจกมาทักป๊อด ตอนฆ่าตัวตาย การเวียนว่ายตายเกิด เป็น คติความเชื่อแบบพุทธ ถูกผสมผสานกับความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ภูตผี ซึ่งทั้งสองเรื่องเป็นแนวความคิดคนละขั้ว ที่ในสังคม กลับร้อยรัดเป็นหนึ่งเดียวจนหลายครั้งเราสับสนว่าพิธีกรรมใดเป็นของพุทธ และอันใดเป็นเพียงความเชื่อผี
ในขณะที่หมานครเล่าส่วนนี้อย่างเห็นภาพ หัวใจทรนง กลับแสดงด้านที่ไม่เห็นภาพแต่เป็นความเชื่อแท้ๆ ในฉากที่ผิวถูกยิง ลำดวน หอบร่างผิวมาพงต้นไม้ ด้านหลังต้นไม้มีจอมปลวกห่อผ้าหลากสี ขณะลำดวนประนมมือ ขอให้เจ้าพ่อจอมปลวกคุ้มครองผิว (ถ้านับเฉพาะว่าเป็นมุก ก็ได้เต็มสิบไปแล้ว) ยิ่งรวมกับฉากที่พรประธาน พูดกับลำดวน ยิ่งแสดงถึงความเกี่ยวเนื่อง ซ้อนทับ ของหลัก พุทธ กับ ผี ที่เป็นส่วนพยุงสังคมไทยมาโดยตลอด ก่อนที่ อภิชาติพงศ์ จะขยายความในส่วนนี้ออกไปเป็น สัตว์ประหลาด ได้อย่างน่าทึ่ง

คุณชายใหญ่/ พลับพลึง และ คุณแทง/ลำดวน
นอกจาการที่ฝ่ายชายของทั้งคู่ คาบไปป์ เหมือนกัน(ซึ่งทั้งคู่น่าจะมีที่มาจากมาด คุณชายกลาง แห่งบ้านทรายทอง นิยายและละครที่ถือได้ว่าอมตะที่สุดของประเทศไทย)
การที่หมานครเลือก คุณชายใหญ่ และพลับพลึงเป็นตัวแทนความฝันของจิน ในขณะที่ คุณแทง ไปปรากฏใบหน้าอยู่ในดวงจันทร์ยามค่ำคืนเหนือหน้าต่างห้องของลำดวน ใน หัวใจทรนง นั้น อาจจะมีที่มาเพื่อการเสียดสี ละครหลังข่าวเรื่องดังกล่าว
แต่การที่ละครเรื่องเดิมนี้ถูกนำมาเสียดสี อ้างถึงในภาพยนตร์ ต่างกรรมต่างวาระ (มีหนังไทยอีกหลายเรื่องที่ยกบ้านทรายทองมาอ้างอิง ล้อเลียน) ทำให้ตระหนักได้ถึงความเป็นอมตะของมันและตระหนักได้ถึง ภาวะความ-พาฝัน ของเรื่อง
ในบ้านทรายทอง พจมานยากจนข้นแค้น ถูกแกล้งต่างๆนาๆ(เฉกเช่นเดียวกับที่ลำดวนต้องผจญ คุณ สมจินตนา )แต่สามารถใช้ความดีงามในจิตใจเอาชนะผู้ชายแช่แข็งอย่างคุณชายกลางได้
ภาวะพาฝันสามัญของเด็กสาวไทยในทุกยุคทุกสมัย ยังคงทรงประสิทธิภาพเสมอ
แต่อย่างไรก็ดี ระยะหลัง ยิ่งรีเมคพจมานมากขึ้น ความดีงามของเธอก็ลดลงไปทุกครั้งราวจะเป็นสัญญาณเตือนถึงวิธีคิดของคนรุ่นใหม่ ที่ ความดีงาม ค่อยๆถูกลดทอนคุณค่าลง



ยอด/ หมวย /แม่ม /ธงชัย / คง / xxxชอบเลีย และ มาดามปอมปาดอย/ ผิว /คณะรัฐมนตรี

ยอด หมวย แหม่ม ธงชัย(หมีพูดได้) xxxชอบเลีย เป็นตัวละครรองในหมานคร ซึ่งที่แท้แล้วเป็นแก่นกลาง ที่เรื่องต้องการพูดถึง เพราะที่แท้แล้ว หมานคร ไม่ใช่หนังรักของป๊อดกับจิน แต่เป็นเสมือน จดหมายรักที่ วิศิษฏ์ เขียน ถึง กรุงเทพมหานคร เมืองที่เขาอยู่อาศัย
เราอาจพบว่าตัวละครเล็กๆเหล่านี้ล้วนถูกสร้างขึ้นมาเสียดสี ความอ่อนด้อย ป่วยไข้ ของคนกรุง (รวมไปถึงการเป็น หมานคร เมืองที่ทุกคนมีหาง) หากแต่หนังกลับไม่ได้จิกกัดกรุงเทพอย่างรุนแรง หนังกลับทำตัวราวกับ หยอกเย้า กรุงเทพเล่นด้วยความรัก เพราะภายใต้มุกเสียดสี หนังกลับถ่ายทำเมืองกรุงเทพออกมาอย่างสวยสดงดงาม น้องแหม่ม อาจเป็นเด็กสาวสักคนที่ไม่รู้จักโต คง อาจเป็น ผู้ไม่ชอบปฏิบัติตามกฎจราจร ยอดกับหมวยอาจสะท้อนภาพความแออัดบนรถเมล์เมืองกรุง หรือแม้แต่ป๊อดกับจิน ก็สามารถถูกแทนค่าเสียดสีความเป็นไปในกรุงได้เช่นกัน
ในฉากประท้วงของจิน เราจะพบว่าไม่มีตัวหนังสือภาษาไทยเลยสักตัว ราวกับจะพูดถึงกระแสนิยมที่พัดโถมจนผู้คนไม่เป็นของตัวเอง
มุกเล็กๆเหล่านี้ อาจถูกสร้างเพื่อเรียกเสียงหัวเราะ แต่มันกลับทำหน้าที่สะท้อนมุมมองที่ผู้กำกับมีต่อ มหาหมานครแห่งนี้ เพียงแต่ว่า ผู้กำกับได้เลือกที่จะประณาม หรือด่าทอ ความผิดปกติ หากแต่คล้ายจะบอกว่า กรุงเทพ ฉันรักเธอ แต่บางทีเธอก็น่าตบ เพราะฉะนั้นฉันจึงเขียนจดหมายรักถึงเธอด้วยอารมณ์ตบเธอแฝงมาด้วย
โดยรวมมันอาจลดทอนพลังการเสียดสีของหนังลง แต่กลับเพิ่มความน่ารักทั้งต่อหนังและต่อความคิดของผู้กำกับได้อีกต่างหาก
หากหาง หมายถึงการ กลายเป็นคนเมือง
การทำให้ป๊อดมีหางในตอนจบน่าจะเป็นสิ่งที่พูดแทนความรักต่อ มหาหมานครแห่งนี้
แต่กับหัวใจทรนงนั้นต่างไป ต้นฉบับเดิมของหนังนั้นเป็นหนังสั้นสุดแสบสันต์ iron pussy เดิมพูดภาษาอังกฤษ สำเนียงไทย เพื่อยั่วล้อคนบางจำพวก แปลงกายไปช่วยสาวอะโกโก้ จากต่างชาติ
ความกร้าวในเนื้อหา ลุกลามมาถึงฉบับหนังใหญ่
คนอย่างมาดามปอมปาดอย (ที่เลือกตัวดารุณี กฤตบุญญาลัยได้เฉียบขาดมาก) เป็นการจิกกัด ไฮโซ ชั้นสูง ขณะที่ผิว เป็นเสมือนตัวแทนชนชั้นล่างในโลก เจ็บ จน โง่ และคณะรัฐมนตรีที่ต้องพึ่งพา อะโกโก้บอยในยามยาก
อภิชาติพงศ์ (หรือบางทีอาจจะเป็นไมเคิล) ใช้ตัวละครเหล่านี้เป็นกระบอกเสียงแทนความป่วยไข้ของประเทศไทย แม้จะเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน แต่แฝงความเย้ยหยันไว้มากกว่าหมานครหลายเท่าตัว


หนังสือปกขาว สาวนักฝัน
จินมักอ่านหนังสือปกขาวที่เธออ่านไม่ออก
หนังสือปกขาว ที่จินอ่านไม่ออกทำหน้าที่ประหนึ่งความฝัน ของจิน ที่เธอเอาแต่ไล่ตาม ด้วยการพยายามหาคนที่อานหนังสือเล่มนั้นออก จนพบความจริงที่ชวนช๊อค และพาเธอกลับไปสู่ประโยคที่ยอดบอกป๊อด และป๊อดบอกเธอ บางสิ่งยิ่งหายิ่งไม่พบ แต่เมื่อหยุดหามันอาจจะพบก็ได้ แม้จะเป็นประโยคหลักของหนัง ที่กล่าวถึงการไล่ตามความฝันของเด็กสาวจนพลัดหลงไปในโลกแห่งกระแสนิยม(การไปประท้วง / ปลูกต้นไม้ ) และ โลกลวงที่สร้างขึ้นมาปิดกั้นตนเอง ( นายปีเตอร์ / การปฏิเสธรักจากป๊อด เพราะเขาไม่มีหาง ) ก่อนที่จะพบความไม่มีอยู่จริงของมัน ถึงแม้นี่อาจจะเป็นหัวใจหลักของหนัง แต่เอาเข้าจริงแล้ว ส่วนที่โดดเด่น เป็นเอก กลับเป็นเรื่องเล่าระหว่างทางมากกว่าส่วนนี้ ซึ่งยังผลให้การย้ำประเด็นนี้ในตอนท้าย ดูหลุดไปจากเป้าหมายของเรื่อง จนน่าเสียดาย


กุลสตรีฮีโร่
iron pussy นิยมปราบเหล่าร้ายด้วยประโยคอย่างเช่น
- เอาชนะชีวิตด้วยปัญญาดีกว่าพึ่งพายาเสพติดนะคะ หรือ
- ยาเสพติดทำลายชีวิต คิดสักนิดชีวิตจะดีขึ้น นะคะ เป็นต้น

iron pussy มีชีวิตโดยมีธรรมะเป็นหลักยึด(ข้อความนี้เชย ราวกับหลุดออกมาจากในหนัง ฮา!) ในยามเธอไม่ปฏิบัติงาน เธอมักสวมชุดไทย ที่ทั้งเก๋ ทั้งเวอร์ ไปปล่อยเต่าปล่อยปลา สนทนาธรรมกับแม่ชี ถึงขั้น ร้อยมาลัย ขณะรับงาน ภาพลักษณ์ กุลสตรพิมพ์นิยม หาที่ติไม่ได้ หากแต่ในอีกด้านหนึ่ง เธอ เคยเป็นอะโกโก้บอย เธอแต่งตัวเปรี้ยวปี๊ด เวลาปฏิบัติการ และที่สำคัญเป็น ผู้ชาย! ภาพลักษณ์สุดขั้วตรงข้ามกุลสตรีพิมพ์นิยมโดยสิ้นเชิง
พลันเกิดคำถาม แล้วอันใดเล่ากำหนดค่า นิยามความเป็น กุลสตรี เสมือนหนังจะตั้งคำถามเช่นนี้
ในฉากที่iron pussy รับงานจากคณะรัฐมนตรี มีท่านหนึ่งบอกว่า iron pussy ไม่เหมาะกับงานนี้ เนื่องจาก ปูมหลังของเธอนั้นเป็น อะโกโก้บอย มันจะ-ไม่งาม- ที่สำคัญเหนืออื่นได ท่ารมต.หน้าเหมือน ท่านั้น เป็นผู้หญิง !
ราวกับหนังจะบอกว่า นิยามความเป็นกุลสตรีนั้นที่แท้ถูกกำหนดโดยเพศหญิง ที่สำคัญ มันแฝงนัยยะกดขี่ทางเพศ ในเพศเดียวกันไว้อย่างแนบเนียน!
ในขณะที่ความเป็น ฮีโร่ กลับถูกกำหนดด้วยเพศชาย
หนังซูเปอร์ฮีโร่ปราบเหล่าร้าย ร้อยละเก้าสิ เป็นผู้ชาย และในกรณีของผู้หญิง มันมักจะถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของเพศชาย
ยกตัวอย่างเช่น ลาร่า ครอฟท์ กับ ตู้มๆ (เรเดอร์ส)ของเธอ
แต่ในกรณีของ iron pussy นั้นต่างไป
เพราะใครกันจะจินตนาการถึงฮีโร่สาวแสนสวย ที่ช่างแต่งตัวได้ทะมัดทะแมง เหมาะสมกับสถานการ์ณ-
แต่เป็น กระเทยแต่งหญิง!
ดังนั้นในการมาถึงของiron pussy จึงเป็นเสมือน การทวงถาม สิทธิทั้งในฐานะของความเป็นเพศหญิงและความเป็นเพศชาย ภายใต้การชั่งตวงวัดด้วยไม้บรรทัดจริยธรรมอย่างง่าย
มันถูกต้อง เหมาะสม แล้วหรือ และที่แท้นั้นที่ทางทาวเพศของเราควรตกอยู่ภายใต้กรอบคับแคบ ของหญิง ชาย หรือไม่

ในฉากจบของหมานคร ป๊อดกลายเป็นคนมีหาง
จินเลิกค้นหาและค้นพบบางสิ่ง
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายที่จะมีหาง เพราะมันไม่สำคัญเท่ากับ การได้อยู่ด้วยกัน
รักและชัง หมานครไปพร้อมๆกับใครสักคน

และในฉากเปิดของ หัวใจทรนง ที่ไหนสักแห่งในประเทศ ไทย
Iron pussy ถอดงอบ แล้วฝากต้นหอมไว้กับผิว
ก่อนจะเข้าไปช่วยนางสาวแก่นเซี้ยว (ที่เล่นโดยหมออ้อย! วู้ววววว) จัดการกับผู้ร้าย
ราวกับจะเป็นการส่งต่อภาพลักษณ์ นางเอกยุคใหม่
คนที่เป็นชายแต่งหญิง มีธรรมะเป็นเครื่องชี้นำ
และปราบเหล่าร้ายโดยมีเต้าเจี้ยวหนึ่งขวดเป็นรางวัล

จากกรุงเทพ ถึงประเทศไทย จากตะวันออกถึงตะวันตก จากอดีตถึงปัจจุบัน
นี่คือเรื่องเล่าของหมาและแมว ที่แสนจะเก๋เท่ เปรี้ยวเหลือใจ



*สัจนิยมแนวมหัศจรรย์ สะท้อนสังคม การเมือง และแนวคิดร่วมสมัย มีกลวิธีการประพันธ์ที่เป็นเอกลักษณ์ คือ เป็นการผสมผสานโลกในจินตนาการและโลกแห่งความเป็นจริงเข้าไว้ด้วยกันจนแยกไม่ออก ทำให้นวนิยายมีลักษณะสมจริงและมหัศจรรย์ ลักษณะเด่นของนวนิยายประการหนึ่งคือการสร้างตัวละครที่มีพฤติกรรมแปลกประหลาดในโลกสัจนิยมที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ตัวละครนั้นดำเนินชีวิตตามปกติและไม่รับรู้ความผิดปกตินั้น แต่ความมหัศจรรย์และแนวคิดต่างๆจะปรากฏแก่สายตาผู้อ่าน/อ้างอิง : 2543. นพวรรณ รองทอง. กำเนิดและพัฒนาการของนวนิยายสัจนิยม


edit @ 2005/06/13 16:01:32