ROUGH ROUGH CUT : NEW MOON(CRIS WEITZ/2009/US) พระจันทร์ใหม่้ในโลกเดิม
posted on 29 Nov 2009 11:41 by filmsick in FILMFLU
เป็นการง่ายถ้าจะมองว่านี่คืออีกหนึ่งหนังที่ว่าด้วนักแสดงหน้าตาดีๆที่ทำอะไรโง่ๆต่อเนื่องไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามตอนสองของหนังแฟนตาซีเว่อๆเรื่องนี้ก็มีอะไรน่าสนใจมากมายพอจะให้มาชวนคิดชวนคุยได้เหมือนกัน
ประการแรก นี่คือหนี่งในหนังแฟนตาซีตีหัวเข้าบ้านที่ไม่ปิดบังอีกต่อไปว่าออกแบบมาเพื่อตอบสนองอารมณ์พาฝันของเพศหญิงโดยจำเพาะเจาะจง ซึ่งเท่าที่นึกออกเราไม่ได้มีหนังแบบนี้ออกมามากนักต่อให้เป็นหนังrocmantic comedy ก็ยังเผื่อพื้นที่การจ้องมองให้ผู้ชายอยู่บ้าง
ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่คนดูเพศชายจะไม่ชอบหนังเอามากๆ (ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเพศหญิงทุกคนต้องชอบ -เป็นเพียงความคิดเหมารวมง่อยๆของผู้เขียนเอง) แต่หนังแทบไม่เปิดพื้นที่การจ้องมองให้กับเพศชายเลย ผู้ชายในหนังทำหน้าเป็น Visual Pleasure ตลอดเวลา ทั้งภาพระยะประชิด ที่ตัดแบ่งเรือนร่างของผู้ชายออกเป็นส่วนๆ เพื่อขับเน้นความเป็นชาย การให้ตัวละครชายมีเหตุให้ไม่สวมเสื้ออยู่เรื่อยๆ (ฉากสำคัญฉากหนึ่งคือฉากที่นาง เบลลาขับมอเตอร์ไซค์ล ล้มแล้วไอ้หนุ่มเจคอบถอดเสื้อซับเลือดให้ มันเป็นฉากที่ขายความตื่นตาตื่นใจต่อเรือนร่างของเพศชาย (สำหรับคนดูเฉพาะกลุ่มมากๆ) มากไปกว่านั้นตัวละครหญิงในหนังไม่มีใครถูกจับจ้องมองในรูปแบบเดียวกันเลย นางเบลล่า หรือนางอลิซที่ออกบ่อยหน่อยถูกถ่ายทำด้วยการจ้องมองแบบทั่ๆไป (กรณีนางเบลล่าออกจะถูกทำให้เป็นสาวป่วยอีกต่างหาก) ซึ่งก็ยิ่งขับเน้นการจ้องมองมากขึ้น แม้ว่าผู้กำกับไม่ใช่ผู้หญิง แต่ก็น่าสนใจเรื่องการจ้องมองนี้มากว่ามันเป็นดวงตาของผู้หญิงแท้หรือเทียม จริงหรือปลอม เป็นการจ้องมองของผู้หญิงหรือถูกออกแบบมาเพื่อเป้าประสงค์ทางการตลาด
เหนือไปกว่านั้น เราพบว่าแก่นแกนของเรื่องเล่าหลักในภาคนี้ น่าจะใช้วิธีคิดแบบหลังอาณานิคมมาอธิบายได้อย่างน่าสนใจอีกด้วย(ซึ่งอาจจะไม่ได้ทั้งหมดและลักลั่นอยู่ไม่น้อย ขอให้ถืเป้ฯเพียงข้อสังเกตมากกว่ามีความหมายทางวิชการครับ) เมื่อพิจารณาว่าแก่นเรื่องหลัก (ไม่รู้ใช้คำว่า GRAND NARRATIVE ได้ไหม) ของหนังสอดพ้องกับวิธีคิดแบบอาณานิคมอย่างยิ่ง
พิจารณาว่าแก่นของNEW MOON คือ ‘การปกป้อง (protection)' หนังพูดตลอดเวลาว่านางเบลล่าได้รับการปกป้องจากทั้งแวมไพร์ และมนุษย์หมาป่า พอแวมไพร์จากไปมนุษย์หมาป่าก็มาแทนที่ ฉากสพคัญคือฉากที่มนุษย์หมาป่าหงุดหงดที่มีรถแวมไพร์ (อลิซ) มาจอดหน้าบ้านแล้วบอกว่าเขาไม่สามารถปกป้องเธอได้ ในอาณาเขตของแวมไพร์ นี่การแย่งชิงพื้นที่ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
หนังลากแวมไพร์ (ซึ่งแต่ดั้งเดิมเป็นตัวแทนของคนชายขอบ คนนอก) ให้ไปผูกโยงกับแวมไพร์ราชนิกูลในอิตาลี ซึ่งสอดพ้องกับความคิดแบบ ยุโรปเป็นศูนย์กลาง ตัวละครในอเมริกา พยายามเข้าใกล้ความเป็นยุโรปแป่นดินแม่ ยุโรปเป็นตัวแทนของความศิวิไลซ์ อารยธรรมขั้นสูง ที่ตัวละครพยายามจะเข้าใกล้ ยิ่งหนังนำเสนอแวมไพร์ในฐานะสิ่งมีชีวิตขั้นกว่า เป็นสิ่งมีชีวิต ‘เหนือมนุษย์' อาการที่นางเบลล่าอยากเป็นแวมไพร์จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ก็แวมไพร์ดูเก๋เท่ รวย ไฮโซเสียขนาดนั้น ในขณะที่หนุ่มๆมนุษย์หมาป่ากลายเปน ‘สัตว์ประหลาด' ที่ต้องเก็บกด ‘ความเป็นสัตว์ป่า'ของตัวเองไว้ ยิ่งหนัวงาตำแหน่งของมนุษย์หมาป่าให้เป็นอินเดียนแดงหนังก็ยิ่งเป็นแบบจำลองครบถ้วนว่าด้วย อเมริกาอาณานิคม นางเบลล่าและชาวมนุษย์คืบรรดาคนขาวที่อพยพเข้าไปอยู่ในพื้นที่ของอินเดียน กันพวกเขาไว้ในเขตปกครอง ทให้กลายเป้นอื่น กลุ่มหนุ่มๆหมาป่าเป็นเหมือนกลุ่มอินเดียนหัวรุนแรงที่พยายามจะรักษาอารยธรรมโบราณของชนเผ่า แต่ก็ต้องหลบซ่อนเพราะอาจจะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม (เจคอบพยายามสะกดกลั้นความเป็นมนุษย์หมาป่าของตัวในทีแรก) ขณะที่นางเบลล่า ก็อยู่ในภาวะ อยากเป็นยุโรป และต้องการปกป้องทั้งจากแวมไพร์ (ยุโรป อารยธรรมศิวิไลซ์ เจ้าอาณานิคม) และก็ต้องพึ่งพิงมนุษย์หมาป่า(อินเดียนแดง ชาวพื้นถิ่น อารยธรรมเถื่อนถ้ำ)
ทั้งการจ้องมองเพศชาย และประเด็นอาณานิคมทำให้เรารู้สึกว่าหนังมีองค์ประกอบแบบเดียวกับหนังของCLAIRE DENIS (ขนาดนั้น!) แต่นี่คือ CLAIRE DENIS ฉบับวัยรุ่นโง่ๆ ที่ดูเอาเพลินได้ไปเรื่อยๆ