พูดได้ไม่อายปากว่าชาตินี้ทั้งชาติไม่ได้คิดจะกลับมาคืนดีกับจางอี็ดหมว หลังจากพี่เขาไปทำงานเปิดโอลิมปิก (แล้วตัวเองได้ไปดูหนังเรื่องPETITION ที่แสดงภาพการกวาดล้างคนเล็กคนน้อยต้อนับงานโอลิมปิก) 

อย่างไรก็ดี เราต้องยอมรับกันไปเลยว่าจางอี้โหมวเป็น ดรามาเมคเกอร์ตัวจริงเสียงจริง ปลดแอกแห่งรุ่ห้าออกจากอกเขาไปเสีย เราจะทิ้งอดีตอขงจูโ้ หรือคุณนายสี่ ไปพร้อมกับการโกอินเตอร์ของกงลี่ หนังไตรภาคคนเล็กคนน้อย แสดงภาพความเป็นดรามา่า เมคเกอร์อยุ่แล้ว แต่ข้่าพจเ้าก็ยังเอาเครดิตสะท้อนสังคมมาบดบังสายตาไปจนได้ 

เอาล่ะ ในฐานะคนทำหนังน้ำเน่าที่อาจจะดีเป็นลำดับต้นๆในจักรวาลหนังน้ำเน่า ข้าพเจ้าของกราบแทบเท้าเพราะหนังเรื่องนี้ทำให้ข้าพเจ้าร้องให้เป็นวรรคเป็นเวร ในระดับเดียวกับตอนดู BE WITH YOU หรือ THE ROAD HOME (ของน้าจางเอง)

พูดได้ไม่อายปากว่าเราไม่ได้แสวงหาปัญญาญาณอะไร เพราะฉะนั้นหนังรักน้ำเน่าเช่นนี้มันจึงจี๊ดใจแบบไม่ต้องพูดเรื่องความดีงามอะไรกันอีก 
 
 
โอเค วางเรื่อง ความฟูมฟายส่วนตัวไว้ก่อน

หนังเล่าเรื่องรักของเด็กหนุ่มสาววัยรุ่นช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม รักของผู้ยากไร้ภายใต้กฏเข้มแข็งทั้งของจารีตเก่าและกฏของพรรค รักนิรันดร์แบบที่ตอนนี้ไม่มีใครเชื่อกันอีกแล้ว รักแบบที่ต้องรอคอยหลายสิบปีเพื่อจะพานพบกันอกีสักครั้ง รักบริสุทธิ์ที่เลยลับอะไรแบบนั้น
 
จางอี้โหมวรู้จริงว่าตรงไหนจะเล่นแค่ไหนตรงไหนจะขยี้ ตรงไหนจะเล่าเพียงแผ่วเบา ตรงไหนจะถ่าย จะตัด จะเลือกเพลงประกอบ มันออกฤทธฺ์เรียกน้ำตาได้เหมาะเจาะจนเหลือเชื่อ แน่นอนว่าหนังต้องได้รับการต่อต้านในแง่ที่ว่ามันช่างฟูมฟายเร้าอารมณ์ แต่ความเร้าอารมณ์ก็มีสุนทรียศาสตร์ของมันอยู่ และเมื่อถึงมันก็ถึง จนปฏิเสธไม่ได้ที่จะร้องให้ให้กับมัน
 
สิ่งที่น่าสนใจสุดๆในประเด็นแนวคิดแบบรักนิรันดร์ (ซึ่งเป็นอุดมการณ์มากๆ) จาอี้โหมวเลือกหยิบ มาเล่าในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งเป็นช่วงเวลาของหนุ่มสาวบนแผ่นดินจีน โดยทั้งนี้ตัดบริบททางการเมืองทิ้งออกเกอืบหมด มันพาฝันใช่ไหม? ใช่ แต่ความพาฝันนนี้น่าสนใจมากๆๆ การผลักบริบททางการเมืองให้อยู่ไกลออกไปเป็นมือที่มองไม่เห็นคอนควบคุชีวิตหนุ่มสาวคู่นี้นั้นน่าสนใจมาก ไม่มีประเด็นความยากแค้นของการถูกส่งไปทำงานชนบท ไม่มีการกดขี่ของรัฐอะไร มีแต่หนุ่มสาวนัย์ตาเฟื่องฝันสองคนที่รักกันและกันเพียงแรกพบสบตา แต่ความรักของเขาและเธอถูกวางตำหน่งผ่านกำแพงหลายชั้น โดยกำแพงชั้นที่หนาแน่นที่สุดไม่ใช่กำแพงรัฐแต่เป็นกำแพงขนบเก่าและการนินทาของผู้คน (ชั้นที่หนึ่ง) กำแพงขแงรัฐที่ว่าด้วยความเปราะบางทางภูมิหลังของนางเอกกดทับลงมาอีกที (พ่อเธอเป็นฝ่ายขวาที่ถูกขังคุก แม่เธอโดนประนามตลอดเวลาและถูกลดตำแหน่งเป็นคนชั้นล่างสุดของสังคม ตัวเธอต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างนักเพื่อที่จะได้เป้นครูในเมืองดีกว่าถูกส่งไปใช่้แรงงานบ้านนอกแล้วทำให้แม่กับน้องต้องลำบาก)
 
เราอาจจะบอกได้เลยด้วยซ้ำว่า รัฐ พรรค และขนบนี้เองได้สร้างความรักนิรันดร์ขึ้นในฐานะอุดมการณ์หนึ่งของหนุ่มสาว (กล่าวให่้ง่ายในปัจจุบันนี้ยังมีใครแครเรื่องรักนิรันดร์บ้าง) การพบกันเพียงน้อยครั้งทำให้ิีอีกฝ่ายจินตนาการคู่รักของตนจนกลายเป็นความรักอันยิ่งใหญ่ เมื่อพวกเขาพบเจอกัน ทุกเวลานาทีช่างมีความหมายมากมาย การนั่งเรียงเคียงกัน จับมือกัน หรือแม้แต่ลอบมองกันและกัน แสร้งว่ากอดสายลมนั้นมันได้ผลักให้ความรักดูยิ่งใหญ่ มากขึ้น (อย่างน้อยก็มากกว่าได้กันในคืนแรกของการเดทแล้วทุกข์ทรมานอยู่ในควาไมม่เหมือนกันของชีวิต) 

ยิ่งหนังนำเสนอความรักทั้งสองผ่านสัญญะอย่างต้นฮว์ธอร์นของวีรบุรุษ ต้นไม้ในหมู่บ้านที่ทั้งคู่ได้พบกัน ต้นไม้ที่วีรบุรุษถูกพวกญี่ปุ่นสังหาร เลือดของวีรบุรุษชโลมต้นไม้จนดอกขาวของมันค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดง ทั้งคู่พบรักกันใต้อุดมาการณ์วีรบุรุษแบบนั้นและค่อยๆแนบตัวเองเข้ากับอุดมการณ์นั้น เสื้อสีแดงในตอนท้ายของนางเอก คือผลของต้นฮว์ธอร์นแห่งรักบริสุทธิ์ (ไม่มีเซกซ์มาจิือปน) รักที่ถูกเทิดจนกลายเป็นอุดมการณืเป็นรักนิรันดร์
 
ในนี้เราอาจมีตัวเปรียบเทียบเป็นสาวหัวสมัยใหม่อย่างเพื่อนนางเอก ที่ไปรักกับหนุ่มร่วมชั้นเรียนได้กันแล้วท้องต้องไปทำแท้ง การเป็นสาวสมัยใหม่ไม่เชื่อในรักนิรันดร์ต้องถูกลงโทษอย่างสาหัสสากรรจ์ ในขณะที่ตัวละครหลักทั้งสองเป็นไปอย่างถูกทำนองคลองธรรม อุปสรรคใดๆที่ผ่านเข้ามา ยิ่งทำให้ความรักทั้งสองแนบแน่นขึ้น ฝังตัีวรวมร่างกับอุดมการณ์ของพรรคมากขึ้น กล่าวอย่างถึงที่สุด ความรักของทั้งสองคนไม่ใช่ความรักแบบขบถ มันคือความรักเชิงอุดมการณ์ ที่ความตายไม่ได้เป็นความเศร้าแตยิ่งทำให้มันสูงส่งขึ้

ที่น่าสนใจที่สุดคือช่วงท้ายของหนังที่บอกว่าถึงที่สุดหมู่บ้านและต้นฮว์ธอร์นก็จมลงในกระแสน้ำหลังการสร้างเขื่อนสามผา คล้ายจะบอกกลายๆถึงความพ่ายแพ้ของอุดมการณ์พรรคึ อุดมการณ์รัก ที่ต้องสูญเสียตัวเองให้กับทุนนิยม และจีนใหม่ -จากจุดนี้ถ้าย้อนกลับไปมองจางอี็โหมวในฐานะคนทำหนังขบถเราก็ค้นพบกลายๆว่าสิ่งที่เขาต่อต้าน(ในหนังของเขา) ไม่ใช่อำนาจรัฐด้วยซ้ำ แต่เป็นขนบเก่าแก่ต่างหาก (อันนี้อาจจะฟังดูไร้เดียงสาเพราะเราก็ยังดูหนังของเขาไม่ครบ) หรือไม่บางทีเขาก็อาจกลับไปจูบปากกับพรรคอย่างเป็นทางการจริงๆ จะอย่างไรก็ดี หนังเรื่องนี้ก็สุกสว่างในฐานะของหนังน้ำเน่าเกี่ยวกับรักนิรันดร์

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้ แต่จางอี้โหมวเป็นผู้กำกับที่ฉันชอบนะคะ

ชอบเหมือนที่ชอบหว่องกาไว ,ทิม เบอร์ตัน แล้วก็บาซ เลอห์มานน์ big smile

#1 By นกไร้ขา on 2010-12-26 09:50

ไม่ค่อยชอบดูหนังดราม่าสักเท่าไหร่

แต่อ่านแล้ว ทำให้กระชุ่มกระชวยหัวใจดีเหมือนกัน

เห็นค่าของความรักมากขึ้น

รักพ่อแม่มากขึ้น
รักเพื่อนๆมากขึ้น
รักพี่น้องมากขึ้น
รักเพื่อนมนุษย์ด้วยกันมากขึ้น

#2 By หัวโบราณ on 2010-12-26 12:01


ผมเป็นแฟน ของ พี่จาง คิดว่าในรุ่นนี้ ผมมีหนังของเขามากที่สุด

เท่าที่อ่านดู เหมือนกับว่า เขาเอาอยู่ทุกทาง คือ การผสมผสานในเรื่องอุดมการณ์ กับความรักของปัจเจก แถมมีสัญลักษณ์ใหญ่(ต้นไม้ชื่อแปลกดี) ที่ขับเน้นเรื่อง

เขียนซะอยากดูเลย อ่านแล้วทำให้ผมนึกถึง นวนิยายเล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นหนังสือในดวงใจ(อีกเล่ม) คือ


"บัลซัคกับสาวน้อยช่างเย็บผ้าชาวจีน" ( Balsac et la petite tailleuse chinoise )


อารมณ์ประมาณนี้ ความเยาว์วัย ในยุคสมัยเพ้อคลั่ง แต่ยังโรแมนติก(ได้)

big smile Hot!

#3 By ทิว แอด ไฟน์ on 2010-12-26 13:47