FILMFLU





คืนนั้นฝนตกหนัก
เอมมี่คิดเพียงเข้าไปหลบฝนในผับเล็กๆแห่งนั้น
ผับเล็กๆสำหรับชาวอาหรับที่มาเป็นแรงงานต่างด้าวในเยอรมัน
ทุกคนในผับจ้องมองเอ็มมี่ราวกับตัวประหลาด
เธอสั่งโค้กมาดื่ม เล่าสาเหตุคร่าวให้สาวผมบลอนด์เจ้าของบาร์ผู้เย็นชาฟัง
สาวคนหนึ่งในบาร์ บอกอาลี หนุ่มชาวอาหรับให้ไปขอเอ็มมี่เต้นรำ
มันอาจเป็นเพียงคำท้าทาย แต่อาลีก็ออกไปขอจริงๆ
และเอ็มมี่ก็ลุกมาเต้นกับอาลีจริงๆ
ระหว่างเต้นรำ ทั้งคู่พูดคุยกันหลายเรื่อง ราวกับว่ารู้จักกันและกันมาเนิ่นนาน
เอ็มมี่อาจะเหงาหลังจากสามีตายจากไปหลายปี
อาลีอาจจะเหงาที่ต้องพลัดถิ่นมาเป็นคนที่ถูกดูถูกเหยียดหยามในเมืองใหญ่
แต่ทั้งคู่ก็ออกจากผับไปด้วยกัน ใช้ค่ำคืนหนึ่งร่วมกัน ในที่สุดก็แต่งงานกัน
จริงๆมันคงเป็นแค่เรื่องรักโรแมนติคของคนต่างชาติต่างภาษาวัฒนธรรมเท่านั้น
ถ้าไม่เพียงแต่ความจริงคือ เอ็มมี่เป็นแม่ม่ายวัยชราที่อายุมากกว่าอาลีเกือบยี่สิบปี
ความรักของคนที่มีทุกอย่างต่างกันจะมั่นคงได้หรือ
ในสังคมที่หวาดกลัวสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ไม่เข้าใจ ความกลัวของผู้คนจะกัดกินจิตวิญญาณของทั้งคู่หรือไม่
กระทั่งความกลัวที่ซ่อนในจิตวิญญาณของตัวเอง มันจะออกมากัดกินทำลายความรักของทั้งคู่ได้หรือ
..........................................................................



เรื่องเล่าในหนังนั้นได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากหนัง all that heaven allows ของ ผู้กำกับที่เคยถูกหลายคนหลงลืม เมื่อครั้งมีชิวิตอยู่ (แต่กลับได้รับเกียตรเมื่อตายจาก)อย่าง Douglas Sirk (งาน alll that heaven allows นี้ถูกนำมาเล่าใหม่อีกครั้งใน far from heavens ของ todd haynes) ภายใต้การกำกับของ reiner werner fassbinder ผู้กำกับชาวเยอรมันที่สร้างงานระดับขึ้นหิ้งไว้มากมาย เขาได้เรื่องเล่าแบบเก่าๆที่เราคุ้นเคย ของความรักต่างชนชั้นมาถ่ายทอดแง่มุมความเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อจิตวิญญาณลงไป ตัวเอกที่ไม่หล่อเหลา สวยสะ มีความดำมืด ปมปัญหา ในใจตน ในสังคมที่ร้ายกาจพอกัน

มีความหวาดกลัวมากมายในลกนี้

เริ่มตั้งแต่คนเยอรมันกลัวคนต่างชาติ ทั้งเพราะนิสัยแบ่งแยกเหยียดผิว ไปจนถึงเรื่องการแย่งงานทำ เพื่อนบ้านกลัวความรักของเอมมี่ และอาลี เพราะมันเป็นความรักที่เขาไม่เคยได้สัมผัส ความกลัวเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง คำติฉินนินทา หญิงสาวในบาร์ รู้สึกเสียหน้าและหวาดลัวการมาถึงของแม่บ้านชาวเยอรัมนที่เพียงชั่วคืนก็พรากเพื่อนของพวกเธอไป พนักงานในร้านอาหาร กลัวที่จะต้องบริการหญิงชราและชายต่างชาติ ที่สั่งอาหารไม่ค่อยจะถูก (ฉากสั่งอาหารในร้าน ที่-ฮิตเลอร์เคยมากิน- เป็นการเสียดสีสองต่อ ทั้งในฐานะของการเหยียดชนชาติ และเหยียดชนชั้น เมื่อยริกรถามเอมมี่ราวกับจะฆ่าให้ตายบนโต๊ะ) ลูกๆของเอมมี่กลัวการกระทำของแม่ เพราะพวกเขาไม่อาจเข้าใจได้ว่าทำไมยายแก่ถึงเกิดตัณหากลับขึ้นมา ทำไมถึงนึกจะแต่งงานใหม่ เพราะจากมุมมองขอพวกเขา แม่เป็นภาระอันสูงส่งที่ต้องทำตัวเป็นแม่พระ แม่ต้อง ปราศจากเลือดเนื้อ และวิญญาณ ไม่ว่าลูกๆจะทิ้งให้หงอยเหงาเปล่าเปลี่ยวแค่ไหน ก็ต้องยิ้มชื่นคอยต้อนรับยามลูกๆมีปัญหา แต่ใช่หรือไม่ แม่ก็มีเลือดเนื้อของแม่เอง

และกระทั่งอาลีและเอมมี่ก็มีความกลัว

เอมมี่ถูกทอดทิ้งจากสังคมที่เธอเคยรู้จัก เมื่อเธอเลือกร่วมชีวิตกับอาลี เพื่อนร่วมงานมองเธออย่างดุถูกเหยียดหยาม ลูกๆปฏิเสธ และ เจ้าของร้านก็ไม่ขายของให้เธอ หากแต่ที่ทำให้เธอกลัวจริงๆ คือลึกๆแล้วเธอกลัวอาลีจะทิ้งเธอไป เธอกลัวเพราะตัวเธอแก่ และโดดเดี่ยว

ในขณะที่อาลีก็มีความกลัว ไม่ใช่แค่เพราะเขาต้องมาใช้ชีวิตอย่างถูกดูถูกเหยียดหยามจากผู้คน หรือเพราะเขาไม่มีทางเป็นที่ยอมรับจากสังคมของเอมมี่ แต่มันยังมีความกลัวภายใน ที่ผลักดันให้เขาต้องไปบ้านของหญิงบาร์เทนเดอร์ ความกลัวที่ผลักให้เขาจู่ๆกลายเป็นนักพนัน ความกลัวในความหนุ่มแน่นของตน ความกลัวในเชื้อชาติของตน ในโรคภัยไข้เจ็บของตน



ความกลัวมักเกิดจากความไม่เข้าใจ กลายเป็นความเป็นอื่น แบ่งแยกผู้คออกจากกัน ความหวาดกลัวจะกลืนกินวิญญาณเรา แล้วคายบางสิ่งที่เรียกว่า -ความเกลียด - ออกมา
...................................................................

หนังใส่ความกลัวลงอย่างทั่วถึงในทุกตัวละคร และเผื่อแผ่มายังคนดูด้วย เมื่อกระทั่งในความรู้สึกของเรายังไม่อาจยอมรับความสัมพันธ์ของเอมมี่และอาลี ได้อย่างเต็มที่ บางทีมันอาจง่ายกว่าถ้าตัวละครเป็นหนุ่มเหน้าสาวสวย ไม่ใช่ยายแก่ กับหนุ่มอาหรับแบบนี้ บางที ในหัวใจเราก็ล้วนถูกฉาบเคลือบด้วยความกลัวชนิดหนึ่ง และความกลัวนั้นก็กัดกินจิตวิญญาณเรา

นอกจากอารมณ์ที่ทะลักล้นจอจนเราสัมผัสได้ หนังยังโดดเด่นด้วยการจัดวางภาพ ให้ตัวละครถูกต้อนเข้าสู่มุมอับ การให้ทุกฉาก ที่ทั้งคู่อยู่ด้วยมักถูกจำกัดด้วยพื้นที่ หรือกรอบของบางสิ่ง ฟลอร์เต้นรำ โต๊ะเก้าอี้ในห้องครัว กรอบประตูในบ้าน ในร้านอาหาร ซี่กรงของราวบันได กระทั่งถูกบีบอัดอยู่กลางหมู่โต๊ะสีเหลืองสดกลางสวนสาธารณะชื้นฝน ( อันเป็นฉากที่ Brigitte Mira ได้แสดงศักยภาพของตัวเองถึงขีดสุด เธอทั้งหัวเราะ ร้องให้ ทรนง และ หดหู่ ในเวลาเดียวกัน ) ท่ามกลางความสัมพันธ์สั่นคลอนอันน่าพรั่นพรึง ตัวละครถูกบีบอัดจนเหลือแต่กันและกัน แต่ในกันและกัน ก็มีกำแพงของความกลัวกั้นขวางกันและกันไว้ เพราะในหลายฉาก หนังจะจัดวางให้ตัวละครหนึ่ง อยู่ข้างหน้าตัวละครอีกตัวหนึ่ง เมื่อกล้องโฟกัสที่ เอมมี่ อาลีจะเป็นเพียงภาพพร่าเลือน และเป็นเช่นนั้นในทางกลับกัน ดังนั้นแม้จะไม่เอ่ยออกมาโดยตรง ความกลัว ความห่างไกล ความอ่อนไหว ก็ซ่อนตัวอยู่ในทุกส่วนของหนัง (ในบทวิจารณ์ของฝรั่งว่ากันว่า ในฉากดังกล่าวเมื่อตัวละครจะเดินมาหากัน พวกเขาต้องหลุดออกจากจอก่อนจะกลับเข้ามาเสมอ)



ในโลกที่ความกลัวเป็นเจ้าเรือน ดวงวิญญาณของเราถูกกักขัง และกลืนกิน คายความเกลียดชังออกมาจำนวนหนึ่ง เปลี่ยนดวงตาดีงามให้เป็นดวงตาชั่วร้ายของความหวั่นไหว หวาดผวา ริษยา และเห็นแก่ตัว ทำลายผู้อื่นด้วยความกลัว และทำลายกระทั่งตัวเราเอง แล้วความรักเยียวยาได้หรือไม่ เพราะในความรักก็มีความกลัวอยู่เช่นกัน

ไม่มีใครรู้ ในขณะที่เราได้แต่หวัง
............................................................................................
f o o t n o t e

และนี่เป็นครั้งแรกของผมกับฟาสบินเดอร์ แค่ครั้งแรกก็คงต้องคารวะกันเลยครับ หนึ่งจอก


ข้อมูลหนังดูได้ที่นี่ครับ
http://www.imdb.com/title/tt0071141/

ส่วนตัวหนังหาได้ที่ร้านพี่คนนั้นเช่นเคยครับ

ชายผู้นั้นสวมหมวกทรงกระบอกแบนๆ หวีผมเรียบ ดวงหน้าไม่แสดงความรู้สึกรู้สมใดๆ เขาประกอบชีพ เป็นช่างภาพข้างถนน รับจ้างถ่ายภาพแบบอัดลงแผ่นดีบุก

ชายอีกผู้หนึ่งเป็นเพียงคนพเนจร สวมเสื้อคับกางเกงหลวม หมวกเล็กรองเท้าโต ทำเพียงพเนจรไปเรื่อยๆ ค่ำไหนก็นอนนั่นประสาคนยาก

ชายคนแรก พบรักกับหญิงสาวผู้หนึ่งที่เขาบังเอิญพบเพียงครั้งกลางฝูงชน ก่อนจะพลัดพรากจากกันไป

ชายคนหลังพบรักกับหญิงสาวขายดอกไม้ตาบอดผู้เอื้ออารี โดยที่เธอเข้าใจว่าเขาคือเศรษฐีมีเงิน

ชายคนแรกตามจนพบว่าหญิงสาวเป็นเลขาในบริษัทภาพยนตร์ วิธีเดียวที่เขาจะใกล้ชิดเธอได้คือการไปสมัครเป็นนักข่าว ทั้งๆที่เขายากจน จนต้องขายเครื่องมือหากินทั้งหมด แลกกลับกล้องถ่ายหนังโปเกที่เขาให้ไม่เป็นมาตัวหนึ่ง

ชายคนหลัง ยอมทำงานทุกอย่างตั้งแต่การเป็นคนเก็บขยะ เป็นนักมวย ไล่เรื่อยไปจนถึงขโมยเงิน เพียงเพื่อหาเงินมาให้หญิงสาวขายดอกไม้ได้ผ่าตัดดวงตา

ชายคนแรกมีชื่อว่า บัสเตอร์ คีตัน ส่วนชายคนหลังมีชื่อว่า ชาร์ลี แชปลิน

ฉากหนึ่งในหนังที่สร้างขึ้นเพื่อคารวะความสวยสดงดงามของโลกหนังเรื่อง the dreamers ของ เบอร์นาโต แบร์โตลุชชี่ ตัวละครชายสองตัวในเรื่องทุ่มเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เกี่ยวกับชายสองคนว่า ใครเจ๋งกว่าใคร ชายสองคนนั้น มีชื่อว่า ชาร์ลี แชปลิน และ บัสเตอร์ คีตัน

ชายทั้งสองคนไม่ได้อยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน นอกจากอยู่ร่วมยุคสมัยกันเขาก็แทบไม่รู้จักกันเลย ( จนกระทั่งยามชรา จึงได้มาร่วมแสดงหนังด้วยกัน ) แต่ชายทั้งสองคน ถูกพูดถึงอยู่เสมอ ยามที่มีใครสักคนพูดถึงยุคสมัยอันแสนวิเศษของหนังเงียบ

ที่จริงแล้ว ออกจะเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ที่จะนั่งถกเถียงว่าระหว่าง บัสเตอร์ คีตัน และ ชาร์ลี แชปลิน ใครกันที่คู่ควรกับตำแหน่ง ราชันย์แห่งหนังเงียบ เนื่องด้วยการเปรียบเทียบคนทั้งคู่เข้าด้วยกัน ที่แท้แล้ว มันตลกยิ่งกว่าหนังที่ตลกที่สุดของคนทั้งสองรวมกันเสียอีก เพราะนอกจากจุดร่วมในฐานะหนังตลก และหนังเงียบแล้ว หนังของคีตัน และแชปลิน มีลักษณะเฉพาะตัวเกินกว่าที่จะนำมาเปรียบเทียบ กันได้ ไม่นับข้อที่ว่าการเปรียบเทียบ คือการลดทอน พลังของทั้งคู่ลง เนื่องจากในการเปรียบเทียบผู้คนมักแสวงหาจุดเด่น จุดอันแสดงชัดว่า ดีกว่า อีกฝั่งหนึ่ง ทั้งๆที่ที่แท้ จุดต่าง ข้อบกพร่อง ความไม่สมบูรณ์ต่างหากที่ทำให้หนังของทั้งสอง กลายเป็นหนังอันสุดแสนพิเศษ พิสุทธิ์ หากทั้งแชปลิน และ คีตัน (หรือเปลี่ยนคู่มวยเป็น ทรุฟโฟต์ กับ โกดาร์ด หรือ จางอี้โหมว กับ เฉินข่ายเกอ ) ต่างแข่งกันทำ หนังอันสมบูรณ์แบบ เชื่อแน่ว่าหนังของ ทุกคนคงออกมาจืดชืด และขาด -เสน่ห์- เฉพาะบุคคลอันแสนพิลาศพิไลเป็นแน่ และเลยพ้นไปจากความเหมือนและความต่างของ แชปลิน คีตัน แล้วมีอยู่เพียงสิ่งเดียวที่ทั้งสองมีร่วมกัน และสิ่งนั้นแฝงเร้นล้ำลึกเสมอในหนังของพวกเขา สิ่งนั้นคือความเศร้าสร้อยน้อยๆที่ทั้งคู่มีต่อชีวิต ต่อโลกใบนี้ เร้นความเศร้านั้นไว้ใต้สถานกการณ์ขบขัน ซ่อนหยดน้ำตา ไว้ข้างหลังเสียงหัวเราะ

บัสเตอร์ คีตัน เติบโตในคณะละครสัตว์ พ่อแม่ และบัสเตอร์ ออกตระเวนแสดงไปตามที่ต่างๆทั้วอเมริกา เขามีพ่อทูนหัวเป็นยอกนักมายากลนามกระเดื่อง อย่างฮูดินี่ (ซึ่งเป็นคนที่คีตันเทิดทูนมาก) ในวัยเด็กบัสเอตร์ คีตัน มีฉายา ว่า the child that cant damage ซึ่งนั่นหมายความว่าในทุกค่ำคืนเขาจะถูกพ่อของเขาทุบตีต่อหน้าฝูงชน วิธีที่จะเรียกเสียงหัวเราะจากคนดูคือการทำหน้าตาย ตลอดการแสดง ใบหน้าที่ได้รับการขนานนามว่า stone face ต่อมากลายเป็นเครื่องหมายการค้าของเขาไปโดยปริยาย และยิ่งเขาโตขึ้น พ่อของเขาก็ยิ่งดื่มหนักขึ้น และทุบตีเขามากขึ้น ต่อมา เขาเลิกแสดง หันไปเล่นละครเป็นตัวประกอบ ก่อนที่จะเดินเข้าสู่วงการภาพยนตร์ ในยุค 20 อันเป็นยุครุ่งโรจน์ขชองเขา บัสเตอร์ คีตันสร้างหนังเงียบทั้งหนังสั้นและหนังยาว ว่ากันว่า ในหนังหลายๆเรื่องที่เขาทั้งแสดงและร่วมกำกับ นั้นถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นศิลปินเต็มที่ หนังไม่มีสคริปต์ เริ่มต้นจากเรื่องราวไม่กี่บรรทัด แล้วค่อยๆขยายความ อาศัยความสามารถพิเศษของคีตัน ทำให้เกิดหนังที่สด และแสนพิเศษ

ขณะที่ ชาร์ลี แชปลิน เกิดในอังกฤษ เป็นลูกชายคนสุดท้อง พวกเขาไม่มีพ่อ มีแม่เป็นนักแสดง ที่กำลังร่วงโรย และป่วยไข่ พแชปลิน และพี่ชายต้องออกเล่นละครเพื่อหาเงินช่วยแม่ ครั้นต่มาแม่เขาป่วย และถูกส่งไปโรงพยาบาลบ้า สองพี่น้องจึงถูกส่งไปอยู่ตามสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ก่อนจะได้กลับมาอยู่กับแม่อีกครั้ง และในที่สุดแม่ของเขาก็ป่วยหนักและเสียชีวิตไป พี่ชายออกทะเลไปเป็นกะลาสี แชปลินเหลือตัวคนเดียว ไปเล่นละครเร่ ก่อนจะได้รับโอกาสในโลกภาพยนตร์ และสร้างงานคลาสสิคโลกไม่ลืมมากมาย งานของแชปลิน ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ตัวละคร the tramp ชายพเนจร กลายเป็นตัวละครที่โลกทั้งใบตกหลุมรัก และแชปลินกลายเป็นนักแสดงและผู้กำกับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล

แต่ในโลกของคนทั้งคู่ ซึ่งเริ่มต้นอย่างเศร้าสร้อย ยังคงนำไปสู่ช่วงเวลาอันเศร้าสร้อยเช่นกัน เมื่อในเวลาต่อมา บัสเตอร์ คีตัน หย่าขาดจากภรรยาคนแรก โดยไม่ได้รับสมบัติใดๆ (กระทั่งสิทธิ์ในหนังของตน) เขากลายเป็นคนติดเหล้า และ สัญญาที่เขาทำไว้กับMGM ก็ผูกมัดจนชีวิตของเขากลายเป็นตัวประกอบขี้เหล้า ประกอบกับการมาถึงของหนังเสียง ที่คีตันไม่ชอบนัก หนังเสียง สัญญา และสุราทำลายอัจฉริยภาพของเขาลงอย่างช้าๆจนกลืนหายไปมในกระแสกาล ขณะที่แชปลิน แม้จะได้ชื่อว่าเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ แต่หลังจากเขาสร้างthe great dictator หนังเสียงต่อต้านสงครามชิ้นโบว์แดง เขาก็เริ่มถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกใส่ร้าย และบ่มเพาะความเกลียดชังจนชาวอเมริกันขับไล่เขากลับอังกฤษ

และเช่นกันที่ในท้ายที่สุดทั้งคู่กลับมาได้รับการยอมรับ และเทิดทุนอีกครั้งหนึ่ง หนังของทั้งคู่ถูกนำมาประเมินค่าใหม่ และกลายเป็นหนังที่แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพ ความเป็นศิลปิน และในที่สุดก็กลายเป็นต้นแบบ เป็นแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครบนโลกนี้

และนี่คือชีวประวัติแบบย่นย่อ ของ ชายสองคน ประวัติชีวิตที่ช่างเต็มไปด้วยเรื่องเศร้า ประวัติชีวิตของชายสองคนที่ เรียกเสียงหัวเราะของผู้คนทั้งโลกมายาวนาน

ในหนังของ คีตัน เขามักรับบทชายหนุ่มจนๆ คนซื่อที่ไม่ได้ร่ำได้รวย ไม่ได้เป็นคนฉลาด เป็นเพียงคนหนุ่มธรรมดาสามัญ หากตัวละครของเขาจะตกหลุมรักหญิงสาวสักคนที่ทั้งสูงศักดิ์และสวยงาม และในเมื่อเขาไม่เก่งอะไรเลย นอกจากรักใครสักคน ตัวละครของคีตัน จึงยอมทำทุกอย่างเพื่อหญิงที่ตนรัก แม้หลายสิ่งจะนำมาซึ่งหายนะย่อมๆสำหรับตัวเขาเอง ก็ไม่หวั่นไหว ความซื่อ ความทื่อมะลื่อ และความงามของเขานี่เองที่ในที่สุดก็พิชิตใจสาวสวยได้

ในขณะที่ the trampตัวละครของแชปลิน อาจจะลุ่มลึกมากกว่า the rampเป็นชายพเนจร ที่เร่ร่อนไปเรื่อยๆ ไม่มีงานเป็นหลักแหล่ง ไม่มีบ้าน ในแต่ละเรื่องthe trampจะพเนจรไปพบผู้คนมากมาย หญิงสาวขายดอกไม้ เด็กชายถูกทอดทิ้ง กระทั่งกลายเป็นพนักงานโรงงานนรก หรือเป็นฮิตเลอร์! The trampของแชปลิน เป็นชายพเนจรที่เพียงเอาตัวรอดไปวัน บางครั้งก็ทำเรื่องร้ายๆบ้าง แต่หากเขาพบเจอคนที่เขารักเขาก็ยินดีจะเสียสละทุกอย่างเช่นกัน นอกจากนี้ตัวละครthe trampยังนำพเราไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์สังคมในยุคสมัยนั้นได้อย่างแยบคายอีกด้วย

ในthe camera man หนังปี 1928 ของ บัสเตอร์ คีตัน เขารับบท เอลเมอร์ หนุ่มหน้ามนคนซื่อที่ตกหลุมรักเลขาสาวของบริษัท MGM และทำทุกอย่างเพื่อพิชิตใจเธอ ว่ากันว่าหนังเรื่องนี้สูญหายไปจากโลกยาวนานมาก (ในยุค 40 คีตัน เคยยอมเอาหนังเรื่องนี้มาให้รีเมคใหม่ชนิดเหมือนกันทุกเม็ด )ก่อนจะถูกค้นพบที่ฝรั่งเศสในปลายยุค 60 และกลายเป็นที่ยอมรับว่า นี่คือหนังที่แสดงถึงอัจฉริยภาพของคีตัน ในหลายๆฉาก อาศัยความสามารถเฉพาะตัวของคีตัน ล้วนๆ ทั้งในฉาก วิ่งระยะไกล ฉากในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สระน้ำ (ที่เขาอาศัยความแคบของพื้นที่มาเล่นมุกกับชายอ้วนในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเมามัน) ฉากตลกเจ็บตัว หลายฉากๆ พลังอันล้นเหลือภายใต้ใบหน้าเฉยส่องหระกายออกมาชัดเจน และที่สำคัญในฉากท้ายของเรื่องซึ่งเป็นฉากสงครามของก๊งค์ชาวจีน คีตันแสดงให้เห็นถึงความสามารถเฉพาะ ทั้งลักษณะทางกายภาพ และการจัดวางตำแหน่งของกล่อง ของมุก ทำให้ฉากนี้กลายเป็นฉากที่น่าทึ่ง จนเราลืมไปว่า มันใช้เวลา หลายสิบนาที และใช้ความสามารถล้วนๆของคีตัน

นอกจากนี้ หนังยังคงเจืออารมณ์อ่อนหวานเศร้าสร้อย คีตันเป็นตัวแทนของผู้ชายธรรมดาที่รักใครสักคนอย่างลึกซึ้งมากพอที่จะทำอะไรก็ได้เพื่อเธอ แม้ว่ายิ่งทำจะยิ่งแย่ แต่เขาก็ยังยินดี อารมณือ่อนไหวของตัวละคร ถูกถ่ายทอดผ่านความประดักประเดิดของคีตัน และใบหน้าอันไร้อารมณ์กลับแสดงอารมณ์อันหลากหลายได้อย่างน่าทึ่ง ก่อนจะจบลงอย่างสวยสดงดงาม

และใน city lights หนังที่เป็น มาสเตอร์พีซชิ้นหนึ่งของแชปลิน ของหนังเงียบ และของหนังทั้งมวลเรื่องนี้ เล่าเรื่อง ของthe trampที่พเนจรไปพบหญิงสาวขายดอกไม้ตาบอด และได้บังเอิญเป็นเพื่อนกับเศรษฐีขี้เมาที่พอตื่นก็ตะเพิดเขาออกจากบ้านเสียทุกครั้ง แชปลิน อาศัยความสามารถทางการแสดงทำให้ the tramp ไม่ได้เป็นเพียงตัวตลกบ้องตื้น ภายใต้ความเงอะงะ ทื่อทึ่ม (และบางครั้งก็ลอยชาย ร้ายกาจไม่น้อย) เราได้มองเห็นถึงความดีงามในหัวใจชายพเนจรผู้นี้ และในทางเทคนิค นี่เป็นหนังที่เต็มไปด้วยฉากคลาสสิคมากมาย ที่ร้อยเรียงต่อเนื่องกัน ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องที่เสียสี ชนชั้นสูงได้อย่างเจ็บแสบ เมื่อthe trampถูกไล่ตะเพิดออกจากอนุสาวรีย์ แห่งสันติภาพ และภารดรภาพ ไล่เรื่อยไปจนถึงฉากที่เขาพบหญิงขายดอกไม้ ฉากที่เขารอคอยเธออยู่ตรงตีนบันได (อาศัยการแพนกล้องเล็กน้อยก็กลับเต็มไปด้วยพลังอย่างมากมาย ) ไปจนถึงขโมยเงิน ที่เล่นกับแสงและเงาได้อย่างน่าทึ่ง และฉากจบของหนังที่อาศัยพลังทางการแสดงขอแชปลินล้วนๆ (ซึ่งหากผู้ชมไม่ได้มีหัวใจที่ทำด้วยหิน ย่อมต้องเสียน้ำตาให้ฉากนี้อย่างช่วยไม่ได้)

และภายใต้ความเป็นหนังรัก หนังสอดแทรก ประเด็นการเสียดสี ความงี่เงาของคนชั้นสูงไว้ได้อย่างน่าทึ่ง ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องไล่ไปจนถึงฉากงานเลี้ยง ที่ ความซื่อของthr trampทำให้เขากลายเป็นตัวตลกโดยไม่ได้ตั้งใจ หนำซ้ำ เพื่อนซี้ขี้เหล้ากลับจำอะไรเขาไม่ได้ ส่งผลให้ตอนท้ายเขากลายเป็นโจรเพียงเพราะเขาเป็นคนจนพเนจรเท่านั้นเอง

ที่จริงแล้วหนังสองเรื่องนี้อาจไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันโดยตรง และบทความชิ้นี้ก็ไม่ได้มีจุดประสงค์ในการเปรียบเทียบหนังสองเรื่อง หรือผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองท่านนี้ หากเพราะเราพบว่า ภายใต้ความเป้นหนังรักตลกสนุกสนาน ทั้งสองเรื่องกลับมีจุดร่วมกันในการพูดถึง ความรักที่ยิ่งใหย่ และความดีงามในมวลมนุษย์ ซึ่งจริงอยู่ที่มันอาจเป็นเพียงพิมพ์นิยมของการเป็นคนดี เป็นเพียงการมองโลกในแง่งามที่มีอยู่เพียงในเรื่องเล่าเก่าแก่

แต่ใช่หรือไม่ว่าหากมองย้อนกลับมา เราพาลให้ต้องสงสัยว่า ความรักอย่างลึกล้ำเช่นนั้นหายสาบสูญไปที่ไหนกัน ในโลกของหนังสี หนังเสียง ภาพคอมพิวเตอร์กราฟฟิคอันตื่นตา ในโลกของวิทยาศาสตร์ ยุคแห่งสติปัญญา และเหตุผล ความรักลึกล้ำสูญหายไปที่ไหนกัน ในตอนนี้หากเรารักใครสักคนอย่างจริงจังแบบ ตัวละครในหนังสองเรื่องนี้ เราจะเป็นคนโรแมนติคแสนงามหรือเป็นคนโง่งมที่-รักไม่เป็นกันแน่ หรือไม่ใช่เพียงหนังเงียบ เท่านั้น กระทั่งความรัก ในที่สุดก็ได้ตายลง สูญเสียตัวเองให้กับโลกของเหตุและผลไปเสียสิ้นแล้ว

และในวันนี้ ไม่มีใครทำหนังเงียบอีกแล้ว หนังเงียบ เป็นเพียงฉากผ่านทางประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ที่อาจได้รับคำยกย่อง แต่ไม่มีใครดูมันอีกแล้ว เราทำราวกับว่ามันเป็นประวัติศาสตรี่เราพูดถึง แต่ไม่ชิดใกล้กับมัน เป็นเพียงค่านิยมตกยุค เลยสมัย

แต่ภายในความเงียบอันลึกล้ำนั้น อย่างน้อยชายสองคน ยังคงเล่นตลกเจ็บตัวอยู่ในม้วนฟิล์ม รอคอยเสียงหัวเราะจากเราขณะเดียวกันกาสอนให้เรามองโลกอย่างอ่อนโยน ชายสองคนที่ลาลับโลกนี้ไปเนิ่นนาน แต่ยังคงทิ้งเงาไว้ให้เรารัก โดยไม่ได้พูดอะไรกับเราสักคำ

แด่หนังเงียบที่รัก หนังเงียบ ที่ เรา รัก



< />


edit @ 2006/01/31 01:43:24
edit @ 2006/01/31 09:05:32

ในทะเลอันราบเรียบ กลับมีการเคลื่อนไหวไม่สุดสิ้น! และในชีวิตอันราบเรียบของเคียวอิจิ ก็มีเกลียวคลื่นถามโถมไม่สิ้นสุด และนั่นเริ่มขึ้นหลังจากเขาฆ่าผู้หญิงคนหนึ่ง

คุณนายเซโกะ ไม่ต้องทนกับคลื่นในใจอีกต่อไปแล้วเพราะเธอถูกเคียวอิจิซึ่งได้รับคำสั่งจากคุณ วิวัฒน์ สามี ของเธอ และนายขอเขา ให้ลงมือฆ่าเธอ ซึ่งเป็นภรรยาของเขา และเป็นชู้รักของเคียวอิจิ

หลังการฆาตกรรม เคียวอิจิถูกส่งตัวจากมาเก๊าไปภูเก็ต โดยโดยสารเรือ เข้าพักในห้องแคบๆที่ไม่มีอะไรใช้การได้ตามปกติสักอย่าง แถมอยู่ดีๆก็ถูกล๊อคขังไว้ในห้อง หลงทางตลอดเวลา สะเปะสะปะกลางมหาสมุทร

แต่ที่นั่นเขาพบกับน้อย แม่ลูกอ่อนท่าทางประหลาด ที่ไม่ค่อยสนใจลูกสาวตัวเล็กชื่อนิดเท่าไรนัก ทั้งคู่ผูกสัมพันธ์ประหลาดๆ จนกระทั่งเรือเทียบท่าที่ภูเก็ต

ที่นั่นเคียวอิจิเข้าพักโรงแรมเก่าๆ และเร่ร่อนไปตามซอกตึกมืเดสลัว บาร์ประหลาด ถูกซ้อม ถูกไล่ล่า และถูกพิพากษา โดยมหาสมุทร !

สองปีหลังจาก เรื่องรัก น้อย นิด มหาศาล เหล่าทีมงานหลักอันประกอบด้วย เป็นเอก รัตนเรือง ผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ผู้กำกับภาพ ปราบดา หยุ่น ผู้เขียนบท และ ทาดาโนบุ อาซาโน่ ดารานำ กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในหนังเรื่องนี้ ที่ยังคงว่าด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับความตาย และแม้ อารมณ์ของหนังจุถือเป็น ขั้วตรงข้าม- กับเรื่องรักน้อย นิด มหาศาล แต่หนังทั้งสองเรื่องกลับมีความสัมพันธ์อันไม่เกี่ยวเนื่อง มีความชิดใกล้อันไม่เชื่อมโยงกันอย่างยิ่ง

ดูเหมือนพี่คุ่น คนเขียนบท ยังคงหมกมุ่นครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องความตาย ไม่ว่าจะในหนังเรื่องนี้ หรือเรื่องก่อนหน้า ไล่ไปจนถึง นิยาย ฝนตกตลอดเวลา หรือเรื่องสั้นหลายๆเรื่องก่อนหน้า ( กระทั่งผลงานรวมเรื่องสั้นล่าสุดของพี่คุ่นชื่อ - ความสะอาดของผู้ตาย - !! ) พิจารณากันเฉพาะในบทภาพยนตร์ ในเรื่องรักน้อยนิดมหาศาล หนังพูดถึง เคนจิ หนุ่มบรรณารักษ์ ผู้หมกมุ่นกับการฆ่าตัวตายก่อนจะค่อยๆอยากกลับจะมีชีวิตอยู่อีกครั้งหลังจากพบกับสองพี่น้อง นาม น้อย และ นิด

แต่น้อยและนิด ใน คำพิพากษาของมหาสมุทรกลับทำหน้าที่ตรงกันข้าม เพราะในครั้งนี้ เคียวอิจิ เริ่มต้นจากการฆ่าผู้อื่น และอยากจะมีชีวิตอยู่อย่างยิ่ง ก่อนที่การพบกับ น้อย และนิด (แอบคิดเพ้อเจ้อว่า นิดใน เรื่องรัก น้อยนิดฯ ตายแล้วกลายมาเป็นลูกสาวของน้อย) กลับทำให้ ในที่สุด เคียวอิจิ ตัดสินใจเกี่ยวกับความตาย

และในขณะเดียวกัน จิ้งจกเดียวดายใน คำพิพากษาฯ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าในนิทานเด็ก (ที่ไว้แทนตัวเคนจิ อีกต่อไป) แต่กลับกลายเป็นมือปืน บ้าคาราโอเกะ (ซึ่งในบางส่วน ชวนให้ใคร่ครวญถึงบทของพี่ปั่น ใน ฝันบ้า คาราโอเกะ และบางทีเขาอาจชื่อ เคนจิก็เป็นได้ ) ผู้ซึ่งพร่ำบ่น ว่าเขาชอบเคียวอิจิ แต่ก็ไล่ล่าเขาด้วย

ดูเหมือน คำพิพากษาฯ จะยืนอยู่ในฝั่งตรงข้ามกับ เรื่องรัก น้อยนิด ฯ ในส่วนรายละเอียด แต่ในเมื่อมันเป็นส่วนกลับของกันและกัน ใช่หรือไม่ที่ทั้งสองเรื่อง ล้วนยึดโยงอยู่ในแก่นเรื่องเดียวกัน อย่างเช่นการใคร่ครวญหวนไห้และพิจารณาถึงความตาย

ชายผู้หลงทางตลอดเวลา

ดูเหมือนหนังจะเล่นสนุกกับการ ติดบ่วงกรรม- ของเคียวอิจิอย่างสนุกสนาน เพราะหลังจากเขาฆ่าคน หนังก็ปล่อยให้เคียวอิจิต้องหลงทางตลอดเวลา กล้องทิ้งเขาไว้ในทางเดินแคบๆวกวน ที่เชื่อมต่อกันราวกับเขาวงกต ทั้งในห้องพักใต้ท้องเรือ ตรอกซอกซอยเก่าๆในภูเก็ต หรือโถงทางเดินในโรงแรม หลังจากเขากระทำการฆ่า เขาก็หลงติดอยู่ในเขาวงกตที่ไร้ทางออก

คนรู้จัก คนไม่รู้จัก

เคียวอิจิพบกับคนไม่รู้จักบนเรือ นั่นคือน้อยและนิด ผู้ซึ่ง สนิทสนมกับเคียวอิจิอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะที่ฉากหนึ่งเคียวอิจิ พบเพื่อนเก่าในลิฟท์ แต่เขาสกลับจำไม่ได้ เคียวอิจิคิดเสมอว่า เขากำลังจะไป-มีชีวิตใหม่- เขาถึงขั้น เชื่อด้วยซ้ำ ว่าการฆ่า คือการปลดปล่อยตัวเขาไปสู่ชีวิตใหม่ เขาจึงปฏิเสธที่จะจดจำอดีต เขาจึงจำเพื่อนเก่า ( ผู้ซึ่งในที่สุดก็พาเขากลับเข้าไปในทางเดินวกวนใต้ท้องเรืออีกครั้ง) อดีตที่ตามหลอกหลอน กับอนาคตที่ไปมาเหมือนลมพัด ( น้อยกับนิด มักปรากฏตัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เสมอ) ดูเหมือนเคียวอิจิจะติดอยู่ตรงกลางระหว่าง อดีตกับ อนาคต ความตายกับการมีชีวิตอยู่เสียแล้ว

ข้างนอก ข้างใน

ในฉากหนึ่ง เคียวอิจิถูกล๊อคปิดตายไว้ในห้องของตัวเอง เขาโทรศัพท์ไปร้องขอความช่วยเหลือ แต่ปลายสายกลับเอาแต่ถามว่า คูณต้องการจะเข้าไปข้างในหรืออกมาข้างนอก แม้เขาจะตอกย้ำว่า เขาติดอยู่ในห้อง แต่ปลายสายยังคงถาม คุณจะเข้าไปข้างในหรืออกมาข้างนอก

เคียวอิจิเชื่อมันว่า การฆ่าจะทำให้เจขาได้รับการปลดปล่อย ( จากบอส หรือไม่ก็จากความผิดบาปที่ไม่ซื่อสัตย์กับบอส ) เขาคิดว่าการฆ่าจะ นำเขา ออกไปข้างนอก (ซึ่งเขาก็ได้ไปจริงๆ ) หาก การเดินทางออกไปข้างนอก ก็ไม่ได้ถึงอิสรภาพหรือการปลดปล่อยเสมอไป เพราะหลังจากการฆ่า กล้องกลับพาเคียวอิจิไปอยู่ในพื้นที่ปิดล้อมในแทบทุกฉาก ห้องในเรือ ห้องในโรงแรม ทางเดินแคบตามตรอกซอกซอย หนำซ้ำ ภาพ หลังกาฆ่ากลับมืดสลัว มัวหมองลง ราวกับถ่ายภาพผ่านน้ำขุ่นๆ สกปรก (ขอบคุณ การจัดแสง ของ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ที่กดให้หลัง แห้งแล้ง และมืดหม่น สิ้นดี จนต้องไปรับชมหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ จึงจะเหมาะสมที่สุด (หนังอีกเรื่องที่เพิ่งฉายไปและใช้วิธีการนี้ อย่างน่าทึ่งมากๆๆๆๆคื อthe sun ของ alexander sokurov ) การฆ่า ไม่ได้นำเคียวอิจิออกไปข้างนอก อย่างที่เขาคิด มันกลับทำให้เขาติดอยู่ข้างใน และไม่สามารถจะออกไปได้ แม้จะเรียกร้องความช่วยเหลือสักเท่าใดก็ตาม

คาราโอเกะ

ลิซาร์ดชอบร้องคาราโอเกะ และแนะนอนเพราะเขาเป็นคนญี่ปุ่น เขาจึงร้องแต่เพลงญี่ปุ่น ซึ่งนั่นน่าสนใจมาก เพราะ ในขณะที่บนเรือ ครั้งหนึ่งเราจะได้ยินเสียงเพลงไทยเก่าแก่ แต่พอมาถึงภูเก็ตเราจะได้ยินแต่เพลงญี่ปุ่น (ไม่นับว่าในตอนแรก ที่เกิดขึ้นในมาเก๊า เคียวอิจิเปิดเพลงฝรั่ง ) หนำซ้ำ ในฉากเต้นรำ เรากลับไม่ได้ยินเสียงเพลง ความผิดที่ผิดทางของเพลงประกอบทำให้สถานการณ์แปลกแปร่ง หนำซ้ำ ดนตรีประกอบของหนังก็ถูกปล่อยเข้ามาเป็นห้วงๆ ล่องลอย เจือกับเสียงประกอบประหลาดๆ ของเสียงโดยรอบ (และความพิเศษทาง คลื่น เสียง นี้ ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ควรชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในโณงภาพยนตร์เท่านั้น )

มหาสมุทร พิพากษา

ฉากหนึ่งในบาร์ เคียวอิจิพูดคุยกับบาร์เทนเดอร์ ชาวญี่ปุ่น ผู้ตัดสินใจมาทำงานในเรือโดยไม่พบผู้คน เพราะต้องการ-ไถ่บาป ให้ตนเอง (ขณะที่เคียวอิจิไถ่บาปด้วยการพยายามดื่มนมสด และเป็นคนดี) ทั้งคู่พูดคุยกันเรื่องทะเล บาร์เทนเดอร์บอกว่า ทะเลไม่เคยตัดสินเขา เขาแค่จ้องมองทะเล และทะเลมองตอบกลับมาก ในขณะที่เคียวอิจิกลับบอกว่า เขากลับรู้สึกถูกตัดสินตลอดเวลา หนังเกิดขึ้น บนเรือ หรือบนเกาะ ในสถานที่ติดทะเล แต่ตลอดทั้งเรื่อง เราแทบจะไม่มีโอกาสได้เห็นทะเลเลย เว้นแต่ในบางฉาก ที่จู่ๆ ภาพก็ตัดไปสู่ท้องทะเลอันนิ่งสงบ (แต่บ่อยครั้งมากที่เราได้เห็นสระน้ำ ทะเลเทียมๆ ทั้งในโรงแรม และในบาร์โรงแรมเพริ์ล ที่สักวันหนึ่งผมจะเข้าไปดูว่ามีสาวกึ่งเปลือยมาเริงระบำเช่นนั้นจริงหรือไม่ ) และแน่นอน ในความสงบนั้นกลับเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวไม่สิ้นสุดโดยเกลียวคลื่นที่มองไม่เห็น!

เอาเข้าจริง หากมหาสมุทรจะมีคำพิพากษาให้เคียวอิจิ คำพิพากษานั้นอาจไม่ใช่ความตาย เพราะ ที่ภูเก็ต เคียวอิจิถูกยิงตกทะเลไป แต่เขากลับมีชีวิตรอดมาได้ มหาสมุทรที่แท้จริงไม่ได้ทำหน้าที่พิพากษาผู้ใด มีแต่มนุษย์ที่พิพากษากันเอง เมื่อเคียวอิจิกลับมาล้างแค้นด้วยตรรกะง่ายๆเกี่ยวกับความร้ายกาจของบอส มีเพียงมหาสมุทรในห้วงใจของเราเองเท่านั้นที่พิพากษาเรา และคำพิพากษาสำหรับความตาย และ การมีชีวิตอยู่นั้น ไม่อาจตัดสินด้วยตรรกะ อันยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง เหมือนที่เคียวอิจิคิดในเบื้องต้น และบางที เคียวอิจิ อาจ ตาย ไปตั้งแต่ตอนเขาลงมือฆ่าเซโกะ การไถ่บาปที่ไม่มีทางทำสำเร็จ ไม่ได้ปลดปล่อยเขาไปสู่อิสรภาพ หากกักขังไว้ด้วยคลื่นสำนึกบาปอันถาโถมไม่รู้จบ

เมื่อฉัน พิพากษา มหาสมุทร

***** นับจากบรรทัดนี้เป็นความเห็นส่วนตัว (ซึ่งจริงๆทั้งบทความนี้ก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าความเห็นส่วนตัว) จากการมองหนังในภาพรวม ซึ่งอาจไม่ถูกต้องไม่จริง หรือไม่เป็นที่ยอมรับ เป็นเพียงข้อสังเกต อันสามัญของคนดูหนังสามัญเท่านั้น******

การกลับคืนมาในครั้งนี้ของ เป็นเอกและ พี่คุ่น เป็นการพบกันครั้งที่น่าสนใจยิ่ง เพราะโดยส่วนตัวผมเชื่อว่า หากเป็นเอก และ ปราบดา จะหาเรื่องที่ลงล๊อคกันได้ มันอาจไม่ใช่เรื่องหวานๆแบบเรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล มันควรจะเป็นเรื่องร้ายๆ แบบ คำพิพากษาของมหาสมุทรนี่แหละ ซึ่งแน่นอนการพบกันครั้งนี้ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะเป็นเอก ซุกซ่อนเรื่องราวอชญากรรม และอารมณ์ขันร้ายๆแบบที่ตัวเองถนัด เอาไว้ใต้การเดินเรื่องอันนิ่งเนิบ และดูราวสิ้นไร้เรื่องราว (ทั้งที่เรื่องจริงน่าต่านเต้นอย่างมาก ) หนังปล่อยอารมณ์ขั้นร้ายๆออกมาถูกที่ถูกจังหวะ จนเราต้องแอบเปล่งเสียงหัวเราะหึๆ ไปตลอดการรับชม (เพราะมันเป็นเรื่องขำขันที่ขื่นขมอยู่ไม่น้อย )

การแสดงของ ทาดาโนบุ อาซาโน่ ในเรื่องนี้ถือเป็นของหวาน เพราะโดยทั่วไป อาซาโน มักติดอยู่กับบท ชายประหลาด ที่ทำหน้าตาไม่รับรู้โลก (ส่วนหนึ่งมันทำให้เขากลายเป็นดาราที่ประสบความสำเร็จเพราะเขาทำได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ส่วนหนึ่งมันก็ยังน่าเคลือบแคลงว่าหากเลยพ้นไปจากบท ชายประหลาด เขาจะสามารถรับบทอื่นๆได้ดีเท่านี้หรือไม่) มาในครั้งนี้ ใบหน้าที่ดูไร้ความรู้สึกของอาซาโน่ กลับกลายเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อตัวหนัง เพราะนอกจากคนดูจะไม่สามารถรับรูว่า ตัวละครกำลังคิดอะไร ใบหน้าอมทุกข์อันนิ่งงันทำให้เราไม่สามารถเอาใจช่วยตัวละครได้ (ซึ่งก็สมควรแล้ว เพราะที่จริง เคียวอิจิคือคนชั่วช้าเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง ) เราเพียงมองดูคนร้ายกาจผู้หฯง สำนึกบาป ของตน แต่ไม่อาจไถ่บาปคืน (ถ้ามันเป็นหนังฮอลลีวู้ด คงมีตอนจบระเบิดเถิดเทิง) หนำซ้ำยังสำนึกได้ว่าคนบาปที่สุดคือตัวเองนั่นแล สีหน้าอมทุกข์ บวมข้ำ (จากการถูกตื้บ) ทำให้หนังปิดกั้นคนดูอย่างยิ่งส่งผลให้ ชะตากรรมของตัวละครเป็นเพียงผลรวมของกรรมที่เขาก่อขึ้นมากกว่าจะมุ่งหาอารมณ์สะเทือนใจ (ซึ่งในกรณีนี้ทำให้บางคน(เช่นผม) ชอบหนังอย่างมาก และบางคนเกลียดหนังอย่างมาก)

และยังคงเป็นเช่นหนังเรื่องอื่นๆของเป็นเอก หนังมักมีตัวละครที่มีบุคลิกประหลาดๆ ใน เรื่องตลก 69 เรามีมือปืนที่ร้องให้ในเพลงศรคีรี และ เจ้าพ่อที่ชอบอมซูกัส ในฝันบ้าเรามีเพื่อนนางเอกปากร้าย และพระเอกทึ่มๆ พอมาในเรื่องนี้ เราจึงมี ลิซาร์ด เซียนโอเกะ และมีเคียวอิจิที่พยายามอย่างยิ่งที่จะส่งโปสการ์ด กลายเป็นโลกเฉพาะของเป็นเอก ซึ่งซ้อนทับกับโลกเฉพาะที่มักอยู่ในงานของพี่คุ่น ตัวละครมึนชา หนืดเนือยผู้เป็นนักคิด และเผลอติดกับความคิดตนเอง

โดยรวมหนัง ประดิษฐ์- น้อยลงเมื่อเทียบกับ เรื่องรักน้อยนิด มหาศาล หนังเรื่องก่อนหน้า (ที่ผมชอบมากเช่นกัน) ที่เราจะเห็นอารมณ์ประดิษฐ์ออกกมาหระปรายจนหลายครั้งดู- จงใจ-จะเหงา จะเศร้า จะเท่ แม้คราวนี้ ความจงใจยังมีให้เห็น แต่ก็ดูกลมกลืนไปตามสถานการณ์สำนึกบาปอันแสนขมขื่นและขบขัน

ในส่วนของตัวละคร พี่คุ่น นิยมให้ตัวละครของพึคุ่นเป็นคนฉลาด ในเรื่องรัก เราเห็น ตัวละครพูดอะไรฉลาดๆออกมาบ่อยๆ จนบางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า มันฉลาดไปไหม แต่ในฐานะของการสร้าง โลกเฉพาะ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสมจริง และเราไม่ได้กำลังดูหนังของสองพี่น้องดาร์แดง อันสมจริงจนน่าขนลุกอยู่ ( โดยส่วนตัวผมมองว่า หนังเรื่องนี้คือส่วนผสมของหนังร้ายกาจของพี่น้อง โคน ที่สร้างโดย ไฉ้หมิงเลี่ยง แต่เป็นเวอร์ชั่นไม่โป๊ ) ข้อด้อยนี้จึงกลายเป็นเสน่ห์ของหนัง ไป หลังหนังจบ เรามีข้อความให้โควต หยิบมาเป็นวรรคทองได้เยอะแยะไปหมด มาถึงใน คำพิพากษาฯ ตัวละครของพี่คุ่น ดูเหมือนจะฉลาดน้อยลงแล้ว (ประเด็นหนึ่งเพราะหนังแทบจะทิ้งอาซาโน่ไว้คนเดียวเกือบทั้งเรื่อง) แต่บางครั้งก็เผลอพูดอะไรฉลาดๆ ออกมา โดยเฉพาะในฉาก คำพิพากษาของทะเล ซึ่งในทางหนึ่งมันเป็นฉากที่ผมชอบมาก ๆๆ(เพราะมันเท่มาก) แต่ในทางหนึ่งมันก็โดดออกมาจากตัวหนังไม่น้อยเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม นี่คือหนังที่ผมชอบมากที่สุดในรอบสามเดือนนี้(ซึ่งกระทั่งมี BKIFF และหุบเขาเร้นรักเข้าฉายด้วย!) ผมไม่อาจบอกว่าการชมภาพยนตร์เรื่องนี้คือความรื่นรมย์ เพราะไม่มีใครหน้าไหนจะรื่นรมย์ไปกับการสำนึกบาปของคนร้ายกาจได้ หากจะมีความรู้สึกที่ใกล้เคียง การรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เหมือนกับการลอยคอกลางมหาสมุทรแห่งความสำนึกบาป เกลียวคลื่นไร้รูป ที่ถาโถมเข้ามา ทั้งปลอบโยน และฉุดดึงเรา ลงสู่มรณกรรมสำนึกบาป อันทั้งแสนรื่นรมย์ และขมขื่น

เวบไซต์อย่างเป็นทางการของหนังครับ

http://www.fivestarent.com/invisiblewaves/

ฝากข่าวเพิ่มเติม เชื้อเชิญ

ขอเชิญร่วมลงชื่อ "สนับสนุนการปฏิรูปการเมืองของประชาชน"

ได้ที่นี่ครับ

http://www.bioscopemagazine.com/webboard/index-in.php?id=27123


edit @ 2006/03/10 21:18:49