EXPERIENCED IN DECEMBER 2010

posted on 17 Nov 2011 16:59 by filmsick
 
THE MAID (SEBASTIAN SILVA/2009/ CHILE +MEXICO)


ถ้าไม่นับตอนจบแบบที่ทำให้มันกลาเป็นหนังในทำนอง คนใจดำเรียนรู้ชีวิต ค้นพบความงามของมันอย่าเสร้าๆ เราพบว่า THE MIAD เป็นหนังที่ทั้งสนุกสนานกึ่งน้ำเน่า (เนื้อหาว่าด้วยการตบกันในขบวนการคนใช้ มีฉากจิกหัวตบจริงอะไรจริง) จนสามารถเอามารีเมคเป็นหนังไทยฉายหลังข่าวได้ และในขณะเดียวกันมันก็เปิดประเด็น ‘ความเป็นอื่น’ของมนุษย์กับการทำงานได้แบบเสตปเมพ เพราะเวลาเราพูดเรื่องความเป็นอื่นของแรงงานกับการผลิต เรามักพูดถึงเรื่องราวในโรงงานมากกว่า แต่อะไรจะให้สภาวะก้ำกึ่งระหว่างการเป็นส่วนหนึ่งและการเป็นแรงงานรับจ้างเท่ากับการทำงานภายในบ้าน เท่ากับอาชีพคนใช้เป็นไม่มี 


หนังพูดถึงยายแม่บ้านใจดำที่เป็นแม่บ้านอยู่บ้านหรูมายี่สิบปี เลี้ยงลูกของคุณนายมาสี่คน หลังๆเธอเม้งกับลูกสาวคนโต แล้วก็ชอบแสดงอำนาจแบบคนใช้ๆในบ้าน จนคุณนายจะหาคนมาช่วยเธอ เธอยิ่งใจดำแสดงอำนาจมากขึ้นไปอีก ถือว่าอยู่มาก่อน เด็กๆก็รักเคารพ ในทางหนึ่งเธอเหมือนคนในครอบครัวนี้ (จนคุณนายไม่สามารถกล่าออกปากไล่เธอออกจากงานได้) แต่ในขณะเดียวกันเธอก็มีสถานะเป็นแค่คนรับใช้ เธอจึงเป็นคนแบบที่ ถูกทำให้แปลกแยกกับการงานของตนอย่างกล้ำกลืนฝืนทน เธอกลายเป็นคนเจ้าระเบียบ (ถึงขนาดไล่ล้างห้องน้ำหลังคนใช้ใหม่อาบน้ำเสร็จทุกครั้ง) แต่แข็งเกร็งไร้อารมณ์ บางทีก็แอบยิ้มหัวให้กับเด็กๆ แต่เล่นมากก็ไม่ได้ เพราะเป็นแค่คนใช้ อาการอิหลักอิเหลื่อองเธอคือภาพของมนุษย์ที่อยากเป็นส่วนหนึ่ง แต่ถูกทำให้แปลกแยกับงานที่ทำตลอดเวลา ที่แสบทรวงคือเธอถึงกับทิ้งครอบครัวจริงๆที่ต่างจังหวัดของเธอมารับใช้บ้านนี้ (ฉากวันเกิดจึงอิหลักอิเหลื่อมากๆ เพราะพวกเขาจัดงานวันเกิดให้เธอ แต่พอเลิกงานเธอเป็นคนล้างจาน เก็บโต๊ะ!) เธอไม่ค่อยคุบกับแม่ตัวเอง ถูกการงานทำให้เป็นคนใจจืดต่อคนอื่นๆ จนคนใช้ราใหม่ที่เป็นสาวต่างจังหวัดลั้นลา ทำให้เธอเปิดหัวใจ
 
จริงๆมันมีฉากเก๋ๆมากมายเลยล่ะ อีกฉกที่ชอบมากคือเธอดูเหมือนจะเกลียดอีลูกสาวคนโตของบ้าน แต่พอเธอเป็นลมสลบแล้วคนในบ้านกอบเธอส่งโรบาลกล้องมันจะโฟกัสหน้าเด็กผู้หญิง ซึ่งไม่รุ้ว่าจะสะใจ หรือจะเป็นห่วงดี รู้สึกว่าซีนนี้เมพมาก
 
อีกซีนที่เมพมากๆ คือเธอไปไล่ล้างห้องน้ำ หลังจากคนใช่้ใหม่อาบน้ำเสร็จ ยายคนใชเห็นเธอมาล้างห้องน้ำ แทนที่จะโกรธ ก็เข้าไปกอดเธอเลย คือมันทั้งเศร้าแล้วก็สมเพช แบบว่า มึงเป็นไรมากมั้ย 

แต่ที่เมพสุดๆคือเธอจะชอบล๊อคประตูบ้านเวลาคนใช้อีกคนออกไปหน้าบ้าน ทำสำเร็จมาหลายรอบ พอรอบหลังสุด ยายคนใช้ใหม่ เคาะแล้วเธอไปม่เปิด ชีก็เลย แก้ผ้าอาบแดดในสวนเลย 
 
 
ILLUMINATION (KRZYSTOF ZANUSSI /1973/POLAND) 

 
 
ไอ้ 8 นิ้ว (ดอกดิน กัญญามาลย์ /2521/ไทย )
 
 
 
ภูติพิศวาส (ประทีป โกมลภิส /2507)

อันนี้สิหนังเมจิคัล เรียลลิส์มแบบไทยๆของจริง ผีอยู่กัยคนรักกับผีกันเป็นเรื่องเป็นราว! พระเอกเป็นเด็กหนุ่มมาสอบกฎหมายที่ธรรมศาสตร์ แล้วไปอาศัยวัดอยู่ สัปเหร่อก็เตือนว่าระวังผีจะมาดูดเลือด ปรากฏว่าเพื่อนโดนดูดเลือดตายไปสองคน แต่พระเอกรอด นางเอกเป็นปี ถูกบังคับให้มาดูดเลือดคน มาขอนอนกับพระเอก เพื่อจะดูดเลือด แต่พระเอกไม่ยอม แถมช่วยขุดศพนางเอกมาไว้ที่บ้านเอาลุงสัปเหร่อมาด้วย ตกกลางคืนนางเอกจะมาหามารนนิบัติ จนลุงสัปเหร่อฆ่าผีเจ้านายนางเอกหมด แต่รักก็ไม่สมหวังเพราะหระเอกถูกจับหมั้นกับแม่บุหงา ไว้แล้ว เรื่องตอนหลังเลยเปลี่ยนจากหนังผีเป็นหนังชิงรักหักสวาท เพราะนางเอกได้กลายเป็นคนจากผลการภาวนาของพระเอก แต่พระเอกดันต้องไปแต่งกับแม่บุหงา (เรื่องจริงคืออีนี่ทำของใส่พระเอก) นางเอกก็คอยปรนนิบัติแม่ผัวจนเป็นที่รัก ลุงสัปเหร่อก็ช่วยคลายมนต์ให้พระเอกจนกลับมาครองรักกันอย่างเป็นสุข ว้าววววววววว
พลอตหรูอลังการ เช่นไร หนังก็ไปสุดทางเช่นนั้น เพชรา ทำท่าทางเป็นนางเอกเต็มที่ ปรียาก็เล่นเป็นนางร้ายแบบแรงสุดๆ ตัวประกอบพีคทุกตัว ชอบทุกอย่างในหนังเรื่องนี้พีคจริงๆๆๆๆๆๆๆ
 
THE SOCIAL NETWORK (DAVID FINCHER/2010/ US)

you're CEO now , and yes you're a bitch! 

ขอเลือกซีนที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้มาเป็นรูปประกอบ เนื่องจากข้าพเจ้าไม่ใช่คนแบบ ซัคเกอร์เบิร์ก และพยายามหลีกเลี่ยงคนแบบซักเกอร์เบิร์กมาโดยตลอด ดังนั้นข้าพเจ้าจึงหาสนใจใคร่รู้ในชะตากรรมของหมอไม่ อย่างไรก็ดี มันเป็นหนังดีดูสนุกครึกคืรื้น และเแสดงให้เห็นว่า FIncher เป็นผู้กำกับแบบหวือหวา (หลังจากถกกับเจ้าสำนักเมื่อวานนี้ ขอยืนยันว่า ผมยังโปรชัยมาลาน แต่ลดระดับFincher ลงมาหน่อยยึง) อย่างไรก็ดี หนังที่ดีที่สุดของFincher ในสายตาข้าพเจ้าคือ Zodiac (และยังชอบ Seven ที่สุด)
 
 
PITFALL ( HIROSHI TESHIGAHARA /1962/JP)

หนังยาวเรื่องแรกของเทชิกาฮาระ ก่อนทำนางแห่งเนินทราย เรืองนี้เป็นหนึ่งในสี่เรื่องที่เขียนบทโดย Kobo Abe หนังยังไม่ได้ลงลึกกับโลกหลอนหรือภาวะภายในของตัวละครเท่าเรื่องต่อๆมา แต่ไปเน้นที่พลอตซับซ้อน กับประเด็นทางการเมืองแทน ซึ่งทำให้หนังสนุกเร้าใจมาก แต่ไม่ได้น่าติดใจเท่าเรื่องต่อๆมา
 
พระเอกเป็นแรงงานเหมืองรับจ้างลูกติด อุตส่าห์หนีจากเหมืองนึงไปอีกเหมืองนึงเพื่อชีวิตที่ดีกว่า อยู่ดีๆก็มีคนเรียกให้ไปทำงานพิเศษให้แผนที่มาเสร็จสรรพ ปรากฏว่าถูกหลอกไปฆ่า พระเอกตายตั้งแต่ครึ่งชั่วโฒงแรก จากนั้นพลอตซับซ้อนเรื่องเกี่ยวกับความชั่วร้ายในใจมนุษย์ถึงค่อยๆปรากฏโดยมีตัวลูกพระเอกคอยจ้องมอง ที่เหวอมากๆก็คือหนังมีโลกของผีซ้อนอยู่ในโลของคนอีกที ชอบโลกของผีในหนัง(ที่ผีทำท่าว่าทำอะไรสักอย่างแต่ไม่มีสิ่งที่ทำมีแต่ทา่าทาง) กับบรรยากาศของเหมือนร้าง ทุ่งหญ้าสูงท่วมหัว (ซึ่งเป็นยบรรยากาศที่โดดเด่นในเวลาต่อมา ของหนังของเขา 

ประเด็นทางการเมืองน่าสนใจดีเพราะพระเอกเป็นแรงงานตัวเล็กที่ตายไปเฉยๆ เพื่อเป็นแพะในคดีความขัดแย้งขแงคนงานในสหภาพแรงงาน ที่ถูกหลอกล่อให้ทำลายกันเอง (ถึงที่สุดคนงานย่อมต้องพังพินาศ ) โดยฆาตกรตัวจริงเป็นใส่สูทสีขาวทั้งชุด
 
ฉากนึงที่ชอบมากๆคือพระเอกไปเจอคนตาย แล้วคนตายถามพระเอกว่า กินข้าวหรือยัง พระเอกว่ายัง ไอ้คนนั้นบอกว่า ซวยแล้วมึง ถ้ามึงไม่กินข้าวก่อนตาย หลังจากตายไปแล้วมึงจะหิวไปชั่วนิรันดร์
 
 
A SLEEPING MAN (KOHEI OGURI /1996/JP)

ไม่รู้จะอธิบายหนังยังไงดี ขอเรียกว่าเป็นหนังแบบเมจิคัล เรียลิืส์มของญี่ปุ่นแล้วกัน จะบอกว่ามันเป็นหนังแบบSHARA ก็ได้ แต่มันน้อยกว่า SHARA เยอะเลย มันมีความเหวออะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด แต่มันก็ไม่ได้บอกอะไรเลย ตัวละครก็ไม่มีแรงบันดาลใจอะไร ไม่มีความขัดแย้งอะไรถูกนำเสนออย่างโจ่งแจ้ง แต่ก็ไม่ใช่หนังตามติดชีวิตเรื่อยเปื่อย ป่าในหนังเรื่องนี้มหัศจรรย์พอๆกับหนังพี่เจ้ย แต่เป็นป่าคนละจักรวาลกับป่าของพี่เจ้ย ดูเหมือนทุกอย่างที่เหนือจริง พิลึกพิลั่นเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ปะปนและแนบเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตคนในเมืองจนแยกไม่ออก
 
หนังมีตัวละครมากมายหลายตัวทั้งสาวนักร้องชาวปินอยที่คิดถึงบ้าน ผู้ชายที่เกิดอุบัติเหตุแล้วเป็นเจ้าชายนิทรา ช่างไฟ สารพัดช่างเพื่อนสนอทของเขา เด็กหนุ่มเพี้ยนๆเหวอๆประจำเมือง เด็กมัธยมที่ซ้อมละครตลอดเวลา คนที่ไปอาบน้ำในโณงอาบน้ำ อาอี๊ชาวเกาหลีที่โรงฝากจักรยาน หลานอาอี๊ที่ไปขลุกอยู่กับตาแก่ที่กังหันน้ำ แล้วยังมีป่า เหมือนเมืองจะแนบอยู่กลางป่าลึกลับ ที่มีเจ้าป่าเจ้าเขามากมาย แต่ก็ไม่มีใครอะไรกับมัน ตัวละครก็ไม่ได้คืบหน้าอะไรไปไหน ใช้ชีวิตเรื่อยเฉื่อยในเมืองกับเรื่องไร้ความตื่นเต้นใดๆ ถ้าจะมีอะไรแปลกๆเกิดขึ้น มันก็เกิดไป หนังตัดสลับชีวิตกับภาพป่า หรือภาพจากเรื่องเล่าสักเรื่องของใครสักคนโดยไม่ต้องอธิบายอะไร คนที่หลับก็หลับไปเรื่อยๆเช่นนั้น ไม่ตื่นขึ้นและไม่รู้ว่าทำไม ฤดูก็ป่านจากหน้าหนาวเป็นหน้าร้อน ทารกก็เติบโตขึ้น (ชอบฉากที่แม่พาทารกไปอาบน้ำในโณงอาบน้ำแล้วบอกว่า ดูสิ สิบเดือนจากท้องจนคลอด เด็กทารกนี่ผ่านประวัติศาสตร์ของการวิวัฒนาการมาเลยทีเดียวนะ)

ใครอ่าจจะเล่าอะไรสักเรื่องแล้วมันก็ค่อยๆถูกลืมไป เหมือนป่าที่อาจจะมีอะไรโผล่ขึ้นมาเฉยๆ หรือมีต้นไม้ล้มไปต่อหน้าต่อตายังกับว่าป่ามีชีวิต แต่มันก็เป็นไปเช่นนั้นโดยไม่มีการบอกเล่าอะไร บางทีหนังก็ไปถ่ายอะไรก็ไม่รู้เช่นคู่รักต่างภาษาที่ขับรถมาเลิกกันบนสะพาน (เหมือนสาวเจ้าจะเป้นชาวปินอยแบบตัวเอก) มีต้นไม้ที่งอกออกมาจากพื้นห้องทะลุผนังหลังจากที่มันถูกตัดไปแล้วตั้งสามสิบปี มีกระแสลมหมุนในบ้านที่เป้นการลาลับของวิญญาณ หรือแมลงที่บินออกมาจากปากคนที่กำลังหลับ มีการเคาะเรียกขวัญตะโกนตามวิญญาณที่หลุดลอย และมีละครโนะที่เล่นกันในป่า แต่ทั้งหมดไม่มีอะไรอธิบายได้เลย ความมหัศจรรย์ หรือพิลึกพิลั่นใดๆก็ตาม มันเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปอย่างสงบงดงามเหมือนเป็นเรื่องที่รู้ๆกันอยู่แล้วในเมืองนี้ มันเลยเป็นหนังที่ทั้งสวยงาม สงบ และชวนให้อ้าปากค้างไปได้ในเวลาเดียวกันจริงๆ
 
จะว่าไปมันคือBURIED FOREST ที่ไม่พยายามจะเหวอนั่นแหละ แล้วมันทำให้เราชอบเรื่องนี้มากกว่าประมาณสามร้อยเท่า
 
 
LE MANACE (ALAIN CORNEAU /1977 /FR)

มันเป็นเหมือนด้านกลับของSERIE NOIRE เพราะมันเป็นหนังสร้างหลักฐานเพื่อให้โดนคดีไม่ใช่หนีคดี หนังโชว์การตัดต่อขั้นเทพตลอดทั้งเรื่อง ที่แทบจะมีแต่การสร้างหลักฐานใหม่ๆ มะงุมมะงาหราอยู่ในความสงสัยว่าการทำเช่นนี้จะนำไปสู่สิ่งใด และมันเกือบจะเป็นหนังอาชญากรรมเท่ๆธรรมดาเรื่องหนึ่งอยู่แล้วถ้าไม่้ใช่เพราะฉากไคลแมกซ์ของหนังที่โชว์พาวทั้งฉากการขับรถไล่ล่า และย้อนศรตัวละครที่หลุดจากบ่วงปัญหาหนึ่งก็ไม่ได้แปลว่าจะพ้นไปทั้งหมด 

ลืมบอกหนังเล่าเรื่องพระเอกเป็นเจ้าของ บ.รถบรรทุกที่หุ้นกับเมีย แต่ดันมีกิ๊ก เมียตามไปตบกิ๊กจนเป็นเรีือง เพราะชีโดดหน้าผาตาย กิ๊ณกเลยซวยโดนจับเข้าซังเต หลังจากตริตรองเป็นนานพระเอกเลยวางแผนให้กิ๊กหลุดคดีกะจะหนีไปด้วยกัน 

ตัวละครของCORNEAU นี่คล้ายกันเลย พวกผู้ชายหน่ายโลกหัวหมอ ที่สุดท้ายหนีไม่พ้นบ่วงที่ตัวเองทำขึ้น เป็นการหนีไม่พ้นแบบง่ายๆโง่ๆอีกต่างหาก
 
 
GREENBERG (NOAH BAUMBACH/2010/US)

ตอนครึ่งชั่วโฒงแรกเรารู้สึกว่าคนอย่างพระเอกคงเป็นคนแบบที่เราจะไม่คบด้วยหรอก แต่ดูไปดูมากลายเป็นว่าเรากับพระเอกกลับแชร์ชีวิตบางอย่างด้วยกันอย่างมาก เพราะฉะนั้นพอดูไปดูไป เลยรู้สึกทั้งขำทั้งเศร้าในความสามารถไม่สามารถเข้าสังคมของพระเอก 

ฉากนี้เป็นฉากที่ชอบมากที่สุดฉากหนึ่งในหนัง แล้วก็น่าจะเป็นฉากที่อบอุ่นที่สุดฉากหนึ่งของหนังด้วย ดูหนังเรื่องนี้แล้วสะท้อนใจเป็นบ้า

ตัวละครของบอมบาห์ค มักเป็นอย่้างนี้คือมัน เวีนรด์น้อยกว่าตัวละครของเวส แต่มันเศร้ากว่า จริงกว่า เจ็บกว่า เวลาดูหนังของเวส (อย่างเช่นROYAL TENEBAUMS) ตัวละครของเวสมักจะเหนือจริงมากๆ เป็นตัวละครแบบที่เราฮากับมันได้ แต่ตัวละครของบอมบาห์คอาจทำให้เราหัวเราะ แต่มันเป็นอาการขำขื่นมากกว่า เพราะมันสะท้อนโคตรจะเป็นมนุษย์ บางทีก็เป็นคนที่เรารู้จัก เจ็บสุดๆก็เพราะเป็นตัวเราเองนั่นแหละ

ชอบGreta Gerwig ในหนังเรื่องนี้แบบสุดๆ ยกตำแหน่งนางเอกแห่งปีให้คู่กัยคุณป้าจาก POETRY และคุณแม่จาก MOTHER เลย Ben Stiller ฉบับไม่ขำก็เจ๋งสุดๆ 

ชอบหนังเรื่องนี้มากๆ ชอบRHY IFANS ด้วยชอบหมาในหนังด้วย
 
ฉากที่ดีมากอีกฉากคือตอนพระเอกไปเจอเจนิเฟอร์ เจสัน ลีห์ ที่เป๋นแฟนเก่า แล้วพระเอกบอกว่าหมาผมป่วย เจนิเฟอรืบอกว่าแม่ฉันก็ป่วย แล้วพระเอกก็พูดเรื่องหมาต่อไปสักพัก ถึงหันมาบอกว่า โอ้เสียใจด้วย ที่เจ็บคือพระเอกไม่ได้ตั้งใจจะลืมเรื่องแม่เจนิเฟอร์ เขาลืมไปจริงๆ และเขารู้สึกผิดชิบหายแต่ก็ช่วยไม่ได้ 

อีกฉากคือฉากที่นางเอกเล่าเรื่องอะไรสักอย่างซึ่งมันก็เป็นเรื่อ.โง่ๆ แล้วพระเอกไม่รู้จะทำยังไงก็เลยด่านางเอกว่าโ.่ชิบหาย แล้วกลับบ้านไปเลย พอเดินออกมาก็รู้สึกผิดที่พูโอย่างนั้น พระเอกมันเป็นคนที่จัดการความสัมพันธ์อะไรกับคนอื่นๆไม่ได้เลยจริงๆ
 
 
โคตรสู้โคตรโส (พันนา ฤทธิไกร + มรกต แก้วธานี /2010/ไทย) 
 
http://filmsick.exteen.com/20101219/rough-cut-2010
 
 
 
WOMEN ON THE BEACH (HONG SANG SOO /2006/ST KOREA)

หมาสวยที่เจ้าของน่ารักที่แท้เอาไปทิ้งไว้กลางถนน คนช่วยเข็นรถติดหล่มที่รถตัวเองต้องรอแทรคเตอร์มาลาก ตั้งใจจะเอาไม้ไปวาดรูปหัวใจบนชายหาดแต่โดนเสี้ยนตำมือเสียก่อน สัญลักษณ์อะไรแบบนี้ในหนังมันไปได้สุดทาง แนบเนียนไม่กระโตกกระตากแถมยังจิกกัดแสบลึกถึงแก่นอีกด้วย 

ถ้า Rohmer เป็นต่้นทางหนังสายนี้ Hong Sang Soo ก็เอามาต่อยอดได้ชนิดไปสุดทางตามความเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ประจำยุคสมัยได้เลย ชอบตัวละครในเรื่องนี้ทุกตัวทั้งที่มันน่าหมั่นไส้ทุกตัว น่าเขกกระโหลกทุกตัว ความอิหลักอิเหลื่อของผู้ชายขี้เอา ผู้หญิงเจ้าชู้ และความเปราะบางของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษยืที่ผกผิดแนบเนียนในท่าทีมั่นอกมั่นใจหันซะเหลือเกิน ถูกลอกเปลือกออกมาในหนังที่มีแต่การนั่งคุยกินเหล้าเอากัน เรื่องนี้อย่างชวนหัวและแสบทรวงยิ่ง

ชอบนางเอกมากๆๆๆๆๆๆ ไม่อยากเชื่อเลยว่าเธอคือพระนางมีซิลในซอนต๊อก กรี๊ดสามสิบตลบ
 
 
WINTER'S BONE( DEBRA GRANIK/2010/US)

it was three times horrified me than THE TEXAS CHAINSAW MASSCRE! .

ดูเหมือนพวกหนังอเมริกัน นีโอ นีโอ เรียลลิส์ม (ศัพท์บัญญัติเอง) จะมีของทุกเรื่อง ฉาก สมัครทหารในหนังเรื่องนี้ชวนใ้ห้คิดถึงฉาก ไม่มีตังค์อย่าเลี้ยงหมาใน WENDY AND LUCY หนังพวกนี้ื มันเหมือนเล่าเรื่องปัจเจก แต่มันสะท้อนปัญหาระดับสังคมได้อย่างเนียนและหนักแน่น 

ดูหนังเรื่องนี้ด้วยอากาขนหัวลุกตลอดเวลา เพราะมันน่ากลัว บีบหัวใจ และมันเป็นชีวิตชาวบ้านใต้ถุนสังคมของจริงอบบที่เราไม่ได้เห็นในหนังฮอลลีวู้ด
 
 ซีนล่องเรื่อไปหาพ่อ นี่โหดสุดๆๆ ขอให้น้องJENIFER LAWRENCE ได้ออสการ ์ เธอแสดงในระดับเดียวกัยไอ้หนูจาก HONEY คุณแม่ จาก MOTHER และคุณยายจาก POETRY
 
TURNING POINT (HERMAN YAU/2009/HK)

พลอตดูเหมือนเข้าที แต่กำกับออกมาแล้วเชยๆเหมือนหนังฮ่องกงยุคต้นสองพันที่เชยๆเนือยๆ แต่สิ่งประเสริฐในหนังเรื่องนี้คือการได้เ็ห็นการรวมมิตรดาราTVB จำนวนมาก (หนังสร้างโดย ชอว์ บราเดอร์ + TVB) ได้เห็น แอนโธนี่ หว่ิง อู๋วเจิ้นหวี (Francis NG จำชื่อจีนเขาได้แล้ว) เสือเตี้ย หวงเย่อหัว (ทุกคนที่บ้านยังเรียกเขาว่าหลี่ถัง ตามชื่อตัวละครในเหยี่ยวถลาลม) ไปจนถึงหยวนเปียว ออกมาร่วมฉากกัน กลายเป็นว่าคู่พระนางเป็นส่ิงที่จืดที่สุดในหนังและ อู๋วเจิ้นหวี กับ แอนโธนี่ หว่องก็ขโมยหนังไปทั้งเรื่อง (เหมือนเคย)

จริงๆแค่เข้าไปดูคอสตูมของแอนโธนี่หว่อง กับการแสดงของอู๋วเจิ้นหวี ก็คุ้มค่าแล้ว 
 
 
 
ECOUTE LE TEMPS (ALANTE KAVAITE/2006/FR) 

พลอตหนังยังกะรีเมคหนังฮอลลีวู้ด หรือเอาไปรีเมคหนังฮอลลีวู้ดได้ นางเอกแม่ตายเลยเดินทางกลับหมู่บ้านชนบท นางเอกเป็นช่างเสียงในกองถ่ายสารคดี แล้วอัดเสียงในอดีตได้จากรอยแตกต่างๆในบ้าน แล้วเริ่มลงมือหาว่าแม่ตายได้ยังไงโดยการอัดเสียงความทรงจำ 

พลอตมันไปคล้ายกับWHITE NOISE เพียงแต่พอเป็นหนังฝรั่งเศสก็โฉ่งฉ่างน่้อยหว่าหมกมุ่นมากกว่า อาร์ตกว่า แต่พอเฉลยๆก็เฉยๆพอกัน ส่วนที่ดีคือฉากนางเอกใช้เชือกขึงห้องไปๆมาๆตามหาเสียงตามเวลาที่แปรผันกับความสูง 

สนุกดี แต่ดูแล้วก็จบเลย อย่างไรก็ดีถือว่าไปดูน้องEMILLIE DUQUIN อดีตนางโรเซตต้าของพี่น้องดาร์แดนน์
 
WHITE MATERIAL (CLAIRE DENIS/2009/FR)
 
 
 
 
YES OR NO อยารัก ก็รักเลย ( สรัสวดี วงศ์สมเพ็ชร /2010/ไทย)

แม้การแบน INSECTS จะเป็นเรื่องริยำต่ำช้า เราก็ยังได้ดีใจกับการที่หนังเรื่องนี้ได้เข้าฉายในโรง ก็โอเคว่าหนังอาจจะรอดเพราะวางตัวเป็นหนังโรแมนติคมากกว่าจะเป็นหนังตีแสกหน้าสังคม แต่ภายในเนื้อหนังก็มีประเด็นน่าสนใจอยู่มากมาย
 
เราไม่มีปัญหากับความงุงิคิขุของหนังเลยแม้แต่น้อย เพราะตัวมันเองวางตัวเป็นหนังโรมแนติค ซึ่งมันก็ทำหน้าที่ตัวเองได้อย่างเยี่ยมยอด การระดมเพลงประกอบ อาศัยความสวยของนักแสดง หรือการแสดงท่าทางงุงิ ขายเสน่ห์ เป็นเรื่องสามัญของหนังทำนองนี้ และความน่ารำคาญของอาการเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่รับได้ (และกล่าวตามสัตย์ ข้าพเจ้าอืนมาก!).
 
สิ่งที่น่าสนใจคือโครงสร้างความรักของตัวละคร ถ้าย้อนไปหลายสิบปีที่แล้ว มันคือรูปแบบของโครงสร้างของหนังรักต่างชนชั้น ประเภทนางเอกรวยพระเอกจน ในปีพศ.นี้เราไม่เชื่อในเรื่องรักกัดก้อนเกลือกินแบบนั้นอีกแล้ว ไม่มีใครทำหนังหรือเล่าเรื่องแบบนั้นอีกแล้ว ไำม่ใช่เพราะชนชั้นไม่มีอยู่ แต่มันเป็นเพราะ ชนชั้นได้แนบเนียนสนิทอยู่ในเนื้อของผู้คน คนต่างชนชั้นจะแตกต่างกันทั้งกหารศึกษา กรอบคิดทางสังคม และรสนิยม จนไม่สามารถประสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได พวกเขาไม่แชร์เพลงรักแก่กัน ไม่แชร์วัฒนธรรมกัน เพราะฉะนั้น รักข้ามชนชั้นจึงไม่เป็นจริง เพราะคนต่างชนชั้นกันจะไม่สนใจกันอีกต่อไป พวกเขาต่างเลือกคู่ 'ที่เหมาะสม'ของกันและกัน ซึ่งในอีกทางหนึ่งมันคือกระบวนการของกำแพงชนชั้นนั่นเอง เพียงแต่แนบเนียนกว่า ยอมจำนนง่ายกว่า รักนิรันดร์ประเภทข้ามชนชั้นจึงเลือนจางไป

แต่สิ่งที่แทนที่และน่าสนใจคือรักข้ามกรอบเพศ หรือกรอบอื่น (เช่นเชื้อชาติ) (พิจารณาว่าเอาเข้าจริงทั้งคิมและพายเป็นคนชนชั้นเดียวกัน) ความรักเช่นนี้ยังดูเป็นอมตะและเป็็นจริงได้ ทำให้โรแมนติคได้ แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นหลัก ส่วนที่ความรักข้ามชนชั้น และความรักข้ามกรอบเพศในหนังเรื่องนี้ ต้องผเชิญหน้าคือสิ่งเดียวกัน มันคือแนวคิดปิตาธิปไตย แยกชายหญิงรวยจน ซึ่งครอบงำอยู่ใน 'ความเป็นผู้ใหญ่' (แม่) ความเป็นชาย (พี่แวน) และความอยากเป็นผู้ใหญ่ การยอมรับการเข้าสังคม (พาย)
 
 
แต่เรื่องที่กล่าวไปเป็นเพียงจุดเล็กๆที่เราแค่นึกขึ้นได้เฉยๆ ตัวประเด็นหลักของหนังที่ไปพ้นจากเรื่องรักๆใคร่ๆคือ การที่หนังแสดงภาพตัวละครที่ต้องเผชิญหน้ากับคนอื่นๆ ซึ่งในที่นี้ก็คือแม่ของพาย (ส่วนนี้ของหนังนั้นยกระดับตัวหนังให้ไปใกล้เคียงกับหนังเด็กแวนซ์สาวสกอยท์มาเลย์อย่าง AT THE END OF THE DAY BREAK mี่เราชอบมาก) หนังตังคำถามเรื่องการcome out ได้น่าสนใจมากๆ ว่าเรายอมรับความรักที่ไม่ได้ถูกกำหนดโดยกรอบเพศ การยอมรับที่จะรักเพื่อจะเรียนรู้เพศที่แท้จริง เรายังต้องผเชิญหน้ากับการต้องยอมรับกับคนรอบข้างที่เรารัก และหนักที่สุดคือการยอมรับนี้จะเปลี่ยนสถานะทางสังคมของเรา ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญของพายและของหลายๆคน ที่จะไม่ come out เพราะเอาเข้าจริง ความรัก คู่รัก กลายเป็นเรื่องที่พ่วงอยุ่กับสถานะทางสังคมอยู่ในระดับหนึ่ง
 
แม้หนังจะพาฝันไปบ้างในช่วงท้าย และ กุ๊กกิ๊ก จนหลายคนอาจรำคาญในช่วงต้น (อาการเวิ่นเว้อกึ่งมิวสิควีดีโอเพื่อเร้าอารฒณืของตัวหนังออกจะเกินเลยจนเกือยจะเป็นหนังโฆษณาไป) แต่นี่คือหนังที่จริงใจ และเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเล่า ซึ่งน่าชื่นชมมากๆ
 
UNDER THE HAWTHORN TREE (ZHANG YIMOU/2010/CHN)
 
 
TRIPLE TAP (DEREK YEE/2010/HK)

กลายเป็นหนังที่ชอบน้อยที่สุดของ เอ๋อตงเซินยที่เคยดู เพราะพลอตดี หนังสนุก ทุกอย่างเลิศ แต่รู้สึกว่ามันมีแต่ความสนุกของพลอตไม่มีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ลึกลงไปกว่านั้น อยากดูหนังแบบ SHINJUKU มากกว่า 

ประเด็นจิตวิทยาของหนังมันก็โอเค แต่มันนำเสนอซะจนไม่ต้องคิดต่อเลย เลยดรอปๆไป

อนึ่งไมกู่เทียนเล่อในหนังไม่ค่อยหล่อวะ (แต่ แดเนียล วูหล่อโฮกกกกกกกกกกก)
 
ดวงอันตราย (Robert La Force/2010/ไทย) 

ไม่ได้ให้เกรดอะไรแบบนี้มานาน(มากๆๆ) ประเด็นึคือหนังไม่ได้มีทัศนคติเลวรร้ายอะไร แต่มันน่าเบื่อมาก และไม่นำพาไปสู่สิ่งใดเท่านั้นเอง 

จริงๆชอบตอนจบของหนังมากๆ คือจบว่าก็โอคกูฆ่าทุกคน จบ แต่ตั้งแต่ต้นจนมาถึงฉากจบมันก็คาเดาได้ และไม่มีอะไรมากไปกว่านั้ ก็เลยดูไปง่วงไปในระดับที่นมกับตูดของตั๊กก็ไม่ช่วยอะไร
 
 
หลวงพี่เท่ง3 (โน๊ต เชิญยิ้ม/ 2010/ไทย)

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือนี่คือหนังที่พิสูจน์ว่าหนังตลกได้รับใบอนุญาติพิเศษในการเล่นกับสถาบันหลักชของไทยได้ หลายๆฉากในหนังเล่นพระกันแรงๆ แลพยิ่งฉษกทำขวัญนาคยิ่งล้อเล่นปับขนบของไทยจนน่าตกใจ 

อย่างไรก็ดีหนังภาคนี้เกือยจะเป็นหอแต๋วแตก ที่มาแบบไม่ต้องรู้เรื่องเหี้ยอะไรกันอีกแล้ว เพียงแต่ไม่คัลท์เท่า เพราะในความไม่รู้เรื่องมันก็เป็นมุกเดิมๆที่เอามาร้อยซ้ำๆช้ำๆไปเรื่อย

กระนั้นก็เถอะ ภาพรพะในหนังดูเป็นภาพจริงในสังคม ความสัมพันธ์ของพระกับญาติโยมในหนังก็ดูไม่ได้เป็นพระวิเศษ แต่มีการเล่นหัวกันในระดับหนึ่ง ตนในที่สุดเราก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าจะดูเนื้อในของสังคมใดสังคมหนึ่ง ดูภาพความสัะมพันธ์จริงๆ โดยเฉพาอย่างยิ่งกับสังคมที่ดัดจริตตีสองหน้า ให้ดูที่หนังผีกับหนังตลกของสังคมนั้นๆ เพราะหนังผีจะสะท้อน 'ความวิตกร่วม' และหนังตลกจะสะท้อน 'ความสัมพันธ์ทางสังคม (การเหยียดเชื้อชาติ เพศ หรือลำดับสูงต่ำทางสังคม)ร่วม'
 
 
 
BLACK SWAN (DARREN ARONOFSKY/2010/US)

ปัญหาของนางนีน่าจริงๆแก้ได้ง่ายนิดเดียวด้วยการมีผัว

หนังเป็นเหมือนด้านกลับที่วนมาหาจุดเดียวกันกับTHE WRESTLER ด้านนึงเป็นคนที่โชกโชนมากๆ อีกด้าหนนึงเป็นคนที่ปิดตัวมากๆ เหมือนแยกซ้่ายกับแยกชวาที่วนมาเจอกัน การดูหนังสองเรื่องนี้ควบคู่กันให้พลังมากทีเดียว ยิ่งพอคิดว่าเป้น มวยปล้ำ บัลเล่ต์ ร่วงโรย รุ่งโรจน์ ชาย หญิง ก็ยิ่งเป็นหยินหยางแห่งความกดดัน 

อย่างไรก็ดี เราเบื่อเทคนิคมากมายของหนัง ทั้งซีจี ทั้งการตัดต่อไปมา แม้นาตาลี พอร์ตแมนจะทำให้หนังทั้งเรื่องหมุนรอบเธอ(เธอทำได้จริงๆนะไม่ได้โม้) แต่ดูเหมือนผู้กำกับกลับมั่นใจเทคนิคเร้าอารมณ์มากกว่าตัวนักแสดง เลยทำให้ช่วงท้ายที่ ไม่ต้องรู้เรื่องอะไรอีกแล้วดรอปลงไป

ยิ่งพอนึกเปรียบมวยกับ GENA ROWLANDS ใน OPENING NIGHT หรือบรรรดา สาวๆของZULAWSKI จะยิ่งรู้สึกว่ามันไม่สุดทาง

ที่สำคัญคือ จะว่าไปชะตากรรมของนางหงส์ดำนั้นถือว่าโ๙คดีมีสุขกว่างนางเจนิเฟอร์ ใน WINTER'S BONE หลายขุมนัก!
 
 
DISORDER (HUANG WEIKAI/2009/CHN)

หนึ่งในหนังสารคดีที่รุนแรงที่สุดที่เคยดูมาโดยไม่ต้องมีอะไรมากไปกว่าฟุตเตจหยาบๆแบบถ่ายกันเอง ไปๆมาๆ หนังอาจจะใช้องค์ประกอบง่ายๆแบบเรื่องจริงผ่านจอ แต่การไม่พยายามอธิบายอะไรนอกจากจ้องมองเหตุการณืและการตัดสลับไปมาของหนังทำให้มันออกมาทรงพลังและชวนขนหัวลุกมากๆ

มีอะไรเกี่ยวข้องกันระหว่าง คนที่จะโดสะพานฆ่าตัวตาย แมงสาบในถ้วยบะหมี่ อุ้งตีนหมีในตู้เย็น ฝูงหมูบนไฮเวย์ น้ำท่วมหมู่บ้าน การสร้างตึกทับบนแหล่งอารยธรรมโบราณ การจับจระเข้ คนบ้าที่ออกไปรำกลางถนน พวกคนที่แสร้งทำเป็นถูกรถชน หรือคนที่ถูกรถชนจริงๆแต่ไม่ยอมรักาษเพราะไม่มีเงิน หรือแม้แต่ผู้หญิงที่กรีดร้องต่อสู้กับตำรวจที่จับลูกเธอไปซึ่งๆหน้า 

หนังคือองค์ประกอบของภาพข่าวชาวบ้านมโนสาเร่ บางตอนก็ขำขัน แต่พอไปๆมาๆมันก็ขื่นขม และเขย่าขวัญขึ้นเรื่อยๆ ภาพน้ำท่วม ไฟไหม้ หรือคนลทะเลาะกันบนถนน เป็นอะไรที่เห็นทั่วไป แต่การร้อยเรียงมันเข้ามาโดยเลื่อมเสียงของกันและกัน และไม่อธิบายอะไรราวกับผลุดโผล่ขึ้นมาแล้วจางหายไป มีเรื่องอื่นๆมาแทนที่ มีไฟไหม้ มีท่อน้ำทิ้ง ตำรวจกระทืบคน ทุกสิ่งทุกอย่างถูกร้อยจากซีเควนซ์สั้นๆแ้ล้วถักทอจนเรามองเห็นความวปลาส ความบ้าคลั่งของสังคมที่ดำเนินไปด้วยกฏโหดเหี้ยมของการเอาตัวรอด เราตระหนักรู้ทีละนิดว่าไม่มีใครช่วยใคร ทุกคนทำร้ายกันได้ และไม่มีรัฐสวัสดิการอะไรในโลกใบนั้น

ยิ่งดูยิ่งขนลุกเพราะถ้าเราแค่เปลี่ยนภาษาเราก็พบว่ามันคือสิ่งที่เห็นทุกวันจนชินตาในบ้านเรา แต่ในหรเื่องนี้ยิ่งดูมันยิ่งเศร้าสลด สยองขวัญและโกรธแค้นหวาดผวา หนังเลือกซีนสุดท้ายเป็นการจับคนกลางถนนที่นำมาซึ่งความโกรธแค้นของจีนมุง แม้เราไม่รู้อะไรมาเลย แต่อารมณืทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามาก็ขึ้นสู่จุดสูงสุดได้ในฉากนี้ โลกนี้มันพิกลพิการ สบถออกมาได้เลย 

แว่วมาว่าอาจจะได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลหนังสักแห่งเร็วๆนี้ ขอนั่งยัน นอนยัน ยืนยันว่านี่่คือหนังที่ต้องดูโดยแท้ 

(ความชิบหายของเหตุการณืในหนังเรื่องนี้ทำให้หนังอย่างLAST TRAIN HOME กลายเป็นหนังสารคดีชีวีมีสุขไปเลย)
 
 
จุฬาตรีคูณ (ดอกดิน กัญญามาลย์ /2510/ไทย)

หนังมีองค์ประกอบประหลาดๆ ในทุกวินาที ลูกผสมของหนังอินเดีย หนังเจ้าหญิงเจ้าชาย(ชุดเป็นลูกครึ่งิลเกฝรั่งมากกว่า) อารมณ์ประหลาดๆ กับการถ่ายทำแบบประหลาดๆ และการแสดงแบบโบราณ ทำให้หนังคัลท์ โดยไม่ต้องออกแรง ชอบเพชราในหนังมากๆๆๆๆๆๆ

สิ่งที่สุดยอดของสุดยอดในหนังคือการใช้ภาษษรุ่มรวยแบบวรรณกรรมมาพูดตอบโต้กันไปมา และบรรดานักพากย์สามารถทำให้ภาษาแบบที่ไม่มีใครเขาพูดกันมีชีวิตขึ้นมาได้ ดูแล้วแทบอยากวิ่งไปหามาอ่านโดยพลัน

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet