WHITE MATERIAL (CLAIRE DENIS/2009/FR) ของของคนขาว
posted on 25 Dec 2010 01:37 by filmsick
ตอนดูหนังเรื่องนี้แรกๆเรารู้สึกว่าทำไมหหนังมันถึงตรงไปตรงมา รูปแบบการตัดภาพหรือการเคลื่อนไหวของกล้องแบบ FRIDAY NIGHT หรือ การตัดต่อแบบ THE INTRUDER หรือการจ้องมองแบบ BEAU TRAVAIL มันจางลงจนเกือบคิดว่าเป็นหนังฝรั่งเศสธรรมดาๆเรื่องหนึ่ง แต่พบว่าตัวเองคิดผิดไปถนัด! เพราะยิ่งดูไปเราก็ยิ่งรู้สึกว่า นี่คือหนังที่เราควรจะเอาไปจัดประเภทเข้ากับหนัง ของKIYOSHI KUROSAWA หรือ หนังเรื่องSUMMER HOURS ของASSAYAS รวมไปถึงHEADING SOUTH ของ LAURENT CANTET ในฐานะที่มันเป็นหนังซึ่งจับจ้องปัญหาของปัจจุบันขณะด้วยสายตาหมกมุ่นครุ่นคิดจริงจัง มันเป็นหนังของวันนี้แบบที่เล่าเรื่องของตอนนี้ และDenis ไปไกลมากด้วยการสรุปประวัติศาสตร์ของอาณานิคมย่นย่อมันลงในตำแหน่งแห่งที่ ความสัมพันธ์และกรอบเหตุการณ์สั้นกินเวลาอาจจะเพียงสองวัน แต่นำเสนอในรูปแบบของการไร้กาลเวลาซึ่งทำให้มันกลายเป็นประวัติศาสตร์ไปจริงๆ
หนังเล่าเรื่องของไร่กาแฟในคาเมรูนที่กำลังจะต้องพินาศลงเพราะสงครามกลางเมือง มารีเป็นเจ้าของไร่ คนงานเธอหนีไปหมด เธอเลยต้องออกไปหาคนงานใหม่โดยใช้เงินหว่าน เพราะกาแฟกำลังอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยว สามีของเธอ ผูกสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อหวังจะหนีออกจากเมืองโดยใช้เงนทั้งหมดของเขากับ เธอแลกเปลี่ยน พ่อเธอ(หรือพ่อสามีของเธอ )เป็นเจ้าของไร่ตัวจริงและกำลังป่วยไข้ ลูกชายของเธอเป็นเด็กไม่เอาไหน แล้วสามีเธอก็มีลูกติดเป็นเด็กลูกครึ่งผิวสี แถมหัวหน้าคณะปฏิวัติก็หนีมาหลบในไร่ของเธอ พวกมาเฟียก็คอยตามรังควานอีก พลอตซับซ้อนซ่อนเงื่อน แต่นี่มันหนังของเดอนีส์ พลอตแบบที่ควรจะเล่าให้ระทึกขวัญเลยออกมาเป็นรูปแบบเฉพาะ ของเดอนีส์ อันประกอบด้วยความไม่ต่อเนื่องปะติดปะต่อ ความไม่รู้ ความสะพรึงที่ครอบคลุมหนังทั้งเรื่องในขณะที่เหตุการณ์ดำเนินไปราวกับเวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง
จะว่าไปหนังเป็นเหมือนภาคต่อกลายๆของChocolate ลองคิดเอาว่าเด็กใน Chocolate โตมาเป็นอุปแปรต์ ในขณะที่ Michele Subor ได้บทคนแก่อันตรายที่ป่วยหนักแบบเดียวกับบทที่ เขาได้รับใน THE INTRUDER ไหนจะ ISSAC DE BANKOLE ที่เคยเป็นทาสให้เด็กหญิงใน Chocolate ก็กลายมาเป็นนักปฏิวัติ(เป็นไปได้ไหมว่าเขาก็คือลูกหลานของคนรับใช้ของเด็กหญิงในChocolate นั่นแหละ )
ใน ขณ๊ะที่Chocolate เป็นหนังอัตชีวประวัติของDenis กลายๆ พูดถึงสมัยอาณานิคม การเป็นเจ้าอาณานิคม ความอยากเป็นคนขาวของคนผิวสี และความไม่สามารถประสานกันได้ของคนคนละเชื้อชาติ ความเป็นนายและบ่าว การครอบครองดินแดนเถื่อนถ้ำและความโหดร้ายทารุณของมัน
WHITE MATERIAL ในหนังน่าจะหมายถึงพวกข้าวของของคนขาว สิ่งที่คนขาวครอบครอง (สิ่งแรกที่ปรากฏในหนังคือไฟแชค) จริงๆถ้าพูดเช่นนี้ คนดำในอดีต ข้าทาสบริวารล้วนเป็น WHITE MATERIAL จากมุมมองของคนขาวทั้งสิ้น แต่ในโลกปัจจุบันหนังก็กลับความหมายของข้าวของของคนขาวให้กลายเป็นคำเรียกเหยียดๆที่คนพื้นเมืองมี เป็นคำที่สิบเนื่องมาจากความเกลียดชังและการต่อต้านคนขาวที่สูบกินเอาจาแผ่นดินของเขา
ถ้าคนรุ่น Michel Subor เป็นตัวแทนของการเดินทางเข้าไปครอบครองแผ่นดินด้วยสถานะเจ้าอาณานิคม (เราขยายภาพความเป็นเจ้าอาณานิคมของตัวละครตัว นี้ได้เลยด้วยTHE INTURDER) กดขี่คนงานทำงานในไร่ในสถานะทาส คนรุ่นMaria และสามีของเธอ (รับบทโดย Christopher Lamnert!!!) คือคนรุ่นต่อมา คนรุ่นหลังจากอาณานิคมล่มสลาย ประเทศอาณานิคมประกาศเอกราช และวุ่นวายอยู่กัยสงครามภายใน การล่าอาณานิคมแบบใหม่เป็นไปผ่านระบบทุน การเป็นนายจ้างลูกจ้างที่หว่านกันด้วยเงน ในขณะเดียวกันก็เลบ่นเส้นสายกับผู้บริหารประเทศระดับสูง ร่วมมือกันกินรวบจนบังเกิดชนชั้นกลางใหม่ที่ร่ำรวยจากการคยค้ากับฝรั่งและกดขี่ชนชั้นล่างเช่นเดิม โมเดลของแอฟริกานั้นชัดเจนด้วยตัวของมันเอง นำมาสู่สงครามกลางเมือง เมื่อประชาชนจับปืนขึ้นปฏิวัติตัวรัฐเอง (โดยคนขาวยังได้ประโยชน์จากไร่กาแฟ และสายสัมพันธ์อันแนบแน่นจนเกิดสิทธ์พิเศษ) ในขณะที่คนรุ่น MANUEL ลูกชายของMARIA ไม่ได้สนใจอะไรเรื่องกิจการของพ่อแม่ เด็กเหลาะแหละเหลวไหลที่ในวันหนึ่งก็ได้เรียนรู้ฤทธิ์เดชของการปฏิวัติ เรียนรู้การสูบเลือดเนื้อของคนรุ่นพ่อแม่ และตัดสินใจโกนหัวปวารณาตัวเข้าเป็นนักปฏิวัติกับเขาด้วย
แต่การปฏิวัติตายแล้วไม่ก็เป็นแค่นกเจ็บรอวันตาย เหมือน THE BOXER หัวหน้าคณะปฏิวัติ ที่ถูกยิงจนมาหลบอยู่ในไร่คนขาวและไม่มีบทบาทอะไร เหลือเพียงทหารฟันน้ำนม สงครามที่ดำเนินไปโดยทหารเด็กซึ่งไม่ได้มีอุดมการณ์ปลดแอกอะไรอีก ทั้งหมดเป็นความโกลาหลของโจรสองกลุ่มที่มีปืนและอำนาจ
โดย ที่เธอไม่รู้ตัว คนอย่างMARIE เข้าใจว่าเธอเห็นอกเห็นใจคนพื้นเมือง เธอให้งานพวกเขาทำ จ่ายเงินให้ดูแลทุกข์สุข เธอเป็นนายจ้างที่ดี แต่เธอไม่มีทางเป็นส่วนหนึ่งกับพวกเขาได้หรอก เพราะถึงที่สุดเธอปล่อยให้พวกเขานอนในห้องเก็บของโสโครก ขณะที่เธอนอนในบ้าน หรือกักตุนอาหารไว้ในขณะที่คนงานของเธอหิวโหย เธอเพียงตีสองหน้าปลอบตัวเองว่าอย่างน้อยเธอก็ เป็นมิตรกับคนเหล่านี้ ในขณะที่ MANUEL พยายามจะเป็นส่วนหนึ่งกับคนเหล่านั้น หลังจากเกือบเสียชีวิต ถูกทื้งให้เปลือยเปล่าคลุฝุ่นจนผิวเผิอดเปื้อนดินจนดูคล้ายคนดำ แต่เขาไม่ใช่คนดำไม่มีวัน แม้เขาจะเปิดประตูห้องเก็บของของแม่ให้พวกทหารเด็กเอาอาหารมากิน เอายามาเสพให้เคลิ้มลอย ถึงที่สุดเขาก็ไม่ได้เป็นคนดำ เช่นเดียวกับที่คนดำยากจนจะไม่มีวันได้เสวยสุข เมื่อทหารมาไล่ฆ่าแก๊งทหารเด็กอย่างเหี้ยมโหดขณะพวกเขาหลับอุตุอยู่ในบ้าน ‘ของคนขาว’
ดูเหมือนสิ่งตกค้างของลัทธิอาณานิคมจะดำเนินอยู่ต่อไปไม่สิ้นสุดลงง่าย และDenis เลือกหยิบประเด็นมาเล่าได้อย่างหนักแน่นเข้มข้นและใช้พลังของภาพยนตร์อธิบายประเด็นออกมาอย่างหมดจด โดยแอบแนบอิงอยู่กับสถาณการณ์แห่งปัจจุบันขณะและยังคงรูปแบบภาพยนตร์อันเป็นเอกลักษณ์ของเธอไว้เหนียวแน่นและน่าทึ่ง!
บางทีการดูหนังก็เหมือนกับการดูชีวิตแบบยนย่อนั้นเอง
#1 By หัวโบราณ on 2010-12-25 06:44