FILMFLU

 

 

CONDOLENCES PROGRAM

 

ปี 2010เป็นปีอันโหดร้ายสำหรับวงการภายนตร์เมื่อเราต้องสูญเสีย ผู้กำกับ นักแสดง โปรดิวเซร์คนทำงานเบื้องหลังชั้นเลิศไปแบบที่แทบจะเรียกว่ารายสัปดาห์  หรือพระเจ้าปราถนาจะไปสร้างโรงถ่ายบนสรวงสวรรค์จึงริบคืนผู้คนบนโลกภาพยนตร์ ไปเรียงตัวเช่นนี้  

ตามธรรมเนียมชาวพุทธถือผีแถบเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ จะมีอะไรดีไปกว่าการทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้กับวงการภาพยนตร์โลกเล่า วิธีหนึ่งที่เป้นที่เลื่องลือว่าได้ผลก็คือการแสร้งทำเป็นว่าตายเพื่อต่อ อายุ ดังนั้น ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ร่วมกับ สำนักหอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ขอเชิญทุกท่านร่วมปิดท้ายปีวิปโยคด้วยโปรแกรมสะเดาะเคราะห์ ฉายหนังคนตายในโปรแกรม

ลาก่อน...ที่รัก  Condolences Progam

ฉาย ที่ห้องเรวัติ พุทธินันทน์ ชั้นใต้ดิน U 2 ของ หอสมุดปรีดี พนมยงค์ (ตึกสีขาวสูงริมน้ำ) - มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์  ชมฟรี แต่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์)

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม 2553 – 6 กุมภาพันธ์ 2554 12.30 น. เป็นต้นไป

 

12/12/53


1.CLAUDE CHABROL


NADA (CLAUDE CHABROL /1974)

Nada คือ ชื่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายหัวเอียงซ้ายที่ประกอบด้วยสมาชิก 6 คนที่มีพื้นเพแตกต่างกันไป Diaz หัวหอกของกลุ่มวางแผนที่จะลักพาตัวท่าน ทูตอเมริกัน Richard Poindexter  เพื่อจะเรียร้องความสนใจจากมวลชน ส่วน Treuffaisครูสอนปรัชญาขี้กลัว สมาชิกอีกคนของกลุ่มไม่ยอมเข้าร่วมฏิบัติการครั้งนี้และขอลาออก  สมาชิกที่ เหลือทั้งห้าประสบความสำเร็จในการลักพา Pointdexterไปกักตัวไว้ในบ้านไร่ไกล ผู้คน โชคร้ายที่พวกเขาไม่รู้เลยว่านายตำรวจหัวหน้าชุดปฏิบัติการไล่ล่าเห็นว่าการ กำจัดผู้ก่อการร้ายนั้นมีค่ากว่าการรักษาชีวิตท่านทูต!

PLEASURE PARTY (CLAUDE CHABROL /1975)


Phillipe และ Esther ดู เหมือนเป็นคู่ผัวตัวเมียในอุดมการณ์พร้อมลูกสาวหนึ่งคนนามElise  และเพื่อจะ คคงความสดใหม่เร้าใจในชีวิตคู่ Phillipe ติดว่าทั้งเขาและ Esther ควรจะคบ ชู้ ในขณะเดียวกันก็ต้องเอามาเล่าให้อีกฝ่ายฟังอย่างเปิดเผยด้วย !  หากใน ที่สุดแผนดังกล่าวกลับย้อนมาแผลงฤทธิ์กับพวกเขาเองนำพาเรื่องราวไปสูโศกนาฏ กรรมเมือ่Phillipe ถูกกลืนกินด้วยแรงริษยาเสียเอง

หนังนำแสดง โดย Pal Gegoff มือเขียนบทคู่หูของChabrolเอง ตัวภรรยาและลูกสาวก็เป็นภรรยาและลูกสาวในชีวิตจริง(ซึ่งหย่ากันในช่วงที่ ถ่ายทำหนัง)  ที่ชวนขนหัวลุกคือหลังจากหนังฉายไปไม่กี่ปีก็เกิดโสกนากฎกรรม กับครอบครัวนี้เข้าจริงๆ เมื่อเขาถูกภรรยาคนใหม่แทงจนถึงแก่ความตายเพราะความหึงหวง!

http://www.metacafe.com/watch/4881117/pleasure_party_movie_trailer/

 

 

19/12/53


2.ALAIN CORNEAU

SERIE NOIRE  (ALAIN CORNEAU/1979)

Frank  Poupart เป็น เซลล์แมนขายของตามบ้านที่กำลังระหองระแหงกับภรรยาเจ้าอารมณ์ วันหนึ่งเขาเข้าไปตามทวงหนี้ลูกค้าแต่กลับพบกับยายแก่เจ้าของบ้านที่อาศัย อยู่กับหลานสาว ที่หล่อนยินดีขายแลกของกินขิงใช้ แทนที่จะมีอะไรกัน Frank สัญญาจะช่วยเธอให้พ้นจากยายแก่ใจยักษ์  เด็กสาวเอง ก็ถึงกับตามมาหาเขาที่บ้าน ทั่งคู่ยิ่งเตลิไปใหญ่เมื่อเมียเขาทิ้งเขาไป และเด็กสาวมาบอกความลับว่ายายแก่ซ่อนเงินจำนวนมากไว้ใต้เตียง Frankจึงคิด แผนอาชญากรรมขึ้นซึ่งนั่นทำให้เรื่องทั้งหมดยุ่งเหยิงขึ้นไปเรื่อยๆ และเจ็บปวดมากขึ้นทุกที

 

LA MENACE (ALAIN CORNEAU /1977)

หนัง เล่าเรื่องของ Dominique สาวเจ้าของธุรกิจรถบรรทุกที่เธอร่วมบริหารกับแฟน หนุ่ม  แต่โดยที่เธอไม่ระแคะระคาย แฟนเธอแอบกิ๊กอยู่กับ Julie สาวแคนาดาทั้งๆที่เธอกำลังตั้งท้องลูกของเขาอยู่ Henri ตัดสินใจบอกเลิก Dominique ซึ่งนั่นทำห็เธอตามไปหาเรื่อง Julie หลังจากทะเลาะตยตีกัน Dominique โดดตึกฆ่าตัวตายตำรวจสงสัยว่าJulie เป็นฆาตกรฆ่าDominique เพื่อช่วยคนรัก Henri ถึงกับปลอมหลักฐานให้ตัวเองมีส่วนร่วมในการฆาตกรรมด้วย เมื่อJulieหลุดจากการเป็นผู้ต้องหา แผนของเขาคือการจัดฉากความตายให้ตัวเองหมายจะไปเริ่มชีวิตใหม่กับJulie ที่แคนาดา แต่แผนก็มัผิดพลาดเสมอ

 

 

26/12/53

 

3.WERNER SCHROETER


DEUX (WERNER SCHROETER /2002)

ภาพยนตร์ ‘อัตชีวประวัติเหนือจริง’ (surrealist autobiography) โดย Werner Schroeter เล่าเรื่องของตัวเขาเอง แต่แบ่งตัวเองออกเป็นตัวละครหญิงสองตัวที่เป็นฝาแฝดซึ่งไม่เคยรับรู้การมี อยู่ของกันและกัน (ทั้งคู่รับบทโดย Isabelle Huppert )  หนังตัดสลับระหว่างชิวิตของสองสาวกับแม่ของเธอ ด้วยวิธีการที่หลุดพ้นไปจากการเล่าเรื่องที่คุ้นเคย ทั้งการใช้รูปแบบเหนือจริง และการแสดงแบบละครเวทีผสมโอเปร่า ไปสุดขอบเท่าที่ความเป็นพลอตจะพาหนังไปได้  ทั้งหมดคือห้วงความทรงจำที่ Schroeter มี ทั้งต่อชีวิตของเขาเองและงานศิลปะที่มีอิทธิพลต่อตัวเขา โดยไม่จำเป็นต้องอ้างอิงความเป็นเหตุเป็นผล หรือเป็นเรื่องเป็นราว ที่คืองานที่สุดขอบในทุกกรณีซึ่งรวมถึงการแสดงที่น่าจดจำของHuppert ด้วย

DAY OF THE IDIOTS (WERNER SCHROETER/1981)

 

หนัง เล่าเรื่องของCarole หญิงสาวผู้รู้สึกแปลกแยกกับสังคมอย่างรุนแรง เธอทั้งไม่สามารถเข้ากับผู้อื่นและไม่สามารถเข้าถึงความรู้สึกของชายหนุ่มคน รักได้เลยแม้แต่น้อย  และเพื่อเรียกร้องความสนใจ เธอกล่าวหาว่าเพื่อนบ้านของเธอเป็นผู้ก่อการร้าย (ในส่วนนี้ Schroeter ฉายภาพอาการวิตกจริตของคนเยอรมันที่ถูกสร้างขึ้นโดยรัฐบาลเยอรมันเพื่อตอบ โต้การก่อการร้ายในช่วงปี 1977)ซึ่งนั่นทำให้เธอถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลบ้า แน่นอว่าหนังไม่ได้เล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา และดูเหมือนว่าหนังไม่ได้พูดผ่านตัวเรื่องอีกต่อไป หากพูดผ่านร่างกายของCarole การตอบสนองของเธอ การแสดงออกทางสีหน้าของเธอ ท่าทางของเธอ

 

9/1/54

 

4.CHRISTOPH SCHLINGENSIEF

DIE  120 TAGE VON BOTTROP (CHRISTOPH SCHLINGENSIEF/1997)

หนัง เล่าเรื่องของผู้กำกับเยอรมันที่คิดจะรีเมค  SALO ของ ปาโซลินี่  ไม่ต้องกล่าวให้มากความ ไม่มีอะไรเป็นไปตามแผนเลยสักนิด บางทีกระทั่งการฆ่าตัวตายยังอาจนับเป็นปัญหาจิ๋วๆในเรื่องนี้!

 

100 YEARS OF ADOLPH HITLER (CHRISTOPH SCHLINGENSIEF /1988)

หนัง เล่าเรื่องชั่วโมงท้ายๆในชีวิตของฮิตเลอร์ ถ้าจะเล่าเรื่องก็คงมีแค่นี้ เพราะที่เหลือคือความบ้าคลั่งของนักแสดงที่มารับบทผู้คนรอบข้างชีวิตฮิต เลอร์ อธิบ่ายไม่ได้ ไม่มีเหตุผล มีแต่ความบ้าคลั่งสุดขอบในห้องปิดตาย หนังถ่ายทั้งหมดในบ้านร้างหรืออะไรสักอย่างโดยไม่ต้องจัดไฟ แต่ใช้แสดงสปอตไลท์คอยส่องตามนักแสดงที่กระทำการบ้าคลั่งแบบไม่ยั้งมือไป เรื่อยๆ นี่คือหนังแบบที่จินตนการไม่ได้อธิบายไม่ถูกซึ่งดัดแปลงจากละครเวที ของSchlingensief เอง และเป็นหนึ่งในสามหนังไตรภาคเยอรมัน ที่มุ่งร้ายหมายขวัญบรรดาอนุรักษ์นิยมในเยอรมัน (จนผู้กำกับกลายเป็นไอ้ตัวแสบแห่งเยอรมัน) อันประกอบด้วยเรื่องฮิตเลอร์ในเรื่องนี้ เรื่องการก่อการร้ายใน Terror 2000 และ เรื่องกำแพงเบอร์ลินใน THE GERMAN CHAISAW MASSACRE

 

16/1/54


5.ERIC ROHMER

 

THE GREEN RAY  (ERIC ROHMER /1986)

หลัง จากโดนเพื่อนคู่หูที่นัดแนะกันไว้อย่างดีเบี้ยวนัดเที่ยววัน หยุด Delphine เลาขุนากริณีสาวปารีเซียงไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิต  เธอไม่ อยากไปเที่ยวเพียงลำพัง แต่เธอก็ยังไม่มีแฟนจะไปด้วย แฃล้วยังดูเหมือนจะไร้หนทางจะเจอเพื่อนใหม่ เพื่อนเธอคนหนึ่งพาเธอไปเที่ยว  Cherbourge  ไปอยู่ได้ไม่กี่วันเธอก็หนี กลับมานั่งเศร้าที่ห้อง จากนั้นเธอลองไปเที่ยวเทือกเขาAlps แต่พอไปถึงก็กลับมาเลยในวันเดียว จากนั้นเธอลองไปชายทะเลดูบ้าง ไปได้เพื่อนใหม่เป็นสาวสวีเดนไวไฟซึ่งดูจะเป็นคู่หูที่สนุกสนาน แต่ฉับพลันทันใด แม่ Delphine ก็ทิ้งทุกสิ่งแล้วกลับปารีส ที่สถานีรถไฟเธอพบกับหนุ่มหล่อที่แอบจ้องมองหนังสือดอสโตเยฟสกี้ในมือเธอ พอ่หนุ่มกำลังจะไปพักร้อนที่เมืองเล็กๆแถวๆนี้ ขณะที่เธอกำลังจะกลับปารีส บางทีเขาอาจเป็นเพื่อนเธอไปดูรังสีมรกตในทะเลที่เธอไม่รู้จักก็ได้ แต่บางทีไอ้นี่ก็คงเหมือนคนอื่นๆเหมือนกันก็ได้ ของแบบนี้ใครจะไปรู้

 

FOUR ADVENTURES OF REINETTE AND MIRABELLE (ERIC ROHMER/1987)

นี่ คือเรื่องของสองสาว Rinette สามบ้านนอก และMirabelle สาวปารีสที่เจอกันโดยบังเอิญในช่วงวันหยุดเมื่อ Rinette ช่วย Mirabelle ซ่อมจักรยาน และพาเธอไปเที่ยวชมความงดงามของธรรมชาติ รวมถึงพาเธอไปรู้จักับ ‘โมงยามสีคราม( The Blue Hour)’ ทั้งคู่พูดคุยกันถูกคอกันจนถึงขนาดตกลงใจไปเช่าแฝลตอยุ่ด้วยกันใน ปารีสตอนทีทั้งคู่ไปเข้ามหาลัย แต่มันเป็นเรื่องยากที่คนสองคนที่บุคลิกแจตกต่างกันมากจะมาอยุ่ด้วยกันใน เมื่อ Reientte  นั้นเป็นคนเรียบๆกหากกระตืรื้อร้นผิดกับ Mieabelle ที่เป็น คนซับซ้อนและเกียจคร้าน

 

 

 

23/1/54

 

6. ARTHUR PENN

THE CHASE (ARTHUR PENN/1966)

มัน เป็นเมืองเล็กๆที่เงียบสงบผู้คนในเมืองดูเป็นคนดีแต่งตัวสวยงามพูดจาสุภาพมี เศรษฐีน้ำมันเป็นนายทุนใหญ่ของเมืองทำทั้งน้ำมัน และ ธนาคารชนชั้นกลางในเมืองทำงานขยันแข็งตกเย็นวันเสาร์ไปนั่งร้านเหล้าจัดงาน ปาร์ตี้นายอำเภอหนุ่มห้าวหาญเข้มแข็งพร้อมจะปฏิบัติงานตลอดเวลาทุกอย่างดู สงบสวยงามเหมือนในฝันจนกระทั่งข่าวการแหกคุกของ บับบ้า รีฟส์ ที่เป็นอดีตเด็กเกเรของเมือง เดินทางมาถึงเราจึงได้เห็นอีกด้านหนึ่งของเมืองนี้  เพราะนายอำเภอ แท้จริงแล้วเป็น หนี้ val rogers นายทุนใหญ่ เขาเป็นนายอำเภอเพื่อหวังจะเก็บเงินไถ่ฟาร์มคืน val rogers มีปัญหากับลูกชายที่มองว่าไม่เอาไหน ลูกชายของเขาแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งและรักผู้หญิงอีกคนที่เป็น-หญิงต้อง ห้าม- พนักงานธนาคารลักลอบเป็นชู้กัน มีทัศนคติเหยียดผิวอย่างรุนแรง ทุกคนมีปืนในครอบครอง และหนังเล่าเรื่องเวลาเพียงหนึ่งวัน ค่อยเพิ่มความกดดันจนในคืนวันเสาร์นั้นเอง เมืองทั้งเมือง บ้าบอไปจนถึงขั้นสติแตก โดยมี บับบ้า เป็นเครื่องสังเวยทางศีลธรรมจอมปลอมของผู้คน  

 

MICKEY 1 (ARTHUR PENN/ 1965)

นี่ อาจจเป็นหนังที่แปลกหูแปลกตามากที่สุดสำหรับแฟนๆของ ARTHUR PENN ที่คุ้นชื่อของเขาจาก Bonnie and Clyde หรือ Miracle Worker เพราะนี่คือหนังที่ Penn สร้างโดยได้รับอิทธิพลจากกลุ่ม French New Wave !

Warren Beatty รับบทนักแสดงตลกตามไนต์คลับ ซึ่งบังเอิญหลุดเข้าไปในโลกประหลาดที่มีทั้ง ม๊อบอันโกรธแค้น นักสอนศาสนาข้างถนน   พวกนักดนตรีกลางคืนที่หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง และต้องผเชิญหน้ากับปีศาจในตัวเขาเอง!

 

 

 

30/1/54

  

7. DENNIS HOPPER + WILLIAM LUBTCHANSKY

THE LAST MOVIE (DENNIS HOPPER/1971)

หนัง เล่าเรื่องของKansas ชายหนุ่มที่รับผิดชอบเรื่องที่มีนักแสดงตายคากองถ่ายในเปรู  เขาตัดสินใจออกจากกองถ่าย และปักหลักอยู่ในเปรูกับMaria โสเภณีประจำหมู่บ้าน แรกทีเดียวเขาคิดว่านี่คือสรวงสวรรค์กระทั่งเขาถูกเรียกตัวไปช่วยในหองถ่าย ประหลาดซึ่งเป็นกองถ่ายหนังของชาวพื้นเมืองเปรูที่คิดจะถ่ายหนังจากกล้องที่ ทำด้วยไม้ โดยที่ที่จริงแล้งบรรดาชาวเปรูเหล่านั้นหาได้เข้าใจความแตกต่างของหนังกับ ชีวิตจริงเลยแม้แต่น้อย

 

DUELLE (UNE QUARANTINE) (JACQUES RIVETTE/1976)

เรา ขอตั้งชื่อไทยของหนังเรื่องนี้ว่า 'ศึกเจ้าแม่ตะวันจันทรามหาภัย!' เพราะนี่คือหนังแบบที่เราจะเห็นก็แต่ในพลอต ของหนังกำลังภายในเท่านั้น พลอตของหนังคือการชิงความเป็นใหญ่ในการตามหาหินวิเศษ ระหว่างเจ้าแม่ตะวัน (บูล โอลเจียร์ ในชุดสีแดงเพลิงหรือ ทอง ) และเจ้าแม่จันทรา (จูเลีย แบร์โตในชุดสีน้ำเงิน เงิน ม่วง) ทั้งสองเจ้าแม่เสด็จลงมาบนโลกมนุษย์ในคืนเพ็ญแรกของฤดูใบใบไม้ผลิเพื่อตามหา หินวิเศษที่จะช่วยให้พวกนางมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ได้ยาวนานขึ้น วิธีการนั้นหรือก็คือการร่ายมนต์ใส่มนุษย์ทั้งหลายให้กลายเป็นข้าช่วงใช้ออก ตามล่าหาหินวิเศษซึ่งอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่งในเหล่าตัวละครนั่นแหละ

พลอ ตอาจจะฟังดูอลังการงานสร้างแต่ตัวหนังราวกับเป็นฉบับทำเองก็ได้ง่ายจังเพราะ ที่เราจะได้เห็นคือบรรดาตัวละครในเครื่องทรงอลังการ เดินกรีดกรายไปมาในฉากที่เหมือนเมืองแถวบ้าน สเปเชียลเอฟเฟคต์เป็นสิ่งเกินจำเป็น อาศัยแค่การจัดไฟ การตัดต่อ และการแสดงท่าทางง่ายๆก็สร้างมนต์ขลังได้โดยไม่ต้องพึ่งพาโปรแกรม คอมพิวเตอร์แต่อย่างใด บรรดาดาราก็พาเหรดกันมาวางท่าเขื่องโข กรีดกรายกรุ้มกริ่มชนิดไม่มีใครยอมแพ้ใคร (โดยเฉพาะสองราชินีที่มีรัศมีแบบกลืนกันไม่ลง คนหนึ่งในแสงและอีกคนในความมืด

 

6/2/54

  

8. DINO De LAURENTIIS + LUIS GARCIA BERLANGA

EUROPA’51 (ROBERTO ROSSELLINI/1952)

Ingrid Bergman นักแสดงคู่บุญของRosellini รับบทหญิงสาวที่ชีวิตล่มสลายหลังการฆ่าตัวตายของลูกชายของเธอ   และเพื่อที่จะทำให้ชีวิตมีคุณค่าบ้าง เธอเดินทางไปเป็นนางพยาบาลดูแลคนไข้ในในกรุงโรม หากสามีของเธอเห็นว่านี่เป็นงานที่ต่ำทราม และเมื่อโอกาสมาถึงเขาก็พยายามจะจับภรรยาตัวเองเข้าโรงพยาบาลบ้า

THE EXCUTIONER (LUIS GARCIA BERLANGA/1963)

หนัง เล่าเรื่องของเพชฌฆาตวัยใกล้เกษียณ ที่นึกสงสัยว่าหลังจากนี้ใครจะเข้ามารับตำแหน่งนี้แทนเขา เขามีลูกสาวอยู่คนหนึ่งแต่โชคร้ายที่ดูเหมือนเธอจะต้องขึ้นคานเพราะมีพ่อ เป็นเพชฌฆาต  บรรดาหนุ่มๆที่มาจีบต่างแขยงความจริงในข้อนี้จนหนีไปหมด นั่นจนกระทั่งมีชายหนุ่มหน้าใหม่เข้ามาในเมือง ชายหนุ่มแสนดี ประเภทที่ไม่มีใครจะอยากแต่งงานด้วยเหมือนกัน เพราะเขาเล่นประกอบอาชพเป็นสัปเหร่อ ทุกอย่างดูลงล๊อคเขาทีถ้าไม่เพียงแต่ว่า เขามีข้อแม้ว่าจะยกลูกสาวให้ก็ต่อเมื่อชายหนุ่มหันมารับหน้าทีเพชฌฆาตแทน เมื่อเขาเกษียณอายุเท่านั้นเอ

 
หมายเหตุก่อนอ่าน : บทความชิ้นนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน(ซึ่งเป็นความเห็นสั้นๆและเป็นส่วนตัว ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นบทความเต็มรูป นั่นคือสาเหตุที่ใช้คำว่า ROUGHC UT เป็นการพูดคุยกับตัวเองมากกว่าผู้อื่น) ซึ่งเจือทัศนคติทางการเมืองที่ไมา่ได้ตรงใจกับคนทุกคน  และไม่ใช่หน้าที่ของผู้เขียนที่จะเอาใจคนทุกคน
 
เราให่้ A- กับหนังเรื่องนี้ด้วยสาเหตุเดียวคือ ทัศนคติทางการเมืองที่ไม่ตรงกันตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นถ้าวัดกันภายใต้วิธีคิดว่า ใครก็มีสิทธิ์แสดงออกทางการเมือง หนังเรื่องนี้มีความจริงใจและแอ๊บน้อยกว่าที่คาด
 
ไม่น่าแปลกใจที่หนังจะแว้งกลับมากัดสลิ่มเพราะตัวทัศนคติของหนังก็ชัดเจนว่าลอยอยู่เหนือทุกคน มองเห็นว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องไร้สาระ และใส่ความเห็นใจให้กับคนเสื้อแดง
 
พูดให้ง่ายๆเข้าเราอาจมองหนังในฐานะหนังสัญญะแบตรงไปตรงมา (ออกตัวก่อนว่าอาจจะผิดก็ได้ และเป็นแค่การตีความจากบริบทปัจจุบัน ขอให้เข่าใจไว้ก่อน) บรรดาสามหนุ่มชิงหมาเป็นตัวแทนของเสื้อแดงในปต่ละระดับ ตั้งแต่ระดับแกนนำอย่าง บอย ปกรณ์ ในฐานะคนที่เรี ยกร้องเพราะมไ่ด้อย่างใจ(ตามที่น่าอ๊อฟพูดบนเวทีอะแหละ) ถูกหมาหิมะแย่งความสนใจความรัก และจ้าง คนเดินดินอย่างโก๊ะตี๋ ที่เป็นภาพแทนเสื้อแดงรากหญ้า (และหนังใส่ความเห็นใจในความโง่ ไม่ทันคน โดยจับยัดปากหมอเมย์)ที่เป็นคนงานโดนเลย์ออฟ รับจ้างขโมยหมาเพราะจะเอาเงินมาจุนเจือลูก และเมียสก๊อยท์ (แต่หนังก็แสดงภาพว่าโก๊ะตี๋ก็เป็นพวกคนงานขี้เกียจชี้โกงทำให่้ต้องโดนไล่ออกด้วย) ขณะที่มาริโอ้ ก็เป็นคล้ายแกนนำทางความคิดของพวกเสื้อแดงอดีตเด็กที่เ)้นอัจฉริยะแตตกกระป๋องไปแล้วตอนนี้ ทั้งสามออกมาต่อสู้ขโมยหมาหิมะ ที่เป็นตัวแทนความสุขของคนทั้งประเทศ (จะเป็นอะไรดี ในที่นี้เราขอแทนค่าว่ามันเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆไปก่อนแล้วกัน)
 
ในขณะเดียวกัน หมอเมย์เป็นตัวแทนจของปัญญาชนที่รู้ความจริงทั้งหมด ทั้งเรื่องหมาหิมะและเรื่องแก๊งค์ เห็นใจแก็งค์นี้แต่เห็นว่าแก๊งค์นี้ทำไม่ถูก

เช่นกันพงษ์พัฒน์เป็นตัวแทนมือสังหาร (ทหารมั้ย?) โอเคเอาเป็นใครก็ได้ที่ต้องทำตามหน้าที่ในการไล่ฆ่าคนอ น (หรือพงษ์พัฒน์จะเป็นตัวแทนศอฉ. ของรัฐฝั่งตรงข้าม ต้องไม่ลืมว่าพงษ์พัฒน์ก็นำทางด้วยหมา)
 
ในทางหนึ่งหมาของพงษ์พัฒน์ กับหมาหิมะจึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในฐานะขออง กฏหมาย รธน. ปชต.อะไรก็แล้วแต่ การแย่งชิงเครื่องมือควบคุมคน (ภายใต่propaganda?)เป็นเรื่องของเด็กเอาแต่ใจ คนเ็ห็นแก่เงินและพวกพลาดหวังในชีิวิต ในขณะที่พงษ์พัฒน์ผู้กำหน้าที่เป็นชีวิตก็ถือกฏหมายดำไล่ตามผู้กระทำความผิด (ช่วยไม่ได้ที่ต้องตายผมทำไปตามหน้าที่ครับ)
 
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในหนังที่จริงไม่ใช่เรื่องของหมา แต่เป็๋นเรื่องของความสัมพันธ์พ่อลูกในหนังต่างหาก น่าสนใจว่า หนังวางภาพพ่อสามคน พ่อบอย พ่อมาริโอ้ และโก๊ะตี๋ในฐานะพ่ิอ ผู้ล้มเหลวในการผูกสัมพันธ์กับลูกพ่อที่อาศัยลูกเป้นเครื่องมือทางการเมื...อง พ่อที่ทำให้ลูกกลายเป็นเด็กเนิร์ด และพ่อที่สู้เพื่อลูกแบบผิด

พ่อทั้งสามอาจเป็นตัวแทนของ 'ผู้ปกครอง'ซึ่งหมายถึงอะไรก็ได้ทั้งนั้นและมีแนวโน้มว่าน่าจะหมายถึงรัฐ รัฐที่ผิดพลาด ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองคนในรัฐในฐานะพ่อที่ดีกระทำต่อลูกได้ทำให้บรรดาคนในรัฐลุกขึ้นมาเรียกร้อง ถ้าจะมีอะไรที่น่าติ ก็คือการมองความสัมพัีนธ์ของรัฐกับประชาชนเป็นเรื่องของพ่้อปกครองลูกมากกว่าการแย่งชิงพื้นที่ทางการเมืองของคนทุกคนนี้แหละ
 
จากนี้ไปสปอยล์เหี้ยๆๆๆ

ฉากการหักมุมเรื่องหมาหิมะ ดูเหมือนจะเป็นการกลับมาแว้งกัดสลิ่ม ว่าสุดท้ายก็กำลังหลงชมกับปชค.แบบไทยๆซึ่งเป็นของปลอมนั่นแหละ ในขณะเดียวกันหนังก็แสดงให้เห็นความรู้สึกเชิงการยอมจำนนว่าก็มีแต่ปชต.แบบไทยๆ หรือนักการเมืองแบบไท ยๆ (หมาหิมะตัวปลอม) เท่านั้นที่เหมาะเจาะกับคนไทย เป็นความสุขของมวลชนที่เราต้องปล่อยให้พวกเขาหลอกตัวเองไปน่ะดีแล้ว ซึ่งมันเป็นการแว้งกัดแบบคนที่อยู่ข้างบนมองลงมาข้างล่างและแสดงความเห็นเชิงกด
 
เลยพ้นไปจากนั้น จริงๆหนังก็สนุกดีชอบบรรยากาศแบบ'look cheap'ของหนัง ทั้งโรงพยาบาล โรงแรม ถนนหนทางห้องเช่าร้านเนต มันดูแปลกๆดี ในทางหนึ่งมันเกือบไต่ระดับบรีรยากาศประหลาดๆนี่เกือบไปได้ถึงขั้นเดียวกับ สาระแนสิบล้อเลยทีเดียว

เริ่มต้นที่ขบวนรถไฟในคืนระอุ เด็กน้อยตื่นขึ้นในตู้โดยสาร ละจากแม่ออกไปนอกตู้ ป้าของเขาปวดจนล้มลงกับเก้าอี้ ขณะที่แม่สาวะวนดูป้า เขาออกมานั่งพักตรงทางเดิน แลเห็นนายทหารในอีกตู้หนึ่ง ที่ข้างนอก พระอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นสันเขาสะท้อนเงาลาผ่านกระจกปิดหน้าต่างรถไฟ ฉาบลงบนใบหน้าของเด็กน้อย บัดเดี๋ยวรถแล่นเข้าอุโมงค์มืด และโผล่ออกมาอีกครั้งในหมู่บ้านเล็กๆ ตึกรามแล่นผ่านสายตาอย่างว่องไว ก่อนที่สุดท้ายจะมีขบวนรถถังที่เคลื่อนไหวสวนมา ผ่านสายตาเด็กน้อยผู้ซึ่งแม่มายืนกอดเกาะอยู่ข้างหลัง พากันจ้องออกไปยังนอกหน้าต่างขบวน

หนังว่าด้วยเรื่องของเธอและเธอกับลูกชายของเธอ สองศรีพี่น้องที่กำลังเดินทางกลับบ้านโดยรถไฟ แต่คนพี่สาวเกิดป่วยหนัก ทั้งสามจึงต้องแวะพักในโรงแรมโอโถ่งกลางเมืองเล็กๆเงียบๆที่ไหนสักแห่ง เมืองที่เคลือบคลุมไปด้วยบรรยากาศการปฏิวัติที่อยู่ไกลออกไป หลากไหลมาในรูปของรถถังที่วันดีคืนดีก็แล่นไปบนถนนเงียบเชียบของเมือง

ท่ามกลางความป่วยไข้ สลับกับความเมามายไร้สติ ท่ามกลางอารมณ์ดำฤษณากลางอากาศระอุของเมืองแปลกหน้า ท่ามกลางความพิศวงงงวยต่อโลกทั้งใบและความประหวั่นพรั่นอกที่จะถูกทอดทิ้ง หนังติดตามตัวละครทั้งสามดิ่วลงไปในห้วงอารมณ์อันพิพักพิพ่วนการต้องสู้รบปรบมือกับศีลธรรมในเรือนใจและปรารถนาอันเร้นลึก ความอึดอัดขัดข้องต่อสถานที่แปลกถิ่น และความขึ้งเคียดภายในที่ถูกคลี่ออกด้วยวิธีการเดียวกับที่เราค่อยๆคลี่กลีบของดอกไม้สักดอกเพื่อที่จะทำลายมันลง โดยวิธีการที่งดงามและเลือดเย็นที่สุด

 

หนังมุ่งจ้องไปยังความสัมพันธ์เชิงพิศวาสของตัวละครหลักทั้งสามที่วางตำแหน่งอย่างพิพักพิพ่วน ดูเหมือนพี่สาวจะแอบหลงรักน้องสาวของตนเอง หนังจัดวางท่าทางของทั้งคู่อย่างพิลึกพิกล เธอป่วย นอนหนุนตักน้องสาวบนรถไฟ ที่โรงแรม เธอลอบมองน้องสาวค่อยๆเปลื้องผาเดินเข้าห้องน้ำ หรือแอบมาจ้องมองเวลาน้องสาวหับลูกนอนหลับ ยิ่งหนังให้ INGRID THULIN แสดงท่าทางกระฉับกระเฉงเยี่ยงชายในผมเรียบตึงเกล้ามิดชิด และดวงหน้าคมสันเย็นชา ตัดกับข้างน้องสาวที่แต่งตัวในชุดกระโปรงหรูเรียบ เปิดเผยความเป็นหญิงอันยั่วเย้า ยิ่งเมื่อเธอออกไปในเมืองปะเหมาะเข้ากับบริกรหนุ่มซึ่.โอ้โลมเธอขณะก้มลงเก็บเหรียญที่ตกพื้น เช่นกัน เด็กชายโยฮัน ซึ่งทำหน้าที่จ้องมองเหตุการณืทั้งหมด ก็มีปมอิดิปุสกับแม่ เมื่อในฉากหนึ่งเธอให้เด็กน้อยเข้าไปช่วยถูหลังในห้อน้ำ เด็กน้อยซบหน้าลงกับไหล่เปลือยของแม่อยู่นานจนเธอต้องขยับไล่ เด็กน้อยจึงออกมาจากห้องน้ำ เขาถอดเสื้อผ้าเหลือเพียงกางเกงชั้นในแล้วขึ้นไปขดหลับอยู่บนเตียงเดียวกับแม่

กล่าวถึงที่สุดมารดาของเขาจึงคือวัตถุทางเพศที่สำคัญของหนัง ในขณะเดียวกันเธอเองเป็นผู้กำกำหนดกำหนัดของบรรดาตัวละครในเรื่อง เธอแสดงความจงเกลียดจงชังพี่สาวผู้ป่วยไข้อย่างเลือดเย็น เธอเผอเรอเรียหกนุ่มบริกรเข้ามาเล่นรักในห้องโรงแรมโดยมีเด็กชายแอบมองแม่ของตนเองอยู่ และยิ่งเมื่อพี่สาวเธอมาเคาะประตูห้อง เธอิบริภาษหล่อนอย่างรุนแรง ขับไล่ไสส่ง พี่สาวที่ยกเอากรอบศีลธรรมมาอ้างอิง กรอบศีลธรรมที่ขังความปรารถนาที่ของทุกคนซึ่ไงม่อาจถูกเติมเต็มได้ กรอบศีลธรรมซึ่งเป็นเหมือนความเงียบที่คลี่คลุมหนังทั้งเรื่องนี้

 

ความวิปริตผิดประหลาดของบรรยากาศโอ่โถงอันชวนให้คิดถึงปราสาทผีสิงมากกว่าโรงแรมหรูหราถูกถ่ายทอดอย่างเข้มข้นในฉากที่หนูน้อยโยฮัน ซึ่งออกมาใช้ชีวิตในโถงทางเดินของโรงแรมมากกว่าในห้อง เฉกเช่นกับบนรถไฟ ที่เขาออกมาเล่นอยู่บนทางเดิน บนรถไฟ โยฮันแอบมองนายทหารในตู้ถัดไป แต่ในโรงแรมเด็กน้อยพบกับบรรดาคนแคระแห่งคณะละคร พวกเขาแต่งตัวเป็นราชา ราชินี ตลกหลวง และตัวอื่นๆ พวกเขาพาโยฮันเข้าไปในห้องเล่นมายากลให้ดูและจับโยฮันแต่งเป็นเด็กผู้หญิง  ในวินาทีนี้ โยฮันซ้อนทับเข้ากับป้าของเขาในฐานะตัวละครลักเพศ ที่มีจิตปฏิพัทธิ์กับคนในครอบครัวตนเอง หากแต่แม่ของเขาต่างหากที่เป็นผู้ประพฤติผิดศีลธรรมด้วยการเริงรักกับชายชู้ต่อหน้าพี่สาว และลูกชาย ทั้งหมดนำไปสู่ความสัมพันธ์ร้าวลึกภายในครอบครัวที่ทั้งรักทั้งชัง มิดเม้มซ่อนความปรารถนา ขณะเดียวกันก็ถูกควบคุมจนไม่อาจดิ้นหนีต่อกรอบคิดศีลธรรมซึ่งค่อยๆแผดเผาตัวตนภายในลงไปเชื่องช้า และการแผดเผานี้สำแดงรูปออกมาในรูปของการป่วยไข้ การปวดแปลบอันบ้าคลั่งซึ่งดำเนินไปในความเงียบ  ในฉากนี้ หนังแสดงความทุกข์ทรมานขั้นสุดโดยดำเนินไปอย่างเงียบๆ เธอกรีดร้องแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากปาก ความทรมานอันเงียบใบ้ดำเนินไปอย่างไม่มีใครสำเหนียกได้ยิน

 

กระทั่งเมื่อคู่แม่ลูกตัดสินใจเดินทางต่อโดยทิ้งคนป่วยไว้ตามลำพัง ฉากสุดท้ายดำเนินไปบนขบวนรถไฟอีกครั้ง ครั้งนี้ คนแม่ยื่นหน้าออกนอกขบวนที่ฝาสาดสายราวกับต้องการกลบน้ำตาของตน  หลานชายผู้ซึ่งใช้โมงยามช่วงสุดท้ายอยู่กับคุณป้านักแปล และหล่อนเขียนจดหมายให้หนูน้อย จดหมายที่แม่รับไปอ่านผ่านๆก่อนจะส่งคืน จดหมายที่ทำให้หนูน้อยยนองด้วยน้ำตา และจ้องมองแม่ของเขาด้วยดวงตาที่จะไม่เหมือนเดิม หนังจบลงตรงนี้ จบลงตรงรอยปริแตกเงียบเชียบระหว่างความสัมพันธ์แม่ลูกที่ในที่สุดได้ฟักตัวขึ้นแล้ว  

 

ตลอดทั้งเรื่อง นอกจากเสียงประกอบที่ถูกลดต่ำจนหลายครั้งหนังแทบจะกลายเป็นหนังเงียบ เสียงเดียวที่เราได้ยินชัดกว่าใครคือเสียงนาฬิกาที่เดินไปไม่หยุดยั้ง เสียงนาฬิกาที่ทำลายความเงียบอย่างแผ่วเบา บ่งบอกการมีอยู่ของเวลาซึ่งถภึงที่สุดควบคุมทุกสิ่ง เช่นเดียวกับชายแก่บริกรของโรงแรมที่คอยดูแลหญิงคนป่วย ในฉากสุดท้ายหลังจากแม่ลูกจากไป เขายังคงนั่งอยู่ใกล้หล่อนคนพี่ ลงมือซ่อมนาฬิกาที่หยุดเดินราวกับจะบอกใบ้กลายๆถึงอนาคตของหญิงสาวผู้นอนแซ่วอยู่บนเตียง

 

ในขณะเดียวกันรถถังไกลๆอาจถูกตีความเป็นอำนาจของเพศชายที่ควบคุมอยู่ (อย่างไรก็ตามSUSN SONTAG เคยเขียนด่าการตีความแบบนี่ว่าไม่เอาไหน) ในอีกทางหนึ่งมันก็เหมือนกับความเงียบ เสียงนาฬิกา กรอบศีลธรรม มันคือกรงกรอบที่ไม่ปรากฏชัดแจ้งแต่จะไม่มีทางหนีพ้น พวกเธอพากันมาติดอยู่ในเมืองนี้ก็เพราะสงครามและถึงที่สุดมันก็เป็นกรอบนอกเหตุการณ์ที่จะย้อนมาควบคุมพวกเธอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง