posted on 06 Jun 2010 23:20 by filmsick in alienation
หลังจากเบื่อๆกันไปกับMAN FROM LONDON เรากลับมาญาติดีอย่างลึกซึ้งกับเบล่า ทาร์ อีกครั้งและคราวนี้เป็นไปอย่างลึกซึ้งสวยงาม ด้วยงานเล็กๆที่ทาร์ทำให้ทีวี งานวีดีโอเล็กๆทีไม่มีเรื่องราวอะไรเลย หนังไม่มีเรื่องอะไรนอกจากถ่ายภาพ ชายหนุ่ม (ซึ่งจริงๆเป็นคนทำเพลงให้กับหนังเรื่องอื่นๆของทาร์) เดินทางไปยังดินแดนรกร้าง เขาเดินเล่นในบ้านร้างเก่าโทรม เข้าไปในหอที่ไม่มีหลังคา โรงละครเก่า ถนนร้างๆ ท้องทุ่งแห้งๆ โดยระกว่างนั้นเขาก็บ่นพร่ำบทกวีเกี่ยวกับชีวิต ความรัก และความตาย ตลอดทั้งสามสิบห้านาที มีเพียงฉากเหล่านี้ไหลต่อเนื่องกันไปโดยไม่มีเรื่องเล่าใดๆ
หนังเรื่องนี้อาจจะไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย แต่วิถีภาพคืบเคลื่อนเนิ่นช้าแบบทาร์ และบทกวีสวยเศร้าของชายผู้ดูเหมือนจะเดินทางไปในสถานที่ที่ไม่จำเป้นต้องไป โดยไม่มีจุดหมายอะไรมากไปกว่าเดินผ่านไปทางนั้น ทัศนียภาพ บทกวี และการเคลื่อนกล้องขับเน้นความเวิ้งว้างว่างเปล่าของชีวิต ทั้งของตัวละคร(ถ้าหากจะมีอยู่)ในหนัง และกับผู้ชม ภาพซึ่งปรากฏอย่างเรียบเรื่อยด้วยการเคลื่อนกล้องที่ไม่นำไปสู่สิ่งใด
posted on 23 Dec 2009 01:45 by filmsick in alienation
เธอคือหญิงคนเที่ยวของเกาะแห่งไกลนั้น เขาเป็นนายทหารผู้มาใหม่
รับผิดชอบกองกำลังราวหนึ่งหมู่ซุ่มซ้อมพวกทหารให้พรักพร้อม
เปลือยออกเรียงแถวกันอยุ่กลางแสงแดด ตะโดนเสียงดำ วิ่งกันเป็นเป็นกระบวน
ซักซ้อมการสวนสนามและจัดแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เธอร่างท้วม และออกจะเพ้อฝัน
หญิงคนหนึ่งอ่านอนาคตของเธอจากใบชา และพบเห็นการมาถึง ค่ำคืน ความมืด มงกุฏ
และกางเขน
กางเขนเช่นเดียวกับแขนที่กางออกของนายทหารที่เต้นรำอย่างเมามายอยู่ในร้านเหล้ายามค่ำคืน ที่ที่เธอพบเขา ก่อนจะมีเรื่องกับหนุ่มชาวบ้าน
ซึ่งหนึ่งในนั้นคือชายคนรัก กล่าวให้ถูกกว่าคือ แมงดาของเธอ
คืนนั้นเองทั้งคู่ตกหลุมรักกัน ความรักร้อนแรงเกินห้ามอกหักใจ
ความรักแบบที่เหลือบแลเพียงชั่วครู่ก็รู้ว่ามีแต่เดินไปสู่โศกนาฏกรรม
เรื่องเล่าสุดแสนสามัญไม่ยากเกินคาดเดา
แต่กลับห่างไกลอย่างยิ่งกับสิ่งที่คาดเดาได้ นี่คือภาพยนตร์ของALEXIS
DAMIANOS ชื่อผู้กำกับอาจไม่คุ้นหู
แต่ว่ากันว่าสำหรับภาพยนตร์จากกรีซนี่คือหนังเรื่องสำคัญประจำทศวรรษที่ 70's
ที่ทุกองค์ประกอบของหนังล้วนถูกนำเสนออย่างรุนแรงทางอารมณ์ยิ่ง
รุนแรงเช่นเดียวกับชีวิตรักของEVDOKIA กับทหารหนุ่มผู้ซึ่งไฟรักแผดเผาจนต้องลอบหนีไปหาหล่อน
ทั้งคู่ซ้อนมอเตอร์ไซคล์ไปไหนต่อไหน ปวิ่งไล่จับกันในป่า
ปีนภูเขาไปโล้ชิงช้าน่าหวาดเสียวที่ริมหน้าผา ก่อนจะตกลงใจแต่งงานกันอย่างรวดเร็ว EVDOKIA
ชวนคนทั้งหมู่บ้านมาร่วมยินดี
หากเจ้าบ่าวกลับหายตัวไปในวันงาน กว่าเขาจะมาถึงเธอก็กราดเกรี้ยวเกินเยียวยา เธอไล่ตะเพิดเขาไป
โดยฟังว่าเขาถูกจับกุมคุมขังเรื่องที่เขาหนีอ ออกมาหาเธอกลางดึก
แต่ก็คืนดีกันในท้ายที่สุด แต่แม้ทั้งคู่จะตกร่องปล่องชิ้นกัน
คนอื่นๆก็ยังคงมองเธอเป็นเพียงนางโสเภณีอยู่ดี เขาพาเธอขี่มอเตอร์ไซค์ลไปเที่ยวทะเล
ไอ้พวกเพื่อนทหารก็มาก้อร่อก้อติกจนเกือบมีเรื่อง
ยิ่งพอเธอยักคิ้วหลิ่วตาให้เขาก็ยิ่งเป็นฟืนเป็นไฟถึงกับจอดรบลากเธอมาตบตี ก่อนจะไปเริงเล่นกันที่ชายหาดลึกลับนอกเมือง
ความสัมพันธ์ลุ่มๆดอนๆของเขาและเธอเป็นไปเช่นนั้น รักกัน ชังกัน
ไม่ไว้ใจกัน อยู่ด้วยกันก็มีแต่ทะเลาะกัน แต่ก็ไม่อาจแยกขาดจากกันได้
ไฟรักร้อนแรงแผดเผาจนทั้งคู่แทบลูกไหม้ โหมซ้ำด้วยไฟของสังคมที่ยังคงซุบซิบนินทาลับหลัง
กระทั่งนายทหารหนุ่มเริ่มหมดความอดทน เขาหนีเธอไปเกาะอื่น
ตอนนั้นเองเจ้าแมงดาที่ยังคงอาวรณ์จนแอบลอบติดตามเธอเสมอก็กลับมา เธอออกขายตัวอีกรอบ
แม้เพียงแค่ใช้ปากกลางถนนเปลี่ยวกับตาแก่หงำเหงอะ
มันก็ทำให้เขาอดรยทนไม่ได้เมื่อกลับมา ยิ่งรักยิ่งถลำลงในห้วงรัก ความรักอันผิดทำนองคลองธรรมของธรรมของเขาและเธอนั้นไม่อาจยอมให้เกิดขึ้นได้ในสังคมเล็กๆแห่งนี้
ภายใต้เนื้อหาที่คุ้นเคยสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างออกไปคือการสร้างอารมณือันปั่นป่วนรุนแรงในทุกอณูของเนื้อหนัง
เริ่มตั้งแต่ทัศนียภาพของเกาะแก่งห่างไกลที่ทุกอย่างล้วนอวลไปด้วยฝุ่นทราย บ้านของEVDOKIA
อยู่ริมขิบของหมู่บานซึ่งก่ออิฐฉาบปูนอย่างเรียบง่ายราวกับผุดขึ้นมาจากลานทราย
ซึ่งผงฝุ่นพัดปลิวราวกับสุดขอบโลก บรรยากาศของลานฝึกทหารโล่งเตียนล้อมรั้วลวดหนาม
บรรดาทหารหนุ่มกระทืบเท้าลงบนพื้นสีขาวซีดๆอวลฝุ่น กลางบรรยากาศแห้งแล้งหงอยเหงา
บรรดาตัวละครกลับสาดซัดพายุอารมณ์อย่างไม่ยั้งมือ ทุกคนในเรื่องเพราะจะตะโดนใส่กัน
ตบตี ฉุดกระชากลากถูแสดงอารมณ์อย่างไม่ปิดบังราวกับเป็นตัวละครที่มาจากหนังของ Rainer
Werner Fassbinder ก็มิปาน หนำซ้ำ การตัดต่อของหนังก็เล่นกับอารมณ์รุนแรงทุกห้วงขณะ
หนังตัดภาพสามสี่ภาพซึ่งไปม่ต่อเนื่องกันมาปะทสังสรรค์กัน
เทคนิคที่ชวนให้นึกถึงถึงการตบโต๊ะปังกลางห้องสมุดที่เงียบเชียบ เรื่องเดินหน้าไปเรื่อยๆพลันแทรกภาพจากอีกที่ตัดสลับไปมา
ทำให้ทุกอย่างดูรุนแรงมากขึ้นไปอีก
ความรักของหญิงชายคู่นี้นั้นผิดทำนองคลองธรรมอย่างไร มองผาดเผินมันก็แค่น่ารบกวนใจในแง่ความรักต่างชนชั้นเท่านั้น
แต่ลึกลงไปใต้เปลือกผิวมันยังยอกย้อนซ้อนมายาคติจำนวนมากไว้อีกหลายเท่า เพราะ EVDOKIA
ที่จริงแล้วไม่ได้ถือครองตำแหน่ง
หญิงงามที่รอนายทหาร (คนนอก /คนเมือง/คนขาว/เจ้าอาณานิคม สุดแล้วแต่ท่าจะแทนค่าเติมคำลงในช่องว่าง)
ถ้าเธอจะมีอะไรคล้ายกันคือเธอถือครองตำแหน่งหญิงงาม
แต่เป็นหญิงงามเมืองของผู้ชายบนเกาะต่างหาก แน่นอนว่าสถานะโสเภณีของเธอนั้นจัดได้ว่าอยู่ลำดับชั้นต่ำสุดของสังคม
พอแก่ปลดระวางก็เป็นยายโสเภณีเพิ้งขี้เมา (หญิงนางเดียวที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนของเธอ)
ในขณะเดียวกัน นายทหารถือครองฐานะผู้บุกรุก
หากในหนังแสดงให้เห็นว่าการบุกรุกของเขาที่แท้ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย
พวกเขาแค่เอาเกาะนี้เป็นที่ฝึกระเบียบของเหล่าทหาร
นายทหารมีหน้าที่ฝึกฝนร่างกายขงบรรดาทหารให้พร้อมเพรียงเป็นหนึ่งเดียว
(ส่วนนี้ชวนให้นึกถึงหนังที่มาทีหลังอย่างBeau Travail ของCalire Denis อย่างยิ่ง) นายทหารครอบครองร่างกายของลูกหมู่
(และครอบครองร่างกายของชาวเกาะคือแผ่นดินในแง่ที่ว่าเขาเป็นตัวแทนรัฐ
หากการครอบครองของเขาก็เป็นไปเพียงเพื่อครอบครองและจัดระเบียบ)
ระเบียบของเขาใช้ไม่ได้กับความรักอันรุนแรงไร้ระเบียบเหตุผลของเขากับEVDOKIA ที่จริงแล้ว EVDOKIA ก็เคยถูกครอบครอง
จากบรรดาชายชาวเกาะ การเป็นโสเภณีทำให้เธอเป็นร่างที่พร้อมจะพถูกครอบครอง
กระทั่งนายทหารชิงตัวเธอไปครอบครองจริงๆซ้ำยังไม่ใช่การครอบครองแบบลับๆอย่างการหนีเมียมาเที่ยวเธอ
หากเป็นการครอบครองที่ถูกต้องตามกฏหมาย นั่นคือการแต่งงาน (ในแง่หนึ่งการแต่งงานก็คล้ายกับเป็นการปักปันเขตแดนโดยรัฐลงบนเกาะห่างไกล
)
และนายทหารพยายามฝึกร่างกายของเธอให้อยู่ในรูปรอยโดยการจงรักภักดีต่อเขาเพียงผู้เดียวและเลิกสำส่อนเสียที
กล่าวให้ง่ายการฝึทหารนับว่าใกล้เคียงที่สุดกับชีวิตแต่งงานของทั้งคู่!
ดังนั้นเหตุการณ์ในฉากไคลแกมกซ์ของหนังจึงไม่ใช่การหึงหวงกันทั่วไปหากมีนัยยะสะท้อนถึงการเอาคืนกับอำนาจรัฐ
แต่ไม่ใช่จากประชาชนหากเป็นของนายทุน(แมงดา)ผู้ครอบครองประชาชน(แผ่นดิน/ร่างกาย ของ EVDOKIA)
หล่อนเกิดมาเป็นหญิงคนเที่ยวและจำต้องทำหน้าที่เช่นนั้นไปชั่วนิรันดร์
ที่แท้แล้วนางโสเภณีต่างหากที่เป็นเสาค้ำชุมชนนี้ไม่ให้ร่วงหล่นลง ในฉากสุดท้ายของหนังภาพเศราของEVDOKIA จ้องมองแสงไฟขณะถูกบังคับให้ขึ้นรถจึงเป็นความเศร้าของแผ่นดิน
/ร่างกายซึ่งอยู่ใต้บงการของเจ้าของ(ที่อาจทึกทักความเป็นเจ้าของเอาเองก็ได้)
ซึ่งอาจเป็นใครสักคนที่เราไม่ต้องรู้จักหน้าค่าตาเลยทีเดียว
หมายเหตุ: ชื่อบทความมาจากชื่อหนังสือซึ่เงขียนโดย มิเชลล์ ฟูโกต์และแปลโดย ทองกร
โภคธรรม
posted on 22 Nov 2009 14:58 by filmsick in alienation
เขาและเธอพบกันบนเกาะตีนภูเขาไฟ บนทางเดินแคบชันที่เป็นเศษกรวดทราย
เขาบอกว่าเขาเคยเจอเธอเมื่อปีที่แล้ว แต่เธอจำเขาไม่ได้ และดูเหมือนไม่อยากจดจำ เธอตามหาอะไรสักอย่าง เขาก็ด้วย พวกเขาพบกัน
พูดจากันเล็กน้อย พยายามรื้อคืนความทรงจำ และปฏิเสธมัน ท่ามกลางทะเลไกลลิบ เศษกรวดทรายซึ่งร่วงหล่นไปบนกองหินตะปุ่มตะป่ำ
หมอกควันของภูเขาไฟซึ่งลอยอ้อยอิ่งอยู่เรี่ยดิน
ร่างของเขาเหมืองเงาของภูตผี ดุ่มเดินไปในหมอกควัน
ขึ้นเละลงอยู่บนลาดชันแห่งภูเขา เธอซบหน้าลงกับแผ่นหอนแข็งเย็น
จ้องมองหมอกควันลอยผ่านใบหน้า
จดจำบางอย่าง
หลงลืมบางอย่าง สร้างขั้นใหม่บางอย่าง
บิดเบือนบางอย่าง ความทรงจำ
และการหลงลืมล่องไหลเหมือนหมอกเหนือภูเขาไฟซึ่งยังคงคุกรุ่นพร้อมจะระเบิดลาวาลงไหลท่วมทับ
ภาพขาวดำคมชัด
นักแสดงหน้าตาดีซึ่งคัดมาให้เป็นภาพแทนของMARCELLO MASTROIANNI และ INGRID
BERGMAN นี่คือภาพยนตร์ (กึ่งงาน video art installation) โดย CHRISTELLE
LHEURHEUX ศิลปินหญิงชาวฝรั่งเศส ซึ่งเธอได้รื้อค้นเอาความทรงจำที่เธอมีต่อหนังอิตาลีเก่าๆ
มาประกอบสร้างขึ้นเป็นหนังเรื่องใหม่ ความทรงจำใหม่
ซึ่งเธอก็ได้หลงลืมชื่อเรียกของมันไปแล้ว
หนังซึ่งมีตั้งแต่
การนำ INGRID
BERGMAN มาจาก STROMBOLI ( ROBERTO ROSELLINI) มาเจอกัยดาราชายซึ่งเป็นตัวแทนของหนังอิตาลี อย่างMASTROIANNI (พระเอกคนสำคัญประจำหนังของFREDERICO
FELLINI) หนังดำเนินเรื่องบนเกาะตีนภูเขาไฟ แบบเดียวกับเหตุการณ์ ใน
STROMBOLI ตัวละครที่ผ่านมาพบกัน ต่างตะโกนหาใครสักคนที่ชื่อ
ANNA ตะโกนหญิงสาวที่สูญหายไปบนเกาะเหมือนกับช่วงต้นของ L'AVENTURA
ของ MICHEALANGELO ANTONIONI) พูดกันด้วยบทสนทนา จาก LAST
YEAR AT MARIENBAD (จริงๆนี่เป็นหนังฝรั่งเศส
แต่บทสนทาไปได้สวยเหลือเกินกับเรื่องที่ว่าด้วยความทรงจำ) เราพอจะจับเค้าได้ว่านี่คือหนังที่สร้างขึ้นมาโดยการประกอบความทรงจำขึ้นใหม่
แม้ความรู้และทรงจำเดี่ยวกับหนังอิตาเลียนเก่าๆอาจช่วยให้เราเข้าถึงหนังได้ง่ายขึ้น
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านี่เป็นหนังเฉพาะคอหนังโบราณ นี่ไม่ใช่หนังคารวะอาจารย์บูชาครู
เพราะตัวหนังที่จริงไม่ได้จะพูดเรื่องหนัง (ความเป็นหนังอิงหนัง
อาจทำให้เราเอาแต่โยงหนังเก่าเข้ามาเปรียบเทียบหนังใหม่)
แต่ที่หนังต้องการคือการสร้างความทรงจำ ซึ่งเป็นการสร้างความทรงจำ จากความทรงจำที่ถูกประดิษฐ์สร้างขึ้น
แน่นอนว่าความทรงจำที่ประดิษฐ์สร้างขึ้นที่นี้คือ ภาพยนตร์
CHRISTELLE
ประกอบสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นจากชิ้นส่วนความทรงจำ
ที่เธอมีต่อหนังเก่า เธอเอาตัวละครจากหนัง A มาพบกับตัวละครจกหนัง
B พวกเขาสนทนากันด้วยบทสนทนาของหนังC ในสถานที่ซึ่งเป็นฉากหลังของหนัง
D จากนั้นเดินจากกันไป
ไปตามหาคนที่หายไปจากหนังE ทั้งหมดทั้งมวลคือชิ้นส่วนความทรงจำทุติยภูมิ
(ซึ่งเกิดจากการดูหนัง ) ความทรงจำนั้นแตกต่างจากข้อเท็จจริง
ความทรงจำเป็นเรื่องเชื่อถือไม่ได้ เพราะมันคือข้อเท็จจริงที่ผสมเอาความรู้สึก
ความคิด ภูมิหลัง กระทั่งภาพลวงที่ผู้จำสร้างขึ้นเอง ทั้งหมดทั้งมวลถูกนำมาปะติดปะต่อ กวนเข้าด้วยกันแล้วเคี่ยวจนข้นด้วยวันเวลา
จนกระทั่งตกผลึกมาเป็นชิ้นส่วนของความทรงจำ
Christelle
ไม่ได้เปิดหนังเก่าดูแล้วเลียนแบบฉาก
เธอสร้างมันขึ้นมาจากความทรงจำของเธอเอง เขียนมันขึ้นมาใหม่ ประกอบมันขึ้นมาใหม่
ดังนั้นในทุกขณะที่หนังของเธอสร้างความทรงจำขึ้นใหม่
ทุกขณะมันก็ค่อยๆสูญเสียความทรงจำไปทีละน้อย
ชั่วขณะซึ่งตัวละครจดจำกันและกันไม่ได้อีกต่อไป ชั่วขณะที่ตัวละครเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน
และแปลกหน้าต่อคนดู หนังให้เวลากับการติดตามตัวละครเดินหลงทางบนภูเขา
ท่ามกลางสายหมอกซึ่งเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าโอบล้อมทัศนียภาพ (ในความจริง
ฉากเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้มีการแสดงเปียโนสดควบไปด้วยขณะฉาย) ยิ่งตัวละครเดินไปเรื่อยๆ เรียกใครสักคน
หรือหลงลืมกันและกัน เรายิ่งค่อยๆค้นพบช้าๆว่าพวกเขา เช่นกันกับเรา
กำลังหลงลืม การหลงทางในความทรงจำ
ทำให้เราค่อยๆหลงลืมกันไป ท้ายที่สุด
เราก็ไม่เหลือความทรงจำใดๆอีก
เฉกเช่นเดียวกับตัวละคร เร่ร่อนเดียวดายในดินแดนลึกลับที่หมอกหนาโอบล้อมจนไม่อาจมองเห็นทางทั้งหน้าและหลังอีกต่อไป
กระทั่งการเลือกใช้นักแสดงแทน(
ในทางหนึ่งก็อาจจะเพราะตัวจริงตายไปแล้ว) ยิ่งแสดงชัดถึงความปลอมปน การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ความทรงจำปลอม ซึ่งยืนยันการเลือนหายไปของความทรงจำดั้งเดิม )
ในทางภาพยนตร์
I FOGOT THE
TITLE คือเศษเสี้ยวของความทรงจำจากหนังอิตาเลียน ที่ก่อร่างขึ้นใหม่
ได้สาบสูญความหมายดั้งเดิมของมันลงสิ้น แต่ก็สร้างความหมายใหม่ขึ้นมา
เราไม่อาจบอกได้อีกแล้วว่านี่คือชิ้นส่วนขอ STROMBOLI
ของL'AVENTURA ของ LA NOTTE มันกลายเป็นสิ่งใหม่
ความทรงจำใหม่ซึ่งไหลทับใบหน้าเดิมของความทรงจำเดิม สุดท้ายมันก็สร้างข้อเท็จจริงใหม่
ความทรงจำใหม่ และการหลงลืมชนิดใหม่ขึ้นในเรา
กล่าวสรุปได้ว่า
ภาพยนตร์คือประดิษฐกรรมแห่งความทรงจำ ในขณะเดียวกันมันก็คือหลักฐานเชิงประจักษ์
แห่งการหลงลืม (ในที่นี้ -I
FORGOT THE TITLE ยิ่งร้ายกาจกว่าด้วยการหลงลืมกระทั่งชื่อของมันไป
)