INSETCS IN THE BACKYARD (ธัญวารินทร์ สุขะพิสิษฐ์ / 2010/ไทย) ความเศร้าที่สวนหลังบ้าน
posted on 20 Nov 2010 21:23 by filmsick in made-in-thailand

ดูเหมือนว่าในที่สุด ชะตากรรมของหนังเรื่องนี้ จะไปไกลกว่าบรรดาตัวละครในหนังเมื่อมันต้องเข้ารับการตรวจก่อนฉายในประเทศที่ไม่เพียงแต่ไม่ยอมรับว่ามีแมลงในสวนหลังบ้าน หากไม่ยอมรับเลยด้วยซ้ำว่ามีสวนหลังบ้าน หรือถ้าจะกล่าวอย่าถึงที่สุด เราปลูกบ้านกันอยู่กลางป่า แต่ยังเผลอคิดไปว่าเราอยู่เพนท์เฮาส์กลางกรุง
พักเรื่องคณะกรรมการเซนเซอร์ไว้ก่อน(เราจะกลับมาฉะทีหลังอีกที) ตัวหนังลนั้นเล่าเรื่องครอบครัวเล็กๆที่กำลังดิ่งจมอันประกอบด้วย ธัญญ่า กะเทยแต่งหญิงพี่สาวคนโตของบ้านที่ประกอบอาชีพนักเขียนผี เขียนเรื่องลับๆคาวๆหาเลี้ยงน้องในขณะที่ตัวเธอเองหาความสุขจากการจินตนการถึงหนุ่มๆและการแต่งตัวแบบสุดขีดไปวันๆ ขณะที่น้องชายหญิงวัยมัธยมสองคนดูจะห่างเหินกับพี่สาวเข้าขั้นชิงชัง คนกลางนั้นมีสัมพันธ์กับไอ้หนุ่มนักศึกษาที่ทำไซด์ไลน์เป็นเพื่อนหนุ่มของกะเทยเปลี่ยวทั้งหลาย และค่อยๆชักนำเธอเข้าสูวงจรนั้น ขณะที่น้องชายคนเล็ก พบเพื่อนใหม่ทางอินเตอร์เนทที่คิดว่าเป็นสาวแต่ที่จริงกลับเป็นเด็กหนุ่ม ซึ่งในที่สุดพวกเขากลายเป็นเพื่อนกันแต่ความเป็นเพื่อนค่อยๆพาไปสู่ความบาดหมางของเขากับธัญญ่า ซึ่งลามเลยจนในที่สุดเขาออกไปหากินด้วยการขายตัวทางอินเตอร์เนท
สิ่งที่สวยสดงดงามในหนังเรื่องนี้คือการที่หนังเล่าเรื่องทั้งหมดโดยไม่มีสายตาตัดสินหมิ่นแคลน หนังไม่ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ใจดีคอยไล่บี้สั่งสอนศีลธรรมให้วัยรุ่นและกะเทย ไม่ทำตัวปากว่าตาขยับกล่าวหาว่าการเป้นตุ๊ดทำให้ชีวิตล่ม หรือการขายตัวเป็นเรื่องชั่วช้า ในขณะดียวกันหนังก็มีอาการก้ำกึ่งอยู่ระหว่างการเป็นหนังตีแผ่สังคมและหนังที่เป็นเสมือนบันทึกส่วนบุคคล ซึ่งมันทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ใช่สารคดีจำลองเหตุการณ์ที่ไปชี้หน้าด่าว่าสังคมมันชั่วร้ายเลวทราม ตัวละครทุกตัวในเรื่องทีชีวิตเป็นของตัวเอง ตัดสินใจจากการชั่งน้ำหนักในชีวิตของตัวเอง เราไม่มีหน้าพอจะไปกล่าวหาชี้หน้าป้ายสีว่าบรรดาตัวละครในเรื่องเป็นพวกต่ำตม เสื่อมทราม ทำลายสังคมได้ และบางทีความเป็นมนุษย์ของหนังนี้เองคือปัญหา เพราะคณะกรรมการเซนเซอร์ หรือผู้ใหญ่ในบ้านในเมือง ไม่ต้องการมนุษย์ที่มีความผิดพลั้งมีชีวิตที่อาจไม่ถูกทำนองคลองธรรม พวกเขาและเธอทนมนุษย์เหล่านั้นไม่ได้ บนจอภาพยนตร์ (ซึ่งรับบทแหล่งมั่วสุมผู้ก่อการร้ายตลอดการ)ต้องมีแต่อริยชนเท่านั้น คนบนจออาจจะกิน แต่ไมปี้ ไม่ขี้ และหลับตาตายใต้กรอบศีลบธรรมทึ่มทื่อที่ไม่ตอบรับกับอะไรทั้งนั้นนอกจาทัศนะคับแคบบางประการ
แม้เอเข้าจริงตัวหนังอาจจะเล่าเรื่องอย่างประดักประเดิด การแสดงในหนังแข็งเกร็งจนอาจทำลายพลังบางอย่างที่หนังมีลงไปบ้าง (หลายฉากของหนังน่าจะไปได้สุดทางภายใต้ฝีมือของนักแสดงที่แข็งแรงกว่านี้) ซึ่งดูเหมือนนี่จะเป็นปัญหารวมๆของบรรดาหนังอิสระจากsoutheast asia หลายๆเรื่อง ในขณะดียวกันสิ่งเกิดขึ้นบนจอในหนังก็ดูแข็งเกร็งราวกับว่าทุกสิ่งที่ตัวละครทำบนจอล้วนนำไปสู่ความหมายสำหรับขับเคลื่อนเรื่องราวและแสดงลักษณะบุคลิกของตัวละครซึ่งแข็งเกร็งไปมาก และเป็นตัวละครมากๆ การขาดรายละเอียดเล็กๆน้อยๆซึ่งอาจไม่ได้สลักสำคัญอะไร หากแสดงสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้หนังถึงที่สุด นำไปสู่การเป็นหนังที่แข็งเกร็งจนเกินไป และตัวละครก็คาดเดาได้ในฐานะตัวละครไปสักหน่อย
อย่างไรก็ตามนี่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำคัยอะไรมากนัก ประเด็นสำคัญของหนังตรงและแรงพุ่งเข้าหาผู้ชมอย่างเต็มเหนี่ยว แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนจอจะไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกภาพยนตร์ แต่ในสังคม ‘ใต้พรม’ แบบสังคมไทย นี่นับเป็นหึ่งในหนังที่กล้าหาญมากทั้งในแง่ของการนำเสนอปัญหา ท่าทีของตัวหนัง และการ ไม่แสดงภาพสั่งสอน อันเป็นยาหอมในการประนีประนอมกับผู้ใหญ่ราวกับช่วยเขี่ยผงฝุ่นให้ท่านกวาดเข้าไว้ใต้พรมอย่างเรียบร้อยงดงาม
ตัวหนังนั้นไม่ได้พูดถึงครอบครัวที่ล่มสลายหรือชิงชังกันแต่อย่างใด (ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราไมชอบหนังแบบสุดๆ) ดังที่ผู้กำกับกล่าวในช่วงตอบคำถามและในท่าทีของตัวหนัง ที่คือหนังที่แสดงให้เห็นว่า ครอบครัวครอบครัวหนึ่งซึ่งมีเยื่อใยต่อกัน รักกันต้องล่มสลายลงไป เพราะมันไม่เป็นไปตามกรอบนิยามความเป็นครอบครัวของสังคม การเป็นกะเทยแต่งหญิงของตัวละครตัวหนึ่งได้ทำลายบทบาทหน้าที่ที่ถูกบัญญัติขึ้นอย่างแกนๆด้วยโครงสร้างอำนาจนิยม และโครงสร้างนั้นเองที่หล่นลงมาทับอกตัวละคร การที่พวกเขาต้องแบกแอกแห่งความอับอายที่มีผู้นำครอบครัวเป็นกะเทยแต่งหญิง ในขณะเดียวกัน เป็นสังคมนี้เองที่ตีตรากะเทยแต่งหญิง ให้ผูกพ่วงเข้ากับความสำส่อน คลั่งเซกส์ ผิดศีลธรรม หนังตอกย้ำด้วยฉากที่เด็กหนุ่มจินตนาการว่าตัวเองได้ฆ่าธัญญ่า โดยในทุกครั้งที่เขาฆ่าเธอ เธอมักปรากฏตัวในฐานะของคนเสื่อมทราม ที่มีเซกส์สำส่อน หรือนอนดูหนังโป๊สำเร็จความใคร่ที่กลางบ้านโดยไม่กลัวใครมาเห็น (เอาเข้าจริงๆแล้วธัญญ่าแทบไม่ได้มีเซกส์กับใครทั้งสิ้น ทั้งหมดเป็นจินตนาการพาฝันของตัวเอง และจินตนาการที่น้องชายของเธอสร้าง ‘มโนคติ’เกี่ยวกับตัวเธอขึ้น)
การสะท้อนภาพแหลกเหลวของวัยรุ่นในหนังเรื่องนี้ก็ถูกนำเสนออย่างจริงจัง โดยไม่มีสายตาสั่งสอน (สิ่งที่น่าสนใจมากเริ่มตั้งแต่การฉายภาพวัยรุ่นชนชั้นกลางที่หนีความทุกข์ภายในไปเที่ยวต่างจังหวัด ซึ่งจริงๆมันไม่ได้สำคัญอะไร แต่เรากลับรู้สึกว่ามันแสดงภาพการหนีทุกข์ของคนชั้นกลางยุคปัจจุบันได้ตรงมากๆ) ภาพการขายตัวถูกนำเสนอตามที่มันเกิดขึ้น ไม่มีใครถูกบังคับให้ขายตัว พวกเขาทำสิ่งนี้โดยการตัดสินใจของตัวเอง และจ่ายเต็มราคาด้วยความทุกข์เศร้าภายใน (ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการแสดงภาพลงโทษคนขายตัวในหนังกระแสหลัก) ฉากที่งดงามมากฉากหนึ่งในหนังคือการที่เด็กสาวกุมมือคนรักของเธอกลับบ้านในความมืดหลังจากเธอไปขายตัวเป็นครั้งแรก ชายหนุ่มคนรักของเธอถูกวางตัวว่าอาจจะมีสัมพันธ์กับธัญญ่า แต่หนังไม่ได้ขยายความในเรื่องนี้ บอกเพียงแต่ว่าเขาบริการบรรดาเกย์เพื่อแลกกับเงินใช้จ่ายในขณะเดียวกันเขารักคนรักของเขา แม้เขาจะต้องพาเธอไปขายตคัวก็ตาม บรรดาลูกค้าของน้องชายคนสุดท้องก็ถูกนำเสนออย่างหลากหลายทั้งนานะคนป่วยไข้ที่ต้องหลบเมียมาซื้อบริการเด็ก เกย์เปิดเผยที่เสนอตัวเลี้ยงดูเด็กหนุ่ม ทุกผู้คนในหนังมีเหตุมีผลเป็นของตัวเอง และยากที่เราจะไปตัดสินอะไรได้
ในขณะเดียวกันอาชีพของธัญญ่าก็มีความน่าสนใจมากๆ เธอทำงานเขียนหนังสือรับจ้าง เขียนหนังสือประเภท เรื่องลับสาวฮิสทีเรีย หรือเรื่องสาวไซด์ไลน์อะไรเทือกนั้น หนังสือที่ฉากหน้าเป็นหนังสือเตือนสติ ภัยใกล้ตัว แฝงประเด็นการเป็นหนังสือปกขาวอย่างแนบเนียน เธอนั่งเขียนหนังสือพวกนี้อยู่กับบ้านหาเงินมาเลี้ยงน้อง แต่สุดท้าย ‘เด็กๆ’ ของเธอ นั่นเองที่ตกเข้าไปสู่วังวนแบบสิ่งที่เธอเขียน เธอนั่งเพิกเฉยกับเรื่องนี้อยู่กับบ้าน ทำเป็นลืมว่าที่สวนหลังบ้านมีแมลงลึกลับ ในที่สุดเธอกลายเป็นส่วนหนึ่งในการดึงคนทั้งครอบครัวลงไปสู่ปัญหา ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่ว่าแค่เธอเป็นกะเทยแต่งหญิง แต่เรื่องที่ว่าเธอเพิกเฉยต่อเรื่องทั้งหมดนี้
ฉากที่สำคัญที่สุดของหนังคือฉากพาฝันสุดขีดว่าด้วยการเปลี่ยนเพศข้ามเพศ ฉากการร่วมเพศหมู่ของเด็กสาวคนรักของเธอและน้องชายของเธอ การสลับตำแหน่งแห่งที่ในการร่วมรัก การสลับข้ามเพศไปมา คล้ายภาพแทนสิ่งสำคัญที่สุดที่หนังต้องการบอก นั่นคือโลกนี้มีความหลากหลายทางเพศอยู่จริง และมันไม่ใช่สิ่งวิปริต มันมีอยู่ ถึงคุณไม่เคยรู้ก็จงรู้และเผชิญหน้ากับมันเสีย !
อย่างไรก็ตามดูเหมือนหนังจะยังยืนยันเรื่องความรักของครอบครัวที่อยู่เหนือกรอบคิดทางศีลธรรมใดๆ ฉากการกลับมาของแม่ กลายเป็นฉากคลี่คลายเรื่องราวเพื่อแสดงให้เห็นว่าความรักของแม่ยังสามารถบรรเทาความเจ็บปวดที่ในที่วุดคนในครอบครัวได้หันมาทิ่มแทงกันเองเสียจนบาดเจ็บไปถ้วนทั่ว การกลับมาของแม่ แสดงภาพความรักแบบแม่ลูก สายใยที่ยึดโยงในครอบครัวซึ่งเป็นสิ่งที่หนังยึดถือ แม้ตัวละครจะทำร้ายกันสักเพียงไหนอย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีเยื่อใยต่อกัน และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่กระทั่งกรอบศีลธรรมก็อาจทำลายไม่ได้ เพียงแต่การกลับมาอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวเช่นเดิม(ตามแบบหนังกระแสหลัก) นั้นเป็นทางออกที่เพ้อเจ้อเกินไป การที่หนังเลือกจบลงตรงนี้จึงดูเป็นทางออกที่เป็นจริงที่สุดเท่าที่หนังจะมอบให้ได้ และมันสวยสดงดงามอย่างยิ่ง

แด่ความหลากหลายทางเพศ
#1 By aaax on 2010-11-20 21:53