alienation

 

 

เขาและเธอพบกันบนเกาะตีนภูเขาไฟ  บนทางเดินแคบชันที่เป็นเศษกรวดทราย เขาบอกว่าเขาเคยเจอเธอเมื่อปีที่แล้ว แต่เธอจำเขาไม่ได้ และดูเหมือนไม่อยากจดจำ  เธอตามหาอะไรสักอย่าง เขาก็ด้วย พวกเขาพบกัน พูดจากันเล็กน้อย พยายามรื้อคืนความทรงจำ และปฏิเสธมัน  ท่ามกลางทะเลไกลลิบ เศษกรวดทรายซึ่งร่วงหล่นไปบนกองหินตะปุ่มตะป่ำ หมอกควันของภูเขาไฟซึ่งลอยอ้อยอิ่งอยู่เรี่ยดิน  ร่างของเขาเหมืองเงาของภูตผี ดุ่มเดินไปในหมอกควัน ขึ้นเละลงอยู่บนลาดชันแห่งภูเขา เธอซบหน้าลงกับแผ่นหอนแข็งเย็น จ้องมองหมอกควันลอยผ่านใบหน้า

 

จดจำบางอย่าง หลงลืมบางอย่าง  สร้างขั้นใหม่บางอย่าง บิดเบือนบางอย่าง ความทรงจำ และการหลงลืมล่องไหลเหมือนหมอกเหนือภูเขาไฟซึ่งยังคงคุกรุ่นพร้อมจะระเบิดลาวาลงไหลท่วมทับ

ภาพขาวดำคมชัด นักแสดงหน้าตาดีซึ่งคัดมาให้เป็นภาพแทนของMARCELLO MASTROIANNI และ INGRID BERGMAN นี่คือภาพยนตร์ (กึ่งงาน video art  installation) โดย CHRISTELLE LHEURHEUX  ศิลปินหญิงชาวฝรั่งเศส ซึ่งเธอได้รื้อค้นเอาความทรงจำที่เธอมีต่อหนังอิตาลีเก่าๆ มาประกอบสร้างขึ้นเป็นหนังเรื่องใหม่ ความทรงจำใหม่ ซึ่งเธอก็ได้หลงลืมชื่อเรียกของมันไปแล้ว

หนังซึ่งมีตั้งแต่ การนำ INGRID BERGMAN มาจาก STROMBOLI ( ROBERTO ROSELLINI) มาเจอกัยดาราชายซึ่งเป็นตัวแทนของหนังอิตาลี อย่างMASTROIANNI  (พระเอกคนสำคัญประจำหนังของFREDERICO FELLINI) หนังดำเนินเรื่องบนเกาะตีนภูเขาไฟ แบบเดียวกับเหตุการณ์ ใน STROMBOLI ตัวละครที่ผ่านมาพบกัน ต่างตะโกนหาใครสักคนที่ชื่อ ANNA ตะโกนหญิงสาวที่สูญหายไปบนเกาะเหมือนกับช่วงต้นของ L'AVENTURA ของ MICHEALANGELO ANTONIONI)  พูดกันด้วยบทสนทนา จาก LAST YEAR AT MARIENBAD (จริงๆนี่เป็นหนังฝรั่งเศส แต่บทสนทาไปได้สวยเหลือเกินกับเรื่องที่ว่าด้วยความทรงจำ)  เราพอจะจับเค้าได้ว่านี่คือหนังที่สร้างขึ้นมาโดยการประกอบความทรงจำขึ้นใหม่

 

แม้ความรู้และทรงจำเดี่ยวกับหนังอิตาเลียนเก่าๆอาจช่วยให้เราเข้าถึงหนังได้ง่ายขึ้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านี่เป็นหนังเฉพาะคอหนังโบราณ  นี่ไม่ใช่หนังคารวะอาจารย์บูชาครู เพราะตัวหนังที่จริงไม่ได้จะพูดเรื่องหนัง (ความเป็นหนังอิงหนัง อาจทำให้เราเอาแต่โยงหนังเก่าเข้ามาเปรียบเทียบหนังใหม่) แต่ที่หนังต้องการคือการสร้างความทรงจำ ซึ่งเป็นการสร้างความทรงจำ จากความทรงจำที่ถูกประดิษฐ์สร้างขึ้น แน่นอนว่าความทรงจำที่ประดิษฐ์สร้างขึ้นที่นี้คือ ภาพยนตร์

 

CHRISTELLE ประกอบสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นจากชิ้นส่วนความทรงจำ ที่เธอมีต่อหนังเก่า เธอเอาตัวละครจากหนัง A มาพบกับตัวละครจกหนัง B พวกเขาสนทนากันด้วยบทสนทนาของหนังC ในสถานที่ซึ่งเป็นฉากหลังของหนัง D จากนั้นเดินจากกันไป  ไปตามหาคนที่หายไปจากหนังE  ทั้งหมดทั้งมวลคือชิ้นส่วนความทรงจำทุติยภูมิ (ซึ่งเกิดจากการดูหนัง ) ความทรงจำนั้นแตกต่างจากข้อเท็จจริง ความทรงจำเป็นเรื่องเชื่อถือไม่ได้ เพราะมันคือข้อเท็จจริงที่ผสมเอาความรู้สึก ความคิด ภูมิหลัง กระทั่งภาพลวงที่ผู้จำสร้างขึ้นเอง   ทั้งหมดทั้งมวลถูกนำมาปะติดปะต่อ กวนเข้าด้วยกันแล้วเคี่ยวจนข้นด้วยวันเวลา จนกระทั่งตกผลึกมาเป็นชิ้นส่วนของความทรงจำ

 

 

 

Christelle ไม่ได้เปิดหนังเก่าดูแล้วเลียนแบบฉาก เธอสร้างมันขึ้นมาจากความทรงจำของเธอเอง เขียนมันขึ้นมาใหม่   ประกอบมันขึ้นมาใหม่  ดังนั้นในทุกขณะที่หนังของเธอสร้างความทรงจำขึ้นใหม่ ทุกขณะมันก็ค่อยๆสูญเสียความทรงจำไปทีละน้อย  ชั่วขณะซึ่งตัวละครจดจำกันและกันไม่ได้อีกต่อไป  ชั่วขณะที่ตัวละครเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน และแปลกหน้าต่อคนดู  หนังให้เวลากับการติดตามตัวละครเดินหลงทางบนภูเขา ท่ามกลางสายหมอกซึ่งเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าโอบล้อมทัศนียภาพ  (ในความจริง ฉากเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้มีการแสดงเปียโนสดควบไปด้วยขณะฉาย)  ยิ่งตัวละครเดินไปเรื่อยๆ เรียกใครสักคน หรือหลงลืมกันและกัน เรายิ่งค่อยๆค้นพบช้าๆว่าพวกเขา เช่นกันกับเรา กำลังหลงลืม  การหลงทางในความทรงจำ ทำให้เราค่อยๆหลงลืมกันไป  ท้ายที่สุด เราก็ไม่เหลือความทรงจำใดๆอีก  เฉกเช่นเดียวกับตัวละคร เร่ร่อนเดียวดายในดินแดนลึกลับที่หมอกหนาโอบล้อมจนไม่อาจมองเห็นทางทั้งหน้าและหลังอีกต่อไป กระทั่งการเลือกใช้นักแสดงแทน( ในทางหนึ่งก็อาจจะเพราะตัวจริงตายไปแล้ว) ยิ่งแสดงชัดถึงความปลอมปน  การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ความทรงจำปลอม  ซึ่งยืนยันการเลือนหายไปของความทรงจำดั้งเดิม )

ในทางภาพยนตร์ I FOGOT THE TITLE คือเศษเสี้ยวของความทรงจำจากหนังอิตาเลียน ที่ก่อร่างขึ้นใหม่ ได้สาบสูญความหมายดั้งเดิมของมันลงสิ้น แต่ก็สร้างความหมายใหม่ขึ้นมา เราไม่อาจบอกได้อีกแล้วว่านี่คือชิ้นส่วนขอ STROMBOLI ของL'AVENTURA ของ LA NOTTE  มันกลายเป็นสิ่งใหม่ ความทรงจำใหม่ซึ่งไหลทับใบหน้าเดิมของความทรงจำเดิม สุดท้ายมันก็สร้างข้อเท็จจริงใหม่ ความทรงจำใหม่ และการหลงลืมชนิดใหม่ขึ้นในเรา

 

กล่าวสรุปได้ว่า ภาพยนตร์คือประดิษฐกรรมแห่งความทรงจำ ในขณะเดียวกันมันก็คือหลักฐานเชิงประจักษ์ แห่งการหลงลืม (ในที่นี้ -I FORGOT THE TITLE ยิ่งร้ายกาจกว่าด้วยการหลงลืมกระทั่งชื่อของมันไป )

 

 

 

จริงๆแล้วมันเป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่ง

 

วันธรรมดาของครอบครัวเล็กๆที่ประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูกสาว และหลานชายวัยรุ่น  ครอบครัวชาวนาอาศัยลึกเข้าไปในป่าดง ในวันธรรมดาวันนั้นไฟดับในตอนเช้า ทุกคนต่างแยกย้ายออกไปตามเส้นทางของตน ก่อนจะเวียนมาบรรจบพบกันอีกครั้งในตอนเย็น

 

มันเป็นวันธรรมดา ของคุณยายหลังจากทุกคนออกจากาบ้าน คุณยายก็เดินเท้าไปยังฟาร์มใกล้เคียงต่อรองราคานม แล้วให้เด็กในฟาร์มขับเกวียนมาส่ง เด็กหนุ่มคุยโทรศัพท์ฟุ้งเรื่องธุรกิจส่วนตัวว่าด้วยการขายแผ่นผี พอมาถึงบ้าน คุณยายก็ลงมือทำชีสด้วยวิธีการโบราณ  ใส่สารเคมีลงในนมรอให้มันตกตะกอนแล้วอัดใส่พิมพ์ไม้ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเชื่องช้าเงียบเชียบ พอชีสเสร็จคุณยายก็ออกเดินเท้าจากบ้านไปสุดทางที่ริมทางหลวง ที่นั่น บรรดาแม่บ้าน พากันออกมาชายชีสริมทางหลวง นั่งเก้าอี้กันคนละตัว เรียงรายกันไป โบกผ้าสีขาวเป็นสัญลักษณ์ รอรถของคนมีเงินให้ผ่านมา หวังว่าจะขาย ‘ชีสทำเอง'ได้สักชิ้น แต่ลูกค้าบางคนก็เจ้าเล่ห์ต่อราคาแอบหลอกว่าอีกเจ้าขายถูกกว่า การขายชีสดำเนินไปเช่นนั้นกระทั่งวันจบลงและแม่บ้านทยอยกันกลับบ้าน

 

อีกเช่นกันมันเป็นวันธรรมดาของคุณแม่ หลังจากออกจากบ้านเธอไปทำงานเป็นแม่ครัวในรีสอร์ทสักแห่ง ทำอาหารทั้งวันให้บรรดาแขกๆที่มาเที่ยวได้อิ่มหนำสำราญ  เมื่อเทียบกับคนอื่นๆในบ้าน วันนี้อาจเป็นวันหนักๆของเธอเธอเอาเงินค่าไฟฟ้าไปซื้อชุดสวยที่ใครๆก็ชม  แต่ที่บ้านโดนตัดไฟแล้วและเธอจะต้องไปจัดการให้เรียบร้อยหวังว่าเขาจะไปต่อไฟให้ก่อนสิ้นวัน  เลิกงานเธอสวมชุดสวยเหร่ไปตามห้าง มองดูสินค้าจากนอกหน้าต่าง ไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำแล้วเอาชุดไปคืนก่อนจะไปสำนักงานไฟฟ้า

 

เช่นกันมันก็เป็นวันธรรมดาของพ่อหนุ่มน้อยเช่นกัน เขาไปโรงเรียนตามปกติ ที่โรงเรียนเพื่อนรวยเอาเกมมาเล่น ทุกคนต้องเข้าคิดวเพื่อหวังจะได้แตะเกมสักสองสามนาที เจ้าหนุ่มของเราก็ไปต่อคิวเหมือนกันแต่ดันพลาดตอนไปเข้าห้องน้ำ เขาตามง้อขอเพื่อนเล่นเหมทั้งวันตั้งแต่เช้าไปจนถึงพักกลางวัน พอรู้แน่ชัดว่าโดนเพื่อนหมั่นไส้จนไม่ได้เล่นแน่ๆเขาก็ไปฟ้องครูว่าเพื่อนเอาเกมมาเล่น ครูเล่นบทครูไปตามประสา เขาจบวันอย่างอ่อนล้าเฝ้าฝันถึงเกมที่ไม่ได้เล่นและกลุ่มเพื่อนที่ค่อยๆห่างออกไปทุกทีๆ

 

และสำหรับคุณตามันยิ่งเป็นวันธรรมดามากๆ หลังออกจากบ้านตะแกติดรถของหนุ่มๆไปลงตรงปากทางเข้าไร่   แกมีผืนดินเป็นของตัวเอง แต่ตอนนี้แกไม่มีแรงจะกั้นคอกสัตว์แล้ว  ทำไปได้นิดหน่อยแกลงนอนพัก  กินมื้อเที่ยงที่คุณยายให้มา เผลอหลับไปใต้ร่มไม้ ตื่นอีกทีก็ล่วงเข้าบ่ายไปแล้ว คุณตาออกมารอรถกลับบ้าน แวะดื่มที่บาร์กับเพื่อนเก่าแก่ มันล่วงเลยมาเช่นนี้นับสิบปี ไม่มีความเปลี่ยนแปลง มีแต่ความร่วงโรยรอจนกระทั่งหลานชายเข้ามาตาม ทั้งสี่จึงเดินไปด้วยกันมุ่งหน้ากลับบ้านในยามตะวันตกดิน

 

และนี่คือหนึ่งวันธรรมดา หนึ่งวันของเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในหนังเรื่งHUACHO  หนังที่แปลชื่อได้ตรงๆว่าความโดดเดี่ยว หนังซึ่งเล่าเรื่องสามัญของวันธรรมดาวันหนึ่งของครอบครัวเล็กๆครอบครัวหนึ่ง วันธรรมดาซึ่งไร้ซึ่งเหตุการณ์สำคัญ ไร้เรื่องราวเร้าอารมณ์ หรือจุดหักเหใดๆวันธรรมดาเหมือนอีกร้อยวันพันคืนที่ล่วงผมาแล้ว และอีกร้อยวันพันคืนที่ยังคงมาไม่ถึง หาใช่วันพิเศษ วันที่ดีที่สุดหรือวันที่เลวที่สุดไม่หากเป็นวันที่ธรรมดาอย่างถึงที่สุดนี้เองที่ถ่ายทอดความจริงอันเจ็บปวดของการดำรงชีวิตได้อย่างธรรมดาที่สุด และร้าวรานอย่างถึงที่สุด

 

หนังเล่าเรื่องโดยแบ่งเป็นสี่ช่วงที่แตกแขนงออกไปจากยามเช้าที่ไฟดับ สี่ชีวิตที่กระจายกระจัดพลัดหายไปในการงานส่วนตนของวันอันยืดยาว หนังเล่าเรื่องของทีละคนแล้วพาคนดูย้อนกลับมายังฉากตั้งต้นส่งต่อเรื่องให้กับคนต่อไปในครอบครัวเล็กๆนี้ แทบทั้งเรื่องหนังถ่ายทำโดยใช้กล้องแฮนเฮลด์ ใช้แสงธรรมชาติ ด้วยรูปแบบการเล่ากึ่งสารคดี ชีวิต ‘ลำพัง' ของบรรดาสมาชิกครอบครัวตลอดวันอันยาวนานและเหนื่อยล้ามาบรรจบกันอีกครั้งในยามสนธยากาล

 

ภายใต้ความเรียง่ายเหลือประมาณทั้งเนื้อหาและวิธีการ HUACHO กับบอกเล่าเรื่องราวที่หนักหนาไปกว่าฉากหน้าของมันมากมายนัก เพราะนี่คือหนังที่แสดงภาพแบบจำลองของการล่มสลายของครอบครัวในโลกสมัยใหม่ ที่ถูกรุมเร้าจากทุกด้าน ปัญหาโยงใยที่นักวิชาการหลากสาขามักหยิบยกมาพูดกันในแวดวง ผ่านถ้อยคำ กระบวนทัศน์ที่ซับซ้อยที่สุด ถูกเล่าออกมาอย่างง่ายที่สุดในหนังเรื่องนี้

 

ครอบครัวในหนังเรื่องนี้แทบเรียกได้ว่าอาศัยอยู่ในป่าดง  บ้านของพวกเขาอยู่ลึกเข้าไปนอกถนนสายหลักในเมืองชนบท ครอบครัวแสนสุขแบบบรรพกาลที่ผู้คนมักฝันใฝ่ถึง  ครอบครัวแบบที่มักถูกใช้เป้นภาพแทนของความสงบงาม ความสุข ความบริสุทธิ์ที่ปราศจากการคุกคามของโลกทุนนิยม หรือโลกเทคโนโลยีอันเร่งรีบ มองผาดเผินมันก็เป็นเช่นนั้น แต่ลึกลงไปกว่านั้นหนังค่อยไล่สายตาไปตามรอยแตกที่โลกภายนอกได้แทรกซึมเข้ามาสู่โลกบริสุทธิ์ในความฝันของผู้คนแล้ว  และค่อยสำรวจร่องรอยนั้นอย่างละเอียดลออโดยไม่แตะต้องหรือเปิดแผลมันออกเลยแม้แต่น้อย

ชีสของคุณยาย

ชีสของคุณยายเป็นภาพแทนการรุกคืบของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ผลักผลิตภัณฑ์ของแม่บ้านให้เกิดการเพิ่มมูลค่า ชีสแบบทพเองที่บ้านกินเองที่บ้านของคุณยาย ถูกระบบเศรษฐกิจใหม่เพิ่มคุณค่าให้กลายเป็นชีสทำมือ โฮมเมด  ภายใต้การบริโภคสัญญะเกี่ยวกับของทำเองที่บ้าน ดูเหมือนคุณยายจะได้รับประโยชน์ แต่หนังแสดงให้เห็นว่าความเป็นจริงคุณยายต้องต่อสู้กับราคานมที่ขึ้นไม่หยุดยั้ง การเดินทางไกลแสนไกลมาเร่ขายชีสข้างถนน คาถาชีสทำเองของคุณยายเอาเข้าจริงแล้วมันยังถูกกดราคาจากการแข่งขันเสรีทางการค้าชีสทำเองที่ห่อหุ้มมายาคติเกี่ยวกับความปลอดสารเคมี หรือ ความอบอุ่นถวิลหาอดีต ที่จริงเป็นเพียงยันต์ชนิดหนึ่งที่ใช้การไม่ได้ เทียบกับสิ่งที่คุณยายต้องเสียไป  การขายชีสทำมือ ไม่ก่อให้เกิดกำไร แม้จะห่อหุ้มมันให้โรแมนติคว่าเป็นการงานแห่งความรักมันก็ช่วยอะไรไม่ได้ คุณยายไม่ได้ทำมันเพราะความรัก เธอแค่ดิ้นรนไปตราบที่ยังมีชีวิต  สุดท้ายชีสทำมือของคุณยายจึงพ่ายแพ้ในโลกระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ผิดกับพ่อหนุ่มขายแผ่นผีท่ำทท่าจะไปได้ดี แถมคุณยายยังอยากได้ไว้ฟังสักแผ่นด้วยซ้ำ

 

เสื้อใหม่ของแม่

ในขณะที่คุณแม่ (คุณยาย)เป็นแม่บ้านของแท้ ดูแลครอบครัวเฉพาะของตน  คนวัยทำงานรุ่นปัจจุบัน(คุณแม่) กลับต้องไปเป็นแม่บ้านให้คนอื่น งานแม่บ้านแลกเงินเดือนมาเจือจุนครอบครัว (ถ้าเปรียบเทียบให้ชัดเจนขึ้นเราอาจบอกได้ว่า แม่ๆรุ่นนี้อาจจะต้องไปทำกับข้าวให้คนอื่นกินเพื่อแลกเงินมาซื้อแกงถุงเข้าบ้าน) สิ่งที่คนรุ่นปัจจุบันต้องต่อสู้ ไม่ใช่เพียงการงานที่เปลี่ยนรูปแปลงร่าง หากยังต้องต่อสู้กับแรงปรารถนาภายในของต้นที่เกิดจากการถูกกระตุ้นโดยโลกแห่งบริโภคนิยม  คุณแม่ต่อสู้กับกับการอยากได้เสื้อใหม่ที่อาจจะไม่ได้ประโยชน์เท่ากับค่าไฟที่บ้าน(และสุดท้ายเธอก็ได้ครอบครองมันเพียงชั่วหนึ่งยามบ่าย)  ฉากที่เธอเดินเรื่อยเฉื่อยไปในห้างสรรพสินค้าอาจเป็นฉากสามัญแสนธรรมดา แต่มันกลับเศร้ามากๆ เพราะมันฉายภาพ ความต้องการที่ไม่อาจเติมเต็ม การถูกกระตุ้นเราจากบรรดาสินค้าสวยงามที่เสริมสถานะ แต่ไม่ได้มีประโยชน์จริงจังสมราคา เหมือนกับชุดสวยของเธอ ความงามที่เธอเป็นเจ้าของไม่ได้ หยิบยืมมาแล้วต้องคืนไป การกระตุ้นเร้าไม่รู้จบชักพาผู้คนไปยังโลกพิลาศแบบที่มีเฉพาะแต่ในโฆษณา ซึ่งมันก็มีแต่เฉพาะในโฆษณา  ผู้ที่ไม่รู้ความจริงในข้อนี้ย่อมต้องพ่ายแพ้ เราอาจจะพูดเอาง่ายๆว่า มันเป้นเรื่องเชิงปัจเจก เธอพลาดเองที่มีความอยาก แต่ใช่หรือไม่ว่าความอยากนั้นถูกสร้างขึ้น และนำมาสู่เธอผ่านทิศทางต่างๆกัน กระทั่งอยู่ในป่าก็ไม่อาจจะหลบพ้น

 

เกมของเพื่อนๆ

 

เรื่องเด็กๆไม่ได้เล่นเกม อาจจะดูเหมือนเรื่องธรรมดาสามัญ แต่มันซ่อนนัยยะไว้อย่างน่าสนใจ หากคนรู่นก่อนหน้าหาของเล่นได้จากท้องทุ่งและสิ่งใกล้ตัว หากสิ่งนี้คือสัญชาตญาณบัดนี้สัญชาตญารนั้นได้สาบสูญไปแล้ว เช่นเดียวกันกับสัญชาตญาณอื่นๆของมนุษย์ที่ค่อยๆสาบสูญไปจากรุ่นต่อรุ่น เด็กในรุ่นนี้และรุ่นต่อไป ล้วนไม่มากก็น้อยถูกผูกพ่วงอยู่กับเทคโนโลยี การรุกคืบของมันเข้ามาในชีวิตประจำวัน ทีละเล็กละน้อย (ลองคิดถึงการเพิ่มขึ้นของการครอบครองโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ ไล่ไปจนถึงเกมเพลย์สเตชั่นภายในยี่สิบปีหลังนี้ดู)  การไม่ได้เล่นเกมของหนุ่มน้อยสะท้อนภาพการรุกคืบของเทคโนโลยีในขณะเดียวกันก็สะท้อนภาพอันจริงแท้ที่สุดภาพหนึ่งนั่นคือประเด็นทางชนชั้น เพราะอุปกรร์เทคโนโลยีแรกเริ่มนั้นไม่ว่าอย่างไรก็อยู่ในฐานะ'ของเล่นของคนมีเงิน' การรุกคืบของมันเข้าสู่ครอบครัวชนชั้นปากกัดตีนถีบจึงไม่ได้เป้นอื่นใดนอกจากการแสดงภาพ ช่องว่างระหว่างชนชั้นที่ถ่างกว้างขึ้นทุกทีๆ   การไปฟ้องครูของหนุ่มน้อยจึงไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องความบาดหมางส่วนบุคคล หากมันเป็นรอยปริแตกเล็กๆของบาดแผลที่ลึกซึ้งกว่าและกลัดหนองกว่านั้น

 

เมื่อยามเย็นมาถึง ฉากที่แม่ลูกพบกันโดยบังเอิญบนรถเมลล์อันแน่นขนัด และหลับซบพิงกันขณะโดยสารรถกลับบ้านจึงเป็นภาพสะท้อนวันออันยาวนานและเหนื่อยล้าโดยเศร้าสร้อยอย่างสมบูรณ์แบบ  

 

ไร่ของคุณตา

 

ในกรณีของคุณตาอาจจะต่างไปจากสมาชิกที่เหลือ คุณตาอาจจะประสบกับการรุกคืบของโลกภายนอกนอ้ยนกว่าคนอื่น แต่ปัญหาที่คุณตากำลังผเชิญคือความสึกหรอลงที่ละน้อย การผุกร่อนลงทีละน้อยของสังขาร คนลรุ่นเก่ากำลังร่วงโรย ในไม่ช้าพวกเขาจะค่อยๆตายลง คนรุ่นที่เติบโตมาในสังคมกเษตรกรรม หากินอยู่กับผืนแผ่นดิน พวกเขาและภูมิปัญญาของพวกเขาค่อยๆร่วงโรยไปพร้อมๆกับร่างกาย การล้อมคอกสัตว์ไม่สำเร็จไม่ใช่เพียงเรื่องของสุขภาพเชิงปัจเจก แต่มันคือภาพแทนการล่มสลายเชื่องช้าของสังคมเก่า ยิ่งเมื่อคิดถึงข้อความที่ลูกสาวพูดทิ้งเอาไว้ว่าจะฝืนทำไปทำไมเพราะเมื่อแกตายลงแผ่นดินทั้งหมดก็จะต้องถูกตัดแบ่ง ลูกหลานจะแย่งชิงมรดก และถูกขายต่อไปยังผู้อื่น  เพื่อนของแกในร้านเหล้าก็แก่พอๆกับแก แกและตกยุคจนลูกค้ากล้าตะโกนด่าเจ้าของร้านว่าอย่ามาตบโต๊ะต่อหน้าเขา คนรุ่นก่อนค่อยๆถูกเบียดตกเวทีชีวิตไปอย่างช้าๆเงียบๆ ทั้งจากความไม่สามารถไล่ตามคนรุ่นหลัง และจากความร่วงโรยของสังขาร

 

ลูกชายที่หายไป

 

ตลอดทั้งเรื่อง สิ่งที่หายไปจากครอบครัวนี้คือผู้ชายวัยเจริญพันธุ์ อย่างไรก็ตามทั้งครอบครัวต่างพากันพูดถึงเขา ลูกชายของครอบครัวที่ตอนนี้ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร รักษาการณ์อยู่ในเมือง   ผู้ชายที่เราไม่เคยพบเจอ ถูกัฐนำพาไปยังที่อื่น จะเพื่อรักษษความเป็นชาติ หรือเพื่ออนาคตที่ดีกว่า หรือจะอะไรก้ตา ทสุดท้ายพวกเขาก็ถูกพรากไปจากครอบครัวของตัวเอง ทิ้งให้คนที่เหลือผเชิญชะตากรรมกันตาม ‘ลำพัง'

 

ไฟฟ้าที่มาถึง

 

อย่างไรก็ตามสิ่งที่รุกคืบเข้ามาอย่างเงียบเชียบที่สุด และส่งผลสะเทือนที่สุดต่อครอบครัวชายขอบนี้กลับคือไฟฟ้า หนังเริ่มต้นในยามเช้า ทุกคนมารวมกันกินข้าวเช้า เจ้าหนุ่มน้อยเปิดทีวีเสียงอึงอลอ ต่างคนต่างจมในโลกส่วนตัว จวบจนกระทั่งไฟดับลง จนกระทั่งในฉากสุดท้าย ทุกคนนั่งฟังคุณตาเล่าเรื่องความหลัง(ที่แกเล่ามาเป็นร้อยรอบ) ในแสงเทียน ฟังดูโรแมนติด อบอุ่นชิดใกล้ แต่ที่แท้ทุกคนต่างเหนื่อยหน่ายเรื่องเล่าเห่าๆที่เล่าซ้ำไปซ้ำมานี้เต็มทน จนกระทั่งไฟฟ้ามา ทีวีก็สำแดงอำนาจของมัน ท่ามกลางเสียงอึงอล ทุกคนแยกย้ายไปตามทางของตนจมอยู่ในโลกส่วนตัวอีกครั้งไฟฟ้าในหนังเป็นทั้งสิ่งของจำเป็นที่ต้องมี สิ่งที่ต้องต่อสู้มให้ได้มา ในอีทางหนึ่งมันคือการรุกคืบของโลกใหม่ที่มากับสายไฟฟ้าทำลายโลกเก่าลงทีละน้อยๆ และเช่นเดียวกันทุกคนก็ยอมรับให้มันล้างทำลายแม้ในโลกใหม่พวกเขาจะต้องทุกข์ทน พ่ายแพ้ และเจ็บปวดก็ตาม

 

กล่าวโดยสรุป เราจึงอาจบอกได้ว่าภายใต้ความเรียบง่าย HUACHO พาเราดิ่งลึกไปสำรวจความซับซ้อนของโลกใหม่ที่กำลังเคลื่อนไปนี้ หนังสะท้อนสภาวะสำคัญ โรคร้ายประจำยุคสมัยของมนุษย์เรา นั่นคือภาวะ การ ‘ติดอยู่ตรงกลาง' ของมนุษย์ เรามองเห็นว่าอนาคตของเราคือความล่มสลาย แต่เรากลับไปยังอีดตไม่ได้อีกแล้ว ขาข้างหนึ่งของเราสังเวยให้กับโลสมัยใหม่อันมลังเมลือง ส่วนขาอีกข้างเราถวิลหาอดีตอันร่มเย็น ลำตัวและศรีษะของเราจึงติดอยู่ระหว่างนั้น อยู่ตรงที่ที่กลับไม่ได้และไปไม่ถึงชั่วนิรันดร์

 

 

 

 

มันเริ่มต้นจากนิทานเรื่องลูกหมูสามตัว ลูกหมูทั้งสามที่ทำกระท่อมจาก ฟาง ไม้ และอิฐ รอคอยการมาถึงของหมาป่าที่จะเป่าบ้านที่ละหลัง เหล่าลูกหมูหนีหมาป่า เรื่องเล่าคลาสสิคที่ใครๆก็รู้กันดี แต่เรื่องที่เราไม่รู้ก็คือ

 

นี่คือของซีเหวิน เด็กหนุ่มที่ประกาศต่อหน้าครอบครัวว่าตลอดปิดเทอมสามเดือนนี้เขาจะย้ายไปอยู่กับมาร์ค เพื่อสมัยประถมที่ตอนนี้กำลังเรียนเพื่อเป็นบาทหลวง มาร์คมีอพาร์ตเมนท์ที่เขาอยู่ร่วมกับ เอ็ดวิน หนุ่มหน่ายคัมภีร์ที่หนีจากโรงเรียนมาเป็นนักรักกับบรรดาสาวแก่มากหน้าหลายตา   ซีเหวินคบาอยู่กับลี เด็กสาวที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย ยามเมื่อซีเหวินย้ายเข้าบ้านมาร์ค ลีก็ตามไปอยู่ด้วย ความสัมพันธ์ครึ่งๆกลางๆของพวกเขาไม่มีอะไรคืบหน้าไปไหน เอ็ดวิน กับมาร์ค มีกิจกรรมลักรถจักรยานของคนในอพาร์ทเมนต์ไปขายมาจ่ายค่าเช่า  มาร์คสงสัยเรื่องศรัทธาที่ตัวเองมีต่อพระเจ้า (ทั้งที่เขาจะต้องเป็นพระ) เอ็ดวินก็เบื่อหน่ายเรื่องการเรียน  ขณะที่ซีเหวินก็ลอยละล่องจนต้องถามกับพระเจ้าว่าตกลงเขาควรทำอะไรดี  พลันพระเจ้าก็ฟาดเปร้ยงลงมาว่า แกจะมาบ่นอะไร แกเป็นแค่นักแสดง ไม่ได้มาแคสติ้งในหนังเรื่องนี้ด้วยซ้ำ  ยุ่งล่ะสิ! หนังเริ่มมีชั้นที่เหนือกว่าเดิมซ้ำซีเหวินยังพบว่าห้องเก็บของบ้านตัวเองนั้นเคยเป็นไทม์แมชชีนที่เขาสามารถจะย้อนกลับไปแก้ไขไม่ให้หนังเรื่องนี้ถูฏสร้างขึ้นมาได้  สาวน้อยลีสงสัยในความรักที่ซีเหวินมีต่อเธอ และถูกทำให้ยุ่งขิงขึ้นไปอีกเมื่อถูกส่งไปทดสอบความเป็นชายของมาร์ค จนกระทั่งเอ็ดวินชวนทุกคนจับไม้สั้นไม้ยาวสลับบทบาทกัน แล้วก็สลับกันจริงๆ เรื่องเลยยิ่งไปกันใหญ่

 

เล่ามาขนาดนี้ถ้าเข้าใจ ก็ไม่รู้ว่าจะยังไงแล้ว!

 

เริ่มต้นอย่างง่ายๆคล้ายจะสามัญแต่ยิ่งไปยิ่งพลิกแพลง นี่คือหนังยาวเรื่องแรกของYeao Siew Hua คนทำหนังชาวสิงคโปร์ ที่เป็นที่น่าจับตาไม่แพ้ Sherman Ong คนทำหนังร่วมชาติที่ปีที่แล้วชักชวนเรารื่นรมย์ไปพลางพิศวงไปพลางใน Hashi  หากใน In The House of Strw นี้ ความพิศวงนั้นคงอยู่ แม้ความรื่นรมย์จะน้อยลงไปแต่เราได้ความน่าตื่นตาตื่นใจในกระบวนคิดมาแทนที่จนอดเสียดายไม่ได้ที่หนังเรื่องนี้ดันถูกจัดฉษยท้ายเทศกาลบางกอกฟิล์ม ทำให้หนังถูกพูดถึงน้อยเกินกว่าที่ควรจะเป็นไปมาก

 

หนังอาจจะเริ่มต้นอย่างสามัญ เฉกเช่นกับหนังชีวิตวัยรุ่นสับสนชนชั้นกลางที่สงสัยเรื่องความมีอยู่ของตัวเอง ออกจะขัดๆเขินๆเสียด้วยซ้ำ เนื่องเพราะหนังเต็มไปด้วยการแสดงแบบแข็งทื่อ การใส่บทสนทนาเท่ๆที่พูดถึงการดำรงคงอยู่ของตัวเอง มีการใส่หนังสือเก๋ๆ โควตคำเท่ๆ และการถ่ายทำแบบนิ่งๆ ประสาหนังอาร์ตร่วมสมัย

 

แต่ยิ่งหนังเดินทางไปเรื่อยๆเราก็ยิ่งเห็นความแปลกที่แปลกทาง ความสามารถในการยั่วล้อตนเองอันน่าสนใจยิ่ง  คำถามหลักของหนังนั้นที่จริงเป็นคำถามประจำศตวรรษของคนรุ่นใหม่ นั่นคือคำถามเกี่ยวกับการมีอยู่ของตัวตน และแน่นอนว่าเคยมีคำตอบมาแล้วก่อนหน้านี้เป็นจำนวนมาก  ในหนังเรื่องนี้ ซีเหวิน( ผู้ซึ่งเล่นแขงกระโด๊กกระเด๊กตลอดเวลา) ตั้งคำถามกับตัวเองในเรื่องนี้ แล้วพยายามหาคำตอบ เริ่มจากการย้ายออกจากบ้าน ที่มีพี่สาวเพี้ยน พ่อที่อยู่กันคนละจักรวาล และแม่ที่ทำหน้าที่เป็นตู้เอทีเอ็มเคลื่อนที่  แต่พอเขามาอยู่กับเพื่อนๆในอพาร์ทเมนท์เขาก็พบว่าไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง เหตุการณ์ยังคงวนซ้ำไม่เปลี่ยน ถึงตอนนี้คนดูก็คงเริ่มคิดเช่นซีเหวินเหมือนกัน แต่แทนที่หนังจะเดินหน้าต่อเขากลับเงยหน้าถามเอาจากฟ้าเสียเลย ว่าทำไมหนังจึงไม่คืบหน้า ทำไมเขาจึงไม่เข้าใจเรื่องความมีอยู่ของตัวเองเสียที ฉากหนึ่งที่แสดงความกลวงทางจิตวิญญาณของตัวละครคือฉากที่พวกเขาเล่นรับบทเป็นตัวละครในพ่อมดออซ ซึ่งล้วนเป็นบรรดาตัวละครที่ -เดินทางไปตามหาตัวเองผ่านทางการเดินทางไปหาพ่อมดออซทั้งสิ้น

 

แล้วพ่อมดออซของเขา หรือพระเจ้าของซีเหวินก็ตอบลงมาจริงๆ ว่าพวกเขาติดอยู่ในหนัง แถมเป็นหนังที่ไม่ได้แคสต์นักแสดงมาเสียด้วย ซีเหวินต้องหาทางออกเอาเองว่าจะพ้นไปจากตรงนี้ได้อย่างไร ซึ่งมันก็มีอยู่วิธีหนึ่งนั่นคือการนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปเพื่อระงับไม่ให้มีการสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้น! แต่ไทม์แมชชีนนั้นตอนนี้แปรสภาพเป็นห้องเก็บของไปเสียแล้ว กล่าวอย่างง่าย ซีเหวินไร้หนทางหลบหนีจากเรื่องที่เหมือนไม่คืบหน้านี้

 

หรือบางทีพระเจ้าของซีเหวิน ไม่ใช่แค่พ่อมดอ๊อซ แต่หากเป็นหมาป่าที่กำลังจ้องจะคุกคากมลูกหมูทั้งสาม!

 

หนังตั้งคำถามเรื่องความมีตัวตนของเราบนโลกใบนี้  (หรือในหนังเรื่องนี้) และหนังไม่ยั่วล้อกับคนดูตามแนวทางของหนังเบรคเชี่ยนที่แสดงออก ‘ให้เห็นว่าเป้นหนัง' คนดูถูกกันให้อยู่วงนอก ลอบสังเกตหนังที่ ‘เล่นกับตัวละคร' ตัวละครเป็นฝ่ายถูกตอกย้ำว่าเขาอยู่ในหนัง แน่นอนว่านี่เป็นวิธีการแบบเบรคเชี่ยนแน่แท้แต่ผู้ประสบชะตากรรมเป็นบรรดาตัวละครที่พยายามจะหนีออกจากเรื่องที่ถูกสร้างเอาไว้แล้ว

 

ร่างกายของตัวละครในหนังเป็นเพียงร่างเปล่าเปลือย ที่ม่าเข้ากันกับบุคลิก จิตวิญญาณของตัวละครนั้นๆ เพราะจู่ๆหนังก็จับให้ตัวละครทั้งสามจับไม้สั้นไม้ยาวเพื่อที่จะ ‘ สลับบท'กัน ซีเหวินได้บท อาปิน อาปินได้บทมาร์ค และมาร์คได้บทซีเหวิน ตัวละครสลับตำแหน่งแห่งที่กัน  ในตอนนต้นเรื่องหนังแนะนำตัวละครโดยบอกว่า มาร์คสามารถพูดกับสิ่งขิงได้ เขาพูดกับแก้วน้ำ และไพ่  ในฉากต่อมา มาร์คพูกับเปลือกหอยอันหนึ่งซึ่งเปล่งเสียงโต้ตอบเยี่ยงผู้หยั่งรู้ ในขณะเดียวกันช่วงต้นของเรื่องหนังให้ตัวละครเดินเที่ยวไปในสวนสนุกที่เต็มไปด้วยรูปปั้นประหลาดๆซึ่งไร้ชีวิตแต่ถูกแต่งแต้มให้อยู่ในอาการหวาดผวา (น่าจะเป็นตุ๊กตาแสดงภาพการลงโทษในนรกหรืออะไรทำนองนี้) ภาพยนตร์เรื่องนี้คือนรก และตัวละครคือตุ๊กตาที่ถูกบังคับให้มีหน้าเดียว เป็นเพียงเปลือกหอยว่างเปล่าที่รอการแทนที่จากิวญญาณของผู้อื่น ของใครก็ได้

 

แลหนังพิสูจน์เรื่องนี้ด้วยการให้ซีเหวิน ซึ่งไม่พอใจการถูกแทนที่โดยมาร์ค (ที่ก่อนหน้านี้เริ่มมีความสัมพันธ์กับลี)  เขาอยากแทนที่บทผู้อื่นเช่นกัน แต่เขาเข้าไม่ได้กับบทของอาปิน เขาก็เลยไปขอแทนที่บทของพระเจ้า! ซึ่งเขาได้รับการอนุญาติ จากนั้นลูกหมูสามตัวที่แท้ก็ปรากฏขึ้น เมื่อในอพาร์ตเมนท์เหลือเพียง มาร์ค ลี  และอาปิน

 

กล่าวให้ง่ายขึ้น ซีเหวินที่แท้ไม่ใช่หมูแต่เป็นหมาป่า หากเป็นหมาป่าที่ง่อยเปลี้ยเสียขาสิ้นดี เพราะเขาไม่สามารถจัดการอะไรกับลูกหมูสามตัวได้ ตัวตนของเขา หรือกล่าให้ง่ายของเราทุกคนไม่มีอยู่ มันพร้อมจะถูฏแทนที่ได้เสมอ เราเป็นเพียงเปลือกหอยกลวงเปล่า และการรับรู้ร่างกายอันว่างโหวงของเราจมีแต่ทำให้เราต้องหลั่งเลือดเท่านั้น ซีเหวินสาบสูญไป มาร์คเข้าแทนที่บทของเขา อปิน ในร่างของซีเหวินก็สาบสูญไปด้วยการแทนที่เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ ซีเหวินคนใหม่(ในร่างของมาร์ค)ไม่สงสัยพระเจ้า และเขาได้ความสุขจากครอบครัวแสนสุขเป็นสิ่งตอบแทน!

 

การละเล่นกับตัวบทของหนังอาจไม่ใช่เรื่องใหม่  ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีหนังที่ตั้งคำถามเดียวกันและพิสูจน์ด้วยวิธีเดียวกัน (การสลับบทบาท การแสดงให้เห็นว่า ตัวตนของมนุษย์นั้นหาได้มีอยู่ไม่ และการมุ่งแสวงหาคำตอบเรื่องการมีอยู่จะนำมนุษย์ไปติดกับ) แต่สิ่งที่หนังไปได้ไกลและน่าทึ่งคือการสร้างบรรยากาศ ทีเล่นทีจริงของเรื่อง ตั้งแต่การให้นักแสดงเล่นกันแข็งกระโดกกระเดก(นักแสดงที่ไม่สามารถรับบทบาทตัวละครได้ใยมิใช่รูปแบบหนึ่งของการเข้ากัยไม่ได้ของร่างกาย กับตัวตนเล่า) และการเพิ่มท่าทีจริงจังขึ้นไปทุกขณะ สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงเรื่องชวนหัว เรื่องล้อเล่น ถูกทำให้จริงจังจนหนังเดินข้ามเส้นไปมาระหว่างการเป็นหนังช่างคิดแบบหนังของKeren Cytter กับการเป็นหนังชวนสะพรึงแบบDavid Lynch และการรักษษภาวะคาบเส้นของหนังไปจนจบทำให้คนดูรับรู้หนังด้วยความรู้สึกใหม่ เหมือนจะเล่นแต่เอาเรื่องจริง!

 

In The House of Straw อาจไม่ใช่หนังสมบูรณ์แบบมากนัก หนังยังเล่นกันเลยเถิด และโชว์ฉลาดเป้นพักๆ แต่หากนี่เป็นหนังเรื่องแรกของคนทำหนังวัยยี่สิบปลายๆ เราก็มีแต่ต้องจับตาผ็กักบคนนี้เอาไว้ให้แม่นมั่นเพราะแค่เรื่องแรกเขาก็ซัดคนดูซะอยู่หมัดแล้ว !