EXPERIENCE IN SEPTEMBER 2010
posted on 15 Dec 2010 14:41 by filmsick in FILMFLU1.BAXTER VERA BAXTER ( MARGUERTIE DURAS /1977/FR)

2.WILD GRASS ( ALAIN RESNAIS/2009/FR)
ทุกอย่างในหนังเรื่องนี้ตลกมากๆๆๆๆๆๆ นี่คือหนังที่ตลกที่สุด เรื่องหนึ่งและความตลกของมันเป้น cinematic มากๆๆๆๆๆ เราอาจจะบอกว่านี่เป็นหนังแบบโกดาร์ด แต่โกดาร์ดคงทำหนังตลกที่นุ่มนวลเก๋ไก๋แบบนี้ไม่ได้
เรื่องของหนังเก๋มากๆ เพราะมันว่าด้วยนางเอกที่ไปซื้อรองเท้าแล้วโดนขโมยกระเป๋าตังค์ แต่เธอกลับบ้านไปอาบน้ำอุ่น เวลาต่อมากระเป๋าตังค์ของเธอถูกโยนทิ้งไว้แถวรถพระเอก พระเอกก็จินตนาการถึงนางเอกผ่านทางข้อมูลในประเป๋าตังค์เขาเอากระเป๋าไปให้ตำรวจ ทิ้งเบอร์โทรไว้ ต่อมานางเอกโทรกลับมาขอบคุณ พระเอกถามว่าจะเจอกันไหม แต่นางเอกถามว่าจะเจอกันเพื่อพระเอกเลยโมโหตัดสาย ต่อมาพระเอกเสียใจเลยเขียนจดหมายไปขอโทษเธอแต่ดันเขียนอะไรเพ้อเลยๆบอกเพื่อนบ้านว่าห้ามเธออ่าน นางเอกดันตอบจดหมายมา ทีนี้พระเอกก็เขียนไปเป็นสิบหน้าเลย เริ่มหมกมุ่นโทรไปเล่าเรื่องทิ้งไว้ในคเรื่องรับโทรศัพท์จนเกือบจะเป็นการคุกคาม นางเอกเลยไปแจ้งตำรวจ แต่แจ้งไปแล้วก็กังวลว่าพระเอกจะโดนจับ สุดท้ายก็โทรมาหาพระเอก เมียพระเอกบอกว่าพระเอกออกไปดูหนังก็อุตส่าห์ตามไป พอเจอกันพระเอกก็ไล่ตะเพิดไป นางเอกยังตื๊อไม่เลิก ไอ้อารมณ์ชุลมุนวุ่นรัก (เหรอ?) เลยดำเนินไป แต่เดี๋ยวก่อนนี่อาจจะเป็นฝันกลางวันของพวกคนแก่รวยๆก็ได้ แถมคนเล่าจริงๆก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องเลยสักกะนิด
โอเคบอกที่เหลือก็ได้ก็ประมาณว่า หนังสงครามเครื่องบิน หมอฟัน ซิปแตก เมาเหล้า จูบ และอกีสาพัดสารพัน ไปต่อกันเอาเอง
โอเคบอกที่เหลือก็ได้ก็ประมาณว่า หนังสงครามเครื่องบิน หมอฟัน ซิปแตก เมาเหล้า จูบ และอกีสาพัดสารพัน ไปต่อกันเอาเอง
แต่อย่างที่บอกว่านี่มันcinematic มากๆ เพราะฉะนั้นไอ้ที่เล่านี่มันแค่เสี้ยวเล็กๆกระจอกของหนังเรื่องนี้ หนังมีทั้งดนตรีประกอบที่รุนแรงชนิดแยกฟังนึกว่าเป็นหนังสยองขวัญ หนังดราม่า หนังไซไฟ ในหนังเรื่องเดียว ในขณะที่กล้องของหนรังก็ทำทุกๆอย่างที่หนังฮอลลีวู้ดทำ ได้ กล้องแบบใช้เครนเหินบินไปบนฟ้า กล้องที่ซูมติดชิดใกล้ หรือไกลโคตร กล้องที่แพนไปหาสิ่งต่างๆ การจัดแสงสตูดิโอ (บางฉากก็ถ่ายกันในสตูดิโอ) นักแสดงก็ทำตัวประหนึ่งเล่นหนังรักฮอลลีวู้ดโบราณ หนังระดมสรรพกำลังทางเทคนิคของหนังยุคทอง โดยเอามาใช้แบบเอาแต่ใจสุดๆและไม่สนอะไรอีกแล้ว หนังจึงเฉออกนอกเส้นทางทั้งเรื่องการแสดง พลอต เทคนิคภาพยนตร์ ทุกอย่างไม่อาจคาดเดาได้ทั้งนั้น และแสดงให้เห็นว่าเรอเน่ส์สามารถเล่นกับภาพยนตร์ พื้นที่ ความทรงจำ เวลา หรืออะไรก็ตาม โดยเล่นอย่างสนุกสนาน น่ารัก เก๋าเกมแบบไม่พยายามโชว์ของ ทิศทางที่เอาแต่ใจของหนังคนแก่ฝันกลางวันสุดน่ารักเรื่องนี้คือความรื่นรมย์หาใดปาน
ถ้าจะให้สรุปต้องบอกว่านี่คือหนังแบบLAST YEAR AT MARIENBAD ที่ไม่เก๊กหล่ออีกต่อไป

3.IT'S HARD TO SAY I LOVE YOU, CAPTIAN HOOK (ณพรรธน์ ตรีผลาวิเศษกุล /2009/ไทย)
สิ่งที่เรารู้สึกตอนดู SEDUCTION LULLABYE คือเราชอบเรื่องของมันมาก แต่ถึงที่สุดมันก็มีแต่ตัวเรื่องล้วนๆ เรื่องคือกัวใจของทุกอย่าง แล้วCAPTAIN HOOK ก็ไปพ้นข้อจำกัด แบบ SEDUCTION เมื่อเรื่องกลายเป็นของรอ และอย่างอื่นที่หนังอมพะนำไว้กลายเป็นสิ่งสำคัญ
ณพรรธน์ยังคงเล่นกับความสัมพันธ์แม่ลูก ตามแบบที่เขาเคยใช้ แม่ลูกใน ชุดกระโปรง ในหนัง กรรไกร ใน SEDUCTION และในเรื่องนี้มีสิ่งที่เชื่อมโยงกันคือความสัมพันธ์แบบรักชัง ซึ่งยืนอยู่บนความเกลียดที่อยากจะทำลายล้างกัน และความรู้สึกผิดอันเกิดจากการเป็นสายเลือดของกันและกัน และความรักที่บังเกิดขึ้นมาด้วย
ความสัมพันธ์แบบนี้ถูกเอามาเล่าอีกหนในหนังที่เป็นเหมือนสารคดีเทียมว่าด้วยแม่ที่ลูกเป็นง่าย แล้วเธอต้องคอยดูแลลูก ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวไปถูกบรรจุลงในหนังในฐานะของแม่ที่รัก แต่ต้องอกดทนดูแลลูกที่เป็นง่อยไปชั่วชีวิต ขีดจำกัดของแม่ และความกราดเกรี้ยวของแม่ ความไร้เดียงสาในการดูแลของแม่ ทุกอย่างสะท้อนสัมำพันธ์รักชังของแม่ลูกออกมา
แต่ทุกอย่างมันน่าสนใจมากชึ้นไปอีกเมื่อพิจารณาในบริบทที่ว่าหนังเรื่องนี่้จริงๆทำภายใต้หัวข้อเรื่องการตอบโต้การเซนเซอร์ แม่ในฐานะผู้ปกครองกับลูกที่ง่อยเปลี้ยเสียขาจึงเป็นภาพสะท้อนของกระบวนการนี้อย่างน่าสนใจ ถ้าพิจารณาว่าแม่เองก็มีส่วนทำให้ลูกชายง่อยเปลี้ยเสียขา และความพยายามรักษาอาการของลูกชายเํของเธอด้วยการพยายามลากลงจากเก้าอี้มาไหว้พระ การกินกลีบบัวหรือการรำดาบผช(ด้วยการจับมือ) ไม่ต่างจากาการใช็ศาสนาและวิทยาศาสตร์มากดคนที่ง่อยเปลี้ยเสียขาด้วยความฝันลมๆแล้งๆว่าเป็นคนดีแล้วจะเดินได้อะไรแบบนั้น
ในการนี้หนังเลยเป็นหนังตอบโต้เซนเซอร์ที่แสบทรวงมากเพราะมันจำลองผ่านความสัมพันธ์ของแม่ลูกได้อย่างน่าทึ่งมาก ไม่ได้ดูในรอบมาราธอนก็จริงแต่นี่คือหนังสั้นที่ชอบมากๆเรื่องหนึ่งในรอบมาราธอนเลยทีเดียว

4.SPLICE (VINCENZO NATALI/2010/CND+FR)
อ่านยาวๆ ในปาจารยสาร เล่มที่ผ่านมาครับ
การดูหนังเรื่องนี้ให้ความตะลึงพรึงเพริดในระดับเดียวกับการดูหนังของเดวิดเ โครเนนเบริ์ก และ คิโยชิ คุโรซาวะ เพราะยี่คือหนังร่วมสายพันธุ์ ที่เปลี่ยน ศาสนา จากศาสนจักร มาสู่วิทยาศาสตร์และใช้กฏเกณฑ์บกพร่องของมันแสดงข้อจำกัดของมนุษย์ ข้อจำกัดของวิทยาศาสตร์(ในฐานะศาสนาของมคนรุ่นใหม่) และไม่มีประนีประนอม หนังมีประเด็นสักสามพันห้าร้อยประเด็นให้พูดถึง
หนังพูดตั้งแต่ประเด็นของครอบครัวนิวเคลียร์ ความกลัวการมีลูก เมื่อวิทยาศาสตร์เข้ามาทำหน้าที่แทนได้ในเชิงกายภาพ แต่ในเชิงจิตวิญญาณเรายังคงมืดบอด โดยสิ้นเชิง ในขณะเดียวกันหนังก็แสดงภาพความหวาดผวาของผู้ชายที่ต้องเห็นผู้หญิง ‘กลายเพศ’ทั้งในเชิงกายภาพ และตำแหน่งแห่งที่ทางสังคม และยังเสไปพูดเรื่องชีวจริยธรรม และการตกกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ประเด้นของหนังซับซ้อนและเกี่ยวพันกันอย่างยิ่ง นั่นคือเหตุผลที่ต้องใช้ เอเดรียน โบรดี้ และ ซาร่าห์ พอลลี่ย์ ซึ่งทั้งสองคนให้การแสดงแบบสมราคา
ในขณะเดียวกันเราก็เห็นร่องรอยการคารวะหนังต้นทาง ตั้งแต่ตัวอ่อนที่มีลักษณะเหมือนตัวอ่อนใน ERASERHEAD (แถมหนังยังพูดเรื่องการมีลูกคือนรกเหมือนกัน) ห้องทดลองที่ถูกออแบบให้กึ่งทันสมัยแต่ในขณะเดียวกันมันก็ดูเก่าแก่แปดสิบมากๆ ทั้งโปรแกรมคอมเชย และตัวสำคัญ ครรภ์เทียมที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับห้องทดลองในTHE FLY อะไรเทือกนั้น
การจัดวางความสัมพันธ์ชายหญิงเพื่อรับประเด็นหลักกันหนึ่งในหนังเรื่องนี้พีคมาก ฉากจบของหนังคือภาพสะท้อนการกลายเพศที่สมบูรณ์ที่สุดทั้งในทางกายภาพและในทางสังคม เช่นเดียวกันบทสนทนาเรื่องบ้านกับลูกตอนต้นเรื่องดูเหมือนจะไม่สำคัญแต่มันคือหัวใจของหนังเลยทีเดียว เช่นกันการร่วมเพศในหนังก็เป็นสิ่งสำคัญมาก การร่วมเพศคือการสร้างสิ่งมีชีวิต การร่วมเพศในเชิงวิทยาศาสตร์ และในเชิงกายภาพถูกล้อเล่น และตบต่ความอบยากเป็นพระเจ้าของมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจมากๆ
5.WE WON'T GROW OLD TOGETHER (MAURICE PIALAT/1972/FR)
http://filmsick.exteen.com/20100825/rough-cut-we-won-t-grow-old-together-maurice-pialat-1972-fr
6. WOMAN I (NUNTANAT DUANGTISARN/2010/THAI)
7.DUELLE (JACQUES RIVETTE/1976/FR)

8. KINATAY (BRILLANTE MENDOZA/2009/PHILLIPINES)
ชอบพลอตของหนังซึ่งเป็นแค่การติดตามค่ำคืนต่ำช้าของนักเรียนตำรวจซึ่งเข้าไปพัวพันกับอาชญากรรมโหดดหี้ยมของการฆ่าหั่นศพโสเภณีนางหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดมีเพียงเท่านี้ แล้วหนังก็มุ่งจับภาพบรรยากาศค่ำคืนระยำต่ำช้านี้แต่เพียงอย่างเดียว
ชอบฉากบนรถตู้ที่แทบจะมืดสนิทจนมองไม่เห้นสีหน้าของผู้คนบนรถ ทั้งตัวเอก นางโสเภณีและตำรวจ(ฆาตกร) รวมไปถึงบรรยากาศแสงน้อยของหนัง อย่างไรก็ดี หนังกลับไม่ได้สร้างอารมณ์ร่วมแบบสมจริงได้ในระดับชวนแขยง หรือต่ำช้าสามานย์สกปรกเต็มที่ แม้จะใช้กล้องแฮนด์เฮลด์และใช้แสงน้อยมากก็ตาม ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะการตัดต่อเนียนๆกับการใส่ดนตรีประกอบแบบหนังเขย่าขวัญ ทำให้คนดูเด้งออกจากตัวหนังมาเห็นว่าเป็นหนังอยุ่เรื่อย(ไม่นับว่าเราเห้นโคโค่ มาร์ติน ตอลดเวลาอีกต่างหาก
อย่างไรก็ดีช่วงที่พีคมากๆของหนังคือช่วงการหั่นศพใต้แสงนีออน เพราะมันดูเหมือนกับเป็นฆาตกรรมของจริง ที่หลายคนช่วยกันหั่นผู้หญิงนางหนึ่งออกเป็นชิ่้นๆแล้วโยนทิ้งข้างทาง
อีกอย่างนึงที่ทำให้หนังลดระดับความระยำต่้ำช้า สกปรกโสมมลงไปคือการพยายามถ่ายทอดช่วงแรกของหนังให้เป้นเวลา่ของความสุข ภาพการแต่งงาน และรถตู้ของครอบครัว ถูกเอามาล้อกับภาพการฆาตกรรมและรถตูเนำส่งความตาย ตอนท้ายมีฉากแทกซี่ยางแตกที่เป็นทางเลือกเดียวของตัวพระเอกยิ่งทำให้สัญลักษณ์ในหนังโดดเด้งทิ่มหูทิ่มตาคนจนลดทอนพลังมืดในช่วงกลางของหนังลงไป
(ฉากที่ฮามากคือการแปลซับข้อความบนเสื้อพระเอก เพราะมันเพิ่มความจงใจขึ้นหนึ่งร้อยเท่า!)
(ฉากที่ฮามากคือการแปลซับข้อความบนเสื้อพระเอก เพราะมันเพิ่มความจงใจขึ้นหนึ่งร้อยเท่า!)
บางทีถ้าตัดหนังออกเหลือเฉพาะช่วงกลางอย่างเดียว(จากฉากขึ้ยนรถตู้มาจบที่ร้านข้าว) จะให้หนังA+++++++++++++++++++++++++

9. EACH FILMS...... AN ISLAND ( KIDLAT TAHIMIK/2010/PHILLIPINES )
ขอเขียนถึงหนังเล็กน้อยก่อนที่อารมณืจะเลือนไป
นี่คือหนังที่เอาแต่ใจตัวเองที่สุด ส่วนตัวที่สุด บ้าพลังที่สุด และเป็นประสปการ์ณขั้นสุดของการดูหนังในปีนี้อีกชิ้นหนึ่ง เพราะนี่คือหนังที่เกิดจากการเอาฟุตเตจทั้งชีวิตของคนที่แทบจะถ่ายทุกอบ่างทั้งชีวิตมาตัดเข้าด้วยกันโดยไม่สนใจอะไรไม่ว่าจะเป็นความต่อเนื่องประเด็น ความหมาย ไม่มีอะไรให้ยึดจับ มีแต่กระแสเชี่ยวกรากของแม่น้ำแห่งภาพเคลื่อนไหวที่ไหลไปข้างหน้าไม่หยุดยั้ง
นี่คือหนังที่เอาแต่ใจตัวเองที่สุด ส่วนตัวที่สุด บ้าพลังที่สุด และเป็นประสปการ์ณขั้นสุดของการดูหนังในปีนี้อีกชิ้นหนึ่ง เพราะนี่คือหนังที่เกิดจากการเอาฟุตเตจทั้งชีวิตของคนที่แทบจะถ่ายทุกอบ่างทั้งชีวิตมาตัดเข้าด้วยกันโดยไม่สนใจอะไรไม่ว่าจะเป็นความต่อเนื่องประเด็น ความหมาย ไม่มีอะไรให้ยึดจับ มีแต่กระแสเชี่ยวกรากของแม่น้ำแห่งภาพเคลื่อนไหวที่ไหลไปข้างหน้าไม่หยุดยั้ง
ที่จริงแล้วโครงบางๆของหนังคือหนังเรื่องหนึ่งของคิดลัทเองที่ว่าด้วยเรื่องของหนุ่มคนป่าที่ถูกขายมาเป้นทาสในมาเลย์แล้วจับพลักจับผลูเดินทางรอบโลกไปหับเฟอร์ดินาน แมกเจนเลน หารเดินทางคือหัวใจของหนังและหัวใจของชีวิตคิดลัทเอง เขาเดินทางไปที่ต่างๆและบันทึุกภาพทั้งหมดไว้ หากหนัวงเป็นเหมือนเกาะเล็กๆซึ่งแยกกันอยู่ เขาก็ทำหน้าที่พายเรือ ตีฆ้องร้องป่าวเชื่อมเอาเกาะทุกเกาะเข้าด้วยกัน ในหนังจึงมีทั้งหนังเก่า หนังที่เขาถ่ายลูกชายแต่เล็กจนโต งานแสดงศิลปะ วีดีโอถ่ายเล่นที่ต่างๆ ภาพชีวิตทั่วไป ภาพของเพื่อนฝูง วีดีโอจำนวนมหาศาล เขาถ่ายไว้กระทั่งภาพเหตุการณืไฟไหม้บ้านตัวเองซึ่งทำให้หนังเกือบทั้งหมดของเขาสูญไปในกองเพลิง ก่อนที่เทศกาลหนังโตเกียวจะขุด archive มาให้เขาอีกครั้ง เขาทำหนังทั้งชีวิตและทั้งชีวิตของเขาคือหนัง เมื่อเขาจะเขียนอัตชีวประัวัติตัวเอง เขาก็เลยทำออกมาเป๋นหนังที่งดงามหลากไหล และทรงพลังเรื่องนี้เสียเลย
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือแม้เขาจะนุ่งเตีายวเที่ยวรอบโลก แต่หนังของเขาก็มีประเด็นpost colonial อยู่ด้วยเสมอ ทำไมถึงใช้แต่เชื่อมขอ้ความนี้ ก็เพราะว่าหากการนุ่งเตี่ยวเป็นการแสดงออกถึงความเป็นคนพื้นเมืองต่อต้านอาณานิคม คิดลัทก็ต่างไป เพราะในหนัง(โดยเฉพาะหนังแมคเจนเลนเรื่องนี้และ หนังเรื่องแรกอย่างperfumednightmare)เขาได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นทาส ความอยากเป็นทาส อาการคลั่งฝรั่ง อย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่การต่้อต้านอาณานิคมอาจทำโดยการปฏิเสธความเป็นทาสของคนพื้นเมือง แต่คิดลัทกลับแสดงภาพของความเป็นทาส การยอมรับว่าถึงที่สุดตัวเขาเองเจือความอยากเป็นทาสและการยกย่องฝรั่งอยู่ทำให้เราเห็นการปรับประสานต่อรองอำนาจ ซึ่งเป็นสิ่้งที่กิดขึ้นจริงระหว่างคนพื้นเมืองกับเจ้าอาณานิคม ความสัมพ้ันธ์รักชังที่ไม่้ได้เหวี่ยงไปด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวจนสุดทาง
หนังมีฉากที่เราชอบมากๆๆๆๆหลายๆฉาก ฉากหนึ่งคือตอนที่เขาบังเอิญไปเจอทุ่งนาแบบที่บ้านเขาก็จอดรถลงไปเต้นระบำรำฆ้องกันอยู่บนเนินกับลูกชาย ก่อนจะลงไปถ่ายรูป สัมภาษณ์ชาวนาที่กำลังเป็นมะเร็วงและอาจเป็นการเก็บเกี่ยวฤดูสุดท้ายของเขา
อีกฉากที่ชอบมากคือฉากเขาวงกตของหนูถีบจักรซึ่งทำจากวีดีโอ
อีกฉากที่ชอบมากคือฉากเขาวงกตของหนูถีบจักรซึ่งทำจากวีดีโอ
10. FISH TANK ( ANDREA ARNOLD /2009/UK)

11. PIRANHA 3D (ALEXANDRE AJA/2010/USA)
กล่าวตามสัตย์ว่าเราไม่ค่อยญาติดีกับAJA มากนัก ในบรรดา FRENCEH EXTREME แม้ชื่อมันจะอยู่ต้นๆแต่เราก็ชอบหนังของมันน้อยที่สุด เรียกได้ว่าเรื่องเว้นเรืองเลย เราเฉยๆกับHAUTE TENSION ชอบ THE HILL HAVE EYES(แต่ไมไ่ด้ครึ่งความระยำของต้นฉบับนะเธอว์ )เซ็ง MIRROR มากๆๆ แต่ในที่สุดเราก็เจอหนังของAJA ที่เหมาะเจาะ ถูกแล้ว มันคือหนังเรือง นมสามมิติ เอ๊บ ปิรันย่ามหาภัยนี่เิอง
ความสุดตีนของหนังเรื่องนี้ประกอบด้วย ความโง่ขั้นเมพในหนัง เพราะนี่คือหนังที่มีคนมาต่อสู้กับปลาปิรันย่าด้วยลูกซอง หรืออี วิงเรมส์ทำตัวจั๊ดง่าวดราม่าด้วยการสู้ปลากับใบพัดเรือ เท่มากค่ะ ตายห่าได่้อารมณืมากๆ หนังเต็มไปด้วยพฤติกรรมโง่ๆสมควรตายของบรรดาตัวละคร ซึ่งแน่นอนมันออกแบบความโ.่มาให้เราหัวร่องอหาย และมันได้ผลสัดๆ ฉากความชิบหายในหนังจึงเป้นอะไรที่พีคมากๆๆ
ฉากคลาสสิคในหนังเรื่องนี้ประกอบด้วย (ขอตั้งชื่อแต่ไม่อธิบาย)
1. ร่มชูชีพหรรษาครึ่งท่อน
2.ปลั๊กไฟไปสวรรค์
3.นางเงือกเริงระบำ
4.ปิรันย่าเฟมินิสต์
5.แมงกระพรุนซิลิโคน
6.ใบพัดพิฆาต
7.สกูตเตอร์กู้โลก
1. ร่มชูชีพหรรษาครึ่งท่อน
2.ปลั๊กไฟไปสวรรค์
3.นางเงือกเริงระบำ
4.ปิรันย่าเฟมินิสต์
5.แมงกระพรุนซิลิโคน
6.ใบพัดพิฆาต
7.สกูตเตอร์กู้โลก
อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ชอบมากๆๆๆคือการได้เห้นดาราที่ดับไปแล้วมาเล่นหนัง ทั้งอลิซาเบธ ซู และ คริสโตเฟอร์ ลอยด์ นี่มันหนังยุคเก้าสิบใช่ไหมบอกมาเดี่ยวนี้
ฉษกเชือดในหนังก็สุดแสนครีเอทมากๆ เฉือนครึ่งท่อนกันเป้นว่าเล่น แถมยังตบหน้าความชิบหายคนรุ่นปัจจุบันที่เสื่อได้อีก ลองนึกว่าถ้าเป้นยุคหกสิบ แค่ใส่บิกินี่เต้นก็เสื่อจิตแล้ว แต่นี่มันยุคสองพันกล้องเลยจ้องทะลุจิ๋มทะลีักนมแบบไม่เกรงฟ่้าเกรงดิน ตูด และนมในหนังมีปริมาณพอๆกับจำนวนหลาปิรันยา มันเลยเจ็บปวดมาก ในฉากการแย่งชิงจู๋กันของปลาปิรันย่า แต่ไม่ม่มีตัวไหนยอใกินนมปลอม
จะว่าไปฉากคนตายในหนังเรื่องนี้ชวนให้นึกถึงเหตุกาณ์สึนามิได้เต็มอารมณืมากกว่าหนังสึนามิเป้นไหนๆมันโกลาหลและเต็มไปด้วยคนตายความชิบหายของผู้คน
ในอีกทางหนึ่งการที่ปิรันย่าล่าเป้ฯฝูง กับบรรดาฝูงคนที่หนีตายมันน่าสนใจมาก พวกปิรันย่ามันถูกให้เหตุผลว่ากินเนื้อกันเอง ในขณะเดียวกันเราก็เห็นคนนหีตายไล่ฆ่ากัน อีกอย่างหนังแสดงภาพปัจเจกที่อยากจะเป็นมวลชน ผ่านตัวพระเอกที่เป็นเด็กเนิร์ดแปลกแยกแต่ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของมวลชนซิกซ์แพค ตูดนม สุดท้ายบรรดามวลชนซึ่งมาล่าผัวเมียกันในทะเลสาบก็เจอนักล่าของขริงเป็นปลาปิรันย่าไปแทน มันเลยสะท้อนกันอยู่ในที
จะว่าไปฉากคนตายในหนังเรื่องนี้ชวนให้นึกถึงเหตุกาณ์สึนามิได้เต็มอารมณืมากกว่าหนังสึนามิเป้นไหนๆมันโกลาหลและเต็มไปด้วยคนตายความชิบหายของผู้คน
ในอีกทางหนึ่งการที่ปิรันย่าล่าเป้ฯฝูง กับบรรดาฝูงคนที่หนีตายมันน่าสนใจมาก พวกปิรันย่ามันถูกให้เหตุผลว่ากินเนื้อกันเอง ในขณะเดียวกันเราก็เห็นคนนหีตายไล่ฆ่ากัน อีกอย่างหนังแสดงภาพปัจเจกที่อยากจะเป็นมวลชน ผ่านตัวพระเอกที่เป็นเด็กเนิร์ดแปลกแยกแต่ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของมวลชนซิกซ์แพค ตูดนม สุดท้ายบรรดามวลชนซึ่งมาล่าผัวเมียกันในทะเลสาบก็เจอนักล่าของขริงเป็นปลาปิรันย่าไปแทน มันเลยสะท้อนกันอยู่ในที
ใช่ๆ ริชาร์ดดรัยฟัส ดับอนาถอีกราย
พอพูดถึงริชาร์ด ดรัยฟัสเลยยิ่งรู้สึกเข้าเค้า เพราะมันพูดเหตุการร์ น้ำผึ้งหยดเดียว(เบียร์ขวดเดียว)ที่เป้นฟางเส้นสุถดท้ายบนหลังลาที่ทำให้แผ่นดินแยกและปิรันย่าโผล่ มันเลยยิ่งชวนคิดไปถึงเหตุการณ์สึนามิจำแลง
พอพูดถึงริชาร์ด ดรัยฟัสเลยยิ่งรู้สึกเข้าเค้า เพราะมันพูดเหตุการร์ น้ำผึ้งหยดเดียว(เบียร์ขวดเดียว)ที่เป้นฟางเส้นสุถดท้ายบนหลังลาที่ทำให้แผ่นดินแยกและปิรันย่าโผล่ มันเลยยิ่งชวนคิดไปถึงเหตุการณ์สึนามิจำแลง

12.กวน มึน โฮ (บรรจง ปิสัญธนะกูล/2010/ไทย)
เราชอบหนังเรื่องนี้ในระดับเดียวกับ รถไฟฟ้า โดยเป็นความชอบในแง่ที่ว่าเราไม่ได้ิอินไปกับตัวเรื่องหรือตัวละคร(แบบเดียวกับที่เราอิน สิ่งเล็กๆ) แต่เป็นการชอบหนังในแง่ที่ว่ามันถ่ายทอดสภาพตัวละครคนชั้นกลางในเมืองออกมาได้น่าสนใจและไม่ตอแหลยัดเยียดจนเกินไปนัก เป็นภาพสะท้อนของคนหนุ่ม'ถ่อยแล้วเท่' กับสาวคลั่งเกาหลีที่ถ่ายทอดออกมาได้น่าสนใจ
ในขณะเดียวกันการที่มันเซตตัวเองเป็นหนังตลกโรแมนติค ทำให้เราไม่เอาเป็นเอาตายกับความสมจริงอะไรของมัน และทำให้เรารับหนังเรื่องนี้ได้ สนุึกกับมันไปเรื่อยๆจนจบ
ในขณะเดียวกันการที่มันเซตตัวเองเป็นหนังตลกโรแมนติค ทำให้เราไม่เอาเป็นเอาตายกับความสมจริงอะไรของมัน และทำให้เรารับหนังเรื่องนี้ได้ สนุึกกับมันไปเรื่อยๆจนจบ
นางเอกและพระเอกสร้างเคมีให้กันและกันได้ครึกครื้นดีมากๆ และมันก็ตอบสนองแฟนตาซีของหนุ่มสาวร่วมชนชั้นร่วมรุ่นกันแบบเต็มที่ ทั้งการเที่ยวเกาหลี การพบปะหนุ่มเหน้าสาวสวย การใช้ชีวิตสุดเหวี่ยง การได้เงินฟรีๆจากคาสิโน การได้เข้าไปพบปะชนพื้นเมือง (ที่มาในรูปบ้านเพื่อนสาวชาวเกาหลี)ได้กินของแปลก ได้ร่วมในงานเทศกาลประจำเมือง กล่าวอย่างง่าย หนังรวมทุกความต้องการของbackpacker หนุ่มสาวที่มีต่อดินแดนที่พวกเขาไปถึง ทั้งนี้โดยตัดส่วนความยากลำบาก การกระอึกระอักของการสื่อสาร หรือเรื่องร้ายๆที่อาจจะพบเจอระหว่างทางออกไปหมด มันเ็ป็นทัวร์ที่ราบรื่นหมดจดงดงามและไม่เห็นอะไรเลยนอกจากสิ่งที่ไกด็์บุคบอก และสิ่งที่ตัวเองอยากจะเห็น
โดยส่วนตัวเราพบว่าเราสามารถเชื่อมโยงหนังเข้ากับ เราสองสามคน หนีตามกาลิเลโอ สะบายดีหลวงพระบาง ในแง่ของหนังว่าด้วย 'หนุ่มสาวเดินทาง' และสิ่งที่พวกเขาพบเจอระหว่างทาง ว่ามันสะท้อนอะไรออกมา
(อย่างไรก็ดีเมือ่หนุ่มสาวเดินทางในประเทศ ทุกอย่างจะชิิบหายแบบ กอด เก้าวัด และ สาระแนสิบล้อ)
โดยส่วนตัวเราพบว่าเราสามารถเชื่อมโยงหนังเข้ากับ เราสองสามคน หนีตามกาลิเลโอ สะบายดีหลวงพระบาง ในแง่ของหนังว่าด้วย 'หนุ่มสาวเดินทาง' และสิ่งที่พวกเขาพบเจอระหว่างทาง ว่ามันสะท้อนอะไรออกมา
(อย่างไรก็ดีเมือ่หนุ่มสาวเดินทางในประเทศ ทุกอย่างจะชิิบหายแบบ กอด เก้าวัด และ สาระแนสิบล้อ)
แต่สิ่งที่ติดใจเราที่สุดคือคือสามนาทีของจุ๋ย วรัทยา รู้สึกว่าเธอใช้มันคุ้มค่าในฉากเดียว พอดูไปถึงฉากจบ เรายังคิดถึงอยู่ว่า แล้วตอนนี้ก้อยเป็นไง เราว่าเราข้าใจเรื่องของตัวเอกทั้งสองคน แต่คนที่ผมไม่เห็นเลยคือก้อย แล้วพอเราเห็นเธอแค่สามนาที เธอก็ทำให้เราเชื่อว่า เธอมาเกาหลีเพื่ออะไร มันเจ็บปวดมาก นึกถึงหนังบาง้เรื่องที่พูดเรื่อง จังหวะชีวิต ที่แค่ไม่ตรงกีัน ถึงที่สุดความรักก็ไม่ใช่ทุกอย่าง
ข้อดีอีกอย่างที่ใกล้เคียงกับรถไฟฟ้าคือการไม่พยายามสั่งสอนคนดูผ่านทางตัวละคร ปัญหาของพวกเขาถึงที่สุดไม่ได้รับบทลงโทษ หรือบทเรียน มันเป็นประสปการณ์ที่ยังค้างคา และไม่ได้รับการแก่้ไขไดๆ(โชคร้ายที่ตอนจบของรถไฟฟ้าดันใส่บทสรุปทุกอย่างลงไป)
แน่นอนว่าความหวั่นไหวๆง่ายของหนุ่มสาวชนชั้นกลางในหนังไม่ใช่ปัญหาระดับสังคม แต่เราคิดว่ามันไม่ผิดที่จะเสนอปัญหาพวกนี้บ้าง เช่นความอยากมีผัว หรือการไม่อยากแต่งงาน หนังสองเรื่องนี้ล้อประเด็นของหนุ่มสาวชนชั้นกลางในสังคมไทยได้ดี
(ไม่มีคำอื่นจะใช่้แทนคำว่าชนชั้นกลาง ขอใ้ช้คำนี้ไปก่อน ความหมายอาจจะแค่เลียบๆไปกับแบบมาร์กซ์ แต่ไม่ใช่เชิงลบทีเดียว)
แน่นอนว่าความหวั่นไหวๆง่ายของหนุ่มสาวชนชั้นกลางในหนังไม่ใช่ปัญหาระดับสังคม แต่เราคิดว่ามันไม่ผิดที่จะเสนอปัญหาพวกนี้บ้าง เช่นความอยากมีผัว หรือการไม่อยากแต่งงาน หนังสองเรื่องนี้ล้อประเด็นของหนุ่มสาวชนชั้นกลางในสังคมไทยได้ดี
(ไม่มีคำอื่นจะใช่้แทนคำว่าชนชั้นกลาง ขอใ้ช้คำนี้ไปก่อน ความหมายอาจจะแค่เลียบๆไปกับแบบมาร์กซ์ แต่ไม่ใช่เชิงลบทีเดียว)

13.TRIANGLE (CHRISTOPHER SMITH/2009/US)
บันทึกกรรม ฉบับ USA
เราอาจจะบอกว่ามาเป็นเรื่องของกรรมก็ได้ แต่เราคิดว่าที่จริงมันคือหนังที่อธิบายเรื่อง นาฬิกาทรายของนิทเช่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วจะเกิดซ้ำเวียนกลับมาหาเราไม่รู้จบ และไม่มีทางหลบหนี
จริงๆพลอตของหนังก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่อะไร เพียงแต่ในหนังเรื่องนี้มันให้ภาพความเหนื่อยล้าขจองการหลบหนีที่ไปไม่พ้นไม่ว่าเราจะหนีไปทางไหน พยายามเปลี่ยนแผนที่ชีวิตยังไง ซึ่งการติดอยู่ในเหตุการณ์แบบนี้มันโคตรรรรรรรจะนน่ากลัว ยิ่งเราตระหนักรู้ว่าต่อให้ทำอะไรก็ไม่มีวันหนีพ้น และการลืมก็ไม่ช่วยอะไรอยู่ดี
เราอาจจะบอกว่ามาเป็นเรื่องของกรรมก็ได้ แต่เราคิดว่าที่จริงมันคือหนังที่อธิบายเรื่อง นาฬิกาทรายของนิทเช่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วจะเกิดซ้ำเวียนกลับมาหาเราไม่รู้จบ และไม่มีทางหลบหนี
จริงๆพลอตของหนังก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่อะไร เพียงแต่ในหนังเรื่องนี้มันให้ภาพความเหนื่อยล้าขจองการหลบหนีที่ไปไม่พ้นไม่ว่าเราจะหนีไปทางไหน พยายามเปลี่ยนแผนที่ชีวิตยังไง ซึ่งการติดอยู่ในเหตุการณ์แบบนี้มันโคตรรรรรรรจะนน่ากลัว ยิ่งเราตระหนักรู้ว่าต่อให้ทำอะไรก็ไม่มีวันหนีพ้น และการลืมก็ไม่ช่วยอะไรอยู่ดี
แม้หนังจะเก่าๆซ้ำๆแต่เราชอบทุกอย่างในหนัง มันอาจจะเชย หรือดูทุนต่ำ แต่เรารู้สึกว่ามันเหมาะเจาะลงตัวไปหมดเลย ช่วงท้ายของหนังพีคสุด
นี่คือหนังที่ควรเอาไปฉายกับ WIND CHILL (GREGORY JACOBS/2007/US)และ THE DOOR (ANNO SAUL/2009/GERMANY) ในชื่อโปรแกรมว่า 'นาฬิกาทรายของนิทเช่
สิ่งที่พีคสุดๆอีกอย่างคือ ถึงที่สุดแล้วกระทั้งการฆ่าตัวตายก็ไม่ใช่ทางออก และศัตรูคนสำคัญคือตัวเราเองล้วนๆช่วงท้ายของหนังมันเลยพีคสุดๆไปเลย
ปล. เราเคยดู CREEP ของSMITH แต่ไม่ได้ติดใจอะไรเลย แค่นางเอกวิ่งหนีตัวประหลาดในทางรถไฟใต้ดิน แต่ TRIANGLE ทำให้เราต้องจับตามองตาคนนี้
14.น้ำตาลแดง (COFFEE PRINCE + ภาณุมาศ ดีสัตถา + ศาสตร์ ตันเจริญ + กิตติยาภรณ์ กลางสุรินทร์/2010/ไทย)
15.สะบายดี 2 ไม่มีคำตอบจากปากเซ (ศักด์ชาย ดีนาน/2010/ไทย)
16.BARCELONA (VENTURA PONS/2007/SP)
17. LETTER FROM AN UNKNWON WOMAN (MAX OPHULS / 1948/US)
18. THE EARTHLY DAYS KEEP ROLLING BY ( GORAN PASCALJEVIC/1970/YUGOSLAVIA)

19. SPRING FEVER (LOU YE/2008/CHN)
ชอบหนังมากทีเดียวแต่รู้สึกว่าบางอย่างในหนังหายไป โดยส่วนตัวรู้สึกว่าหนังมันให้อารมณ์ตามที่คาดหวังว่าจะได้รับมากไปหน่อย เลยไม่ได้รู้สึกรุนแรงกับหนังมากนัก
หนังเล่าเรื่องควาามสัมพันธ์บาดหมาง รอยแผลที่มนุษย์ทำไว้ให้แก่กัน ครูสาวแต่งกับเจ้าของร้านหนังสือ แต่เขามีคู่รักชายอยู่แล้ว เธอรู้เพราะจ้างนักสิบเป็นนักศึกษาตกงาน ไอ้หนุ่มนักศึกษามีคนรักเป็นสาวโรงงานที่มีสัมพันธ์อยู่กับเจ้าของโรงงานด้วย ตัวละครทั้งหมดถูฏผูกโยงเข้าหากันผ่านความสัมพันธ์ทางกายภาพ ในฐานะ คู่รัก ผัวเมีย คู่้ขา ชู้รัก และต่างสร้างบาดแผลให้แก่กัน บางผู้คนไม่อาจทนพิษบาดแผลได้ บาดแผลบางอันกลายเป็นแผลอักเสบที่รักษาเนิ่นก็ไม่หาย ทิ้งร่องรอยไว้เป้ฯแผลเป็นติดตัวไปชั่วนิรันดร์
สิ่งที่น่าสนใจคือบาดแผลความสัมพันธ์นี้สามารถเอามาแทนภาพประวัติศาสตร์บาดแผลของเมืองจีนได้น่าสนใจ
ไม่น้อย
ชอบฉากคาราโอเกะมากๆ เหมือนกัน อยากได้เพลงที่ร้องกันในฉากนั้นด้วย อย่างไรก็ดีสำหรับเรามันก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายนัก ฉากที่เราชอบมากกว่าคือฉาก คุณครูทอดไข่ เรารู้สึกว่า ทำไมคุณครูจึงไม่มีสิทธฺืไปเที่ยวสามคนแบบคนอื่นๆในหนัง เป็นสิ่งที่ติดใจตลอด
สิ่งที่เราสนใจที่สุดในหนังคือเราอาจจะมองตัว เจี่ย เฉิง เป้นเหมือนแผ่นดินจีน ที่พัีวพันอยู่กับศักดินา ประเพณีโบราณ (หวังปิง) หนุ่มเจ้าของร้านหนังสือที่มีเมียอยู่แล้ว จนกระทั่งเมื่อความสัมพันธ์ถูกแฉโดยนักศึกษา (ลู่ไห่เต๋า) ศักดินาประเพณีก็ฆ่าตัวตาย(ล่มสลาย) ในขณะเดียวกันนักศึกษาหนุ่มผู้มีสัมพันธ์สังวาสกับชนชั้นแรงงาน (ลี่จิง) ที่เป็นสาวโรงงาน ก็อยากลิ้มลองอำนาจใหม่(ในการเป็นชายเหนือชา่ย) ขณะเดียวกัน ลี่จิงก็มีสัมพันธ์อยู่กับนายทุน และถึงที่สุด การเที่ยวไปของพวกเขาทั้งสามไม่ได้ต่างจากวันชื่อคืนสุขของพรรคคอมมิวนิสต์กับนักศึกษาและ ประชาชน หากในที่สุดประชาชนก็เป็นคนที่ถูกหลอกใช้ ขณะเดียวกันนักศึกษาก็ไม่อาจสังฆกรรมกับพรรค (แผ่นดินจีน)ได้
ฉากสุดท้ายของหนังจึงเป็นเสมือนพรรคใหม่ แผ่นดินใหม่ที่สยบสมยอมต่อทุนนิยมไปเรียบร้อย เมื่อเขาอาศัยอยู่ิหินกับกระเทยแต่งหญิงที่ควบสถานะทั้งศักดินาประเพณีก็ไม่ใช่เสรีนิยมก็มไม่เชิง
ฉากสุดท้ายของหนังจึงเป็นเสมือนพรรคใหม่ แผ่นดินใหม่ที่สยบสมยอมต่อทุนนิยมไปเรียบร้อย เมื่อเขาอาศัยอยู่ิหินกับกระเทยแต่งหญิงที่ควบสถานะทั้งศักดินาประเพณีก็ไม่ใช่เสรีนิยมก็มไม่เชิง

20. MACHETE ( ROBERT RODIGUEZ/2010/US)
มันเป็นหนังคนชายขอบที่ NGO คงไม่กล้าเอาไปฉายให้คนชายขอบดู ลองเปลี่ยนเรื่องจาก ชายแดนเทกซัส เป็นจังหวัดระนองและเปลี่ยคนเมกซิกันเป็นพม่าดูสิคะ!
มันเป็นทั้งหนังสะท้อนสังคมชา่ยยขอบที่พูดถึงปัญหาความชิบหายในการกดขี่ซ้ำซ้อน แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นหนังพาฝันว่า กูจะเล่นมึงเลย! we don't cross the border , the border crossed us!
ฉากที่แสบทรวงที่สุดในหนังคือฉากที่มาเชตเต้ ต่อสู้ด้วยเครื่องมือทำวน นั่นคือฉากแสดงอัตลักษณ์คนเมกซิกันที่ต้องมาเป็นขี้ข้าพวกอเมริกัน จะว่าไปหนังทำให้นึกถงึ LOS BASTARDOS แต่เป็นฉบับที่เพ้อเจ้อกว่า ระห่ำระยำต่ำุ้ืเถื่อนกว่า
21.BLACK GIRL (OUSMANE SAMBENE/1966/SENEGAL)
22.เชอรี่เป็นลูกครึ่งเกาหลี (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ /2010/ไทย)
23.RESIDENT EVIL 4(PAUL W S ANDERSON/2010/US)
24.THE SILENCE (INGMAR BERGMAN/1963/SWEDEN)

25.MY SON , MY SON WHAT HAVE YE DONE? (WERNER HERZOG /2009/US)
เรื่องมันก็ง่ายๆเดิมๆ
เ้ช้าวันหนึ่งนายนตำรวจถูกเรียกมายังสถานที่เกิดเหตุกฆาตกรรม การฆ่าอันแสนสุข มันเป็นยามเช้า ใครๆก็ดื่มกาแฟกันอยู่ที่บ้าน ไอ้หนุ่มเอาอีดาบมาแทงแม่ตัวเองสิ้นชีวิตคาพื้นบ้านของเพื่อนบ้านที่ดื่มกาแฟอยู่ในบ้านตัวเองแท้ๆ
ไอ้หนุ่มยังดื่มกาแฟของเพื่อนบ้านมุงดูเหตุการณือยู่เลยตอนนายตำรวจไปถึง
จากนั้นพ่อก็เข้าบ้านล๊อคบ้านแน่นหนา บอกตำรวจว่า ตูข้านี้มีตัวประกันอยู่ถึงสองคน อย่าสะเออะบุกเข้ามาเสียให้ยาก
นายตำรวจหนุ่มหน้าเมื่อยระหว่างรอกำลังเสริม ก็สอบสวนทวนความเรื่องการฆาตกรรม จากปากของแฟนสาวและเพื่อนของไอ้หนุ่ม ยิ่งฟังยิ่งพิลึกพิลั่นไร้เหตุผล
แต่ก็นั่นแหละเรื่องเดิมลงเอยแบบเดิมๆ ที่คาดเดาได้อยู่แล้ว แต่เอาเป็นว่าระหว่างนั้นมันก็ถือว่า พิลึกพิลั่นใช้การได้เทียวละ
เ้ช้าวันหนึ่งนายนตำรวจถูกเรียกมายังสถานที่เกิดเหตุกฆาตกรรม การฆ่าอันแสนสุข มันเป็นยามเช้า ใครๆก็ดื่มกาแฟกันอยู่ที่บ้าน ไอ้หนุ่มเอาอีดาบมาแทงแม่ตัวเองสิ้นชีวิตคาพื้นบ้านของเพื่อนบ้านที่ดื่มกาแฟอยู่ในบ้านตัวเองแท้ๆ
ไอ้หนุ่มยังดื่มกาแฟของเพื่อนบ้านมุงดูเหตุการณือยู่เลยตอนนายตำรวจไปถึง
จากนั้นพ่อก็เข้าบ้านล๊อคบ้านแน่นหนา บอกตำรวจว่า ตูข้านี้มีตัวประกันอยู่ถึงสองคน อย่าสะเออะบุกเข้ามาเสียให้ยาก
นายตำรวจหนุ่มหน้าเมื่อยระหว่างรอกำลังเสริม ก็สอบสวนทวนความเรื่องการฆาตกรรม จากปากของแฟนสาวและเพื่อนของไอ้หนุ่ม ยิ่งฟังยิ่งพิลึกพิลั่นไร้เหตุผล
แต่ก็นั่นแหละเรื่องเดิมลงเอยแบบเดิมๆ ที่คาดเดาได้อยู่แล้ว แต่เอาเป็นว่าระหว่างนั้นมันก็ถือว่า พิลึกพิลั่นใช้การได้เทียวละ
นั่นแหละ ใครๆก็ฮือฮาก็เพราะรู้ว่ามันจะต้องออกมายังไงนั่นแหละ หนังใหม่ของWERNER HERZOG ที่มี DAVID LYNCH เป็นporducer นำแสดงโดยดาราหน้าป่วยยกแกงค์ ทุกอย่างต้องออกมาป่วงๆป่วยๆแย่าไม่ต้องสงสัย ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นแหละ แต่ไอ้ความป่วยป่วงที่ว่ามันก็ไม่ใช่ว่าจะคาดเดาได้เสียทีเดียว !
หนังแชร์ประเด็นคล้ายๆหนังอย่างTHE DEVIL ,PROBABALY หรือLAST DAYS ในแง่ของการที่มันว่าด้วย ความอึดอัดขัดข้องของชายผู้ไม่สามารถเข้ากันกับโลกได้ เพียงแต่ถ้าเทียบกับหนังสองเรื่องที่ว่า (หรืออาจจะเไล่เลยไปเทียบกับCATCHER IN THE RYE ก็คงได้กระมัง) ผู็ชายคนนี้ของเรา ฮาร์ดคอร์กว่า หนักข้อกว่า เขาไต่อยู่บนเส้นลวดของความบ้าและการตื่นรู้ โดยมีแม่จอมเจ้ากี้เจ้าการุนหลังให้เขาเดินไต่ลวดไปเรื่อยๆเพราะนางคิดว่านี่คือความอบอุ่นปลอดภัยในฐานะมารดา
หนังเชื่อมโยงเรื่องความอึดอัดขับข้องนี้เข้ากับทางออกที่เป้นปัจจุบัน (เมื่อเทียบกับTHE DEVIL, PROBABLY) ในหนังเรื่องนี้พอหนุ่มของเราทดลองใช้ชีวิต แบบคนหนุ่มสาวร่วมสมัย เช่นไปคายัคที่อเมริกาใต้ (และนั่นทำให้เขาแย่ลง เพราะเขาคิดว่าเขาพบพระเจ้า ขณะที่เพื่อร่วมทัวร์ตายในน้ำตกยกแกงค์) พอกลับมาเขาก็ ไปสมัครเข้าคณะละครที่เล่นละครกรีกว่าด้วยการฆ๋าแม่เพื่อเป็นอิสระ เขามีความรักกับเด็กสาวในคณะละคร ทุ่มเทกายใจเพื่อศิลปะ (จนล้นเกิน) จนถูกไล่ออกจากการเป้นนักแสดง เขาเดินทางไปชายแดนเมกซิโก แฟนสาวเขาตามไปและทุกอย่างดูจะดีขึ้นนิดหน่อย จนเมื่อกลับมาเขากลับบุกตะลุยไปโรงพยาบาลททหารเพื่อขอเยี่ยม'คนป่วย'.ครก็ได้ที่ป่วยไข้ แต่ไม่มี ใครไก็ได้แบบนั้น สุดท้ายเขาตะลุยซื้อหมอนที่ระลึกจากโรงพยาบาล แล้วเริ่มแจกจ่ายข้่าวของตัวเองออกไปหมด ถึงที่สุดมันก็เป็นอย่างที่รู้ๆกัน
เราอาจจะอธิบายสไตล์ของหนังว่าเป็นหนังที่มีตัวละครแบบ HERZOG (คนบ้าคลั่งที่อยู่ระหว่างผู้ตื่นรู้กับคนเสียสติ) ในบรรยากาศหนังแบบLYNCH (ภาพวาดครอบครัวอเมริกันที่บิดเบี้ยวเพี้ยนพิลึก ในที่นี้คือบ้านสีชมพูแปร๋นที่เลี้ยงนกฟลามิงโก้ และมีตุ๊กตุ่นตุ๊กตาฟลามิงโกเต็มบ้านไปหมด)
เราอาจจะอธิบายสไตล์ของหนังว่าเป็นหนังที่มีตัวละครแบบ HERZOG (คนบ้าคลั่งที่อยู่ระหว่างผู้ตื่นรู้กับคนเสียสติ) ในบรรยากาศหนังแบบLYNCH (ภาพวาดครอบครัวอเมริกันที่บิดเบี้ยวเพี้ยนพิลึก ในที่นี้คือบ้านสีชมพูแปร๋นที่เลี้ยงนกฟลามิงโก้ และมีตุ๊กตุ่นตุ๊กตาฟลามิงโกเต็มบ้านไปหมด)
26.ชั่วฟ้าดินสลาย (มล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล /2010/ไทย)
27. LA DROLESSE (JACQUES DOILLON/1979/FR)
28. BREMEN FREEDOM( R.W. FASSBINDER/1972/GERMANY)
29.DIARY OF A SUCIDE (STANISLAV STANOJEVIC/1972/FR)
ติดตามอ่านด้วยดีเสมอมาครับ แม้จะแสดงความคิดเห็นบ้าง ไม่เห็นบ้าง
#1 By ทิว แอด ไฟน์ on 2010-12-15 17:47