เวลา: ปี1974  ในระหว่างโมงยามของความสามัญธรรมดา  สามัญธรรมดาที่หมายถึงว่า ระหว่างเรื่องของชาติ ชนชั้น ระบบการเมือง การแลกเปลี่ยนทั้งหลายแหล่ไม่ได้นำเราไปสู่อะไรเลย ความหวังนั้นยังคงอยู่แต่มันได่้ถุกทำให้เป็นสิ่งสามัญธรรมดาผ่านทางทัศนคติแบบเหมารวม  ถ้อยความอธิบายความเกี่ยวกับความหวังถูกกลบฝัง เหลือเพียงถ้อยคำ วันเวลา และฤดูกาลเท่านั้นที่ยังคงเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

นี่คือประโยคเปิดของหนังเรื่องนี้ หนังที่เล่าเรื่อง112 วันของความรักของปอล วิศวกรหนุ่มที่กำลังจะลงสมัครเทศมนตรี และเอเดรียน่าสาวเสริ์ฟชาวอิตาเลี่ยนที่เดินทางมาหางานทำในเมืองเล็กๆนี้  ปอลผู้ซึ่งรู้แต่เพีงตัวเองต้องการอะไร กับเอเดรียนาที่เช่นกัน รู้เพียงแต่ว่าตัวเองไม่้องการอะไร นั่นทำให้ทั้งคู่รักกันและไม่ได้รักกันอีก ในโมงยามที่ความหวังค่อยๆดับสูญกลางปีเดือนที่เคลื่อนคล้อย

เรื่องมันมีอยุ่ว่า ปอลวิศวกรหนุ่มประจำโรงงานในเมืองได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนลงเลือกตั้งตำแหน่งนายกเทศมนตรีในนามของพรรคเสรีนิยม ด้วยภาพลักษณ์ของลูกชายชาวนา คนธรรมดาสมถะรักครอบครัวที่ใส่ใจในเหตุบ้านการณ์เมืองจะขอมาเป็นตัวแทนประชาชน ในเวลาเดียวกัน เอดรียน่าสสวอิตาเลียนที่สูญเสียสามีในอุบัติเหตุในโรงงาน บ้านโดนไฟไหม้จนทิ้งรอยแผลเป็นไว้บนใบบหน้าเล้กน้อยเป็นเหตุให้ต้องทำผมปรกหน้าตลอดเวลา โดยสารรถไฟมาสมัครเป็นสาวเสริ์ฟในเมืองนี้  เธออาศัยในห้องเช่าเล็กแคบที่ไม่มีห้องน้ำในตัว แต่มันเงียบ อบอุ่ม และมืดพอที่เธอจะใช้ชีวิตเงียบๆของเธอได้ กล่าวได้ว่าเธอพอใจกับชีวิตของเธอ

หนังเล่าเรียงวันนับตั้งแต่ทั้งคู่ยังไม่รู้จักกันจนกระทั่งสรรพสิ่งสิ้นสุด ปอลพบเธอเมื่อครั้งแรกที่เขามาอาศัยร้านที่เธอทำงานหาเสียง เขาติดใจเธอ มากินกาแฟแอบมองเธอ และขอพบเธอดื้อๆ แรกทีเดียวพวกเขาเที่ยวไปในท้องทุ่งยะเยือกต้นฤดูหนาว ในที่สุก็ขยับความสัมพัธ์ลึกซึ้งในห้องเล้กที่เธอเอาโค้ตปิดหน้าต่างจนมืดสนิท พวกเขาร่วมรักกันครั้งแล้วครั้งเล่า ปอลไม่สนใจการหาเสียงมากกว่าการมาหาเธอ ใครต่อใครเห็นทั้งคู่อยู่ด้วยกัน ทั้งคู่หลงรักกันอย่ายิ่ง ปอลมองเห็นหนทางที่ทั้งคู่จะอยุ่ร่วมกัน เขาจะทำงานให้เธอออกจากคาเฟ่ ไปซื้อบ้านสวย ไปอยุ่ก้วยกัน แต่สำหรับเอเดรียน่า เธอแค่รักปอลในห้องเล็กๆของเธอ ปอลเกิดและเติบโตในเมืองที่อยู่ใจกลางโลก สำหรับเอเดรียน่า ห้องเล็กมืดิดและการร่วมรักกับปอลคือใจกลางโลก เมื่อมันสั่นสะเทือน มันจะไม่มีอนาคตที่ดีขึ้น มีแต่การพังทลายและการบอกลา


เฉกเช่นกับหนังเรืื่องอื่นๆของ TANNER หนังเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมา เรียงตามวันที่ กระชับฉับไวแม้จะไม่กินเวลาหลายเดือนหลายปีเหมือนกับเรื่องอื่นๆแต่ก็กินความยาวนานตั้งแต่ก่อนสิ่งต่างๆเริ่มขึ้น และหลังจากมันจบไปแล้ว และก็เป็นดังช่นหนังหลายๆเรื่องของTANNER มันสำรวจตรวจสอบพรมแดนอาณาเขตของปัจเจกชน เสรีชนและการเมือง ด้วยดวงตาที่เป็นกลาง การแสดงภาพควาโรแมนติคที่สิ้นสุดลง และการเข้ากันไม่ได้ของสองสิ่ง นั้นคือการเป็นเสรีชน และเป็นส่วนหนึ่งของระบบ

ภายใต้ระบบภาพแทนเบื้องต้นเราพอจะบอกได้ว่าปอลคือตัวแทนของระบบ ในขณะที่เอเดรียน่าคือภาพแทนของเสรีชนคนที่ทำอะไรตามใจตัว โลกของทั้งคู่เชื่อมเข้าหากันด้วยแรงปรารถนาแบบเสรีนอกเหนือชนชั้น หรือ ระบบคิดครอบครัวผัวเดียวเมียเดียว ความรักในฐานะเสรีชนที่ทั้งคู่มีให้กันถูกทำลายโดยระบบสังคม เรื่องการเมืองที่ทำให้คนทั้งคู่ไม่สามารถจะรักกันได้ แต่ในเมื่อมันเป็นหนังของTANNER มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

เพราะอันที่จริงระบบที่ TANNER พูดถึงไม่ใช่  ‘สิ่งที่อยู่ตรงข้าม’ กับการเป็นเสรีชน หากมันกลับคือระบบของตัวเสรีชนนั้นเอง  หนังอาจจะไม่ขับเน้นแต่เรารู้ว่าปอลคือตัวแทนของพรรคเสรีนิยม ผ่านทางฉากเล็กๆที่นายช่างในอู่คุยกับลูกน้องว่าคู่แข่งของปอลคือ ‘พวกโบสถ์’ กล่าวอย่างง่ายคือปอลผู้สมัครสายเสรีนิยมที่ต่อสู้กับคู่แข่งจากฝั่งอนุรักษ์นิยม

แล้วปอลก็ทำตัวเป็นเสรีนิยมจริงๆเมื่อเขาลงมาจริงจังกับเอเดรียน่า สาวเสริ์ฟข้ามชาติที่เป็นพลเมืองชั้นสองของเมืองที่ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง การหลงรักอย่างหัวปักหัวปำของปอลโดยไม่พยายามจะปกปิดเรื่องนี้จากคนทั้งเมืองเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี

แต่ความเป็นเสรีนิยมของปอลนั้นเป็นไปในกรอบขอบเขตของ ‘เสรีนิยม’ ที่ดี กล่าวให้ถูกต้องคือเป็นเสรีนิยมที่ีมีความถูกต้องทางการเมืองเข้าครอบงำอยู่ เมื่อรักใครเขารักจริง เขาอยากจะทำให้ชีิวิตของเขาและเธอดีขึ้น การเมืองเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยสำหรับเขา แต่การดำเนินชีวิตตามทำนองคลองธรรมต่างหาก การใช้ชีิวิตในฐานะพลเมืองที่รับผิดชอบการกระทำของตนเองต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญของปอล  เพราะฉะนั้นน

แต่เอเดรียน่าต่างออกไป  เธอคือเสรีนิยมโดยสมบูรณ์ เธอเลืิอกทางชีิวตของเธอเอง เธอพึงพอใจในสิ่งที่มันเป็น การได้รักเขา (โดยไม่ได้สนใจเรื่องการที่เขาแต่งงานแล้วหรือลงเลือกตั้ง) การได้ร่วมรักกับเขาครั้งแล้วครั้งเล่าในห้องของเธอ การได้เป็นสาวเสริ์ฟ การได้มีชีวิตส่วนตัวบ้าง ทั้งหมดสวนทางกันบนถนนเสรีนิยมท่ามกลางความปรวนแปรของกระแสการเมืองท้องถิ่น

แน่นอนว่ามันกระทบกันไปหมด ทั้งคะแนนนิยมของปอล ผลการเลือกตั้งก้บอแล้วว่าเสรีนิยมแห่งชุมชนนี้ไม่ชอบเรื่องซุบซิบนินทา แม้พวกเขาจะแปะป้ายเสรีนิยมแต่นั่นก็ไม่ได้หมายถึงพวกเขาจะเป็นเสรีนิยมอย่างแท้จริงในทุกๆเรื่อง พวกเขามีระบบของเสรีนิยมที่ต้องรักษา และคนที่เป็นเสรีนิยม ‘อย่างแท้จริง’ คนที่ยอมรับในการแต่งงานโดยบังเอิญของตนในอดีต ยอมรับในร่องรอยของตนเอง ยอมรัยที่จะรักคนอื่นๆดท่าๆกับที่รักตนเองอย่างง่ายๆและออกะเถื่อนถ้ำอยู่บ้างมีทางเลือกไม่มากนัก หากไม่ยอมสยบต่อ  ‘ ระบบจริยธรรมเสรีนิยม’ ก็มีแต่จะต้องจากไป

ฉากหนึ่งที่เจ็บปวดมากในหนังคือช่วงท้ายๆที่เขาไปหาเธอที่บ้าน เธอถอดกางเกงออกแล้วบอกเขาว่ามาร่วมรักกับฉันนี่ เขามองดูเธอเปลือยท่อนล่างแล้วบอกว่าเะอทำตัวเหมือนโสเภณี พวกโสเภณีจะไม่ถอดเสื้อเวลาเอากับลูกค้า เธอตอบกลับว่า งั้นเหรอ พวกเธอทำแบบนั้นเหรอ มาเถอะ ก็ฉันหนาวนี่นา  ในที่สุดเสรีนิยมโดยสมบูรณ์จึงเป็นเสมือนโสเภณีของเสรีนิยม เพราะมันคือเครื่องแบ่งแยกของเสรีนิยมเด็กดีในระบบกับเสรีนิยมสุดโต่งเลวทราม ระบบการเมืองไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอนุรักษ์นิยมกับเสรีนิยม แต่ยังแบ่งแยกแตกย่อยลงไปมากกว่านั้น ซับซ้อนยิ่งกว่านั้น และเจ็บปวดร้าวรานยิ่งกว่านั้น

ดังนั้นในท้ายที่สุดการจากไปอย่างไร้คำตอบของเอเดรียน่า(เพื่อสาวเสริ์ฟของเะธอเฝ้าถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าทำไมเธอจึงไปจากปอล แต่ไม่ว่าจะถามอย่างไรก็ไม่มช่คำตอบที่แท้) จึงเป็นการปฏิเสธคุณค่าแบบ ‘ระบบเสรีนิยม’ ที่ใจกลางโลกของปอลกับของเธอเป็นคนละที่กัน ดินแดนที่ปอลเกิดคือใจกลางโลกที่ไม่ซ้ายไม่ขวาเป็นใจกลางโลกที่ถุกตั้งขึ้นโดยระบบของการชั่งตวงวัดคุณค่า แต่ใจกลางโลกของเอดรียน่าคือสถานที่ลึกลับซึ่งเป็นของเธอคนเดียว ที่อย่างห้องเล็กๆที่ไม่มีห้องน้ำ หรือการกินส้มบนรถไฟ

หากนี่ก็ไม่ใช่การฉลองชัยชนะโรแมนติกของเสรีนิยม ในฉากสุดท้ายของหนัง เอเดรียน่าไม่ต่างจากเหล่าปัญญาชนใน Jonas will be 25 in a year 2000 เธอพ่านแพ้ต่อระบบเช่นคนอื่นๆ เธอกลายจากสาวเสริ์ฟรักอิสระ ไปเป็นสาวโรงงาน ตกอยู่ในระบบที่โหดเหี้ยมยิ่งกว่าหากยังมีช่องโหว่อยู่มากกว่า อย่างน้อยเธอก็ยังได้กินส้มดังเช่นที่เธอปรารถนา
ความหวังนั้นเกิดใหม่เสมอและมันถูกส่งต่อออกไปในทุกๆวัน แต่แทนที่ความหวังจะหลั่งไหลเขามในชีวิต มันกลับแตกสลายไปโดยฝีมือของอะไรอย่างเช่น คำลวง โอกาส หรือ ความกลัว -และนั้นคือข้อความสุดท้ายจากเอเดรียน่า

อ่านพิ่มเติม ALAIN TANER  แรงเฉื่อยของปัจเจกชน


Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot!

#2 By หัวโบราณ on 2011-10-21 13:56