alienation

ค ว า ม ท ร ง จำ


ควันบุหรี่ ลอยอ้อยอิ่ง กี่เพ้ามากสีสัน รัดรึงรูปร่าง อิ่มเอิบเย้ายวน เสียงเพลงเก่าแก่ หวนคะนึงวันชื่นคืนสุข ซับซ้อนสับสนบนตัวเลขโยงไยไปยังบางสิ่ง ถ้อยคำเหงางาม พร่ำซ้ำๆอยู่ภายใน เรื่องเล่าเก่าแก่ที่มักจบลงอย่างหมองเศร้า ถวิลหารักอันลอยลับ ไขว่คว้าสิ่งที่ไม่อาจครอบครอง โดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาท่ามกลางฝูงชน กลบฝังตนเองในหล่มหลุมแห่งความทรงจำชั่วนิรันดร์

สิ่งเหล่านี้ถูกค้นหา ค้นพบ และปรากฏเป็นแก่นแกนหลักในหนังของหว่องกาไว ทุกเรื่องที่ล่วงผ่าน ตลอดระยะเวลาการทำงาน12 ปี นับจาก หนังเรื่องแรก as tears goes by ส่งต่อมายัง days of being wild ภาพยนตร์เรื่องที่สองหากแต่นับเป็นปฐมบทแห่งมหากาพย์แห่งความ-เดียวดายอย่างโรแมนติค -*1 ซึ่งนอกจากจะกลายเป็นหลักหมายสำคัญทางภาพยนตร์แล้ว มันยังกลายเป็นภาพสะท้อนสำคัญ ของหนุ่มสาวร่วมสมัยอีกด้วย

และ 12 ปีล่วงพ้นกับหนัง 7 เรื่อง จากจิมซาจุ่ย ถึง อาร์เจนตินา จากยุทธภพถึงสุดขอบโลก จากนกไร้ขา ถึงสับปะรดกระป๋อง จาก ปี 1960 ถึง ปี 2046 ดูเหมือนจะได้เวลาบอกลาการอย่างเป็นทางการแล้ว และ 2046 ภาพยนตร์ เรื่องที่ 8 ของหว่องกาไว ทำหน้าที่นั้น กล่าวคำอำลา อย่างอ้อยสร้อย กับทุกความเดียวดาย อ้อยอิ่งอยู่ในมวลความทรงจำแสนหวาน และปลดปล่อยตัวละคร คนทุกข์ ให้ก้าวไปข้างหน้าทีละคน ทีละคน

โดยเนื้อหาแล้ว 2046 เล่าเรื่องที่ อาจจะ หรืออาจจะไม่ เป็นเสมือนภาคต่อของ days of being wild และ in the mood for love ภาพยนตร์สองเรื่องที่อาศัยฉากหลังอยู่ในยุคสมัย 60 เช่นเดียวกัน หนำซ้ำยังใช้ตัวละครซ้ำกันทั้งนักแสดง และชื่อ ของเขาและเธอ

แต่หากพิจารณาแยกส่วน 2046 เล่าถึงเรื่องของ โจวมู่หวัน นักหนังสือพิมพ์ ผู้ผิดหวังในรักเร้น เมื่อเขาตกหลุมรักภรรยาของคนข้างห้อง หลังจากไม่อาจสมหวังในรัก เขาปลีกตัวไปสิงคโปร์ กลายเป็นนักพนัน และเพลย์บอย เขาใช้เวลาที่นั่นสามปี คล้ายเฝ้ารอบางผู้คนที่ไม่อาจหวนกลับ ก่อนจะกลับมาฮ่องกง อีกครั้งในปี 66 หนังเล่าเรื่องในคืนวันก่อนคริสมาสต์ 4 ปี และผู้หญิง 4 คนในชีวิตเขา คนหนึ่งป็นนางโชว์ที่เขาพบพานเพียงไม่กี่ครนั้งก็มีอันให้จากกันชั่วชีวิต คนหนึ่งเป็นโสเภณีชั้นสูงที่เขาใคร่แต่ไม่อาจรัก คนหนึ่งเป็นหญิงสาวในโลกฝันที่เขาไม่อาจเป็นได้ ขณะที่หญิงสาวคนสูดท้าย(ซึ่งที่แท้คล้ายจะเป็นคนแรก) กลับฝังจมอยู่ในอดีตของตนและทำให้เขาค้นพบว่า ไม่ใช่เธอคนเดียว ที่แท้คนที่ฝังจมอยู่ในอดีต อาจเป็นเขาเอง



แก่นแท้ว่าด้วยความทรงจำที่กัดกินทำร้ายผู้คน การก้าวข้ามพ้นความเจ็บปวดในรัก และการแสวงหาไออุ่นชั่วครู่แต่เจ็บปวดชั่วนิรันดร์ ยังคงเป็นแก่นหลักที่ทำให้ใครหลายคน บ่นว่าซ้ำซากจำเจ หนำซ้ำยังเสมือนทำลายตัวเอง ด้วยการย้อนรอยเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ มันคือการผลิตซ้ำความเหงาไม่รู้จบเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าจริงหรือ หรือในคราครั้งนี้ที่แท้ มันก็เป็นเช่นในนิยายของโจวมู่หวัน นิยายอันว่าด้วย 2046 สถานที่ที่ผู้คนไปคว้าจับความทรงจำและไม่อาจหวนคืนชั่วนิรันดร์ หากหนังทั้ง 7 เรื่องคือ 2046 ในตอนนี้เราก็กำลังนั่งรถไฟออกมาจากที่นั่น เจ็บปวด และยากลำบากเช่นเดียวกับตัวละครในหนังสือ แต่หากไม่เจ็บปวด ไหนเลยจะมีชีวิตสืบต่อไปข้างหน้าได้

ดังนั้นแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงสมควรถูกพิจารณา ในสองสถานะ ในฐานะหนังเรื่อง 2046 การก้าวข้ามทุกความทรงจำเพื่อมีชีวิตใหม่ และในฐานะของ 2046 ดินแดนแห่งการคว้าจับความทรงจำ (จากหนังเรื่องก่อนหน้า) เพื่อบอกลามันทีละน้อย ละน้อย


ห้ อ ง ห ม า ย เ ล ข 2 0 4 6

หากมองหนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องเดียวโดดๆ เราอาจตัดแบ่งหนังได้เป็น สองส่วน ส่วนแรกคือ ชีวิตของโจวมู่หวัน ชายผู้อาศัยในห้อง 2047 ผู้พยายามไขว่คว้า ใครสักคน- มาเป็นตัวแทน -ใครบางคน- หญิงสาวที่ผ่านเข้ามาในห้อง 2046 อย่าง ลูลู่ ไป่หลิง และ หวังเจิ้นหวิน เป็นเสมือน การค้นหาครั้งแล้วครั้งเล่าของเขา บางคนไม่ทันค้นหาก็มาจากไป บางคนยิ่งค้นยิ่งพบว่าไม่ใช่ บางคนเป็นได้เพียงคนของความฝัน และหญิงสาวเหล่านั้นกลับกลายมามีชีวิตอยู่ในส่วนที่สองของหนัง นั่นคือส่วนของ นิยาย เรื่อง 2047 นิยายอนาคตที่ว่าด้วยสถานที่แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า 2046 สถานที่ซีงผู้คนไปไล่จับความทรงจำเก่าแก่ของตน สถานที่ซึ่งเมื่อไปแล้วไม่มีใครกลับมา เว้นแต่ชายผู้หนึ่ง และเมื่อมีใครถามว่า เขากลับมาทำไม เขาจะเล่าเรื่องราวเก่าแก่ของการฝากฝังความลับไว้กับผืนดิน

ในตอนแรก โจวมู่หวัน พยายามจะให้ เคน หนุ่มญี่ปุ่นแฟนของหวังเจิ้นหวินเป็นตัวเอก หากพบว่ายิ่งเขียนไป คาดไม่ถึงว่าตัวเอกกลับกลายเป็นตัวเขาเอง และ หญิงสาวสองในสาม ที่เขาไม่ได้อยู่ร่วม กลาเป็นแอนดรอยด์ สาวที่บริการทุกสิ่งแก่ผู้คนบนรถไฟสายไปและกลับ จาก2046 ขณะที่ไป่หลิง ไม่ได้อยู่ในเรื่อง หากแต่ความรักของเธอทำให้เรื่องราวนั้นสมบูรณ์


หากแทนค่า 2046 เป็นเสมือนกล่องกักเก็บความทรงจำ หญิงสาวเหล่านั้นที่แท้ก็ล้วนเป็นเสมือนชิ้นส่วนความทรงจำที่โจวมู่หวันมีต่อหญิงสาวอีกคนหนึ่ง ชิ้นส่วนที่ไม่ว่าจะประกอบอย่างไรก็ไม่อาจเชื่อมต่อ

แต่หญิงสาวคนที่ 4 ไม่ได้อยู่ในห้องหมายเลข 2046 หากเธอกลับกลายเป็นชิ้นส่วนความทรงจำที่สำคัญที่สุดและเจ็บปวดที่สุด เมื่อเขาพบว่าเธอมีชื่อ เดียวกับ หญิงสาวที่เขาค้นหา ชิ้นส่วนความทรงจำถูกก่อร่างสร้างรูปในคาสิโน มืดทึบทึมแห่งเมืองสิงคโปร์ ในซอกทางเดินคับแคบ และกี่เพ้าสีดำของเธอ หากแต่หญิงสาวก็มีความทรงจำของเธอเอง เขาอาจเป็นแค่ ชิ้นส่วนความทรงจำหนึ่ที่เธอคว้าจับไว้ เขากล่าวกับเธอว่า หากคุณหลุดพ้นจากความทรงจำเมื่อไหร่ โปรดมองหาผม ที่แท้เขากล่าวกับตัวเอง โซวไหล่เจิน จากพนมเปญคนนี้ ไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็ไม่อาจใช่โซวไหล่เจินที่เขาตามหา และการหลุดพ้นจากความทรงจำนั้นเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เฉกเช่นกับที่ตัวละครในนิยายของเขาได้เรียนรู้

ในนิยายแอนดรอยด์ไม่ได้ตอบสนองช้า เธอไม่ได้ไม่รักเขา แต่เธอรักคนอื่นท้ายเรื่อง แอนดรอยด์สาวไปญี่ปุ่น เพื่อหลุดพ้นจากความทรงจำของเธอเอง

และมีแต่โจวมู่หวันกลับมาจากสิงคโปร์เพียงลำพัง (เช่นเดียวกับที่ตัวละครในนิยายของเขา)ได้แต่หวังว่าโชวไหล่เจิน(จากพนญเปญ) คนนั้น จะหลุดพ้นจากความทรงจำของเธอได้

หากแต่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในปี 63 หมายความว่า โจวมู่หวันยังคงแบกเอาโชวไหล่เจิน ทั้งสองกลับมายังห้อง 2047 และมาหลุดพ้นออกจากความทรงจำเมื่อเขาช่วยหวังเจิ้งหวิน(จนเธอได้ไปญี่ปุ่น)และบอกลาไป่หลิง เราไม่อาจรู้ว่าที่แท้เขาหลุดพ้นจากความทรงจำหรือยัง แต่ฉากสุดท้ายภาพขาวดำของโจวมู่หวัน ไม่มีหญิงสาวอยู่อีกแล้ว ไม่ว่าจะไป่หลิง หวังเจิ้นหวิน หรือ โซวไหล่เจิน มีแต่เขา ลำพัง แต่อาจไม่โดดเดี่ยวอีกแล้ว

หรือว่าที่แท้ ผู้คนพากันโดดเดี่ยวเดียวดายไม่ใช่เพราะเขาอยู่คนเดียว หากเพราะเขาเคยอยู่ร่วม และยังคิดเช่นนั้น แม้ในยามลำพัง ที่แท้ ติดอยู่กับการอยู่ร่วมต่างหาก ที่ทำให้เราเดียวดาย






2 0 4 6 : กี่ เ พ้ า

แต่หากเราแบ่งแยก 2046 โดยยึดโยงเข้ากับหนังเรื่องก่อนหน้าของหว่องกาไว เราอาจพบว่าหนังสามารถแบ่งได้เป็น 4 ส่วน โดยแบ่งตามเวลาของตัวละครหญิงในเรื่อง และหากจับเวลาดู 129 นาที ของหนัง ที่แท้ ถูกแบ่งไว้ ช่วงละ30นาที โดยประมาณ


30 นาที แรก และในคริสมาสต์อีฟ ปี 1966 เป็น ของ ลูลู่ (หลิวเจียหลิง) หญิงสาวอันเป็นตัวแทนของ days of being wild
ใน days of being wild หลิวเจียหลิง รับบท มีมี่ (ซึ่งในหนังเรื่องนั้น เธอมีอีกชื่อว่าลูลู่ และใน2046 เราทราบจากปากคำของเจ้าของตึกว่าเธอเข้าพักโดยใช้ชื่อ มีมี่) มีมี่ ตกหลุมรักหยกไจ๋ นกไร้ขา ผู้ในที่สุดก็ได้บินลงดินก็ต่อเมื่อสิ้นชีพ ใน 2046 เราได้รับข้อมูลคร่าวๆเรื่องของคนรักเก่าของเธอ ที่เป็นลูกครึ่งฮ่องกง ฟิลิปปินส์ คนที่เล่าเรื่อง นกไร้ขา และ ไปจากเธอเนิ่นนาน ในตอนจบของ days of being wild มีมี่เดินทางไปฟิลิปปินส์ แต่โจวมู่หวันพบเธอเป็นนางโชว์ที่สิงคโปร์ ผู้หญิงสองคนนี้อาจจะใช่หรือไม่ใช่คนเดียวกัน พวกเธออาจแค่ชื่อเหมือนกันก็เป็นได้ และลูลู่ไปปรากฏตัวอีกครั้งในนิยายของเขา เธอเป็นแอนดรอยด์ตัวหนึ่ง ที่ยึดถือ ถ้อยคำว่า หากยังไม่ตอบปฏิเสธ ก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทางจะสำเร็จ อันเป็นวิถีของทั้ง มีมี่ และ ลูลู่ แต่อย่างไรก็ดี ในฐานะนั้น หว่องกาไว ได้เลือกปลดปล่อยตัวละครตัวนี้ แม้จะด้วยวิธีการที่โหดร้าย หากแต่ก็เป็น วิธีจบ- แบบที่ลูลู่ (หรือมีมี่)พึงใจ

จะจบเศร้าก็ได้ ตราบที่เธอยังป็นตัวเอก


30 นาทีต่อมา(หรืออาจมากกว่านั้น) และคืน คริสมาสต์อีฟ ปี 1967 เป็นของไป่หลิง (จางซิยี่) จางซิยี่ถือเป็นหน้าใหม่สำหรับหว่องกาไว เธอไม่ได้เป็นตัวแทนหญิงสาวจากหนังเรื่องไหนของเขา เพราะเธอคือตัวแทนของห้องหมายเลข 2046 ตัวแทนของหญิงสาวจากหนังเรื่องนี้ และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเธอจึงมีเวลาขึ้นจอมากกว่าผู้อื่น มีกี่เพ้าหลากสีมากกว่าผู้อื่น ถูกจัดท่าทาง ให้มีจริตมากกว่าผู้อื่น (การเยื้องย่างเชื่องช้าในชุดกี่เพ้ารัดรึง ทำให้จางซิยี่ดูเซ็กซี่ขึ้นหลายเท่า) และที่สำคัญ เธอเป็นคนเดียวที่ได้ร่วมรักกับโจวมู่หวัน อย่างถึงพริกถึงขิง ซึ่งจางซิยี่ ก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม เธอกลายเป็นหญิงสาวที่มีเลือดเนื้อมากที่สุดในบรรดาตัวละครหญิงของหว่องกาไว เธอรักได้เจ็บเป็น และความเจ็บปวดของเธอก็เป็นของจริงมากกว่าอารมณ์เจ็บปวดแบบโรแมนติคที่เคยปรากฏในงานชิ้นก่อนหน้า


แต่แม้ว่าจางซิยี่จะเป็นตัวแทนของ 2046 แต่ในอีกทางหนึ่งเธอกลับเป็นตัวแทนของหญิงสาวแทบทุกคนจากหนังแทบทุกเรื่องของหว่อง โจวมู่หวันให้เงินเธอ 10 เหรียญในทุกครั้งที่มาห้องเธอ เขายึดโยงเธอไว้ด้วยเงินสิบเหรียญไม่ต่างจากที่ตัวละครใน days of being wild ยึดโยงกันและกัน ด้วยข้าวของเครื่องใช้ อย่างต่างหู รองเท้า รถยนต์ หรือเงินค่ารถ ไป่หลิง อาศัยในห้อง 2046 และโจวมู่หวันมักอยู่ร่วมกับเธอในห้องนั้นมากกว่าที่ห้องของเขา ห้อง 2046 คือห้องเดียวกับที่ คุณโจว และคุณนายเจิน อยู่ร่วมกัน ใน in the mood for love

และในตอนท้าย หว่องเลือกปลดปล่อยตัวละครตัวนี้ด้วยการที่เธอคืนเงินทั้งหมดให้กับโจวมู่หวัน สิ้นสุดการยื้อยุดความทรงจำของกันและกัน


30 นาทีต่อมา และ คืน คริสมาสต์ อีฟ ใน ปี 1968 เป็นของ หวังเจิ้งหวิน (เฟย์ หว่อง) ซึ่งแน่นอนเธอเป็นตัวแทนของ หญิงสาวจาก chungking express ในchungking express เธอรับบทเป็นเฟย์ เด็กสาวที่แอบชอบตำรวจหนุ่ม(บทนั้นเล่นโดย เหลียงเฉาเหว่ย พ่อ โจวมู่หวันของเรานี่เอง ) และในที่สุดไปเป็นแอร์โฮสเตส ในหนังเรื่องนี้เธอ ใช้ชื่อ หวังเจิ้นหวิน (ซึ่งที่จริงแล้วเป็นชื่อเดิมก่อนจะเปลี่ยนเป็นเฟย์ หว่อง ) จนเป็นที่น่าสังเกตว่าในหนังของหว่อง ตัวละครที่ใช้ชื่อจริง ในการเล่น มีเพียงเธอกับ จางเจิ้น แห่งhappy together cและทั้งสองทุกข์น้อยที่สุด *2 หรือการเป็นตัวเองจะทำให้เราทุกข์น้อยที่สุดกันหนอ


หวังเจิ้นหวินตกหลุมรัก หนุ่มญี่ปุ่น ท่ามกลางการไม่ยอมรับของพ่อ สุดท้ายต้องอำลาร้างกัน และกลับมาคุยกันได้อีกครั้ง ด้วยความช่วยเหลือของโจวมู่หวัน ซึ่งหากย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับ chungking express เคน (ทาคุยะ คิมุระ ) ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับ 633 ตำรวจหนุ่ม ในเรื่องนั้น และการได้ไปญี่ปุ่น เป็นการปลดปล่อยตัวละครตัวนี้ออกจากพันธนาการค้างคาหน้าร้านขายอาหารในตอนจบของ chungking express และเป็นตอนของ หวังเจิ้นหวินนี่เอง ที่โจวมู่หวัน เลิกเสเพล และกลายเป็นโจวมู่หวันที่เราคุ้นเคยจาก in the mood for love ( เราจะคุยเรื่องนี้กันอีกครั้งหนึ่ง!) และเป็นการปลดปล่อย ตัวละคร โจวหมู่หวันอีกด้วย

30 นาที สุดท้าย และคืนคริสมาสต์อีฟ ปี 1963 เป็นของ โซวไหล่เจิน (กงลี่) ซึ่งไม่ใช่โซวไหล่เจิน สาวขายน้ำ ในสนามกีฬา (ใน days of being wild) หรือคุณนายจาง(ซึ่งมีชื่อเดิมว่า โซวไหล่เจิน)ภรรยาคุณจาง ที่อาศัยอยู่ข้างห้องของคุณโจว (ใน in the mood for love) หากแต่เป็นนักพนันสาวฉายาแมงมุมดำผู้มาจากพนมเปญ และในเมื่อเธอชื่อ โชวไหล่เจิน เธอจึงอาจเป็นตัวแทนของหญิงสาวจาก in the mood for love


อย่างไรก็ดี มีคำถามมากมายถึงการเลือกใช้กงลี่แทน จางม่านอี้ว เจ้าของบทโซวไหล่เจิน ในสองครั้งก่อนหน้า แม้โดยแท้จริงแล้วจะเกิดจากปัญหาเรื่องคิวการถ่ายทำ หากแต่การใช้กงลี่ในบทนี้กลับเป็นผลดีต่อตัวหนัง( โดยไม่ต้องนับการแสดง ชั้นเซียนของเธอด้วยซ้ำไป ) เพราะการที่ โซวไหล่เจินคนนี้ไม่ใช่ คุนนายจางของ โจวมู่หวัน ทำให้เราพบว่าที่แท้แล้ว มันไม่ใช่ความเสเพลของโจวมู่หวันหรอกที่เขาไม่อาจรักใคร มันเป็นเพราะผู้หญิงชื่อโซวไหล่เจินต่างหาก ผู้หญิงที่ไม่ว่าโจวมู่หวันจะคบใคร ผู้หญิงทั้งโลกก็ล้วนมีชื่อเดียวหมดสิ้น (และนั่นทำให้การปรากฏตัวของจางม่านอี้วในฉากสั้นๆสองสามฉาก ทรงพลัง ในฐานะโซวไหล่เจินตัวจริงอีกต่างหาก)

ย้อนกลับมาที่โซวไหล่เจิน แห่งพนมเปญ เธอกลายเป็นตัวแทนของคุณนายจางแห่ง in the mood for love ไม่ใช่แค่เพราะชื่อเธอซ้ำกัน หากแต่ในตอนจบของ in the mood for love คุณโจวเดินทางไปยังนครวัด และ ฝากฝังความลับบางประการไว้กับผนังนครวัด หากเธอมาจากกัมพูชา เธอก็อาจเป็นเสมือนตัวแทนความลับของคุณโจว ความลับอันมีนามโซวไหล่เจิน


และหว่องเลือกปลดปล่อยตัวละครตัวนี้อย่างปวดร้าว ด้วยการอำลาโจวมู่หวัน เพราะเธอไม่อาจลบลืมความหลังของตัวเองได้ (ซึ่งอาจเป็นความหลังของคุณโจวใน in the mood ) ซึ่งแน่นอน หากคุณนายจาง(ซึ่งมีชื่อจริงว่าโซวไหล่เจิน )ยังมีชีวิตที่ไหนสักแห่ง สภาพเธอก็คงไม่ได้แตกต่างจาก โซวไหล่เจินผู้นี้ รอคอยการปลดปล่อยตัวเอง จากความทรงจำเก่าแก่ และมองหาคนรักอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี ใน eros หนังสั้นรื่องต่อมากที่หว่องทำร่วมกับผู้กำกับอีกสองท่านนั่นคือ steven soderberg และ ปรมาจารย์ michealangelo antonioni ตอนของหว่อวง ชื่อ ตอน the hand และนำแสดงโดย กงลี่ (ในบท คุณนายหัว นางโลมชั้นสูง) และ จางเจิ้น ในบทอาจาง (ใช้ชื่อของตัวเองอีกครั้ง) ช่างตัดเสื้อประจำตัวของเธอ หนังนั้นเล่าเรื่อง มือคู่หนึ่งของคุณนายหัวที่หลังจากเธอใช้มันกับอาจางครั้งหนึ่งชีวิตเขาก็เปลี่ยนแปลงชั่วนิรันดร์

ตัวหนังนั้นออกมา คล้ายเป็นบท อังกอร์สำหรับมหากาพย์เดียวดายอย่างโรแมนติคของหว่อง เพราะว่ากันว่ามีความเป็นไปได้มาก ที่ตัวละคร คุณนายหัว ใน the hand จะเป็นคนคนเดียวกับ แมงมุมดำ ใน 2046 (ใน2046 เธอสวมถุงมือ สีดำคู่หนึ่งตลอดเวลา ราวกับเก็บรักษามือไว้ให้ใครบางคน และถ้าจำไม่ผิดถุงมือนั้นเป็นคู่เดียวกับถุงมือที่อาจางเป็นคนตัดเย็บ ) รวมไปถึงบุคลิกที่ราวกับถอดมาจาก ไป่หลิง (ในขณะที่อาจางกลับมีบุคลิกที่ถอดมาจาก โจวมู่หวันแห่ง on the mood for loveทำให้เชื่อได้ว่าเธอไม่ได้รักโจวมู่หวัน เพราะเธอเพียงแค่มองหา อาจางของเธอเท่านั้น ) และในฉากจบ ของ the hand เรารู้ดีว่าคุณนายหัว (หรือนางแมงมุมดำ)ได้รับการปลดปล่อนจากความทรงจำของธอแล้ว


2 0 4 6 : บุ ห รี่

จากฝั่งของตัวละครฝ่ายหญิง ข้ามมายังตัวละครฝ่ายชาย มีข้อสงสัยว่า โจวมู่หวันใน 2046 ใช่คนเดียวกับ โจวมู่หวัน (หรือคุณโจว) ใน in the mood for love หรือไม่ และที่สำคัญ เขาใช่คนเดียวกับ ชายในห้องเพดานต่ำ ที่ปรากฏออกมาในฉากจบของ daysnof being wild หรือเปล่า การจะตอบคำถามนี้ได้ เราอาจต้องโยงตัวละคร ชาย ของหว่อง เข้าหากันโดยละเว้นมิติของนักแสดง หากแต่ใช้มิติของจิตวิญญาณ


หากสังเกตให้ดี ตัวละครชายของหว่องกาไว มีเพียงสองชนิด ตัวละครแบบหยกไจ๋ (days of being wild) และ ตัวละครแบบคุณโจว( in thw mood for love) หยกไจ๋ นั้นรับบทโดยเลสลี่ จาง ซึ่งส่งผ่านทางวิญญานมายังตัวละครอย่าง อาวเอี้ยงฮง (ashes of time ) เหอเป่าหวัง (happy together) ก่อนที่เลสลี่ จางจะปิดตำนานนกไร้ขาด้วยตัวเอง ตัวหยกไจ๋มักเป็นตัวแทนของหนุ่มเจ้าสำราญที่ซ่อนอดีตเจ็บปวดไว้ภายใน และทำลายผู้อื่นที่เข้ามาหลงรักให้ย่อยยับไปพร้อมๆกัน


ในขณะที่ตัวละครอย่างคุณโจว (อันมีชื่อจริงว่า โจวมู่หวัน) นั้น เรายังอาจพบเห็นได้ในตัวละครอย่างมือกระบี่ตาบอด ( ashes of time ) 633 (chungking express ) ไหลเยิ่วฟา (happy together) และคุณโจว ( in the mood for love) ซึ่งทั้งหมดเล่นโดย เหลียงเฉาเหว่ย โจวมู่หวันเป็นตัวแทนของผู้ชายเงียบๆที่มีรักแท้กับผู้หญิงคนหนึ่งและถูกความทรงจำโบยตีครั้งแล้วครั้งเล่า (นับรวมบทตำรวจไร้ชื่อของหลิวเต๋อหัวใน days of being wild(น่าสนใจมากขึ้นว่าห้องพักในฟิลิปปินส์ของตัวละครนี้ในตอนท้ายของ days คือหมายเลข 204 ) และบทของจินเฉิงอู่ ใน chungking express และ fallen angels รวมลงไปได้เลย)

แต่ใน 2046 นี้ โจวมู่หวัน (ที่เล่นโดยเหลียงเฉาเหว่ย) กลับมีจิตวิญญาณของหยกไจ๋! มันไม่ใช่เพราะเพียงแค่ เลสลี่ จาง เสียชีวิตหรอก หากแต่นี่คือการปลดปล่อยตัวละครชายของเขาออกไปพร้อมๆกันต่างหาก และใน 2046 ตัวละครที่จัดเป็น คุณลักษณะของ คุณโจวได้ มีเพียง เคน หนุ่มญี่ปุ่นเท่านั้น และเพื่อตอบตรรกะของการแทนที่หยกไจ๋ด้วยใบหน้าของคุณโจว ในนิยาย เคน จึงเป็นพระเอก หากแต่เป็นตัวแทนของโจวมู่หวัน และเหตุที่เคน ไม่สามารถพาแอนดรอยด์ สาว(เฟย์ หว่อง ) ออกมาจาก 2046 ได้ เพราะว่าเธฮ-รักคนอื่น อยู่ หากแทนที่ เคนด้วยโจวมู่หวัน แล้ว คนที่แอนดรอยด์สาวเดินทาไงปญี่ปุ่นเพื่อค้นหา ก็คือเคนนั่นเอง
การแทนที่เช่นนี้พบได้ในนิยาย 2047 ดังนั้นที่แท้มันสะท้อนการแทนที่ หยกไจ๋ด้วยโจวมู่หวัน ได้เลยในทันที

และหว่องเลือกปลดปล่อยตัวละครทั้งสองตัวนี้ไปพร้อมกัน ในฉาก โทรศัพท์ของหวังเจิ้นหวิน อันเป็นฉากที่โจวมู่หวัน เลิกเสเพล และหลายเป็น คุณโจวแบบใน In the mood for love ผู้ชายใจดี ที่ยอมเสียสละทุกสิ่งเพื่อหญิงที่ตัวรัก

ในที่สุดนกไร้ขาอย่างโจวมู่หวัน ก็เรียนรู้ที่จะปลดปล่อยตนเองและรักใครสักคน
ในขณะที่ตัวละครแบบคุณโจว นั้นก็ได้เรียรู้ที่จะปลดปล่อยตนเองจากความทรงจำเก่าแก่เพื่อไปข้างหน้า

และทั้งหมดนี้ เป็นเสมือนคำอำลาที่หว่องกาไว มีต่อตัวละครของเขา
แม้เราไม่อาจระบุว่าเป็นตัวละครเดียวกัน แต่หากมองโดยมิติทางจิตวิญญาณ ในที่สุดทุกคนค้นพบหนทางของตน

2 0 4 6 : ช า ย ผู้ ห ม ก มุ่ น กั บ ตั ว เ ล ข

0.05 เซนติเมตร 1ชั่วโมงต่อมา 1000ชั่วโมงต่อมา วันที่ 1 เมษายน (aprils fool)
วันหมดอายุของสับปะรดกระป๋อง 1 พฤษภา (may)
ตำรวจหมายเลข 633 และ 223
แอเรีย 1224-1225
ห้องหมายเลข 2046

ตัวเลข มักเป็นตัวละครเอกในหนังของหว่องกาไวเสมอ และใน 2046 หนังที่กระทั่งชื่อยังเป็นตัวเลข แช่นนี้ หว่องกาไว ซ่อนรหัสตัวเลขไว้มากมายและน่าสนใจยิ่ง

หนังมักเล่าเรื่องในวันที่ 24 ธันวาคม อันเป็นวัน คริสมาสต์อีฟ ในวันที่ 24 ธันวาคม 4ปีโจวมู่หวันอยู่กับหญิงสาวไม่ซ้ำหน้า และทั้ง4 ปี หญิงสาวทั้ง4 กลับคิดเรื่องของชายอื่นขณะอยู่กับเขา
ปี 1963 เขาอยู่กับ โซวไหล่เจิน(แมงมุมดำ) เธอคิดถึงอดีตของเธอ
ปี 1966 เขาอยู่กับ ลูลู่ และเธอคิดถึงนกไร้ขาของเธอ
ปี 1967 เขาอยู่กับ ไป่หลิง และเธอคิดถึงการไปสิงคโปร์กับคนรัก(ที่ตอนนั้นยังไม่ใช่โจวมู่หวัน)
ปี 1968 เขาอยู่กับ หวังเจิ้นหวิน และเธอคิดถึงคู่รักชาวญี่ปุ่นของธอ
และแน่นอน ในทุกปี โจวมู่หวันเองก็ไม่ได้คิดถึงพวกเธอ เขาคิดถึง โซวไหล่เจิน ของเขาต่างหาก
อย่างไรก็ดี ใน นิยาย 2047 มีการพูดถึง แอเรีย 1224-1225 บริเวณที่มีอากาศหนาวจนมีคำแนะนำให้นักเดินทางกอดกันเอง
โจวมู่หวันบอกว่า ที่แท้แล้ว เลข 1224 และ 1225 เป็นตัวเลขแทนวัน คริสมาสต์ อีฟ และ วัน คริสมาสต์ วันหนาวเหน็บที่ใครๆก็ต้องการความอบอุ่น
จนต้องมากอดกันเองทั้งที่ขณะกอดกลับคิดถึงผู้อื่นอยู่
มันอาจเป็นการถอดรหัสอย่างง่ายที่หว่องบอกเอาไว้ในหนังแล้ว
แต่หากลองย้อนไปดู รายชื่อปีด้านบนอีกครั้ง
มี สองปี ที่หายไป นั่นคือปี 1964 และ 1965
หนังเรื่องนี้ถูกแบ่งเป็น 4 ส่วน(ตามผู้หญิง 4 คน) และมีนักวิจารณ์บางท่านเคยพูดถึง ความสัมพันธ์ของเลข 4 ในนาฬิกาในหนัง days of being wild ดังนั้น หากเอาเลข 04 เป็นตัวตั้ง
เวลาที่สูญหายในหนังคือ ปีที่ลงท้ายด้วย 4 และ 5 (ซึ่งเป็นตัวแทนของความอบอุ่นแห่งห้วงเวลาคริสมาสต์)
ฉะนั้น เวลาที่สาบสูญอาจแทนค่าได้เป็น 2044 และ 2045
เวลาอบอุ่นอ่อนโยน ที่มาก่อน 2046
เช่นนั้น ตัวเลข 2046 ไม่ใช่แค่ หมายเลขห้องธรรมดา
หากแต่เป็นห้วงเวลาหลังความอบอุ่นอ่อนหวานแห่งความรักผ่านพ้น
อันหมายถึง หล่มหลุมแห่งความทรงจำนั้นเอง


2 0 4 6 : คำ อำ ล า

นิยายของ โจวมู่หวัน ชื่อ 2047
ท้ายเรื่องทุกตัวละครล้วนได้รับการปลดปล่อย ทั้งในฐานะของตัวละครในหนังเรื่อง 2046 แบะในฐานะตัวแทนจากหนังเรื่องก่อนหน้า
หาก 2044 และ 2045 คือตัวแทนความอบอุ่นความรัก (ที่ไม่เคยปรากฏในหนังเรื่องไหนของหว่องกาไวเลย)
และ 2046 คือตัวแทนของความทรงจำ (ถึงตอนนี้ผมแอบคิดเพ้อเจ้อเอาเองว่า เอา2มา+4 ได้ 6 + 6ได้ 12 อันเป็นเวลาการทำงานของหว่องพอดี)
นิยาย 2047 จึงไม่ช่อื่นใดนอกจากเครื่องระลึกถึงความทรงจำ
คำอำลาครั้งสุดท้ายจากคนที่ในที่สุดแม้ใช้เวลายาว แสนจะเจ็บปวด (ดังที่นิยายบอกไว้) แต่ก็ได้ก้าวล่วงหลุดพ้นจากความทรงจำนั้นมาได้
และไม่ว่าจะมองจากแง่ใด หนังเรื่องนี้ไม่ใช่การยำใหญ่ หรือทำซ้ำผลงานตัวเองแต่อย่างใด
หากมันคือบทจบของมหากาพย์ ความเหงา
คำอำลา ถึง ความทรงจำ บุหรี่ กี่เพ้า เพลงเก่า ความเหงา และ ตัวเลข ต่างหาก

Footnote
ดูข้อมูลหนังได้ที่นี่ครับ


*1 , *3 มาจากหนังสือ เดียวดายอย่างโรแมนติค
*2 จาก pulp ฉบับ 15 ปก 2046
มีข้อมูลน่าสนใจเพิ่มเติมในbioscope ฉบับ34 ปก 2046 ครับ


http://www.imdb.com/title/tt0212712/

edit @ 2005/10/25 12:45:02


ในเช้าที่ทุกอย่างกลายเป็นสีน้ำเงิน
เด็กหนุ่มออกไปที่ดาดฟ้า
เหนือหัวเขา ป้ายไฟใหญ่ยักษ์แสดงชื่อโรงแรมดับตัวเองลงเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น
เขาสูดลมหายใจลึกออกวิ่งจากขอบตึกด้านหนึ่ง
โบกมือลาให้หญิงคนรัก ขณะกระโดดไปบนฟ้า
พลันค้นพบความหมายของชีวิต
เสียงเพลงลอยล่องกระซิบถ้อยคำ
.......นี่คือครั้งแรกที่ฉันรู้จักรัก.............
...................................................

นั่นเป็นฉากเปิดเรื่องหนังเหงาๆของ วิม เวนเดอรส์
ผู้กำกับชาวเยอรมันเจ้าของหนังอย่างparis,texas และ wing of desire
หนังเล่าเรื่องของผู้คนเพี้ยนๆในโรงแรมผุๆที่ชื่อโรงแรมพันล้าน
มีผู้ชายที่คิดว่าตัวเองเป็นคนแต่งเพลงของthe beatles
หญิงชราที่มีชีวิตอยู่แต่เฉพาะในห้วงยามงามงดของชีวิตอันล่วงผ่านไปนานนัก
อินเดียนจรจัดที่เรียกตัวเองว่า เจอโรนีโม ตามชื่อของหัวหน้าเผ่า
ชายผิวดำที่เป่าทรัมเป็ตตลอดเวลา
มีชายหนุ่มปัญญาทึบชื่อทอมทอม
ที่คอยดูแลทุกคน
หาอาหารมาให้ ทำเรื่องตลกได้หัวเราะ
และมี-เอลรอยส์- เทพธิดาเท้าเปล่า
คนที่จะไม่ตายเพราะเธอมีชีวิตอยู่ในนิยาย
เธอจึงไม่กลัวเวลาถูกลวนลามหรือทำร้าย
บางคนบอกว่าเธอไม่มีค่า
มีแต่ทอมทอมที่คิดต่างออกไป
................................................
หลังความตายของอิซซี่ ลูกคนรวยที่สมองเพี้ยนๆอีกคน
เพื่อนรักของทอมอม
นักสืบสกินเนอรส์ก็ก้าวเข้ามาในตึก
เขาเป็นคนที่เคยมีแขนที่สามงอกออกมาจากกลางหลัง
เป็นตำรวจที่ขึ้นชื่อเรื่องความสามารถ
เขาต้องหาว่าใครฆ่าอิซซี่ เพราะพ่อของอิซซี่ไม่เชื่อว่า
ลูกชายที่เป็นยิวเหมือนเขาจะฆ่าตัวตาย
คนยิวไม่ฆ่าตัวตาย พ่อเขาคิดอย่างนั้น
แต่ในเมื่อคนยิวก็เป็นคน
และยิวบางคนก็เป็นคนเพี้ยนๆ
มันจึงใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
............................................



บางทีโรงแรมพันล้านก็เหมือนโลกใบนี้
โลกที่เต็มไปด้วยผู้คน
ที่แต่ละคนก็มี-โลกเฉพาะ-ของตัวเอง
โลกที่เราทุกคนก็-เพี้ยน-กันทั้งนั้น แต่ไม่มีใครยอมรับ
หนังเสียดสีวิถีชีวิตของเราผ่านทางการกระทำของผู้คนในโรงแรม
ตั้งแต่ความพยายามขายภาพสีดำสกปรกของเจอโรนีโม
โดยอาศัยความดังจากความตายของอิซซี่
ส่งผลให้ภาพเพี้ยนๆถูกตีความไปใหญ่โต
เหมือนบางเรื่องในชีวิตจริง
ที่เราให้คุณค่ากับมันมากกว่าที่มันสมควรได้รับ
หรือเรื่องในช่วงท้ายที่ทุกๆคนพยายามหาแพะรับบาป
และบาปก็ตกอยู่กับทอมทอม
คนที่ทุกคนลงความเห็นว่า-เพี้ยน-ที่สุด
และผมเห็นว่า สวยงาม ที่สุด
บางทีทอมทอม อาจเป็นนักบุญ
นักบุญผู้เสียสละตัวเองให้กับมิตรภาพ และความรัก
..............................................
หนังเล่าเรื่องการสืบสวนคดีของอิซซี่
คู่ขนานไปกับเรื่องรักของทอม ทอม กับเอลรอยส์
ทอมทอม หลงรักเอลรอยส์มาเนิ่นนาน
ภาพที่ทั้งคู่เดินสวนกันถูกfreeze ให้ช้าลง
จนเหมือนภาพฝัน
และหลังจากนั้นเราจะพบเอลรอยส์กับทอมทอมอยู่ร่วมกัน
ก็เฉพาะในที่ที่แสงแดดส่องถึง
ทั้งๆที่ฉากอื่นมักอยู่ในบรรยากาศหม่นทึมสกปรก
เอลรอยส์เป็นผู้หญิงที่ใครๆก็บอกว่าไม่มีค่า
(แม้แต่อิซซี่) แต่ทอมทอม ไม่คิดเช่นนั้น
นี่เองความรัก
ในโลกที่เราทุกคนล้วนพร่องกันทั้งนั้น
ความรักคงไม่ได้หมายความเพียงการหาใครสักคนมาเพื่อติมเราให้เต็ม
แต่อาจหมายถึงการที่มีใครสักคนยอมรับ ความพร่อง ของเรา
และเมื่อทุกคนไม่มีใครล้นพอจะเติมให้คนอื่นได้
การแบ่งปันความพร่องสิที่สำคัญ
คนพร่องสองคนที่ได้แบ่งปันความพร่องแก่กันและกันจะกลับได้เพิ่ม
ไม่ต้องเต็มแต่เท่าเทียมและสมดุลพอที่จะเดินไปพร้อมกัน
...........................................


แต่ในเมื่อนักบุญมีหน้าที่ต้องเสียสละ
เทพธิดาเท้าเปล่าจึงได้แต่เสียน้ำตา
และในเมื่อการเสียสละของนักบุญไม่ใช่เรื่องเศร้า
ภาพสุดท้ายเราจึงเห็นทอมทอม ยิ้มรื่นอยู่กลางท้องฟ้า
บอกเราเรื่องชีวิต
...............................................
หนังเล่าเรื่องแปลกๆเรื่อยๆตามสไตล์ของวิม เวนเดอร์ส
มีครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า
เวลาเขาทำหนังเรื่องใครสักคนที่ออกเดินไปตามถนน
เขาไม่ได้วางไว้ว่าคนที่เดินจะเจออะไร
เขาแค่ปล่อยให้คนนั้นเดินไป แล้วก็รอดูว่าเขาจะเจออะไรบ้าง
เป็นวิธีที่เขาใช้มาในหนังเกือบทุกเรื่อง
แม้แต่หนังที่เต็มไปด้วยพลอตอย่างเรื่องนี้
นอกจากวิม เวนเดอรส์
หนังมีเพลงประกอบของU2
ช่วยขับเน้นสีน้ำเงินซึมเศร้าที่คลี่คลุมหนังทั้งเรื่อง
ให้ยิ่งหม่นเหงาลงไปอีก
...........................................


หลังหนังจบผมไม่รู้ว่าคนที่ดูคิดถึงอะไร
แต่ที่ผมคิดถึงคือความพร่องของตัวเอง
แม้ผมจะไม่เคยมีแขนงอกออกมาจากกลางหลัง
หรือมีชีวิตอยู่ในนิยาย
แต่ผมก็เป็นคนพร่องๆคนหนึ่ง
วาดหวังว่าสักวันจะมีคนพร่องอีกคนมาแบ่งปัน
และบางทีนั่นอาจเป็น.......ครั้งแรก..... ที่ผมรู้จักรัก...............


edit @ 2005/06/15 10:33:33



Michael Haneke ผู้กำกับชาวออสเตรีย ได้ชื่อว่าเป็น ผู้กำกับเลือดเย็นคนหนึ่งของโลก เขามักทำหนังตีแผ่ด้านมืดของมนุษย์ เรื่องราวในหนังของเขามักเริ่มต้นด้วยสถานการณ์ปกติรายเรียบ และค่อยๆหม่นหมองลง เมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงตอนท้าย เรื่องจะมืดลงจนถึงที่สุด และจบลงอย่าง หม่นหมอง อึดอัดขัดข้อง คลุมเครือ จนแทบเรียกได้ว่า การดูหนังของเขาเป็นการเดินทางเข้าไปในอุโมงค์ของจิตวิญญาณของมนุษย์ ที่ซึ่งปลายสุดเป็นทางตัน


เขาเคยทำหนังอย่าง funny games ซึ่งเล่าถึงครอบครัวแสนสุขไปปิคนิคในวันหยุด แต่กลับดวงซวยต้องพบกับไอ้หนุ่มโรคจิตสองคน จากการขอไข่นำไปสู่การเล่นเกมที่เดิมพันกันด้วยชีวิต และที่สำคัญหนังไม่ได้ทำตัวเยี่ยงหนังโรคจิตอื่นๆ มันค่อยๆมืดลง ๆ และจบลงอย่างสิ้นหวัง ล่าสุดเขาทำ times of the wolf เล่าเรื่องของครอบครัวแสนสุขที่เพิ่งกลับจากการไปเที่ยววันหยุด แต่พอกลับถึงบ้านก็พอมีอีกครอบครัวหนึ่งอยู่ที่นั่น ภายในสิบนาทีแรก ตัวเอกฝ่ายชายตายอนาถ! ผลักให้สามแม่ลูกต้องระหกระเหินไปในดินแดนที่จู่ๆ ก็ไม่มีน้ำ อาหาร มีแต่ ความโหดร้าย รุนแรง และไม่อาจไว้เนื้อเชื่องใจใครได้


นี่เป็นสองตัวอย่างที่พอจะอธิบายถึงหนังของ Haneke และกับหนัง the piano teacher ที่ถึงแม้จะสร้างจากนิยายของ Elfriede Jelinek ซึ่งโดยตัวนิยาย(และผู้เขียน) ก็ถือได้ว่ามืดหม่นไม่แพ้กัน หนังก็ยังออกมาแบบมีลายเซ็น ของ Haneke ชัดเจน
หนังเล่าเรื่องของ เอริก้า ครูสอนเปียโนวัยสี่สิบ ที่ยังอาศัยอยู่กับแม่ เธอสอนอยู่ในวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง และตัวเธอเองก็ได้รับการยอมรับในเรื่องฝีมือการเล่นเปียโนเธอแต่งตัวมิดชิดด้วยสีทึมๆ รวบผมตึง เธอมักเคี่ยวเข็ญลูกศิษย์ของตัวเอง โดยอาศัยถ้อยคำปรุงแต่งเสียดสี แต่เวลาเธอกลับบ้าน แม่จอมเจ้ากี้เจ้าการของเธอก็เสียดสีเธอเสมอ ซ้ำยังรื้อค้นข้าวของตรวจสอบเธอ โทรจิกตามตัวทุกที่ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหน เอริก้ามักเปิดศึกกับแม่เธอบ่อยๆ หลายครั้งลุกลามถึงขั้นใช้กำลัง จากนั้นทั้งสองแม่ลูกก็จะกอดกันร้องให้


บางครั้งเอริก้าไปเซกส์ชอบ ดูหนังโป๊ แล้วหยิบทิชชู่ใช่แล้วในโรงหนังโป๊ขึ้นมาดม เธอไปแอบดูคนมีเซกส์ในโรงหนังไดรฟ์อิน แล้วถึงจุดสุดยอด เธอแอบใช้ใบมีดโกนเฉือนของลับตัวเองในห้องน้ำ (ทั้งสามฉากที่ว่ามา หนังถ่ายทำได้อย่างไม่น่าเกลียด แต่ ถึงอารมณ์วิปริตมากๆ) ชีวิตเธอเต็มไปด้วยเก็บกด เคืองแค้น ชิงชัง

จนวาลแตร์ก้าวเข้ามาในชีวิต เขาเป็นหนุ่มวิศวกรที่มีความรู้ความสามารถทางดนตรีคลาสสิคเป็นเลิศ หลังจากบทสนทนาเกี่ยวกับความบ้าของชูแบร์ต วาลแตร์สนใจเอริก้ามากจนถึงขั้นมาสมัครเรียนที่วิทยาลัยของเธอ เธอเองก็ชอบวาลแตร์ แต่ต้องเก็บกดทุกอย่างไว้ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก่อตัวขึ้น เพิ่มความวิปริตขึ้นที่ละนิดไปจนถึงขีดสุด


พลอตหนังประหลาด วิปริต ยิ่งมาตกอยู่ในมือของ ผู้กำกับที่สุดแสนจะเลือดเย็น ทำให้ผลลัพทธ์ของหนังออกมามืดหม่นสุดขั้ว ฮาเนเก้ จัดแจงทำทุกอย่างเพื่อกันคนดูออกจากการเห็นอกเห็นใจทุกตัวละครในหนัง จริงๆแล้วตัวเอริก้านั้นป็นตัวละครที่น่าสงสารเอามากๆ เพราะการเติบโตภายใต้อำนาจของแม่ใจร้าย การมีชีวิตอยู่ในสังคมที่เคร่งครัด ส่งผลให้เธอป่วยไข้ทางวิญญาณ การเสพติดเซกส์ วิปริต เป็นเพียงทางระบายเล็กๆทางเดียวที่เธอเหลืออยู่ แต่แทนที่หนังจะเห็นอกเห็นใจเธอหนังกลับตัดทางนี้ด้วยการใส่ความมืดมิดลงในจิตใจของเธออย่างสุดขั้ว โดยเฉพาะในฉากที่เห็นลูกศิษย์(ที่เธอเกลียดขี้หน้า)เล่นเปียโน โดยมีวาลแตร์อยู่ข้างๆ เธอถึงกับทนไม่ได้ และลงมือกระทำสิ่งที่ต่ำช้าเกินกว่าที่คนดูจะเห็นใจ ความป่วยไข้ของเอริก้า กลายเป็นเรื่องของนังวิปริตที่หาเรื่องใส่ตัว และกับผู้คนรายรอบเธอก็เช่นกัน ทุกคนเลือดเย็นพอที่จะกระทำกับเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็น แม่ วาลแตร์ หรือแม้แต่อาจารย์ร่วมสถาบัน ความป่วยไข้ของเอริก้า แท้จริงแล้วมีต้นตอมาจากสังคมที่เธอสังกัดนั่นเอง


สังคมชนชั้นกลางรสนิยมสูงที่มักตกเป็นเป้าโจมตีของ Haneke มาตลอด ใน funny games ครอบครัวสุขสันต์ที่ถูกสังหารหมู่นั้นเป็นชนชั้นกลางหัวสูง ที่เล่นเกมทายเพลงคลาสสิคระหว่างการเดินทาง พวกเขาถูกทำร้าย ทารุณ อย่างไร้เหตุผล ราวกับหนังจะประกาศว่า ชนชั้นกลางสมควรตาย! ( และในthe piano teacher Susanne Lothar ดาราที่รับบทเป็นนางเอกของfunny games มารับบทแม่ของอันนา ลูกศิษย์ ของเอริก้า ซึ่งชื่ออันนานี้ก็เป็นชื่อของเธอในหนังfunny games )ในขณะที่ times of the wolf ตัวเอกก็เป็นชนชั้นกลางเช่นเดียวกัน และในโลกวิปริตนั้น คนที่ไว้ใจไม่ได้ที่สุด ก็เป็นหมู่ชนชั้นกลางด้วยกันเอง และในเรื่องนี้ แม้หนังจะทำให้ความป่วยไข้ เป็นเรื่องของจิตวิญญาณต่ำทรามของเอริก้า แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า แม่ของเธอ กับวิธีคิดแบบหัวโบราณสุดขั้วนี่เองเป็นสาเหตุหนึ่ง รวมไปถึงสังคมชนขั้นที่ไม่เปิดเผยความรู้สึก รักษามารยาท และวางตัวเป็นผู้ดีอยู่ตลอดเวลา ทิ่มแทงผู้อื่นด้วยถ้อยคำเชือดเฉือนเย็นชาแทนการใช้กำลัง เอริก้า เป็นเพียงผลผลิตหนึ่งของสังคมแบบนั้น และการเลี้ยงดูแบบนั้น เธออาจป่วย แต่เธอก็ป่วยเพราะสังคมนี่เอง ป่วยไข้จนต้องเฉือนของลับตัวเอง เพื่อรักษาสถานภาพความเป็นผู%E