alienation




 





(A+++++++++++++++++++++++++++++++)

นี่อาจจะเป็นหนึ่งในหนังสั้นที่ ชอบที่สุดในเทศกาล และในปีนี้ หนังเรื่องใหม่ของเฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง ผู้กำกับ PERU TIME และ ฆาตรกรรมสวาท ประหลาดน่านฟ้าทำให้คนหายตัวไป หนังสั้นสุดพิลึกที่ได้

 

นี่อาจจะเป็นหนึ่งในหนังสั้นที่ชอบที่สุดในเทศกาล และในปีนี้ หนังเรื่องใหม่ของเฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง ผู้กำกับ PERU TIME และ ฆาตรกรรมสวาท ประหลาดน่านฟ้าทำให้คนหายตัวไป หนังสั้นสุดพิลึกที่ได้รับการกล่าวขวัญในปีที่แล้ว  ปียนี้ เฉลิมเกียตริกลับมากับหนังใหม่ ชื่อไทยดูได้ข้างบน แต่ชื่อภาษาอังกฤษสิสุดแซ่บ เพราะนี่คือหนังที่มีชื่อภาษาปะกิตว่า Chay,Gayvah-rar 'n' the Machupicchu

 

หนังเปิดเรื่องด้วยภาพของทุ่หงญ้าบนที่ร้างพร้อมtext อุปโลกน์ ละตินอเมริกา! ใครสักคนไม่ใส่เสื้อวิ่งหนีใครอีกคน อนุมานว่าผู้หนีน่าจะคือเช เกย์ วาแรร์! พลันไอ้หนุ่มไม่สวมเสื้อโดนยิงล้มคว่ำ พร้อมเสียงเพลง ‘เขาพระวิหาร'ของสุรพล สมบัตเจริญ!  ตามด้วย text แสดงความเห็นทางการเมืองจากใครต่อใครในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ช่วงที่สองของหนัง เด็กสาวและชายหนุ่มเข้ามาในห้องของโรงแรมเดก็สาวเปิดทีวี ในนั้นฉายหนังเรื่องสัตว์ประหลาด! เด็กหนุ่มนอนเขลงบนเตียงอ่านหนังสือ เช กูวาราบนจอทีวีฉายฉากที่เหล่าทหารค้นพบศพชายแปลกหน้าพวกเขาเข้าไปรุมถ่ายรูป ก่อนจะแบกชายแปลกหน้าตัดข้ามทุ่งหญ้า และจีบสาวทางวิทยุสื่อสาร

เด็สาวออกไปสูบบุหรี่ เราเห้นเธอจากกระจก เธอเข้ามา เด็กหนุ่มออกไปมั่ง เห็นเขาจากกระจก  จากนั้นทั้งคู่ปิดทีวีและออกจากห้อง ตัดไปยังภาพของคนงานที่กำลังรีดผ้าปูโต๊ะ หรือผ้าปูที่นอนอย่างไม่รู้จบ วางผ้า กดทีรีด ยกขึ้น ขยับผ้า กดที่รีด ตลอดสองช่วงนี้text ขึ้นรายการชื่อของสัตว์ซึ่งตอนนี้สูญพันธ์ หรือใกล้สูญพันธ์ไปแล้ว

 

ความตายของนักปฏิวัติ การสูญพันธุ์ของสัตว์ป่า ทหาร การเมือง คนงาน หนุ่มสาวคนชั้นกลาง และคดีเขาพระวิหาร ถูกจับมัดรวมกันอย่างน่าทึ่งในหนังหนังเรื่องนี้ ซึ่งประสมระดมสรรพกำลังทั้งภาพ เสียงข้อความอันไม่ประสานสอดคล้องก่อร่างสร้างความหมายใหม่ๆ

ดูเหมือนหนังการเมืองของเฉลิมเกียรติไปไกลกว่าหนังการเมืองร่วมรุ่น เมื่อเขายกตัวเช กูวารา มาเล่นเล่าใหม่ในฐานะของ นักปฏิวัติ หรือสัตว์ ซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว ความตายของชายไม่สวมเสื้อ(เช?)ในต้อนเรื่องสอดพ้องต้องกันกับความตายของตัวสมัน ในtext ครึ่งหลัง ขณะเดียวกันก็ยังไปรับกับ ความเป็นตัวประหลาด และความตายของชายแปลกหน้าในสัตว์ประหลาดต้นเรื่อง  ที่เหลือค้างในความทรงจำคือการทวงคืนเขาพระวิหาร (มาชูปิกชู ?)  ดูเหมือนมาชูปิกชูอันเป็นสัญลักษณ์ของคนอินเดียนผู้ถูกกดขี่ในละตินอเมริกา กลายเป็นเรื่องทางการเมืองและข้อพิพาทข้ามชาติในประเทศไทย  ขณะเดียวกันสองซีกส่วนที่เหลือของหนังคือภาพของคนชั้นกลาง ในห้องโรงแรม ซึ่งมีสภาพเฉกสัตว์ที่ติดอยู่ในกรง ทั้งสภาพของห้อง หรือการสะท้อนตัวละครผ่านกระจกที่มีลักษณะของกรอบซ้อนกรอบชัดเจน(แถมยังมีรอยมุ้งลวดคั่น ทหารถือครองอำนาจในจอทีวีเก็บศพเชไปแล้ว ขณะเดียวกันเด็กกนุ่มก็ได้แค่ฝันหวานถึงการปฏิวัตผ่านหนังสือเรื่องของเช  ไกลออกไป คุณป้าคนงานโรงแรมยังคงใช้แรงงานจากค่ำยันเช้า รีดผ้าปูราวเป็นชิ้นส่วนเครื่องจักร ไม่อินังกับtext การสูญพันธ์ของสมัน หรือช้าง ติดอยู่ในบ่วงแห่งการงานไม่สิ้น หรือความตายของนัปฏิวัติ สัตว์สูญพันธ์ และกรงขังของคนชั้นกลาง การงานของคนชั่นล่างคือคำพิพากษาของซาตาน !

เฉลิมเกียรติยังคงคมคายและกล้าหาญไม่แพ้เมื่อครั้งทำ ฆาตรกรรมสวาท เขาปล่อยชุดสัญลักษณ์ลงในหนังอย่างไม่บันยะบันยังทิ้งช่องการตีความให้เป็นของผู้ชม และนี่คือประสปการณ์ทางภาพยนตร์ครั้งหนึ่งของปี !

 

 

หมายเหตุ :

1.นี่เป็นเพียงบันทึกสั้นที่เขียนลงFb หลังดูหนังจบ หากไม่ปะติดปะต่อก็ขออภัยอย่างยิ่ง

2. บันทึกนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญทั้งหมดของหนัง!!! 

 

สิ่งที่น่าสนใจในหนังเรื่องนี้คือระนาบของความฝันซ้อนฝัน ซึ่งเทียบได้กับบทละครซ้อนบทละครของตัวเอกใน SYNECDOCHE, NEW YORK เพียงแต่SDNY เลือกเล่าอย่างไม่เป็นระบบเพื่อสะท้อนระบบคิดของศิลปิน แต่ICT เลือกเล่าอย่างเป็นระบบเพื่อคลี่กฏคิดแบบวิทยาศาสตร์ ระนาบของความฝันที่มี'เวลา'ไม่เท่ากัน คือภาพแทนการรับรู้เวลาของคนในยุคสมัยของเรา พูดให้ง่าย ICT คือหนังประจำยุคสมัยเช่นเดียวกับ SDNY /ลุงบุญมีระลึกชาติ / SUMMER HOURS หรือหนังของ คิโยชิ คุโรซาว่า ซึ่งเราจะไม่กล่าวถึงทั้งหมดในที่นี้ แต่ขออธิบายคร่าวๆว่ามันเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยกงับ การรับรู้เวลานั่นเอง

การรับรู้เวลาในหนังที่มันสั้นยาวไม่เท่ากัน เป็นรูปแบบการรับรู้เวลาของเราซึ่งเกิดขึ้นได้เมื่อเราสามารถเดินทางข้ามโลกได้ในไม่กี่อึดใจ (ต้นเรื่องของICT ก็เป็นแบบนี้ หรือหนังอย่าง KNIGHT AND DAY ก็ทัวร์กันทั่วโลก) การย่อเวลา ทำให้การรับรู้ความจริงบิดผัน เพราะการรับรู้ความจริงอาศัยความเคยชิน ความเคยชินอาศัยเวลา ในโลกตอนนี้เราจึงรู้สึกว่าทุกสิ่งปลอม เพราะมัน 'มาเร็ว เคลมเร็ว ไปเร็ว'ตลอดเวลา

ในโลกปัจจุบันนี้การรับรู้ความจริงจึงไม่มีอยู่ นอกจากประเด็นเวลา เรายังถูกแตกสลายความจริงอีกด้วย เพราะเรามาถึงจุดที่ไม่มีความจริงสัมบูรณ์มีแต่ความจริงภายใต้กรอบคติ หรือ อคติของผู้ถือความจริง ความทรงจำ ข้อเท็จจริง และประวัติศาสตร์ไม่ใช่ความจริงเป็นเพียงส่วนปลีกย่อยเล็กๆซึ่งถูกนมาประกอบภาพเสมือนความจริง ตัวละครที่น่าสนใจที่สุในเรื่องจึงคือ Mal เพราะเธอคือตัวละครที่ติดอยู่ในการรับรู้เวลาที่นำมาซึ่งการรับรู้ความจริง (เช่นเดียวกับผู้ชมที่ทำทีเป็นถูกกันให้อยู่วงนอก แต่ได้รับรู้กฏแห่งเวลาระหว่างชั้นของความฝันด้วย ) ตัวMal ความสำนึกผิดของCobb และ สถาปัตยกรรมของ Ariedne จึงเป็นสถานะของการับรู้ความจริงภายใต้การับรู้เวลาอย่างใหม่

จริงๆแล้วรูปแบบของความฝันแต่ละระดับ เปรียบเทียบกับSDNY ก็คือบทประพันธ์ชีวประวัติของตัวเอกที่ทำซ้ำออกไปเรื่อยๆ(เพราะเขียนชีวประวัติตัวเองจริงๆมันก็ต้องมาจบที่ตัวเองตอนเขียนอัตชีวประวัติ และก็ต้องแตกออกไปอย่างนี้เรื่อยๆไม่รู้จบ) เพียงแต่ความฝันซ้อนฝันเป็นรูปแบบของโลกเสมือนจริงด้วย พูดให้ง่ายคือนายก. (ลีโอนาโดก็ได้) เปิด Fb ในชื่อตัวเอง จากนั้นก็เปิด fbในชื่อคนอื่น แล้วเอาชื่อนี้ไปเปืด hi5ในชื่อที่เป็นตัวแทนของชื่อ นี้ ซึ่งชื่อที่สามก็เลยไปเปิด twitter ในสภาพตัวแทนของตัวเองอีก ในแต่ละsocial network ก็จะมีเพื่อน มี รูปแบบหน้าจอ และมีเวลา ที่แตกต่างกันไป กล่าวอย่างง่าย ฝันซ้อนฝัน คือการสร้างเรื่องพวกนี้ให้เห็นเป็นภาพ พูดให้กลับหัวกลับหางคือชีวิตในโลกsocial networkก็คือห้วงฝันหนึ่งอันนั่นเองและคนติด fb คงรู้ดีว่ามันมี'เวลา'ต่างกับเวลาจริงอย่างไร รวมไปถึงมันสามารถจะกลายเป็นโลกจริงแทนที่ได้อย่างไร

ประเด็นที่สอง

นี่คือหนังที่เชิดชูวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์เต็มที่ เพราะหนังวางโครงสร้างตัวละคร ในฐานะของผู้เชี่ยวชาญ มีนายทุน มีผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขา ปลอมตัว สถาปนิก นักเคมี (เภสัชกรได้ไหม ฮา!) ผู้นำ ลูกมือ ทุกอย่างถูกจัดแบ่งออกเป็นเรื่องของความเขชี่ยวชาญ การอธิบายความฝันด้วยวิธีแบบวิทยาศาสตร์ (โอเคกึ่งๆก็ได้ พูดง่ายๆคือคุณเชื่อก่อนสิว่าเราจารกรรม ความคิดในความฝันคุณได้ จากนั้นเราจะเอาอะไรที่ดูเข้ากันๆ เช่นทฤษฏีจิตวิเคราะห์ ยาหนอนหลับอย่างแรง หรือเครื่องมือเก๋ๆ เพื่อกล่อมให้เชื่อว่ามันมีความเป็นไปได้ เพราะไอ้ของพวกนี้มันเชื่อมโยงกัน ภายในกฏที่ตั้งขึ้น)การอธิบายสิ่งที่อธิบายไม่ได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์คือจุดใหญ่ใจความประจำยุคสมัยของเราไม่ใช่หรือ หนังเรื่องนี้จึงตอบสนองผู้ชมในฐานะนี้ได้เต็มรสชาติ

ประเด็นที่3
Homo Sentimentalis

หนังเรื่องนี้ลึกลงไปสุดทางก็พูดถึงมนุษย์ในฐานะมนุษย์แห่งอารมณ์ สุดท้ายแล้วมนุษย์ในเรื่องทั้ง fisher และ ต่างโหยหาความรัก (ยึดตามที่จำได้จากหนังสืออ.ธเนศ) เในอดีตสำหรับมนุษย์ความรักเป็นบาปเป็นความป่วยไข้ และการแต่งงานเป็นเรื่องของการสืบพงศ์พันธุ์ และเหตุผลทางธุรกิจ เพิ่งมาไม่กี่ศตวรรษนี้เองที่มนุษย์ปลดแอกตัวเองจากการคลุมถุงชน และเชิดชูความรักให้เป็นใหญ่ จากนั้นเราก็ติดกับดักของความรัก และยินดีตกหลุมบ่วงแร้วนั้นเพราะมีความโรแมนติคเป็นเครื่องล่อใจ

เช่นเดียวกันกับ Mal และ Cobb จุดใหญ่ใจความที่ว่า ความฝันนั้นงดงงามกว่าความจริงเพราะในความฝันนั้นเราได้ครองคู่กันจนแก่เฒ่าไปพร้อมกัน นี่เป็นสุดยอดความโรแมนติค และการรับรู้เวลาในฝันทำให้มันเป็นจริง(จริงในฝัน โอ้ว ยังไง) ขึ้นมาได้ ตัวละครของเราติดกับดัก ความเป็นมนุษยืแห่งอารมณ์ ตัวของMal นั้นชัดเจนเมื่อเธอเริ่มเชื่อว่าความฝันนั้นเป็นความจริง และอยาากจะอยู่ในนั้น ครั้นเมื่อเธอถูก แทรกแซง มันก็กลายเป็นว่าเธอเชื่อว่าทุกอย่างเป็นความฝัน

การแทรกแซงความฝันของMal มันก็เหมือนยาเม็ดแดงของมอร์เฟีนสนั่นเอง เราค้นพบว่าทั้งหมดเป็นแมทริกซื แต่ที่หนักกว่าคือเราคิดว่ากระทั่งการตื่นก็เป็นอีกแมทริกซ์หนึ่งด้วย ทีนี้เลวร้ายที่สุดคือเราคิดว่ามันจะมีอะไรงามๆนอกแมทริกซ์นั้นเราเลยกลายเป็น Mal กันไปหมด อะไรงามๆอย่างความรักชั่วนิรันดร์ ซึ่งพูดให้ถูกก็คือ เราคิดว่าอุดมคตินั้นเป็นของจริง อุดมคติอาจเป็นจริงในช่วงสั้น ในโลกปัจจุบันเราเห็นมายาคติของอุดมคติ เราออกมาสู่โลกจริงแล้ว แต่เราก็เชื่อในอุดมคตินั้นแบบเดิมสุดลิ่มทิ่มปประตูเหมือนเดมิ
แต่คนที่หนักกว่า Mal คือ Cobb เพราะเขาเองก็เป็นมนุษย์แห่งอารมณ์ด้วย เขาสอนให้Mal ตื่นจากฝัน ด้วยการแทรกแซงความฝัน (ปลูกแนวคิดเหรอ มันคือรูปแบบเดียวกับการสร้างแรงบันดาลใจ หรือ การปลูกฝังแนวคิดคอมมิวนิสต์ อะไรแบบนั้นไหม) สุดท้ายเขาเองก็ติดบ่วงมันไปด้วย เขาสำนึกผิดที่ให้ความฝัน แต่เขาก็เสพติดความฝันที่เขาให้ เราทุกคนจึงมีสัดส่วนของMal และ Cobb อยู่ในตัวเอง แกว่งไปมาระหว่างโลกฝันโลกจริง อุดมคติของความรักคือบ่วงของมนุษย์ให้เราโหยหาความรัก และให้เราตกเป็นทาส ในรูปแบบเดียวกับยุคก่อนมนุษย์แห่งอารมณ์ เพียงแต่เรามองไม่เห็นโซ่เท่านั้น

และสิ่งนี้ก็สามารถเอามาอธิบายการแทรกแซงความฝันของFisher ได้ด้วย เพียงแต่เปลี่ยนจากความรักผัวเมีย เป็นพ่อลูกเท่านั้นเอง

สุดท้ายสิ่งที่ดีของหนังเรื่องนี้คือการค้างคาฉากจบ หนังไม่แสดงทีท่าว่าการแทรกแซงความฝันเป็นคุณหรือโทษ คำถามปลายเปิดที่หนังทิ้งไว้ ทำให้หนังไปไกลกว่า Dark Knight ที่สะดุดขาตัวเองล้มเพราะแทนที่จะพูดเรื่องความเท่าเทียมของมนุษย์ ปัจเจก(ในฉากระเบิดเรือ)กลับเลือกปกปิดความลับของเดนท์ เชิดชุการยอมเจ็บของแบทแมน ในฐานะซูเปอร์ฮีโณ่ไปเสียฉิบ การเปิดประตูทิ้งไว้ว่า เราสามารถออกจาอุดมคติของความฝันได้หรือไม่ และการแทรกแซงความฝัน ก้วยการปลูกฝังความคิดฝันใหม่นั้นจะนำไปสู่สิ่งใด ทำให้หนังน่าสนใจมากๆๆๆ

กล่าวถึงที่สุด เราก็บอกได้ว่า INCEPTION น่าจะเป็นหนังประจำยุคสมัย ในแง่ที่ว่ามันใช้อธิบาย การดำรงคงอยู่ของมนุษย์ในสมัยปัจจุบันทั้งในข้อดีและข้อด้อย ความก้าวหน้าของเรา และกับดักของเรา ไม่ว่าหนังจะตั้งใจหรือไม่นี่คือหนังที่รับใช้สมัยปัจจุบัน(หลังสมัยใหม่หรือเปล่า?)ได้อย่างเต็มสมรรถนะ และไม่น่าแปลกใจถ้าใครต่อใครจะชอบหนังมากๆ

อย่างไรก็ตามสาเหตุทื่ทำให้เราไม่จี๊ดหนังแบบสุดลิ่มทิ่มประตูเหมือน SDNY อาจจะเพราะมันเป็นหนังที่ออกแบบมาสำหรับสมอง ตัวละครที่เป็นตัวละคร ดราม่าที่เป็นดราม่า ในขณะที่SDNY แต่ระดับตัวละครลึกลงไปกว่าผิวเปลือก เราจึงเศร้าใจ ร้าวรานกับชีวิตของเขาจริงๆ โดยไม่ต้องถูกเบรกเพื่อดึงกลับมาสู่ฉากแอคชั่นอลังการแต่อย่างใด

 

 

เรื่องเศร้าของเพเตอร์คือเขาต้องการความรักอย่างยิ่ง

เขาให้สัมภาษณ์กับหญิงผู้หนึ่งว่า ในวัยเด็กเขาขโมยดอกไม้จากสวนข้างบ้านมาให้แม่ หวังจะให้แม่พอใจ แต่ผลที่ไดรับคือเจ้าของสวนดอกไม้ตามมาด่าแม่เขาถึงที่บ้าน พ่อของเขาเอาแต่เฉย และแม่ลงมือตีเขาด้วยไม้แขวนเสื้ออย่างเย็นชาจนไม้หักคามือ 

ยามเมื่อเขาขึ้น เขาก็ยังโหยหาความรักจากแม่และพ่อ แม้จะเป็นหนุ่มเต็มตัวเขาก็ยังคงอยู่กับพ่อแม่ที่แฟลต และลงมือก่อสร้างบ้านขึ้นหลังหนึ่งด้วยตัวคนเดียวเพื่อให้พ่อแม่ย้ายไปอยู่ เพื่อให้พ่อแม่รักเขามากขึ้นอีกสักหน่อย  พ่อของเขาเปิดร้านเหล้าเล็กๆใต้ถุนแฟลต แม่ของเขาเป็นหญิงเจ้าระเบียบ พอเขาสร้างบ้านเสร็จพ่อกับแม่ก็ย้ายเข้าไปอยู่ พวกเขาดีใจกับบ้านของลูกชายแค่สองสามอาทิตย์แล้วก็ลืมไป และเขายังโหยหาความรัก

กระทั่งเขาได้พบกับErika เด็กสาวที่รู้จักกับแม่ของเขา ในตอนที่พวกเขาพบกัน เขาซื้อดอกไม้มาฝากแม่ แต่แม่กำลังปวดหัว จึงไม่ใยดีกับดอกไม้ของเขา เขาใส่ดอกไม้ลงในแจกัน เอามาวางใกล้ๆแม่ที่กำลังหงุดหงิด ตอนนั้นเองerika มาเคาะประตูบ้าน เธอเอายาแก้ปวดมาให้แม่ แม่ขอบใจเธอ พึงพอใจกับยาแก้ปวดของเธอ มากกว่าดอกไม้ของเขาซึ่งกล้องจับจ้องมอง จากนั้น เขาก็คบกับErika ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้เธอรักเขา

ทั้งคู่แต่งงานกัน เขาพาเธอย้ายไปมิวนิค ที่ที่เขาไปทำงานเป็นวิศวกรคุมงานก่อสร้าง เขาทำงานได้ดี เจ้านายรักเขามาก และเขาได้เงินเดือนมากมาย แต่สิ่งที่เขาทำคือระดมซื้อข้าวของต่างๆเพื่อหวังจะทำให้ Erika พอใจ เมื่อไรที่เขาต้องการความรัก เขาจะซื้อของเข้าบ้าน Erika นั้นรักเขาแน่นอน แต่เธอก็อดวั่นใจในความคลั่งการซื้อของของสามีไม่ได้ ยิ่งนานวันยิ่งหนักหนา เขาเริ่มผ่อนส่งข้าวของอย่างเอาเป้ฯเอาตาย ทำงานอาทิตย์ละหกเจ็ดวันราวหมาบ้า และยิ่งทำงานหนักขึ้นเข้ายิ่งสิ้นหวังมากขึ้น ต้องการความรักมากขึ้นซื้อของมากขึ้น จนกระทั่งเมื่อเธอท้อง เขาก็ยังไม่หยุดซื้อของ  เวลาหมุนเงินไม่ทันเขาจะโทรศัพท์ไปของเงินพ่อผู้ซึ่งตลอดเวลาแสดงความรักลูกด้วยการให้เงินไว้ใช้  เขายิ่งรู้สึกโดดเดี่ยวแปลกแยกมากขึ้น ความรัก มีเท่าไรไม่เคยพอ ในที่สุดเขาก็เลิกไปทำงาน เกร่ไปตามที่ต่างๆของเมือง และยังซื้อของเข้าบ้านอยู่ เมื่อหมดเงินจริงๆ เขาพาErika และลูกกลับบ้าน เพื่อจะไปขอเงินพ่อมาใช้และพบความจริงที่ว่าพ่อมีเมียน้อย ใช้เงินมากมายไปกับหล่อนและแม่กำลังสติแตก  บทสรุปความรักของเขามีแต่เรื่องผิดพลาด ลงเอยอย่างเศร้าสร้อย ถึงที่สุด มันลงเอยอย่างเป็นโศกนาฏกรรมกับผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่

ภาพยนตร์สำหรับฉายทางทีวีเรื่องนี้ของFassbinder อาจไม่ใช่หนังเรื่องดังของเขา แต่ว่ากันว่านี่คือหนังที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของเขา ในแง่ที่ว่ามันเป็นหนังที่ส่วนตัวมากที่สุดเรื่องหนึ่งในการแสดงภาพร่างความสัมพันธ์ของเขากับแม่ (ซึ่งแม่จริงๆของเขามารับบทตัวประกอบในฉากเล็กๆฉากหนึ่งของหนังด้วย)  

 

ฟาสบินเดอร์แปลงวัยเด็กขาดรักของตนให้กลายเป้นหนังที่ว่าด้วยอาการขาดรัก และการไขว่คว้าอย่างสิ้นหวัง  ตัวหนังอาจจะจัดอยู่ในช่วงปลายของยุคที่สอง(ตามการแบ่งกันเองแบบคร่าวๆ) นั้นคือยุคสมัยที่เขาทำหนังดราม่าน้ำเน่า แต่สอดแทรกประเด็นทางสังคมลงไปอย่างคมคาย  โดยทั้งหมดยังคงวนเวียนอยู่ในกระแสแห่งพายุอารมณ์ของตัวละคร เรื่องส่วนตัวของเขาแนบสนิทกับตัวละครเสมอ และครั้งนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

 

ภายใต้เนื้อเรื่องที่อธิบาย ‘อาการขาดรักขั้นรุนแรง'ของเพเตอร์ นังสะท้อนภาพของการซื้อขายความรักในโลกทุนอย่างเจ็บแสบไปในขณะเดียวกัน  เพราะวิธีการที่เพเตอร์ไล่ขอความรักจากคนรอบข้าง คือการร้องขอมันผ่านการซื้อหา จัดหาวัตถุ เขาเอาตัวเองไปทำงานหนักแลกเงิน แล้วเอาเงินไปซื้อของมาแลกความรัก  แน่นอนว่าในกรณีของเพเตอร์ มันเป็นการกระทำที่ล้นเกิน และนำพากหายนะมาสู่ความรักและคนรักของเขาเอง แต่ดูเอาเถิด เราทุกคนก็ล้วนซื้อหาความรักเช่นเดียวกับเพเตอร์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

 

แรกไปมิวนิค เขาอาศัยในห้องเช่าเปล่า นอนบนฟูกไม่มีเตียง รอจนกระทั่งเอริก้ามาเขาพาเธอไปหาซื้อ โซฟาที่ถูกใจ เครื่องเรือนที่งดงาม เขาเห็นเธอมีความสุข มันทำให้เขามีความสุข เธอรักเขา เขาได้รับความรักแทนราคาที่ต้องจ่ายไป และเขาต้องการมันอีก สร้อยข้อมือราคาแพง เครื่องเย็บผ้าออกใหม่ ทุกอย่างถูกสรรหามาเพื่อที่แท้เพียงถมช่องว่างในหัวใจของตัวเขาเองมากกว่าผู้รับ  เอริก้ากังวลเสมอว่าจะมีเงินไม่พอใช้จ่ายในบ้าน ยิ่งเขาซื้อของเป็นบ้าเป็นหลังเธอยิ่งกังวล พอเงินสดขาดมือ เขาก็เริ่มซื้อของแบบผ่อนส่ง หนี้ไหลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว สำหรับหญิงคนรัก และลูกของพวกเขา นับวันความกังวลของเอริก้ายิ่งเพิ่มขึ้น นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าเธอรักเขาน้อยลง ที่เขาทำจึงคือซื้อมากขึ้น

 

แล้ววันหนึ่งโดยฉับพลันทันใดเขาก็ค้นพบว่ามันกลวงเปล่า ในฉากนี้ เขายืนอยู่บนชานชาลาสถานีรถไฟ กล้องจ้องมองขเขาจากอีกฟาก ทะลุผ่านกระจกหน้าต่างรถไฟ  ในวินาทีนี้เอง เพเตอร์จ้องมองกลับมายังกล้องจ้องมองกลับมายังผู้ชม เขาค้นพบแล้วว่า ตลอดมา เขาถูกจับจ้องมองจากผู้ชมที่ไม่มีตัวตน ผู้ชมจ้องมองบังคับให้เขาแสดงความรักต่อคนอื่นๆ  รักกันสิ ฉันจ้องมองเธออยู่  แสดงความรักออกมาให้มากๆ ให้โดดเด่นและเห็นได้ชัด จากจุดนั้นเองเพเตอร์เลิกไปทำงาน เขาเกร่ไปตามที่ต่างๆ หลอกภรรยาว่างานยังไปได้สวย แต่มีหนี้เพิ่มขึ้นทบทวี

นี่คือวิธีที่เราแสดงความรักแก่กัน ในโลกสมัยใหม่อันสวยสดงดงามนี้ ความรักซื้อได้ด้วยวิธีการพลิกแพลงนิดหน่อย  ผู้คนแสดงความรักกันผ่านข้าวของเครื่องใช้ ฉันทำงานหนักเพื่อให้เธอสุขสบาย เรามอบความสุขสบายให้แก่กัน สัญญาว่านความสุขสบายที่ได้รับ(จากข้าวของเครื่องใช้) คือภาพแทนความรักที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้  แม้เราจะปฏิเสธว่าความรักอยู่ที่ใจ แต่ตรองดูเถิด เราล้วนต่างใช้ข้าวของมาเป้นเครื่องแทนความรักทั้งสิ้น และที่จริงมันไม่ได้เป็นตัวแทนของความรักด้วยซ้ำ หากคือตัวแทนของความต้องการความรัก

 

สุดท้ายทุกอย่างก็พังลงไปจริงๆ เพเตอร์ พาเอริก้าและลูกกลับบ้านหวังจะขอตังคพ่อมาใช้นี้ เพื่อที่จะพบว่า ความรักที่เขาร้องขอนั้นไม่เคยมีอยู่ ในที่สุดขเก็เข้าใจว่าที่พ่อให้เงินกับเขาก็คือวิธีการแสดงความรักของชายผู้ที่แท้เพิกเฉยต่อครอบครัว วงจรของความรักไหลอยู่ในเงินที่ถูกมอบให้แก่กัน และมันไปไกลจนถึงขั้นในที่สุด เขาคิดว่ามีแต่เงินเท่านั้นที่แก้ปัญหาความรักได้

เรื่องเล่าในบทสัมภาษณ์จบลงตรงนี้ คนสัมภาษณ์นั้นอาจจเป็นหมอหรือนักข่าว สัมภาษณ์เพเตอร์จากในคุก เพเตอร์ เป็นอาชญากรหรือ หรือเขาแงก็เป็นเหยื่อของมัน เหยื่อของความรักและการล่อให้เราแสดงมันออกมา

หนังเรื่องนี้อาจจะเป็นหนังส่วนตัวในแง่ของการพูดถึงความรักและการโหยหารัก แต่ในอีกทางหนึ่งมันก็ทำหน้าที่เป็นหนังวิพากษ์โลกทุนที่คมคาย  จริงๆแล้ว ใครก็ทำหนังประเภทผู้ชายที่เป็นหนี้และหลอกลวงภรรยาเรื่องงานได้ (หนังดีๆ อย่างOUT OF TIME ของLAURENT CANTET หรือTOKYO SONATA ของKIYOSHI KUROSAWAก็พูดเรื่องนี้) แต่ไม่ใช่ทุกคนจะทำหนังที่ประเด็นแข็งแรงแบบนี้ให้ออกมาเป็นหนังที่อ่อนไหว เต็มไปด้วยความเป็นมนุษย์อันพร่องพิการ พวยพุ่งและร้าวรันทด ชนิดครบรสหนังฟาสบินเดอร์ได้