ปัญหาหลักของหนังเลยคือ หนังมันไม่สามารถพาเราเข้าไปถึงความหวั่นไหวของวัยรุ่นได้ในฐานะมนุษย์จริงๆที่ต้องตัดสินใจกับปัญหาใหญ่ๆในชีวิต เรารู้สึกว่าหนังมีความพยายาม (และไปไกลที่สุดในทอมแฮ้ง) แต่ อาจะจด้วยเวลา หรือ การแสดง หรือบท หรืออะไรก็ตาม ทำให้ในที่สุดมันยังเป็นหนังดูสบาย ปัญหาในชีวิตตัวละครยังเป็นปัญหาของตัวละครมากกว่าคนจริงๆ ซึ่งแน่นอนมันทำได้ยากมาก ความซวยประการหนึ่งคือเราเพิ่งดู THE KID WITH THE BIKE ไปไม่กี่วัน ในหนังแบบนี้ ถ้าไม่ใช่ดาร์แดนน์มันก็ยากมากๆที่จะจบโดยไม่โกงตัวละครหรือผู้ชม (แน่นอนว่าเราชอบตอนจบของไปสเม็ด แต่เรารู้สึกว่ามันมีนัยยะของการโกงเรื่องอยู่นิดหน่อย ซึ่งไม่ได้่สำคัญหรือเลวร้าย แต่มันหย่อนพลังลงเมื่อเทียบกับตอนจบของทอมแฮ้ง ซึ่งเป็นตอนจบของหนังที่เราปลื้มมากๆ)

แต่สิ่งที่ดีมากๆ และเราไม่เคยเห็นมาก่อนในหนังเรื่องอื่นหรือชาติอื่น คือการทำให้เราเห็นว่าวัยรุ่นพวกนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่งี่เง่า ง่อยเปลี้ยเสียขา เอามากๆ มันต่างจากความสับสนในฐานะมนุษย์ แต่สิ่งที่เด็กวัยุุ่นทุกคนในเรื่องมีร่วมกันคือพวกเขาไม่สามารถจะจัดการกับอะไรในชีวิตตัวเองได้เลย แน่นอว่าตอนเป็นแม่เป็นเมีย มัอาจจะเคลือบคลุมอยู่ในความเซอร์เเรียลของมัน แต่เราก็รู้สึกรุนแรงมากๆ ว่าเด็กพวกนี้อาจจะไม่ได้โตขึ้น หรือเรียนรู้หรือกลายเป็นผู้ใหญ่ชั่วขช้ามคืน ความง่อยเปลี้ยเสียขาไม่ใช่เรื่องเฉพาะคนแต่เป็นลักษณะเฉพาะของวัยรุ่นไทย (โดยเฉพาะตอนไปเสม็ด ที่เราเห็นได้เลยว่าวัยรุ่นชนชั้นกลางมันง่อยแดกกันได้ขนาดไหน) ไม่รุ้ว่าเป็นสิ่งที่ตั้งใจหรือเปล่าแต่เราคิดว่าภาพวัยรุ่นในเรื่องนี้เป็นภาพที่น่าสนใจมากๆ

ที่น่าสนใจมากกว่าคือในหนังทั้งสามเรื่องดูเหมือนพ่อแม่จะอยู่ไกลจากลูกมากๆ ผู้ใหญ่ไม่ปรากฏหน้าตาเลยในเรื่องแรก เรื่องที่สองผู้ใหญ่วุ่นวายกับการทำมาหากินและชีวิตของตัวเอง ในขระที่เรื่องที่สามผู้ใหญ่นั้นเองที่ควบคุมและไม่สามารถเข้าถึงลูกหลานของตัวเองได้เลย อาการง่อยเปลี้ยเสียขาของเด็กวัยรุ่นในหนังจึงมีส่วนร่วมมาจากผู้ใหญ่ที่ไม่มีอยู่นั่นด้วย 


จริงๆแล้วหนังสองตอนที่เหลือเป็นเหมือน Sliding Doors ของทางเลือกในตอนจบของตอนแรกเหมือนกัน คือเริ่มที่ทำท้อง แล้วทำแท้งหรือไม่ทำแท้ง โชคดีที่มันไม่ทำตัวเป็น pro life หรือ pro choice เพราะทางไหนชีวิตก็โหดทั้งนั้น

ไปทีละเรื่อง 

ไปสเม็ด เล่าเรื่องของวัยรุ่นชนชั้นกลางที่ไปเสม็ดเสร็จทุกรายหลังสอบแอดมิชชั่น พอกลับมาเตรียมตัวเข้ามหาลัยสาวเจ้าก็ดันท้องขึ้นมา หนังโฟกัสช่วงความหวั่นไหวของการรู้ว่าตัวเองตั้งท้อง โดยการตัดตัวละครผู้ใหญ่ออกจากเรื่องหมดเลย (ผู้ใหญ่ที่มามาเป็นเสียงแค่นั้นเอง) ทั้งหมดจึงเป็นโลกของเด็กๆที่ต้องแก้ปัญหากันเอง 

สิ่งที่น่าสนใจคือหนังจับส่วนของเด็กๆลูกหลานชนชั้นกลางที่มี ‘อนาคตที่สดใสรออยู่’ (ต่างจากเด็กชนชั้นล่างในเป็นแม่เป็นแมียซึ่งเป็คู่เปรียบมวยทางชนชั้นที่น่าสนใจมากๆ ) น่าเสียดายที่หนังเสียเวลาในช่วงเสม็ดมากพอสมควรเพื่อปูภาพนิสัยใจคอ ใจเร็ว่วนได้หรือรอไปก่อน ความลังเลไม่มั่นใจออะไรของเด็กทั้งคู่ พอมาถึงครึ่งหลังไอ้ความรู้สึกหวั่นไหวร่วมไปกับตัวละครมันเลยน้อยลง เพราะมันเป็นตัวละครที่ปูปูมหลังมาเผื่อแล้ว(ทุกอย่างบนจอสำคัญหมด ) เราเลยไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวหรืออินไปกับฉากระเบิดอารม์ของเด็กสาว (น่าสนใจว่าขอบเขตของความโกรธ คือการก้าวข้ามจากคำสุภาพไปเป็นคำหยาบ ซึ่งอาจจะเป็นลักษณะเฉพาะของเด็กๆในเมืองด้วยซ้ำ (เด็กไทยชนชั้นล่างทั่วไปก็หยาบคายกันเป็นปกติ) ) การแสดงภาพของการท้องในฐานะสิ่งที่ขัดขวางอนาคตของเด็กคู่นี้ทำให้มันตั้งคำถามที่น่าสนใจเพราะเราดุก็รู้ว่าอีคู่นี้ไปไม่รอดแน่ๆ

อย่างไรก็ตามจุดที่ทำให้เราไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้มากคือการให้ความหวังในฉากจบของเรื่อง จุดจบของหนังแบบเราจะก้าวไปด้วยกันแล้วทิ้งเรื่องท้องไม่ท้องไว้ค้างคาอาจจะเวริ์คในแง่ความเท่หรือการบอกว่าสิ่งสำคัญในหนังมันคือการเรียนรู้ที่จะออกมาสู้ปัญหาครั้งแรกในชีวิตแต่มันก็ดูละท้ิงตัวละคร และผู้ชมอยู่ในที (อันที่จริงไม่ได้หมายถึงว่าถ้าจบแบบรู้ว่าท้องหรือไม่ท้องจะดีกว่ าแต่ถ้าจะเล่นประเด็นชีวิตจริง คงต้องลากยาวออกไปเป็นหนังยาวๆเลย) 

แอบคิดเล่นๆว่าถ้าหนังเฉลยว่าไม่ท้อง แล้วคู่นี้เลิกกันไม่ใช่เพราะเรื่องท้องไม่ท้องแต่เพราะเรื่องสันดานอะไร มันจะเป็นหนังชนชั้นที่แรงดีเรื่องหนึ่งเลย(อันนี้นอกเรื่องไม่เกี่ยวกับหนัง)

เป็นแม่เป็นเมีย เป็นเรื่องที่เราชอบที่สุดในบรรดาสามเรื่อง แต่ก็นั่นแหละ หนังดีดตัวจากการเป็นหนังเรียลๆสะท้อนภาพชีวิตหรือ moral dilemma ไปเป็นหนังเหวอๆจลกๆที่ฉาย ‘ภาพแทน’มากกว่าจะเล่าตรงๆ ซึ่งในทางหนึ่งมันก้เป็นอีกรูปแบบในการโกงประเด็น แต่ในทางหนึ่งการสร้างภาพแทนมันก็เล่าได้แสบสันต์กว่าลงลึกกว่าน่าสนใจกว่ามากๆ

หนังเล่าเรื่องไอ้หนุ่มกับเมียสาวท้องเจ็ดเดือน ที่หลบอยู่บนห้องชั้นสองของบ้านฝ่ายหญิงที่ข้างล่างเป็นร้านขายของชำ พี่ชายของสาวเจ้ากำลังทำหนังว่าด้วย ครอบครัว(แสนสุข)ของฉันอยู่

หนังทำตัวแบบก้าวกระโดดจากตรรกะเหตุผลแบบใครอะไรที่ไหนอย่างไร ซึ่งมันเป็นข้อดีมากๆเพราะมันเปิดให้หนังเล่นความหวั่นไหวของอีสาวที่ท้องตั้งแต่อายุสิบเจ็ด ความไม่เอาไหนในการเป็นเมีย หรือเป็นแม่ (ในทางตรงข้าม เป้นผัวและเป็นพ่อ) เพราะอีทั้งคู่นี้ไม่ได้เป็นอะไรนอกจากเป็นเด็ก อาการเอาแต่ใจของฝ่ายหญิงหรือทำอะไรม่เป็นของฝ่ายชาย จึงแสดงอาการงกงเินง่อยเปลี้ยเสียขาเมื่อเลือก Pro Life ชีวิตครอบครัวของพ่อแม่ก็พินาศพอกัน (ในฉากวีดีโอ อีพ่อดูเหมือนจะชอบรูปแม่มากกว่าตัวแม่จริงๆ ) ในขณะเดียวกันพ่อแม่ในหนังก็ง่วนกับเรื่องส่วนตัวผัวเมียมากกว่าจะคุยอะไรกับลูก อย่างมากแคต่ทำกับข้าวไปส่ง(ดูเหมือนจะกลัวที่จะต้องพูดคุยกันด้วยซ้ำ) การทิ้งร้านไปหนึ่งวันเต็มๆของคนในบ้าน เป็นเสมือนการปล่อยให้เด็กเอาแต่ใจสองคนต้องเล่นขายของในฐานะผัวพ่อเมียแม่ (ฉากที่น่าสนใจคือเด็กสาวต้องเป็นแม่เริ่มจากการล้างขี้ให้ไอ้เมริ์คลูกวินมอไซคล์แบบงกๆเงิ่นๆ ) 
หนังฉายภาพเด็กสองคนในสถานะแบบเด็กโตมากับสื่อ ทั้งเรื่อง เอเอฟหรือนักมวย หรือหนังสือดารา หรือละครหลังข่าว(รีเมคเอง) เด็กสองคนเก็บตัวอยู่ชั้นสอง ห่างไกลจากผู้คนมีความรับผิดชอบเป็นทั้งการลงโทษ การลอยตัวจากความผิด การสำนึกบาป แอก และแสงส่องทาง 

แม้จะเป็นหนังแบบภาพแทนเว่อๆตลกๆ แต่ตอนนี้กลับมีรายละเอียดตัวละครที่น่าสนใจมาก ไอ้อาการหยิบหย่งทำอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่เป็นของไอ้ม่อน หรืออาการเอาแต่ใจของนางอิงล้วนฉายภาพป่านการทำกับข้าว ขายของชำ (ไอ้ม่อนจริงๆไม่ได้ขายของให้มครเลยเอาแต่ทำหกและเก็บแล้วเช็ดนั่นแหละ เหมือนกับตามรับผิดชอบสาวที่ทำท้องนั่นแหละ) ในขณะที่นางอิงจริงๆก็ไม่ใช่สาวน่าสงสารดวงซวย หลายฉากเป็นการแสดงเพื่อเรียความสนใจด้วยซ่้ำ อาการเด็กแตกถูกเอามาเล่นเวริ์คมากในฉาก ทอดลุกชิ้นหรือขายปลาดุก นี่แหละวิธีแก้ปัญหา ทำไม่ได้กูเขวี้ยงทิ้งเลย 

ที่น่าขันคือยิ่งปิดชาวบ้านก็ทำท่าเหมือนจะรู้กันอยู่แล้วนั่นแหละ มีแต่ไอ้สองคนนี่ที่ไม่รู้อะไร ไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะไปทางไหน ฉากอุ้มเมียตกกะไดจึงเป็นฉากที่ดีมากในการแสดงภาพอาการหลุดเดี่ยวของเด็กวัยรุ่นที่ต้องช่วยเหลือตัวเองทั้งที่ไม่ได้พร้อมอะไรเลย 

การเล่นสนุกในอาการตลกหน้าตายของเป็นแม่เป็นเมียจึงเป็นการละเล่นพ่อแม่ลูกแบบซ้อมใหญ่ของจริงที่แสบดีมาก

ทอมแฮ้งน่าจะเป็นตอนที่ดูเป็นหนังเล่าเรื่องตามขนบที่สุดในแง่ของการตามติดสภาวะของเด็กสาวทอมบอยที่บังเอิญเสียตัวให้เพื่อนผู้่ชายที่เพิ่งรู้จักกันเพราะความเมา ซึ่งเธอไม่ได้คิดอะไรเสียแล้วเสียไปจนเรื่องมันเลยเถิดไปว่าเธอดันท้องขึ้นมา แม้จริงๆ้เธอจะเป็นทอมก็ตาม

สิ่งที่น่าสนใจคือการเปิดฉากด้วยการที่แม่บอกว่าไม่เป็นไรให้พาแฟนมาบ้าน จริงๆตอนที่เริ่มดูจริงๆก็รู้สึกเฉยๆแต่พอมาคิดอีกทีฉากนี้เฉลยประเด็นสำคัญสองประเด็นของหนังไว้เลย นั้นคือหนึ่ง การท้าทายฝ่าย pro life (แม่) และการที่แม่ผู้pro life เห็นว่าสิ่งที่รับไม่ได้มากกว่าการท้องในวัยเรียนคือการที่ลุกสาวเป็นเลสเบี้ยน 

นี่ก็อีกเหมือนกัน หนังพยายามจะจริงจังกับเรื่อง แต่มันขาดฉากเล้กฉากน้อยที่จะทำให้เราเข้าใจตัวละครอย่างลึกซึ้งในฐานะมนุษย์จริงๆ( ที่แปลกคือในเป็นแม่เป็นเมียกลับมีากแบบนี้เยอะมาก และดีมากเช่นการกินข้าวหลังตู้เย็น หรือฉากเอาหนังสือดารามาปิดกระโถนฉี่) มันเลยลดตัวเองเป็นหนังเล่าเรื่องธรรมดาที่คุมการแสดงออกมาได้ดีมากๆ(โดยเฉพาะในครึ่งหลังที่ตัวละครต้องซีเรียสมากขึ้น) เหมือนกับไปเสม็ด ตัวละครในเรื่องที่เป็นหนังสมจริงยังดูล่องลอยมากกว่าจะมีเลือดมีเนื้อแต่นั่นก้ไม่ใช่ปัญหาเพราะสิ่งที่น่าชื่นชมปลาบปลื้มมากกว่าคือการท้าทายเรื่องสำคัญสองเรื่องในหนังเรื่องนี้ ซึ่ถือว่าเป็นการก้าวข้ามแบบเนียนๆสวยงาม (โดยส่วนตัวเราพอใจกับการเลือกของตัวละครในเรื่องนี้มากกว่าตัวละครใน insects in the backyard อยู่นิดหน่อยด้วยซ้ำ)

ดูเหมือนตัวละครนัทในเรื่องนี้ต้องแบกรับ ความเป็นอื่นถึงสองชั้น ในชั้นแรกคือท้องวัยเรียน แถมท้องกับใครก็ไม่รู้ แต่ประการหลังนั้นหนักกว่าคือการที่เธอเป็นรักร่วมเพศ 

อีกครั้งที่หนังกันผู้ใหญ่ออกไป แม่ของนัทจึงไม่เคย ไม่สามารถ ไม่มีทางจะเข้าใจสิ่งที่เธอต้องผเชิญ ปัญหาของแม่ไม่ใช่เรื่องท่้อง(แม่แก้ตัวลอยนวลว่าฉันก็single mom และมีเกราะคุ้มภัยเรื่องความบาปอีกชั้นหนึ่ง) แต่เป็นเรื่องลุกสาวเป็นทอม สิ่งที่แม่รับไม่ได้คือลูกสาวเป็นทอม ฉากเปิดของหนังจึงเป็นฉากที่ร้ายกาจมากในการเล่าเรื่องนี้ (ชอบการแสดงของจินตหรามากๆ) การเลือกของนัทอาจจะเป็นทางเลือกที่ต้องถุกประนาม ถูกลงโทษในหนังเรื่องอื่น ทั้งการตัดสินใจเรื่องท้องและเรื่องเพศ แต่ในหนังเรื่องนี้กลับทำทุกอย่างอย่างสวยงามมากๆ หนังก้าวข้ามฉากสำคัยเรียกน้ำตาไปให้หมดและกลับมาเล่นกับฉากอย่างเช่นฉากเปิดกระโปรง ที่เล่าเรื่องเพื่อนได้งดงาม พอๆกับฉากเฝ้าศพซึ่งมันเจ็บปวดมากเพราะไม่ใช่แค่เรื่องท้อง แต่เธอต้องแบกรับเอาบาปของการทำแท้งมาติดตัวเอาไว้ด้วย

ฉากจบของหนังกลายเป็นฉากแห่งปีได้สบายๆ ฉากงานวันเกิดในห้องลอคเกอร์ แสดงให้เห็นถึงชีวิตที่เธอเลือกเอง การก้าวข้ามพรมแดนของการลงโทษทางศีลธรรม เพื่อให้ผู้ชมมือถือสากปากถือศีลนอนหลับไปสุ่การคลี่คลาย ‘ทางเลือก’ ในฐานะมนุษยื ที่ไปพ้นจากความเป็นเมียและเป็นแม่ รอยยิ้มในงาวันเกิดของนัทเป็นสิ่งแสดงภพการก้าวข้ามที่น่าสนใจยิ่ง เพราะเธอเลือกได้ที่จะไม่เป็นเมีย ไม่เป็นแม่ 

เอาเข้าจริง รักจัดหนักก็ค่อนไปทาง prochoice อยู่ไม่น้อย แม้จะเชื่อในเรื่องสถาบันครอบครัวก็ตาม เอาเข้าจริงๆรักจัดหนักไม่ใช่หนังะท้อนสังคมเทศนาธรรม (การยังต้องการหนังที่เป็นครูอยู่ถือเป็นความซวยประการหนึ่ งเพราะครูในหนังไทยชอบสอนให้คนเป็นสัตว์ศีลธรรมมากกว่าเป็นมนุษยืที่มีทางเลือก) แ่รักจัดหนักเป็นหนังที่ฉายภาพความอ้างว้าง และอาการพิกลพิการของวัยรุ่นไทยที่ไร้ทางเลือกได้อย่างน่าสนใจมากๆ นี่ไม่ใช่หนังแบบ ท้องวัยรุ่นเป็นเรื่องชิลชิลแบบJUNOแต่ไม่ใช่หนังทำนองท้องวัยรุ่นตายซะอีดอก แบบ กว่าจะรู้เดียงสา แต่มันบอกกับผู้ชมว่า อะไรผลักเด็กๆไปสู่การไม่สามารถจัดการอะไรได้ไม่ว่าจะเป็นการทำท้องหรือการทำแท้ง
 

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot!

#2 By buffy on 2011-09-21 23:09

Hot! Hot! Hot!

#1 By หัวโบราณ on 2011-09-21 18:32