FILMFLU

FILMVIRUS SHORTS : WILD TYPE 2010 CALL FOR SUBMISSIONS

posted on 11 Sep 2010 11:57 by filmsick  in FILMFLU

สำหรับพวกเราแล้ว เดือนกรกฎาคม และ สิงหาคม ของแต่ละปี เป็นเสมือนช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์ เพราะมันคือช่วงเวลาที่มูลนิธิหนังไทย จัดฉายหนังในรอบมาราธอน นั่นหมายถึงฉายหนังทุกเรื่องที่ส่งมาเพื่อร่วมประกวดในเทศกาลหนังสั้นประจำปี หนังจำนวนเกือบห้าร้อยเรื่อง ถูกจัดฉายเรียงลำดับตัวอักษร ในทุกวัน บางคราวใช้เวลาเป็นเดือน ๆ ก่อนที่บรรดาหนังสั้นเหล่านั้นจะถูกคัดเลือกเหลือเพียงจำนวนสามสิบหรือสี่สิบเรื่องเพื่อเข้าฉายและเข้าประกวดในเทศกาลหนังสั้นช่วงปลายเดือนสิงหาคม

สำหรับพวกเราแล้วความสุขประการหนึ่งคือการได้นั่งในห้องมืดของรอบมาราธอน ดูหนังสั้นจากทุกสารทิศทั่วประเทศไทย ค้นหาภาพและเสียงใหม่ เรื่องราวใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ความแปลกพิสดารพันลึก ความดิบหยาบของงานสร้าง ความกล้าหาญ กระทั่งความไร้เดียงสาในการนำเสนอประเด็นหนักหน่วง แน่นอนว่าไม่ใช่หนังสั้นทั้งหมดจะเป็นหนังสั้นชั้นเลิศประหนึ่งเพชรในตมจากดินแดนห่างไกล บางเรื่องเป็นผีมือของเด็กมัธยมที่เพิ่งเริ่มจับกล้อง หรืออาจจะเป็นเพียงคนเดินถนนสามัญที่ไม่เคยเรียนรู้เรื่องหนังมาก่อน เป็นเพียงหนังที่ทำขึ้นเพื่อความบันเทิงภายในบ้าน นำเสนอในหน่วยงาน ไปจนถึงการบันทึกเหตุการณ์สำคัญโดยบังเอิญ ทำส่งอาจารย์ในวิชาต่างๆ หรือกระทั่งตั้งใจทำเพื่อสอนสั่งศีลธรรมอันดีแก่สังคม ความสนุกสนานเหล่านั้น ความน่าเบื่อหน่ายเหล่านั้น ความตลกโปกฮาเหล่านั้น ความไม่ได้เรื่องได้ราวเหล่านั้นคือพลังของสื่อใหม่อย่างภาพยนตร์ ซึ่งในที่สุดได้ปลดแอกออกจากเรื่องของมืออาชีพ นักเรียนหนัง นายทุน สตูดิโอ เจ้าของอุปกรณ์ หรือผู้รู้ไดๆ ใครก็อาจบอกได้ว่าถึงที่สุดภาพยนตร์ก็หล่นจากสวรรค์ลงมาอยู่ในมือคนเดินดินด้วยความอุดหนุนของเทคโนโลยีซึ่งทำให้อุปกรณ์ถ่ายทำถูกลง และใช้ง่ายขึ้น จนในที่สุดใครก็ทำหนังได้แล้ว

อย่างไรก็ดี ใครต่อใครอาจจะเชื่อเรื่องความมักง่าย เชื่อว่า หนังเหล่านี้ไม่ได้มีคุณค่าอะไร เป็นเพียงของเล่นที่ไร้สาระ เป็นเพียงเรื่องขำๆของเด็กจิตป่วย ไม่มีสิ่งใดพอให้ใส่ใจ แต่สำหรับเราแล้วเราคิดต่างไป เราคิดว่านี่ต่างหากคือขุมทองของภาพใหม่เสียงใหม่ ภาพและเสียงซึ่งไม่ได้รับการขัดเกลา หากเต็มไปด้วยความกล้าหาญและจริงใจ หนังซึ่งคว้าจับภาพชีวิตธรรมดาสามัญของมนุษย์ทั่วไปซึ่งไม่เคยถูกกระทำในฐานะมนุษย์ที่ไม่ใช่ตัวละครในหนังมาก่อน หรือการคว้าจับภาพสะท้อนความเป็นไปของสังคมอันสดใหม่ วัฒนธรรมย่อยซึ่งถูกกดให้อยู่ชายขอบ ปากเสียงของคนที่ไม่เคยมีปากเสียงหรือถูกทำให้มีเสียงเพียงรูปแบบเดียว ไปจนกระทั่งสุนทรียศาสตร์แบบใหม่ๆในการรับรู้โลกเดิม ความหลากหลายอันงดงามเหล่านี้เองทำให้เรารู้สึกว่าหนังสั้นมาราธอน คือปรากฏการณ์ที่น่าทึ่ง คือแสงแวววาวของเหลี่ยมเพชรจำนวนมากซึ่งบางครั้งการเจียระไนต่างหากที่ทำให้หมองไป

ด้วยข้อจำกัดของการประกวด และปริมาณหนังสั้นที่มีเป็นจำนวนมากในแต่ละปี ถึงที่สุดแล้วดูเหมือนการประกวดของมูลนิธิหนังไทย อาจไม่เพียงพอรองรับการขยายตัวทั้งทางกว้างและทางลึกของหนังสั้น จำนวนมากได้อีกต่อไป เรากลุ่ม filmvirus ซึ่งไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการรวมตัวกันหลวมๆของนักดูหนังจำนวนหนึ่ง เห็นว่ามีนหนังสั้นจำนวนมากที่ตกสำรวจไปในแต่ละปี และเราเสียดายอย่างยิ่งที่หนังเหล่านั้น หรือคนทำหนังเหล่านั้นจะต้องสูญหายไปท่ามกลางกระแสหนังสั้นที่มีเป็นจำนวนมาก

ดังนั้น เท่าที่กำลังเราพอจะทำได้คือการรวบรวมหนังสั้นเหล่านี้กลับมาฉายอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ผู้ชมที่พลาดได้พบปะกันอีกครั้ง และให้หนังเหล่านี้ถูกพูดถึงอีกครั้ง เมื่อสองปีที่แล้วเราเริ่มจากการจัดโปรแกรมหนังสั้น Filmvirus Shorts : Wild Type เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน งานครบรอบสิบสามปี ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (Filmvirus) และก็พยายามสานต่อโปรแกรมฉายนี้อีกในปีต่อมา

ในปีนี้ เราจะยังคงจัดโปรแกรมนี้ต่อ เรายังคงเลือกหนังจากรอบมาราธอนมาหาที่ทางจัดฉายกันอีกครั้ง หากในปีนี้เราพยายามจะขยายโปรแกรมนี้ออกไปอีก ดังนั้น นอกจากเราจะจัดฉายหนังที่เราคัดเลือกไว้ เรามีความยินดีจะชวนเชิญทุกท่านร่วมกันส่งหนังมาฉายในโปรแกรมฉายนี้ด้วย โดยมีข้อแม้แค่ว่าขอให้ยาวไม่เกินหนึ่งชั่วโมงและสร้างภายในปี2552

อย่างไรก็ดี เราขอสงวนสิทธิ์ในการคัดเลือกหนังของท่าน ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นเพียงรสนิยมส่วนบุคคลของเราเองเพียงเท่านั้น การที่หนังของท่านไม่ได้รับการคัดเลือกไม่ได้หมายความว่าหนังของท่านไร้คุณค่าแต่อย่างใด หากสิ่งที่เรามุ่งหน้าไปคือการมองหาภาพและเสียงใหม่ๆ ภาพที่ยังไม่ถูกมองเห็นและเสียงที่ยังไม่เคยได้ยิน ซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะได้เห็นและได้ยินมัน รวมทั้งได้ช่วยเป็นกระบอกเสียงสำหรับเสียงเหล่านั้น

ส่งหนังของท่านพร้อมข้อมูลเบื้องต้น มาที่ Filmvirus 135 ถนนภูเก็ต อ.เมือง ภูเก็ต 83000

หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ filmsick@gmail.com ก่อนวันที่ 30 พฤศจิกายน ศกนี้ เพื่อเราจะได้คัดเลือกและจัดเป็นโปรแกรมสำหรับฉายต่อไป

 

A+++++++++++++++++++++++

ด้านล่างจะเป็นการพูดถึงหนังแบบสปอยล์ โดยสมบูรณ์แบบ ดูแล้วเชิญมาวิวาทะ ยังไม่ดูกรุณาข้ามไปทันที

สิ่งที่เราคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญที่สุดของหนังและทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากๆๆๆๆ คือคำถามว่า WHO IS SALT ? ซึ่งตอนแรกที่มันโปรยคำถามนี่บนโปสเตอร์ มันดูเชยมากๆๆ แต่พอดูหนังออกมาก็รู้ว่านี่คือหัวใจของหนังเลย คำถามสำคัญที่ว่า 'เราเป็นใคร'

เราต้องคิดกันก่อนว่าในสภาพของหนังแอคชั่นทำนองนี้ เราคิดต่อจากตัวอย่างไปเลยว่า นางเอกจะต้องเป็นคนที่ถูกใส่ร้ายว่าเป็นสายลับรัสเซียและต้องหนีเพราะต้องตามช่วยผัวที่อาจตกเป็นอันตราย เข้าทำนองปัจเจกต่อต้านระบบ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของหนังแอคชั่น ตลอดหลายสิบปีล่วงมา ปัจเจกต่อสู้ระบบ (ซึงโยงใยเรื่องการโกงกิน การทรยศหักหลัง) เพื่อรักษาระบบครอบครัว อุดมการณ์นิวเคลียร์แฟมิลี่อะไรทำนองนั้น ซึ่ง SALT ก็เริ่มต้นจากกรอบนั้น แต่ทำให้ภายใต้สภาวะปัจจุบัน (หลังสมัยใหม่?)

แต่ในกรณีของSALT เธอไม่สามารถรักษาได้ทั้งครอบครัวของเธอเอง ในขณะเดียวกันการตั้งคำถามว่าเธอคือใคร ไม่ได้ให้ผลลัพธ์กระจ่างแจ้งว่าเธอคือใคร แต่มันกลับยิ่งคลุมเครือมากขึ้นไปอีกว่าเธอคือใครกันแน่

เพราะเราอาจลองนิยามเธอด้วยแนวคิดชาตินิยมว่า ธอเป็นรัสเซีย หรืออเมริกัน หนังก็ตบหน้าเราตั้งแต่ก่อนจบชั่วโมงแรกว่าเธอเป็นสายลับรัสเซีย แต่เธอก็ปฏิเสธรัสเซียด้วยการเอาใจเข้าข้างอเมริกัน แต่สามีเธอก็ไม่ใช่อเมริกัน (เป็นเยอรมัน) สุดท้ายสิ่งที่เธอต่อสู้ไม่ใช่เพื่อรัสเซีย ไม่ใช่เพื่ออเมริกา เธอไม่สามารถเอาตัวเธอเข้าไปสวมทับในกรอบคิด ชาตินิยมได้อีก สิ่งที่เธอสวมตัวเธอลงไปได้คือความทรงจำของเธอกับสามีที่ช่วยชีวิตเธอ ซึ่งเธอเสียอีกที่กลับถูกชาตินิยมหลอกใช้จนทำลายชีวิตแสนสุขเดียวที่เธอมีลงไป

เช่นเดียวกัน เรานิยามเธอในฐานะ CIA และในฐานะภรรยา หรือกระทั่งในฐานะสายลับสองหน้ารัสเซีย มันก็ดูเหมือนเธอจะล้มเหลวในทุกสังกัด ยิ่งหนังให้เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าหน้าผมจากต้นจนจบ เธอยิ่งไกลออกจากตัวเธอ (หรือตัวเธอที่คนดูรับรู้ทุกที) สุดท้ายคำถามWHO IS SALT? จึงมีคำตอบแค่ว่า I don't know มากกว่าจะได้คำตอบจริง

หนังเลือกใช้โมเดล สายลับสองหน้าแบบสมัยสงครามเย็นมาเล่น (ซึ่งตอนแรกมันฟังดูเช้ยเชย แต่คิดไปคิดมา มันคงไม่สามารถเล่นเรื่องนี้โดยให้สายหลับสาองหน้าเป็นอาหรับได้แน่ๆ )

โมเดลของสายลับสองหน้าจึงรอบรับสภาพ ลืมตัวตนเก่า หรือซ่อนตัวตนเก่าเอไว้ ในที่สุดตัวตนใหม่ก็ปรากฏทับขึ้นมาอีก และเราได้แต่สงสัยว่าตัวตนไหนที่เป็นตัวตนจริงๆ หรือที่จริงทั้งหมดเป็นแค่ตัวตนที่สร้างขึ้น มันไม่มีทั้งSALT และ สหายเชนโก้ ตัวตนทั้งหมดเป็นของปลอม โดยยึดจับจากต้นสังกัดที่มีกรอบเกณฑ์ตายตัว มนุษย์ในปัจจุบันขณะซึ่งก้าวข้ามสายพันธุ์ ข้ามกรอบคิด ข้ามอัตลักษณ์ทางเพศ (ตอนท้ายของเรื่องSALT ต้องเป็นผู้ชาย) จึงไม่สามารถอธิบายตัวตนด้วยวิธีคิดเดิมๆได้อีก หนำซ้ำ จริงๆแล้วยังสะท้อนกลับไปหาจุดที่ว่า ตัวตนที่ว่ากันนั้นมันมีจริงหรือไม่

เราพบว่าแรงขับเคลื่อนของตัวละครในหนังล้วนเป็นแรงขับแบบ ชาตินิยม ไม่ว่าจะเป็นสายลับ หรือ รัฐบาล มิตรภาพหรือความไว้เนื้อเชื่อใจ ผูกอยู่กับความรักชาติ ในขณะเดียวกันหนังก็เลือกชาตินิยมที่ล่มไปแล้วอย่างคอมมิวนิสต์รัสเซีย มาเล่นให้เห็นว่าความรักชาติมันอาจจะเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ ขณะเดียวกัน เป้าหมายของการตอบโต้อเมริกาคือการปลุกกระแสดชาตินิยม ศาสนานิยมของอาหรับให้มาไล่ฆ่าอเมริกาอีกต่างหาก

 

ตอนจบของหนังเองก็น่าสนใจมาก เอาเข้าจริง ศัตรูของSALT คือใคร คนที่เธอจะไปฆ่าให้หมดคือพวกสายลับสองหน้า หรือคือพวกอเมริกัน ความคลุมเครือเรื่องตัวตนของเธอถูกใช้ตั้งแต่ต้นจนจบ คนที่'พรากทุกอย่างไปจากเธอ'คือใคร พวกมันที่เธอจะไปฆ่าเป็นใครกันแน่ มันมีอยู่จริงหรือเปล่าในเมื่อทั้งหมด มันเริ่มต้นจากการสร้างตัวตนหนึ่งไปสู่ตัวตนใหม่ๆ สุดท้ายแล้ว ซอล์ตจะทำอะไรต่อกระทั่งคนดูก็ยังไม่อาจคาดเดา

หนังได้การแสดงแบบที่เราไม่ได้เห็นมาตั้งนาน (อาจจะตั้งแต่ Gilrl , Interrupted) ของแองเจลิน่า โจลี่ การที่เธอต้องเก็บอารมณ์ทั้งหมด ในฐานะสายลับสองหน้า ยิ่งทำให้ตัวตนของเธอเป็นเรื่องลึกลับมากขึ้นไปอีก ขณะที่ลิฟ ชไรเบอร์ ก็เชือดเฉือนบทกับเธอได้สนุกมากๆ
แม้เอาเข้าจริงSALT อาจจะเป็นแค่หนังแอคชั่นที่ทำได้สนุกเรื่องหนึ่ง และแม้ประเด็นตัวตนอะไรแบบนี้มีหนังที่เล่นได้ดีกว่าเป็นร้อยเรื่อง แต่เราก็เซฮณ์ไพรส์มากที่หนังมีอะไรมากกว่าการเป็นหนังโปรอเมริกัน

อ้อ อีกอย่างที่น่าสนใจคือ หนังยุคโอบามานี้ เราจะเห็นตัวละครผิวสีเป็นตัวเอกบ่อยจนเฝือ จริงๆ


 

ภาพอันปรากฏต่อหน้าคือทะเลยามสนธยาซึ่งคลื่นโยกไกวไหววูบอยู่อย่างนั้น สีส้มซึ่งเจืออยู่เพียงเสี้ยวของท้องฟ้าซึ่งทึมเทาอยู่อย่างนั้น ทะเลอยู่อย่างนั้นตราบจนล่วงเวลาไปยังค่ำคืนแห่งวอมแวมแสงไฟ  ภาพซึ่งปรากฏขึ้นทีละน้อยต่อหน้าเสียงสั่นเครือราวกับแผ่วโหยมาจากดินแดนแสนไกล ราวกับเสียงกระซิบของปีศาจที่เล่าสู่เรา เรื่องของอุรุเวลา สถานที่ที่ไม่มีใครเคยไปถึงที่ซึ่งเรา-มือสังหารผู้เงียบงันนั้นหนาวสะท้าน ขณะเผชิญหน้ากับมัจจุราช   แสงไฟนั้นค่อยๆแจ่มชัดขึ้น มันคือภาพจากข้างถนนใต้แสงไฟข้างทาง และไฟท้ายจากรถยนต์บางคันซึ่ง เส้นนำสายตาไปสุดทางที่ความมืดของถนนรัตติกาล และสรรพสำเนียงยังคงกระซิบสะพรึงสู่เราจวบจนค่ำคืนเคลื่อนไป ดวงจันทร์กระชากตัวผ่านเงาหมู่ไม้ท่ามความเย็นเยียบ จวบกระทั่งรุ่งสางมาถึง หมู่เมฆในยามเช้ายังคงอาบสีเทาทึม แลในยามทิวากาล สรรพสิ่งคืนคลายสู่ความสงบใต้ร่มไม้  ชายผู้หนึ่งสูบบุหรี่ในที่ร่ม ควันสีขาวอันคดโค้งกลืนไปในพยับเงาแดด สุนัขนอนสงบนิ่ง อยู่ด้านหน้า ค่ำคืนอันเยียบเย็นได้พ้นผ่านไปแล้ว

 

การดูหนังของไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์นั้นเปรียบเสมือนการข้ามพรมแดนไปสู่พื้นที่และเวลาอย่างใหม่ ภาพใดก็ตามที่เราเห้นปรากฎขึ้นบนจอ เสียงใดก็ตามที่เราได้ยิน  มันไม่ได้สื่อความตามที่เราได้ยิน ได้เห็น คล้ายกับเสียงซึ่งเดินทางมาจากดาวดงวงอื่น และภาพที่ไม่ได้มีความหมายเช่นที่มันเป็น ไม่ใช่การตีความ ภาพและเสียงไม่ทำหน้าที่สื่อสารภายใต้ระบบสัญลักษณ์อีกแล้ว หากหลุดเลื่อนไปสู่สภาวะอีกแบบ โลกอีกใบ  โลกซึ่งปรากฏและดำเนินไปคล้ายคลึงกับโลกที่เราอยู่อาศัย แต่ไม่ได้สื่อความหมายแบบเดิมอีก โลกหลังดวงตาผู้กำกับ หรือโลกที่ปรากฏขึ้นในหัวเรา

 

สำหรับผู้เขียนความสนุกที่สุดประการหนึ่งคือการ ‘สร้างเรื่องจากภาพ' อันไม่ปะติดปะต่อ  แม้ผู้สร้างไม่ปรารถนาจะเล่า การเรียบเรียงเรื่องเล่ายังคงเป็นกลไกที่ไม่อาจถูกทำลายล้างลงไปได้ การแสวงหาความเชื่อมโยงระกว่างภพานี้กับภาพนั้น กับเสียงนั้น หรือคำนู่นนี่ ปะติดปะต่ออย่างหยาบๆอยู่ในหัว ได้เรื่องเล่าตะกุกตะกักมาเรื่องหนึ่ง เรื่องซึ่งอาจจะไม่มีอะไรถูกต้องตรงตามที่เจ้าของภาพต้องการบอกเลยแม้แต่น้อย กล่าวอย่างง่ายความสุขของผู้เขียน(ผู้ชม)คือการสร้างหนังเรื่องใหม่ขึ้นมาในหัวของตนเอง

ต่างไปจาก WHISPERING GHOST ดูเหมือนระนาบเวลาของอุรุเวลานั้นเรียงต่อเนื่องกันไปจากสนธยาถึงอีกวันหนึ่ง หากนั่นไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจหนังได้สะดวกดายมากขึ้น การเรียบเรียงเรื่องราวเอาจากเสียงเล่าที่เสมือนมาจากดาวดวงอื่นอาจช่วยปะติดปะต่อได้อีกชั้นหนึ่ง ที่ปรากฏบนจอที่แท้คือการเล่าถึงสิ่งซึ่งไม่สามารถปรากฏบนจอได้ นั่นคือความสะพรึงกลัวของรัตติกาล ค่ำคืนมืดดำ บางทีนี่อาจเป็นการมองภาพต่างๆผ่านดวงตาของมือสังหารที่รอคอยเงียบเชียบเพื่อจะหยิบื่นความตายให้แก่เหยื่อ ซึ่งในทุกขณะจิต เขาก็ตื่นระทึก ตกประหม่าไม่แพ้กัน และความหวั่นไหวอันมืดมิดถูกถ่ายทอดออกมาด้วยบรรยากาศลึกลับ แลเสียงเล่าซึ่งที่แท้อาจเป็นเสียงกระซิบจากฝั่งของมัจจุราชโดยแท้ จบกระทั่งค่ำคืนล่วงพ้นแล้วนั่นแหละ มือสังหารจึงค้นพบความสงบในจิตใจ ในที่ซึ่งแสงแดดส่องถึง สูบบุหรี่เดียวดายขณะระลึกถึงค่ำคืนอันสะพรึงขวัญนั้น

 

ไม่ว่าการตีความนี้จะผิดหรือถูก (ไม่ใช่การตีความแต่เป็นการเล่าเรื่องตามอำเภอใจ ) แต่ถึงอย่างไร อุรุเวลาของไทกิ ได้พาผู้ชมไปสู่เขตแดนใหม่ ภายใต้เวลาใหม่ การปล่อยเราไว้โดยไม่ทิ้งสิ่งใดให้ยึดจับอาจทำให้ผู้ชมหลงทาง แต่นี่คือการหลังทางในแดนสนธยาที่ทั้งชวนสะพรึงและแสนจะงดงามครั้งหนึ่ง