FILMFLU

เธอกำลังวิ่ง วิงในชุดสีขาวคลุมทั้งตัว และมีผ้าคลุมผมผืนใหญ่ เธอวิ่งอย่างสุดชีวิต พยายามเปิดประตูทุกบานที่อยู่ใกล้มือ คว้าจับสิ่งของทุกชิ้น คนทุกผู้ที่ผ่านเข้ามาในระยะใกล้

จนชายผู้หนึ่งคว้าตัวเธอไว้ได้ เธอยังคงดิ้นรนสุดกำลัง แต่ก็ไม่อาจรอดพ้น เขาประกาศก้องว่า เขาไล่เธอออก

และเธอชื่อนางสาว โรเซตต้า เธอเพิ่งแตกเนื้อสาว แต่ไม่ได้ใช้ชีวิต แบบสาวรุ่นทั่วไปดอก เธออาศัยอยู่ในรถบ้านเก่าแก่จวนพัง (แต่มีชื่อสวยหูว่า แกรนด์ แคนยอน ) ที่ที่ลมหนาวลอดมาตามรอยแตกของบ้าน มีแม่เพี้ยนๆขี้เหล้าที่แทบจะนอนกับผู้ชายทุกคนเพื่อแลกกับเหล้า เจ้าของที่ก็ชั่วร้ายคอยสอดส่องจนเธอต้องซุกซ่อนเบ็ดตกปลาฝังไว้ในดินและลอบเข้าออกทางรั้วเหล็กผุพัง

แต่ดุเหมือนปัญหาไม่เคยมีเพียงพอ เธอได้เรียนหนังสือ ถูกไล่ออกจากงาน เกลียดแม่ตัวเอง และปวดประจำเดือน อย่างรุนแรงจนแทบทนไม่ได้ เวลาเดียวที่เธอมีความสุขคือยามที่เธอเอาไดร์เป่าผมมาเป่าท้องตัวเอง ให้คลายปวด และให้รู้สึกราวกับได้รับไออุ่นจากบางสิ่ง ที่เธอไม่เคยรับมาเลยตลอดชีวิต และตลอดเวลา 95 นาที หนังตามติดชีวิตเธอ ที่ไม่เคยดีชึ้น มีแต่ร่วงต่ำเลวร้าย เลวร้ายจนกระทั่งความตายก็กลายเป็นเรื่องที่ไกลเกินฝัน ไม่ใช่เพราะชะตากรรม ไม่ใช่เพราะอื่นใด นอกจากเพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง

Jean-pierre และ Luc Dardenne เป็นสองพี่น้องนักทำหนังชาวเบลเยี่ยม ซึ่งเป็นผู้กำกับคู่แรก และรายที่สอง ของโลกที่ได้รับรางวัล Palm d or ถึงสองครั้งสองครา ก่อนหน้านี้ก็มีเพียงแต่ Emir Kusturica ผู้กำกับชาว ยูโกสลาเวีย เท่านั้น ที่เคยทำได้ ( และในปีที่ผ่านมาที่สองพี่น้องDardenne ได้รางวัล ก็เป็น Emir Kusturica นี่เอง ที่เป็นประธานกรรมการ ) โดยในปีนี้ พวกเขาเฉือน เอาชนะ hidden อันลือลั่น ของ Michael Haneke ด้วยหนังเรื่อง The Child และย้อนกลับไปในปี 1999 Rosetta เรื่องนี้ คือหนังเรื่องแรกที่ทำให้พวกเขาได้ปาล์มทองมาไว้ในมือ

กล้องตามติดชิดใกล้ตัวละครจนอึดอัด เล่าเรื่องโดยไม่มีเพลงประกอบ ลากกล้องลองชอต ปล่อยให้ตัวละครได้ปล่อยพลังออกมาจนหมดตัว และเรื่องเล่าที่ทดสอบศีลธรรมคนดู นี่คือรูปแบบการทำหนังของสองพี่น้องดาร์แดง ในหนังของเขา ตัวละครมักเป็นวัยรุ่นยากจน ถูกต้อนสู่มุมอับของชีวิต ดิ้นรนสาหัส เพื่อที่จะยืนหยัด รายล้อมด้วยปัญหาสุมอก เล่าเรื่องราวกับเป็นสารคดีชีวิตมากกว่าจะเป็นหนัง ยังผลให้หนังดู สมจริงจนน่าขนลุก

หากภายใต้ชะตากรรมร่วงต่ำเลวร้าย หนังของสองพี่น้องดาร์แดง กลับพยายามหลีกเลี่ยงการกลายเป็นหนังเรียกน้ำตาดาดๆ แบบที่มุ่งสร้างความประทับใจ ที่เห็นได้ทั่วไป (ซึ่งไม่ได้หมายความว่าแบบไหนดีกว่า) แต่หนังของสองพี่น้องดาร์แดง มุ่งจะเล่าเรื่องอย่างเป็นจริง ตัวละครหลักมีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง เจ็บปวดรวดร้าว แต่ร้ายกาจ โหดเหี้ยมต่อผู้อื่นเช่นกัน แน่นอน ในความเป็นจริง เราไม่ได้ร้องให้ให้กับความทุกข์ยากของชีวิตบ่อยนัก

และกับนางสาวโรเซตต้า หนังพาเราไปพบกับชะตากรรมของเด็กสาวที่ต้องดิ้นรนทั้งเพื่อหาเลี้ยงปากท้องตัวเอง และแม่ของตัว เธอไม่มีวุฒิการศึกษา เป้นเพียงแรงงานไร้ฝีมือในเมืองหลวงกว้างใหญ่ไพศาล เช่ารถบ้าน อยู่อาศัย เยี่ยงชนชั้นใต้ถุนสังคม เวลาเธออยู่ในบริเวณบ้านเธอจะสวมรองเท้าบูทยางเก่าๆ แล้วเอารองเท้าคู่สวยไปซ่อนในท่อในป่า ใส่มันเฉพาะเวลาเข้าเมืองไปทำงาน รองเท้าของโรเซตตา ซ่อนนัยความคิดของเธอ เพราะเธอชิงชังวิถีชีวิตขัดสนที่เธอผเชิญอยู่ เธอพร่ำพูดกับตัวเองเสมอว่าเธอจะมีงานที่ดี มีชีวิตที่ดี รถบ้าน และรองเท้าบูทยางเป็นเพียงภาวะชั่วคราวก่อนที่เธอจะพบชีวิตที่ดีกว่า

แต่ชีวิตที่ดีกว่าไม่เคยมาถึง และที่จริงโรเซตต้าไม่ใช่เด็กสาวโชคร้าย ลึกๆเธอร้ายกาจพอดู เธออยากให้แม่ไปเข้ารับการบำบัด และหลายครั้ง ก็แสดงความชิงชังออกมา เธอหักหลังผู้คนได้ถ้าจำเป็นต่อให้คนนั้นดีกับเธอ ก็ตาม ฉากหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ เมื่อริเกต์ ชายหนุ่มขายวาฟเฟิล ที่คอยช่วย โรเซตต้า ตกลงไปในน้ำ เธอลังเลที่จะช่วย มันไม่ใช่เพราะเธอทำอะไรไม่ถูก แต่เพราะเธอกำลังคิด คิดอย่างหนักว่าความตายของริเกต์ อาจส่งผลดีต่อเธอ ยิ่งในฉากต่อมา เมื่อเธอกระทำการเลือดเย็นอย่างยิ่ง หนังก็ไม่ได้แสดงความเห็นอกเห็นใจเธอ เธอมีด้านมืด ที่ต้องรับผิดชอบ กล้องตามติดชิดใกล้และกดดันเธอด้วยกรอบภาพอันคับแคบ กล้องไม่เคยไปไกลจากเธอ เฝ้าคอยติดตาม บีบคั้นเธอสู่มุมอับ ยามเธอออกแรงวิ่งหนี และยื้อยุดบางสิ่งกล้องจะวิ่งตามไปจับภาพเธอสั่นไหวใกล้ชิดราวกับจะอัดเธอลงใน เฟรมภาพ เศร้าๆนั้นให้สำเร็จ

ตลอดทั้งเรื่อง หนังเต็มไปด้วยบรรยากาศบีบคั้น(มีเพียงฉากเดียวที่ผ่อนคลาย คือในฉากที่โรเซตต้า เอาไดร์เป่าผม เป่าท้องตัวเอง ในซีกบ้านที่มีลมหนาวลอดผ่านกรอบหน่าต่างจนเธอต้องอุดด้วยทิชชู่) ทดสอบศีลธรรมของคนดู ด้วยการกระทำของโรเซตต้าที่ไม่อาจทำให้เราเข้าข่างเธอได้อย่างหมดใจ เมื่อไรก็ตามที่เราลงมือตัดสิน โรเซตต้า เมื่อเรารู้สึกว่า สมควรแล้วที่เธอจะต้องเจอเรื่องเลวร้าย ก็เท่ากับเราลืมไปว่าโรเซตต้าไม่ใช่ตัวชั่วช้า เธอเป็นเพียงมนุษย์ หนำซ้ำยังเป็นเด็กสาวผู้หนึ่ง เช่นเดียวกันเมื่อไรที่เราตัดสินว่าริเกต์ต้องล้างแค้น รอคอยการเอาคืนอย่างสาสม มันก็เท่ากับเราได้แสดงธาตุแท้ของเราออกมา ธาตุแท้ของคนดูที่ตีตั๋วเข้าไปดูลูกระเบิดทางอารมณ์ โดยหลงลืมไปว่าที่แท้ตัวละครนั้นคือมนุษย์ผู้มีหัวจิตหัวใจ

หนังได้การแสดงของ Emilie Dequenneในบท rosetta ที่ทำได้ยอดเยี่ยม จนคว้านำหญิงมาครองอีกรางวัล หนังทิ้งกล้องไว้กับตัวเธอเกือบตลอดเวลา และเธอทำให้ทุกจังหวะ ดูมีชีวิต เธอกลายเป็นโรเซตต้า เด็กสาวซึ่งถึงแม้หนังจะจบไปเราก็อดเป็นห่วงถึงชะตากรรมของเธอไม่ได้ (และในหนังเรื่องต่อมาอย่าง the son Olivier Groumet (ซึ่งร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วย และราวกับจะเป็นดาราคู่บุญของพี่น้อง ดาร์แดง ) ก็โดนกล้องตามติดจนคว้ารางวัลนำชายมาจากคานส์อีกคน) (และ the son ก็ยังเป้นหนังทดสอบศีละรรมคนดูที่ทำได้อย่างน่าทึ่งอีกด้วย)

และดูเหมือน สองพี่น้องดาร์แดง จะไม่ใช่จอมเลือดเย็น ที่แท้ แม้หนังจะดำเนินมาจนถึงฉากการฆ่าตัวตายที่แสนจะหดหู่ และเจ็บปวด (ฉากขนถังแก๊ส เต็มไปด้วยความร้าวรานใจ) แต่หนังก็เลือกจะฉายแสงสลัวรางลงในฉากนี้ แสงที่ไม่ได้สว่าง หากเพียงสาดลำเข้ามาในชีวิตมืดมิด มันคงพอทำให้เดินต่อไปได้ และการเลือกจบด้วยวิธีนี้ ทำให้หนังทิ้งร่องรอยค้างไว้ในใจคนดูอีกเนิ่นนาน

jean pierre and luc dardenne

edit @ 2006/04/12 00:11:41

THREE TIMES : the best of our times

posted on 01 Apr 2006 01:31 by filmsick  in alienation, FILMFLU, see-it-and-die

หนังเรื่องนี้มีชื่อภาษาจีนว่า the best of our time หรือ โมงยามที่งามที่สุดของเรา โหวเซี่ยวเฉียน ผู้กำกับหนังเรื่องนี้บอกว่า - มันงดงามที่สุดเพราะได้ผ่านเลยลอยลับไปแล้ว และเราจะไม่มีทางหวนกลับไปได้อีก

และโมงยามอันงามงดนั้น ประกอบด้วย

โมงยามของความรัก ( time for love )

ย้อนไปในปี 1966 มีเรื่องเล่าของคนหนุ่มผู้หนึ่ง ที่เฝ้าเพียรเขียนจดหมายถึงสาวโต๊ะสนุก (ที่จริงมันเป็นโรงเล่นพูล) ที่เขาเคยใช้ช่วงเลาที่ดีที่สุดก่อนไปเป็นทหารอยู่ร่วมด้วย หากพอถึงวันพัก เมื่อเขากลับมาที่โต๊ะพูล สาวคนนั้นก็ไม่อยู่เสียแล้ว กลับเป็นสาวน้อย เสี่ยวเม่ย มาทำงานแทน เขาเล่นพุลจนมืดค่ำ และถามเสี่ยวเม่ยว่าเขาเขียนหาเธอจากกองทัพได้ไหม เขาเขียนหาเธอ เธอเขียนตอบ แต่พอเขามีวันพัก กลับมาหาเธอเธอก็หายไปเสียแล้ว เขาจึงออกท่องไปทั่วไต้หวันตามหาหญิงสาวที่เคยพูดคุยกันเพียงครั้งเดียว

โมงยามของเสรีภาพ (time for freedom)

ย้อนกลับไปในปี 1911 มีเรื่องเล่าของ ชายหนุ่มนักเคลื่อนไหว ที่กำลังหาหนทางปลดปล่อยไต้หวันออกจากการปกครองของญี่ปุ่น เขามีความสัมพันธ์กับนางโลมชั้นสูงผู้หนึ่ง และกำลังพยายามช่วยเหลือเด็กสาวผู้หนึ่งให้พ้นจากการเป็นนางโลมหลังจากหล่อนตั้งท้อง ทั้งที่ตัวเขาเองไม่ยอมรับการมีนางบำเรอ โดยลืมไปว่า หญิงสาวที่อยู่เคียงข้างเขาก็รอคอยการปลดปล่อยเช่นกัน

โมงยามของเยาว์วัย (time for youth )

ในปี 2005 มีเรื่องเล่าของชายหนุ่มช่างภาพที่มีสัมพันธ์ลับๆกับนักร้องสาวเลสเบี้ยนผู้มีโรคลมชักเป็นโรคประจำตัว ทั้งๆที่ทั้งคู่ต่างก็มีคนรักอยู่แล้ว แต่ก็แอบลอบพบกันอย่างเร่าร้อน รูปถ่ายของเขาเล่าเรื่องของหญิงสาวมาหน้าและความพิกลพิการของพวกเธอ ขณะที่บทเพลงของเธอแสนเศร้าสร้อย และหมืดหม่น ท่ามหลางยุคสมัยที่เต็มไปด้วยสรรพสำเนียงของเมือง เสียงของรถราผู้คน และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ และการสื่อสาร ที่เต็มไปด้วยสาร แต่สิ้นไร้การสื่อโดยสิ้นเชิง

ห้วงเวลาสามยุคสมัยของไต้หวัน ประเทศที่เป็นแผ่นดินของโหว เซี่ยว เฉียน เขาทำหนังสามเรื่องโดยอาศัยตัวละครคู่เดียว นั่นคือ ซูฉี (ที่เล่นได้อย่างหมดจดงดงาม ในสามตอนเอกลายเป้นผู้หญิงสามคนที่รูปแบบบุคลิกเฉพาะ และ มีชีวิตชีวาอย่างน่าทึ่ง ) และ จางเจิ้น บอกเล่าเรื่องราวของคู่รัก ที่เราพอจะมองมันในฐานะหนังรักที่อ่อนหวาน ชดช้อย ภายใต้ยุคสมัยอันแตกต่างหรือ จะมองมันอีกนัยยะหนึ่ง(ดังเช่นที่เป็นในหนังเรื่องก่อนหน้าแทบทุกเรื่องของโหว เซี่ยว เฉียน ) นั่นคือนัยยะทางการเมือง ที่ถูกซ้อนทับเอาไว้ภายในอย่างแนบเนียน และหากพิจารณาจากแง่มุมของประวัติศาสตร์การเมือง เราควรต้องย้อนไปมองตามลำดับเวลา

ยุคสมัยแห่งเสรีภาพ (time for freedom)

ในปี 1895 หลังจากไต้หวันถูกปกครองโดยอาณาจักรแมนจูได้เพียงแปดปี ญี่ปุ่น ยาตราทัพเข้ายึดชัยภูมิเกาะแห่งนี้ และเขาปกครองมันยาวนาน ร่วม 50 ปี จนสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง(ราวๆปี 1943-45) ที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้อย่างย่อยยับอัปราจนต้องส่งคืนไต้หวันให้กับจีน ที่ในยุคสมัยนั้นปกครองโดยพรรคก๊กมินตั๋งของนายพลเจียงไคเชค

ตามท้องเรื่องของปี 1911 นั้น ไต้หวันยังคงตกอยู่ใต้การปกครองของญี่ปุ่น โดยรอคอยการมาถึงของประเทศจีนเพื่อปลดปล่อย อยู่ลึกๆ ซึ่งในตอนนี้หนังเล่าเรื่องโดยการเป็นหนังเงียบ อาศัยเพลงสองประเภทคือเพลงงิ้ว และดนตรีบรรเลงเปียโน คลอไปตลอดเรื่องขณะที่กล้องจะไม่เคลื่อนไหว ถ่ายทำหนึ่งเทคในฉากเดียวโดยไม่ตัดต่อ ร่อยเรียงเรื่องราวไปเรื่อย หนังเปิดฉากด้วยเสียงร้องงิ้วชวนขนลุก ขณะภาพเล่าเรื่องบทสนทนาของชายหนุ่มกับหญิงสาว ถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง ทั้งของบ้านเมืองและของเสี่ยวเม่ย (ซึ่งเป็นชื่อของนางเอกในตอนแรก) เพลงงิ้วสะดุดหยุดลงเมื่อภาพพาเราย้อนไปยังครั้งแรกที่ทั้งคู่พบกัน เธอเป็นนางโลมมาร้องเพลงงิ้ว ให้แขกเช่นเขาฟัง และนับจากฉากหนังหนังก็เล่นคลอเพลงบรรเลงเปียโนคลอไปตลอดเรื่อง จนกระทั่งเรื่องราวดำเนินมาถึงตอนที่ หญิงสาวเริ่มคิดถึงชะตากรรมของตนเอง ที่อาจจะต้องเป็นนางโลมไปชั่วนิรันดร์ ทันทีที่เธอเอ่ยถามชายคนรักว่าเขาคิดจะช่วยเด็กสาวผู้นั้น ให้ได้แต่งงาน เขาคิดจะช่วยเหลือเธอบ้างไหม สิ้นประโยค เพลงบรรเลงเปียโนก็จบลง พร้อมกับเพลงงิ้ว แสนรันทดเข้าแทนที่ และบรรเลงไปเรื่อยจนจบเรื่อง

หากดนตรีงิ้วคือตัวแทน รากเหง้า ความเป็นจีน- หญิงสาวผู้ขับดนตรีงิ้วใยมิใช่ตัวแทนของประเทศไต้หวันเล่า หญิงสาวผู้โหยหารากของตน ทั้งที่นความเป็นจริง เธอเป็นเพียงนางโลมที่ไม่เคยก้าวพ้นขอบเขตของสถานที่แห่งนี้ ดังเช่นไต้หวันที่ตกอยู่ภายใต้การปกครอง ของญี่ปุ่น และโหยหาการปลดปล่อยของจีนเงียบๆ ในขณะที่ชายหนุ่มนักเคลื่อนไหว ก็นำข่าวสารมารายงาน ถึงขั้นครั้งหนึ่งเขาเล่าให้เธอฟังว่า จีนยังไม่พร้อมจะปลดปล่อยไต้หวันในตอนนี้ เฉกเช่นที่เขา(ผู้ซึ่งมีภรรยาและลูกแล้ว) ไม่พร้อมที่จะปลดปล่อยเธอออกจากการเป็นเพียงนางบำเรอชั่วครั้งชั่วคราว เธอเฝ้าถามเสมอว่า ครั้งหน้าเขาจะมาเมื่อไหร่ แน่นอนเขาไม่เคยตอบวันที่ที่แน่นอน เฉกเช่นที่จีนเองก็ไม่รู้ว่าจะสามารถปลดปล่อยไต้หวันได้เมื่อไรในตอนนั้น

หนังเล่าเรื่องเป็นหนังเงียบ (ที่ทำได้อย่างหมดจดงดงาม) แต่มันไม่ได้เพียงเล่าเรื่องเป็นหนังเงียบเพราะความเท่เท่านั้น ว่ากันว่า การเป็นหนังเงียบในตอนนี้ มีขึ้นเพื่อสะท้อนสถานะของประชาชนชาวไต้หวันที่ได้แต่ต้องเป็นคนใบ้พูดำไม่ออกบอกไม่ถูก!

และหากมองหนังเรื่องนี้จากประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลของโหว เซี่ยวเฉียน นี่คืองานที่ชวนให้ระลึกถึงงานเก่าอย่าง Folwers from Shanghai ที่ดำเนินเรื่องร่วมยุคสมัย ร่วมเลยไปถึงความรักอันนิ่งงันแต่อบอุ่นของ ชายใบ้ และหญิงสาวลูกครึ่งญี่ปุ่นใน city of sadness อีกด้วย

ยุคสมัยแห่งความเศร้า ( time (city) of sadness )

หลังจากสิ้นสุดสงครามโลก ไต้หวันคืนสู่อ้อมอกจีนอีกครั้งหนึ่ง หากการณ์กลับไม่เป็นเช่นที่รอคอย เมื่อ เจียงไคเช็ค ส่ง เฉินอี้ ข้าราชการนักปกครองกังฉิน ผู้รีดนาทาเร้นประชาชนอย่างถึงที่สุด

เช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ปี 1947 หญิงขายไม้ขีดไฟผู้หนึ่งถูกทุบตีจนตาย เพราะขายไม้ขีดโดยไม่มีใบ อนุญาติ นำมาซึ่งการรวมพลังต่อต้านครั้งใหญ่ จากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ ประชาชน ผู้นำศาสนา แพทย์ ทนาย ผู้นำชุมชน นำมาซึ่งการปราบปรามอย่างเด็ดขาดจากรัฐบาล และการสังหารหมู่ผู้คนร่วม 2 หมื่นคน ! ในนามของเหตุการณ์ ทรราชขาวหรือ white terror

เหตุกาณ์ทั้งหมดเหล่านี้ถูกใช้เป็นฉากหลังความรักของคนคู่หนึ่งในหนังเรื่อง city of sadness หนังซึ่งคว้ารางวัลสิงโตทอง จากเวนิซ และเปิดตัวโหว เซี่ยว เฉียนให้เป็นที่เลื่องลือในเวทีโลก

ยุคสมัยแห่งความรัก ( time for love )

นับจากปี 1952 ไล่เรื่อยไปจนถึงปี1972 ประเทศไต้หวันยังคงเป้นส่วนหนึ่งของจีนอยู่ภายใต้การปกครองของพรรคก๊กมินตั๋ง พร้อมๆกับยุคสมัยแห่งการไหลบ่าของวัฒนธรรมตะวันตก

หนังเปิดฉากด้วยบทเพลง smoke gets in your eyes ของ the platters แล้วปล่อยให้เพลงบรรเลงไปจนจบ โดยภาพเป็นการเล่นพูลไปเรื่อยๆโดยแทบไม่ตัดต่อ บทแพลงป๊อบหวานฉ่ำถูกเล่นเคลียคลอไปตลอดเรื่องราวความรักอันเงียบเชียบของทหารหนุ่มกับสาวโรงพูล ราวกับจะสะท้อนภาพการหลั่งไหลของวัฒนธรรมอเมริกัน (นอกจาก smoke gets in your eyes และเพลงป๊อปเก่าแก่ของไต้หวัน แล้ว ยังมีเพลง rain and tears อีกเพลง) ในยุคสมัยของหนุ่มสาวนั้นความรักเบ่งบาน หนังเล่าเรื่องเรียบเรื่อย(แต่สุดแสนจี๊ดใจ) หากยังคงประเด็นน่าสนใจ เพราะที่จริงแล้ว เด็กสาวคนแรกที่ทหารหนุ่มเขียนจดหมายถึงคือ ฮารูโกะ ซึ่งเป็นสาวชาวญี่ปุ่น แต่พอเขามาถึง ฮารูโกะก็จากไป (คล้ายกับการถอยทัพของญี่ปุ่น) และนอกจากนั้น หนังยังกำหนดให้ ตัวเอกฝ่ายชายพูดภาษาจีนกลาง แต่นางเอกพูดภาษาไต้หวัน ซึ่งแน่นอน หนังให้เสี่ยวเม่ยเป็นตัวแทนของไต้หวัน ที่ในที่สุดต้องระหระเหเร่ร่อนไปไม่รู้หน ขณะที่จีน (พระเอก) ยังติดอยู่ในการประจำการทหาร(ซึ่งอาจหมายถึงระบอบ คอมมิวนิสต์) การเล่นพูลในเพลงป๊อบเป็นเพียงวันชื่นคืนสุขอันลอยลับ และจีน ต้องค้นหา ความเป็นไต้หวันอย่ายากลำบากและยาวนาน

และในฐานะประวัติศาสตร์ ของ โหว เซี่ยว เฉียน นี่คือหนังที่ชวนให้คิดถึงหนังรักแสนเศร้าอย่าง dust in the wind ที่อบกเล่าเรื่องราวของคู่รักเล็กๆที่ไม่อาจอยู่ร่วมด้วยโชคชะตาแห่งชีวิต

ยุคสมัยแห่งวัยเยาว์ ( time for youth)

นับจากปี 1972 สหรัฐเริ่มแสดงบทบาทต่อประเทศจีน ประกอบกับการล่มสลายของพรรค ก๊กมินตั๋ง ประเทศไต้หวันเริ่มก่อร่างสร้างรูปจนในที่สุด ปี 1986 ไต้หวันประกาศตัวเป็นประเทศ ที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย

ในไต้หวันยุคปัจจุบัน หนุ่มสาวคู่หนึ่งบึ่งมอเตอร์ไซค์ไปตามท้องถนนของเมืองไต้หวัน ไปลงเอยที่บทรักร้อนแรงในห้อง ของฝ่ายชาย ก่อนที่หนังจะเปิดเผยว่าทั้งคู่ ต่างเป็นคนมีเจ้าของ เด็กสาวทิ้งป้ายบอกว่าเป็นลมชักไว้ในห้องชายหนุ่ม ก่อนที่ทั้งคู่จะเจอกันในคลับ และ สานสัมพันธ์แบบไม่แคร์คู่ของตน ในตอนนี้ หนัง เล่าเรื่องโดย ไม่มีเสียงดนตรีประกอบโดยไม่จำเป็น หนังทิ้งตัวละครไว้กับเสียงของรถรา ผู้คน เสียงโทรศัพท์ กล้องถ่ายรูป พริ้นเตอร์ สรรพสำเนียงกลายเป็นเสียงประกอบ ที่สอดแทรกไม่ว่าตัวละครจะอยู่ที่ไหน

แน่นอน หญิงสาวยังเป็นตัวแทนไต้หวันในยุคปัจจุบัน เธอเป็นเสรีนิยม เป็นรักร่วมเพศ และพอใจจะนอนกับใครก็ได้ เฉกเช่นประเทศไต้หวันในยุคโลกาภิวัฒน์ที่เสรีไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง หากนอกจากนั้นเธอยังเป็นโรคลมชัก (จนชายหนุ่มนำมาจินตนาการต่อว่า ฉันขายทุกอย่าง ฉันตาบอดข้างหนึ่งเป็นลมชัก และหัวใจไม่ทำงานราวกับจะขยายสภาพพร่องพิการของไต้หวัน(และอาจจะเป็นเช่นเดียวกันกับทุกเมืองทั่วโลก) ) ในตอนนี้หนังเต็มไปด้วยการสื่อสารอย่างมากมาย ภาพถ่าย ข้อความ โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ ยิ่งส่งสาส์น ยิ่งสื่อสาร สารก็ยิ่งไปไม่ถึง โทรศัพท์ที่ไม่ได้รับ ภาพถ่ายที่ไม่เข้าใจ และ ข้อความที่ไปไม่ถึง ท่ามกลางเสียงอึงอลของเมืองหลวง

และแน่นอนพิจารณาย้อนหลังนี่คืองานที่ชวนให้คิดถึง miilenium mambo และ ฉากมอเตอร์ไซค์ก็ชวนให้คิดุ งgoodbye south goodbye หนังเก่าอีกเรื่องของเขา

ยุคสมัยงดงามอันล่วงพ้น ( the best of our time)

และในทั้งสามตอน นอกจากหนังจะใช้ดารานำคู่เดิมแล้ว หนังยังกำหนดให้เหตุการณ์เกิดขึ้นในที่ที่เดียว ในตอนแรก หนังแทบจะเกิดขึ้นเฉพาะในโรงพูลเท่านั้น ขณะตอนที่สองเกิดขึ้นเฉพาะในห้องหับของนางโลมเท่านั้น ขณะที่ตอนสุดท้ายหนังบีบอัดคนดูไว้ในห้องหับคับแคบของตัวละครทั้งสองคน ราวกับนี่คือตัวแทนของประเทศไต้หวัน ดินแดนที่ถูกปกครอง ปิดกั้น เปลี่ยนแปลง และเปล่าดายตลอดเวลา

นอกจากนี้หนังยังมีบทของหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่มีส่วนในทั้งสามตอน ในตอนแรก เธอคือฮารูโกะ สาวชาวญี่ปุ่น ที่เป็นเจ้าของจดหมายรัก ในตอนที่สอง เธอกลายเป็นเสี่ยวเม่ย เด็กสาวที่กำลังตั้งครรภ์และได้รับความช่วยเหลือจากคู่รัก และในตอนสามเธอกลายเป็น คนรักของชายหนุ่มที่จู่ๆก็ทิ้งเธอ(หรือเธอทิ้ง) ไปหาหญิงสาวนักร้อง ทั้งสามตอนหญิงสาวอยู่ในฐานะของผู้จากไป เธอผ่านเข้ามาในความสัมพันธ์แล้วผ่านเลยไป

โหวเซี่ยวเฉียน เคยให้สัมภาษณ์ว่า ไอเดียเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับดารเมืองเลยแม้แต่น้อย บางทีเขาอาจอยากทำหนังรัก สวยๆ หรืออยากจะรวบรวมผลงานในอดีตให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่อย่างไรก็ดีในที่สุด เขาก็ไม่อาจละจากการให้แง่มุมของประเทศที่เขาอาศัยอยู่ แต่ไม่อาจเป็นส่าวนหนึ่ง มองดู เรียนรู้และเข้าใจ ประวัติศาสตร์อันยาวนานของมัน

ความรักแสนหวานฉ่ำ ความร้าวรานใจอันแสนอ่อนหวานชดช้อย และความเย็นเยียบของความสัมพันธ์ ล้วนคือโมงยามอันงามงด ที่ผ่านไปแล้ว และไม่อาจย้อนทวนกลับมาได้อีก แต่ผู้คนก็ล้วนยังคงมีชีวิต และหวังอย่างเศร้าๆว่า โมงยามข้างหน้า คงเป็นโมงยามที่งามงด

FOOTNOTE

นี่คือหนังที่ผมชอบที่สุดในรอบสามเดือน ในที่สุดก็ได้เขียนถึงเสียที

บทความวิเคราะห์ภาพยนตร์จาก sense of cinema ดูได้ที่นี่ครับ

http://www.sensesofcinema.com/contents/festivals/05/36/cannes2005.html

บทสัมภาษณ์ลุงโหวดูได้ที่นี่ครับ

http://elusivelucidity.blogspot.com/2006/02/rotterblog-4-hou-interview.html

ในทะเลอันราบเรียบ กลับมีการเคลื่อนไหวไม่สุดสิ้น! และในชีวิตอันราบเรียบของเคียวอิจิ ก็มีเกลียวคลื่นถามโถมไม่สิ้นสุด และนั่นเริ่มขึ้นหลังจากเขาฆ่าผู้หญิงคนหนึ่ง

คุณนายเซโกะ ไม่ต้องทนกับคลื่นในใจอีกต่อไปแล้วเพราะเธอถูกเคียวอิจิซึ่งได้รับคำสั่งจากคุณ วิวัฒน์ สามี ของเธอ และนายขอเขา ให้ลงมือฆ่าเธอ ซึ่งเป็นภรรยาของเขา และเป็นชู้รักของเคียวอิจิ

หลังการฆาตกรรม เคียวอิจิถูกส่งตัวจากมาเก๊าไปภูเก็ต โดยโดยสารเรือ เข้าพักในห้องแคบๆที่ไม่มีอะไรใช้การได้ตามปกติสักอย่าง แถมอยู่ดีๆก็ถูกล๊อคขังไว้ในห้อง หลงทางตลอดเวลา สะเปะสะปะกลางมหาสมุทร

แต่ที่นั่นเขาพบกับน้อย แม่ลูกอ่อนท่าทางประหลาด ที่ไม่ค่อยสนใจลูกสาวตัวเล็กชื่อนิดเท่าไรนัก ทั้งคู่ผูกสัมพันธ์ประหลาดๆ จนกระทั่งเรือเทียบท่าที่ภูเก็ต

ที่นั่นเคียวอิจิเข้าพักโรงแรมเก่าๆ และเร่ร่อนไปตามซอกตึกมืเดสลัว บาร์ประหลาด ถูกซ้อม ถูกไล่ล่า และถูกพิพากษา โดยมหาสมุทร !

สองปีหลังจาก เรื่องรัก น้อย นิด มหาศาล เหล่าทีมงานหลักอันประกอบด้วย เป็นเอก รัตนเรือง ผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ผู้กำกับภาพ ปราบดา หยุ่น ผู้เขียนบท และ ทาดาโนบุ อาซาโน่ ดารานำ กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในหนังเรื่องนี้ ที่ยังคงว่าด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับความตาย และแม้ อารมณ์ของหนังจุถือเป็น ขั้วตรงข้าม- กับเรื่องรักน้อย นิด มหาศาล แต่หนังทั้งสองเรื่องกลับมีความสัมพันธ์อันไม่เกี่ยวเนื่อง มีความชิดใกล้อันไม่เชื่อมโยงกันอย่างยิ่ง

ดูเหมือนพี่คุ่น คนเขียนบท ยังคงหมกมุ่นครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องความตาย ไม่ว่าจะในหนังเรื่องนี้ หรือเรื่องก่อนหน้า ไล่ไปจนถึง นิยาย ฝนตกตลอดเวลา หรือเรื่องสั้นหลายๆเรื่องก่อนหน้า ( กระทั่งผลงานรวมเรื่องสั้นล่าสุดของพี่คุ่นชื่อ - ความสะอาดของผู้ตาย - !! ) พิจารณากันเฉพาะในบทภาพยนตร์ ในเรื่องรักน้อยนิดมหาศาล หนังพูดถึง เคนจิ หนุ่มบรรณารักษ์ ผู้หมกมุ่นกับการฆ่าตัวตายก่อนจะค่อยๆอยากกลับจะมีชีวิตอยู่อีกครั้งหลังจากพบกับสองพี่น้อง นาม น้อย และ นิด

แต่น้อยและนิด ใน คำพิพากษาของมหาสมุทรกลับทำหน้าที่ตรงกันข้าม เพราะในครั้งนี้ เคียวอิจิ เริ่มต้นจากการฆ่าผู้อื่น และอยากจะมีชีวิตอยู่อย่างยิ่ง ก่อนที่การพบกับ น้อย และนิด (แอบคิดเพ้อเจ้อว่า นิดใน เรื่องรัก น้อยนิดฯ ตายแล้วกลายมาเป็นลูกสาวของน้อย) กลับทำให้ ในที่สุด เคียวอิจิ ตัดสินใจเกี่ยวกับความตาย

และในขณะเดียวกัน จิ้งจกเดียวดายใน คำพิพากษาฯ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าในนิทานเด็ก (ที่ไว้แทนตัวเคนจิ อีกต่อไป) แต่กลับกลายเป็นมือปืน บ้าคาราโอเกะ (ซึ่งในบางส่วน ชวนให้ใคร่ครวญถึงบทของพี่ปั่น ใน ฝันบ้า คาราโอเกะ และบางทีเขาอาจชื่อ เคนจิก็เป็นได้ ) ผู้ซึ่งพร่ำบ่น ว่าเขาชอบเคียวอิจิ แต่ก็ไล่ล่าเขาด้วย

ดูเหมือน คำพิพากษาฯ จะยืนอยู่ในฝั่งตรงข้ามกับ เรื่องรัก น้อยนิด ฯ ในส่วนรายละเอียด แต่ในเมื่อมันเป็นส่วนกลับของกันและกัน ใช่หรือไม่ที่ทั้งสองเรื่อง ล้วนยึดโยงอยู่ในแก่นเรื่องเดียวกัน อย่างเช่นการใคร่ครวญหวนไห้และพิจารณาถึงความตาย

ชายผู้หลงทางตลอดเวลา

ดูเหมือนหนังจะเล่นสนุกกับการ ติดบ่วงกรรม- ของเคียวอิจิอย่างสนุกสนาน เพราะหลังจากเขาฆ่าคน หนังก็ปล่อยให้เคียวอิจิต้องหลงทางตลอดเวลา กล้องทิ้งเขาไว้ในทางเดินแคบๆวกวน ที่เชื่อมต่อกันราวกับเขาวงกต ทั้งในห้องพักใต้ท้องเรือ ตรอกซอกซอยเก่าๆในภูเก็ต หรือโถงทางเดินในโรงแรม หลังจากเขากระทำการฆ่า เขาก็หลงติดอยู่ในเขาวงกตที่ไร้ทางออก

คนรู้จัก คนไม่รู้จัก

เคียวอิจิพบกับคนไม่รู้จักบนเรือ นั่นคือน้อยและนิด ผู้ซึ่ง สนิทสนมกับเคียวอิจิอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะที่ฉากหนึ่งเคียวอิจิ พบเพื่อนเก่าในลิฟท์ แต่เขาสกลับจำไม่ได้ เคียวอิจิคิดเสมอว่า เขากำลังจะไป-มีชีวิตใหม่- เขาถึงขั้น เชื่อด้วยซ้ำ ว่าการฆ่า คือการปลดปล่อยตัวเขาไปสู่ชีวิตใหม่ เขาจึงปฏิเสธที่จะจดจำอดีต เขาจึงจำเพื่อนเก่า ( ผู้ซึ่งในที่สุดก็พาเขากลับเข้าไปในทางเดินวกวนใต้ท้องเรืออีกครั้ง) อดีตที่ตามหลอกหลอน กับอนาคตที่ไปมาเหมือนลมพัด ( น้อยกับนิด มักปรากฏตัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เสมอ) ดูเหมือนเคียวอิจิจะติดอยู่ตรงกลางระหว่าง อดีตกับ อนาคต ความตายกับการมีชีวิตอยู่เสียแล้ว

ข้างนอก ข้างใน

ในฉากหนึ่ง เคียวอิจิถูกล๊อคปิดตายไว้ในห้องของตัวเอง เขาโทรศัพท์ไปร้องขอความช่วยเหลือ แต่ปลายสายกลับเอาแต่ถามว่า คูณต้องการจะเข้าไปข้างในหรืออกมาข้างนอก แม้เขาจะตอกย้ำว่า เขาติดอยู่ในห้อง แต่ปลายสายยังคงถาม คุณจะเข้าไปข้างในหรืออกมาข้างนอก

เคียวอิจิเชื่อมันว่า การฆ่าจะทำให้เจขาได้รับการปลดปล่อย ( จากบอส หรือไม่ก็จากความผิดบาปที่ไม่ซื่อสัตย์กับบอส ) เขาคิดว่าการฆ่าจะ นำเขา ออกไปข้างนอก (ซึ่งเขาก็ได้ไปจริงๆ ) หาก การเดินทางออกไปข้างนอก ก็ไม่ได้ถึงอิสรภาพหรือการปลดปล่อยเสมอไป เพราะหลังจากการฆ่า กล้องกลับพาเคียวอิจิไปอยู่ในพื้นที่ปิดล้อมในแทบทุกฉาก ห้องในเรือ ห้องในโรงแรม ทางเดินแคบตามตรอกซอกซอย หนำซ้ำ ภาพ หลังกาฆ่ากลับมืดสลัว มัวหมองลง ราวกับถ่ายภาพผ่านน้ำขุ่นๆ สกปรก (ขอบคุณ การจัดแสง ของ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ที่กดให้หลัง แห้งแล้ง และมืดหม่น สิ้นดี จนต้องไปรับชมหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ จึงจะเหมาะสมที่สุด (หนังอีกเรื่องที่เพิ่งฉายไปและใช้วิธีการนี้ อย่างน่าทึ่งมากๆๆๆๆคื อthe sun ของ alexander sokurov ) การฆ่า ไม่ได้นำเคียวอิจิออกไปข้างนอก อย่างที่เขาคิด มันกลับทำให้เขาติดอยู่ข้างใน และไม่สามารถจะออกไปได้ แม้จะเรียกร้องความช่วยเหลือสักเท่าใดก็ตาม

คาราโอเกะ

ลิซาร์ดชอบร้องคาราโอเกะ และแนะนอนเพราะเขาเป็นคนญี่ปุ่น เขาจึงร้องแต่เพลงญี่ปุ่น ซึ่งนั่นน่าสนใจมาก เพราะ ในขณะที่บนเรือ ครั้งหนึ่งเราจะได้ยินเสียงเพลงไทยเก่าแก่ แต่พอมาถึงภูเก็ตเราจะได้ยินแต่เพลงญี่ปุ่น (ไม่นับว่าในตอนแรก ที่เกิดขึ้นในมาเก๊า เคียวอิจิเปิดเพลงฝรั่ง ) หนำซ้ำ ในฉากเต้นรำ เรากลับไม่ได้ยินเสียงเพลง ความผิดที่ผิดทางของเพลงประกอบทำให้สถานการณ์แปลกแปร่ง หนำซ้ำ ดนตรีประกอบของหนังก็ถูกปล่อยเข้ามาเป็นห้วงๆ ล่องลอย เจือกับเสียงประกอบประหลาดๆ ของเสียงโดยรอบ (และความพิเศษทาง คลื่น เสียง นี้ ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ควรชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในโณงภาพยนตร์เท่านั้น )

มหาสมุทร พิพากษา

ฉากหนึ่งในบาร์ เคียวอิจิพูดคุยกับบาร์เทนเดอร์ ชาวญี่ปุ่น ผู้ตัดสินใจมาทำงานในเรือโดยไม่พบผู้คน เพราะต้องการ-ไถ่บาป ให้ตนเอง (ขณะที่เคียวอิจิไถ่บาปด้วยการพยายามดื่มนมสด และเป็นคนดี) ทั้งคู่พูดคุยกันเรื่องทะเล บาร์เทนเดอร์บอกว่า ทะเลไม่เคยตัดสินเขา เขาแค่จ้องมองทะเล และทะเลมองตอบกลับมาก ในขณะที่เคียวอิจิกลับบอกว่า เขากลับรู้สึกถูกตัดสินตลอดเวลา หนังเกิดขึ้น บนเรือ หรือบนเกาะ ในสถานที่ติดทะเล แต่ตลอดทั้งเรื่อง เราแทบจะไม่มีโอกาสได้เห็นทะเลเลย เว้นแต่ในบางฉาก ที่จู่ๆ ภาพก็ตัดไปสู่ท้องทะเลอันนิ่งสงบ (แต่บ่อยครั้งมากที่เราได้เห็นสระน้ำ ทะเลเทียมๆ ทั้งในโรงแรม และในบาร์โรงแรมเพริ์ล ที่สักวันหนึ่งผมจะเข้าไปดูว่ามีสาวกึ่งเปลือยมาเริงระบำเช่นนั้นจริงหรือไม่ ) และแน่นอน ในความสงบนั้นกลับเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวไม่สิ้นสุดโดยเกลียวคลื่นที่มองไม่เห็น!

เอาเข้าจริง หากมหาสมุทรจะมีคำพิพากษาให้เคียวอิจิ คำพิพากษานั้นอาจไม่ใช่ความตาย เพราะ ที่ภูเก็ต เคียวอิจิถูกยิงตกทะเลไป แต่เขากลับมีชีวิตรอดมาได้ มหาสมุทรที่แท้จริงไม่ได้ทำหน้าที่พิพากษาผู้ใด มีแต่มนุษย์ที่พิพากษากันเอง เมื่อเคียวอิจิกลับมาล้างแค้นด้วยตรรกะง่ายๆเกี่ยวกับความร้ายกาจของบอส มีเพียงมหาสมุทรในห้วงใจของเราเองเท่านั้นที่พิพากษาเรา และคำพิพากษาสำหรับความตาย และ การมีชีวิตอยู่นั้น ไม่อาจตัดสินด้วยตรรกะ อันยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง เหมือนที่เคียวอิจิคิดในเบื้องต้น และบางที เคียวอิจิ อาจ ตาย ไปตั้งแต่ตอนเขาลงมือฆ่าเซโกะ การไถ่บาปที่ไม่มีทางทำสำเร็จ ไม่ได้ปลดปล่อยเขาไปสู่อิสรภาพ หากกักขังไว้ด้วยคลื่นสำนึกบาปอันถาโถมไม่รู้จบ

เมื่อฉัน พิพากษา มหาสมุทร

***** นับจากบรรทัดนี้เป็นความเห็นส่วนตัว (ซึ่งจริงๆทั้งบทความนี้ก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าความเห็นส่วนตัว) จากการมองหนังในภาพรวม ซึ่งอาจไม่ถูกต้องไม่จริง หรือไม่เป็นที่ยอมรับ เป็นเพียงข้อสังเกต อันสามัญของคนดูหนังสามัญเท่านั้น******

การกลับคืนมาในครั้งนี้ของ เป็นเอกและ พี่คุ่น เป็นการพบกันครั้งที่น่าสนใจยิ่ง เพราะโดยส่วนตัวผมเชื่อว่า หากเป็นเอก และ ปราบดา จะหาเรื่องที่ลงล๊อคกันได้ มันอาจไม่ใช่เรื่องหวานๆแบบเรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล มันควรจะเป็นเรื่องร้ายๆ แบบ คำพิพากษาของมหาสมุทรนี่แหละ ซึ่งแน่นอนการพบกันครั้งนี้ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะเป็นเอก ซุกซ่อนเรื่องราวอชญากรรม และอารมณ์ขันร้ายๆแบบที่ตัวเองถนัด เอาไว้ใต้การเดินเรื่องอันนิ่งเนิบ และดูราวสิ้นไร้เรื่องราว (ทั้งที่เรื่องจริงน่าต่านเต้นอย่างมาก ) หนังปล่อยอารมณ์ขั้นร้ายๆออกมาถูกที่ถูกจังหวะ จนเราต้องแอบเปล่งเสียงหัวเราะหึๆ ไปตลอดการรับชม (เพราะมันเป็นเรื่องขำขันที่ขื่นขมอยู่ไม่น้อย )

การแสดงของ ทาดาโนบุ อาซาโน่ ในเรื่องนี้ถือเป็นของหวาน เพราะโดยทั่วไป อาซาโน มักติดอยู่กับบท ชายประหลาด ที่ทำหน้าตาไม่รับรู้โลก (ส่วนหนึ่งมันทำให้เขากลายเป็นดาราที่ประสบความสำเร็จเพราะเขาทำได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ส่วนหนึ่งมันก็ยังน่าเคลือบแคลงว่าหากเลยพ้นไปจากบท ชายประหลาด เขาจะสามารถรับบทอื่นๆได้ดีเท่านี้หรือไม่) มาในครั้งนี้ ใบหน้าที่ดูไร้ความรู้สึกของอาซาโน่ กลับกลายเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อตัวหนัง เพราะนอกจากคนดูจะไม่สามารถรับรูว่า ตัวละครกำลังคิดอะไร ใบหน้าอมทุกข์อันนิ่งงันทำให้เราไม่สามารถเอาใจช่วยตัวละครได้ (ซึ่งก็สมควรแล้ว เพราะที่จริง เคียวอิจิคือคนชั่วช้าเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง ) เราเพียงมองดูคนร้ายกาจผู้หฯง สำนึกบาป ของตน แต่ไม่อาจไถ่บาปคืน (ถ้ามันเป็นหนังฮอลลีวู้ด คงมีตอนจบระเบิดเถิดเทิง) หนำซ้ำยังสำนึกได้ว่าคนบาปที่สุดคือตัวเองนั่นแล สีหน้าอมทุกข์ บวมข้ำ (จากการถูกตื้บ) ทำให้หนังปิดกั้นคนดูอย่างยิ่งส่งผลให้ ชะตากรรมของตัวละครเป็นเพียงผลรวมของกรรมที่เขาก่อขึ้นมากกว่าจะมุ่งหาอารมณ์สะเทือนใจ (ซึ่งในกรณีนี้ทำให้บางคน(เช่นผม) ชอบหนังอย่างมาก และบางคนเกลียดหนังอย่างมาก)

และยังคงเป็นเช่นหนังเรื่องอื่นๆของเป็นเอก หนังมักมีตัวละครที่มีบุคลิกประหลาดๆ ใน เรื่องตลก 69 เรามีมือปืนที่ร้องให้ในเพลงศรคีรี และ เจ้าพ่อที่ชอบอมซูกัส ในฝันบ้าเรามีเพื่อนนางเอกปากร้าย และพระเอกทึ่มๆ พอมาในเรื่องนี้ เราจึงมี ลิซาร์ด เซียนโอเกะ และมีเคียวอิจิที่พยายามอย่างยิ่งที่จะส่งโปสการ์ด กลายเป็นโลกเฉพาะของเป็นเอก ซึ่งซ้อนทับกับโลกเฉพาะที่มักอยู่ในงานของพี่คุ่น ตัวละครมึนชา หนืดเนือยผู้เป็นนักคิด และเผลอติดกับความคิดตนเอง

โดยรวมหนัง ประดิษฐ์- น้อยลงเมื่อเทียบกับ เรื่องรักน้อยนิด มหาศาล หนังเรื่องก่อนหน้า (ที่ผมชอบมากเช่นกัน) ที่เราจะเห็นอารมณ์ประดิษฐ์ออกกมาหระปรายจนหลายครั้งดู- จงใจ-จะเหงา จะเศร้า จะเท่ แม้คราวนี้ ความจงใจยังมีให้เห็น แต่ก็ดูกลมกลืนไปตามสถานการณ์สำนึกบาปอันแสนขมขื่นและขบขัน

ในส่วนของตัวละคร พี่คุ่น นิยมให้ตัวละครของพึคุ่นเป็นคนฉลาด ในเรื่องรัก เราเห็น ตัวละครพูดอะไรฉลาดๆออกมาบ่อยๆ จนบางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า มันฉลาดไปไหม แต่ในฐานะของการสร้าง โลกเฉพาะ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสมจริง และเราไม่ได้กำลังดูหนังของสองพี่น้องดาร์แดง อันสมจริงจนน่าขนลุกอยู่ ( โดยส่วนตัวผมมองว่า หนังเรื่องนี้คือส่วนผสมของหนังร้ายกาจของพี่น้อง โคน ที่สร้างโดย ไฉ้หมิงเลี่ยง แต่เป็นเวอร์ชั่นไม่โป๊ ) ข้อด้อยนี้จึงกลายเป็นเสน่ห์ของหนัง ไป หลังหนังจบ เรามีข้อความให้โควต หยิบมาเป็นวรรคทองได้เยอะแยะไปหมด มาถึงใน คำพิพากษาฯ ตัวละครของพี่คุ่น ดูเหมือนจะฉลาดน้อยลงแล้ว (ประเด็นหนึ่งเพราะหนังแทบจะทิ้งอาซาโน่ไว้คนเดียวเกือบทั้งเรื่อง) แต่บางครั้งก็เผลอพูดอะไรฉลาดๆ ออกมา โดยเฉพาะในฉาก คำพิพากษาของทะเล ซึ่งในทางหนึ่งมันเป็นฉากที่ผมชอบมาก ๆๆ(เพราะมันเท่มาก) แต่ในทางหนึ่งมันก็โดดออกมาจากตัวหนังไม่น้อยเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม นี่คือหนังที่ผมชอบมากที่สุดในรอบสามเดือนนี้(ซึ่งกระทั่งมี BKIFF และหุบเขาเร้นรักเข้าฉายด้วย!) ผมไม่อาจบอกว่าการชมภาพยนตร์เรื่องนี้คือความรื่นรมย์ เพราะไม่มีใครหน้าไหนจะรื่นรมย์ไปกับการสำนึกบาปของคนร้ายกาจได้ หากจะมีความรู้สึกที่ใกล้เคียง การรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เหมือนกับการลอยคอกลางมหาสมุทรแห่งความสำนึกบาป เกลียวคลื่นไร้รูป ที่ถาโถมเข้ามา ทั้งปลอบโยน และฉุดดึงเรา ลงสู่มรณกรรมสำนึกบาป อันทั้งแสนรื่นรมย์ และขมขื่น

เวบไซต์อย่างเป็นทางการของหนังครับ

http://www.fivestarent.com/invisiblewaves/

ฝากข่าวเพิ่มเติม เชื้อเชิญ

ขอเชิญร่วมลงชื่อ "สนับสนุนการปฏิรูปการเมืองของประชาชน"

ได้ที่นี่ครับ

http://www.bioscopemagazine.com/webboard/index-in.php?id=27123


edit @ 2006/03/10 21:18:49