จริงๆแล้วมันเป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่ง
วันธรรมดาของครอบครัวเล็กๆที่ประกอบด้วยพ่อ
แม่ ลูกสาว และหลานชายวัยรุ่น
ครอบครัวชาวนาอาศัยลึกเข้าไปในป่าดง ในวันธรรมดาวันนั้นไฟดับในตอนเช้า
ทุกคนต่างแยกย้ายออกไปตามเส้นทางของตน ก่อนจะเวียนมาบรรจบพบกันอีกครั้งในตอนเย็น
มันเป็นวันธรรมดา
ของคุณยายหลังจากทุกคนออกจากาบ้าน
คุณยายก็เดินเท้าไปยังฟาร์มใกล้เคียงต่อรองราคานม
แล้วให้เด็กในฟาร์มขับเกวียนมาส่ง
เด็กหนุ่มคุยโทรศัพท์ฟุ้งเรื่องธุรกิจส่วนตัวว่าด้วยการขายแผ่นผี พอมาถึงบ้าน
คุณยายก็ลงมือทำชีสด้วยวิธีการโบราณ
ใส่สารเคมีลงในนมรอให้มันตกตะกอนแล้วอัดใส่พิมพ์ไม้
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเชื่องช้าเงียบเชียบ
พอชีสเสร็จคุณยายก็ออกเดินเท้าจากบ้านไปสุดทางที่ริมทางหลวง ที่นั่น บรรดาแม่บ้าน พากันออกมาชายชีสริมทางหลวง
นั่งเก้าอี้กันคนละตัว เรียงรายกันไป โบกผ้าสีขาวเป็นสัญลักษณ์
รอรถของคนมีเงินให้ผ่านมา หวังว่าจะขาย ‘ชีสทำเอง'ได้สักชิ้น
แต่ลูกค้าบางคนก็เจ้าเล่ห์ต่อราคาแอบหลอกว่าอีกเจ้าขายถูกกว่า
การขายชีสดำเนินไปเช่นนั้นกระทั่งวันจบลงและแม่บ้านทยอยกันกลับบ้าน
อีกเช่นกันมันเป็นวันธรรมดาของคุณแม่
หลังจากออกจากบ้านเธอไปทำงานเป็นแม่ครัวในรีสอร์ทสักแห่ง
ทำอาหารทั้งวันให้บรรดาแขกๆที่มาเที่ยวได้อิ่มหนำสำราญ เมื่อเทียบกับคนอื่นๆในบ้าน
วันนี้อาจเป็นวันหนักๆของเธอเธอเอาเงินค่าไฟฟ้าไปซื้อชุดสวยที่ใครๆก็ชม แต่ที่บ้านโดนตัดไฟแล้วและเธอจะต้องไปจัดการให้เรียบร้อยหวังว่าเขาจะไปต่อไฟให้ก่อนสิ้นวัน เลิกงานเธอสวมชุดสวยเหร่ไปตามห้าง
มองดูสินค้าจากนอกหน้าต่าง
ไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำแล้วเอาชุดไปคืนก่อนจะไปสำนักงานไฟฟ้า
เช่นกันมันก็เป็นวันธรรมดาของพ่อหนุ่มน้อยเช่นกัน
เขาไปโรงเรียนตามปกติ ที่โรงเรียนเพื่อนรวยเอาเกมมาเล่น
ทุกคนต้องเข้าคิดวเพื่อหวังจะได้แตะเกมสักสองสามนาที
เจ้าหนุ่มของเราก็ไปต่อคิวเหมือนกันแต่ดันพลาดตอนไปเข้าห้องน้ำ
เขาตามง้อขอเพื่อนเล่นเหมทั้งวันตั้งแต่เช้าไปจนถึงพักกลางวัน
พอรู้แน่ชัดว่าโดนเพื่อนหมั่นไส้จนไม่ได้เล่นแน่ๆเขาก็ไปฟ้องครูว่าเพื่อนเอาเกมมาเล่น
ครูเล่นบทครูไปตามประสา
เขาจบวันอย่างอ่อนล้าเฝ้าฝันถึงเกมที่ไม่ได้เล่นและกลุ่มเพื่อนที่ค่อยๆห่างออกไปทุกทีๆ
และสำหรับคุณตามันยิ่งเป็นวันธรรมดามากๆ
หลังออกจากบ้านตะแกติดรถของหนุ่มๆไปลงตรงปากทางเข้าไร่ แกมีผืนดินเป็นของตัวเอง แต่ตอนนี้แกไม่มีแรงจะกั้นคอกสัตว์แล้ว ทำไปได้นิดหน่อยแกลงนอนพัก กินมื้อเที่ยงที่คุณยายให้มา
เผลอหลับไปใต้ร่มไม้ ตื่นอีกทีก็ล่วงเข้าบ่ายไปแล้ว คุณตาออกมารอรถกลับบ้าน
แวะดื่มที่บาร์กับเพื่อนเก่าแก่ มันล่วงเลยมาเช่นนี้นับสิบปี ไม่มีความเปลี่ยนแปลง
มีแต่ความร่วงโรยรอจนกระทั่งหลานชายเข้ามาตาม
ทั้งสี่จึงเดินไปด้วยกันมุ่งหน้ากลับบ้านในยามตะวันตกดิน
และนี่คือหนึ่งวันธรรมดา
หนึ่งวันของเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในหนังเรื่งHUACHO หนังที่แปลชื่อได้ตรงๆว่าความโดดเดี่ยว
หนังซึ่งเล่าเรื่องสามัญของวันธรรมดาวันหนึ่งของครอบครัวเล็กๆครอบครัวหนึ่ง
วันธรรมดาซึ่งไร้ซึ่งเหตุการณ์สำคัญ ไร้เรื่องราวเร้าอารมณ์
หรือจุดหักเหใดๆวันธรรมดาเหมือนอีกร้อยวันพันคืนที่ล่วงผมาแล้ว
และอีกร้อยวันพันคืนที่ยังคงมาไม่ถึง หาใช่วันพิเศษ
วันที่ดีที่สุดหรือวันที่เลวที่สุดไม่หากเป็นวันที่ธรรมดาอย่างถึงที่สุดนี้เองที่ถ่ายทอดความจริงอันเจ็บปวดของการดำรงชีวิตได้อย่างธรรมดาที่สุด
และร้าวรานอย่างถึงที่สุด
หนังเล่าเรื่องโดยแบ่งเป็นสี่ช่วงที่แตกแขนงออกไปจากยามเช้าที่ไฟดับ
สี่ชีวิตที่กระจายกระจัดพลัดหายไปในการงานส่วนตนของวันอันยืดยาว หนังเล่าเรื่องของทีละคนแล้วพาคนดูย้อนกลับมายังฉากตั้งต้นส่งต่อเรื่องให้กับคนต่อไปในครอบครัวเล็กๆนี้
แทบทั้งเรื่องหนังถ่ายทำโดยใช้กล้องแฮนเฮลด์ ใช้แสงธรรมชาติ
ด้วยรูปแบบการเล่ากึ่งสารคดี ชีวิต ‘ลำพัง'
ของบรรดาสมาชิกครอบครัวตลอดวันอันยาวนานและเหนื่อยล้ามาบรรจบกันอีกครั้งในยามสนธยากาล
ภายใต้ความเรียง่ายเหลือประมาณทั้งเนื้อหาและวิธีการ
HUACHO กับบอกเล่าเรื่องราวที่หนักหนาไปกว่าฉากหน้าของมันมากมายนัก
เพราะนี่คือหนังที่แสดงภาพแบบจำลองของการล่มสลายของครอบครัวในโลกสมัยใหม่
ที่ถูกรุมเร้าจากทุกด้าน ปัญหาโยงใยที่นักวิชาการหลากสาขามักหยิบยกมาพูดกันในแวดวง
ผ่านถ้อยคำ กระบวนทัศน์ที่ซับซ้อยที่สุด
ถูกเล่าออกมาอย่างง่ายที่สุดในหนังเรื่องนี้
ครอบครัวในหนังเรื่องนี้แทบเรียกได้ว่าอาศัยอยู่ในป่าดง
บ้านของพวกเขาอยู่ลึกเข้าไปนอกถนนสายหลักในเมืองชนบท
ครอบครัวแสนสุขแบบบรรพกาลที่ผู้คนมักฝันใฝ่ถึง
ครอบครัวแบบที่มักถูกใช้เป้นภาพแทนของความสงบงาม ความสุข
ความบริสุทธิ์ที่ปราศจากการคุกคามของโลกทุนนิยม หรือโลกเทคโนโลยีอันเร่งรีบ
มองผาดเผินมันก็เป็นเช่นนั้น
แต่ลึกลงไปกว่านั้นหนังค่อยไล่สายตาไปตามรอยแตกที่โลกภายนอกได้แทรกซึมเข้ามาสู่โลกบริสุทธิ์ในความฝันของผู้คนแล้ว
และค่อยสำรวจร่องรอยนั้นอย่างละเอียดลออโดยไม่แตะต้องหรือเปิดแผลมันออกเลยแม้แต่น้อย
ชีสของคุณยาย
ชีสของคุณยายเป็นภาพแทนการรุกคืบของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ผลักผลิตภัณฑ์ของแม่บ้านให้เกิดการเพิ่มมูลค่า
ชีสแบบทพเองที่บ้านกินเองที่บ้านของคุณยาย
ถูกระบบเศรษฐกิจใหม่เพิ่มคุณค่าให้กลายเป็นชีสทำมือ โฮมเมด ภายใต้การบริโภคสัญญะเกี่ยวกับของทำเองที่บ้าน
ดูเหมือนคุณยายจะได้รับประโยชน์
แต่หนังแสดงให้เห็นว่าความเป็นจริงคุณยายต้องต่อสู้กับราคานมที่ขึ้นไม่หยุดยั้ง
การเดินทางไกลแสนไกลมาเร่ขายชีสข้างถนน คาถาชีสทำเองของคุณยายเอาเข้าจริงแล้วมันยังถูกกดราคาจากการแข่งขันเสรีทางการค้าชีสทำเองที่ห่อหุ้มมายาคติเกี่ยวกับความปลอดสารเคมี
หรือ ความอบอุ่นถวิลหาอดีต ที่จริงเป็นเพียงยันต์ชนิดหนึ่งที่ใช้การไม่ได้
เทียบกับสิ่งที่คุณยายต้องเสียไป
การขายชีสทำมือ ไม่ก่อให้เกิดกำไร
แม้จะห่อหุ้มมันให้โรแมนติคว่าเป็นการงานแห่งความรักมันก็ช่วยอะไรไม่ได้
คุณยายไม่ได้ทำมันเพราะความรัก เธอแค่ดิ้นรนไปตราบที่ยังมีชีวิต
สุดท้ายชีสทำมือของคุณยายจึงพ่ายแพ้ในโลกระบบเศรษฐกิจทุนนิยม
ผิดกับพ่อหนุ่มขายแผ่นผีท่ำทท่าจะไปได้ดี แถมคุณยายยังอยากได้ไว้ฟังสักแผ่นด้วยซ้ำ
เสื้อใหม่ของแม่
ในขณะที่คุณแม่
(คุณยาย)เป็นแม่บ้านของแท้ ดูแลครอบครัวเฉพาะของตน คนวัยทำงานรุ่นปัจจุบัน(คุณแม่)
กลับต้องไปเป็นแม่บ้านให้คนอื่น งานแม่บ้านแลกเงินเดือนมาเจือจุนครอบครัว
(ถ้าเปรียบเทียบให้ชัดเจนขึ้นเราอาจบอกได้ว่า
แม่ๆรุ่นนี้อาจจะต้องไปทำกับข้าวให้คนอื่นกินเพื่อแลกเงินมาซื้อแกงถุงเข้าบ้าน)
สิ่งที่คนรุ่นปัจจุบันต้องต่อสู้ ไม่ใช่เพียงการงานที่เปลี่ยนรูปแปลงร่าง
หากยังต้องต่อสู้กับแรงปรารถนาภายในของต้นที่เกิดจากการถูกกระตุ้นโดยโลกแห่งบริโภคนิยม คุณแม่ต่อสู้กับกับการอยากได้เสื้อใหม่ที่อาจจะไม่ได้ประโยชน์เท่ากับค่าไฟที่บ้าน(และสุดท้ายเธอก็ได้ครอบครองมันเพียงชั่วหนึ่งยามบ่าย)
ฉากที่เธอเดินเรื่อยเฉื่อยไปในห้างสรรพสินค้าอาจเป็นฉากสามัญแสนธรรมดา
แต่มันกลับเศร้ามากๆ เพราะมันฉายภาพ ความต้องการที่ไม่อาจเติมเต็ม
การถูกกระตุ้นเราจากบรรดาสินค้าสวยงามที่เสริมสถานะ
แต่ไม่ได้มีประโยชน์จริงจังสมราคา เหมือนกับชุดสวยของเธอ ความงามที่เธอเป็นเจ้าของไม่ได้
หยิบยืมมาแล้วต้องคืนไป การกระตุ้นเร้าไม่รู้จบชักพาผู้คนไปยังโลกพิลาศแบบที่มีเฉพาะแต่ในโฆษณา
ซึ่งมันก็มีแต่เฉพาะในโฆษณา ผู้ที่ไม่รู้ความจริงในข้อนี้ย่อมต้องพ่ายแพ้
เราอาจจะพูดเอาง่ายๆว่า มันเป้นเรื่องเชิงปัจเจก เธอพลาดเองที่มีความอยาก
แต่ใช่หรือไม่ว่าความอยากนั้นถูกสร้างขึ้น และนำมาสู่เธอผ่านทิศทางต่างๆกัน
กระทั่งอยู่ในป่าก็ไม่อาจจะหลบพ้น
เกมของเพื่อนๆ
เรื่องเด็กๆไม่ได้เล่นเกม
อาจจะดูเหมือนเรื่องธรรมดาสามัญ แต่มันซ่อนนัยยะไว้อย่างน่าสนใจ
หากคนรู่นก่อนหน้าหาของเล่นได้จากท้องทุ่งและสิ่งใกล้ตัว หากสิ่งนี้คือสัญชาตญาณบัดนี้สัญชาตญารนั้นได้สาบสูญไปแล้ว
เช่นเดียวกันกับสัญชาตญาณอื่นๆของมนุษย์ที่ค่อยๆสาบสูญไปจากรุ่นต่อรุ่น
เด็กในรุ่นนี้และรุ่นต่อไป ล้วนไม่มากก็น้อยถูกผูกพ่วงอยู่กับเทคโนโลยี
การรุกคืบของมันเข้ามาในชีวิตประจำวัน ทีละเล็กละน้อย (ลองคิดถึงการเพิ่มขึ้นของการครอบครองโทรศัพท์มือถือ
คอมพิวเตอร์ ไล่ไปจนถึงเกมเพลย์สเตชั่นภายในยี่สิบปีหลังนี้ดู) การไม่ได้เล่นเกมของหนุ่มน้อยสะท้อนภาพการรุกคืบของเทคโนโลยีในขณะเดียวกันก็สะท้อนภาพอันจริงแท้ที่สุดภาพหนึ่งนั่นคือประเด็นทางชนชั้น
เพราะอุปกรร์เทคโนโลยีแรกเริ่มนั้นไม่ว่าอย่างไรก็อยู่ในฐานะ'ของเล่นของคนมีเงิน' การรุกคืบของมันเข้าสู่ครอบครัวชนชั้นปากกัดตีนถีบจึงไม่ได้เป้นอื่นใดนอกจากการแสดงภาพ
ช่องว่างระหว่างชนชั้นที่ถ่างกว้างขึ้นทุกทีๆ การไปฟ้องครูของหนุ่มน้อยจึงไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องความบาดหมางส่วนบุคคล
หากมันเป็นรอยปริแตกเล็กๆของบาดแผลที่ลึกซึ้งกว่าและกลัดหนองกว่านั้น
เมื่อยามเย็นมาถึง
ฉากที่แม่ลูกพบกันโดยบังเอิญบนรถเมลล์อันแน่นขนัด และหลับซบพิงกันขณะโดยสารรถกลับบ้านจึงเป็นภาพสะท้อนวันออันยาวนานและเหนื่อยล้าโดยเศร้าสร้อยอย่างสมบูรณ์แบบ
ไร่ของคุณตา
ในกรณีของคุณตาอาจจะต่างไปจากสมาชิกที่เหลือ
คุณตาอาจจะประสบกับการรุกคืบของโลกภายนอกนอ้ยนกว่าคนอื่น
แต่ปัญหาที่คุณตากำลังผเชิญคือความสึกหรอลงที่ละน้อย การผุกร่อนลงทีละน้อยของสังขาร
คนลรุ่นเก่ากำลังร่วงโรย ในไม่ช้าพวกเขาจะค่อยๆตายลง
คนรุ่นที่เติบโตมาในสังคมกเษตรกรรม หากินอยู่กับผืนแผ่นดิน
พวกเขาและภูมิปัญญาของพวกเขาค่อยๆร่วงโรยไปพร้อมๆกับร่างกาย
การล้อมคอกสัตว์ไม่สำเร็จไม่ใช่เพียงเรื่องของสุขภาพเชิงปัจเจก
แต่มันคือภาพแทนการล่มสลายเชื่องช้าของสังคมเก่า
ยิ่งเมื่อคิดถึงข้อความที่ลูกสาวพูดทิ้งเอาไว้ว่าจะฝืนทำไปทำไมเพราะเมื่อแกตายลงแผ่นดินทั้งหมดก็จะต้องถูกตัดแบ่ง
ลูกหลานจะแย่งชิงมรดก และถูกขายต่อไปยังผู้อื่น
เพื่อนของแกในร้านเหล้าก็แก่พอๆกับแก
แกและตกยุคจนลูกค้ากล้าตะโกนด่าเจ้าของร้านว่าอย่ามาตบโต๊ะต่อหน้าเขา
คนรุ่นก่อนค่อยๆถูกเบียดตกเวทีชีวิตไปอย่างช้าๆเงียบๆ
ทั้งจากความไม่สามารถไล่ตามคนรุ่นหลัง และจากความร่วงโรยของสังขาร
ลูกชายที่หายไป
ตลอดทั้งเรื่อง
สิ่งที่หายไปจากครอบครัวนี้คือผู้ชายวัยเจริญพันธุ์
อย่างไรก็ตามทั้งครอบครัวต่างพากันพูดถึงเขา ลูกชายของครอบครัวที่ตอนนี้ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร
รักษาการณ์อยู่ในเมือง ผู้ชายที่เราไม่เคยพบเจอ ถูกัฐนำพาไปยังที่อื่น
จะเพื่อรักษษความเป็นชาติ หรือเพื่ออนาคตที่ดีกว่า หรือจะอะไรก้ตา
ทสุดท้ายพวกเขาก็ถูกพรากไปจากครอบครัวของตัวเอง ทิ้งให้คนที่เหลือผเชิญชะตากรรมกันตาม
‘ลำพัง'
ไฟฟ้าที่มาถึง
อย่างไรก็ตามสิ่งที่รุกคืบเข้ามาอย่างเงียบเชียบที่สุด
และส่งผลสะเทือนที่สุดต่อครอบครัวชายขอบนี้กลับคือไฟฟ้า หนังเริ่มต้นในยามเช้า
ทุกคนมารวมกันกินข้าวเช้า เจ้าหนุ่มน้อยเปิดทีวีเสียงอึงอลอ
ต่างคนต่างจมในโลกส่วนตัว จวบจนกระทั่งไฟดับลง จนกระทั่งในฉากสุดท้าย
ทุกคนนั่งฟังคุณตาเล่าเรื่องความหลัง(ที่แกเล่ามาเป็นร้อยรอบ) ในแสงเทียน
ฟังดูโรแมนติด อบอุ่นชิดใกล้
แต่ที่แท้ทุกคนต่างเหนื่อยหน่ายเรื่องเล่าเห่าๆที่เล่าซ้ำไปซ้ำมานี้เต็มทน
จนกระทั่งไฟฟ้ามา ทีวีก็สำแดงอำนาจของมัน ท่ามกลางเสียงอึงอล
ทุกคนแยกย้ายไปตามทางของตนจมอยู่ในโลกส่วนตัวอีกครั้งไฟฟ้าในหนังเป็นทั้งสิ่งของจำเป็นที่ต้องมี
สิ่งที่ต้องต่อสู้มให้ได้มา
ในอีทางหนึ่งมันคือการรุกคืบของโลกใหม่ที่มากับสายไฟฟ้าทำลายโลกเก่าลงทีละน้อยๆ
และเช่นเดียวกันทุกคนก็ยอมรับให้มันล้างทำลายแม้ในโลกใหม่พวกเขาจะต้องทุกข์ทน
พ่ายแพ้ และเจ็บปวดก็ตาม
กล่าวโดยสรุป
เราจึงอาจบอกได้ว่าภายใต้ความเรียบง่าย HUACHO
พาเราดิ่งลึกไปสำรวจความซับซ้อนของโลกใหม่ที่กำลังเคลื่อนไปนี้
หนังสะท้อนสภาวะสำคัญ โรคร้ายประจำยุคสมัยของมนุษย์เรา นั่นคือภาวะ การ ‘ติดอยู่ตรงกลาง' ของมนุษย์ เรามองเห็นว่าอนาคตของเราคือความล่มสลาย
แต่เรากลับไปยังอีดตไม่ได้อีกแล้ว
ขาข้างหนึ่งของเราสังเวยให้กับโลสมัยใหม่อันมลังเมลือง ส่วนขาอีกข้างเราถวิลหาอดีตอันร่มเย็น
ลำตัวและศรีษะของเราจึงติดอยู่ระหว่างนั้น อยู่ตรงที่ที่กลับไม่ได้และไปไม่ถึงชั่วนิรันดร์