หนังเป็นเหมือนภาคต่อกลายๆของภาคเจ็ด (ว่ากันว่านั้น)ที่ยายปอบหยิบขี่สกูตเตอร์ตกเขาไป ในหนังเรื่องนี้ กาลตัดไปเป็นยี่สิบปีต่อมา กลุ่มนักมานุษยวิทยาเข้ามขุดหาซากปอบหยิบในหมู่บ้าน แล้วก็โดนปอบจกไส้ไปคืนเดียวสามคน ที่เหลือก็ตกค้างอยู่ในหมู่บ้านที่ไม่รู้ว่าใครเป็นปอบ แล้วเอาเข้าจริงยายหยิบยังไม่ตายแต่กำลังรักษาปอบแบบสมุนไพรกับหมอณเดชน์ เอ๊ย เดช ด้วยการหัดเป็นมังสวิรัติ แม้ยายหยิบจะลักลอบออกมาตอนกลางคืนเสมอก็ตาม ในหมู่บ้านก็กำลังวุ่นวาย เมียผู้ใหญ่กินตับ(ทางพฤตินัย)กับหนุ่มทั้งหมู่บ้าน ผู้ใหญ่กับเถ้าแก่ก็กำลังวางแผนฮุบที่ชาวบ้าน (โดยการใส่ความว่าเป็นปอบ)  แถมยังมีไอ้หนุ่มเนิร์ดประจำหมู่บ้าน คนนึงปรดิษฐ์อะไรมั่วซั่ว อีกคนทำสตูดิโอปั้นรูปบ้าบอที่มี เอิ่มมมม ห้องทรมาน

โอเค จริงๆมันก็ออกแนวหนังผีปอบพอเพียง (ในทางการเกษตร) และไม่เคยเพียงพอ(ในการวิ่งหนีปอบ) แต่สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าตื่นเต้นมากๆคึือการที่ตัวมัน แม้จะรีฟอร์มมาแล้ว ก็ยังคงเป็นจริตหนังชาวบ่านขนานแท้ ความพิถีพิถัน หรือสมเหตุสมผลนั้นอย่าได้กล่าวถึงให้มากความ   ในอีกทางหนึ่งสิ่งที่หนังมอบให้อย่าเต็มเปี่ยมคือการตัดต่อที่แสนพิลึกพิสดาร จนอาจจะงง เพราะดูเหมือนไวยากรณ์ของคนทำหนังชุดนี้จะเล่าเรื่องด้วยไวยากรณ์ทางภาพคนละชุดกับโรงเรียนหนังโดยสิ้นเชิง ผู้เขียนยอมรับว่าไม่เชี่ยวชาญพอจะอธิบายความแตกต่างนี้ได้ แต่จังหวะการตัดต่อการซูมกล้อง หรือการเรียงเรื่องราวนั้นน่าสนใจมากๆ จนหากเป็นไปได้ขอสนับสนุนให้มีการศึกษาไวยากรร์ทางภาพในกลุ่มหนังภูธรอย่างจริงจัง เพราะมันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการถ่าย การตัดแบบที่ผู้เขียนคุ้นเคยในหนังไทยทำอาร์ต หรือหนังไทยทำป๊อปที่เกลื่อนตลาด (เอาเข้าจริงๆแม้แต่นังตลกตลกทำยังมีการตัดต่อที่มีไวยากรณ์แบบใกล้เคียงหนังชาวกรุงมากกว่า)

ด้านการหนีปอบนั้นก็น่ทึ่งเป็นอย่างยิ่ง แน่นอนว่าผู้เขียนอ่อนด้อยหนังในตระกูลนี้มากๆจนไม่อาจทราบได้ว่ายุทธวิธีหนีปอบในหนังภาคก่อนๆนั้นแอดวานซ์ไปถึงขั้นไหน แต่ถ้ากล่าวกันเฉพาะในภาคนี้ก็นับได้ว่า  ‘ไม่มีการเกรงฟ้าเกรงดิน’  กันอีกแล้ว การหนีปอบในหนังจึงสามรถประเคนเอา กับดัก หุ่นชัก ห้องทรมาน สตูดิโอศิลปะ รถแบคโฮ  จักรยาน ตุ่ม คอมพิวเตอร์ทัชสกรีน จีพีอาร์เอส รถพลังแสงอาทิตย์ ดีวีดีปราบผ ไปจนถึงเทียนเสก และอะไรต่อมิอะไร ให้มาปรากฏร่วมอย่างบ้าคลั่งได้ขนาดนี้ ความบ้าคลั่งในหนังจัดอยู่ในขั้นคัลท์แตกอย่างแน่นอน (หากว่ามันเป็นหนังของชาติอื่นละก็ แต่ในหนังไทยมันคือความไร้สาระน่าสมเพชไปเสียฉิบ)


อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าสนใจที่สุด สำคัญที่สุดและทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในหนังไทยที่ไปไกลที่สุดเรื่องหนึ่งในการนำเสนอภาพชนบทร่วมสมัยไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม คือการที่มันบันทึกภาพชนบทปัจจุบันที่ไม่ต้องมีสายตาโรแมนติไซส์อีกต่อไป

ชนบทในหนังเรื่องนี้คือภาพแทนของชุมชนที่ประกอบไปด้วยความเชื่อไสยศาสตร์ที่ไหลเวียนในทุกอณู การก้าวเข้ามาของเทคโนโลยีหรือศิลปะ ก็ไม่ไ้มาในฐานะสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์กับชาวบ้านขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เครื่องมือที่ช่วยเหลือให้ชาวบ้านพ้นจากความยากเข็ญกล่าวให้ถูกต้อง มันมีเพียงลักษณะเดียวคือลักษณะอิหลักอิเหลื่อครึ่งๆกลางๆตามมีตามเกิด เรียกกันใก้เท่ๆว่า ‘ภูมิปัญญาชาวบ้าน’


เราได้เห็นชนบทที่มีคอมพิวเตอร์อยู่ในหลายๆบ้าน ไม่ว่าจะเป็นกระต๊อบมุงจาก หรือสตูดิโอหลังคาสังกะสี การทำหุ่นโ๙ว์แบบลวกๆตลกๆ หรือการประดิษฐ์รถยนตร์ทำเองแบบโง่ๆ แน่นอนว่ามันถูกทำมาให้ตลก ทำมาให้ขัดเขินผิดที่ผิดทาง ทำมาให้เห็นว่าเป็นสิ่งโง่ๆ แต่มันน่าสนใจว่ามันไม่ได้ทำหน้าที่ในทำนองความผิดที่ผิดทางอย่างโดดเด่นอีกต่อไป มันกลับดำรงคงอยู่แบบที่มันอยู่จริงๆในชุมชน ผิดที่ผิดทางน้อยๆ ถูกนำมาอก้ไขดัดแปลงให้พอใช้ได้ แต่ไม่ค่อยสวยงามตามแบบมืออาชีพ

ชนบทในหนังเรื่องนี้ยังมีประเด็นน่าสนใจมาๆในทำนองที่ว่าตัวร้ายของหนังเรื่องนี้คือ ผู้ใหญ่บ้านที่ต้องการขุดเอาผีปอบมาเป็นจุดขายในการท่องเที่ยว!!!!  ในทางหนึ่งไสยศาสตร์ในหนังคือสิ่งที่อยู่ ‘ข้างใน’ ชุมชน สิ่งที่ชุมชนร่วมกันปกปิด แต่ในหนังเรื่องนี้มันคือสิ่งคุกคาม ทั้งในระดับความลับในชุมชน หากยังทำหน้าที่เป็นภัยคุกคามที่จะดึงคนนอกเข้ามาทำลายชุมชนอีกด้วย

หนำซ้ำไปกว่านั้น ชุมชนในหนังเรื่องนี้ไม่มีพระ!ทั้งผีทั้งคนในหนังเรื่องนี้พึ่งคอมพิวเตอรื เทคโนโลยีครึ่งๆกลางๆในการสู้ผีหรือสู้ตัวร้าย โดยไม่พึ่งสิ่งสำคัญที่เราพยายามสร้างให้เป็นฐานในชุมชนอย่างเช่น ศาสนา หรือฝ่ายปกครอง (ไม่มีพระ ไม่มีตำรวจ ผู้ใหญ่บ้านเป็นตัวร้าย  แหม อยู่บ้านปูนอยู่คนเดียวเสียด้วยจากบรรดาชาวบ้านทั้งเรื่อง)

ถึงที่สุดจากสิ่งที่อ.กำจรเคยพูโไว้ว่าผีปอบคือภาพแทนของการต่อสู้กับอำนาจรัฐจากส่วนกลางในฐานะไสยศาสตร์ที่มีอำนาจเหนือหมู่บ้าน อำนาจของชาวบาน/ความเป็นหญิงที่เหนือกว่าอำนาจรัฐ(ในรูปภัยคุกคามของนักศึกษามาทำค่าย) กลายเป็นว่าอำนาจรัฐเดียวในเรื่อง(ผู้ใหญ่บ้าน)ได่้ปนวกรวมกับไสยศาสตร์ และเอาไสยศาสตร์มาเป็นเครื่องมือคุกคามาวบ้านเสียเอง

แล้วชาวบ่้านสู้อย่างไรน่ะหรือ ก็ฝีมือผีอีหยิบน่ะสิ ปอบหยิบ อีกครั้ง ทำหน้าที่ปกป้องหมู่บ้านจากภัยคุกคาม แต่เปลี่ยนเป็ฮีโร่เต็มตัวด้วยความช่วยเหลือของเทคโนโลยีภูมิปัญญาชาวบ้าน!

ยังเหนือไม่พอ หนังไม่ได้สะท้อนเพียงภาพร่างของชุมชนในยุคปัจจุบัน หากหนังยังถึงกับวิพากษ์อาการกลับไม่ได้ไปไม่ถึง ไม่มีใครช่วย และไม่รู้จะช่วยตัวเองอย่างไรของสังคมชนบทในเรื่องไว้อย่างแยบคายด้วย

อย่างไรน่ะหรือก็อย่างในการที่ในที่สุดในหนังเรื่องนี้ไม่มีการจับปอบ  ไม่มีใครต้องโดนลงโทษ ตัวร้ายหนีรอด ไม่กระทั่งได้รับการเปิดเผยความจริงว่าเป็นคนชั่วช้า เป็นคนนำเข้าผีปอบ แต่ชาวบ้านก็แค่วิพาก์วิจารณ์แต่ไม่มีใครเอาเรื่องเอาราวอะไร คนที่ตายก็ตายไป กระทั่งผีอีหยิบก็กลับไปเป้นมังสวิรัติสู้ชีวิตกับหมอเดชตามเดิม ชาวบ้านดำเนินชีวิตต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่เหลืออะไรไว้ให้จดจำ บางทีนี่อาจเป็นภาพแทนสังคมชนบทสิ้นไร้ไม้ตอกที่น่าทึ่งที่สุด

แม้จะรู้ตัวหรือไม่แต่การจบของหนังก็สะท้อนสะเทืิอนอาการตัดขาด มึนเบลอ ช่วยตัวเองไม่ได้ และไม่รู้จะทำอะไรนอกจากอยุ่ต่อไปของสังคมไทยที่ออกมาทั้งเพ้อเจ้อขบขัน และขมขื่นโดยไม่ตั้งใจ

ถึงที่สุด การreformationของบ้านผีปอบอาจจะเป็นแค่หนังเอาตลกไม่มีอะไร เป็นงานชั้นต่ำ ที่ดำรงคงอยุ่เพื่อให้คนหัวสูงเหยียดหยาม แต่โลกไม่ได้มีแค่high art และความเป็นศิลปะไม่ได้รับใช้มิติเดียว การหยิบไม้บรรทัดวัดหนังอาร์ตมาเหยียดหยามหนังเรื่องนี้จึงอาจจะผิดเสียตั้งแต่หยิบไม้บรรทัดผิดสเกลแล้วก็เป็นได้

ในฐานะหนังปอบภูธร หนังคัลท์ หนังของคนชั้นล่าง หนังตลกไร้่สาระ บ้านผีปอบreformation กลับหลักแหลมคมคายยิ่งไม่ว่าคนทำจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

Comment

Comment:

Tweet

เห็นด้วยครับ ความเป็นศิลปะไม่ได้รับใช้มิติเดียวครับ

#5 By Theeraphat Ngathong on 2011-10-09 17:50

Hot!

#3 By แก้วตา on 2011-10-04 07:41

ผมจำได้ว่าภาครีเมคล่าสุดไม่หนุกเท่าไหร่ ไม่หลอนไม่ฮาเหมือนต้นฉบับสิบกว่าภาคที่เคยดูตอนเด็ก ภาคนี้ก็ยังไม่ได้ดู แต่อ่านแล้วผมคงต้องลองไปดูที่โรงภาพยนตร์ใกล้หอแล้วแหละ

#2 By dong=ดอง,โด่ง on 2011-10-03 20:54

Hot! ผมเคยดูแค่ไม่กี่ภาคเอง ภาคเก่าๆ แรกๆ ก็เหมือนจะทำให้ดูสนุกๆ แล้วก็มีวิธีการหนีผีแบบฮาๆ ลงตุ่ม โดดน้ำ ลงไปแล้ว reverse ภาพกลับสัก 2-3 รอบ 555+

#1 By Rachel Komolsut on 2011-10-03 10:03