ILLUMINATION (KRZYSTOF ZANUSSI /1973/POLAND) ความกระจ่างใจ
posted on 06 Dec 2010 23:03 by filmsick

เปิดเรื่องด้วยการบรรยายถึงข้อทูลทางกายภาพของพระเอก น้ำหนัก ความสูง ความดันโลหิต ของเจ้าของเรื่อง หนังที่เป็นเหมือนอัตชีวประวัติฉบับย่นย่อ ของเด็กหนุ่มที่ฉลาด สุขภาพดี เก่งในทุกวิชา เขาสอบเข้าเรียนสาขาฟิสิกส์ได้ พบรัก เลิกรา ไปปีนเขา พบรักครั้งที่สอง เห็นคนตายในระยะประชิด ไปเป็นทหาร แฟนท้อง แต่งงาน ออกจากมหาวิทยาลัยมาทำงานเลี้ยงลูก เป็นคนงานโรงงานทีวี ย้ายงานไปเรื่อยแต่ก็ยังไม่พอกิน สุดท้ายไปเป็นคนงานในโรงพยาบาล ได้เข้าใกล้กับชีวิวิทยา ได้รู้จักกับนักคณิตศาสตร์ที่มาผ่าตัดสมอง แล้วเสียชีวิต เตลิดไปหาพระ เกือบเข้ารีตไปเป็นนักบวช กลับมาหาเมียหาลูก สมัครเข้าเรียนต่อ เรียนจบปริญญาเอก เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และกำลังแก่ตัวลง
หนังเล่าประวัติชีวิตทั้งหมด โดยอาศัยการตัดต่อล้วนๆ ไม่มีการขับเน้นไปที่ส่วนใด เหมือนเปิดหน้าหนังสือ ตัดสลับกับภาพกึ่งสารคดีสัมภาษณ์ศาสตราจารย์ สัมภาษณ์นักศึกษาเรื่องของวิทยาศาสตร์ ความสำคัญของฟิสิกส์ ชีวเคมีและอื่นๆในการเปลี่ยนแปลงโลก บางครั้งก็ซ้อนภาพการทดลองของจริง ภาพห้องทดลองทางฟิสิกส์ ห้องผ่าตัด ภาพแสดงลักษณะทางชีวิวทยา ภาพสูตรเคมีสารกระตุ้นประสาท หรือภาพ บัตรประจำตัว หนังสือราชการที่เกี่ยวข้องกับตัวเอก
ดูเหมือนง่าย ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่นี่คือหนังที่จับเอาชีวิตมนุษยื มาแสดงความเชื่อมโยงกั้บข้อเท็จจริงพื้นๆทางวิทยาศาสตร์เชื่อมโยงไปตอบคำถามเชิงอภิปรัชญาเช่นว่า มนุษย์ เกิดมาทำไม แล้วเราจะทำอะไรได้ เราคือสัตว์โลกที่ยิ่งใหญ่ หรือเป็นเพียงส่วนยิบย่อยง่อยเปลี้ยเสียขาในจักรวาลที่กว้างใหญ่ ดังที่บทสัมภาษณ์ของศาสตราจารย์คนหนึ่งในหนังบอก มันมีการดิ้นรนสองแบบ นั่นคือ ในกาละ และเทศะ สำหรับเทศะ (space) เรามีพื้นที่ มีอำนาจจะต่อสู้ แต่กับกาละ (time) เราไม่มีทางจะเอาชนะได้ เพราะเราถอยเวลาย้อนกลับไม่ได้ การเดินทาไงปในเวลาคือการถือเทียนเดินไปในความมืด แสงเทียนคือปัจจุบันขณะ ส่วนอนาคตคือ ความมืดที่หลงเหลือนั่นแหละ
ชีวิตของชายหนุ่มเอก คือกาละ ภาพวาดผ่านกาลเวลาที่หันกลับไปไม่ได้ และที่เหลือคือการต่อสู้ของมนุษย์ในเทศะ ภายใต้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของวิทยาศาสตร์เราค้นพบไปพร้อมกับตัวเอกว่าความจริงที่เราค้นพบในธรรมชาติ (ฟิสิกส์) และในตัวเรา(ชีววิทยา) ไม่สามารถยับยั้งการเคลื่อนไปของเวลาได้เลย หนังมีบทสัมภาษณ์ที่พูดถึงการคิดค้นพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งนำมาสู่การคร่าสังหารผู้คน และการทดลองเกี่ยวกับสมองการผ่าตัดสมอง(ฉากในห้องผ่าตัดมีการเอาเข็มจิ้มลงไปยังส่วนต่างๆของสมองที่ถูกเปิดออกและถามผู้ป่วยว่ารู้สึกอย่างไร เป็นฉากที่ชวนสะพรึงมากๆ) วิทยาศาสตร์เองก็คือการต่อสู้ดิ้นรนของมนุษย์ในพื้นที่ที่แตกต่างกัน (ในระดับปัจเจกชายหนุ่มก็ต่อสู้กับชีวิคแค้นเข็ญของตัวเองอย่างยิ่ง เพื่อจะดูแลลูกเมีย และหาทางเรียต่อฟิสิกส์ให้จบ) ทั้งหมดทั้งมวลแสดงภาพความเปราะบางอ่อนด้วยของมนุษย์ ความน่าสะพรึงที่ว่าถึงที่สุดเราต้องป่วยไข้ และตายลง แม้กระทั่งนักบวชถือสันโดษถึงวันหนึ่งก็ต้องตายลง (กล้องกวาดเก็บในสุสานซึ่งมีการนำศพนักบวชที่ตายแล้วมาไว้รวมกันและปล่อยให้แห้งไปเอง )
ความกระจ่างใจอันเป็นชื่อหนังคือการตระหนักรู้เรื่องที่ว่าเราไม่มีทางหลบหนีพ้น ในฉากสุดท้ายชายหนุ่มไปพบแพทย์ หมอบอกว่าเขาสุขภาพดี แต่มันคงไม่ดีเหมือนก่อนแล้วมันจะต้องร่วงโรยลงไปเรื่อยๆ และเขาโกรธอย่างมาก เพราะสำหรับเขาชีวิตเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น หมอบอกว่ามันก็เป็นอย่างนี้แหละ เราทำอะไรไม่ได้ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเราผ่านไปแล้ว เรากำลังแก่ลง ไม่มีทางหนีพ้น!
กล่าวตาสัตย์ หนังเรื่องนี้สะเทือนใจผู้เขียนอย่างยิ่ง มันมีกลิ่นอายแบบเดียวกันกับสิ้นหวังอย่างTHE SEVETH CONTINENT ของHANEKE (เล่าเรื่องครอบครัวคนชั้นกลางที่ฆ่าตัวตายยกครัว) ในขณะเดียวกันมันก็สุกสว่างอย่างเศร้าสร้อยเหมือนเรื่องเล่าของนักสู้ปัญญาชนใน JONAS WILL BE 25 IN A YEAR 2000 หนังตอกย้ำความจริงด้วยข้อเท็จจริงง่ายขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยภาพเล็กภาพน้อย เช่นการป้อนข้าวลูก การสัมผัสหิมะ การจ้องมองกราฟขยับเคลื่อน การนอนกอดคนรัก การมองดูฝูงนก ที่บอกให้รูถึงความหวังเล้กของการดิ้นรนในเทศะ ระหว่างรอคอยความพ่ายแพ้ในการเดินทางไปในกาลเวลา
#1 By Tar on 2010-12-07 04:45