alienation

 

หลังจากเบื่อๆกันไปกับMAN FROM LONDON เรากลับมาญาติดีอย่างลึกซึ้งกับเบล่า ทาร์ อีกครั้งและคราวนี้เป็นไปอย่างลึกซึ้งสวยงาม ด้วยงานเล็กๆที่ทาร์ทำให้ทีวี งานวีดีโอเล็กๆทีไม่มีเรื่องราวอะไรเลย หนังไม่มีเรื่องอะไรนอกจากถ่ายภาพ ชายหนุ่ม (ซึ่งจริงๆเป็นคนทำเพลงให้กับหนังเรื่องอื่นๆของทาร์) เดินทางไปยังดินแดนรกร้าง เขาเดินเล่นในบ้านร้างเก่าโทรม เข้าไปในหอที่ไม่มีหลังคา โรงละครเก่า ถนนร้างๆ ท้องทุ่งแห้งๆ โดยระกว่างนั้นเขาก็บ่นพร่ำบทกวีเกี่ยวกับชีวิต ความรัก และความตาย ตลอดทั้งสามสิบห้านาที มีเพียงฉากเหล่านี้ไหลต่อเนื่องกันไปโดยไม่มีเรื่องเล่าใดๆ

 

หนังเรื่องนี้อาจจะไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย แต่วิถีภาพคืบเคลื่อนเนิ่นช้าแบบทาร์ และบทกวีสวยเศร้าของชายผู้ดูเหมือนจะเดินทางไปในสถานที่ที่ไม่จำเป้นต้องไป โดยไม่มีจุดหมายอะไรมากไปกว่าเดินผ่านไปทางนั้น ทัศนียภาพ บทกวี และการเคลื่อนกล้องขับเน้นความเวิ้งว้างว่างเปล่าของชีวิต ทั้งของตัวละคร(ถ้าหากจะมีอยู่)ในหนัง และกับผู้ชม ภาพซึ่งปรากฏอย่างเรียบเรื่อยด้วยการเคลื่อนกล้องที่ไม่นำไปสู่สิ่งใด

 

หนังคงภาพสายต้าการจ้องมองที่เคลือบความชั่วร้ายและเศร้าสร้อยของทาร์ไว้ครบถ้วน ยิ่งในช่วงท้ายของหนังก็ยิ่งทรงพลังถึงขีดสุด ด้วยภาพของชายหนุ่มนั่งเล่นคีย์บอร์ดอยู่บนหลังรถกะบะที่คืบเคลื่อนไปในทัศนียภาพป่ารกร้างกลางแสงตะวันยามเย็น เสียงคอร์ดซ้ำๆไม่กี่คอร์ดที่เสมือนแต่ละตัวโน้ตต่างดำรงคงอยู่ชั่วนิรันดร์ ในแสงตะวันยามโพล้เพล้ กลายเป็นบทกวีเศร้าสร้อยซึ่งใช้ดนตรีแทนถ้อยคำได้อย่างหมดจด (ฉากนี้ทำให้คิดถึงMOBILE MENของพี่เจ้ยมากๆ)  ตามมาด้วยฉากในห้องมืดๆ ชายแก่เปลือยครึ่งท่อนนั่งปอกมันฝรั่งอยู่ในความมืด กลางเสียงการไอและเสียงสำลัก ายหนุ่มนั่งสูบบุหรี่ในส่วนลึกสุดของห้องรำพันบทกวีของชีวิตและความตาย
 
ฉากสุดท้ายของหนังชายหนุ่มเดินไปในปราสาทโบราณกลางผนังอิฐที่ลอกล่อน พร่ำบทกวีที่ว่าด้วยชีวิตซึ่งเป็นดั่งทะเลของโลหิตเหนียวข้น ช่วงท้ายของบทกวีมีเสียงเหล็กเอียดออดแทรกขึ้นมาเขาเดินออจาสกปราสาทหายลับไปในดงไม้ แทนที่ด้วยภาพของแหล่งกำเนิดเสียงซึ่งคึอเด็กน้อยโ,้ชิงช้าที่ทำจากเหล็ก เสียงจังหวะเิีิียดออดของชิงช้า และภาพภาพนั้นถึงกับสร้างบทกวีขึ้นมาด้วยตัวมั... See Moreนเองผ่านการจ้องมองจังหวะของชิงช้่า การลงจากมันและเดินลับไป

โดยส่วนตัวที่คือหนังสั้นที่งดงาม เศร้าสร้อย และดูมีแง่งามที่สุดเรื่องหนึ่งของทาร์ มีแง่งามในแง่ที่ว่าอย่างน้อยเขาก็ถอยออกมาจากโลกซีดเศร้ามืดชั่วมัวหมอง เขายืนมองมันไกลๆในภาพสี และครุ้นคำนึงถึงมันอย่างเศร้าๆเท่านั้นเอง
 
 

 

เธอคือหญิงคนเที่ยวของเกาะแห่งไกลนั้น เขาเป็นนายทหารผู้มาใหม่ รับผิดชอบกองกำลังราวหนึ่งหมู่ซุ่มซ้อมพวกทหารให้พรักพร้อม เปลือยออกเรียงแถวกันอยุ่กลางแสงแดด ตะโดนเสียงดำ วิ่งกันเป็นเป็นกระบวน ซักซ้อมการสวนสนามและจัดแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เธอร่างท้วม และออกจะเพ้อฝัน หญิงคนหนึ่งอ่านอนาคตของเธอจากใบชา และพบเห็นการมาถึง ค่ำคืน ความมืด มงกุฏ และกางเขน กางเขนเช่นเดียวกับแขนที่กางออกของนายทหารที่เต้นรำอย่างเมามายอยู่ในร้านเหล้ายามค่ำคืน  ที่ที่เธอพบเขา ก่อนจะมีเรื่องกับหนุ่มชาวบ้าน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือชายคนรัก กล่าวให้ถูกกว่าคือ แมงดาของเธอ คืนนั้นเองทั้งคู่ตกหลุมรักกัน ความรักร้อนแรงเกินห้ามอกหักใจ ความรักแบบที่เหลือบแลเพียงชั่วครู่ก็รู้ว่ามีแต่เดินไปสู่โศกนาฏกรรม

 

เรื่องเล่าสุดแสนสามัญไม่ยากเกินคาดเดา แต่กลับห่างไกลอย่างยิ่งกับสิ่งที่คาดเดาได้ นี่คือภาพยนตร์ของALEXIS DAMIANOS ชื่อผู้กำกับอาจไม่คุ้นหู แต่ว่ากันว่าสำหรับภาพยนตร์จากกรีซนี่คือหนังเรื่องสำคัญประจำทศวรรษที่ 70's ที่ทุกองค์ประกอบของหนังล้วนถูกนำเสนออย่างรุนแรงทางอารมณ์ยิ่ง

 

รุนแรงเช่นเดียวกับชีวิตรักของEVDOKIA กับทหารหนุ่มผู้ซึ่งไฟรักแผดเผาจนต้องลอบหนีไปหาหล่อน  ทั้งคู่ซ้อนมอเตอร์ไซคล์ไปไหนต่อไหน  ปวิ่งไล่จับกันในป่า ปีนภูเขาไปโล้ชิงช้าน่าหวาดเสียวที่ริมหน้าผา ก่อนจะตกลงใจแต่งงานกันอย่างรวดเร็ว EVDOKIA ชวนคนทั้งหมู่บ้านมาร่วมยินดี หากเจ้าบ่าวกลับหายตัวไปในวันงาน กว่าเขาจะมาถึงเธอก็กราดเกรี้ยวเกินเยียวยา เธอไล่ตะเพิดเขาไป โดยฟังว่าเขาถูกจับกุมคุมขังเรื่องที่เขาหนีอ ออกมาหาเธอกลางดึก แต่ก็คืนดีกันในท้ายที่สุด แต่แม้ทั้งคู่จะตกร่องปล่องชิ้นกัน คนอื่นๆก็ยังคงมองเธอเป็นเพียงนางโสเภณีอยู่ดี เขาพาเธอขี่มอเตอร์ไซค์ลไปเที่ยวทะเล ไอ้พวกเพื่อนทหารก็มาก้อร่อก้อติกจนเกือบมีเรื่อง ยิ่งพอเธอยักคิ้วหลิ่วตาให้เขาก็ยิ่งเป็นฟืนเป็นไฟถึงกับจอดรบลากเธอมาตบตี  ก่อนจะไปเริงเล่นกันที่ชายหาดลึกลับนอกเมือง

 

ความสัมพันธ์ลุ่มๆดอนๆของเขาและเธอเป็นไปเช่นนั้น รักกัน ชังกัน ไม่ไว้ใจกัน อยู่ด้วยกันก็มีแต่ทะเลาะกัน แต่ก็ไม่อาจแยกขาดจากกันได้ ไฟรักร้อนแรงแผดเผาจนทั้งคู่แทบลูกไหม้ โหมซ้ำด้วยไฟของสังคมที่ยังคงซุบซิบนินทาลับหลัง กระทั่งนายทหารหนุ่มเริ่มหมดความอดทน เขาหนีเธอไปเกาะอื่น   ตอนนั้นเองเจ้าแมงดาที่ยังคงอาวรณ์จนแอบลอบติดตามเธอเสมอก็กลับมา  เธอออกขายตัวอีกรอบ แม้เพียงแค่ใช้ปากกลางถนนเปลี่ยวกับตาแก่หงำเหงอะ มันก็ทำให้เขาอดรยทนไม่ได้เมื่อกลับมา ยิ่งรักยิ่งถลำลงในห้วงรัก ความรักอันผิดทำนองคลองธรรมของธรรมของเขาและเธอนั้นไม่อาจยอมให้เกิดขึ้นได้ในสังคมเล็กๆแห่งนี้

ภายใต้เนื้อหาที่คุ้นเคยสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างออกไปคือการสร้างอารมณือันปั่นป่วนรุนแรงในทุกอณูของเนื้อหนัง เริ่มตั้งแต่ทัศนียภาพของเกาะแก่งห่างไกลที่ทุกอย่างล้วนอวลไปด้วยฝุ่นทราย บ้านของEVDOKIA อยู่ริมขิบของหมู่บานซึ่งก่ออิฐฉาบปูนอย่างเรียบง่ายราวกับผุดขึ้นมาจากลานทราย ซึ่งผงฝุ่นพัดปลิวราวกับสุดขอบโลก บรรยากาศของลานฝึกทหารโล่งเตียนล้อมรั้วลวดหนาม บรรดาทหารหนุ่มกระทืบเท้าลงบนพื้นสีขาวซีดๆอวลฝุ่น   กลางบรรยากาศแห้งแล้งหงอยเหงา บรรดาตัวละครกลับสาดซัดพายุอารมณ์อย่างไม่ยั้งมือ ทุกคนในเรื่องเพราะจะตะโดนใส่กัน ตบตี ฉุดกระชากลากถูแสดงอารมณ์อย่างไม่ปิดบังราวกับเป็นตัวละครที่มาจากหนังของ Rainer Werner Fassbinder ก็มิปาน หนำซ้ำ การตัดต่อของหนังก็เล่นกับอารมณ์รุนแรงทุกห้วงขณะ  หนังตัดภาพสามสี่ภาพซึ่งไปม่ต่อเนื่องกันมาปะทสังสรรค์กัน  เทคนิคที่ชวนให้นึกถึงถึงการตบโต๊ะปังกลางห้องสมุดที่เงียบเชียบ เรื่องเดินหน้าไปเรื่อยๆพลันแทรกภาพจากอีกที่ตัดสลับไปมา ทำให้ทุกอย่างดูรุนแรงมากขึ้นไปอีก

ความรักของหญิงชายคู่นี้นั้นผิดทำนองคลองธรรมอย่างไร  มองผาดเผินมันก็แค่น่ารบกวนใจในแง่ความรักต่างชนชั้นเท่านั้น แต่ลึกลงไปใต้เปลือกผิวมันยังยอกย้อนซ้อนมายาคติจำนวนมากไว้อีกหลายเท่า เพราะ EVDOKIA ที่จริงแล้วไม่ได้ถือครองตำแหน่ง หญิงงามที่รอนายทหาร (คนนอก /คนเมือง/คนขาว/เจ้าอาณานิคม สุดแล้วแต่ท่าจะแทนค่าเติมคำลงในช่องว่าง) ถ้าเธอจะมีอะไรคล้ายกันคือเธอถือครองตำแหน่งหญิงงาม แต่เป็นหญิงงามเมืองของผู้ชายบนเกาะต่างหาก แน่นอนว่าสถานะโสเภณีของเธอนั้นจัดได้ว่าอยู่ลำดับชั้นต่ำสุดของสังคม พอแก่ปลดระวางก็เป็นยายโสเภณีเพิ้งขี้เมา (หญิงนางเดียวที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนของเธอ) ในขณะเดียวกัน นายทหารถือครองฐานะผู้บุกรุก หากในหนังแสดงให้เห็นว่าการบุกรุกของเขาที่แท้ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย พวกเขาแค่เอาเกาะนี้เป็นที่ฝึกระเบียบของเหล่าทหาร นายทหารมีหน้าที่ฝึกฝนร่างกายขงบรรดาทหารให้พร้อมเพรียงเป็นหนึ่งเดียว (ส่วนนี้ชวนให้นึกถึงหนังที่มาทีหลังอย่างBeau Travail ของCalire Denis อย่างยิ่ง)  นายทหารครอบครองร่างกายของลูกหมู่ (และครอบครองร่างกายของชาวเกาะคือแผ่นดินในแง่ที่ว่าเขาเป็นตัวแทนรัฐ หากการครอบครองของเขาก็เป็นไปเพียงเพื่อครอบครองและจัดระเบียบ) 

 

ระเบียบของเขาใช้ไม่ได้กับความรักอันรุนแรงไร้ระเบียบเหตุผลของเขากับEVDOKIA  ที่จริงแล้ว EVDOKIA ก็เคยถูกครอบครอง จากบรรดาชายชาวเกาะ การเป็นโสเภณีทำให้เธอเป็นร่างที่พร้อมจะพถูกครอบครอง กระทั่งนายทหารชิงตัวเธอไปครอบครองจริงๆซ้ำยังไม่ใช่การครอบครองแบบลับๆอย่างการหนีเมียมาเที่ยวเธอ หากเป็นการครอบครองที่ถูกต้องตามกฏหมาย นั่นคือการแต่งงาน (ในแง่หนึ่งการแต่งงานก็คล้ายกับเป็นการปักปันเขตแดนโดยรัฐลงบนเกาะห่างไกล ) และนายทหารพยายามฝึกร่างกายของเธอให้อยู่ในรูปรอยโดยการจงรักภักดีต่อเขาเพียงผู้เดียวและเลิกสำส่อนเสียที กล่าวให้ง่ายการฝึทหารนับว่าใกล้เคียงที่สุดกับชีวิตแต่งงานของทั้งคู่!

 

ดังนั้นเหตุการณ์ในฉากไคลแกมกซ์ของหนังจึงไม่ใช่การหึงหวงกันทั่วไปหากมีนัยยะสะท้อนถึงการเอาคืนกับอำนาจรัฐ แต่ไม่ใช่จากประชาชนหากเป็นของนายทุน(แมงดา)ผู้ครอบครองประชาชน(แผ่นดิน/ร่างกาย ของ EVDOKIA)  หล่อนเกิดมาเป็นหญิงคนเที่ยวและจำต้องทำหน้าที่เช่นนั้นไปชั่วนิรันดร์ ที่แท้แล้วนางโสเภณีต่างหากที่เป็นเสาค้ำชุมชนนี้ไม่ให้ร่วงหล่นลง  ในฉากสุดท้ายของหนังภาพเศราของEVDOKIA จ้องมองแสงไฟขณะถูกบังคับให้ขึ้นรถจึงเป็นความเศร้าของแผ่นดิน /ร่างกายซึ่งอยู่ใต้บงการของเจ้าของ(ที่อาจทึกทักความเป็นเจ้าของเอาเองก็ได้) ซึ่งอาจเป็นใครสักคนที่เราไม่ต้องรู้จักหน้าค่าตาเลยทีเดียว

 

 

หมายเหตุ: ชื่อบทความมาจากชื่อหนังสือซึ่เงขียนโดย มิเชลล์ ฟูโกต์และแปลโดย ทองกร โภคธรรม

 

 

 

เขาและเธอพบกันบนเกาะตีนภูเขาไฟ  บนทางเดินแคบชันที่เป็นเศษกรวดทราย เขาบอกว่าเขาเคยเจอเธอเมื่อปีที่แล้ว แต่เธอจำเขาไม่ได้ และดูเหมือนไม่อยากจดจำ  เธอตามหาอะไรสักอย่าง เขาก็ด้วย พวกเขาพบกัน พูดจากันเล็กน้อย พยายามรื้อคืนความทรงจำ และปฏิเสธมัน  ท่ามกลางทะเลไกลลิบ เศษกรวดทรายซึ่งร่วงหล่นไปบนกองหินตะปุ่มตะป่ำ หมอกควันของภูเขาไฟซึ่งลอยอ้อยอิ่งอยู่เรี่ยดิน  ร่างของเขาเหมืองเงาของภูตผี ดุ่มเดินไปในหมอกควัน ขึ้นเละลงอยู่บนลาดชันแห่งภูเขา เธอซบหน้าลงกับแผ่นหอนแข็งเย็น จ้องมองหมอกควันลอยผ่านใบหน้า

 

จดจำบางอย่าง หลงลืมบางอย่าง  สร้างขั้นใหม่บางอย่าง บิดเบือนบางอย่าง ความทรงจำ และการหลงลืมล่องไหลเหมือนหมอกเหนือภูเขาไฟซึ่งยังคงคุกรุ่นพร้อมจะระเบิดลาวาลงไหลท่วมทับ

ภาพขาวดำคมชัด นักแสดงหน้าตาดีซึ่งคัดมาให้เป็นภาพแทนของMARCELLO MASTROIANNI และ INGRID BERGMAN นี่คือภาพยนตร์ (กึ่งงาน video art  installation) โดย CHRISTELLE LHEURHEUX  ศิลปินหญิงชาวฝรั่งเศส ซึ่งเธอได้รื้อค้นเอาความทรงจำที่เธอมีต่อหนังอิตาลีเก่าๆ มาประกอบสร้างขึ้นเป็นหนังเรื่องใหม่ ความทรงจำใหม่ ซึ่งเธอก็ได้หลงลืมชื่อเรียกของมันไปแล้ว

หนังซึ่งมีตั้งแต่ การนำ INGRID BERGMAN มาจาก STROMBOLI ( ROBERTO ROSELLINI) มาเจอกัยดาราชายซึ่งเป็นตัวแทนของหนังอิตาลี อย่างMASTROIANNI  (พระเอกคนสำคัญประจำหนังของFREDERICO FELLINI) หนังดำเนินเรื่องบนเกาะตีนภูเขาไฟ แบบเดียวกับเหตุการณ์ ใน STROMBOLI ตัวละครที่ผ่านมาพบกัน ต่างตะโกนหาใครสักคนที่ชื่อ ANNA ตะโกนหญิงสาวที่สูญหายไปบนเกาะเหมือนกับช่วงต้นของ L'AVENTURA ของ MICHEALANGELO ANTONIONI)  พูดกันด้วยบทสนทนา จาก LAST YEAR AT MARIENBAD (จริงๆนี่เป็นหนังฝรั่งเศส แต่บทสนทาไปได้สวยเหลือเกินกับเรื่องที่ว่าด้วยความทรงจำ)  เราพอจะจับเค้าได้ว่านี่คือหนังที่สร้างขึ้นมาโดยการประกอบความทรงจำขึ้นใหม่

 

แม้ความรู้และทรงจำเดี่ยวกับหนังอิตาเลียนเก่าๆอาจช่วยให้เราเข้าถึงหนังได้ง่ายขึ้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านี่เป็นหนังเฉพาะคอหนังโบราณ  นี่ไม่ใช่หนังคารวะอาจารย์บูชาครู เพราะตัวหนังที่จริงไม่ได้จะพูดเรื่องหนัง (ความเป็นหนังอิงหนัง อาจทำให้เราเอาแต่โยงหนังเก่าเข้ามาเปรียบเทียบหนังใหม่) แต่ที่หนังต้องการคือการสร้างความทรงจำ ซึ่งเป็นการสร้างความทรงจำ จากความทรงจำที่ถูกประดิษฐ์สร้างขึ้น แน่นอนว่าความทรงจำที่ประดิษฐ์สร้างขึ้นที่นี้คือ ภาพยนตร์

 

CHRISTELLE ประกอบสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นจากชิ้นส่วนความทรงจำ ที่เธอมีต่อหนังเก่า เธอเอาตัวละครจากหนัง A มาพบกับตัวละครจกหนัง B พวกเขาสนทนากันด้วยบทสนทนาของหนังC ในสถานที่ซึ่งเป็นฉากหลังของหนัง D จากนั้นเดินจากกันไป  ไปตามหาคนที่หายไปจากหนังE  ทั้งหมดทั้งมวลคือชิ้นส่วนความทรงจำทุติยภูมิ (ซึ่งเกิดจากการดูหนัง ) ความทรงจำนั้นแตกต่างจากข้อเท็จจริง ความทรงจำเป็นเรื่องเชื่อถือไม่ได้ เพราะมันคือข้อเท็จจริงที่ผสมเอาความรู้สึก ความคิด ภูมิหลัง กระทั่งภาพลวงที่ผู้จำสร้างขึ้นเอง   ทั้งหมดทั้งมวลถูกนำมาปะติดปะต่อ กวนเข้าด้วยกันแล้วเคี่ยวจนข้นด้วยวันเวลา จนกระทั่งตกผลึกมาเป็นชิ้นส่วนของความทรงจำ

 

 

 

Christelle ไม่ได้เปิดหนังเก่าดูแล้วเลียนแบบฉาก เธอสร้างมันขึ้นมาจากความทรงจำของเธอเอง เขียนมันขึ้นมาใหม่   ประกอบมันขึ้นมาใหม่  ดังนั้นในทุกขณะที่หนังของเธอสร้างความทรงจำขึ้นใหม่ ทุกขณะมันก็ค่อยๆสูญเสียความทรงจำไปทีละน้อย  ชั่วขณะซึ่งตัวละครจดจำกันและกันไม่ได้อีกต่อไป  ชั่วขณะที่ตัวละครเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน และแปลกหน้าต่อคนดู  หนังให้เวลากับการติดตามตัวละครเดินหลงทางบนภูเขา ท่ามกลางสายหมอกซึ่งเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าโอบล้อมทัศนียภาพ  (ในความจริง ฉากเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้มีการแสดงเปียโนสดควบไปด้วยขณะฉาย)  ยิ่งตัวละครเดินไปเรื่อยๆ เรียกใครสักคน หรือหลงลืมกันและกัน เรายิ่งค่อยๆค้นพบช้าๆว่าพวกเขา เช่นกันกับเรา กำลังหลงลืม  การหลงทางในความทรงจำ ทำให้เราค่อยๆหลงลืมกันไป  ท้ายที่สุด เราก็ไม่เหลือความทรงจำใดๆอีก  เฉกเช่นเดียวกับตัวละคร เร่ร่อนเดียวดายในดินแดนลึกลับที่หมอกหนาโอบล้อมจนไม่อาจมองเห็นทางทั้งหน้าและหลังอีกต่อไป กระทั่งการเลือกใช้นักแสดงแทน( ในทางหนึ่งก็อาจจะเพราะตัวจริงตายไปแล้ว) ยิ่งแสดงชัดถึงความปลอมปน  การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ความทรงจำปลอม  ซึ่งยืนยันการเลือนหายไปของความทรงจำดั้งเดิม )

ในทางภาพยนตร์ I FOGOT THE TITLE คือเศษเสี้ยวของความทรงจำจากหนังอิตาเลียน ที่ก่อร่างขึ้นใหม่ ได้สาบสูญความหมายดั้งเดิมของมันลงสิ้น แต่ก็สร้างความหมายใหม่ขึ้นมา เราไม่อาจบอกได้อีกแล้วว่านี่คือชิ้นส่วนขอ STROMBOLI ของL'AVENTURA ของ LA NOTTE  มันกลายเป็นสิ่งใหม่ ความทรงจำใหม่ซึ่งไหลทับใบหน้าเดิมของความทรงจำเดิม สุดท้ายมันก็สร้างข้อเท็จจริงใหม่ ความทรงจำใหม่ และการหลงลืมชนิดใหม่ขึ้นในเรา

 

กล่าวสรุปได้ว่า ภาพยนตร์คือประดิษฐกรรมแห่งความทรงจำ ในขณะเดียวกันมันก็คือหลักฐานเชิงประจักษ์ แห่งการหลงลืม (ในที่นี้ -I FORGOT THE TITLE ยิ่งร้ายกาจกว่าด้วยการหลงลืมกระทั่งชื่อของมันไป )